อุบัติการณ์ไวรัสถล่มโลก

ตอนที่ 20 : ไบค์เกอร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 181
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    16 พ.ย. 62

เสียงสายลมพัดเอื่อยๆ พร้อมความร้อนจากเถ้าถ่านอัดปะทะใบหน้าของผม

ผมเดินเข้าไปสำรวจค่ายที่ครั้งหนึ่งในอดีตมันเคยเป็นบ้านหลังใหม่ สภาพของค่ายตอนนี้ราวกับผ่านสงครามมาอย่างหนัก มีรอยกระสุนและคาบเลือดแห้งติดผนัง บางจุดก็ถูกไฟไหม้จนหลังคาทรุดถล่มลงมาเป็นซากปูนกองใหญ่

บ้านของจินที่อยู่ชั้นบนสุดได้หายไปแล้ว หลงเหลือเพียงซากปรักหักพังตรงหน้าผม ห่างออกไปทางเหนือโรงเรียนที่ผมและจินช่วยกันซ่อมแซมก็พังทลายลงต่อหน้าต่อตา กลิ่นไม้และขี้เถ้าไหม้ไฟฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ

ดูแล้วค่ายแห่งนี้คงถูกเผามาแล้วหลายวัน

ผมค่อยๆ กัดฟันโดยไม่สามารถคุมตัวเองได้ เล็บมือทั้งสองข้างกำจิกลงบนผิวหนังเป็นรอยแดง 

เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น มันเป็นความผิดของผมเอง!

เมื่อเดินลึกเข้าไปในโซนทหารของบิ๊กบอส ผมเห็นกองร่างมนุษย์ที่ถูกเผาจนร่างไหม้เกรียม มีเศษผ้าลายทหารตกเกลื่อนพื้น มันคงเป็นกองศพของทหารบิ๊กบอส

นั่นสิ...ตั้งแต่เข้ามาที่นี่ ผมเห็นแต่ศพของหทาร ในซากบ้านที่พังลงมาไม่มีศพคนอยู่ภายใน

งั้นแสดงว่า คนในค่ายต้องโดนจับตัวไป!

ผมเดินคิดจนผ่านเต็นท์พยาบาลที่คุ้นเคย ผ้าที่ขึงเต็นท์อยู่ขาดหลุดลุ้ย ของด้านในกระจัดกระจาย มันเป็นสถานที่เดียวที่ไม่ถูกไฟไหม้ ผมลองเดินเข้าไปสำรวจภายใน ข้าวของส่วนใหญ่ที่เหลือเป็นของทิ้งที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ พวกยารักษาที่สำคัญถูกขนออกไปหมด แม้แต่เครื่องมือทางการแพทย์ก็ถูกขนไปจนเกลี้ยง

หวังว่าพวกเขายังคงรอดอยู่

ผมรวบรวมสติ หายใจเข้าและออกแรงๆ ฟอดใหญ่ แล้วลุกเดินออกจากค่ายไป

ทิ้งอดีตให้อยู่เบื้องหลัง สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้คือการก้าวเดินต่อไป โฟกัสกับปัจจุบัน ถ้าพวกเขาถูกจับตัวไป พวกเขาต้องอยู่ซักแห่ง ซึ่งผมจะหาพวกเขาให้เจอ!

ผมเดินกลับมาที่จุดจอดรถของธารา เธอยังคงยืนฟังเพลงรอผมอยู่ เมื่อเธอเห็นผมเดินกลับมา ธาราหยิบหูฟังออกจากหูแล้วเก็บมันไว้ในกระเป๋าเสื้ออย่างดี

“เจอสิ่งที่ตามหามั้ย” เธอถามผมด้วยแววตาเรียบเฉย

“ทำไมถึงไม่บอกเรื่องนี้” ผมเข้าใจได้ทันทีกับท่าทีแปลกๆ ของคุณสิรีธรและธาราในห้องประชุม พวกเธอรู้อยู่แล้วว่าค่ายของผมถูกโจมตี แต่ทำไมพวกเธอถึงเลือกที่จะไม่บอกผมตรงๆ

“ถึงฉันบอกไปนายก็คงไม่เชื่ออยู่ดี สู้ให้นายเห็นเองกับตาเลยดีกว่า” เธอจ้องเข้ามาในดวงตาผม ผมก็ไม่รู้จะเถียงอะไร มันก็ถูกของเธอ

เมื่อเห็นดังนั้นธาราจึงคล่อมรถมอไซค์คันเก่ง

“ไปกันเถอะ ฉันอยากกลับถึงค่ายก่อนมืด”

ผมขึ้นไปซ้อนท้ายธาราอย่างเคย เธอบิดคันเร่ง ขี่รถกลับไปตามเส้นทางเดิม

เมื่อขี่ผ่านสามแยกใกล้กับแคมป์เหนือ ผมพยายามชวนเธอคุยอีกครั้ง ถึงสาเหตุที่ค่ายถูกโจมตี

“ฉันถามหน่อยได้มั้ย เกี่ยวกับเรื่องค่ายที่ถูกโจมตี”

ธาราเหลือบมองผมผ่านกระจกมองข้าง ดูเหมือนเธอไม่มีทางเลือก

“หลังจากมีคนช่วยนายมาจากแม่น้ำ ประมาณสองวันหน่วยลาดตระเวนของพวกเราเจอกลุ่มควันจำนวนมากลอยมาจากตำแหน่งค่ายของนาย วันต่อมาอาจารย์ส่งฉันและวรินทร์มาสำรวจดูความเสียหาย...” ธาราเงียบไปสักพัก ก่อนจะพูดต่อ

“...พวกเราพยายามหาคนที่รอดชีวิต แต่โชคร้าย...ไม่มีใครอยู่ที่ค่ายแล้ว”

“แต่ว่า ในค่ายมีแต่ศพของทหาร”

“ก็อย่างที่นายคิดนั่นแหละ หากเป็นฉัน...ฉันก็ต้องจับเป็นพวกชาวบ้านอยู่แล้ว ส่วนคำตอบของคำถามที่เหลือนายเองก็คงเดาได้ใช่มั้ย” แววตาของเธอแฝงไว้ด้วยความรู้สึกคับแค้นใจ คนที่ถูกจับตัวไป ไม่ว่าจะในฐานะทาสใช้แรงงานหรือเชลย มันก็แย่พอๆ กัน

การที่คนเราถูกพรากเอาอิสรภาพไป มันก็เหมือนกับการถูกพรากอนาคตเช่นกัน

“หมดคำถามแล้วใช่มั้ย” ธาราถามผม

“ถ้าถามเรื่องเธอล่ะ”

บรื๊นนน!!!

