อุบัติการณ์ไวรัสถล่มโลก [ต่อ ภาค2]

ตอนที่ 1 : เมืองที่ไร้ซึ่งชีวิต (รีไรท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,296
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 134 ครั้ง
    4 ม.ค. 63

 

ตอนที่ 1

เมืองที่ไร้ซึ่งชีวิต

คุณเคยคิดมั้ยว่า สิ่งแรกขณะลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าของวันรุ่งขึ้นคืออะไร สำหรับผมคงหนีไม่พ้นกับชีวิตจำเจที่ต้องทนทำซ้ำๆ ไปวันๆ ซึ่งมันก็ได้กลายเป็นเรื่องน่าเบื่อในชีวิตของผมไปซะแล้ว แต่การตื่นนอนในเช้าวันหนึ่งได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของผมไปตลอดกาล

ผมในวัยสิบหกปีลืมตาขึ้นมาในห้องนอนขนาดเล็กซึ่งมีทั้งคุณพ่อและคุณแม่นอนอยู่ในห้อง ดวงตาของผมเปิดกว้างด้วยความตื่นตระหนก ใช่แล้ว...ความรู้สึกในวันนี้ไม่เหมือนวันปกติ

ตาของผมจ้องมองไปยังร่างของคุณแม่ที่นอนอยู่ข้างๆ

ภายในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงพัดลมเหล็กดัง แกร๊กๆ ขณะหมุนวน ผมค่อยๆ ยื่นมือออกไปวางไว้เหนือริมฝีปากของแม่

ไม่...หายใจ

ความคิดในหัวของผมโล่งไปหมด ยังกับเครื่องจักรที่ไม่มีชีวิต ผมลุกกระโจนขึ้นมานั่ง เสื้อผ้าและที่นอนเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เสียงหายใจของผมเริ่มเร็วและถี่ขึ้น มันดังขึ้นจนกลบเสียงพัดลมในห้องนอนจนผมไม่ได้ยินอะไรอีกต่อไป

ผมค่อยๆ หันหน้ามองไปที่เตียงอีกฝากนึงที่คุณพ่อนอนอยู่ ร่างกายของท่านเกร็ง นิ้วมือรวมถึงนิ้วเท้าหยิกงอจนน่ากลัว ที่ริมฝีปากมีฟองสีขาว ครั้นดวงตาของท่านกลมโตจนแทบทะลักออกมาจากเบ้า

สติของผมเริ่มขาด ถึงขนาดเอามือมาปิดปากไว้ทั้งสองข้าง

“นี่มันบ้าอะไรกัน!”

ใช่ มันเรื่องบ้าอะไรกันวะ

ผมเปิดประตูบ้าน รีบวิ่งออกไปกลางซอยในหมู่บ้านเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นถนนที่ไล่ผู้คน รวมถึงยานพาหนะต่างๆ ที่น่าจะมีมากมายในช่วงเช้าของชั่วโมงเร่งด่วนกลับหายไปจนหมดสิ้น ผมค่อยๆ มองไปยังห้องแถวที่ติดกันยาวดั่งกำแพงคอนกรีตต่างพบว่าทุกบ้านปิดเงียบหมด!

ทั้งๆ ที่เวลานี้น่าจะใกล้แปดโมงเช้าแล้วนี่น่า

ผมรีบวิ่งเข้าบ้านเพื่อไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาด้วยมือที่สั่นราวกับเกิดแผ่นดินไหวภายในร่างกายของผม

“ไม่มีสัญญาณ” ตัดสินใจวิ่งไปที่โทรศัพท์บ้านที่อยู่ใกล้กัน เมื่อยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาฟังเสียงสัญญาณปรากฏว่าปลายสายเงียบสงัด ภายในใจเริ่มสั่นคลอ...คำถามบ้าบอคอแตกมากมายผุดขึ้นเต็มหัวไปหมด เรื่องบ้าบออะไรที่เกิดขึ้นกับตูกันฟ่ะ

คุณคงนึกสภาพออก เด็กวัยรุ่นอย่างผมวิ่งไปทั่วทั้งซอย มือก็ทุบไปยังรั้วเหล็กตามบ้านที่ปิดสนิทหวังว่าใครสักคนจะเปิดประตูออกมา หวังปาฏิหาริย์อันน้อยนิดที่จะเจอคนจริงๆ ที่สามารถบอกกับผมได้ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่ยิ่งวิ่ง ยิ่งค้นหามากเท่าไหร่ ต่างก็พบว่าทุกบ้าน ทุกซอย มีสภาพไม่ต่างจากบ้านของผม สภาพของเมืองเกิดของผมที่ไร้สิ่งมีชีวิต

