อุบัติการณ์ไวรัสถล่มโลก

ตอนที่ 9 : อดีต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 286
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    22 ต.ค. 62

ร่างของผู้ติดเชื้อเอนล้มไปตามแรงกระสุนที่เจาะกลางหน้าผาก ท่ามกลางสายตาของผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ ในค่าย

“นายทำบ้าอะไรน่ะ!

เสียงจากชายผู้รอดชีวิตดังอยู่ด้านหลังผม เขาเล็งปืนจ่อมาที่ผมขณะมองร่างอดีตหัวหน้าที่นอนจมกองเลือด พร้อมชายหนุ่มอีกสองคนที่เป็นยามรักษาการณ์วิ่งมาดูเหตุการณ์ หลังจากที่พวกเขาได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด

“เวร นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น”

ผมก้มลงสำรวจศพตรงหน้า อาการแบบนี้มัน... “เขาติดเชื้อ ร่างกายของเขาน่ากำลังเปลี่ยนเป็นพวกออร์กา พวกนายช่วยอะไรเขาไม่ได้อยู่แล้ว” ผมบอกกับผู้รอดชีวิตที่เหลือ ชายคนหนึ่งเดินไปสำรวจพรรคพวกของเขาที่ถูกโจมตี พบว่าทั้งสองคนนั้นได้เสียชีวิตลงแล้ว

“แล้วแกมาทำบ้าอะไรที่นี่วะ โจเซฟส่งมาจัดการพวกเราสินะ!” ชายที่กำลังถือปืนจ้องเขม็งมาที่ผม เขาพร้อมที่จะเหนี่ยวไกยิง

“ถ้าฉันจะฆ่าพวกนายจริงๆ ปานี้พวกนายคงตายกันหมดแล้ว” ผมเดินหาอุปกรณ์บางอย่างตามซากข้าวของที่กระจัดกระจายเกลื่อนพื้น จนพบสิ่งที่ต้องการ มันเป็นขวดทดลองใสสำหรับเก็บตัวอย่าง ผมนำมันมาเก็บตัวอย่างเลือดของชายติดเชื้อเพื่อนำกลับไปให้เบลวิเคราะห์ภายหลัง ผู้รอดชีวิตทั้งสามคนมองผมด้วยความสงสัยกับสิ่งที่ผมทำ

ผมลุกขึ้นยืนและหันไปมองทั้งสามคน “โอเค ฉันจะให้ทางเลือกกับพวกนายสามคน พวกนายเก็บของใช้ที่จำเป็นยกเว้นกล่องอุปกรณ์พวกนี้แล้วฉันจะบอกทางไปที่ปลอดภัย หรือ...นายอยากจะฆ่าฉันแล้วหลงป่าอีกสักอาทิตย์ รอให้เสบียงหมดหรือคนของโจเซฟมาเจอ ก็ขึ้นอยู่กับพวกนาย”

ทั้งสามคนนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่ แต่ผมก็พอเดาได้จากสายตาที่พวกมันมองกันขณะคุย

“โอเค พวกเรายอม” ชายคนที่ถือปืนลดอาวุธลง

“เอาหมวกกับเสื้อแจ็คเก็ตของพวกนายมา” ผมหยิบหมวกและเสื้อจากทั้งสามคน ก่อนโยนมันลงบนศพของชายติดเชื้อให้ทั้งหมวกและเสื้อเปื้อนเลือดสีดำ แล้วโยนมันให้กระจายไปทั่วทั้งเต็นท์ ทำให้ดูเหมือนว่าแคมป์นี้ถูกโจมตีด้วยพวกออร์กา

เมื่อผู้รอดชีวิตทั้งสามคนเก็บของใช้จำเป็นเสร็จ ผมก็เดินไปหาพวกเขา

“เดินไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จะมีหมู่บ้านที่ใช้ชื่อว่าไอรา ไปที่นั่นบอกว่าเฟิสส่งคนมาช่วยทำงาน” หลังผมชี้บอกเส้นทางให้แก่กลุ่มผู้รอดชีวิต พวกเขาหยิบคบไฟติดมือไปคนละอัน แล้วเดินผ่านเขายามค่ำคืนซึ่งผมหวังว่าพวกเขาจะไม่ถูกออร์กาจัดการก่อนถึงหมู่บ้าน

