ครั้งหนึ่ง ณ คุนหมิง

ตอนที่ 7 : ความจริงที่ปรากฏ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 153
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    21 พ.ย. 62

ความจริงที่ปรากฏ

 

สองวันผ่านไป แต่กลับไม่ได้ข่าวคราวอะไรจากเฉิงฟงเลย จะติดต่อหวังหย่งก็ไม่ได้ เพราะหลังมีเรื่องคืนนั้นเฉิงฟงจัดการลบการติดต่อระหว่างเธอกับหวังหย่งเป็นที่เรียบร้อย

หวังหย่งเองก็เงียบหายไปไม่ยอมติดต่อกลับมา เหลือแต่เตี๋ยหรง หญิงสาวตัดสินใจทักไปถามถึงข่าวคราวเฉิงฟง และเธอก็ได้รับ ข่าวดี จากเตี๋ยหรงคือ เฉิงฟงกลับมาแล้ว

เขากลับมาแล้ว? แต่ทำไมถึงยังเงียบหายไป และไม่ยอมติดต่อเธอกลับมาเสียที ไม่รู้หรือไง คนทางนี้เป็นห่วง และคิดถึงจวนจะแย่...

เมื่อได้รู้ว่าเขากลับมาคุนหมิงแล้ว ด้วยความคิดถึงที่ไม่ได้เจอะเจอ และพูดคุยกับเขามาเกือบสามวัน เซียงหลานรีบออกไปหาชายหนุ่มที่อพาร์ทเม้นท์ของเขา แต่กลับเจอเพียงเตี๋ยหรงที่บอกว่า เฉิงฟงไม่อยู่ ส่วนหวังหย่งนั้น เขาย้ายออกไปทำงานอยู่อีกสาขาหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงการเจอหน้าเธอและเฉิงฟง

เพราะเธอเป็นต้นเหตุให้ เฉิงฟง และ หวังหย่ง ต้องทะเลาะกัน หรือเปล่า เฉิงฟงถึงเงียบหายไป

วันนั้นเซียงหลานไม่ได้เจอกับทั้งเฉิงฟง และหวังหย่ง แต่เตี๋ยหรงยังคงเป็นมิตรที่ดี คอยนั่งคุยและปลอบใจเธอ

“ทำไมอยู่ๆ เฉิงฟงถึงหายไปเฉยๆ ไม่ติดต่อกลับมา ติดต่อไปก็ไม่ได้” เซียงหลานถามเตี๋ยหรงที่นั่งคุยเป็นเพื่อนด้วยความใคร่รู้ น้ำเสียงนั้นแสดงออกชัดเจนถึงความเศร้าภายในใจ

“ไม่รู้สิ เวลาเจอปัญหาหนัก เขามักหายไปเลย เป็นแบบนี้มาตลอด อย่าคิดมากเลยนะ” เตี๋ยหรงพูดปลอบ พลางในใจกลับรู้สึกผิดที่ปกปิดความจริงบางอย่างไว้

“ฉันขอถามได้ไหม...นายพอจะรู้ปัญหาของเฉิงฟงหรือเปล่า”

เตี๋ยหรงรีบส่ายหัวไปมา “ไม่เลย ไม่รู้”

“ถามจริง”

“อื้ม ไม่รู้” เตี๋ยหรงยืนยัน

ขอโทษนะเซียงหลานที่ต้องโกหกเธอ ทางที่ดีฉันอยากให้เธอรู้ทุกอย่างจากปากเฉิงฟงมากกว่า เตี๋ยหรงค่อนคิดในใจ รู้สึกไม่ชอบใจกับความรู้สึกผิดที่ก่อตัวขึ้นมา

เป็นเพื่อนสนิทกันมากขนาดนี้ เติบโตมาด้วยกันจนโต เตี๋ยหรงยังไม่อาจล่วงรู้เรื่องส่วนตัวของเฉิงฟง แล้วนับประสาอะไรกับเธอเล่า ที่เขาอยากจะให้เธอรับรู้เรื่อง ส่วนตัว ของเขา ทั้งสองเพิ่งรู้จักกันแท้ๆ

เตี๋ยหรงคอยนั่งคุยเป็นเพื่อนกับหญิงสาวจนเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง เซียงหลานถอดใจที่จะรอพบหน้าเฉิงฟง เพราะรอเขาจนเที่ยงคืนเขายังไม่กลับที่พัก หญิงสาวจึงตัดสินใจกลับไป แต่เธอไม่ถอดใจง่ายๆที่จะกลับมาเจอหน้าเขาอีกครั้งแน่ เธอต้องรู้ให้ได้ว่าทำไม อยู่ๆเขาถึงหายไป ไม่คิดจะติดต่อกลับมา

เขาจะไม่คิดถึงกันเหมือนที่เธอคิดถึงเขาบ้างเลยหรือ? คนใจร้าย ทั้งที่หลายคืนก่อนทั้งสองยังดีกันอยู่แท้ๆ

 

วันถัดมาเซียงหลานแวะเวียนกลับมาตามหาเฉิงฟงที่อพาร์ทเม้นท์เขาอีกครั้ง และเป็นเช่นเมื่อวาน คือเขาไม่ได้อยู่ห้อง เซียงหลานเริ่มรู้สึกคล้ายกับว่า เขากำลังหลบหน้าเธอ ไม่อยากเจอ หรืออะไรสักอย่าง หญิงสาวไม่แน่ใจนัก เพราะเธอเองก็คิดว่า ทั้งเขาและเธอต่างคุยกันเรื่องหวังหย่งเข้าใจกันดีแล้ว ในคืนนั้น หญิงสาวนั่งรอเขาที่หน้าตึกที่พักตั้งแต่บ่ายสามโมงจนสี่ทุ่ม ไม่มีวี่แววเขาเลย

จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปจนห้าทุ่ม เตี๋ยหรงเลิกงานกลับมาเห็นเซียงหลานนั่งตากยุงอยู่ด้านนอก เขามีอาการตกใจเพียงเล็กน้อย แต่ความรู้สึกเห็นใจนั้นมีมากกว่า

“เซียงหลาน คุณมาทำอะไรที่นี่” เขาทักถามด้วยความเป็นห่วง “เป็นผู้หญิงมานั่งหน้าตึกที่พักผู้ชายคนเดียวแบบนี้ได้ไง อันตรายมาก” เขาเริ่มดุ

ความรักหนอ...ช่างทำให้คนเราเป็นบ้า กล้าทำอะไรบ้าบิ่นอย่างที่ไม่เคยทำ

“สวัสดีเตี๋ยหรง ฉันมาเพราะอยากเจอเฉิงฟง อีกสองวันฉันจะกลับไทยแล้ว ฉันอยากเจอเขาก่อนกลับ”

