อุบัติการณ์ไวรัสถล่มโลก

ตอนที่ 8 : ผู้ติดเชื้อ?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 306
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    18 ต.ค. 62

เมื่อประตูค่ายเปิดออกจนสุด ผมค่อยๆ เดินออกไป โดยมุ่งหน้าขึ้นไปบนเขาสูงผ่านทางเดินลาดชันทางทิศเหนือของค่าย การเดินทางมันลำบากไม่น้อย เพราะทางเดินนั้นเต็มไปด้วยเนินดินเอียงแถมเส้นทางก็ไม่ใช่ทางเดินหลักที่ใครเขาจะเดินผ่านกัน

ใช้เวลานานเกือบหนึ่งชั่วโมง ผมก็เดินมาได้ครึ่งยอดเขา พอมองกลับลงไปเห็นค่ายของโจเซฟอยู่ด้านล่างน่าจะห่างไปหลายกิโล มองจากระดับความสูงนี้ค่ายของโจเซฟเล็กราวกับโมเดลของเล่น แต่สิ่งเลวร้ายที่แท้จริงกำลังจะเริ่ม แสงสว่างจากพระอาทิตย์กำลังค่อยๆ น้อยลง ผมสังเกตได้ว่าเหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีก่อนที่เขาทั้งลูกจะถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด

ซ่า!!

จู่ๆ เสียงวิทยุของผมก็จับสัญญาณบางอย่างได้ มันเป็นคลื่นสัญญาณแปลกๆ เหมือนตอนที่ผมอยู่เขตห้า ดูเหมือนว่าสัญญาณปริศนานี้จะปรากฏขึ้นเมื่อตัวรับอยู่บนที่สูง

แต่ผมก็ไม่สามารถฟังหรือถอดรหัสสัญญาณเสียงนั้นได้ มันมีแต่คลื่นแทรกที่จับใจความอะไรไม่ได้เลย แม้แต่จะตอบกลับไป ผมก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะจับเสียงของผมได้หรือป่าว ด้วยความสงสัยและอยากรู้คำตอบผมกดบันทึกคลื่นที่จับได้ เผื่อว่ากลับไปที่ค่ายและจะให้นักถอดรหัสตรวจสอบ

เมื่อเสียงสัญญาณปริศนาดับลงผมยังคงเดินลึกเข้าไปในเขา ผ่านเส้นทางที่ผมไม่คุ้นเคย...แสงสว่างค่อยๆ หมดลง แม้พื้นที่บนเขาจะห่างไกลจากตัวเมืองที่เต็มไปด้วยพวกออร์กา แต่ผมก็ประมาทไม่ได้ เพราะเจ้าพวกนั้นมันอาจซ่อนตัวอยู่ตามซอกเขาหรือถ้ำบางแห่งที่เราไม่รู้จัก

ซึ่งถ้าเป็นไปอย่างที่ผมคิด สถานการณ์ด้านบนจะยิ่งเลวร้ายขึ้นมาก

ผมเดินไปตามเส้นทางที่เนลมันเขียนลงแผนที่ ถ้ามันเขียนถูกและพิกัดในแผนที่ไม่ผิดเพี้ยน แคมป์พักแรมของกลุ่มกบฏน่าจะอยู่อีกไม่ไกล

และสิ่งที่ปรากฏต่อหน้าผมคือซากของแคมป์ร้างแห่งหนึ่ง เมื่อมองจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่ ผมจึงเดินออกไปกลางแคมป์โดยสังเกตบริเวณโดยรอบ สภาพของแคมป์เหมือนถูกบางอย่างโจมตี มีร่องรอยของการต่อสู้และคราบเลือดสีแดงแห้งกรัง เดินดูรอบๆ แคมป์ไม่นานผมก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าลอยมาจากเต็นท์ แม้จะไม่มีศพ...แต่กลิ่นพวกนี้คือซากเน่าของพวกออร์กาที่โดนแดดเผา

รอยพวกนี้ยังใหม่ น่าจะเกิดการโจมตีจากพวกออร์กาช่วงคืนที่ผ่านมา และการที่ไม่มีศพเหลืออยู่ที่แคมป์ก็แสดงว่า คนที่หนีไปมีบางคนที่บาดเจ็บ

ผมหยิบวิทยุสื่อสารที่ชิงมาเนลขึ้นมากดส่งสัญญาณ “เรียกค่ายโจเซฟ”

“ว่าไง” เสียงจากปลายสายคือเนล

“ฉันมาที่พิกัดในแผนที่ของนายแล้ว พวกเขาไม่อยู่ที่นี่”

“เรอะ! แกก็เดินๆ หาให้ทั่วสิ พวกมันคงหนีไปได้ไม่ไกล ถ้าเจอพวกมันก็ค่อยโทรมานะ ฉันยุ่งอยู่ว่ะ”

