ครั้งหนึ่ง ณ คุนหมิง

ตอนที่ 6 : แตกหัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 92
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    20 พ.ย. 62

 

แตกหัก 

 

เพียงแค่สองวันเท่านั้น หลังสอบเสร็จ เซียงหลานจะจบการศึกษาภาคฤดูร้อนแล้ว เธอจะเหลือเวลาอยู่ที่คุนหมิงประเทศจีนอีกไม่ถึงสิบวัน เธอจึงเอ่ยปากชวนสามหนุ่มไปเที่ยว ลี่เจียง ด้วยกันหลังเธอสอบเสร็จ ซึ่งสามหนุ่มตอบตกลงอย่างไม่ต้องคิดมากให้ปวดหัว 

“ทำงานมาทั้งปี ลาหยุดบ้างก็ดี” หวังหย่งว่าแบบนั้น

ส่วนเตี๋ยหรงตะโกนร้อง “เย่...จะได้เที่ยวแล้วในรอบปี” 

เฉิงฟงยังคงฉบับเดิมคือพูดน้อย เขากล่าวแค่ว่า “ตกลง” 

หลังจากสอบเสร็จเซียงหลานเอ่ยชวนเหม่ยหลิวและซิ่วอิงไปเที่ยวลี่เจียงด้วยกัน แต่สองสาวก็ปฏิเสธตามแบบคนชอบอยู่ในโลกส่วนตัวของทั้งสอง เซียงหลานจึงหอบกระเป๋าเพื่อเตรียมตัวไปเที่ยวทริปสุดท้ายที่ลี่เจียงกับสามหนุ่ม

วันเดินทางพวกเขาต่างมารอเธอกันที่หน้าสถานีรถทัวร์ที่จะไปยังลี่เจียง ลักษณะของรถทัวร์จะเป็นรถนอนที่มีเตียงเล็กๆแทนที่จะเป็นเก้าอี้นั่งแบบของไทย เพราะต้องใช้เวลาเดินทางนานถึง สิบสามชั่วโมง 

สามหนุ่ม กับหญิงสาวได้ที่นอนตรงท้ายสุดของรถทัวร์ ซึ่งเป็นที่นอนติดกันถึงห้าเตียง แต่ทั้งสี่คนเหมาหมดเตียงแล้วหารกันจ่าย คืนนั้นเซียงหลานนอนติดริมหน้าต่างฝั่งซ้ายสุด เว้นช่องว่างไว้หนึ่งเตียง ตามด้วยเฉิงฟง เตี๋ยหรง และหวังหย่ง 

ระหว่างเดินทางหญิงสาวหลับไปแล้ว แต่สามหนุ่มยังกระซิบคุยไปมาจนค่อนคืนถึงจะยอมนอนกัน 

เฉิงฟงนอนหันหน้าไปทางเตียงว่างเปล่า อีกเตียงถัดไปเป็นเตียงที่หญิงสาวนอน เธอหลับปุ๋ยไปแล้วแถมยังแอบกรนเบาๆ ชายหนุ่มแอบขำ อันที่จริงเตียงก็ไม่ใหญ่มาก มีขนาดเล็กแค่สองศอกนิดๆ ถึงจะมีตียงเล็กนั้นขั้นกลางไว้แต่เขายังคงได้ยินเสียงเธอหายใจหรือได้กลิ่นหอมจางๆจากเจ้าตัว

เซียงหลานพลิกกายหันกลับมาด้านเขา ดวงหน้าเรียวงามหลับตาพริ้ม ยามหลับนี่ช่างน่ารักเหมือนเด็กน้อยเสียเหลือเกิน... หญิงสาวขยับกายเพื่อความสบายตัว จนขยับจากเตียงฝั่งตัวเองมาถึงกลางเตียงที่ว่างเปล่า เฉิงฟงเอื้อมมือปัดปอยผมที่หล่นมาบังหน้าเธอไว้ แต่หญิงสาวกลับฉวยมืออุ่นหนาเขาแนบไว้ข้างแก้ม ลมหายใจสม่ำเสมอเป่ารดมือเขาอย่างแผ่วเบา

ชายหนุ่มระบายยิ้มบางเบา พลางขยับกายเข้าหาเธอไปยังอีกครึ่งเตียงที่ว่างเปล่า จนทั้งสองร่างครอบครองพื้นที่ว่างเป็นที่เรียบร้อย เขาใช้มืออีกข้างโอบกายอุ่นบางเข้าหา แล้วสูดกลิ่นหอมกรุ่นเข้าเต็มปอด พลางหลับตาลงช้าๆ แล้วผ่านพ้นคืนที่ยาวนานไปอีกคืนด้วยหัวใจเบิกบาน 

เขาชอบทุกครั้ง...ที่มีเธอแนบชิดใกล้

ใกล้รุ่งเช้า เซียงหลานงัวเงียตื่น สะลึมสะลือเปิดตาขึ้นด้วยความงุ่นง่วง รู้สึกถึงความอบอุ่นจากอีกร่างที่นอนแนบชิดกับเธอ หญิงสาวเบิกตากว้างรีบลืมตาตื่นแทบทันที 

“ชู่...อย่าส่งเสียงนะ เดี๋ยวคนอื่นตื่น” เฉิงฟงที่ตื่นก่อนแล้ว รีบเอามือตะปบปิดปาก เขากระซิบบอกเธอ 

หญิงสาวพยักหน้า เขาชักมือออก รอยยิ้มอ่อนโยนประทับบนใบหน้าหล่อ ร่างบางมองเขานิ่งๆ ทำตัวไม่ถูกที่ไปนอนกอดกับเขาแทบทั้งคืน ชายหนุ่มเห็นก็เดาทางออก เขาก้มลงกดปากหยักประทับไว้บนเรือนผมหอมกรุ่น ก่อนจะขยับกลับไปนอนยังเตียงตัวเอง

เซียงหลานยิ้มเขิน ก่อนจะขยับกลับไปยังเตียงตัวเองเช่นกัน บ้าไปแล้ว...เธอคงไม่ได้นอนกอดกับเขาทั้งคืนหรอกใช่ไหม แค่เผลอพลิกกายไปหาเขาแล้วตื่นเอง แค่นั้นใช่ไหม... แต่ดูจากรอยยิ้มเขาแล้วไม่ใช่แน่ๆ 

 

รถทัวร์จอดลงในเวลาหกโมงเช้า ทุกคนต่างขนกระเป๋าตัวเอง สามหนุ่มเอ่ยปากบอกจะช่วยหญิงสาวขนสัมภาระ แต่เซียงหลานยืนยันจะแบกกระเป๋าเดินทางด้วยตัวเอง เพียงแค่กระเป๋าสะพายขนาดกลาง ไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไป ไม่เกินความสามารถเธอหรอก เธอบอกสามหนุ่มไปแบบนั้น 

ทั้งสี่คนเดินตามหาที่พักกันไม่นานก็ได้ที่พักที่โรงแรมกลางเก่ากลางใหม่ ใกล้ๆแถวเมืองเก่าลี่เจียง เจ้าของที่พักเป็นคุณลุงวัยกลางคนที่ค่อนข้างใจดี หลังเช็คอินเข้าที่พัก เจ้าของโรงแรมแนะนำร้านอาหารให้กลุ่มหนุ่มสาวไปทานมื้อเช้า แถมยังแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ๆ และร้านนั่งกินปิ้งย่างยามค่ำคืนอีก ซึ่งเป็นประโยชน์กับทั้งสี่คนเป็นอย่างมาก 

หลังอาบน้ำเตรียมตัวให้สดชื่น เพื่อพร้อมรับวันใหม่ ทั้งสี่คนออกไปทานมื้อเช้าแล้วจึงออกไปเที่ยวทะเลสาบ ลาซื่อไห่ เพื่อไปล่องเรือชมวิวตามคำแนะนำของเจ้าของโรงแรม 

ที่ลาซื่อไห่ เป็นทะเลสาบที่มีทุ่งหญ้ากว้างอยู่เบื้องหน้า ซึ่งเป็นแหล่งอาหารให้ฝูงม้าน้อยใหญ่ ตัวทะเลสาบโอบล้อมไปด้วยภูเขาลุกใหญ่ที่สลับเรียงกันเป็นทิวทัศน์ที่ชวนตื่นตาตื่นใจราวกับดินแดนในฝัน

เดินผ่านทุ่งหญ้ากว้างและฝูงม้าไป จะเป็นตัวทะเลสาบผืนใหญ่ ผืนน้ำนั้นสะท้อนกับแผ่นฟ้าและหมู่เมฆจนสีของน้ำในทะเลสาบกลายเป็นสีน้ำเงินเข้ม สวยจนคนมองต้องรู้สึกผ่อนคลาย...คล้ายได้หนีจากโลกภายนอกที่แสนวุ่นวายเพื่อมาหลบอยู่ภายใต้ความสวยงามชวนตะลึงของธรรมชาติ

คุณลุงวัยชราแต่กลับดูแข็งแรง พาสี่หนุ่มสาวเดินไปตามแนวทางเล็กๆเพื่อไปขึ้นเรือไม้โบราณ ที่ต้องใช้มือพาย ทั้งกลุ่มลงเรือไปแล้วล่องเรือไปตามผืนน้ำอันกว้างใหญ่ ยิ่งเรือลอยล่องไปตามแม่น้ำ เมื่อยิ่งเข้าใกล้ภูเขาลูกเล็กเริ่มใหญ่ขึ้น เซียงหลานตื่นตาตื่นใจชื่นชมแต่วิวจนลืมไปชั่วขณะว่า ยังมีผู้ชายสามคนนั่งอยู่บริเวณนั้นกับเธอ 