พอได้ฟังคำตอบของเธอ ความรู้สึกผิดที่ไม่ยอมพูดความจริงยิ่งถาโถมเข้ามาโจมตี ความผิดถูกในใจเขา ถ้าเขาไม่พูดความจริงออกไป พรุ่งนี้เธอคงต้องกลับมานั่งรอเฉิงฟงที่นี่อีกแน่

“โธ่...ยัยโง่” เตี๋ยหรงโพล่งออกมา “ผมทนเรื่องนี้ไม่ไหวแล้วละ”

“ฉันแค่มารอพบเฉิงฟง ไม่ได้รบกวนคุณเลยนะ” เซียงหลานตกใจที่ทำให้เขาต้องมารำคาญใจเพราะเธอ

“ไม่ใช่” เตี๋ยหรงนั่งลงข้างๆ “คุณไม่ได้รบกวนหรือทำให้ผมรำคาญใจเลย แต่ผมอดรู้สึกผิดไม่ได้ที่ต้องโกหกคุณแบบนี้”

“คุณหมายความว่ายังไง” เขารู้ความจริงบางเรื่องใช่ไหม?

“ฟังผมให้ดีนะ เฉิงฟงมีแฟนอยู่แล้ว”

เปรี้ยง!! เหมือนเสียงฟ้าผ่าลงกลางใจ...หัวใจดวงน้อยเกิดสั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างยากจะห้ามไหว

“ผู้หญิงคนนั้นเป็นรักแรกของเฉิงฟง ก่อนหน้านี้ทั้งสองคนทะเลาะกันเพราะเธอทำเรื่องไม่ดีไว้ เฉิงฟงเลยมาคุยกับคุณ ตอนนี้เฉิงฟงคงปรับความเข้าใจกับแฟนเขาแล้ว ตอนกลับมาคุนหมิงเมื่อสองวันก่อน ผมเห็นเขาสองคนกลับมาด้วยกัน เฉิงฟงไม่ได้มานอนที่นี่หรอก เขาไปนอนกับแฟนเขาที่โรงแรม”

เขามีคนรักอยู่แล้ว นี่สินะรักแรกที่เขาเคยพูดถึง หญิงสาวรู้สึกจุกแน่นกลางอก!! ความรู้สึกดับวูบลงทันทีหลังความจริงทั้งหมดออกมาจากปากเตี๋ยหรงไม่หยุดยั้ง ทุกอย่างรอบตัวหยุดขยับไปชั่วคราว เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนไปเฉยๆ เสียงรบกวนต่างพากันเงียบเฉียบ...มีเพียงเสียงความเจ็บปวดรวดร้าวที่ดังระงมอยู่ในห้วงความรู้สึก

“เซียงหลาน” เตี๋ยหรงออกแรงเขย่าหญิงสาว “ฟังอยู่ไหมเนี่ย”

หญิงสาวกลืนก้อนแข็งๆลงคอ “ฟะ...ฟังอยู่” เธอบอกเขาเสียงสั่น

“จะให้พอไหม หรือจะให้เล่าต่อ”

“เล่าต่อก็ได้” หญิงสาวแข็งใจรับฟัง แต่หน่วยตาเริ่มมีน้ำใสๆคลอเบ้า

เตี๋ยหรงรู้สึกสงสารเพื่อนสาวจับใจ เธอเป็นเพื่อนที่น่ารักนิสัยดี ไม่ควรมาเจอเรื่องออะไรแบบนี้เลย

“เฉิงฟง พยายามจะเลิกกับยัยนั่นมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยเลิกได้ ไม่รู้ทำไม ยืดเยื้อกันมาแบบนี้หลายปีแล้ว แต่ไม่เคยเห็นเลิกกันได้สักครั้ง พอจับได้ว่าแฟนตัวเองนอกใจเขาอีก เฉิงฟงก็คุยกับผู้หญิงคนอื่น มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เห็นเขาจะจริงจังกับผู้หญิงคนนั้น พอแฟนเขารู้เรื่องเข้าก็ไม่ยอมจบง่ายๆ ไม่รู้เรื่องเป็นมายังไง เห็นอีกทีทั้งสองคนก็กลับมาคบกัน”

“เขาคงรักผู้หญิงคนนั้นมากสินะ ถึงกลับไปคบได้” เซียงหลานเสริม ด้วยความคิดของตัวเอง

“ยัยนั่นเป็นรักแรกของเขาด้วย มันคงยากที่จะตัดใจ เพราะเฉิงฟงเป็นคนที่รักใครแล้วจะรักมาก”

น้ำใสๆที่กักเก็บไว้ไหลรินออกมา เสียงสะอื้นกระซิกออกมาเพียงแผ่วเบา รักแรกที่ใฝ่ฝัน พังยับไม่เป็นท่า

“ผมหยุดเล่าได้นะ ถ้าคุณไม่ไหว” เขาลูบแผ่นหลัง ปลอบโยนเธอ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเห็นใจ

“ฉันอยากฟังต่อค่ะ อยากรู้เรื่องที่คุณรู้” ถึงยิ่งรู้จะยิ่งทำให้เจ็บปวด แต่เธอก็อยากรับรู้ว่าทำไม เฉิงฟงจึงเป็นเช่นนี้

“ล่าสุดนี้แฟนเฉิงฟงแอบไปคบกับพี่ชายเฉิงฟง เฉิงฟงจับได้เลยหนีมาทำงานที่นี่ ผมกับหวังหย่งตามมาอยู่เป็นเพื่อน” เขาทอดถอนหายใจ พลางนึกเห็นใจเพื่อนที่ต้องเจอผู้หญิงแบบนั้น “จนไม่นานมานี้ พวกเรามาเจอคุณ เฉิงฟงดูมีความสุขขึ้นมากเวลาพูดถึงคุณ ผมเองก็แอบคิดว่าคุณคงเป็นคนที่เขาจริงจังด้วยมากที่สุด แต่อย่างที่เห็นนะเซียงหลาน เขาก็กลับไปหารักแรกของเขา ไม่รู้ยัยนั่นมีอะไรดีนักหนา ผมกับหวังหย่งไม่เคยชอบใจเลยที่เฉิงฟงเลือกรักแรกของเขาตลอด แต่ผมคิดว่าเฉิงฟงคงมีเหตุผลบางอย่างที่บอกใครไม่ได้แน่”

