อุบัติการณ์ไวรัสถล่มโลก

ตอนที่ 17 : ความจริง!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 231
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    8 พ.ย. 62

ครืน ครืน!

ผมกำลังดึงเชือกไนล่อนสีน้ำตาลเส้นหนา ปลายข้างหนึ่งผูกติดกับรถมอเตอร์ไซน์เก่าคันเล็ก ส่วนอีกปลายทำเป็นวงตาข่ายไว้สำหรับผูกรั้งกับบางสิ่ง

เมื่อเชือกตรึงได้ที่ ผมถอยออกมาจากจุดที่วางกับดัก สำรวจดูกลไกที่เรียบง่ายตรงหน้า มันเป็นกับดักจับสัตว์อย่างง่ายที่ใช้น้ำหนักถ่วง หากมีสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตมาติดกับดัก มันจะปลดเชือกที่รั้งไว้แล้วจับร่างของเหยื่อตามแรงฉุดของวัตถุที่ใช้ถ่วง

ผมแวะมาหาตัวอย่างเลือดของพวกออร์กาที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งใกล้กับแคมป์เหนือ มันเป็นหมู่บ้านที่มีสี่แยกผ่ากลาง ซึ่งผมมาวางกับดักที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง มันรู้ได้ทันทีว่าบ้านหลังนี้จะต้องมีพวกออร์กาอาศัยอยู่ ด้วยกลิ่นเหม็นสาบที่ลอยออกมานอกบ้าน มันเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของพวกออร์กา

ผมหยิบมีดมากรีดลงบนฝ่ามือเป็นรอยเล็กๆ พอที่เลือดจะไหลออกมา ผมกำหมัดแล้วหยดเลือดลงบนพื้นบริเวณกลางกับดักที่วางไว้

หลังจากนั้นผมแง้มประตูบ้านเพื่อกันแสงแดดไม่ให้ส่องเข้าไปภายใน เดินออกมารออยู่อีกฝั่งของถนนพลางกอดอกมองดูบ้านตรงหน้าอย่างใจจรดใจจ่อ ผมมาลาดตระเวนตามคำสั่งของวสันต์ พื้นที่แถวนี้ปลอดภัยและไร้พวกโจร จึงเป็นโอกาสอันดีที่ผมออกมาหาตัวอย่างของพวกออร์กา

สักพัก...เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้น ด้วยความเงียบของหมู่บ้านร้างไร้สิ่งมีชีวิต แค่มีเสียงเบาๆ ผมก็ได้ยินเต็มสองหู

ฟิ้ววว!!!

กับดักของผมเริ่มทำงาน รถมอเตอร์ไซน์คันเก่าค่อยๆ เลื่อนตกลงบนพื้น ปลายเชือกอีกด้านฉุดร่างผอมโซราวกับโครงกระดูกเดินได้ ร่างของมันพุ่งทะลุประตูบ้านออกมาห้อยโตงเตงอยู่กลางถนน

ผมรีบวิ่งเข้าไปจัดการร่างตรงหน้าก่อนที่ผิวของมันจะถูกแดดเผาจนไหม้ซะก่อน ผมหยิบเข็มฉีดยาขึ้นมาปักลงคอด้านซ้าย สูบเลือดสีดำข้นออกมาเต็มหลอดแล้วจึงปล่อยให้ร่างผอมค่อยๆ ไหม้กลายเป็นโครงกระดูกช้าๆ

กลิ่นไหม้ของมันยังกับสัตว์เน่ากว่าสิบฝูง จนผมต้องเอามือปิดจมูก

แต่ผมก็ได้ตัวอย่างเลือดของมันมาแล้ว ที่เหลือก็รอส่งให้เบล ให้หมอคิมเป็นคนตรวจดูอีกที

ติ๊ด ติ๊ด!