“ว้าว” เธอร้องอุทานออกมาอย่างลืมตัว ราวเด็กน้อยได้ของถูกใจ 

ซึ่งท่าทีของเธอต่างเป็นที่ถูกใจของสองหนุ่ม ที่นั่งไม่ไกลจากตัวเธอนัก ส่วนเตี๋ยหรงนั้นคงมีอาการไม่ต่างจากเธอเท่าไหร่ เหลือเพียงแต่หวังหย่ง กับเฉิงฟง ที่ยังเก็บอาการและชื่นชมความสวยงามของธรรมชาติ และความน่ารักของหญิงสาวตรงหน้าไว้ในใจ 

“สวยมากค่ะ หนูอิจฉาคุณลุงจังเลยนะคะที่ได้อยู่ที่นี่ตลอดปี” เธอหันไปบอกชายชรา

ชายชรายิ้มอ่อน สองมือยังคงใช้ไม้พายเรืออยู่ 

เพราะอากาศดีตลอดปี แถมนั่งพายเรือทุกวันคุณลุงคนนี้เลยมีสุขาพร่างกายแข็งแรง ไม่เหมือนคนชราวัยเดียวกันที่เอาแต่นอนป่วยออดแอดอยู่บ้าน 

หลังนั่งเรื่อชมวิวทิวทัศน์จนอิ่มหนำใจ พวกเขาพากันไปเดินเล่นในเมืองโบราณลี่เจียง ซึ่งเป็นเมืองมรดกโลก ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามทั้งยามกลางวันและกลางคืน ตัวเมืองนั้นยังคงความเป็นอาคารไม้แบบคนจีนสมัยก่อนไว้ทั้งหมด ตลอดทางเดินปูด้วยหินอัดแน่นตามแบบโบราณ แทบทุกหลังคาเรือนจะมีลำธารสีเขียวสะอาดใสไหลผ่าน 

บางช่วงของลำธารจะมีสะพานโค้งหินเก่าแก่ เชื่อมระหว่างทางเดินไปยังอีกฟาก ตลอดริมลำธารจะมีต้นหลิวปลูกเรียงรายไว้ เพียงแค่สายลมอ่อนพัดโชยมา กิ่งใบบนต้นหลิวต่างลู่ไหวไปตามสายลม ทุกอย่างช่างสวยงามสมคำร่ำลือที่เขาว่าเสียจริง

เดินทั้งวันจนเหนื่อยและใกล้ค่ำ สามหนุ่มจึงพาหญิงสาวเดินกลับมายังที่พัก พวกเขานอนพักกันจนฟ้ามืดลง สามหนุ่มจึงปลุกหญิงสาวให้ตื่นขึ้นมาทานมื้อค่ำ ทั้งหมดตัดสินใจจะนั่งกิน ซาวข่าว หรือภาษาไทยคือ ปิ้งย่าง แบบคนจีนด้านล่างที่พัก และสั่งเบียร์มาดื่มเพื่อความรื่นเริง 

“เที่ยวทั้งวัน ได้ดื่มเบียร์เย็นๆชื่นใจสักที” เตี๋ยหรงว่าพลางยกกระป๋องเบียร์ขึ้นชนกับสองเพื่อนหนุ่ม “อื้ม เซียงหลานไม่ดื่มเบียร์เหรอ” พูดจบก็กระดกเบียร์เข้าปาก

“ไม่ไหวหรอก กลัวจะเมาแหน่ะ” 

“ฮ่าๆ ใครดื่มเบียร์แล้วไม่เมาละ” เตี๋ยหรงหัวเราะดังลั่น 

“จิบเบาๆก็ได้นี่...อะ” หวังหย่งส่งกระป๋องเบียร์มาให้

“ขอบคุณ” เธอบอกก่อนจะยื่นมือไปรับ 

เฉิงฟงอมยิ้ม แล้วยกกระป๋องเครื่องดื่มในมือยื่นมาชนกับของเธอ “อ้าวชน” เขาพูดขึ้น 

สองหนุ่มที่เหลือหันมาชนแก้วกับสองหนุ่มสาว ก่อนจะยกกระป่องเบียร์ขึ้นดื่มราวกับเป็นน้ำเปล่า จากที่ว่าจะแค่จิบๆ แต่พอแอลกอฮอล์เข้าปากเท่านั้น แม่สาวน้อยในกลุ่มก็เริ่มพูดคุยอยู่คนเดียวเสียส่วนใหญ่ จนหนุ่มๆต่างพากันหัวเราะ จวบจนเวลาผ่านไปค่อนคืน เมื่อคนขี้เมารู้ตัวว่าอาการตัวเองนั้นฝืนต่อไม่ไหวแล้ว จึงขอตัวเข้านอน 

เฉิงฟงอาสาเดินไปส่ง เขาพยุงร่างบางที่ควบคุมตัวเองไม่ค่อยจะได้ขึ้น แล้วโอบพาเธอเดินไปลับหายไปภายใต้อาคารที่พัก หวังหย่งมองตาม ความรู้สึกบางอย่างประกฎขึ้นในดวงตา 

“ไหวไหมเซียงหลาน” เขาถามเมื่อถึงหน้าห้องพัก 

“ไหว” หญิงสาวพึมพำตอบเป็นภาษาไทย ก่อนจะควานหากุญแจห้องในกระเป๋า 

“ว่าอะไรนะ” เขาไม่แน่ใจว่าจะเข้าใจคำที่เธอพูดออกมา 

เปิดประตูห้องเข้าไป เขาพยุงเธอเดิน “อะไรคะ” เธอถามกลับ 

“ช่างเถอะ” เขาหัวเราะแผ่วเบา “เมาจนพูดไม่รู้เรื่องอีกแล้วนะ ไหนว่าแค่จะจิบเบาๆ” 

“ต้องโทษหวังหย่งที่ส่งเบียร์มาให้” เธอโบ้ยความผิดไปยังคนที่นั่งดื่มด้านนอก

เฉิงฟงวางหญิงสาวลงบนเตียง แล้วช่วยเธอถอดรองเท้าออก ก่อนจะพยุงร่างที่ล้มลงไปนอนให้นั่งขึ้นแล้วถอดแจ็คเก็ตตัวนอกออก เพื่อเธอจะได้หลับสบายไม่ต้องอดอัดเพราะเจ้าแจ็คเก็ตตัวโต ชายหนุ่มดึงผ้าห่มมาคลุมร่างบางไว้ อากาศที่ลี่เจียงหนาวกว่าคุนหมิงอยู่ไม่น้อย เขาอยากให้ร่างกายเธออบอุ่นไว้

ทางที่ดีที่จะให้เธออบอุ่นได้ทั้งคืน ควรมีเขานอนกอดเกยมอบไออุ่นนั้นแก่เธอ...

เฉิงฟงยิ้มพลันสลัดความคิดนั้นทิ้ง เขาหย่อนกายลงนั่งด้านข้างร่างบางที่นอนหลับไปแล้ว มืออุ่นหนายกขึ้นแตะเรียวปากบาง เขาปรารถนาอยากจะสัมผัสลิ้มรสความหอมหวานจากปากนุ่มนิ่มนั้นอีกครั้ง แต่คงไม่ใช่คืนนี้...ใบหน้าหล่อก้มลง ประกบเรียวปากหยักได้รูปเข้ากับกลีบปากนุ่มเพียงแผ่วเบา ซึมซับความรู้สึกนั้นไว้ แล้วถอนริมฝีปากตัวเองออกมาอีกครั้ง 

เขานี่ช่างขี้ขโมย...ขโมยจูบจากเธออยู่เรื่อย...

“ฝันดีนะ เซียงหลานของผม” เสียงกระซิบดังซาบซ่านอยู่ในความฝันของหญิงสาว

เฉิงฟงเดินไปปิดไฟในห้องก่อนจะทิ้งหญิงสาวให้พักผ่อนแล้วออกไปนั่งร่วมวงกับเพื่อนต่อ

 

เช้าวันใหม่ที่ลี่เจียง สาวน้อยที่นอนขี้เซาอยู่บนเตียงตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกปวดหัวตุบๆ เอาแล้วสิ...เมื่อคืนเธอดื่มไปมากพอสมควร เช้านี้ปวดหัว

“โอ้ย...ยัยโง่” เธอกุมหัวตัวเอง ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องน้ำเพื่อทำธุระส่วนตัว

ยามอาบน้ำไปก็ทบทวนเหตุการณ์เมื่อคืนไป เธอนั่งดื่มจนเมาแล้วพูดมากจนรั่ว ก่อนเฉิงฟงจะเดินพยุงเธอกลับมาเข้านอน แล้วเธอก็หลับไป แค่นั้นใช่ไหม

แต่ทำไมในฝันมันช่างเหมือนจริงเหลือเกิน หลังเขาวางเธอลงที่เตียงแล้วเขายังจูบลาบอกฝันดี เสียงกระซิบนั้นยังคงกังวานอยู่ในหัว...นี่ชอบเขามากขนาดเก็บไปฝันเป็นตุตะเลยเหรอ? บ้าไปแล้ว ยัยบื้อเอ๋ย....