ผมหมดแรง

ทรุดตัวลงกับพื้นถนนด้วยความเหนื่อยล้า เหยียดกายนอนหงายท่ามกลางแสงแดดของเช้าวันที่ผมไม่อยากจะตื่นขึ้นมา ดวงตาของผมมองไปยังท้องฟ้าสีครามเบื้องบน

ความเงียบ... ทั่วทั้งเมืองที่ผมอยู่เงียบ เงียบจนไร้ซึ่งชีวิตใดๆ

ผมค่อยๆ หลับตาลง น้ำตาเริ่มไหลออกจากดวงตาทั้งสอง ในใจคิดอยากให้ผมหลับต่อไป...หลับไปนานๆ แล้วไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีกเลย

เหมือนกับทุกๆ คน

 

12 ปีต่อมา

ติ๊ด ซ่า!

ผมลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงวิทยุขนาดเล็กที่พกไว้ข้างตัว มันดังเป็นคลื่นสัญญาณเสียงแปลกๆ จนผมต้องหยิบมันขึ้นมาดูทั้งๆ ที่ยังนอนหงายอยู่บนดาดฟ้าของโรงแรมแห่งหนึ่ง

“ที่นี่เขต 5 มีใครได้ยินบ้าง” ผมกดปุ่มส่งสัญญาณ แต่ปลายเสียงยังคงเป็นคลื่นสัญญาณซ่าๆ ที่เต็มไปด้วยคลื่นรบกวน “ย้ำ ที่นี่เขต 5 มีใครได้ยินบ้าง ” ผมถามย้ำกลับไป

น่าแปลก...ที่เราสามารถจับสัญญาณบางอย่าง เป็นที่น่าเสียดายที่ผมไม่สามารถถอดรหัสสัญญาณด้วยเครื่องวิทยุขนาดเล็กนี่ได้

ปลายสายยังคงมีเพียงสัญญาณรบกวนที่ไม่สามารถฟังจับใจความใดๆ จนในที่สุดเสียงสัญญาณก็ตัดไป

ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ

พร้อมเสียงนาฬิกาข้อมือของผมดังเตือน ผมเหลือบไปมองเวลาในปัจจุบันมันแจ้งเตือนที่เวลา 15.30 น. ผมรีบลุกขึ้นยืนพร้อมกวาดสายตามองเมืองที่ครั้งหนึ่งในอดีตมันเคยเป็นบ้านเกิดและที่อยู่อาศัยของผมมาก่อน เมืองที่ตอนนี้ถูกธรรมชาติเข้ามาทวงพื้นที่คืน

เป็นเวลาสามครั้งต่อสัปดาห์ที่ผมมักจะขึ้นมาอยู่บนจุดสูงสุดของเมืองแห่งนี้ ซึ่งเป็นโรงแรมสูง 30 ชั้น ที่ดาดฟ้าสามารถมองเห็นสภาพแวดล้อมรวมถึงความเป็นไปทุกอย่างในเมืองได้ โดยหวังว่าจะเจอผู้รอดชีวิตจากโศกนาฏกรรมในอดีต

โศกนาฏกรรมที่เราเรียกกันว่า Rising sun หรือรุ่งอรุณแห่งหายนะ

ใน 24 ชม. หลังโศกนาฏกรรมในครั้งนั้น ประชากรกว่า 98%จากทั่วโลกล้มตายกันอย่างเป็นปริศนา ผู้รอดชีวิตในแต่ละประเทศมีน้อยจนน่าใจหาย เรียกได้ว่าเป็นผู้รอดชีวิตเพียงหยิบมือที่เสมือนว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์แทบสิ้นเผ่าพันธุ์

การที่ผู้คนล้มตายทำให้ทั้งระบบเศรษฐกิจ การคมนาคม การติดต่อสื่อสารต่างๆ หยุดชะงัก ระบบอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่อโลกทั้งใบเข้าเป็นหนึ่งเดียวถูกตัดขาด การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศหรือระหว่างผู้รอดชีวิตด้วยกันเองจึงแทบเป็นไปไม่ได้ ผู้รอดชีวิตต่างเอาตัวรอดไปวันๆ ในช่วงแรก ก่อนจะเริ่มตั้งอนานิคมขึ้นมาใหม่ซึ่งเรียกกันว่าค่ายผู้รอดชีวิตที่กระจัดกระจายไปตามหัวเมืองต่างๆ โดยแต่ละค่ายก็จะถูกปกครองโดยผู้นำที่มีอุดมการณ์แตกต่างกัน