เสียงวิทยุสื่อสารของเจมส์ดังสะกิดความสนใจ ผมหยิบมันขึ้นมารับสาย

“พวกฉันกำลังจะถึงที่หมายแล้ว แกอยู่ไหน” เป็นเสียงของวสันต์ดังมาจากปลายสาย

“ฉันอยู่แถวนี้แหละ จะไปทันที”

“อย่าช้านะโว้ย”

สั่งได้สั่งดีจริงๆ ไอ้พวกนี้ ผมบ่นในใจก่อนขึ้นคล่อมบิ๊กไบค์คันเก่ง สตาร์ทรถแล้วขี่ออกไปจากหมู่บ้าน สู่เส้นทางไปแคมป์เหนือที่อยู่ใกล้เคียง

เอี๊ยด!

ผมกำเบรกจอดรถอยู่ที่สามแยกก่อนเข้าแคมป์ มันเป็นจุดนัดพบที่ผมส่งให้คนของวสันต์

ไม่ช้ารถหุ้มเกราะสีดำจำวนสองคันขับเข้ามาจอดเทียบ วสันต์เลื่อนกระจกข้างลงมองผมขณะที่เขากำลังสูบบุหรี่อย่างสบายใจ

“นึกว่าขี่รถกินลมเล่นอยู่” เขาทักทายผมด้วยสีหน้าแดกดัน

“ที่นี่แหละแคมป์เหนือ ต้องทำไงต่อ” ผมไม่สนใจ รีบเข้าภารกิจให้มันจบๆ

“ใจร้อนจริงแกนะ รอไปก่อน...เดี๋ยวพวกมันก็โผล่มา” วสันต์มองนาฬิกาข้อมือของตน เหลือเวลาอีกสิบนาทีก่อนถึงเวลานัดหมาย วสันต์เลือกที่จะคุยกับคนจากสองค่ายนอกแคมป์เหนือ มันเป็นถนนโล่งๆ ที่มีสามแยกตัดผ่าน ไม่มีบ้านคนหรือสิ่งปลูกสร้างขึ้นละแวกนี้ ทำให้พวกเขาไม่กลัวที่จะถูกซุ่มโจมตี

เมื่อเวลาค่อยๆ หมดลง ผมสังเกตเห็นกลุ่มควันมาจากทิศตะวันออก มันเป็นรถกระบะยกสูงสีดำกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ ที่กระจกมองข้างผูกผ้าสีฟ้าไว้ นั่นคือรถที่มาจากค่ายรีเวอร์

อีกด้านทางทิศวันตก เสียงท่อไอเสียพร้อมกลุ่มควันดำลอยตามถนน ผมรู้ทันทีว่ามันคือกลุ่มคนของค่ายโจเซฟ

เมื่อค่ายทั้งสองมาถึง พวกเขาจอดรถห่างกันประมาณยี่สิบเมตรตามเลนส์สามแยก

“มากันได้ซะที” วสันต์เปิดประตูรถ โบกมือให้ลูกน้องด้านหลังขนอุปกรณ์ลงจากท้ายรถหุ้มเกราะ มันเป็นกล่องใส่อุปกรณ์ทางทหารที่ผมให้นทีตามสืบ ดูเหมือนเจมส์ตั้งใจมอบอุปกรณ์พวกนี้ให้กับคนทั้งสองค่าย

วสันต์เป็นคนเดินนำ ส่วนผมเดินตามอยู่ด้านหลัง ทางซ้ายมือกลุ่มคนของโจเซฟเดินมากันสองคน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือไอ้เนล คนที่ผมเกลียดขี้หน้าประจำค่ายนี้ที่สุด ส่วนด้านขวามือคนของรีเวอร์แต่งกายด้วยชุดทหาร มีผ้าสีฟ้าผูกที่แขนเสื้อเป็นสัญลักษณ์ของค่าย

“เฮ้ๆ ยังกับงานรวมรุ่นแหนะ ถ้ามีโต๊ะจีนกับขาหมูหน่อยนะ แจ่มเลย” เนลพูดทักทายด้วยสไตล์กวนบาทาของมัน ดูเหมือนแขนที่ผมเคยเตะจนหักหายดีแล้ว