เซียงหลานที่ตื่นก่อน ลงมาด้านล่างที่พักเพื่อขอยาแก้ปวด แล้วจึงโทรไปปลุกสามหนุ่มที่คาดว่าป่านนี้ยังไม่ตื่น หวังหย่งเป็นคนรับสาย เพราะเฉิงฟงเข้าห้องน้ำ เธอนัดแนะสามหนุ่มให้เตรียมพร้อมภายในสามสิบนาที เพราะทั้งหมดต้องไปทัวร์แชงกรีล่าวันนี้ ซึ่งอีกหนึ่งชั่วโมงก็จะถึงเวลานัดขึ้นรถทัวร์แล้วก่อนกดวางสาย หวังหย่งมิวายพูดจากวนประสาทหญิงสาวก่อนจะกดวาง

สามหนุ่มกับเซียงหลาน มาถึงจุดนัดรับที่ตกลงกันไว้ตอนซื้อทัวร์เมื่อวานเย็นได้ทันเวลาพอดี ทั้งหมดพากันกรูขึ้นรถ แล้วเลือกหาที่นั่ง ภายในรถทัวร์มีลูกทัวร์ไม่มากนัก ทั้งหมดรวมทั้งสี่คนก็ไม่ถึงยีสิบคน ที่ว่างในรถจึงยังเหลือเฟือ เฉิงฟงเลือกที่นั่งเกือบด้านหลัง เขาจัดแจงที่นั่งให้เซียงหลานเรียบร้อย เตี๋ยหรงกับหวังหย่ง เลือกนั่งที่นั่งด้านหน้าสองหนุ่มสาว 

“ปวดหัวเหรอ” เฉิงฟงเอ่ยถาม เมื่อเห็นร่างบางที่นั่งข้างๆ เอาแต่นั่งหลับตาพิงเบาะนั่ง 

“อื้อ...เมื่อคืนดื่มหนักไปหน่อย” เธอว่า

“ดื่มหนักอะไรสาวน้อย แค่สามกระป๋อง คออ่อนจริงเชียว” เขาพูดปนยิ้ม “กินยาหรือยัง” 

“กินแล้วค่ะ เดี๋ยวคงดีขึ้น” 

“งั้นนอนเถอะ...มานี่มา” เขายกหัวเธอมาวางตรงไหล่ ปล่อยให้หญิงสาวซบอยู่แบบนั้น เจ้าตัวไม่ได้เดือนร้อนอะไร เขาจึงเลื่อนมือไปกุมมือนุ่มนิ่มข้างๆให้วางบนตักเขา ดูเหมือนเธอจะเป็นเด็กดีเหลือเกิน ยอมเขาเสียทุกอย่าง เฉิงฟงยิ้มพอใจ 

สองชั่วโมงผ่านไป รถทัวร์แวะจอดที่สถานีพักรถ ลูกทัวร์ในรถพากันทยอยเดินออกไปด้านนอก เตี๋ยหรงกับหวังหย่งเดินตามออกไป ภายในรถเหลือแค่สองหนุ่มสาว 

“เซียงหลาน อยากลงไปเดินยืดเส้นยืดสายหน่อยไหม เดี๋ยวจะต้องไปต่ออีกสองชั่วโมงนะ” เขาปลุกเรียกเธอให้ตื่น 
               เซียงหลานงัวเงียตื่น “ก็ดีค่ะ” เธอว่าพลางบิดขี้เกียจไปมอง แต่ตาดันหันไปสบกับเขา ที่กำลังมองมา “มองอะไรคะ” เธอถามเขา

“มองคนน่ารัก” เขาว่าพลางลุกขึ้นยืน แล้วยื่นมือช่วยหญิงสาวให้เดินตามมา 

“ชิ...ปากหวานตามเคย” เธอเบ้ปากเล็กน้อย 

“ไม่เถียง เคยชิมแล้วนี่” เขาพูดพร้อมจ้องไปยังเรียวปากอวบอิ่มอย่างมีเลศนัย

“พูดบ้าอะไรเนี่ย” เธอหัวเราะแก้เขิน

เขาหัวเราะตาม แล้วเดินลงจากรถ แต่ก็มิวายเอี้ยวตัวกลับมารับมือหญิงสาว ให้เดินลงอย่างระมัดระวัง  “หายปวดหัวหรือยัง” 

“ได้นอนงีบหนึ่ง หายปวดแล้วค่ะ คงเพราะทานยาด้วย” 

“น่าเสียดาย หายปวดหัวแล้ว ใครจะมาซบไหล่ผมอีก” 

“พอแล้วค่ะ แซวมากกว่านี้ ฉันจะหนีไปนั่งที่อื่น” 

เขาจ้องหน้าเธอ ทั้งสองหัวเราะ ก่อนจะแยกจากกันไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ พอเซียงหลานออกมาก็เจอสามหนุ่มอยู่กันพร้อมหน้าแล้ว ทั้งกลุ่มพากันเดินไปซื้อขนมขบเคี้ยวที่ร้านสะดวกซื้อก่อนจะขึ้นมาประจำที่ แล้วนั่งกินขนมคุยกันไปตลอดทางจวบจนรถทัวร์นำทุกคนมาถึงที่หมายอย่างปลอดภัย 

ทุกคนนำเข้าของไปจัดเก็บตามห้องพักที่ทางทัวร์จัดให้ แล้วออกมาเจอกันอีกหนตามที่ไกด์นัดแนะเวลาให้ วันนั้นไกด์ทำหน้าที่พาเหล่าลูกทัวร์ออกทัวร์ตามสถานที่หลักๆของแชงกรีล่า แล้วนำมาดูโชว์ของชาวทิเบตในตอนจบของเย็นนั้น ก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย

คืนนั้นเฉิงฟงชวนเซียงหลานออกไปเดินเล่นบริเวณรอบโรงแรม โดยตัวโรงแรมตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่า ซึ่งอยู่ตอนใต้สุดของตัวเมือง บริเวณรอบโรงแรมรายล้อมไปด้วยร้านกาแฟ ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึก บ้านแต่ละหลังล้วนเป็นสถาปัตยกรรมแบบชาวทิเบต 

สองหนุ่มสาวเดินเล่นพากันแวะร้านน้อยใหญ่เพื่อดูของที่ระลึก เดินคุยเคียงคู่กันไปเรื่อยๆ แต่เพราะแชงกรีล่า อยู่สูงกว่าลี่เจียง อากาศหนาวกว่ามาก หญิงสาวจึงหนาวกว่าทุกครั้ง เพราะเสื้อผ้าที่เธอใส่ ให้ความอบอุ่นไม่เพียงพอ ร่างบางลูบแขนเสื้อแจ็คเก็ตตัวเองไปมาในระหว่างเดิน ใบหน้างามเริ่มซีดเผือก

“หนาวมากเลย” เซียงหลานสูดปากแล้วพ่นลมหายใจออกมาเป็นไอร้อน เพื่อส่งผ่านไปยังมือเล็กที่เย็นเฉียบ

“ทนไหวไหม” เขาหันมาถามเมื่อเห็นสีหน้าเธอไม่ค่อยดีนัก 

หญิงสาวส่ายหัว 

“งั้นเรากลับไปที่ห้องพักก่อนดีกว่า อากาศก็หนาวมากด้วย” เขาดึงจับมือเธอขึ้นกุม “โอ้...เซียงหลาน มือคุณเย็นเกินไปแล้ว” ขณะพูดก็ลูบมือหญิงสาวไปมาเพื่อแบ่งปันไออุ่นจากมือหนาไปให้เธอ

หญิงสาวรู้สึก...หลงไหล...ในความอบอุ่นจากสัมผัสที่เขามอบให้ อยากจะมีเขาไว้ตรงนี้คอยเป็นแสงนำทางที่ให้ความอบอุ่นแก่เธอเสมอ...แค่เพียงต้องนึกถึงช่วงเวลาที่จะต้องจากกันในไม่ช้า หัวใจดวงน้อยพลันสั่นไหว...เธอกระชับมือเขาแนบแน่น ราวกับกลัวว่าเขาจะหลุดปลิวหายไป 

“คงหนาวมากสิ” เขายิ้มอ่อน แล้วยกมืออีกข้างขึ้นโอบเธอเข้าหาระหว่างเดิน 

เซียงหลานพยักหน้าแล้วเดินเคียงคู่เขาไป ในหัวใจ...คอยซึมซับความอ่อนโยนนั้นใว้ในใจ

ทั้งสองเดินวนกลับไปยังห้องพัก ใช้เวลาไม่นานนักก็กลับมาถึงหน้าห้องพัก เซียงหลานหยิบกุญแจขึ้นไขห้องพัก มือบางสั่นเล็กน้อย เพราะอากาศที่หนาวเย็นลงตามเวลาช่วงค่ำคืน 

“ดีขึ้นหรือยัง” เขาถามไถ่ 

“นิดหน่อยค่ะ ถ้าได้เข้าห้องเดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง เสื้อผ้าที่เอามา ไม่มีตัวไหนจะหนาพอให้ใส่ได้แถวนี้เลย” เธอว่าพลางดันประตู รีบเดินเข้าไปด้านใน เพราะหนาวเกินจะทน

“ขอเข้าไปนะ” เขาว่าพลางเดินตามร่างบาง

เซียงหลานเพิ่งนึกได้ว่าเขากำลังก้าวเข้ามาในห้องเธอ หญิงสาวหยุดเดินแล้วหันกลับไป สองมือยันอกเขาไว้   “เอ่อ...” เธอครุ่นคิดอยู่เพียงชั่วครู่ “จะดีเหรอคะ” เธอถามเขา 

“ก็ไม่ได้จะทำอะไรไม่ดีนี่” พูดจบก็ดันร่างบาง เข้าไปในห้องแล้วเดินตาม เขาปิดประตูลงแล้วลงกลอนเรียบร้อย

“เอ้อ...เดี๋ยวสิคะ” เธอเดินเข้าหาเขาแล้วทำท่าจะปลดล็อคประตู “ทะ...ทำไมต้องล็อคประตูด้วย” เสียงน้อยตะกุกตะกัก 

“เดี๋ยวสิ...” เขาดันร่างบางติดชิดกำแพง แล้วยกสองแขนแกร่งกักตัวเธอไว้ “รีบเปิดทำไม ประตูเพิ่งปิดเอง” ใบหน้าหล่อระบายยิ้ม 

เซียงหลานรีบก้มหน้างุด เมื่อทั้งสองอยู่ในระยะประชิด เขาทำแบบนี้อีกแล้ว...ทำให้เธอหวั่นไหวอีกแล้ว

ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงชิดใกล้ดวงหน้างาม “คิดถึงมาก...รู้หรือเปล่า” เขาพูดพลางมองริมฝีปากอวบอิ่มที่อยู่ใกล้เพียงน้อยนิด เป็นนัยบอกให้เธอรับรู้ว่า เขาเฝ้าคิดถึง กลีบปากอวบอิ่มนั้น

“คิด...อื้อ...” 