บ้างก็เห็นอกเห็นใจ บ้างก็เอาเปรียบผู้อ่อนแอ

พวกเราต่างสื่อสารผ่านคลื่นวิทยุโดยใช้อุปกรณ์ของกองทัพเข้าช่วย แต่การติดต่อกับต่างประเทศจำเป็นต้องใช้ระบบเครือข่ายดาวเทียม ที่ตอนนี้ก็ยังไม่มีใครถอดรหัสเพื่อส่งสัญญาณได้

เมื่อเวลาผ่านไปนานหลายปี เมืองที่ไร้ซึ่งผู้คน ก็ถูกธรรมชาติทวงคืน ตึกน้อยใหญ่ถูกห่อหุ้มไปด้วยบรรดาไม้เลื้อยและวัชพืชนาๆ ชนิดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว รวมถึงรากไม้ที่เลื้อยออกมาตามผนังคอนกรีต ช่วยสร้างบรรยากาศเหมือนกับเมืองในโลกล่มสลายในหนังที่ผมดูตอนเด็ก

การผ่านร้อนและหยาดฝนมานานหลายสิบปี ทำให้บรรดาตึกและอาคารดูเก่าทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว

ผมขณะวิ่งออกจากโรงแรม ใช้ถนนเส้นหลักที่ตัดผ่านใจกลางเมือง มันเป็นถนนที่โล่งไร้ยานพาหนะกีดขวาง ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเหตุการณ์มันเกิดขึ้นตอนที่ทุกคนกำลังหลับ พอตื่นขึ้นมา สภาพของเมืองก็เหมือนเมืองร้างในชั่วข้ามคืน

เสียงฝีเท้าของผมดังก้อง มันสะท้อนไปตามอาคารและวนกลับมาที่ตัวผม สร้างความน่าขนลุกที่ผมชินไปนานแล้ว

ไม่นานผมวิ่งผ่านสะพานข้ามแม่น้ำน่าน พลางคิดถึงวิวทิวทัศน์ที่เงียบสงบแห่งนี้ บางครั้งเมื่อผมมองย้อนกลับไปยังเมืองเบื้องหลัง อดีตที่ผมเคยอาศัยอยู่ที่เมืองแห่งนี้ก็ผุดซ้อนขึ้นมา ยังกับมีภาพโฮโลแกรมซ้อนทับกับภาพปัจจุบัน

ผมที่กำลังแบกปืนไรเฟิลจู่โจมพร้อมเสื้อเกราะพร้อมรบ มองเห็นภาพอดีตที่ตัวเองในวัยมัธยมปลายวิ่งเล่นกับเพื่อนที่สะพานข้ามแม่น้ำแห่งนี้ ภาพในอดีตล้วนเต็มไปด้วยชีวิต แต่ในปัจจุบัน...มันกลับเป็นภาพที่ไร้ซึ่งชีวิตใดๆ

ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ

เสียงนาฬิกาข้อมือของผมดังเตือนขึ้นอีกครั้ง ผมรีบออกฝีเท้าวิ่งไปยังเซฟโซนก่อนที่พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า จนมาหยุดอยู่หน้าห้องแถวสามชั้นแห่งหนึ่งติดกับถนนใหญ่ ซึ่งมีรถยนต์หลายคนจอดแช่มากว่าสิบปี ที่ใต้รถยนต์แต่ละคนมีระเบิดอัตโนมัติที่พร้อมทำงานผ่านรีโมทที่ผมมีอยู่ ห่างออกไปไม่ไกลคือเสาไฟส่องสว่างขนาดใหญ่หลายเสาตั้งตระหง่านล้อมเป็นวงกลมรอบตึกแถวเอาไว้ ที่นี่คือพื้นที่ปลอดภัยที่ผมสร้างมันขึ้นมาเพื่อรับมือกับ

บางสิ่ง!