“อย่าพูดมากน่า เอาของแล้วไปๆ กันซะ” วสันต์บอกกับเนล

“โธ่...นานๆ ทีได้เจอกันสามค่าย ขอเวลาคุยกันไม่ได้ไหง๊”

“นายก็พูดมากน่ารำคาญเหมือนเดิมนะ รีบๆ เอาของแล้วไสหัวเข้าป่าเข้าเขาไปเหอะ” เสียงของชายหนุ่มฝั่งค่ายรีเวอร์ดังขึ้นมา เขาน่าจะอายุยี่สิบปลายๆ เท่าๆ กับผม

“ว่าไงนะ อย่านึกว่าหัวหน้าแกทำสัญญาสงบศึกแล้วพวกฉันจะไม่กล้าทำอะไร”

“เหอะ อย่าเก่งแต่ปาก เข้ามาเลยดีกว่า”

สถานการณ์ตรงหน้าเริ่มมาคุ คนจากทั้งสองค่ายเริ่มมีฝีปากท้าทายกัน

“เฮ้!” วสันต์กระแทกเสียงใส่ทั้งคู่ “ถ้าพวกแกยังมัวกัดกันเหมือนหมาอยู่แบบนี้ ก็ไม่ต้องทำข้อตกลงระหว่างกัน”

สิ้นเสียงของวสันต์ทั้งคู่จึงยอมถอย ต่างคนต่างหยิบกล่องอุปกรณ์แล้วเดินกลับไปที่รถของใครของมัน ขณะนั้นเนลก็เหลือบมามองผม

“โอ้...แกก็มากับเขาด้วยเหรอ ขอให้โชคดีละกัน” เนลทำท่าสองนิ้วแตะที่คิ้วแล้วสะบัดออก ก่อนกระโดขึ้นรถกระบะแต่งซิ่ง ขับออกไปพร้อมควันดำโขมง

“ส่วนข้อตกลงระหว่างเรายังอยู่ใช่มั้ย” คนของรีเวอร์ยังคงคุยกับวสันต์ ผมสังเกตเห็นรอยสักรูปแมงมุมที่คอด้านซ้าย

“ใช่ ถ้านายทำตามข้อตกลง”

“โอเค” เมื่อหมอนั่นคุยเสร็จ เขาเดินกลับขึ้นไปนั่งบนรถกระบะแล้วตัวรถก็ขับออกไป

เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างกลับสู่ปกติ วสันต์เดินขึ้นรถ

“ป่ะพวกเรา ไปที่จุด B กันต่อ”

“จุด B” ผมถามอย่างไม่เข้าใจ นึกว่าพวกเรามาแค่ส่งของเท่านั้น

“อ้อ...ฉันลืมบอกนายไปสินะ พอดีเราตรวจพบสัญญาณแปลกๆ เจมส์สั่งให้ฉันและนายไปตรวจสอบหน่อย นายรู้พิกัดนี้ใช่มั้ย” วสันต์ยื่นเครื่องบอกตำแหน่งให้ผม พิกัดที่ว่าอยู่ไม่ไกลจากแคมป์ มันขึ้นไปทางเหนือผ่านเทือกเขาแถวๆ เขตของโจเซฟ

“อือ”

“ดี งั้นนายขับนำฉันไป โอเค้”

ผมไม่มีทางเลือก ต้องยอมทำตามโดยการขี่รถพาคนของวสันต์ไปตามเส้นทางลัดเลาะบนป่าใกล้กับเทือกเขาสูงแห่งหนึ่ง เมื่อถึงตีนเขาผมเบาเครื่องรถลงแล้วส่งสัญญาณมือให้วสันต์ที่ตามมาหยุด เส้นทางด้านหน้าไม่สามารถขับรถขึ้นไปได้ พวกเราต้องเดินเท้าขึ้นไปบนเขา

วสันต์ลงจากรถพร้อมอาวุธเต็มอัตราศึก เช่นเดียวกับลูกน้องของเขา จนผมอดสังเกตไม่ได้ว่าพวกเขามาทำอะไรที่นี่กันแน่