เมื่อพวกเขาเดินหายไป ผมหยิบวิทยุสื่อสารของเนลขึ้นมากดส่งสัญญาณ

“นี่เฟิสเรียกค่ายโจเซฟ เปลี่ยน”

“นึกว่าเดินชมวิวเพลิน ได้เรื่องอะไรบ้าง” ยังเป็นเสียงของเนลที่ตอบข้อความผม

“เจอค่ายกลุ่มกบฏแล้ว”

“จัดการพวกมันแล้วใช่มั้ย”

“มีศพอยู่สามศพ ดูเหมือนถูกพวกออร์กาจัดการ อุปกรณ์และของใช้ยังอยู่ครบ ฉันจะส่งตำแหน่งที่ตั้งไปให้”

“เฮ้! เดี๋ยวก่อน ศพถูกพวกออร์กาจัดการงั้นเรอะ!” น้ำเสียงของเนลดูไม่เชื่อในคำพูดของผม แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรอยู่แล้ว ผมกดส่งตำแหน่งที่ตั้งผ่านวิทยุสื่อสาร

“ส่งตำแหน่งที่ตั้งให้แล้ว เลิกติดต่อ” ก่อนปิดวิทยุผมได้ยินเสียงเนลไล่ยาวมาเป็นชุด หลังจากนั้นผมหันไปสนใจกล่องอุปกรณ์จำนวนสามกล่องที่ผู้รอดชีวิตกลุ่มนี้ขโมยออกมาจากค่ายของโจเซฟ ผมเปิดดูกล่องที่ยังสภาพดีอยู่ปรากฏว่าภายในมันคืออุปกรณ์เสพยาพร้อมฝิ่นที่สกัดเป็นตัวยาแล้ว

ถ้าคนกลุ่มนี้ลักลอบไปขายหรือแลกเปลี่ยนกับแคมป์ผู้รอดชีวิตกลุ่มอื่นได้ คงทำให้พวกเขาสบายไปสองสามอาทิตย์

กล่องอื่นๆ ยังเป็นพวกอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นสำหรับการรักษา ซึ่งผมเองก็หมายตาไว้เช่นกัน เพราะมันจะช่วยคนในค่ายของผมได้มากทีเดียว ส่วนกล่องสุดท้ายมันเป็นอะไหล่ของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกถอดออก ซึ่งอะไหล่พวกนี้น่าจะช่วยซ่อมแผงวงจรที่ชำรุดของเชื่อนพลังน้ำ

ทีนี้ก็ได้แต่รอคนของเนลมารับของ ผมมองดูนาฬิกาตอนนี้เป็นเวลาตีสาม คงใช้เวลาราวๆ สามชั่วโมงกว่าคนของเนลจะมาถึง

ขณะนั่งรอ...ความเหนื่อยล้าก็ถาโถมเข้าใส่แทบจะทันที จนผมห้วนนึกถึงอดีตที่ผ่านมา

 

หลายปีก่อน

“แฮ่ก แฮ่ก แฮ่กกก” เสียงหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยของผมดังก้องอยู่ในหัว ร่างกายของผมไม่ได้เหนื่อยล้าอะไร แต่มันเป็นจิตใจของผมเองที่ถูกกดดันอย่างถึงที่สุด ผมในวัยยี่สิบต้นๆ กำลังถือปืนอยู่ในมือด้วยอาการสั่นเทา ผมยังคงได้กลิ่นควันปืนลอยแตะจมูกผม

ตรงหน้าผมคือร่างของชายในชุดมอมแมมกำลังนอนดิ้นอย่างทุลนทุลาย ร่างของเขามีบาดแผลฉกรรจ์อยู่ที่หน้าอกขวา แม้จะไม่ใช่จุดสำคัญ แต่เขาก็คงอยู่ได้อีกไม่นาน

ปึง!