ไม่ทันสิ้นเสียงนั้น ชายหนุ่มก็กดแนบริมฝีปากอุ่นร้อนครอบครองเรียวปากบาง อย่างนุ่มนวล...อ่อนหวาน...

ร่างบางทอดถอนริมฝีปากออกห่าง พยายามควบคุมสติตัวเอง “เดี๋ยวสิ...” หญิงสาวเบือนหน้าหนีไปด้วยความหวั่นใจ เมื่อเขาส่งเสียงขัดใจที่เธอถอนเรียวปากบางออกห่าง

“ไม่คิดถึงจูบของผมบ้างเลยหรือไง...” เสียงทุ้มต่ำของเขา เต็มไปด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน จนหัวใจของหญิงสาวแทบละลาย...ความหวานล้ำผุดขึ้นในหัวใจ ช่างชวนเคลิบเคลิ้มเสียจนเธอไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้านเขา

ชายหนุ่มขยับเลื่อนริมฝีปากลงมายังซอกคอหอมกรุ่น ซุกใบหน้าลงจุมพิตแผ่วเบากลางลำคอระหง “คิดถึงกันบ้างไหม หืม...เซียงหลาน บอกหน่อย” เสียงทุ้มกระซิบผ่านใบหู พร้อมเฉยคางเธอให้หันมาทางเขา ก่อนจะเวียนกลับมาครอบครองกลีบปากนุ่มอีกครั้งโดยไม่รอฟังคำตอบ

จุมพิตเขาเป็นดังพันธนาการที่กักขังเธอไว้ภายใต้สน่ห์อันน่าหลงไหล ราวกับความฝันอันลึกล้ำ อ้อยอิ่ง ที่โอบล้อมเธอไว้ เซียงหลานไม่อาจปฏิเสธเขาได้เลย...

ฝ่ามือใหญ่เริ่มอยู่ไม่นิ่ง ขยับย้ายมาสำรวจหน้าท้องแบนราบ ลูบไล้เอวคอดกิ่วของเธออย่างถือสิทธิ ก่อนจะดึงเอวบางเข้าหา...แนบชิดติดกายแกร่ง มือหนาเลื่อนขึ้นสัมผัสแผ่นหลังบางภายใต้แจ็คเก็ตตัวใหญ่ ความปรารถนาในส่วนลึกถูกปลุกเร้าขึ้นอย่างยากจะหักห้าม

เซียงหลานสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของความเป็นชายที่ดุนดันขึ้นมา ทำให้หญิงสาวที่กำลังเคลิบเคลิ้ม ตกใจได้สติ รีบผลักเขาออกห่าง...ใบหน้างามแดงซ่าน เธอรีบก้าวท้าวหนี แต่ก็ช้ากว่าคนตัวโต เพียงสองก้าวยาวๆเขาก็ถึงตัวเธอ ร่างสูงใหญ่ช้อนมืออุ้มร่างบางขึ้นโดยไม่ปล่อยให้เธอได้ตั้งตัว เดินเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงเตียงนุ่ม เขาวางเธอลงแล้วตามไปคร่อมไว้ทันที 

เซียงหลานพยายามจะดิ้นหนี “จะทำอะไรคะ” เธอถามเขาเสียงตื่น 

“ห้ามหนี...” เขากระซิบแผ่วเบา “ถ้าหนีผมจะทำมากกว่าจูบนะ”

ร่างบางที่ดิ้นขลุกขลักภายใต้ร่างแกร่ง หยุดความคิดที่จะหนีลงแทบทันที

“เด็กดี...” เขาก้มลงมอบจุมพิตให้เธออีกหน “อืม...เซียงหลาน คุณทำให้ผมหยุดตัวเองไม่ได้” ลมหายใจอุ่นร้อนคลอเคลียอยู่เหนือเรียวปากนุ่ม ริมปากหยักเลื่อนผ่านแก้มนวลฝากรอยกดทับไว้เหนือแก้มนวลนั้น ก่อนจะเลื่อนใบหน้าลงต่ำซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น...

“เฉิงฟง” เซียงหลานกระซิบชื่อเขาแผ่วเบา พยายามเรียกให้ชายหนุ่มมีสติ เพราะอีกไม่นานสติเธอก็จะหลุดลอยไปเช่นกัน “อย่าทำแบบนี้เลยนะคะ” ถึงปากจะพูด แต่ร่างกายกลับตอบเร้ากับทุกสัมผัสของเขา 

ร่างกายเธอช่างทรยศต่อสติที่เหลือเพียงน้อยนิด...มันยากจะหักห้ามใจ...

“สัญญาจะไม่ทำมากกว่าจูบ” เสียงนั้นช่างอ้อยอิ่ง...เขาให้คำมั่นก่อนจะปิดปากเธอลงอีกรอบ 

ชายหนุ่มเฝ้าวนเวียนจุมพิตเธอครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างไม่รู้จักอิ่มเอม จนหญิงสาวเองก็ระทวยรวยริน แทบจะหลอมละลายรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเขาอยู่แล้ว

ท้ายสุดเขาจูบเธออีกหนอย่างหนักหน่วง แล้วจึงถอนริมฝีปากออกมาอย่างเสียไม่ได้ “เฮ้อ...เซียงหลาน คุณกำลังแผดเผาผมทั้งเป็น”

“ฉันไม่ใช่ไฟนะคะ” เธอส่งเสียงแผ่วเบาภายใต้ร่างเขา 

น้ำเสียงนั้น...ดูน่ารักน่าใคร่ จนอารมณ์ความรู้สึกที่มียิ่งพลุ่งพล่าน หัวใจปวดหนึบ...อดกลั้นแทบไม่ไหว เขาโน้มใบหน้าลงจุมพิตที่หน้าผากมนอย่างรักใคร่ 

“คุณน่ารัก จนผมแทบคุมตัวเองไม่อยู่” เขายันกายลุกขึ้นนั่ง หันหลังให้เธอ “เวลาอยู่ใกล้คุณ ผมแทบไม่รู้ว่าจะควบคุมตัวเองยังไง” เขาพ่นลมหายใจออก 

“ขอบคุณนะคะ ที่ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านี้” เธอลุกขึ้นนั่งตาม สองมือเรียวยื่นไปโอบเขาจากด้านหลัง แล้วซบใบหน้าเล็กลงบนแผ่นหลังกว้าง “ถึงคุณทำฉันคงห้ามไม่ได้...เพราะฉันเองก็คุมตัวเองไม่ได้เช่นกันค่ะ”

“ผมอยากจะทำมากกว่านี้ใจจะขาด...เซียงหลาน แต่ผมทำไม่ได้ มันยังเร็วเกินไปสำหรับคุณ”

“งั้นเรานอนกอดกันเฉยๆก็ได้นี่คะ” เธอเสนอ...

“ไม่มีหรอก...ที่จะนอนกอดกันเฉยๆทั้งคืน โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น” เขาหันกลับมาหาร่างบาง

สองสายตาสบประสานกัน กายแนบชิด กลิ่นอายความโหยหากันและกันยังคงอวบอวลอยู่ในดวงตาคนทั้งคู่ เขาดึงเธอเข้ามาโอบกอดแนบแน่น ลมหายใจหนักหน่วงจากกายแกร่ง สะท้อนให้เห็นว่าเขาพยายามระงับอารมณ์อย่างเต็มที่ 

“คืนนี้...นอนหลับฝันดีนะ เด็กน้อย” เขาแนบจุมพิตลงบนเรือนผมหนานุ่ม แล้วยันกายลุกขึ้นอย่างเสียไม่ได้ ภายในใจไม่อยากจากลาเธอในค่ำคืนนี้ 

อยากจะใช้เวลา...ทั้งคืนกับเธอเสียมากกว่า แต่เขายังมีเรื่องของใครอีกคนให้ต้องจัดการ แค่เพียงเขาสามารถจบเรื่องนั้นลงได้ ก็ไม่มีอะไร จะมาเป็นตัวขวางกั้นความรู้สึกต่างๆที่เขามีต่อเธอได้อีกแล้ว 

เซียงหลานรีบยืนตาม “ฉันเดินไปส่งค่ะ” 

เขาด้าวเดินออกจากห้อง หัวใจยังโอดครวญคิดถึงความเสน่หาที่มีต่อเธอ หญิงสาวบอกกล่าวฝันดี ก่อนจะปิดประตูห้องนอนแล้วลงกลอนไว้ เธอเหลือบมองเวลา

นาฬิกาบอกเวลา เที่ยงคืน...