“โอเค สัญญาณส่งมาจากบนเขา” วสันต์มองดูตำแหน่งของสัญญาณสลับกับภาพจริงตรงหน้า เขาเดินนำผมและพรรคพวกกว่าสี่คนเข้าไปในป่าเขา ต้นไม้ที่นี่ขึ้นรกทึบจนการเดินของพวกเราลำบากอยู่ไม่น้อย โชคยังดีที่ทางเดินไม่ลาดชันมาก

คนของวสันต์เป็นทั้งนักล่าและนักฆ่าที่มีฝีมือฉกาจ พวกเขากระจายกำลังไปรอบๆ เมื่อเข้าใกล้จุดสัญญาณ เพื่อเป็นตีโอบข้าศึก

ผมรู้ได้ทันทีว่าภารกิจของวสันต์ในตอนนี้คือการออกล่า!

แต่ เขามาล่าใครกัน

ยิ่งผมเดินลึกเข้าไปในป่า ผ่านต้นไม้สูงใหญ่และพื้นใบไม้สีน้ำตาลแห้งกรอบ

ฟุบ!

เสียงฝีเท้าวิ่งผ่านพื้นใบไม้ดังอยู่ไม่ไกล ลูกน้องของวสันต์นายหนึ่งเล็งปืนไปตามต้นเสียง เขาพบว่ามันคือเงาของมนุษย์คนหนึ่งกำลังวิ่งหนีอย่างบ้าคลั่ง เขาไม่รีรอเหนี่ยวไกลั่นกระสุนปืนตามหลังเงาปริศนานั่นทันที

ปังปังปัง...ปัง!

เสียงปืนดังขึ้นท่ามกลางป่า กระสุนปืนพุ่งอัดกับลำต้นและกิ่งไม้ขาดกระจุยกระจาย ผมย่อตัวลงต่ำกวาดสายตามองไปรอบๆ

“มันอยู่ทางนั้น!” วสันต์ตะโกนเสียงดัง พร้อมกับชี้นิ้วไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง

ปัง!

เสียงปืนดังสวนกลับมา วสันต์และพรรคพวกโยกตัวหลบหลังต้นไม้อย่างคล้องแคล้ว ก่อนกระหน่ำยิงสวนกลับไปยังต้นเสียง

ด้วยจำนวนคนที่มากกว่าและได้เปรียบจากรอบด้าน คนปริศนาเริ่มถอยหนีแทนที่จะหันมาสู้ตรงๆ และดูเหมือนว่ากระสุนปืนของเขาหมดลง

วสันต์ทอดสายตามองผ่านศูนย์เล็งหลังไปยังเป้าหมายเบื้องหน้า เงาร่างกำลังตัวสั่นด้วยความกลัวอยู่หลังต้นไม้ เขาส่งสัญญาณให้กับลูกน้องอีกคนเข้าชาร์จจับกุมตัว ลูกน้องคนหนึ่งพุ่งตัวตะครุบเป้าหมายไว้ได้ทันก่อนที่มันจะวิ่งหนี

“ปะ...ปล่อยฉันนะเว้ย!

“จับเป้าหมายได้แล้วครับหัวหน้า” ลูกน้องของมันตะโกนกลับมา ขณะนั่งคล่อมร่างของเด็กน้อยคนหนึ่งไว้

“เฮ้อ...ไล่ตามจับมาหลายวัน ในที่สุดก็เจอตัวจนได้” วสันต์เก็บปืนกลไว้แนบกาย ขณะเดินเข้าไปดูเป้าหมายของเขาให้เต็มสองตา

“ปล่อยฉันนะ ไอ้พวกบ้า!!!

เสียงของเป้าหมาย ทำไมผมจึงคุ้นนัก?