ผมเปิดประตูรั้วเหล็กที่ติดกับประตูห้องแถวแล้วค่อยๆ ปิดมันลงจนได้ยินเสียงล็อคดัง แก๊ก! เมื่อประตูปิดสนิท ไฟในบ้านก็เปิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ผมดูนาฬิกาอีกครั้งขณะนี้ใกล้เวลา 18.00 น. ซึ่งพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า

ใช่...ค่ำคืนเป็นพื้นที่อันตรายสำหรับผู้รอดชีวิตทุกคน

พวกเราคิดว่าโศกนาฏรรมในครั้งนั้นได้ฆ่าชีวิตของมนุษย์ไปทั่วโลก แต่นั้นเป็นเพียงระลอกแรกที่เกิดขึ้น อีก 7 วันให้หลังบางสิ่งได้ปรากฏตัวขึ้นยามค่ำคืน เราเรียกมันว่า ออร์กา(Orga)สิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมนุษย์ มันไม่มีขนหรือเส้นผมใดๆ ร่างกายซูดผอม แต่มีพละกำลังเปรียบนักกีฬาโอลิมปิค พวกออร์กาไม่สามารถทนต่อแสงยูวีได้ พวกมันจึงออกล่าเหยื่อเฉพาะช่วงเวลากลางคืนเท่านั้น

บ้างก็บอกว่าพวกมันกำเนิดมาจากซากศพของคนที่ตายไป

บ้างก็บอกว่ามันตกลงมาจากฝากฟ้า

แต่สำหรับพวกเรา เหล่าผู้รอดชีวิตต่างพากันหลบซ่อนในยามค่ำคืนและเฝ้าภาวนาอย่าให้พวกมันเจอที่ซ่อนของพวกเรา

ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ผมและคนของผมพยายามกำจัดพวกออร์กา เพื่อเคลียร์พื้นที่อาศัยของพวกเรากลับคืนมา ผู้รอดชีวิตต่างหลีกเลี่ยงหัวเมืองใหญ่ๆ พวกเขาไปสร้างอาณานิคมอยู่นอกตัวเมืองในเขตภาคเหนือตอนล่าง

ผมรู้เท่านี้ ที่ภาคอีสานและใต้ก็คงจะมีค่ายผู้รอดชีวิตอยู่เช่นกัน แต่การเดินทางข้ามแดนไกลขนาดนั้นเสี่ยงอันตรายเกินไป พวกเราจึงทำได้แค่ดูแลเขตที่ตัวเองอาศัยอยู่เท่านั้น

ขณะเดินคิดไปคิดมา ผมเดินมาหยุดอยู่ใต้บันไดในห้องเซฟเฮ้าส์ เปิดประตูกลใต้พื้นเพื่อลงไปห้องใต้ดินที่เป็นแหล่งกบดานของผมเอง

มันเป็นห้องสี่เหลี่ยมขนาดเท่าห้องเช่าเล็กๆ ห้องหนึ่ง ด้านขวาเป็นโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเครื่องมือสื่อสารตั้งเรียงซ้อนกัน ด้านซ้ายเป็นโซฟาไว้ให้ผมนอนพักผ่อน และด้านในสุดเป็นที่เก็บเสบียง ผมวางปืนและกระเป๋าสะพายลงใกล้กับโต๊ะทำงาน เดินตรงไปยังโต๊ะอาหาร หยิบอาหารกระป๋องเทลงบนจาน

ไม่รู้ว่ามันหมดอายุมานานแค่ไหน ถ้ารสชาติยังดีอยู่ ผมก็ว่ามันน่าจะกินได้แหละ

โลกปกติ คุณอาจทานอาหารไปพลางเปิดทีวีดูข่าวช่วงเย็น ไม่ก็สไลด์มือถือเพื่อส่องดูสเตตัสชาวบ้าน แต่ในโลกที่ไร้อินเตอร์เน็ตและข่าวสารแบบนี้ ทำได้เพียงกินข้าวท่ามกลางความเงียบเท่านั้น

ความรู้สึกโดดเดี่ยวอาจเกาะหัวใจคุณ แต่เชื่อผมเถอะ ถ้าคุณต้องอยู่แบบนี้เป็นปีๆ คุณก็จะชินกับมันไปเอง

เมื่อทานข้าวเย็นในวันนี้เสร็จ ผมนั่งลงบนโต๊ะทำงาน ด้านหน้าของผมมีเครื่องส่งสัญญาณวิทยุที่ใช้ในกองทัพ ที่แม้จะเก่าแต่มันก็ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มือก็เอื้อมไปจับไมโครโฟนตรงหน้าและกดปุ่มส่งสัญญาณ

“ที่นี่เขต 5 รายงานสถานการณ์ปกติ”

รอไม่กี่วินาที เสียงตอบรับก็ดังออกมาจากลำโพงตรงหน้า

“ที่นี่เขต 4 สถานการณ์ปกติ”