เซียงหลานพาร่างตัวเองหย่อนลงบนเตียงแล้วนอนแผ่เต็มเตียงนุ่ม

เขา ช่างเป็นสุภาพบุรุษเสียเหลือเกิน...นั่นเป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่เธอบอกกับตัวเองว่า เธอ...กำลังตกหลุมรักเขา 

 

วันรุ่งขึ้นเซียงหลานเอาแต่นอนฝันดีจนตื่นสาย ทำให้เธอเกือบมาขึ้นรถทัวร์ตามเวลาที่ไกด์นำเที่ยวกำหนดแทบไม่ทัน ยังดีที่สามหนุ่มมาเคาะประตูเรียกเธอให้ตื่นมาเสียก่อน ไม่อย่างงั้นหญิงสาวคงได้นอนหลับยาวที่โรงแรมเพียงคนเดียวแน่ 

วันนั้นทัวร์พาทุกคนไปขึ้น หุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน ซึ่งเป็นภูเขาสูงที่มีหิมะปกคลุมเกือบตลอดทั้งปี ความสูงราว สี่พันห้าร้อยเมตร เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของแชงกรีล่าที่ทุกคนที่มาถึงต้องได้แวะเวียนขึ้นไปชมยอดเขา

ด้านบนหนาวเป็นพิเศษ ระหว่างแวะร้านค้าขายออกซิเจน ให้นักท่องเที่ยว เฉิงฟงพาหญิงสาวไปหาซื้อเสื้อกันหนาวที่สามารถให้ความอบอุ่นกับเธอได้เพียงพอ เพราะแจ็คเก็ตที่เธอนำมานั้นหนาไม่พอจะต้านทานลมหนาว เขาเลือกตัวที่เป็นสีเขียวน้ำทะเลตัดกับขอบฟ้าสีฟ้าและหิมะสีขาว

ตลอดหนทางการขึ้นเขา ระยะทางค่อนข้างไกล จำเป็นต้องนั่งเคเบิลคาร์สองต่อ ระหว่างทางขึ้นเขาจะเห็นวิวมุมสูงตลอดเส้นทาง จากวิวต้นไม้สองข้างทางค่อยๆเปลี่ยนเป็นความขาวของหิมะ ความกว้างใหญ่ของแผ่นฟ้า เริ่มปรากฏแก่สายตา เมื่อขึ้นถึงจุดสูงสุดของสายเคเบิ้ลคาร์ แล้วเดินออกมายังจุมชมวิวต่างๆ ก็สามารถเห็นถึงความงดงามตระการตาของยอดทิวเขาที่แผ่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวนวลตา 

หลังเสร็จสิ้นจากการขึ้นชมเขา ทางทัวร์พาคณะลูกทัวร์แวะถ่ายรูปเล่น ในทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ที่โอบล้อมไปด้วยภูเขาลูกน้อยใหญ่เรียงรายสลับกันไป ที่นั่นถือว่าเป็นสวรรค์บนดินก็ว่าได้ เพราะทุกภาพที่ได้เห็นนั้น ช่างสวยงามติดตรึงใจ

เซียงหลานซึมซับภาพทิวทัศน์เหล่านั้นใว้ในใจ พร้อมกับความรู้สึกพิเศษที่เธอมีต่อเฉิงฟง และมิตรภาพดีๆที่เกิดขึ้นระหว่าง ทริปนี้ของเธอกับหวังหย่ง และเตี๋ยหรง ทุกคนจะเป็นความทรงจำที่ดีของเธอตลอดไป 

เย็นนั้นรถทัวร์และไกด์นำเที่ยวพาสามหนุ่มและเซียงหลานกลับมายังลี่เจียงอย่างปลอดภัย เพราะกลับมาถึงก็มืดค่ำแล้ว ทุกคนตัดสินใจจะนอนพักที่ลี่เจียงต่อหนึ่งคืนแล้วค่อยกลับคุนหมิงในวันถัดไป

 

ค่ำนั้น ทั้งกลุ่มออกมานั่งดื่มกันที่ร้านเล็กๆร้านหนึ่งอยู่ติดกับลำธาร ในเมืองโบราณลี่เจียง 

“คืนนี้จะดื่มเบียร์อีกไหม เซียงหลาน” เตี๋ยหรงเอ่ยถามเมื่อเขาคิดจะสั่งเครื่องดื่ม

“ไม่แล้วละ” เธอยิ้มบอกเป็นเชิงว่าไม่อยากเป็นแม่สาวขี้เมาอีก 

“ดีแล้ว” เฉิงฟงที่นั่งใกล้หญิงสาวลูบหัวแผ่วเบา

หวังหย่งที่นั่งตรงข้ามเธอ ยื่นเมนูให้ “ลองดื่มเป็นน้ำชาผสมเหล้าสิ” 

หญิงสาวรับมาดู “ไม่ล่ะ กลัวพรุ่งนี้จะปวดหัว” เธอบอกเขา

หวังหย่งยิ้มยียวน “งั้นคืนนี้ก็อดเห็นคนแข่งพูดกับเตี๋ยหรงเลยสิ” 

“แหม...ไม่ดื่มก็พูดมากได้นะ” เธอย้อนเขา 

ไม่ทันไร เสียงโทรศัพท์เฉิงฟงดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนหน้านั้นเขาพยายามไม่ใส่ใจและกดปิดไป แต่เมื่อเสียงสั่นดังรบกวนเรื่อยๆ ชายหนุ่มที่สีหน้าขรึมลงจึงขอตัวออกไปรับโทรศัพท์ ปล่อยให้ที่นั่งข้างหญิงสาวนั้นว่างเปล่า 

เขาคุยกับใครหนอ เธอครุ่นคิด...

หวังหย่งกับเตี๋ยหรงสั่งเครื่องดื่มมามากมายราวกับโต๊ะนั่นมีคนมากกว่าเขาทั้งสี่

“สั่งมาเยอะแบบนี้ ดื่มกันสามคนจะไหวเหรอ” หญิงสาวท้วง

“ทำงานแบบพวกเราต้องดื่มเป็นธรรมดา แค่นี้จิ๊บๆ” เตี๋ยหรงอวด 

เซียงหลานขำกับท่าทีของเขา หญิงสาวสั่งเป็นน้ำอัดลม และอาหารค่ำ พออาหารถูกเสิร์ฟมาครบครัน หญิงสาวกับสองหนุ่มก็จัดการก่อนโดยไม่รอเฉิงฟง ถ้ารอ...คืนนี้คงไม่ได้ทาน 

“เธอสั่งอะไรมาทานน่ะ” หวังหย่งถาม ขณะกำลังเคี้ยวอาหารตุ้ยๆ

“เกี๊ยว” เซียงหลานตอบสั้นๆ พร้อมใช้ตะเกียบคีบเกี๊ยวนั่นเข้าปาก แต่ก่อนถึงปากหญิงสาวดันทำเกี๊ยวนั่นหล่นลงในจานตามเดิม “หยิบยากจัง” เธอบอกก่อนจะใช้มือหยิบเข้าปาก

“คราวหลังก็บอกสิ ฉันจะหยิบให้” หวังหย่งว่า

“ใช้มือง่ายกว่าอีก” เซียงหลานใช้มือหยิบจับอีกชิ้นเข้าปากให้เขาดู 

“เหมือนจะอร่อยนะ ขอชิมบ้าง” ไม่ทันขาดคำ หวังหย่งก็วางตะเกียบลงบนจานอาหารของเธอ

“ไม่ได้” หญิงสาวรีบยกจานหนี

หวังหย่งลุกขึ้น ใช้ตะเกียบตามคีบ เซียงหลานเห็นดังนั้นจึงรีบลุกขึ้นยกไปอีกทาง ชายหนุ่มมือเร็วทันคว้าแขนเธอไว้ แล้วดึงให้เธอเข้าใกล้ 

สองมือสัมผัสกัน...ทั้งสองร่างโน้มเข้ามาใกล้กัน มีเพียงโต๊ะสี่เหลี่ยมที่ขวางกั้นไว้ จานเกี๊ยวคว่ำลง เหล่าเกี๊ยวน้อยหล่นลงบนโต๊ะ เซียงหลานหัวเราะแผ่วเบาอย่างลืมตัวในความใกล้ชิด 

กลิ่นหอมรวยรินจากกายสาวแผ่เข้าใกล้ปลายจมูกเขา...หวังหย่งซึมซับช่วงเวลาแสนสั้นนั้นไว้

“ทำอะไรกันเนี่ย” เตี๋ยหรงร้องโวย เมื่อเกี๊ยวชิ้นหนึ่งหล่นลงไปในแก้วเบียร์เขา 

ร่างบางรีบนั่งลง แล้วชี้นิ้วไปยังหวังหย่ง “ความผิดเขา” 

ทั้งสองสบตากันหัวเราะร่า หวังหย่งสลับเปลี่ยนแก้วกับเพื่อน เตี๋ยหรงบ่นสองสามประโยคแล้วกล่าวคาดโทษเพื่อน แล้วทั้งสามคนจึงนั่งลงจัดการกับอาหารตรงหน้าต่อ

ทานอาหารจนอิ่มกันแล้ว เฉิงฟงยังไม่ได้กลับมาร่วมโต๊ะ เขาหายไปร่วมสองชั่วโมงได้แล้ว มีบางครั้งที่หวังหย่งไปตามเพื่อน แต่ท้ายสุดหวังหย่งก็ต้องเดินกลับมาคนเดียว เฉิงฟงยังคงยุ่งกับเรื่องส่วนตัวของตัวเอง 

“จะน่าเกลียดไหม ถ้าฉันจะถามคุณสองคนว่าเฉิงฟงมีปัญหาอะไร” เธอถามชายหนุ่มสองคนที่นั่งตรงหน้า

“เอ้อ...ถามหวังหย่งดีกว่า” เตี๋ยหรงโบ้ยไปทางคนที่อายุมากกว่า

“เป็นเรื่องค่อนข้างส่วนตัว พวกเราถึงจะเป็นเพื่อนก็ไม่ค่อยรู้หรอกนะ” หวังหย่งอ้ำอึ้งตอบได้ไม่เต็มปาก 

“ฮื่อ...อย่าไปคิดมากเลย อาจเป็นเรื่องครอบครัวเขาหรือเปล่า เห็นช่วงนี้บ่นๆ แต่ผมว่าเรามาเล่นเกมส์ดีกว่า” เตี๋ยหรงชวนเปลี่ยนเรื่อง

เซียงหลานที่อยากรู้คำตอบ จึงได้เล่นเกมส์แทน เล่นกันสามคนแต่ต่างก็พากันหัวเราะเสียงดังจนหญิงสาวโต๊ะข้างๆต้องชำเลืองมองและส่งรอยยิ้มหวานให้สองหนุ่มบ่อยๆ เมื่อเห็นสาวๆโต๊ะข้างๆมากันสองคน เตี๋ยหรงจึงหันไปคุยและชวนมานั่งโต๊ะเดียวกัน สองสาวไม่ปฏิเสธ แถมมีเกมส์ใหม่มานำเสนออีก