เตี๋ยหรงมองหญิงสาวที่เอาแต่ร้องไห้กระซิกๆ “ทุกครั้งจบแบบนี้ตลอด ผมรู้คร่าวๆแค่นี้แหละ รายละเอียดตื้นลึกหนาบางกว่านี้ คุณคงต้องรอถามเฉิงฟง”

“ผู้หญิงคนนั้นถึงขนาดนอกใจเขาไปคบกับพี่ชายเขา เขาก็ยังกลับไปหาเธออีก ฉันคงไม่มีคำถามอะไรจะถามเขาแล้วละค่ะ”

“เซียงหลานที่น่าสงสาร คุณเป็นนิสัยดีนะ ผมเสียใจที่ต้องบอกความจริงกับคุณ แต่ผมเห็นคุณเป็นเพื่อนคนหนึ่ง ไม่อยากโกหกต่อไปอีกแล้ว”

“ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก ถ้าเห็นฉันเป็นเพื่อนจริง”

“เฉิงฟงก็เป็นเพื่อน ผมมีทางเลือกไม่มากนักหรอก” เตี๋ยหรงยกมือขึ้นกุมขมับ เป็นคนกลางนี่ลำบากใจยิ่งกว่าอะไรดี หากเฉิงฟงรู้ว่าเขาพูดความจริงกับเซียงหลาน เฉิงฟงจะฆ่าเขาไหม?

“ขอบคุณนะ ที่ยังบอกกัน” หญิงสาวสะอื้นไห้ “คงเป็นเรื่องยากที่คุณจะเล่าเรื่องเพื่อนของคุณให้คนอื่นฟัง แต่ก็ขอบคุณมากๆนะ”

“ถ้ารู้แล้ว อย่าเสียเวลามานั่งรอเขาอีกเลยนะ คุณรีบกลับเถอะ นี่ดึกมากแล้ว อากาศก็หนาว” เขาพูดเพราะไม่อยากเห็นผู้หญิงคนเดียวมานั่งด้านนอกดึกดื่นมืดค่ำแบบนี้ มันอันตราย “ร้องไห้คืนนี้ให้หมด พรุ่งนี้ไม่ต้องร้องแล้วนะ” เขายื่นผ้าเช็ดหน้าให้หญิงสาว

เซียงหลานพยักหน้า ยื่นมือไปรับผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กขึ้นมาปาดน้ำตา “ฉันไปละ ลาก่อนนะ เพื่อนที่ดีของฉัน” หญิงสาวถือโอกาสบอกลา

“เราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วใช่ไหม” เขาพูดเสียงเศร้า

“อื้ม อีกสองวันฉันต้องไปแล้ว ฉันคงไม่มีเหตุผลที่ต้องกลับมาที่นี่แล้วละ”

“ผมจะบอกเฉิงฟงให้นะ เผื่อเขาอยากเจอคุณก่อนกลับ”

“ขอบคุณ”

เตี๋ยหรงพยักหน้ารับ ทั้งสองกอดลากันอย่างมิตรภาพดีๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยเกิดขึ้น เตี๋ยหรงเดินไปส่งเซียงหลานขึ้นรถแท็กซี่ แล้วยืนมองดูหญิงสาวนั่งรถจากไปด้วยความเศร้า

คุณเป็นผู้หญิงที่น่ารัก และเป็นเพื่อนดีๆอีกคนที่ผมเคยมี ผมจะไม่ลืมคุณ” เตี๋ยหรงยืนพูดคนเดียวกลางถนน ก่อนจะหมุนตัวหันหลังเดินกลับไปยังที่พัก

 

หลังนั่งแท็กซี่กลับมาถึง เซียงหลานไม่ได้กลับไปยังหอพัก แต่เธอมุ่งหน้าไปยังร้านนั่งดื่มเล็กๆที่ตั้งอยู่ใกล้กับมหาลัย ที่ที่ครั้งหนึ่ง เธอเคยมานั่งดื่มกับเขาและเพื่อนๆ หญิงสาวเดินเข้าไปด้านในร้านคนเดียว เธอเลือกโต๊ะตัวที่อยู่ในมุมมืดสุดของร้าน

หญิงสาวสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แล้วกรอกเข้าปาก...ช่างเป็นเรื่องที่โง่เง่า เมื่อรู้สึกเจ็บปวดแทนที่จะรักตัวเอง แต่เธอดันทำร้ายตัวเองซ้ำ โดยการนั่งดื่มสิ่งของมึนเมาที่ไร้ประโยชน์

ไม่หรอก...ประโยชน์ของมันคือ ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดให้เธอได้บ้าง แก้วแล้วแก้วเล่า...หญิงสาวผู้โดดเดี่ยวในเมืองใหญ่นั่งร้องไห้กับแก้วเครื่องดื่มตัวเองเพียงคนเดียวในมุมมืด

หัวใจทั้งหมดของเธอ เธอมอบให้เขา แต่ หัวใจของเขา เขากลับมอบให้ผู้หญิงคนนั้น คนที่เป็นรักแรกของเขามาโดยตลอด ไม่ว่ารักแรกนั้นจะทำร้ายเขายังไง เขาคงพร้อมให้อภัยหล่อนเสมอสินะ ก็เหมือนเธอที่รักเขามาก จนพร้อมจะให้อภัยเขาเสมอ ขอแค่เขายอมมาเจอ แล้วโกหกเธอยังไงก็ได้ เธอยอมเชื่อเขาทุกอย่าง

...โอ้เจ้าความรักหนอ ช่างทำให้คนเรานั้นไร้สติสิ้นดี

หากเพียงแต่จะรู้ว่าคืนนั้นเป็นคืนสุดท้ายที่ทั้งสองจะได้ใช้เวลาร่วมกัน เธอคงกอดเขาไว้แนบกายไม่ให้จากไปไหน แต่เพราะไม่มีใครรู้อนาคตยังไงเล่า เรื่องถึงเป็นแบบนี้

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ปลุกหญิงสาวให้ตื่นจากภวังค์ความคิด “ฮัล โหล ใคร เนี่ย” เซียงหลานกรอกภาษาไทยเข้าไปตามสาย เมื่อเห็นเบอร์แปลกๆโทรมา
“เซียงหลาน เธออยู่ไหน” หวังหย่งรีบโทรหาหญิงสาวทันที หลังจากที่ได้รับรู้เรื่องราวจากเตี๋ยหรง ว่าเธอรู้ความจริงแล้ว ด้วยความเป็นห่วงความรู้สึกเขาจึงรีบโทรหาหญิงสาว

“นี่ ใคร พูด” เธอยังคงพูดภาษาไทยกับปลายสาย น้ำเสียงบ่งบอกได้ถึงความเมาระดับที่เริ่มควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้แล้ว