“ที่นี่เขต 2 สถานการณ์ปกติ”

“ที่นี่เขต 1 สถานการณ์ปกติ”

หลังจากนั้นเสียงตอบกลับทั้งหญิงและชายดังขึ้นผ่านลำโพงขนาดเล็ก ดูเหมือนว่าสถานการณ์ในวันนี้ปกติเฉกเช่นทุกๆ วัน

เฟิส การขนส่งเสบียงคงต้องล่าช้าไปวันสองวัน ดูเหมือนเราจะเจอกับพายุลูกเล็กที่กำลังพัดเข้ามาทางทิศตะวันตก” เสียงจากปลายสายส่งสัญญาณมาหาผม

“ลิสต์ของทั้งหมดฉันเตรียมไว้หมดแล้ว ทางนายพร้อมเมื่อไหร่ก็ค่อยมาละกัน” ผมกดตอบกลับไป “เอ่อ...จิน ฉันเจอสัญญาณแปลกๆ ตอนบ่าย”

“สัญญาณแปลกๆ อะไรที่ว่าแปลก”

“ดูเหมือนสัญญาณเข้ารหัสบางอย่าง อาจจะมาจากกลุ่มผู้รอดชีวิตกลุ่มอื่น ฉันคิดว่างั้น”

“น่าแปลก ตั้งแต่ที่เขต 3 ขาดการติดต่อไปหลายเดือนก่อน ทางนี้ก็ไม่ได้รับสัญญาณอะไรอีกเลย” ผมสัมผัสได้ว่าเสียงของจินตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ดูเคร่งเครียด เขต 3 ขาดการติดต่อไปเกือบเดือนแล้ว “บางที นี่อาจจะเป็นรหัสจากผู้รอดชีวิต แล้วนายได้ข้อมูลอะไรเพิ่มมั้ย”

“ก็แค่นั้น ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมจะรีบรายงานกลับฐานทันที”

“โอเค อดทนไว้แล้วเราจะรีบไปรับ เลิกการติดต่อ” สิ้นเสียง สัญญาณสื่อสารทั้งหมดก็ดับลง ผมเอนตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างคลายกังวล พลางนึกถึงหน้าที่ของตัวเองที่ต้องมาอยู่คนเดียวในเมืองที่แสนอันตรายแห่งนี้

ส่วนหน้าที่ของผมคนในค่ายผู้รอดชีวิตมักเรียกผมว่า เหล่าค้อนศึก หรือWar Hammer โดยมีตราสัญลักษณ์เป็นรูปนกอินทรีย์สยายปีกพันไว้ที่แขนขวาเดิมทีพวกเรามีกันทั้งหมด 14 คน แต่ละคนกระจายไปตามจังหวัดต่างๆ เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตรวมถึงทรัพยากรเพื่อนำกลับมายังฐานผู้รอดชีวิต ภายในระยะเวลา 10 ปีพวกเราสามารถจัดตั้งเขตการปกครองขนาดย่อมขึ้นมาได้ในตอนแรกทั้งสิ้น 5 เขต โชคดีที่มีผู้รอดชีวิตที่เคยทำงานอยู่ในกองทัพ การขนส่งเสบียงจึงใช้การลำเลียงผ่านเฮลิคอปเตอร์เป็นหลัก รวมถึงการติดต่อสื่อสารก็ได้ยุทโธปกรณ์ของกองทัพในการสื่อสารระยะไกล

นอกเหนือจากเขตการปกครองของผม ยังมีอีกสองค่ายใหญ่อยู่ทางเหนือของพวกเรา พวกเขามีเขตการปกครองแยกอิสระต่อกัน กลายเป็นสามก๊กย่อมๆ ที่คอยค้านอำนาจต่อกันและกัน

ผมเหลือบมองดูนาฬิกาข้อมืออีกครั้ง ตอนนี้เป็นเวลาเกือบสองทุ่ม เหมือนอย่างเช่นทุกๆ วัน ผมพร้อมที่จะพักผ่อนเพื่อตื่นขึ้นมาสู้ต่อในวันรุ่งขึ้น

ขณะที่กำลังหลับตา...เลิกคิดถึงเรื่องราวว้าวุ่นใจต่างๆ

บรึ้มมม!!!