ซึ่งเกมส์นั้นต้องใช้กระดาษทิชชู่เป็นตัวดำเนินการในการเล่น โดยผู้เล่นต้องนั่งสลับเป็นชายหญิงกันไป แล้วคาบกระดาษทิชชู่แผ่นน้อยไว้ในริมฝีปาก ก่อนจะส่งต่อกระดาษแผ่นนั้นไปยังคนที่อยู่ข้างๆถัดจากตัวเอง ส่งต่อกันไปเรื่อยๆ จนทิชชู่เหลือแผ่นเล็กนิดเดียว ใครที่ไม่สามารถส่งต่อได้ จะต้องเป็นฝ่ายแพ้ บทลงโทษนั้นไม่ยากเลย แค่คนแพ้ต้องโดนหอมแก้ม เพียงเท่านั้น

ห๊า...หอมแก้มเลยเนี่ยนะ...ข้างขวาเซียงหลานเป็นสาวสวยจากโต๊ะข้างๆ ชื่อเชียวหยี ส่วนด้านซ้ายนั้นเป็นหวังหย่ง...เกมส์นี้เธอจะแพ้ไม่ได้ 

ถัดจากเชียวหยีเป็นเตี๋ยหรงที่นั่งยิ้มหน้าบาน เพราะเขามีสาวสวยอีกคนที่นั่งติดถัดไปคือ อู่ลี่ ถัดจากอู่ลี่ คือหวังหย่ง และวนมาที่เธอ 

ทิชชู่แผ่นน้อยถูกดึงออกมาคาบไว้ที่ริมฝีปากของเชียวหยีเป็นคนแรก เธอส่งมันต่อไปยังเตี๋ยหรงและถูกส่งต่อจากเขาไปยังอู่ลี่ก่อนจะถูกส่งต่อมายังหวังหย่ง อู่ลี่นั้นหัวเราะขวยเขินอยู่ไม่น้อยเพราะแผ่นกระดาษทิชชู่ต่างถูกฉีกให้เล็กลงทุกครั้งที่มีการส่งต่อกัน

เรื่องแบบนี้คงถูกใจคนเจ้าชู้อย่างหวังหย่งสิ ได้แนบหน้าใกล้ชิดสาวสวยเสียขนาดนั้น เซียงหลานที่มองดูอยู่พลางหัวเราะตาม เพราะเธอเองก็ลุ้นมากเช่นกัน ทิชชู่ชิ้นน้อยถูกส่งต่อมายังริมปากของหวังหย่งในเวลาต่อมา เขาคาบมันหันมาทางเซียงหลาน หญิงสาวกลั้นขำไว้ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะยื่นดวงหน้างามเข้าใกล้เขา แล้วพยายามรับเจ้าทิชชู่ตัวชิ้นน้อยนั้นจากปากเขา 

เพราะมัวแต่ระวังไม่ให้แผ่นกระดาษน้อยตกหล่น เธอจึงเผลอจับมือเขาไว้ให้แนบนิ่งแล้วพยายามรับแผ่นทิชชู่นั้นด้วยความตั้งใจ สองหน้าชิดใกล้กันไม่ถึงคืบ ลมหายใจเป่ารดหน้ากัน

มือนุ่มนิ่มที่สัมผัสกับมือเขา...กลิ่นหอมที่ชอบลอยอบอวล ริมฝีปากชิดใกล้กันแค่นิดเดียว 

ชายหนุ่มแกล้งดึงแผ่นทิชชู่ชิ้นเล็กออกเพื่อให้หล่น เพราะเขาอยากทำโทษเธอเสียเหลือเกิน แต่หญิงสาวไวกว่า เธองับแผ่นทิชชู่นั้นไว้ได้ทันแล้วฉีกมันออกจากปากเขา ทุกคนต่างลุ้น ส่งเสียงร้องเชียร์เป็นเสียงเดียวกัน

เฮ้อ...โล่งใจ เซียงหลานอมยิ้มก่อนจะส่งต่อให้เชียวหยี 

เชียวหยีนั้นดูจะเก่งกับเกมส์นี้ ถึงแม้แผ่นทิชชู่นั้นจะเหลือไม่ถึงสิบเซ็นเธอยังรับมันจากปากเซียงหลานเพื่อส่งต่อไปยังเตี๋ยหรงได้ ส่วนเตี๋ยหรงนั้นแพ้ราบคาบ เขาเขินหนักที่ต้องแย่งแผ่นทิชชู่ที่เหลือไม่ถึงห้าเซนนั้นจากริมฝีปากเชียวหยี เขายอมแพ้แต่โดยดี 

เสียงร้องดังกันระงม ทุกคนต่างลุ้นไม่ต่างกัน “หอมเลย หอมเลย” หวังหย่งกับอู่ลี่เชียร์เพื่อน เตี๋ยหรงหลับตายื่นแก้มป่องแก่หญิงสาวที่เขาพ่ายแพ้ เชียวหยีหอมแก้มเขาไปทีหนึ่งอย่างผู้ชนะ

นี่มันเกมส์บ้าอะไรเนี่ย แพ้ก็โดนหอมแก้ม ชนะก็ได้หอมแก้ม เซียงหลานแอบขำ 

เกมส์ถูกเริ่มขึ้นใหม่อีกครั้ง แผ่นทิชชู่ถูกส่งต่อมาเรื่อยๆ คราวนี้ทุกคนทำได้ดีกว่าเดิม ไม่มีใครยอมแพ้ง่ายๆ จนสามารถวนส่งทิชชู่แผ่นนั้นได้เป็นรอบที่สอง แต่ท้ายสุดของรอบแผ่นทิชชู่มันเหลือแค่นิดเดียวพอติดริมฝีปากหวังหย่งเท่านั้น เซียงหลานอึดอัดใจ จะยอมแพ้ก็ไม่ได้ ไปต่อก็ไม่ได้ แต่เมื่อช่างใจดู ถูกหอมแก้มยังดีกว่าปากต้องชิดปากเพื่อดึงแผ่นทิชชู่นั้นออก...หญิงสาวตัดใจยอมแพ้ 

หวังหย่งฉีกยิ้มกว้าง เซียงหลานทำท่าจะลุกหนี “มานี่เลย ยังไม่ถูกทำโทษเลยนะ” เขาว่าพลางดึงมือเธอไว้

“ติดไว้ก่อน ฉันเกิดอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมา” เธออ้าง

หวังหย่งรีบลุกขึ้นตาม หอมแก้มเธอทันทีโดยหญิงสาวไม่ทันตั้งตัว เสียงโห่ร้องดังขึ้นอีกครั้ง 

“ทำอะไรกันน่ะ” เฉิงฟงที่เพิ่งมาถึง อึ้งกับภาพด้านหน้าที่เขาเพิ่งเห็น 

เซียงหลานจ้องตาชายหนุ่มนิ่ง รู้สึกเย็นสันหลังวาบ กับแววตาที่เขามองมา ช่างดูไม่เหมือนเขาเลย 

“เป็นแค่เกมส์เฉยๆ” เตี๋ยหรงที่นั่งอยู่รีบลุกขึ้นยืนอธิบาย กลัวเพื่อนจะเข้าใจผิด 

“เกมส์บ้าอะไร” น้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่คนฟังกลับรู้สึกเย็นเฉียบ

เตี๋ยหรงรีบอธิบาย พร้อมแนะนำหญิงสาวผู้ร่วมโต๊ะใหม่สองคนให้เฉิงฟงรู้จัก ชายหนุ่มยิ้มเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหันมาสบตากับเซียงหลานและหวังหย่งอีกครั้ง “ก็แค่เกมส์...ใช่ไหม” เขาเน้นประโยคนั้นกับหวังหย่ง 

“แน่นอน” หวังหย่งปรับสีหน้าก่อนจะยิ้มเก้อๆให้เพื่อน 

“ฉันไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” เซียงหลานที่ทำตัวไม่ถูกรีบเดินหลบสายตาทุกคนไป 

ไม่น่าเลย เธอไม่น่าเล่นเกมส์บ้านั่นเลย เฉิงฟงต้องเข้าใจผิดแน่ๆ ร่างบางเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ

เฉิงฟงที่รีบเดินตามมารออยู่ด้านหน้าทางเข้าห้องน้ำหญิง เวลาผ่านไปไม่นานนักเซียงหลานเดินกลับออกมา

“เฉิงฟง” หญิงสาวตกใจที่เห็นเขายืนรอเธออยู่

“โทษทีนะเซียงหลาน ก่อนหน้านี้ผมมีเรื่องไม่ค่อยสบายใจ พอเห็นคุณกับหวังหย่งแบบนั้น ผมเลยยิ่งหัวเสีย แต่เตี๋ยหรงอธิบายหมดแล้ว ผมเข้าใจ” น้ำเซียงนั้นอ่อนลงมาก 

เซียงหลานกลืนน้ำลายลงคออึก “คือ...” เธอกำลังจะอธิบายบอกเขาอีกครั้งถึงสิ่งที่เขาเห็น แต่เสียงโทรศัพท์ดันดังขึ้นก่อน 

คลิก ข้อความเด้งเข้ามาในมือถือที่หญิงสาวถืออยู่ เธอหยิบมันขึ้นมาดู เฉิงฟงชำเลืองตามองตาม

“หวังหย่ง” เธอพึมพำชื่อเขาออกมา ข้อความถูกส่งมาสอบถามด้วยความเป็นห่วง เพราะเห็นเธอหายไปนาน

“ยังดีอยู่ไหม”

เฉิงฟงที่เห็น จับมือหญิงสาวขึ้นมาส่องดูข้อความในมือถือ “ยังดีไหม...ฮึ” เขาทำเสียงในลำคอ “ทำไมถึงจะไม่ดีละ อยู่กับผมนี่คุณรู้สึกไม่ดีหรือไง มันถึงต้องส่งข้อความมาถาม” เขาแค่นเสียง “ส่งมาแค่นั้นเหรอ หรือมีอีก” เฉิงฟงหมายถึงข้อความที่หวังหย่งส่งมาให้หญิงสาว