“เฮ้ย ฉันบอกให้อยู่นิ่งๆ แล้วยอมบอกข้อมูลมาซะดีๆ” วสันต์ตบเข้าใบหน้าของเด็กหนุ่มอย่างแรง พยายามให้เขาคายความลับบางอย่าง ผมค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ๆ เพื่อมองดูหน้าเด็กหนุ่มตรงนั้น

“ต่อให้ฉันตาย ฉันก็ไม่ยอมบอกพวกแกหรอก ถุ้ยยย”

“นี่มัน...” ผมพูดเสียบเบา

“ไอ้บัดซบนี่!” วสันต์ปาดน้ำลายบนหน้าของเขา ก่อนชกเข้าที่ใบหน้าของเด็กหนุ่มอย่างแรงจนสลบไป “ลากมันไปที่รถ ไว้ถึงค่ายฉันจะจัดการมันต่อ” วสันต์พูดอย่างหัวเสีย ก่อนลุกขึ้นเดินไปทางอื่น ทำให้ผมมองเห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มชัดเจนขึ้น

ลูกน้องของวสันต์แบกร่างของ กาย เด็กหนุ่มที่ผมรู้จักเป็นอย่างดีขึ้นหลัง แล้วพาตัวเขาเดินกลับลงไปยังรถที่จอดอยู่ด้านล่าง

ขณะที่ลูกน้องของวสันต์แบกร่างของกายผ่านผม ดวงตาของเด็กหนุ่มก็ลืมขึ้นเล็กน้อย เขาขยับปากบอกบางสิ่งกับผมอย่างยากลำบาก

“แคมป์...เหนือ...”

มันคือสิ่งที่ผมจับใจความได้

ผมค่อยๆ เดินตามลงมาโดยไม่พูดอะไร ได้แต่มองร่างของกายที่ถูกพาตัวขึ้นไปอยู่บนรถ จิตใจของผมตอนนี้กำลังถูกกระหน่ำด้วยความคิดสองขั้ว ราวกับเกิดคลื่นสึนามิพัดวนไปในหัวของผม

ขนาดมือยังรู้สึกสั่น มันไม่ได้มาจากความกลัว...แต่มาจากจิตใจที่ถูกกดดันของผมเอง กายกำลังถูกพาตัวไปเพื่อซ้อมและบอกข้อมูลที่วสันต์ต้องการ เขาเป็นหนึ่งในสองคนที่รอดมาจากเขตสาม และเป็นคนที่ผมช่วยมาตลอด!

ผมจะทำอย่างไงดี?

“ฉันตามแกะรอยพวกมันมาหลายวัน ถ้าไม่ได้นายช่วยฉันคงแย่” วสันต์หันมาบอกกับผมด้วยสีหน้ายินดีที่ภารกิจของเขาสำเร็จผลสักที มันยิ่งตอกย้ำความรู้สึกของผมขึ้นไปอีก “ไว้กลับถึงค่ายฉันจะเลี้ยงเบียร์นายชุดใหญ่เลยเป็นไง”

ผมไม่ได้ตอบอะไร วสันต์เดินกลับขึ้นรถพร้อมกายที่ถูกพันธนาการไว้เบาะหลัง รถสีดำค่อยๆ ขับเคลื่อนออกไปจากเขตป่า ผมได้แต่ฟังคำพูดสุดท้ายก่อนที่กายจะสลบไป

แคมป์...เหนือ

เขาจะต้องซ่อนบางอย่างไว้ที่แคมป์แน่ๆ แม้ผมจะไม่สามารถช่วยเขาจากวสันต์ได้ แต่ก็มีบางสิ่งที่ผมอยากรู้ กายไปทำอะไรที่แคมป์เหนือในคืนนั้นกันแน่ แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับพวกวสันต์

คิดได้ดังนั้น ผมก็สตาร์ทรถบิ๊กไบค์แล้วขี่ออกไป โดยมุ่งหน้าไปทางแคมป์เหนือ

ใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงผมก็มาถึง สภาพของแคมป์เหนือตอนนี้กลายเป็นแคมป์ร้างอย่างถาวร แม้จะถูกทิ้งมาไม่กี่วัน แต่สภาพโดยรอบราวกับผ่านไปนานหลายปี ทั้งเศษกระจก ข้าวของนาๆ ชิ้นกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น