“พูดภาษาจีนได้ไหม ฉันฟังไม่รู้เรื่อง” หวังหย่งเริ่มออกเสียงดุ

“ฮึ ขอโทษ หวังหย่งเหรอ” หญิงสาวเปลี่ยนเป็นภาษาจีน เพราะจำเสียงเขาได้ เธอหัวเราะไปตามสาย

“ดื่มมาเหรอ” ปลายสายเสียงขรึมขึ้นทันที

“ใช่” หญิงสาวกรอกเสียงตอบไป

“อยู่ไหน”

“แถวๆ มหาลัย”

“ร้านเดิมเหรอ”

“อื้ม”

“อยู่ที่นั่นรอ ห้ามไปไหนนะ ฉันจะตามไป” หวังหย่งออกคำสั่ง “ขอคุยกับเถ้าแก่ร้านหน่อย”

เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกราวกับเขานั้นดูจริงจังกว่าทุกครั้ง เซียงหลานเรียกเด็กแถวนั้นมาคุยแทนเจ้าของร้าน หวังหย่งที่อยู่ปลายสายคุยกับเด็กในร้านจนได้ความจึงกดวาง

เซียงหลานมองมือถือในมือที่ดับไปแล้วไม่ได้คิดอะไร เพราะใจมัวแต่หมกมุ่นกับความรู้สึกเจ็บร้าวที่ก่อตัวขึ้นในตอนนี้ เขาช่างใจร้ายเสียเหลือเกิน ที่มาทำให้รักแล้วจากไปแบบนี้

ด้วยความเสียใจปะปนกับความรู้สึกต่างๆที่แย่เกินกว่าจะรับไหว หญิงสาวนั่งดื่มอย่างไม่สนใจว่า ร่างกายตัวเองนั้นรับไม่ไหวกับปริมาณแอลกอฮอล์ที่กรอกเข้าปากไป ท้ายสุดหญิงสาวจึงนั่งฟุบลงกับโต๊ะ แล้วหลับไปโดยไม่สนใจคนในร้านที่ผ่านไปมาแล้วมองดู ยัยขี้เมาแบบเธอ

หวังหย่งที่มาถึงร้าน รีบตรงดิ่งเข้ามาในร้าน กวาดตามองไปจนทั่ว สายตาคมสะดุดเข้ากับร่างบางที่นอนฟุบไปกับโต๊ะ แค่เพียงเห็นรูปร่างที่คุ้นเคยของเธอ เขาจำได้แทบในทันทีว่านั่นคือ เซียงหลาน

“เซียงหลาน” หวังหย่งออกแรงเขย่าเรียก แต่ร่างบางยังคงหลับนิ่ง ลมหายใจผ่อนเข้าออกสม่ำเสมอ “ยัยขี้เมา” เขาบ่นพึมพำ

“เดี๋ยวครับ คุณเป็นใคร จะพาเธอไปไหน”

“ฉันหวังหย่งเอง คนที่คุยสายกับนาย...ใช่ไหม ฉันมารับเซียงหลาน”

“อ้อ แต่ว่าคุณต้องจ่ายเงินก่อนออกจากร้านนะครับ” เขาพูดเสียงนอบน้อม

หวังหย่งพยักหน้ารับรู้ เขาหยิบเงินในกระเป๋าขึ้นมาสองสามใบให้เด็กหนุ่มในร้าน เขาเดินไปยังแคชเชียร์และกลับมาพร้อมเงินทอน ยื่นให้หวังหย่ง

“ไม่ต้องหรอก นายเก็บไว้เป็นค่าน้ำใจที่ช่วยฉันดูผู้หญิงคนนี้”

เด็กหนุ่มในร้านกล่าวขอบคุณ แล้วเดินกลับไปทำงานต่อ หวังหย่งช้อนร่างบางขึ้นอุ้ม เจ้าตัวยังคงหลับสนิทไม่มีท่าทีจะรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นสักนิด

“ยัยโง่เอ๋ย ผู้หญิงฉลาดที่ไหนกันจะมานั่งดื่มคนเดียวจนเมาไม่ได้สติแบบนี้” เขาก่นด่าเธอเบาๆ

ถ้าเขาไม่ตัดสินใจโทรมาถาม คืนนี้ชะตาชีวิตหญิงสาวในอ้อมแขนจะเป็นยังไง คนตัวโตอุ้มเธอเดินดุ่มๆไปจนถึงปากซอยแล้วเรียกแท็กซี่แถวนั้นไปยังที่พักของเขา

เมื่อรถแท็กซี่จอดลงหน้าตึกที่พักของหวังหย่ง ชายหนุ่มอุ้มหญิงสาวเดินขึ้นบันไดไปอีกสามชั้น เพราะห้องพักเขาอยู่ชั้นนั้น เมื่อเปิดห้องพักเข้าไปด้านใน หวังหย่งวางร่างบางลงบนเตียงของเขา ก่อนจะช่วยเธอถอดแจ็คเก็ตตัวนอกออก หญิงสาวที่หลับสนิทอยู่นานเริ่มงัวเงียตื่นขึ้นมาทำหน้างุนงง ก่อนจะทำท่าพะอืดพะอมแล้วลุกขึ้นขย้อนเหล่าของเสียออกมาตรงหน้า

“เซียงหลาน” หวังหย่งตกใจ รีบเอามือลูบหลังเธอ ทั้งที่ตัวเขาเองก็เปื้อนไปด้วยคราบอาเจียนจากหญิงสาว ชายหนุ่มรีบผละออก เขาหันกลับมาจัดการกับตัวเองอย่างรวดเร็ว แล้วถอดเสื้อตัวที่เปื้อนนั้นออก เขาโยนมันลงข้างเตียง เหลือเพียงร่างเปลือยเปล่าช่วงบน

เมื่อเห็นหญิงสาวทำท่าจะอาเจียนออกมาอีกระรอก เขารีบช้อนร่างบางขึ้นอุ้มวิ่งไปยังห้องน้ำ “กลั้นไว้ก่อน รอถึงห้องน้ำก่อน” เขาว่าพลางดันเปิดประตูห้องน้ำ

เซียงหลานนั่งลงอาเจียนของเสียเหล่านั้นออกมาจนหมดท้อง “ฮื้อ...” เธอร้องไห้ด้วยความแสบร้อนจากกลางอกอย่างทรมาน “ช่วยด้วย” เธอร้องครวญครางเสียงเบา

หวังหย่ง นั่งลูบหลังอยู่ใกล้ๆ จนเมื่อเห็นเธอสำรอกของเสียออกมาจนหมด แล้วจึงพาร่างบางไปยังอ่างล้างหน้า