เซียงหลานรีบส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่มีแล้ว”

“ขอดู” เขาหยิบมือถือเธอขึ้นมาดูอย่างถือสิทธิ์ เขาเลื่อนดูข้อความก่อนหน้าที่หวังหย่งส่งมาให้เซียงหลาน ใบหน้าที่ขรึมอยู่แล้ว ถูกแทนที่ด้วยความเดือดดาล เมื่อสายตาสะดุดลงกับข้อความหนึ่ง ที่หญิงสาวไม่ได้ตอบกลับไป 

“กลิ่นหอมจากตัวเธอยังคงวนเวียนอยู่รอบตัวฉัน ตั้งแต่วันนั้นที่โรงแรมและคืนนี้บนรถแท็กซี่ ฉันชอบมีเธออยู่ใกล้ๆ ชอบที่มีกลิ่นหอมจากเธอติดตัวฉันแบบนี้ ฝันดีเซียงหลาน”

“ให้ตายเถอะหวังหย่ง” เขาพ่นคำหยาบออกมา ก่อนจะเค้นคำถามจากหญิงสาวตรงหน้า “ทำอะไรกัน กลิ่นหอมคุณถึงไปติดตัวมัน แล้วคืนนั้นทำอะไรกันบนรถแท็กซี่ลับหลังผม”

เพราะเคยถูกหักหลังจากคนที่รักและไว้ใจมาก่อน เขาจึงยิ่งเดือดดาลเมื่อรู้สึกว่าประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอย

“ไม่มีอะไรเลย หวังหย่งแค่ส่งข้อความมาแกล้งฉัน” เซียงหลานเสียงสั่น พยายามอธิบายบอกเขา

ชายหนุ่มขบกรามแน่น พยายามระงับความโกรธ แล้วเชื่อตามที่เธอพูด “คุณรู้สึกยังไงกับหวังหย่ง พูดมา”

“แค่เพื่อนที่ดี” 

“ขอให้จริง...ผมจะไปถามมัน” เฉิงฟงยื่นมือถือกลับให้เธอแล้วหันกายเดินจากไปทันที

เซียงหลานรีบวิ่งตาม “เดี๋ยวก่อน...อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลยนะ” เธอตะโกนไล่หลัง

เฉิงฟงไม่สนใจคำพูดเธอ ณ วินาทีนั้น เขาแค่อยากฟังความจริงจากทั้งสองฝั่ง เขาแค่อยากรู้ว่าลับหลังเขา เพื่อนรักและผู้หญิงของเขาทำอะไรไว้

“หวังหย่ง” เฉิงฟงที่เดินมาถึงโต๊ะ เดินเข้าไปกระชากเพื่อนตนให้ลุกขึ้นมาประจันหน้ากันแทบทันที

“มีอะไร” หวังหย่งเปลี่ยนสีหน้า เมื่อเห็นเซียงหลานวิ่งหน้าตาตื่นตามมา คงมีเรื่องแล้วแน่ เขาคิด

“ไปคุยกันด้านนอก” เฉิงฟงฉุดเพื่อนรักให้เดินตาม หวังหย่งปัดมือออกก่อนจะก้าวท้าวตาม

เตี๋ยหรงและสาวๆนั่งมองตากันงุนงง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เซียงหลานวิ่งตามสองหนุ่มไปด้านนอกร้าน เตี๋ยหรงเห็นท่าไม่ดี หันมาขอตัวกับสองสาวแล้วเดินตามเพื่อนออกไป

“เรื่องแกกับเซียงหลานคืออะไร คืนนั้นที่โรงแรม แกทำอะไรเธอ บนรถแท็กซี่ด้วย” เฉิงฟงโพล่งคำถามเข้าประเด็นทันที

“ฉันกับเซียงหลานไม่ได้ทำอะไรกัน แค่แกล้งเธอขำๆ” หวังหย่งใช้คำว่าแกล้ง เพราะไม่อยากจะบอกความรู้สึกจริงๆที่เขามีต่อเซียงหลานให้ใครรับรู้

“โกหก” เฉิงฟงโกรธกระโจนเข้าหาเพื่อน ก่อนจะปล่อยหมัดหนักใส่หน้าหวังหย่ง “แค่แกล้งเหรอ แล้วไอ้กลิ่นหอมติดตัวคืออะไร” เขาตะคอกถาม

หวังหย่งไม่คิดจะสู้ต่อ เขาใช้มือแตะมุมปากที่มีเลือดซึม “แค่เธอนอนบนโซฟา แล้วฉันอุ้มเธอไปนอนบนเตียงแค่นั้นเอง เซียงหลานแทบไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ” 

“แกกล้าอุ้มเธอเลยเหรอ ไอ้สารเลว” เฉิงฟงผลักหวังหย่งจนล้มลงนั่งกับพื้น

เซียงหลานวิ่งตามมาทันเห็นพอดีจึงรีบวิ่งเข้ามาห้าม “เฉิงฟง หยุดนะ” เธอรีบดันกายเขาออกห่างจากหวังหย่ง

เตี๋ยหรงวิ่งตามมาพยุงเพื่อนที่ล้มลง “ใจเย็นไว้เพื่อน” เตี๋ยหรงพูดบอกทั้งสองฝั่ง

“แกแน่ใจนะว่าสิ่งที่แกทำ แค่แกล้ง ไม่ใช่คิดกับเธอมากกว่านั้น” เฉิงฟงพยายามจะเชื่อเพื่อน แต่ก็ช่างยากเย็นเหลือเกิน เพราะข้อความบ้านั่นแท้ๆ เขาเกลียดการถูกหักหลังจากคนที่ไว้ใจ 

“ฉันยืนยันในฐานะลูกผู้ชาย คืนนั้นในโรงแรมไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น ฉันแค่ช่วยดูแลผู้หญิงของนาย ทั้งที่ควรจะเป็นนายที่อยู่ข้างๆเธอ แต่นายกลับทิ้งเธอไป” หวังหย่งพูดจี้ใจดำ

“ฉันไม่ได้ทิ้ง ฉันแค่ไม่อยากสร้างปัญหาเพิ่ม นายนี่มันไม่ยอมเข้าใจอะไรเลย” 

“ฉันไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น กับทุกอย่างที่นายทำ แม้แต่ทุกวันนี้ฉันยังไม่รู้เลย ว่านายกับเซียงหลานเป็นอะไรกัน เพราะนายไม่เคยพูดว่าชอบเธอเลยด้วยซ้ำ ใครจะไปรู้ว่านายคิดอะไรอยู่ แฟนกันยังไม่ใช่ แล้วนายมีสิทธิอะไรในตัวเธอ ถ้าฉันจะคิดอะไรกับเซียงหลานจริงๆ” 

เฉิงฟงยืนนิ่ง ที่หวังหย่งพูดก็มีส่วนถูก เพราะเขาไม่เคยแสดงออกชัดเจนกับทุกคนว่าเขากับเธออยู่ในสถานะไหน เขาคิดว่ายังเร็วไประหว่างเขาและเธอ อีกอย่างเขายังต้องรอจัดการกับเรื่องบางเรื่องให้เรียบร้อยก่อน เขาถึงจะกล้ารักเธอได้อย่างไร้ข้อกังขา 

เขาจะกล้าบอกทุกคนได้ยังไงว่าเธอคือคนที่เขารัก หากเขายังไม่มีความสามารถจะจัดการกับเรื่องของผู้หญิงอีกคนได้

“ฉันพูดถูกละสิ เป็นไง เงียบไปเลยรึไง” หวังหย่งพูด

ทำไมคำพูดของหวังหย่งถึงดังสนั่นอยู่ในโสตประสาทแบบนั้น ทุกวันนี้เธอยังไม่รู้เลยว่าเธอกับเฉิงฟงอยู่ในสถานะอะไร แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับ ความรู้สึกที่เขาและเธอมีต่อกัน ไม่สำคัญเท่าความเชื่อใจที่มีให้กัน เขาทำขนาดนี้ ไม่คิดจะเชื่อใจเธอบ้างเลยหรือไง

“พอเถอะ เลิกทะเลาะกันได้แล้ว ฉันอายเขา” เซียงหลานบอกทั้งสองฝั่ง ก่อนจะหันไปสบตาเฉิงฟงแน่วนิ่ง “หวังหย่งเป็นเหมือนเพื่อนที่ดีของฉันเท่านั้น สุดท้ายคุณจะเชื่อหรือไม่ ก็สุดแล้วแต่คุณ” พูดจบร่างบางรีบหันหลังเดินจากไปทันที รู้สึกน้อยใจกับความเชื่อใจที่เขามีต่อเธอ...มันช่างน้อยนิดเหลือเกิน

ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อใจเธอ...แต่เพราะกลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย เขาจึงควบคุมความขุ่นเคืองตัวเองแทบไม่ได้ 

“เซียงหลาน” หวังหย่งและเฉิงฟงเอ่ยเรียกหญิงสาวพร้อมกัน ก่อนทั้งคู่จะหันมามองกันอีกครั้งด้วยแววตาขุ่นเคืองกันและกัน

“อย่าได้บังอาจมาเรียกชื่อเธอ” เฉิงฟงหันมาขู่เพื่อน

“พอได้แล้วเฉิงฟง นายตามเซียงหลานไปเถอะ ฉันจะดูแลทางนี้เอง” เตี๋ยหรงห้ามเพื่อน

เฉิงฟงมิวายหันไปสบตาหวังหย่งแน่วนิ่ง ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินตามหญิงสาวไป 

 