ภายในห้างสรรพสินค้าที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของคนในแคมป์ เสียงฝีเท้าของผมดังก้อง มันสะท้อนไปทั่วมุมห้างจนขนลุก

ผมเดินมาหยุดอยู่กลางตัวห้าง เงยหน้ามองแสงแดดที่กำลังสาดผ่านช่องโหว่จากหลังคาที่พังทรุดลงมา ทำให้ผมเห็นสภาพของห้างได้ถนัดตา

ผมใช้ทักษะการแกะรอย หลับตานึกถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น คืนที่ผมกับกายเจอกันที่ศูนย์เสื้อผ้า ผมเดินตรงไปยังแผนกเสื้อผ้า มองไปยังพื้นที่รกกว่าจุดอื่นๆ มันคงเป็นตอนที่ผมตะครุบตัวกายจนล้มลงไปนอนกองกับพื้น ผมย่อตัวลงพิจารณาถึงเหตุการณ์ในคืนนั้นอย่างละเอียด

หลังจากที่ผมยิงปืน กระสุนปืนพุ่งเฉียดศีรษะของกายเท่านั้นเพราะผมไม่ได้ตั้งใจยิงเขาตรงๆ แต่แกล้งทำเป็นยิง หลังจากที่ผมและเจมส์เดินออกไป กายคงจะรีบหนีออกไปทางประตูหลัง

แล้วเขาทิ้งอะไรไว้ที่นี่กันล่ะ?

ผมเริ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างสงสัย ท่ามกลางข้าวของนับร้อยที่กระจายเกลื่อนพื้น มันแทบไม่มีสิ่งใดที่เตะตาผมสักชิ้น

ตุบ!

ขณะที่ผมกำลังจะเดินไปค้นหาโซนอื่น เท้าของผมก็เตะเข้ากับวัตถุบางอย่างที่ถูกเสื้อเชิ้ตคลุมไว้ ผมคว้าของบางอย่างออกมาจากใต้เสื้อ พบว่ามันคือกล้องวิดีโอ

หรือว่า...นี่คือสิ่งที่กายแอบถ่ายไว้

ด้วยความสงสัยสุดขีด ผมเปิดการทำงานของกล้อง...โชคดีมันยังเปิดติด แต่แบตเตอรี่ขึ้นเพียงขีดเดียว ผมต้องแข่งกับเวลารีบเช็ดดูวิดีโอสุดท้ายที่กายถ่ายไว้

มันคือภาพวิดีโอที่มีร่างของผมห้อยโตงเตงอยู่กลางห้าง มันคงเป็นช่วงที่ผมสลบไป

“ใช่มันมั้ย!” ชายในชุดโจรคาดผ้าปิดปากเอ่ยถามกับพรรคพวกของมัน

“ลักษณะไม่เหมือนกันเท่าไหร่”

“แต่ที่แขนเสื้อมีสัญลักษณ์เดียวกันกับคนที่จ้างเรามา”

ภาพในวิดีโอค่อยๆ ถูกซูมเข้าไปใกล้ๆ ในมือของโจรคนหนึ่งกำลังถือรูปถ่ายของเจมส์ หรือว่าจริงๆ แล้วโจรกลุ่มนี้ต้องการจับตัวเจมส์ ถ้าอย่างงั้น...ที่จินตรวจพบสัญญาณแปลกๆ ที่ส่งจากค่ายก็เป็นเรื่องจริงน่ะสิ หรือว่า...บิ๊กบอสจะมีส่วนเอี่ยวกับงานนี้

วิดีโอยังคงถูกถ่ายต่อไปเรื่อยๆ จนมาถึงช่วงที่เจมส์เข้ามาต่อสู้กับพวกมัน แล้วก็เป็นไปตามเหตุการณ์ในคืนนั้น ผมปิดไฟล์แล้วเลื่อนหาไฟล์ก่อนหน้า