เธอบิดคันเร่ง พุ่งรถผ่านโค้งอย่างหวาดเฉียว

ถนนใหญ่สี่เลนส์ถูกหดลงเหลือเพียงสอง รถมอไซค์ของธาราขับไปตามถนนที่เต็มไปด้วยต้นไม้ขึ้นรกทึบขนานไปกับสองข้างทาง บางจุดกิ่งก้านสาขาของมันยื่นออกมากลางถนน กลายเป็นอุโมงค์ต้นไม้หลากยาวดูสบายตา

บรื๊น!บรื๊น!! บรื๊นนนน!!!

เสียงมอเตอร์ไซค์จำนวนสามท่อดังมาจากข้างถนน เมื่อผมหันกลับไปมอง มอไซค์วิบากทรงคล้ายกับธารากำลังขับตามพวกเรามาติดๆ ดูเหมือนพวกมันดักรอพวกเราอยู่ก่อน!

“นั่นเพื่อนเธอรึป่าว” ผมถามเธอ

“ฉันไม่มีเพื่อนที่ไหนหรอก” ก่อนที่เธอจะเร่งความเร็วขึ้น

ผมมองกลับหลัง พิจารณาทั้งคนขับและคนซ้อนทั้งหกคน พวกมันสวมเสื้อหนังสีดำ คลุมหมวกหนาพร้อมด้วยผ้าปิดปากโทนเดียวกันทั้งหมด คนที่ซ้อนมาด้านหลังยังถืออาวุธระยะประชิดดูน่าขนลุก ทั้งไม้เบสบอลที่ติดตะปูไว้ที่ปลายไม้ และดาบซามูไรยาวที่สะท้อนแสงเป็นประกาย

“พวกโจรสินะ” ผมบอกธารา

“คงงั้น” เธอเหลือบมองผ่านกระจกมองข้าง แม้จะถูกรถมอไซน์ถึงสามคันเร่งเครื่องไล่จี้มาติดๆ แต่สายตาของเธอยังคงเยือกเย็น เธอพยายามประคองรถให้นิ่งขึ้น บิดคันเร่งเพื่อเพิ่มความเร็วหนีพวกมันทั้งสามคัน

แต่ดูท่าแล้วเครื่องยนต์ของพวกมันก็ไม่ใช่เล่นๆ รถทั้งสามคันค่อยๆ เคลื่อนเข้าใกล้พวกเรา จนคันแรกสามารถตีคู่กับธารามาทางซ้ายมือ

“หยุดรถซะ!”คนขับตะโกนผ่านหมวกที่ครอบใบหน้า

“ชิ!”

ธารากัดฟัน เธอค่อยๆ เคลื่อนรถเข้าไปใกล้กับมัน การกระทำที่บ้าบิ่นของเธอทำเอาผมรู้สึกเสียวสันหลัง เฟรมรถของเธอกับโจรคนแรกเสียดสีจนเกิดเป็นประกายไฟสีส้มปลิวลอยไปตามแรงลม โจรคนหลังใช้ไม้เบสบอลในมือฟาดไปที่ด้านหน้าของธารา

เธอปล่อยมือซ้ายจากแฮนด์ แล้วคว้าที่ข้อมือของมัน ก่อนที่ไม้เบสบอลจะฟาดโดนรถของเธอ ธาราพยายามทุบข้อมือของมันซ้ำสองสามที จนในที่สุดเธอก็สามารถแย่งไม้เบสบอลมาอยู่ในกำมือ

หญิงสาวไม่รอช้า ฟาดไม้เบสบอลกลับไปที่เจ้าของ คนขับก้มตัวหลบได้ทัน แต่คนที่ซ้อนอยู่ถูกไม้เบสบอลฟาดเข้าเต็มใบหน้า ตะปูที่ติดกับไม้จิ้มเข้าลูกตาของมันจนของเหลวสีแดงพุ่งทะลักเป็นน้ำพุ พร้อมร่างที่เซตกจากรถ แล้วกลิ้งม้วนตัวไปตามถนน

รถอีกสองคันที่ขับตามมาแหวกทางให้เพื่อนที่กลิ้งกลางถนน คันที่สองพุ่งตีขนาบข้างมาด้านขวา มันใช้ดาบซามูไรเล่มยาวฟาดเข้าใส่ผมอย่างเร็ว

ผมกระเถิบตัวไปนั่งสุดเบาะ คมดาบฟาดลงบนเบาะหนังที่ถูกขัดจนมันเงา

“เฮ้! อย่าให้มันทำเบาะฉันพังสิ” ธาราที่กำลังยื้อฉุดกระชากกับรถคันที่หนึ่งตะโกนมาหาผม ให้ตายสิ...สถานการณ์เป็นตายแบบนี้ยังจะมาห่วงเบาะรถเนี่ยนะ!

ฟิ้ว!