“พอรู้มั้ยว่าแถวนี้ที่ไหนพอใช้ซ่อนตัวได้”

“อืออ แปปนะฉันถามอากู๋ก่อน...เอ่อ มันขึ้นหน้าไดโนเสาร์วิ่งว่ะ... จะไปรู้มั้ยฟะ แกก็เดินหาเองแล้วกัน!!” แล้วสายก็ถูกตัดไป

“ไอ้เวรนี่” ผมชักหัวเสีย ถ้าไม่ติดว่าต้องใช้อะไหล่ในการซ่อมเขื่อนจะไม่มีวันทำงานให้กับคนอย่างมันเลย ผมละความสนใจจากไอ้บ้าเนลแล้วหันมาดูรอยบนพื้น ดูเหมือนพวกเขาจะเดินลึกเข้าไปในป่าผมเลยตัดสินใจเดินตามรอยนั้นไป โดยหวังว่าพวกเขายังคงหนีไปได้ไม่ไกล

ตอนนี้แสงสว่างจากพระอาทิตย์แทบจะไม่ส่งผลใดๆ ต่อพื้นที่บนเขาอีก ความมืดเข้าปกคลุมทั่วทั้งบริเวณ แต่...ห่างออกไปจากจุดของผมไม่ไกล มันมีแสงสว่างลอดผ่านช่องว่างระหว่างต้นไม้เป็นเงาทอดยาว ผมเข้าใจได้อย่างดีว่ามันมาจากแคมป์ของพวกนั้นแน่นอน

ผมใช้พุ่มไม้ที่ขึ้นรกทึบตรงหน้าเป็นที่กำบังและค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้แคมป์ให้เงียบที่สุด

แสงสว่างมันมาจากคบไฟที่ถูกตั้งแสดงอาณาเขตเป็นวงกลม ตรงกลางมีเต็นท์ตั้งอยู่ประมาณสี่เต็นท์ ดูแล้วนี่เป็นแคมป์เร่ร่อนที่พวกมันพยายามเปลี่ยนที่อยู่ไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้คนของโจเซฟและพวกรีเวอร์มาพบ

แถวคบไฟมีชายฉกรรจ์สองคนกำลังเดินยามผ่านมาทางจุดที่ผมซ่อนตัวอยู่ พวกมันถือปืนไรเฟิลจู่โจมหนัก ดูท่าจะปล้นคลังแสงของโจเซฟมาไม่น้อย

“เวรเฮ้ย พวกเราซวยแน่ๆ ดันมาหลงทางในเขาเกือบอาทิตย์แล้วเนี่ย” ชายคนหนึ่งพูดกับอีกคนขณะเดินเฝ้าระวังแคมป์

“เออดิ! ถ้าตอนหนีออกมาหยิบ GPS มาด้วยปานี้เราคงหนีไปไกลแล้ว”

“อาหารก็ใกล้หมด ลงจากเขาก็ไม่ได้ หัวหน้าก็ดันมาเจ็บอยู่แบบนี้ ฉันว่า...” หนึ่งในนั้นเบาเสียงลง “...ถ้าพวกเรายอมกลับไป พวกนั้นคงไม่ลงโทษเราหรอก”

ชายอีกคนเตะเข้าที่ขาของคนพูด “จะบ้ารึไง! ที่เราหนีมาก็เพราะกลัวโดนลงโทษไม่ใช่เรอะ ขืนกลับไป พวกเราคงโดนยิงประจานน่ะสิ แกก็รู้...ว่าคนที่ทำงานพลาด มันไม่เคยไว้ชีวิตสักราย เลิกคุยแล้วเดินยามระวังพวกออร์กาเหอะ”

“เออๆ”

พวกมันเดินคุยกันจนผ่านจุดที่ผมซ่อนตัวอยู่ เมื่อเห็นทางโล่ง ผมแทรกตัวผ่านพุ่มไม้หนาและใช้เงามืดยามค่ำคืนเป็นตัวช่วยให้สามารถลอบเร้นเข้าในแคมป์โดยไม่ถูกจับ

ผมพยายามใช้พวกเต็นท์และของที่พวกมันวางเกลื่อนพื้นเป็นที่กำบัง และสอดส่องดูสภาพเป็นไปในแคมป์ ซึ่งตอนนี้ผมเห็นกลุ่มคนจำนวนหนึ่งกำลังล้อมร่างของชายที่นอนดิ้นทุรนทุลายอยู่บนเตียง ดูแล้วเขาน่าจะคือหัวหน้ากลุ่มที่กำลังได้รับบาดเจ็บ

“อ้ากกกก!!!