เสียงระเบิดจากระยะไกลดังสนั่นทั่วทั้งเมือง แม้ผมนอนอยู่ชั้นใต้ดิน ยังรับรู้ถึงแรงสั่นไหวผ่านข้าวของที่ไหวเอนไปมา เสียงสัญญาณเตือนภัยภายในห้องนิรภัยของผมดังลั่น ผมรีบวิ่งมาที่จอมอนิเตอร์พร้อมป้อนคำสั่งเพื่อเปิดดูภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดไว้ทั่วทั้งตึก

ภาพแรกปรากฏ เป็นลูกเพลิงขนาดใหญ่ที่มาจากการระเบิด ณ ใจกลางของเมือง ผมรีบใส่หูฟังเพื่อฟังเสียงที่เกิดขึ้นภายนอก

“เสียงปืน!” ผมฟังไม่ผิด มีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดในเมือง “มีคนอยู่งั้นเรอะ” ยังกับพระเจ้าเล่นตลก จู่ๆ ก็มีผู้รอดชีวิตปรากฏขึ้นที่เขตของผม แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ เพราะในช่วงเวลากลางคืนแบบนี้มันอันตรายขนาดไหน!

ซ่า....ซ่า!!!

เสียงสัญญาณวิทยุดังเป็นคลื่นแทรกที่ฟังไม่ได้ศัพท์ ผมหยิบวิทยุขึ้นมาแนบหูเพื่อฟังเสียงให้ชัดขึ้น

“เราถูกโจมตี!มีใครได้...ยิน บ้าง พวกเราถูก.....!!อ้ากกก!!!” เสียงสัญญาณขอความช่วยเหลือถูกตัดไปพร้อมกับเสียงห่ากระสุนลูกใหญ่

“บ้าเฮ้ย!!!”

ผมคว้าปืนไรเฟิล รวมถึงแม็กกระสุนเน็บไว้ที่เอว กดรีโมทสั่งเปิดระบบนิรภัยแบบอัตโนมัติ เสาไฟที่ตั้งอยู่ด้านนอกทำงาน มันส่องแสงสว่างออกไปไกลหลายร้อยเมตร ผมวิ่งออกจากเซฟโซนอย่างรวดเร็วโดยใช้แสงไฟเป็นเกราะกำบัง

หวังว่าจะไปทัน

ก่อนที่จะไม่มีใครรอดชีวิตไปจากเมืองแห่งนี้!

to be continued...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 134 ครั้ง

111 ความคิดเห็น

  1. #46 mirror image (@abnormality) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 22:40
    ออก้านี่เหมือนในเรื่องไอแอมลีเจนด์ปะ
    #46
    1
    • #46-1 sutanainight (@sutanainight) (จากตอนที่ 1)
      16 พฤศจิกายน 2562 / 23:07
      ผมได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาเหมือนกันครับ แต่ก็ยำเอาหลายๆ เรื่องที่ผมชอบมาลง

      ขอบคุณสำหรับการติดตามนะค้าบบบ ^ ^
      #46-1
  2. #44 quinn_811 (@quinn_811) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 / 22:16
    สนุกค่า ไม่ได้อ่านอะไรแบบนี้มานานแล้ว
    #44
    1
    • #44-1 sutanainight (@sutanainight) (จากตอนที่ 1)
      16 พฤศจิกายน 2562 / 12:03
      ขอบคุณมากเลยค้าบ สามารถติชมได้ตลอดเลยนะครับ ^ ^
      #44-1
  3. #32 A Turtle (@shiro-) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 / 22:50
    ชอบนิยายแนวนี้มากๆๆ ไรต์สู้ๆนะคะ
    #32
    1
    • #32-1 sutanainight (@sutanainight) (จากตอนที่ 1)
      12 พฤศจิกายน 2562 / 23:25
      ขอบคุณมากๆ เลยค้าบสำหรับการติดตาม
      สามารถติชมได้ตลอดเลยนะครับผม ^ ^
      #32-1
  4. #4 Good One D@y (@magic_girl) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 / 12:11

    เรื่องสนุกดีอ่ะ

    #4
    1
    • #4-1 sutanainight (@sutanainight) (จากตอนที่ 1)
      7 พฤศจิกายน 2562 / 16:29
      ขอบคุณที่ชอบนะครับ ^ ^
      #4-1
  5. Columnist
    #2 P'YinG (@yingzazaza) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 / 09:42

    พล็อตน่าสนใจดีค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ

    #2
    1
    • #2-1 sutanainight (@sutanainight) (จากตอนที่ 1)
      6 พฤศจิกายน 2562 / 11:32
      ขอบคุณมากๆ เลยค้าบบ ^ ^
      สามารถติชมได้เลยนะครับ
      #2-1