คมดาบยังคงฟันเฉียดร่างของผมไปมา โดยที่ผมพยายามเบี่ยงตัวหลบเท่าที่จะทำได้ กับพื้นที่เบาะแสนแคบแบบนี้ จนในที่สุดผมพยายามกะจังหวะที่มันฟันมา คว้าข้อมือของมัน หยุดคมดาบไว้เหนือหัวเพียงไม่กี่เซน

ผมใช้แรงฉุดร่างของมันให้เข้ามาหา ทำให้คนขับรถต้องเบี่ยงรถเข้ามาตีคู่รถของพวกเรา ทำให้ภาพที่ออกมาคือรถสามคันที่ถูกประกบแทบชิดเป็นหนึ่งเดียว ธารายื้อกับรถทางซ้าย ส่วนผมยื้อกับรถทางขวา

เมื่อร่างของมันเข้ามาใกล้ๆ ผมใช้มือซ้ายที่ยังว่างอยู่ ต่อยเข้าที่หมวกกันน็อคอย่างแรงไปสองหมัด เมื่อมันเริ่มอ่อนแรงลง ผมแย่งดาบซามูไรมาถือไว้ด้วยมือซ้าย แล้วใช้มือขวาจับหมวกกันน็อคของมันโขกกับหมวกคนขับด้านหน้าอย่างแรง

รถของมันค่อยๆ เซไปทางขวา ผมช่วยส่งโดยการถีบไปที่โครงรถ ส่งผลให้รถคันที่สองเฉียงหลุดออกจากขอบถนนแล้วไถลไปหาต้นไม้ข้างทาง

โครม!!!

รถทั้งคันพังพับเข้าหาต้นไม้ซึ่งอยู่ตรงกลาง เศษอะไหล่น้อยใหญ่ปลิวกระจายเกลื่อนพื้นตามแรงปะทะ

ก่อนที่ผมจะได้หันไปช่วยธารา รถคันที่สามก็เร่งความเร็วเพื่อมาตีขนาบข้างแทนรถที่ถูกชนไป คนซ้อนใช้ดาบซามูไรฟาดเข้าหาผม ส่วนผมเองก็ใช้ดาบในมือฟาดกลับไป ทำให้เกิดเสียงวัตถุมีคมกระทบกันดังไปตามจังหวะ

รถโจรคันที่สามเบี่ยงไปทางขวา เพื่อหลบสิ่งกีดขวางด้านหน้า

วูบ!!!

ในจังหวะก่อนที่รถของมันจะเคลื่อนกลับมาตีคู่ ผมกระโจนจากรถของธาราพุ่งเข้าใส่คนซ้อน ดาบในมือของผมแทงลงบนท้องของมัน ขณะที่มือของผมก็จับที่เฟรม ส่วนร่างกำลังลอยอยู่ข้างรถ พร้อมเท้าทั้งสองข้างของผมกำลังถูกขูดไปตามถนน

ความเจ็บปวดทำให้ร่างของคนซ้อนหงายหลัง ร่วงตกจากรถไป ส่วนคนขับหันมามองผมที่กำลังห้อยอยู่ด้านซ้าย มันหยิบมีดพกขึ้นมาแล้วจ้วงแทงผม พยายามผลักให้มือของผมหลุดออกจากเฟรมรถ ส่วนผมคว้าข้อมือของมัน พยายามยื้อไม่ให้มีดเล่มนั้นแทงโดนผม

ทางฝั่งของธาราที่กำลังสู้กับโจรคนแรก เธอใช้มือซ้ายคอยปัดป้องหมัดของมัน ด้วยที่เธอต้องบิดคันเร่งด้วยมือขวาอยู่ตลอดเวลา ทำให้เธอต่อสู้ได้ลำบาก หญิงสาวพยายามใช้เท้าเตะที่เฟรมรถเพื่อให้รถของมันเบี่ยงออกไป

ในที่สุด ผมนึกแผนการสุดระห่ำออก

“ธารา เบรก!!!” ผมตะโกนสั่งเธอจากด้านขวา ธารามองมาที่ผมก่อนกำเบรกมือแน่น จนล้อรถของเธอหมุนฟรีพร้อมควันสีขาวลอยขึ้นเหนือถนน ส่วนผมคว้ามือของคนขับตรงหน้า ฉุดร่างของมันให้เบี่ยงไปทางซ้ายอย่างแรง ส่งผลให้รถที่ผมห้อยอยู่เคลื่อนไปทางซ้าย ตัดหน้ารถมอไซน์ของโจรคันแรกเข้าอย่างจัง!

โครม!

ผมปล่อยมือก่อนที่รถทั้งสองจะพุ่งชนกัน ด้วยความเร็วที่ขับมา ทำให้ร่างของผมยังคงกลิ้งไปไกลกว่าสิบเมตร เศษซากอะไหล่ยนต์จำนวนมากกระจายเกลื่อนพื้นถนน จากแรงปะทะกันระหว่างรถสองคัน ร่างของโจรทั้งสองกระเด็นไปคนละทาง จนพวกมันนอนแน่นิ่งไปกับพื้น

ธารารีบขับรถมาจอดใกล้ๆ กับจุดที่ผมนอนอยู่

“นายเป็นไรมั้ย” เธอเดินเข้ามาดูอาการผมด้วยน้ำเสียงร้อนรน

“อั่ก! คราวหน้า...ฉันขอขับนะ” ผมพูดตอบกลับไปขณะนอนเจ็บระบมอยู่กลางถนน คิดผิดคิดถูกที่เลือกใช้แผนนี้กันแน่เนี่ย

“นายนี่มัน...บ้าดีเดือดจริงๆ” ธารายื่นมือมาหาผม เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าเธอยอมรับในตัวผมจริงๆ ไม่ใช่แสร้งเป็นทำ ผมคว้ามือของเธอก่อนดึงตัวเองให้ลุกขึ้นยืน

“โจรพวกนี้มันมาจากไหนกัน” ผมมองดูซากรถที่พังยับห่างไปไม่ไกล ถึงผมจะเคยได้ยินมาบ้างว่าแถวเขตค่ายของรีเวอร์มักมีกลุ่มโจรแอบแฝงอยู่ แต่ก็ไม่นึกว่าพวกมันจะกล้าปล้นคนที่กำลังเดินทางได้อย่างบ้าบิ่นขนาดนี้

“ฉันเองก็สงสัย ปกติพวกโจรมันไม่เคยรุกเข้ามาในอาณาเขตพวกเราได้มากขนาดนี้ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” แม้แต่ธาราเองยังแปลกใจ หญิงสาวเดินคิดขณะกลับไปนั่งคล่อมที่มอไซน์เช่นเดิม เธอก็ยังไม่ไว้ใจให้ผมขับอยู่ดี

เมื่อพวกเราขี่รถออกมาได้สักพัก ควันสีขาวจำนวนมากก็พวยพุ่งออกมาจากเครื่องยนต์ใต้รถของธารา