“เซียงหลาน ตื่นมาก่อนอย่าเพิ่งนอน” เขาเขย่าร่างบางที่พออาเจียนเสร็จก็ตั้งหน้าตั้งตาจะหลับต่ออย่างเดียว

“ฮื่อ...” เสียงเธอร้องออกมาอย่างขัดใจ

“บ้วนปาก ล้างหน้าก่อน” ขณะพูดก็ช่วยกรอกน้ำเข้าปากหญิงสาว “คายออกมา ห้ามกลืน”

หญิงสาวทำตามอย่างว่าง่าย แต่ก็ไร้การควบคุมตัวเอง เรียวปากบางจึงเปราะเปื้อน มือหนาพลางยกขึ้นเช็ดคราบเปื้อนบนใบหน้าหญิงสาวแล้วล้างออก มือนั้นยกขึ้นมาเช็ดตรงมุมปากหญิงสาวอีกครั้ง เขาค้างนิ่งไว้ ปลายนิ้วเรียวแกร่งแตะสัมผัสไปยังกลีบปากชมพูระเรื่ออย่างแผ่วเบา...หัวใจพลางสั่นไหวเมื่อต้องใกล้ชิดกับเธอเพียงเท่านี้

เรียวปากอวบอิ่ม ใกล้กับเขาแค่นี้ ยามหลับใหลริมฝีปากนั้นยังคงเย้ายวน ราวกับจะเชิญชวนให้ลิ้มลอง... ให้ตายเถอะ! อย่าได้คิดฉวยโอกาสจากคนเมาเด็ดขาด ชายหนุ่มผ่อนปรนลมหายใจออกเพื่อระงับความปรารถนาที่ก่อตัวขึ้น

ใบหน้านวลเนียนเต็มไปด้วยหยดน้ำแพรวเพรา ร่างแน่งน้อยที่หลับเอนอิงกับอกแกร่งสั่นเทาเล็กน้อยเพราะอากาศที่เหน็บหนาวจากด้านนอก ส่งผลให้เจ้าตัวซุกกายเบียดเข้าหาอกกว้างมากยิ่งขึ้นเพื่อซึมซับไออุ่นจากตัวเขา อกแกร่งที่เปลือยเปล่าเสียดสีกับร่างนุ่มนิ่มอย่างไม่ทันตั้งตัว กลิ่นหอมอ่อนๆจากเรือนกายสาวประปรายอยู่ปลายจมูก

ชายหนุ่มเผลอใช้ปลายจมูกเกลี่ยลงบนแก้มนวล สูดกลิ่นหอมที่ช่างเย้ายวนจนยากจะทนไหว ก่อนจะฝืนกล้ำกลืนก้อนความรู้สึกบางอย่างที่ปะทุขึ้นมาลงไปอย่างยากเย็น “บ้าชะมัด” เขาสบถ

ชายหนุ่มต้องใช้ความอดกลั้นอย่างมากในการช่วยหญิงสาวที่ดูจะไร้สติในการช่วยตัวเองได้ หลังล้างหน้าให้หญิงสาวเสร็จ ชายหนุ่มช้อนร่างบางขึ้นอุ้มอีกครั้ง เขาเดินนำเธอตรงไปยังโซฟาห้อง

หวังหย่งกลับไปจัดการกับเตียงนอน เขาเช็ดทำความสะอาดและเปลี่ยนผ้าปูกับผ้าห่มผืนใหม่เป็นที่เรียบร้อย ชายหนุ่มย้ายร่างบางกลับมานอนบนเตียง จนกระทั่งตอนนี้เขายังแทบไม่มีเวลาจะสวมใส่เสื้อไว้บนร่างหนาแกร่งนั่นเลยด้วยซ้ำ

ชายหนุ่มวางหญิงสาวลงอย่างแผ่วเบา นำผ้าห่มผืนหนาห่มเหนือร่างบางที่นอนหลับตาพริ้ม ก่อนจะนั่งข้างๆมองสำรวจใบหน้างาม “ถ้าคืนนี้ เป็นผู้ชายคนอื่น เธอคงไม่รอดแล้วยัยโง่” เขาว่าพลางใช้มือเกลี่ยปอยผมของเธอด้วยความรู้สึกมากมายหลากหลายที่พรั่งพรูเข้ามา

ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่กันที่เขาหลงรักเธอ พอรู้ตัวอีกทีเขาก็รักเธอเข้าให้แล้ว เขาเพียงแต่อยากปกป้องดูแลเธอ อยากเห็นรอยยิ้มสดใสของเธอตลอด เขาไม่ชอบเห็นเธอต้องเป็นทุกข์หรือร้องไห้ แค่เพียงเธอยิ้ม โลกทั้งใบที่มืดหม่นของเขากลับสดใสขึ้นมา เธอเป็นความสุขเล็กๆที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นในหัวใจของเขา เมื่อนึกถึงอีกสองวันที่เธอต้องจากไป หัวใจเขาคงสลาย ชายหนุ่มคิดพลางนอนราบไปบนเตียงนุ่ม เบียดกายเข้าใกล้ร่างบางแล้วนอนกอดเธอไว้แนบอก

เขาจะอยู่ยังไง โดยปราศจากรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเธอ มาหล่อเลี้ยงหัวใจ

หวังหย่งก้มลงจุมพิตหน้าผากนูนเกลี้ยงเกลา เขาทอดถอนลมหายใจอย่างหนักหน่วง ก่อนปิดเปลือกตาลงนอนเคียงร่างบางภายใต้ผ้าห่มหนา จนกระทั่งผล็อยหลับไป

 

รุ่งเช้า หวังหย่งตื่นขึ้นมาก็แทบกลั้นหายใจไว้ เมื่อหญิงสาวที่เขากอดไว้แนบกายเมื่อคืนกลับกลายมาเป็นคนกอดเขาแทนเผลอหลับไปตอนไหน แค่คิดอยากกอดเธอไว้ให้นานเท่าที่จะทำได้ แต่กลับเผลอหลับนอนร่วมเตียงกับเธอ

ดีที่เขาตื่นก่อน ถ้าเธอตื่นมาก่อนแล้วเห็นทั้งสองในสภาพนี้ หญิงสาวคงโวยบ้านแตก

เขาชำเลืองตามองใบหน้างามที่นอนใกล้ชิดติดกับแผ่นอกเปล่าเปลือยของตัวเอง ชายหนุ่มระบายยิ้มอย่างพึงพอใจ อยากหยุดเวลานี้ไว้ อยากตื่นมาทุกเช้าแล้วมีเธอเคียงข้างแบบนี้ไปทุกเช้า แต่นั่นคงเป็นเรื่องเดียวที่เป็นไปไม่ได้