เสียงถีบประตูดังขึ้น แสงสว่างจากภายนอกสาดส่องเข้ามาในห้อง ทำให้ผมเห็นอะไรตรงหน้าชัดเจนขึ้น

“ไอ้น้องชาย ไม่เป็นไรนะ”

ชายในชุดเกราะของทหารวิ่งมาหาผม ผมจำเขาได้แม่น เขาชื่อว่า เจมส์ ในตอนนั้นเขาเป็นรองผู้บัญชาการค่ายของบิ๊กบอส เป็นคนที่คอยสั่งสอนผมให้ต่อสู้และเอาตัวรอด และผมในตอนนี้ยังเป็นแค่เด็กฝึกหัดที่อออกมาจัดการกับกลุ่มโจรปล้นเสบียง

เขาเห็นผมตัวสั่นในท่ายิงปืน

“เฟิส...ลูกผู้ชาย กล้าที่จะทำ...ก็ต้องจบสิ่งที่ทำ” เขาบอกกับผม บังคับปืนในมือของผมให้เล็งไปที่หัวของชายตรงหน้า

มือของผมสั่นแรงขึ้น แต่มันก็ถูกกดด้วยแรงจากมือของเจมส์ สายตาของเขาดุดันจ้องเขม็งมองผมอย่างไม่ลดละ

ผมมองชายที่บาดเจ็บตรงหน้าร้องขอชีวิต เขาไม่ได้มีอาวุธและอยู่ในสภาพที่ต่อสู้ไม่ได้

แต่ด้วยแรงกดดันทั้งนอกและใน ผมหลับตาและเหนี่ยวไกปืน

ปังงงง!

เสียงปืนดังพร้อมชีวิตหนึ่งที่สูญไป นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้ฆ่าคน

“ดีมากไอ้น้องชาย ในโลกตอนนี้คนแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด มันไม่มีที่ให้สำหรับคนที่อ่อนแอ” เจมส์ขยี้หัวผมก่อนจะเดินออกจากห้องไป ราวกับเขาทิ้งรางวัล(ศพ)ตรงหน้าเพื่อเป็นเครื่องเตือนสติสำหรับผม และหลังจากนั้นเป็นต้นมา ผมก็เก็บปืนพกในวันนั้นติดตัวเสมอมา

ให้มันเป็นเครื่องย้ำเตือนถึงอะไรบางอย่าง ที่ผมก็ไม่อาจเข้าใจ

ผมเดินเซอย่างกับคนหมดแรงออกไปนอกบ้าน แสงสว่างจากการลุกไหม้ของเปลวเพลิงสว่างจ้าจนผมต้องเอามือมาบัง หมู่บ้านของโจรปล้นเสบียงกำลังลุกไหม้ เปลวเพลิงโหมกระหน่ำแรงจนผมยืนอยู่ห่างๆ ยังสัมผัสได้ถึงไอร้อน

พวกโจรที่รอดชีวิตกำลังนั่งคุกเข่าอยู่กลางพื้นที่โล่ง โดยมีฉากหลังเป็นกลุ่มเพลิงชุดใหญ่

ผมถูกจัดให้ยืนอยู่ด้านหน้าของหญิงคนหนึ่ง เธอมีรอยสักที่ใบหน้าและสวมเครื่องแบบคล้ายกับพวกนักโทษ สายตาของผมและเธอจ้องมองกันราวกับกำลังส่งข้อความผ่านทางดวงตา

“เตรียมตัว” บิ๊กบอสในตอนนั้นดูหนุ่มกว่าในปัจจุบัน เขายืนอยู่บนรถจิ๊บทหารกำลังทำสัญญาณมือ “ยิง!

สิ้นเสียงคำสั่ง เสียงปืนชุดใหญ่ดังขึ้นหลายนัด...

...

ขณะยังห้วนคิดถึงความหลัง เสียงฝีเท้าจำนวนมากดังขึ้นใกล้ๆ บริเวณที่ผมนั่งหลับอยู่ ผมเล็งปืนไปยังต้นเสียงแทบจะทันที

“เฮ้ๆ ใจเย็นไว้ไอ้กลายพันธุ์” ใบหน้าของเนลโผล่พ้นต้นไม้ออกมา เผยให้เห็นกลุ่มลูกน้องของมันอีกหลายคนเดินตามอยู่ด้านหลัง

นี่มันเช้าแล้วเหรอ ผมมองขึ้นไปบนท้องฟ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมหลับไปตั้งแต่ตอนไหน