“แย่ล่ะสิ!” น้ำเสียงของธาราเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก ผมสังเกตเห็นหน้าปัดรถของเธอขึ้นแจ้งเตือนเป็นรูปหม้อน้ำ รถของเธอค่อยๆ ชะลอความเร็วลง จนเรียกได้ว่าพวกเรากำลังเข็นรถไปตามทาง

ในที่สุดธาราก็ยอมแพ้ต่อเครื่องยนต์ เธอจอดรถเข้าข้างทางเพื่อเช็คดูความเสียหาย

“เอ้า!” ขณะธารากำลังรื้ออะไหล่อยู่ เธอก็ร้องออกมา เครื่องยนต์ของเธอตอนนี้กำลังร้อนจัด “หม้อน้ำคงรั่วเพราะที่สู้กันเมื่อกี้ ไอ้พวกเวรตะไลเฮ้ย!” ธาราสบถออกมาด้วยความหงุดหงิด รถอันเป็นสุดที่รักของเธอกำลังเสีย

ธาราหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมากดส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ

“นี่ธาราเรียกฐาน มีใครได้ยินบ้าง”

“ซ่า...อะ ...ซ่า!”

เสียงที่ตอบกลับมาเป็นสัญญาณรบกวนที่ฟังไม่ได้ใจความ ดูเหมือนสัญญาณระหว่างค่ายของเธอกำลังมีปัญหา

“สัญญาณเสียอีกแล้วเหรอ หมู่นี้ทำไมสัญญาณเสียบ่อยจัง” ธารามองวิทยุที่ไร้ประโยชน์อย่างหัวเสีย เธอเดินไปมาเหมือนคนกำลังคิดอะไรอยู่ จนในที่สุดก็เดินกลับมาหยุดที่หน้ารถ

“ตอนนี้เราอยู่ที่ไหน” เมื่อเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี ผมจึงถามตำแหน่งจากธารา

“น่าจะห่างจากค่ายราวๆ สี่สิบกิโล คงไม่มีทางเลือกต้องเข็นมันไปทั้งยังงี้” ในเมื่อสภาพรถของเธอเสียหายหนักขนาดนี้ เธอจึงไม่เสี่ยงที่จะขับมันไป

“ฉันมีความคิดที่ดีกว่านั้น เธอเชื่อใจฉันมั้ยล่ะ”

“ไม่!” เธอตอบปฏิเสธผมทันที

“เฮ้...เมื่อกี้ฉันก็อุตส่าห์ช่วยเธอนะ”

ธาราจ้องหน้าผม เธอทำท่าคิดอย่างหนัก จนในที่สุดสีหน้าของเธอก็อ่อนลง

“ฉันจะลองฟังดูก็ได้”

“โอเค ฉันมีคนรู้จักที่เก่งเรื่องซ่อมเครื่องยนต์อยู่ พวกเราอยู่ในละแวกที่เขาจะมาหาเราได้ เพราะฉะนั้น...ฉันขอยืมเครื่องส่งวิทยุหน่อย” คำอธิบายของผมยิ่งทำให้ธาราคิดหนักขึ้นไปอีก เธอมองผมสลับกับรถมอเตอร์ไซค์คันโปรด เธอเองก็คงไม่มีทางเลือกเท่าไหร่

“เฮ้อออ” เธอถอนหายใจเสียงดังให้ผมได้ยิน ก่อนโยนวิทยุสื่อสารให้ผม

“ขอบใจ” ผมตอบเธอก่อนหมุนไปยังคลื่นเฉพาะของคนคนหนึ่ง “เรียกเต็นท์ช่างเครื่อง นี่เฟิสจากบิ๊กบอส มีใครได้ยินบ้าง” ผมกดส่งสัญญาณ ปลายสายยังคงเงียบ เนื่องจากไม่มีสัญญาณตอบกลับมา ผมจึงลองส่งซ้ำอีกรอบ “เรียกเต็นท์ช่างเครื่อง นี่เฟิสจากบิ๊กบอส ได้ยินแล้วตอบด้วย”

“วะ...ว่าไงนะ!”

ในที่สุดผมก็ติดต่อกับปลายสายได้ น้ำเสียงของเขาดูตกใจไม่น้อย

“นี่เฟิสจากบิ๊กบอส ติดต่อหาภูผา”

“เฟิส...เดี๋ยวนะ เฟิสจากค่ายบิ๊กบอส!!!” น้ำเสียงปลายสายเต็มไปด้วยความตกตะลึง เหมือนกับเขากำลังคุยกับผีอย่างไรอย่างนั้น “เป็นไปไม่ได้ ก็...ค่ายนั่นมัน นายใช่เฟิสจริงๆ ใช่มั้ย”

“เรื่องมันยาวน่ะ ฉันมีเรื่องรบกวนหน่อย รถมอเตอร์ไซค์ของพวกเราเสีย นายพอมีอะไหล่มาซ่อมได้มั้ย”

ปลายสายเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนกระซิบตอบเสียงเบา

“โอเคๆ ส่งพิกัดของนายมา”

เมื่อได้เรื่อง ผมหันไปหาธาราที่ยืนกอดอกมองผมอย่างไม่ไว้ใจ แต่เธอก็ไม่ได้พูดห้ามอะไรผมจึงกดส่งตำแหน่งไปหาภูผา สักพักเค้าก็พูดกลับมา

“ไม่ไกลจากแคมป์ของฉันมาก โอเคฉันจะส่งพิกัดนัดพบไป ไปเจอฉันที่นั่น โชคดีเฟิส”

“ขอบใจมากภูผา”

เสียงสัญญาณก็ดับลง ก่อนที่ตำแหน่งพิกัดจะถูกส่งผ่านมายังตัวเครื่อง เมื่อผมดูพิกัดเทียบกับแผนที่แล้วจึงพบว่ามันคือหมู่บ้านที่อยู่ไม่ไกลจากจุดที่รถเราเสีย พวกเราพอจะเข็นรถไปยังหมู่บ้านนั่นได้