หวังหย่งขยับกายออกห่างอย่างแผ่วเบา ใจนั้นแอบเสียดายที่ต้องลุกจากไป แต่เขาไม่อยากให้หญิงสาวที่นอนหลับพริ้มอยู่บนเตียงต้องตื่นมาเจออะไรแบบนี้ นั่นคงทำให้เธอเกลียดขี้หน้าเขาขึ้นมากกว่าเดิมก็ได้

หวังหย่งออกไปซื้ออาหารเช้ากลับมา เป็นเวลาสิบโมงแล้ว แต่หญิงสาวยังคงนอนไม่ยอมตื่น เขาจึงตัดใจเรียกเธอลุกมาทานอาหารเช้า

“เซียงหลาน...เซียงหลาน ตื่นได้แล้วนะ”

คนถูกเรียกบิดขี้เกียจไปมา แล้วลืมตาตื่นขึ้น “หวังหย่ง” ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความงุนงง “ที่ไหนกัน ฉันมาอยู่นี่ได้ไง” เธอพูดพร้อมยกมือขึ้นกุมขมับ เพราะรู้สึกได้ถึงความปวดร้าวบนศีรษะ

“จำอะไรได้บ้าง”

“จำไม่ได้เลย...แล้วที่นี่ที่ไหนคะ”

“ห้องฉัน”

“ห้องคุณ? แล้วเราเอ่อ...นอนด้วยกันทั้งคืนเหรอคะ”

“ปละ...เปล่าซะหน่อย ฉันนอนห้องเพื่อนข้างๆ” เขาโกหกเธอ

“จริงเหรอคะ” เสียงนั้นฟังดูไม่น่าเชื่อ

“จริงสิ...แล้วเธอก็ยังอ้วกใส่ฉันอีก” เขารีบเปลี่ยนเรื่อง

“เฮ้อ...ฉันมันบ้าแท้ๆ ดื่มหนักขนาดได้ไง จำอะไรไม่ได้อีก” เซียงหลานพ่นลมหายใจออกมา “ฉันอวกใส่คุณด้วยเหรอคะ” เธอว่า ใบหน้านวลแดงขึ้นมาทันตาเห็น

“อื้ม” เขาพยักหน้า “มาเถอะ มาทานมื้อเช้ากัน ฉันซื้อข้าวเช้ามาฝาก”

เซียงหลานยิ้มแห้งๆ ก่อนจะลุกเดินตรงไปยังห้องน้ำ “ปวดหัวมากเลย คุณพอมียาแก้ปวดไหมคะ”

“นี่ ซื้อมาเผื่อแล้ว” เขาชูถุงในมือให้เธอดู

หญิงสาวยิ้มขอบคุณ ก่อนจะปิดประตูห้องน้ำ

หวังหย่งมองตามร่างบางที่หายเข้าไปด้านใน รอยยิ้มนั้น...เขาจะเก็บมันไว้ในใจไปอีกนาน ใบหน้าคมเข้มระบายยิ้มบางเบา

ประตูห้องน้ำถูกเปิดออกมาอีกรอบกับใบหน้าที่ดูสดใสขึ้น แต่เจ้าตัวยังไม่ยอมหยุดบ่นเรื่องปวดหัว ปวดจุกตรงหน้าท้อง “เมื่อคืนคงดื่มไปเยอะแน่ๆ วันนี้ถึงเจ็บจุกไปหมด” เธอหย่อนกายลงบนโซฟาตัวน้อย

หวังหย่งเดินถือถ้วยบะหมี่ร้อนยื่นมาให้เธอ “กินนี่ก่อน แล้วกินยา เดี๋ยวก็ดีขึ้น”

หญิงสาวยื่นมือรับ “ขอบคุณค่ะ” เธอสูดกลิ่นหอมของบะหมี่ “หืม...น่ากินจัง”

“น่ากิน ก็กินเยอะๆ เจ้านี้อร่อยมาก” เขาว่าพลางยื่นตะเกียบให้

“แล้วเมื่อคืนคุณตามหาฉันเจอได้ยังไงคะ”

“นี่จะจำอะไรไม่ได้เลยหรือไง”

“จำได้แค่ร้องไห้แล้วก็ดื่มๆ แล้วก็ร้องไห้” เสียงใสดูซึมลงแทบทันทีเมื่อนึกถึงเหตุผลที่ทำให้เจ้าตัวต้องไปนั่งดื่มแบบนั้น

“เตี๋ยหรงโทรบอกฉัน ว่าเธอรู้ความจริงเรื่องเฉิงฟงแล้ว ฉันห่วงเลยโทรหา กลายเป็นว่าเธอน่ะ กลายเป็นยัยขี้เมาตอนคุยกันแล้ว ฉันเลยตามไปหา กลัวจะมีคนอื่นมาแบกเธอกลับบ้านไปก่อนที่ฉันจะถึงเสียอีก ถ้าฉันไม่โทรไป เช้านี้เธอคงไม่ตื่นมานั่งตรงนี้หรอก จะโดนอะไรบ้างหรือเปล่า เคยคิดถึงตรงนี้บ้างไหม” หวังหย่งร่ายยาว น้ำเสียงทั้งดุทั้งห่วงใย

“บางครั้งนอกจากความกวนโอ๊ยชอบแกล้งแล้ว คุณก็เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดอีกคนด้วย”

“เป็นผู้หญิง ไปนั่งดื่มคนเดียวจนเมาแบบนั้น ไม่กลัวเลยหรือไง”

“ฉันมัวแต่เสียใจจนลืมคิดไปเลย” เธอว่าขณะกำลังคีบบะหมี่เข้าปาก

“ยัยโง่” เขาใช้ตะเกียบอีกด้านเคาะลงบนหัวเธอเบาๆ

“ค่ะ ครั้งนี้ยอมให้คุณด่าฟรีนะ ครั้งหน้าห้ามด่าอีกละ” เธอว่าอย่างยอมรับ เพราะเธอโง่จริงที่ทำอะไรสิ้นคิดแบบนั้น แต่โชคยังดีที่เขาตามมา ไม่งั้นคงเป็นดังที่เขาว่าเธอคงตื่นมาพร้อมความเสียใจ “ขอบคุณนะคะ หวังหย่ง” เธอจ้องมองเขาด้วยแววตาที่ซาบซึ้งจริงๆ น้ำเสียงนั้นอ่อนหวานมากกว่าทุกครั้ง