เสียงร้องของชายผู้บาดเจ็บดังลั่นแคมป์ ต้องใช้แรงจากชายหนุ่มถึงสามคนช่วยกดร่างให้นอนนิ่งอยู่บนเตียง ดูท่าแล้วเขาน่าจะเจ็บปวดมากๆ

“พวกเราจะทำไงดี แบบนี้มันไม่โอเคแล้วนะ!” ชายคนหนึ่งร้องถามความเห็นจากอีกสองคน

“ฉันไม่ใช่หมอจะให้ทำไงเล่า!

“เวรๆ นี่มันเรื่องบ้าอะไรฟ่ะ!!!

หลังเสียงคุยอลมานจบลง แขนของชายที่บาดเจ็บได้ตวัดโดนร่างของชายคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าเรี่ยวแรงของเขามาจากไหนกัน ถึงขนาดที่ร่างของชายอีกคนที่โดนแขนตวัดใส่กระเด็นลอยไปกระแทกกับกล่องเครื่องมือที่อยู่ห่างไปเกือบสามเมตร

เมื่อเหลือคนกดร่างแค่สองคน พวกเขาไม่อาจต้านทานร่างกายที่เต็มไปด้วยเรี่ยวแรงมหาศาลนั้นได้ ชายผู้นั้นเอื้อมมือคว้าคอเสื้อของหนึ่งในสองคนที่เหลือ แล้วขว้างเขาไปอัดกับต้นไม้ราวกับของเล่น ชายที่เหลืออีกคนคว้าปืนพกขึ้นมาเล็งด้วยอาการสั่นกลัว ขณะที่ร่างของชายผู้บาดเจ็บค่อยๆ เดินตรงมาที่เขา

ผมเห็นท่าไม่ดีวิ่งออกจากที่ซ่อน พุ่งชาร์จใส่ร่างของชายผู้บาดเจ็บตรงหน้า แรงผลักของผมดันร่างของเขาไปกระแทกกับกล่องเครื่องมือด้านหลังจนพังยับ ผมคว้ามือทั้งสองข้างพยายามให้เขาสงบสติอารมณ์ไม่ให้ทำร้ายเพื่อนร่วมแคมป์คนอื่นๆ

แต่ไม่ใช่!

ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือดปูดขึ้นตั้งแต่แขนจรดใบหน้า แถมเรี่ยวแรงที่มีก็มากกว่ามนุษย์ปกติทั่วไป แรงมากกว่าผมอีกด้วยซ้ำ

เขาสู้แรงของผม ค่อยๆ ดันมือออกจากการควบคุม จนเป็นผมเองที่ถูกผลักจนตัวอัดกับต้นไม้ ใบหน้าของเขายื่นมาใกล้ผม ผมสังเกตเห็นฟันของเขากลายเป็นเขี้ยวแหลมคม ราวกับว่าร่างกายของมนุษย์ตรงหน้ากำลังเปลี่ยนเป็นสัตว์ประหลาด

“แอ่กกกก!” ไม่ทันไรก่อนที่เขาจะทำร้ายผมได้ ร่างของชายผู้บาดเจ็บก็ทรุดลงตรงหน้าผม เขาสำลักและอาเจียนออกมาเป็นเลือดสีดำข้นคล้ายกับเลือดของพวกออร์กา ดวงตาของเขาเริ่มกลับมาฉายแววของมนุษย์ปกติอีกครั้ง พร้อมสติที่เลือนราง

“ฆ่า...ฆ่าฉันที” เขาหันหน้าขึ้นมามองผม เหมือนสติความเป็นมนุษย์เริ่มกลับมา “เร็วเข้า...ฉันรู้สึกได้ ว่าสติของฉัน....มันกำลังจะหายไป” ชายตรงหน้าเริ่มออกอาการบาดเจ็บอีกครั้ง เขากัดฟันพยายามอดกลั้นความเจ็บปวด

สายตาของเขาจ้องมองผมไม่กระพริบ ผมตัดสินใจหยิบปืนพกขึ้นมา จ่อปากกระบอกปืนที่หน้าผากของเขา

“ทำสิ่งที่ต้องทำ เร็วเข้า!” เขาย้ำกับผม นิ้วชี้ของผมหยุดค้างที่ไกปืน

เวรเฮ้ย!

ปัง!!! 

สิ้นเสียงปืน ร่างของเขาล้มนอนลงกับพื้น มีรูกระสุนใหญ่อยู่ที่หน้าผากขณะเลือดสีดำข้นพุ่งทะลักออกมาราวกับน้ำผุ ผมกัดฟันตัวเองขณะเก็บปืนพก...นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่ผมกลับมาฆ่าคนอีกครั้ง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

68 ความคิดเห็น

  1. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(