“จุดนัดพบอยู่ไม่ไกล พวกเราเข็นรถไปที่นั่นแล้วกัน” ผมบอกกับธารา เธอไม่ตอบอะไรผม ยื่นมือคว้าแฮนด์มอเตอร์ไซค์แล้วเข็นตรงไปตามทาง ผมได้แต่ถอนหายใจกับท่าทีไม่เป็นมิตรของเธอ เมื่อไหร่เธอจะไว้ใจผมสักที

ธาราเข็นรถอยู่ด้านหน้า ส่วนผมเดินตามเธอข้างๆ

“ปกติแล้ว พวกเธอโดนกลุ่มโจรดักปล้นบ่อยเหรอ” และยังคงเป็นผมที่พยายามชวนคุย

ก็ให้ตายสิ จะให้เดินไปเรื่อยๆ โดยไม่คุยอะไรกันเลยรึไงกัน

“ก็ไม่เชิงหรอก ปกติแล้วพวกมันไม่ค่อยกล้าเข้ามาในเขตของเรา นี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน” แววตาของเธอยังเต็มไปด้วยความสงสัย “ฉันว่ามันน่าแปลก ที่พวกโจรมันกล้าบุกเข้ามา ในช่วงที่ค่ายของนายถูกโจมตีพอดี” คำพูดของธาราทำให้ผมคิดถึงนักล่าค่าหัว

“นักล่าค่าหัวสินะ” ผมตอบเธอไป

“ใช่ อย่างที่นายเคยเป็นไง” เธอเหลือบหางตามองผม

“คุณสิรีธรถามฉันเกี่ยวกับเขตสาม เธอรู้มั้ยว่าที่นั่นมันเกิดเรื่องอะไรขึ้น”

คำถามของผมทำให้ธารานิ่งไปครู่นึง

“คนอย่างนายสนใจเรื่องแบบนี้ด้วย”

“เขตสามเป็นเขตที่อยู่ใกล้อาณาเขตของพวกเธอที่สุด ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับมัน พวกเธอก็น่าจะรู้เรื่องนิ” ใช่ เขตสามเป็นค่ายเล็กที่อยู่ในเขตแดนของรีเวอร์ ผมไม่เคยไปที่นั่นมาก่อน เลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หรือค่ายแห่งนั้นเขาทำอะไร

“ไว้นายกลับไปที่ค่าย นายลองถามอาจารย์ดูละกัน” เธอไม่ยอมตอบผมตรงๆ กลับให้ผมไปถามคุณสิรีธรแทน

มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเขตสามกันแน่!

หลังการสนทนาของพวกเรา ในที่สุดพวกเราก็เข็นรถมาถึงหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง มันเป็นหมู่บ้านที่มีสามแยกตัดผ่านกลาง มีปั้มน้ำมันร้างตั้งอยู่ใกล้กับสามแยก ดูแล้วน่าจะเป็นที่สำหรับพักรถได้เป็นอย่างดี

ธาราหยุดเดิน เธอหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นมาส่องดูบริเวณโดยรอบ เธอยังกลัวที่จะถูกดักปล้นจากพวกโจรอีกกลุ่ม

“ที่นี่น่าจะเคลียร์ ไปซ่อนในปั้มละกัน” เธอเป็นคนตัดสินใจ ก่อนเข็นรถไปจอดหลบมุมในปั้มร้าง ผมและเธอเดินสำรวจดูรอบๆ ปั้มเพื่อให้แน่ใจว่าปลอดคนและพวกออร์กา ผมเดินมาสำรวจดูมินิมาร์ทขนาดเล็กภายในปั้ม สภาพภายในทรุดโทรมและเต็มไปด้วยฝุ่นดูสกปรกโสโครก

ชั้นวางของทั้งหมดว่างเปล่า ร้านค้าแห่งนี้คงถูกปล้นสะดมไปนานแล้ว

“ฝั่งนายเป็นไงบ้าง”

“โล่งดี ที่นี่น่าจะปลอดภัย” ผมตอบเธอกลับไป ก่อนเดินมานั่งรอภูผาอยู่ใกล้ๆ กับจุดซ่อนรถ ผมนั่งลงบนทางเท้า เหยียดขาออกไปตรงๆ เพื่อทำการบิดขี้เกียจ ผมยังสัมผัสได้ถึงอาการปวดหลังนิดๆ จากการต่อสู้กับพวกโจรนักซิ่งเมื่อครู่

ตุบ!

ขวดน้ำถูกวางลงบนตักผม

“ดื่มสิ” ธาราเอาน้ำให้ผมดื่ม ก่อนเธอกระดกดื่มน้ำอีกขวดอย่างหิวกระหาย ผมเองก็รู้สึกหิวขึ้นมา บิดขวดแล้วยกขึ้นดื่มอย่างชื่นใจ

ขณะที่ดวงตาของผมมองภาพผ่านขวดน้ำ ผมสังเกตเห็นรถกระบะยกสูงกำลังขับเข้ามา

“หวังว่าเพื่อนของนายจะไม่หลอกเราหรอกนะ” ธารากวาดสายตามองทางซ้ายและขวา ผมค่อยๆ ลุกขึ้นยืน รถกระบะเมื่อเห็นพวกเรา มันค่อยๆ หักเลี้ยวเข้ามาภายในปั้ม ก่อนจอดอยู่ห่างจากพวกเราประมาณห้าเมตร

คนในรถเปิดประตูเหล็กขึ้นสนิท ใบหน้าที่ผมคุ้นเคยก็ปรากฏให้เห็น

“พระเจ้า! เป็นนายจริงๆ ด้วย นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรเนี่ย” ภูผาเดินตรงมาหาผม เขาสวมชุดสบายๆ สไตล์เด็กช่างเก่า และพระเครื่ององค์ใหญ่ที่ห้อยคอก็ดูสะดุดตา

สีหน้าของเขายังเต็มไปด้วยความตกใจ ดูเหมือนคนของโจเซฟเองก็รู้เรื่องค่ายของผมที่ถูกโจมตีเช่นกัน

ผมชนหมัดกับเขาทีหนึ่ง

“ฉันรอดมาได้ คนจากรีเวอร์ช่วยฉันไว้”