“แคมป์นี้โดนเล่นซะเละเลยแหะ สมน้ำหน้าพวกแกแล้วล่ะ” เนลใช้เท้าเขี่ยศพอดีตคนในค่ายของตน ดูเหมือนเขาพอใจที่เห็นว่ากลุ่มคนพวกนี้ได้ตายไปแล้ว ผมได้แต่มองมันด้วยหางตา ไม่อยากจะเข้าไปยุ่งอะไรด้วย

“นั่นกล่องของพวกนาย ทีนี้ก็จบกันแล้วใช่มั้ย” ผมชี้ไปที่กล่องอุปกรณ์ทั้งสามกล่อง

“เออ! พวกแกรีบขนกล่องกลับค่ายเร็ว” เนลตอบผมแล้วหันไปสั่งลูกน้องของมันให้รีบยกของลงจากเขา ผมและพวกของเนลใช้เวลาช่วงเช้าเดินลงจากเขาพร้อมกล่องอุปกรณ์ใบใหญ่ เมื่อเราถึงค่ายอย่างปลอดภัย แต่ผมพบว่าจินและคุณเนวินไม่ได้อยู่ที่ค่าย มีเพียงโจเซฟหัวหน้าของค่ายเดินมาต้อนรับผม

“ฉันนึกแล้วว่าแกต้องทำได้ ฝีมือดีขนาดนี้ไม่สนใจมาทำงานให้ฉันบ้างรึไง” โจเซฟปรบมือให้กับผลงานของผม และยังชักชวนให้ผมไปทำงานด้วย แต่คำตอบในใจของผมก็คงเดาได้ไม่ยาก

“แค่ทำตามข้อตกลงก็พอ ฉันจะขออะไหล่ไปซ่อมแผงวงจร”

“โอเค้ ข้อตกลงก็ข้อตกลง” โจเซฟหันไปสั่งคนของตน “ขนของขึ้นรถ พวกเราจะมุ่งหน้าไปที่เขื่อน” คนของโจเซฟขนกล่องอะไหล่ขึ้นรถกระบะ ซึ่งผมก็เดินตามไปที่รถเพื่อเช็คดูของที่ต้องการ แต่ขณะกำลังจะกระโดดขึ้นไปนั่งบนท้ายกระบะผมก็ได้สังเกตเห็นเด็กผู้ชายในกลุ่มของโจเซฟคนหนึ่ง

หน้าตาของเขาช่างคุ้นเคย

เด็กผู้ชายคนนั้นกำลังยกกล่องอะไหล่ขึ้นรถ เหมือนว่าเขาเองก็เห็นผมเช่นกัน

ใช่แล้ว! เขาคนนั้นคือ กาย เด็กหนุ่มที่ผมช่วยจากเขตห้า แต่...เขาเป็นคนของรีเวอร์ไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาอยู่ที่ค่ายของโจเซฟได้ ผมพิจารณาจากท่าทางที่เขาไม่อยากให้ผมเห็นหน้า หรือว่า...เขาแฝงตัวเข้ามาเป็นสายให้กับคนของเขา

“ขนเสร็จก็ไปทำงานได้แล้วไอ้เบื๊อก” เนลผลักกายลงจากรถกระบะ ไล่ให้เขาไปทำงานยกของทั่วไป ดูแล้วตำแหน่งที่กายอยู่ตอนนี้ก็ไม่ใช่ตำแหน่งสูงส่งอะไร ไม่รู้ว่าเขามีเจตนาอะไรกันแน่ ถึงต้องแฝงตัวมาทำงานในค่ายศัตรูแบบนี้

แต่ที่แน่ๆ หากโจเซฟจับได้ ชะตากรรมของเด็กหนุ่มคงไม่ต่างกับคนที่ผมเจอบนเขาเมื่อคืน

“โอเค ไปกันได้แล้ว!” โจเซฟที่นั่งอยู่ในกระบะตะโกนบอกกับกลุ่มคนของเขาพร้อมกับทุบหลังคาทำเสียงสัญญาณ รถกระบะเคลื่อนตัวออกจากค่ายโดยมีทัพมอไซน์เสียงท่อดังสนั่นขี่กันตามหลังมา กลุ่มควันสีดำลอยไล่หลังทางที่พวกเรากำลังขับไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

68 ความคิดเห็น

  1. #20 Dermie (@JaminiChevalier) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 / 23:17
    อย่างกับหนังเลยอ่ะะะ
    #20
    0