ชายหนุ่มยิ้มแผ่วเบา อยากเก็บช่วงเวลาดีๆให้นานเท่าที่จะทำได้ “พูดหวานๆกับฉันก็เป็นเหรอ”

“เป็นค่ะ ถ้าคุณไม่ขยันแกล้งฉันมากจนเกินไป”

“ฉันไม่เคยแกล้งนะ ทุกอย่างที่ทำหรือพูด คือความจริง แต่เธอเองไม่ยอมรับรู้เองมากกว่า”

เซียงหลานที่กำลังจะคีบเส้นบะหมี่เข้าปากอีก ต้องหยุดชะงักลง “คุณ...หมายความว่ายังไงคะ”

“รีบกินบะหมี่ให้หมดเถอะ มัวคุยกันอาหารเย็นหมดพอดี” เขาว่าพลางคีบเส้นบะหมี่เข้าปาก

“อ้าว” หญิงสาวส่งเสียงร้องก่อนจะก้มลงทานอาหารตัวเองไปเงียบๆ ในใจพลางนึกถึงคำพูดของเขาที่ว่าเธอไม่ยอมรับรู้เอง แล้วเขาต้องการจะบอกเธอหรือว่า เขาคิดกับเธอมากกว่าเพื่อน การกระทำที่ผ่านมามันยังชัดเจนไม่มากพออีกหรือ?

หลังทานมื้อเช้าเสร็จ หวังหย่งให้เซียงหลานทานยา แล้วนั่งพัก เขาอาสาล้างจานเอง ด้วยความเกรงใจหญิงสาวจึงออกปากช่วยแต่เขาก็ยืนยันคำเดิม ทำให้เซียงหลานได้แต่ยืนมองเขาก้มหน้าก้มตาตั้งใจล้างจาน

หญิงสาวชำเลืองมองเสี้ยวหน้านั้น ถึงเขาไม่ใช่คนหล่อแบบเฉิงฟง แต่เขาก็เป็นผู้ชายที่ดูมีเสน่ห์ หน้าตาคมคาย บวกกับรอยยิ้มประจำตัวของเขานั้น ก็ทำให้เขาดูดีไม่เบา เขาเองก็ดูแสนดีไม่ต่างเฉิงฟง แล้วทำไมทั้งหัวใจของเธอถึงมอบให้เฉิงฟงคนเดียว ทำไมไม่แบ่งเศษเสี้ยวที่มีให้เขาบ้าง เธอจะได้ไม่ต้องมาทนทุกข์ปวดใจกับผู้ชายแบบเฉิงฟง

“คุณดีกับคนรอบข้างทุกคนแบบนี้ตลอดเลยหรือเปล่า” เซียงหลานเอ่ยถาม

“กับคุณคนเดียว” เขาพูดแต่ไม่ได้หันมามองหน้าเธอ ทำให้เขาไม่ได้เห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของหญิงสาว

“พูดเล่นอีกแล้วใช่ไหมคะ” เสียงเธออ่อนลง

“ฉันดูเหมือนคนพูดเล่นเหรอ” เขาวางถ้วยใบสุดท้ายที่ล้างเสร็จคว่ำลง หันไปเช็ดมือแล้วเดินตรงมาทางหญิงสาว “อย่างที่บอกไง กับเธอ ฉันไม่เคยพูดเล่น แต่เธอเองที่ไม่ยอมรับรู้ความจริง”

เมื่อเห็นเขาย่างกรายเข้ามา เซียงหลานรีบถอยหนี แต่ชายหนุ่มเดินตามไม่สนใจท่าทีของเธอ

“เธอไม่รู้จริงๆเหรอ ว่าฉันคิดยังไงกับเธอ หรือรู้...แต่ไม่ยอมรับ”

ร่างบางถอยจนหลังชนเข้ากับกำแพงห้อง ร่างสูงใหญ่ก้าวตามาถึงพอดี สองมือแกร่งกักตัวหญิงสาวไว้กับกำแพงด้านหลัง

“ก็...รู้สึกว่าเราเป็นเพื่อนกัน” เซียงหลานบอกเขา ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกแล้วว่าตอนนี้เขารู้สึกอย่างไรกับเธอกันแน่ หญิงสาวตัวแข็งทื่อเมื่อเห็นแววตาที่เขาใช้มองมาทางเธอ

“ฉันชอบเธอ ชอบตั้งแต่วันแรกเห็น จนตอนนี้ ถึงรู้ว่าหัวใจเธอเป็นของคนอื่น ฉันก็ยังชอบเธอ” เขาพูดพร้อมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่งามที่สั่นไหวระริก

“พูดอะไรออกมา” เสียงนั้นแทบผลุดหายไป เมื่อเขายื่นใบหน้าคมเข้มนั้นเข้าใกล้

“พูดความจริง”

ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดข้างใบหู สองมือเรียวเล็กยกขึ้นผลักร่างหนาใหญ่ออกห่าง แต่ไม่เป็นผล เพราะเขาแทบไม่ขยับดิ้น มือใหญ่กลับฉวยจับมือเธอไว้

“เซียงหลาน เวลามันล่วงเลยมาจนป่านนี้แล้ว อีกวันเดียวเธอก็จะจากไป ฉันคงไม่ทนเก็บความรู้สึกตัวเองไว้แบบนี้หรอก ยังไงซะ เธอก็ต้องรับรู้เอาไว้” เขาแนบใบหน้านั้นลงกับมือบางนุ่ม “ฉันรักเธอเซียงหลาน”

รัก คนเราจะรักใครได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนจริงเหรอ...? จริงสิ แม้แต่เธอยังรักเฉิงฟงได้มากมายขนาดนี้

“หวังหย่ง...” หญิงสาวเรียกขานชื่อเขาอย่างยอมแพ้ต่อความจริงที่เขากำลังเปิดเผยกับเธอ

“อย่าแม้แต่จะเห็นใจ หรือสงสารฉัน ฉันรักเธอในแบบของฉัน ไม่ได้ต้องการให้เธอรักกลับหรอก” เขาเลื่อนใบหน้านั้นขึ้นมาเพื่อสบตาหญิงสาวอีกครั้ง “ขอแค่เธอไม่ไล่ฉันให้ไปไกลๆ ยอมให้ฉันได้อยู่ใกล้ชิดเธอแบบนี้บ้าง”

เวลาที่มี เหลือน้อยเต็มที

“ฉัน เอ่อ” เซียงหลานไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่นิ่งอึ้งกับความจริงที่เขาพร่ำพูดออกมา เธอรู้สึกกับเขาเพียงแค่เพื่อน ซึ่งเธอบอกเขาไปตั้งแต่ต้น แต่เขาก็ยืนยันจะรักเธอแบบนี้ แล้วหญิงสาวจะทำอะไรได้ “ฉันว่า ฉันควรกลับไปได้แล้ว” เธอยังพยายามจะหนีความจริงตรงหน้า และไม่อยากเผชิญกับความจริงที่ว่าเธอจะต้องสูญเสียเพื่อนดีๆไป