“รีเวอร์เหรอ” ภูผามองผ่านตัวผม เขาเห็นหญิงสาวมัดผมดูท่าทางเอาเรื่องยืนจังก้าอยู่ “เป็นไงมาไงถึงมาอยู่กับพวกนี้ได้ล่ะ”

“เรื่องมันยาวน่ะ ก่อนอื่นนายช่วย”

“เออใช่ ไหนล่ะรถที่จะให้ซ่อม” ธาราค่อยๆ เข็นรถของเธอออกมาจอดอยู่บนลานกว้าง

ภูผาผิวปากเสียงแหลม สีหน้าของเขามองรถตรงหน้าด้วยความประทับใจ “เธอเป็นคนแต่งมันเหรอ ใช้ได้เลยนิ ไหนๆ โช๊คกันกระแทก ใช้ได้...ตัวเฟรม และเครื่อง อื้อหือ...รสนิยมไม่เลวเลยนะเนี่ย” ภูผาตาเป็นมันวาว เขาชมการแต่งรถของธาราจนเธอรู้สึกคล้อยตาม

“เอาจริงๆ นะ ถ้าเธอลองใส่พวกเฟรมกันกระแทกแบบไฟเบอร์เคฟล่าร์ที่ส่วนนี้ และเติมแต่งส่วนนี้หน่อย รถของเธอจะเหมือนรถถังวิ่งได้เลยล่ะ”

“จริงเหรอ ฉันเองก็หาอะไหล่แบบนี้อยู่เหมือนกัน” ธาราคุยโต้ตอบกับภูผาอย่างสนใจ

“เอางี้สิ...ถ้าเธอสนใจแวะมาที่แคมป์ฉัน ฉันมีโรงรถและอะไหล่แต่งอีกเพียบ เธอจะต้องชอบแน่ๆ”

“น่าสนใจ ไว้ฉันจะลองไปใช้บริการดู”

“เยี่ยยย คอไบค์เกอร์ของแท้เลยนะเธอเนี่ย”

ภูผายื่นหมัดไปหาธารา และเธอก็ชกกลับ!

ผมมองการสนทนาถึงเรื่องมอเตอร์ไซค์ระหว่างทั้งคู่อย่างหัวเสีย ให้ตายสิ...พอเรื่องมอเตอร์ไซค์เธอก็คุยฉอดๆ กับเขาชุดใหญ่

ภูผาหยิบกล่องเครื่องมือมาวางไว้ข้างตัว เขางัดแงะปลุกปล้ำกับอะไหล่เครื่องยนต์ตรงหน้าอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดเขาก็ปาดเหงื่อบนหน้าผาก เก็บเครื่องมือทุกอย่างเข้ากล่องอย่างเดิม

“โอเค โชคดีที่รอยรั่วไม่ใหญ่มาก แต่ก็ยังมีรอยน่ากลัวอีกสองสามจุด แต่เอาเห๊อะ แค่นี้น่าจะพอขี่กลับค่ายได้” ภูผาลุกขึ้นยืน มือทั้งสองข้างเต็มไปด้วยคาบน้ำมันสีดำ

“ขอบใจมากนะ ไว้ฉันจะไปเที่ยวเล่นที่อู่ของนาย”

“ได้เสมอ เฟิส ฉันไปก่อนนะ ถ้ามีอะไรก็ติดต่อมาที่ช่องสัญญาณนั้นได้ตลอด” ภูผาเก็บเครื่องมือไว้ที่หลังกระบะ ก่อนขึ้นไปนั่งบนรถ “โชคดีล่ะทั้งสองคน” เขาโบกมือให้กับพวกเราขณะขับรถกลับแคมป์

“เพื่อนนายนี่ใช้ได้เลยนะ ไม่คิดว่านายจะรู้จักคนของโจเซฟด้วย” ธาราหันมาบอกกับผม ก่อนขึ้นไปคล่อมรถแล้วลองสตาร์ทอีกครั้ง คราวนี้หน้าปัดเครื่องไม่ได้ขึ้นแจ้งเตือนสถานะของหม้อน้ำ สภาพรถของเธอส่วนใหญ่กลับมาเป็นปกติ มีเพียงรอยบุบเล็กน้อยจากการโดนกระแทกเท่านั้น

และก็แน่นอน เธอก็ยังไม่ให้ผมขี่รถแสนหวงของเธอ

 

กว่าพวกเราจะกลับมาถึงค่าย ก็เป็นเวลาเกือบเย็นแล้ว แสงไฟสีเหลืองนวลส่องให้ความสว่างไปทั่วทั้งค่าย เมื่อประตูรั้วเหล็กค่อยๆ เลื่อนปิดลง ผมและธาราก็เดินออกมาจากโรงเก็บรถ

“วรินทร์อยู่ไหน!” ธาราตะโกนถามคนคุมประตูเสียงดังน่ากลัว จนผมต้องหันมามอง

“อะเอ่อ...” คนโดนถามชะงักไปครู่หนึ่งก่อนรวบรวมสติตอบกลับไป “...อยู่ที่ป้อมทำงานครับ”

เมื่อรู้คำตอบ ธาราเดินตรงดิ่งไปยังป้อมตรวจที่อยู่ไม่ไกลกัน มันเป็นป้อมขนาดเล็กที่มีห้องน้อยอยู่ด้านล่าง และส่วนบนเป็นดาดฟ้าสำหรับยืนส่องรักษาความปลอดภัย เธอเปิดประตูหน้าป้อม หรืออาจเรียกได้ว่าเตะส่งออกไปซะมากกว่า

“เฮ้ย อะไรของเธอเนี่ย!” วรินทร์ที่กำลังนั่งเล่นอะไรเรื่อยเปื่อยถึงกับสะดุ้ง ที่ประตูป้อมตรวจของเขากระเด็นลอยมาเกือบชนตัวเค้า

“คนของนายตรวจตราประสาอะไรกัน ถึงปล่อยให้พวกโจรบุกเข้ามาในเขตของเราได้” ธาราท้าวเอวถามวรินทร์ด้วยน้ำเสียงเดือดดาล สายตาของเธอจ้องเขม็งมองหนุ่มตรงหน้า