ภาพวิดีโอชุดที่สองถูกเปิดออก พร้อมกับการแจ้งเตือนพลังงานกำลังจะหมด ภาพชุดที่สองเป็นเหตุการณ์ก่อนหน้าที่ผมและเจมส์จะเข้ามาในห้าง ดูเหมือนกายจะแอบถ่ายคนในค่ายนี้จากระยะไกล สภาพของค่ายในวิดีโอยังอยู่ในสภาพปกติ ยังไม่มีการจู่โจมเกิดขึ้น

จู่ๆ กล้องก็แพนไปที่ประตูหน้าของแคมป์ รถบรรทุกคันหนึ่งก็ขับเข้ามาจอดอยู่หน้าห้าง คนในแคมป์ไม่ได้แตกตื่นอะไรราวกับว่าพวกเขารู้ถึงการมาของรถบรรทุกอยู่ก่อน คนจากรถบรรทุกเดินลงมาอย่างเป็นกันเอง พวกเขาสวมเครื่องแบบที่ผมคุ้นเคย...

เครื่องแบบของค่ายรีเวอร์!

กล้องยังถูกถ่ายอยู่จากระยะไกล คนของรีเวอร์เดินไปคุยกับหัวหน้าของค่าย ซึ่งผมจำได้ว่าเขาคือกฤต ดูเหมือนการสนทนาของพวกเขาจะไม่ราบรื่นเท่าไหร่

ปังปังปัง...ปัง!!!

“เวร!” เสียงของกายดังขึ้นมาจากในกล้อง มือของเขาเลื่อนต่ำลงจนภาพในวิดีโอมีเพียงดินสีน้ำตาล

มันคือเสียงปืนแน่ๆ เท่าที่ผมได้ยิน

มือของผมเริ่มสั่นอย่างคุมไม่ได้ ดวงตาของผมค่อยๆ เบิกกว้างขึ้น ผมจ้องที่หน้าจอวิดีโออย่างไม่ละสายตา

ภาพตอนนี้ส่ายไปมาจนผมมองไม่รู้เรื่อง ดูเหมือนกายกำลังวิ่งเข้าไปในแคมป์เพื่อเขาจะได้ถ่ายวิดีโอได้ใกล้และฟังเสียงได้ชัดขึ้น เมื่อภาพกลับมาอีกครั้ง คราวนี้เป็นภาพถ่ายใกล้กับประตูทางเข้าห้าง คนของรีเวอร์กำลังต้อนคนในแคมป์ออกมานั่งคุกเข่าเรียงเป็นแถวหน้ากระดาน โดยมีกฤตกำลังถูกซ้อม

นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น! คนของรีเวอร์เป็นฝ่ายบุกมาทำร้ายคนในแคมป์งั้นเรอะ

หรือว่า...สงครามที่บิ๊กบอสบอก มันกำลังจะเป็นจริง!

ภาพวิดีโอยังโชว์การทรมานอย่างป่าเถื่อน คนของรีเวอร์บางกลุ่มพยายามหาตัวคนที่แอบซ่อนตัวอยู่ในค่าย

“บอกมา คนที่เหลืออยู่ไหน” ทหารรีเวอร์คนหนึ่งเอ่ยกับกฤต เขาสวมผ้าปิดบังใบหน้าจนมองไม่ชัดว่าคือใคร

“อยู่บ้านแม่แกไง!