“เดี๋ยวฉันไปส่ง” เขาพูดแต่ยังกักตัวเธอไว้แบบนั้น “เธอรู้ความจริงแบบนี้แล้ว ยังอยากเป็นเพื่อนกับฉันอีกไหม”

“คุณกับฉันจะยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันค่ะ” เธอบอกแต่ไม่ยอมมองสบตาเขา

“ขอบใจนะ จำได้ไหม ที่เธอเคยพูดไว้ หากฉันมีเรื่องต้องการจะขอให้เธอช่วย เธอจะช่วยถ้าเธอพอทำได้”

“อื้ม” หญิงสาวตอบสั้นๆ

“พรุ่งนี้เธอก็ต้องจากไปแล้ว ฉันอยากขอให้เธอ อย่าลืมฉันได้ไหม” หวังหย่งเชยคางหญิงสาวขึ้นสบตาแน่นิ่ง

หญิงสาวสบประสานสายตากับเขา รับรู้ได้ถึงความรู้สึกมากมายที่เขามีให้ ความรักของเขาเป็นรักที่มีคุณค่าเกินกว่าจะมอบให้เธอ แต่เธอก็ต้องขอบคุณรักดีๆที่เขามีให้ “ฉันจะไม่มีวันลืมคุณค่ะ”

ใบหน้าที่เต็มล้นไปด้วยหลากหลายความรู้สึก ยิ้มได้ในที่สุด เขาแสดงออกชัดเจนว่าเจ็บปวดที่ต้องจากลา แต่เขารักเธอมากเหลือเกิน แค่เธอไม่ทำท่ารังเกียจเขา นั่นก็ทำให้เขาสุขใจได้แล้ว

“สัญญาสิ” เขากระซิบเสียงหนักแน่น

“สัญญาค่ะ”

ไม่ทันสิ้นเสียงเจ้าตัว คนร่างใหญ่ก็ดึงร่างบอบบางตรงหน้าเข้าหาอกกว้าง เขากอดแนบเธอไว้กับอกอย่างต้องการจะให้ความรู้สึกที่มีแทรกซึมเข้าไปในใจเธอได้บ้าง “ขอบคุณ” เขาแนบใบหน้าลงบนกลุ่มผมหอมกรุ่น “เธอจะอยู่ในใจฉันตลอดไป ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ฉันจะไม่มีวันลืมเธอเช่นกัน”

ความเป็นจริงในตอนนี้...แม้จะทำให้เขาต้องเจ็บปวดใจที่เธอต้องจากไป แต่เขาจะจดจำบันทึกภาพเธอไว้ในความทรงจำเสมอ

“ขอบคุณเช่นกันนะคะ กับสิ่งดีๆที่ทำให้มาตลอด ขอบคุณที่คอยเป็นเพื่อนที่ดี คอยช่วยเหลือ” เธอว่า ในใจพลางรู้สึกเศร้าโหวงเหวง ที่จะไม่มีเพื่อนแบบเขาคอยอยู่ใกล้ คอยช่วยเหลืออีก นับจากพรุ่งนี้ ช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาช่างมอบความทรงจำดีๆให้เธอมากมายเหลือเกิน

หญิงสาวตัดสินใจยกมือขึ้นกอดเขาตอบ ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงสัมผัสอ่อนโยนที่เขาโหยหามาตลอด เขายิ่งกระชับอ้อมกอดนั้นให้แนบแน่นขึ้นไปอีก

เขาไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว

หวังหย่งผละออก เขายิ้มอ่อนโยน “สักวัน หากฉันมีเงินมากพอ ฉันจะไปเที่ยวหาเธอที่ประเทศไทย ถึงตอนนั้นอย่าลืมพาฉันเที่ยวละ” เขาว่า ทั้งที่รู้ว่าคนหาเช้ากินค่ำแบบเขาหรือ จะมีเงินมากพอบินไปหาเธอได้

ขอแค่ได้หวัง...ก็ยังดี

ทั้งสองเอ่ยลากัน เซียงหลานยืนยันกับเขาว่าถึงกลับไทยเธอจะไม่ขาดการติดต่อกับเพื่อนดีๆแบบเขา

 

เช้านั้นหวังหย่งนั่งแท็กซี่มาส่งหญิงสาวที่มหาวิทยาลัย ซิ่วอิงกับเหม่ยหลิวนั่งเทศเซียงหลานทันทีที่เธอมาถึงห้อง เพราะเมื่อคืนทั้งสองคนออกไปตามหาหญิงสาว แต่กลับไม่เจอ โทรหาก็ไม่รับ พากันห่วงจนนอนแทบไม่ได้กันทั้งคืน

เซียงหลานกล่าวขอโทษ และสัญญาจะไม่ทำตัวงี่เง่าแบบนั้นอีกแล้ว กว่าเพื่อนสาวทั้งสองจะยอมหยุดเทศนาเซียงหลาน หญิงสาวเองแทบจะฟุบหลับตรงนั้น แต่ก็ต้องฝืนไว้เพราะหญิงสาวต้องจัดกระเป๋า เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้

อีกแค่วันเดียวแล้วสินะ ที่จะได้ใช้เวลาในคุนหมิง แล้วเธอก็ต้องจากทีนี่ไป...จากใครคนนั้น คนที่เขาแทบไม่อยากเจอเธอด้วยซ้ำ ทั้งที่รู้ว่า เวลาที่เหลือของเธอมันช่างน้อยนิด แค่มาเพื่อให้ได้เจอหน้ากันสักครั้งก่อนกลับก็ยังดี...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น

  1. #3 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 / 22:53

    คืนนี้ ลงตอนใหม่ให้ อีกตอนเดียวก็จบแล้ว

    พรุ่งนี้มาลงตอนจบนะคะ


    เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นๆ อ่านง่าย จบไวค่ะ อิอิ

    แต่เดี๋ยวจะเขียนภาคต่อให้นะ หลังจากเจ็ดปีที่จากกัน

    ต้องมาลุ้นอีกทีว่าเรื่องราวในปัจจุบันเป็นยังไง

    เรื่องราวของปัจจุบันจะออกไปทางดราม่าปวดหน่วงๆไปที่หัวใจหน่อยนะคะ


    ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและให้กำลังใจค่ะ

    #3
    0