“อะไรของเธอ จู่ๆ ก็มาพังประตูคนอื่นแล้วมาพูดเรื่องโจร โจรบ้าที่ไหนกัน!” เขาโต้กลับเสียงดัง

“วันนี้ขณะกลับค่าย ฉันโดนกลุ่มโจรดักจี้ มันเป็นความรับผิดชอบของนายไม่ใช่รึไง ที่ต้องดูแลอาณาเขตและกันพวกโจรออกไป” ธาราโน้มตัว พลางทุบโต๊ะตรงหน้าเสียงดัง

“ฉันจะไปรู้ได้ไงเล่า ว่าพวกโจรมันจะเข้ามาตอนไหน” วรินทร์เริ่มเหงื่อตก ก่อนที่เขาจะเห็นผมที่ยืนดูอยู่นอกห้อง “อ้อ...ทำไมเธอไม่ไปถามมันล่ะ มันอาจจะเป็นตัวต้นเหตุก็ได้” วรินทร์เริ่มพูดเสียงดังให้ทุกๆ คนในละแวกใกล้เคียงได้ยิน

“การที่พวกโจรมันบุกเข้ามา เพราะพวกมันต้องการชิงตัวมันไงล่ะ” เขาชี้นิ้วมาที่ผม “ก็เพราะมีมันอยู่ที่นี่ไง พวกเราเลยจะพลอยซวยไปด้วย คุณสิรีธรก็ไม่น่าโง่หลงคารมไปไว้ใจมันเลย!”

มับ!!!

ภาพที่ผมเห็นคือธารากำลังคว้าคอเสื้อของวรินทร์ ฉุดร่างสูงใหญ่ให้ลอยขึ้นเหนือพื้น

“เฮ้ยยย! ธะ...เธอจะทำบ้าไรเนี่ย!” เขาตะโกนถามร่างหญิงสาวที่กำลังคว้าคอเสื้อของตน

“อย่ามา พูด จา ไม่ดีต่ออาจารย์ฉัน!”

ขณะที่สถานการณ์เริ่มมาคุ เสียงสวรรค์ก็ดังยุติสงครามระหว่างทั้งคู่

“พอแค่นั้นแหละทั้งสองคน!”

ผมหันไปมองยังต้นเสียง พบว่าคือคุณสิรีธรกำลังเดินเข้ามา เธอแต่งกายด้วยชุดผ้าพื้นบ้าน เป็นทรงลวดลายไทยดูย้อนยุค เมื่อธาราเห็นเธอจึงยอมปล่อยมือออกจากวรินทร์ ทำให้เขานั่งไอด้วยอาการหายใจไม่ออก

“ขอโทษค่ะอาจารย์” ธาราพนมมือไหว้พร้อมโน้มตัวลงเล็กน้อย

“มันเกิดอะไรขึ้น ไหนเล่ามาให้ฉันฟัง”

“ค่ะ พวกเราถูกกลุ่มโจรดักโจมตี หนูก็เลยคิดว่าคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้น่าจะต้องทำอะไรสักอย่าง” ธาราหันค้อนมามองวรินทร์

“แต่เธอก็ควรคุยกับเขาดีๆ ไม่ใช่ไปกระชากคอเสื้อเขาแบบนั้น”

“แต่ว่ามัน!” ธารากำลังแย้ง แต่เมื่อเห็นสีหน้าเอาจริงเอาจังตรงหน้า เธอก็เงียบลง

“ส่วนนายเองก็ควรออกไปตรวจตราให้บ่อยขึ้นกว่านี้ หลังจากเหตุการณ์ที่ค่ายบิ๊กบอสโดน นายควรเพิ่มเวรยามและเฝ้าระวังให้มากขึ้นไม่ใช่รึไง” คนโดนถามก้มหน้าหนีความผิด คุณสิรีธนถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ฉันขอให้ทุกคนทำงานดูแลรักษาค่ายนี้ มีอะไรก็ค่อยๆ คุยกัน ทำได้มั้ย” เธอมองตาทั้งสองคน ธาราและวรินทร์หันมามองครู่หนึ่ง ก่อนชักหน้ากลับ “ตามนั้นละกัน เฟิส ฉันขอคุยกับเธอเป็นการส่วนตัวหน่อย”

“ครับ”

ผมเดินตามคุณสิรีธรผ่านทางเดินในค่าย เธอเดินนำผมพลางโบกมือทักทายกับผู้คนอย่างเป็นกันเอง เธอเป็นถึงผู้นำของค่ายนี้ แต่ไม่ได้วางตัวมาดใหญ่หรือใช้อำนาจในการกดขี่ผู้คนในค่าย สิ่งที่ผมเห็นคือเธอพยายามฟังความเห็นจากทุกฝ่าย และมาหาข้อสรุปที่ดีที่สุด

ไม่รู้ว่านี่คือสิ่งที่เธอต้องการแสดงให้ผมเห็นรึป่าว

คุณสิรีธนค่อยๆ ลดฝีเท้าลง จนพวกเราเดินมาหยุดอยู่หน้าทางเข้าวัดภายในค่าย เธอพาผมเข้ามายังอุโบสถที่ดูเก่าทรุดโทรม ด้านข้างมีต้นโพธิ์สูงใหญ่ สีสันของผนังอุโบสถเลือนหายจนเห็นเพียงภาพวาดทรงไทยจางๆ พร้อมรอยปูนแตกร้าวสร้างความขลังให้แก่อุโบสถแห่งนี้

ผมเดินเข้ามาภายใน ค่อยๆ ก้มตัวคลานเข่า

นับตั้งแต่โศกนาฏกรรม ผมก็ไม่เคยได้เข้ามาภายในวัดเลยสักครั้ง นี่คงเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีของผม

เบื้องหน้าผมคือพระพุทธรูปปางมารวิชัย แม้ผนังรอบด้านจะดูเก่าขาดการบำรุงรักษา แต่องค์พระพุทธรูปกลับดูสง่าท่ามกลางแสงสีเหลืองนวลจากเปลวเทียน บ่งบอกถึงการดูแลรักษาเป็นอย่างดี

“เธอรู้เรื่องเกี่ยวกับค่ายของเธอแล้วสินะ” คุณสิรีธรกล่าวกับผม ขณะที่เธอนำธูปจุดไฟ

กลิ่นควันของธูปลอยขึ้นแตะจมูกผม หญิงสาวคลานเข่ามานั่งพับเพียบด้านหน้า พร้อมพนมมือไหว้พระพุทธรูปด้วยความศรัทธา

“ถึงแม้พวกเราจะเคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันยึดมั่น ซึ่งหากเป็นไปได้...ฉันก็อยากให้พวกเราทุกๆ ค่ายหันมาปรองดองกัน...”