ผั๊วะ! เขาโดนชกไปเต็มๆ หนึ่งหมัด

“อ้อ...จำผิด บ้านชู้พ่อแกมั้ง”

คำตอบของกฤตสะกิดโทสะของทหารหนุ่ม มันกระหน่ำต่อยและเตะซ้อมเขาจนแทบปางตาย

“หัวหน้าครับ” ทหารอีกนายเดินเข้ามากระซิบที่ข้างหู คนที่เป็นหัวหน้าโบกมือให้ทุกคนเตรียมขั้นตอนต่อไป รถบรรทุกค่อยๆ เคลื่อนจากหน้าแคมป์ขับมาซ่อนตัวอยู่ที่ด้านข้างของห้าง มันเป็นมุมอับในเงามืดที่หากมองมาจากหน้าห้างแล้วจะไม่เห็น

ร่างของกฤตก็ถูกลากมาตามทาง ผ่านบริเวณที่กายแอบถ่ายวิดีโอ

ทหารรีเวอร์โยนร่างของกฤตลงกับพื้น

ภาพวิดีโอก็ถูกตัดไป ก่อนโผล่ขึ้นมาอีกครั้ง ช่วงเวลาที่ตัดไปน่าจะนานราวสามสิบนาที สถานการณ์รอบข้างยังคงเงียบสงัด

“เป็นไงบ้าง” เสียงที่คุ้นหูผมดังผ่านลำโพง แต่ภาพในกล้องถูกถ่ายเสยขึ้นจนผมมองไม่เห็นเจ้าของเสียง

“ทุกอย่างเป็นไปตามแผนครับ มีคนในแคมป์บางกลุ่มซ่อนตัวอยู่ ตอนนี้กำลังค้นหาคงจะเจอที่ซ่อนเร็วๆ นี้”

“หมอนี้ไม่พูดไรเลยงั้นเหรอ”

“ครับ มันปากแข็ง”

“แล้วจะเสียเวลากับมันทำไม!” เจ้าของเสียงพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ภาพในกล้องเผยให้เห็นร่างของคนที่ผมรู้จักเป็นอย่างดี เจมส์จ่อปืนที่กลางหน้าผากของกฤต เขาลั่นไกหนึ่งนัด พร้อมร่างที่ไร้วิญญาณค่อยๆ ล้มตรึงนอนก้มหน้ากับพื้น ขณะที่ของเหลวสีแดงสดไหลอาบไปทั่วบริเวณ

ฟุบ!

ปัง ปัง ปัง!!!

ทหารที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหัวหน้าของรีเวอร์กระหน่ำยิงคนของตนเอง ก่อนใช้มือกระชากผ้าบนใบหน้าออก เผยให้เห็นหน้าของวสันต์กำลังแสยะยิ้มอย่างเลือดเย็น

เหตุการณ์ในคลิปทั้งหมดนั้นคือช่วงที่ผมสลบไป!

“ตามเก็บหลักฐานให้หมด ทำให้ดูเหมือนว่าคนของรีเวอร์มาที่นี่ แล้วเจอกับกลุ่มโจร”

“ได้เลยครับ” วสันต์ตอบรับคำสั่งด้วยรอยยิ้ม ขณะยิงแสกหน้าทหารของรีเวอร์ที่ร้องขอชีวิต

ก่อนที่เครื่องจะดับลง ภาพในกล้องหยุดค้างที่หน้าของเจมส์ซึ่งกำลังถือปืนยิงคนของรีเวอร์คนหนึ่ง ผมพลิกดูกล้องวิดีโอตอนนี้พลังงานของมันได้หมดลงแล้ว

“นี่มัน...!!!” ตาของผมค้างด้วยความตกใจสุดขีด กล้องวิดีโอสามารถถ่ายภาพอีกมุมในคืนนั้น คืนที่ผมไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น

“ดูสนุกมั้ยล่ะ!”

เสียงของวสันต์ดังมาจากด้านหลัง ผมหันขวับทันที ก่อนที่ด้ามปืนเหล็กสีดำจะลอยกระแทกใบหน้าของผมอย่างแรง!!!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

71 ความคิดเห็น

  1. #28 Dermie (@JaminiChevalier) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 / 00:30
    โอ้ยยยย พีคในพีคคค อันหยังวะ

    5555 นึกว่าเกี่ยวกับบิ๊กบอสเต็มๆ โยงมาทางนี้แบบสุดขั้วแล้วตบคนดูด้วยอีกคนที่ไม่คิดถึงมาก่อน
    #28
    0