“...บิ๊กบอสมันคงไม่เข้าใจในเจตนาของฉัน เขาคงคิดว่าฉันแข็งข้อกับเขา ฉันก็เลยกลายเป็นศัตรูในสายตาของพวกเธอมาตลอด แต่หลังจากเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นกับค่ายของเธอ ฉันก็มาสวดมนต์ ภาวนาให้ดวงวิญญาณของคนที่จากไป ได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี”

แววตาของคุณสิรีธรเต็มไปด้วยความรู้สึกล้านแปดที่ผมไม่อาจมองออก

ตลอดเวลาสิบปีที่ผ่านมา ผมเรียนรู้แต่กับการฆ่าฟัน การเอาตัวรอด และการแย่งชิง เพราะมันคือสิ่งที่ต้องดำเนินไปในโลกที่ป่าเถื่อนแบบนี้ ไอ้วิถีชีวิตปกติที่ผมเคยเป็น มันได้จากผมไปนานแล้ว

แต่คุณสิรีธรก็นำผมกลับมา ภาพผมวัยเยาว์ที่ไปวัดกับคุณแม่ผุดขึ้นมา ภาพในโลกที่ยังเปี่ยมไปด้วยชีวิตเหล่านั้น ความสงบที่ผมเฝ้าหา...

“ขออนุญาตค่ะ” เสียงหวานใสดังมาจากด้านหลังผมและคุณสิรีธร เมื่อผมหันไปถึงกับต้องตกใจ เพราะเด็กผู้หญิงที่เดินเข้ามาก็คือ หยก! เด็กที่ผมช่วยมาจากเขตห้าพร้อมกับกายในตอนนั้น “สวัสดีค่ะ พี่ชาย” เธอทักทายผมด้วยรอยยิ้ม

“เธอสองคนรู้จักกันมาก่อนแล้วสินะ หยกเองเป็นคนเจอเธอลอยมาตามน้ำ และพากลับมาที่ค่าย” สิรีธรยิ้มให้ผม ดูเหมือนเธอรู้เรื่องราวของผมล่วงหน้ามาหลายวันแล้ว “รู้มั้ย...สิ่งสุดท้ายในโลกที่ฉันเหลืออยู่ก็คือเธอคนนี้” หญิงสาวดึงร่างของหยกเข้ามาแนบชิด เธอลูบผมเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน

“การที่เธอช่วยหลานของฉัน มันทำให้ฉันรู้ว่า คนของบิ๊กบอสไม่ได้เป็นคนเลวร้ายไปซะหมด”

“หลาน?” ผมตาโต ความจริงตรงหน้าทำให้ผมยิ่งตกใจ

“ค่ะ ต้องขอบคุณอีกครั้งที่ช่วยพวกเราในวันนั้น”

“ไม่หรอก ฉันไม่ได้ช่วยอะไรเธอขนาดนั้น” ผมรู้สึกละอายใจซะมากกว่า ยิ่งรู้ว่าเจมส์ทำอะไรกับกายในตอนนี้ ก็ยิ่งทำให้ผมไม่กล้าที่จะมองหน้าทั้งคู่

“เรื่องพี่ชายของเธอเป็นเรื่องน่าเศร้า เพทายเองก็คงจะตายตาหลับที่เห็นน้องสาวของเขาปลอดภัย เธอไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ” คุณสิรีธรพูดปลอบให้ผมคลายความกดดันลง ผมค่อยๆ ถอนหายใจอย่างยากลำบาก ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรต่อไปดี

แต่...มันมีเรื่องหนึ่งที่ค้างคาใจผม เรื่องที่ผมจะต้องรู้ให้ได้

“คุณสิรีธรครับ ผมมีเรื่องรบกวน”

“เรื่องอะไรล่ะ”

“ผมอยากรู้ว่าที่เขตสามเกิดอะไรขึ้น”

ใช่...ถ้าเป็นหยก เธอจะต้องยอมเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขตสามกันแน่ แล้วพวกของเจมส์มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร

สีหน้าของเด็กสาวดูหนักใจ เธอหันไปมองหน้าคุณสิรีธร ก่อนเธอพยักหน้ารับเป็นอันว่ายอมให้เล่าเรื่องนี้ได้

“ค่ะ...เรื่องทั้งหมด ก็คือ...”

...

*ลองลงด้วยหน้าต่างใหม่*

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

68 ความคิดเห็น

  1. #45 Dermie (@JaminiChevalier) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 00:01
    ค้างงงง ว่าแต่เขตสามก็โดนถล่มเหมือนกันใช่มะะะะะ
    #45
    0
  2. #42 Zevios (@filib999) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 / 20:43
    ตัดจบซะงั้น แง้~~~ลุ้นนนน
    #42
    1
    • #42-1 sutanainight (@sutanainight) (จากตอนที่ 20)
      15 พฤศจิกายน 2562 / 22:02
      เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้นเยยค้าบ
      ขอบคุณสำหรับการติดตามนะครับผม ^ ^
      #42-1
  3. #41 MadGirls (@CrazyStars) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 / 20:30

    อูยยยย คนแรกแหละ
    #41
    1
    • #41-1 sutanainight (@sutanainight) (จากตอนที่ 20)
      15 พฤศจิกายน 2562 / 22:02
      ขอบคุณสำหรับการติดตามนะครับผม ^ ^
      #41-1