“เซียงหลาน คุยกันก่อน” เมื่อเขาเดินตามมาถึง มือใหญ่คว้าแขนบางไว้

“ปล่อยนะ ฉันจะกลับห้อง” เธอสะบัดมือจนหลุดออกมา แล้วหันหลังเดินต่อทันที

“คุยกันก่อน” เขาเดินตามไม่ห่าง

“คุยอะไรคะ ในเมื่อพูดไปคุณก็ไม่เชื่ออยู่ดี” หญิงสาวพูด แต่ยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ

“เซียงหลาน” เขาดึงเธอเข้าหาอกแกร่ง 

“ปล่อยนะ ฉันไม่ชอบให้คนมอง” 

“งั้นไปคุยกันที่ห้อง”

“ไม่” 

ชายหนุ่มไม่ฟัง เดินจูงมือเธอเดินดุ่มๆไปยังที่พักทันที ซึ่งระยะทางกลับที่พักไม่ได้ไกลมากนัก เดินเพียงไม่ถึงห้านาที ทั้งสองก็ถึงหน้าห้องพัก

“เปิดประตู” ชายหนุ่มออกคำสั่ง

“ไม่ค่ะ” 

กรามขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน “เซียงหลาน...เปิดประตู” น้ำเสียงนั้นพยายามพูดให้ดูใจเย็นที่สุด

“คุยกันตรงนี้แหละค่ะ” 

ชายหนุ่มกัดฟันกรอดอย่างหมดความอดทน สองมือใหญ่รวบเอวบางเข้าหา ก่อนจะดันแผ่นหลังนิ่มนวลติดกับประตูทันที “จะคุยตรงนี้ใช่ไหม” ใบหน้าเคร่งขรึมโน้มเข้าใกล้ดวงหน้าเรียวเล็ก “ไม่อายคนข้างห้องหรอก...ใช่ไหม” เขากระซิบเสียงเย็นเฉียบ 

“ปล่อยนะ” หญิงสาวพยายามดิ้นหนีพันธนาการจากเขา 

“เปิดประตู” เขาย้ำอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยเธอเป็นอิสระ

เซียงหลาน รีบหยิบกุญแจขึ้นไขประตูห้องให้เปิดออกอย่างเสียไม่ได้ เพียงประตูถูกเปิดออก คนตัวเล็กถูกร่างสูงใหญ่ดันเข้าห้องทันทีก่อนจะปิดประตู แล้วดันร่างบางชิดกับผนังห้องทันที 

หญิงสาวไม่ทันตั้งตัวเงยหน้าขึ้นร้อง “เจ็บนะ...อื้อ...” 

เรียวปากงามถูกครอบครองทันที จุมพิตนั้นช่างเร่าร้อนและเรียกร้องอย่างเอาแต่ใจ สองมือเล็กบางพยายามผลักกายแกร่งออกห่าง ในขณะที่ตนยังมีสติต่อต้านเขาอยู่ แต่ชายหนุ่มไม่ยอมให้เธอทำได้ตามใจคิดอย่างง่ายดาย เขายกมือเธอขึ้นพันธนาการไว้เหนือศีรษะ 

“อื้อ...” หญิงสาวพยายามดิ้นรน แต่ไม่เป็นผล 

จุมพิตเขาหนักหน่วงขึ้น จนคนที่ตั้งใจต่อต้านเริ่มโอนอ่อนผ่อนตามอย่างง่ายดาย สติที่เหลือเพียงน้อยนิดดับวูบลง แทนที่ด้วยความปรารถนาในส่วนลึกของกันและกัน 

จากจุมพิตที่หนักหน่วงเร่าร้อน กลายเป็นความวาบหวาม อบอุ่น อ่อนโยน เขาปล่อยมือเธอร่วงหล่นลงข้างกาย แล้วช้อนอุ้มร่างบางขึ้นในขณะที่ริมฝีปากทั้งสองยังไม่ผละห่างจากกัน

เมื่อรู้ตัวอีกที หญิงสาวก็นอนอยู่ภายใต้ร่างหนาแกร่งบนเตียงหนานุ่มเสียแล้ว...แจ็คเก็ตตัวนอกกับเสื้อไหมพรมตัวในถูกถอดไปตอนไหน หญิงสาวเองยังไม่รู้เลย เหลือเพียงเสื้อยืดสีขาวตัวเดียวที่คั่นกลางระหว่างเธอและชายหนุ่มไว้

“เฉิงฟง” 

“หืม...” เขาที่กำลังซุกไซร้ซอกคอหอมกรุ่นขานรับ 

“หยุดเถอะ” เสียงใสสั่นเครือ ไม่กล้าพูดเสียงดัง กลัวเขาจะโมโหอีก เธอไม่ชอบเวลาเขาโมโห เพราะช่างดูน่ากลัวไม่เหมือนเฉิงฟง ที่เธอรู้จัก ดวงตาเรียวงามร้อนผ่าว น้ำใสๆพลันเอ่อล้นขึ้นมาเสียเฉยๆ 

ริมฝีปากที่เริ่มซุกซนหยุดชะงักลง “เซียงหลาน” เขาตกใจรีบยันกายออกห่าง ก่อนจะลุกขึ้นนั่งแล้วดึงหญิงสาวขึ้นมากอดไว้แนบกาย “ขอโทษ” ปลายเสียงนั้นแผ่วอ่อนลง มือหนาถูกส่งไปเช็ดหยาดน้ำใสๆบนแก้มนวล 

“ขอโทษทำไมคะ” เสียงอู้อี้ดังออกมาจากร่างบาง 

“ผมทำคุณตกใจใช่ไหม” เขาดันร่างบางออกห่าง เพื่อมองหน้าเธอ

“ไม่ค่ะ ฉันแค่กลัว เวลาคุณโมโห” เธอส่ายหัว

“ไม่ต้องกลัวแล้วนะ...ผมหายโกรธแล้ว” เขาว่าพลางดึงเธอเข้าหาอ้อมกอดอุ่นอีกครั้ง

“ทำไมต้องโกรธขนาดนั้นคะ ทำไมไม่เชื่อใจกันบ้าง”

“โถ่...เซียงหลาน คุณดูข้อความที่หวังหย่งส่งให้คุณสิ ใครเห็นเข้าก็ต้องคิดแบบผมหมดทั้งนั้น”

“คืนนั้นที่โรงแรม และบนรถแท็กซี่ไม่มีอะไรเลยจริงๆนะ หวังหย่งแค่แกล้งมากเกินไปเท่านั้นเอง”

“ผมเชื่อคุณ” เขาพูด เพราะเขาเชื่อเธอจริงๆ ถึงแม้เขาจะมีประสบการณ์ไม่ดีเกี่ยวกับอดีตคนรักและคนใกล้ชิดที่เคยหักหลังเขามา แต่เขายังคงเชื่อมั่นในผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเขา...แม้เขาจะไม่เคยแสดงออกชัดเจนต่อหน้าทุกคนว่าเขาและเธออยู่ในสถานะไหน แต่เธอกลับแสดงออกชัดเจน ว่าเขาคือคนเดียวที่อยู่ในใจเธอ

“ต่อไปนี้ ห้ามคุณเข้าใกล้หวังหย่งอีก แค่เห็นมันได้หอมแก้มคุณ ผมหวงจะแย่ คุณเป็นของผมคนเดียวจะไม่แบ่งให้ใคร เข้าใจไหม” น้ำเสียงแกมบังคับและออกคำสั่ง

เสียงหัวเราะแผ่วดังออกมา ก่อนเธอจะตอบตกลง แล้วยืดตัวขึ้นหอมแก้มเขาเป็นรั้งแรก “ขอบคุณค่ะ ที่ทำให้รู้ว่าคุณรู้สึกยังไงกับฉัน” เธอบอก 

“รู้สึกยังไงละ...” เขาถาม

“คุณต้องบอกฉันสิคะ ว่าจริงๆแล้ว...คุณรู้สึกยังไง” เธอช้อนตาขึ้นมองเขาอย่างคาดหวังในคำตอบ

“ผมชอบคุณนะเซียงหลาน ชอบตั้งแต่วันแรกที่เห็นคุณเดินถือร่มสีชมพูเดินไปทั่วประตูจินหม่า จนตอนนี้ความรู้สึกที่ผมมี มันมากกว่าชอบแล้วละ แต่รอผมนะ ถ้าผมจัดการเรื่องยุ่งยากบางเรื่องจบแล้ว ผมจะรักคุณเหมือนที่คุณรักผม” 

สาวน้อยภายใต้อ้อมกอดอุ่นยิ้มขวยเขิน “คุณรู้เหรอคะว่าฉันรักคุณ” 

“แล้วรักไหมละ” 

“รักค่ะ...”

ทั้งสองสบตากันแน่นิ่ง กลิ่นไอความรักอบอวลฟุ้งกระจายรายล้อมรอบกาย เรียวปากบางเผยอขึ้นเล็กน้อย เพื่อเชิญชวนให้เขาเข้ามาชิมชม ชายหนุ่มหัวใจพองโต ไม่อยากรอช้า ใบหน้าหล่อรีบโน้มลงเพื่อมอบจุมพิตให้เธอ

“เดี๋ยวค่ะ” เธอยกนิ้วเรียวงามขึ้นปิดปากเขา หยุดชายหนุ่มไว้ก่อน สองใบหน้าต่างชิดใกล้ “แค่จูบใช่ไหมคะ” 

“ฮื่อ...” เขาแค่นเสียงในลำคอ ก่อนจะประกบปากมอบจุมพิตแสนหวานแด่เธออีกครั้ง...และอีกครั้ง ครั้งแล้ว...ครั้งเล่า ไม่รู้จักเบื่อหน่าย

หัวใจสองดวงเต็มเต็มกันและกัน และอิ่มเอมไปกับความรักที่หยั่งรากลึกลงไปในหัวใจของคนทั้งคู่ 

...รักนั้นช่างละมุน ตรึงตราใจ จนยากจะลบเลือน...

 

เช้าวันสุดท้ายที่ลี่เจียง เซียงหลานตื่นขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มสุขใจ เมื่อคืนใช้เวลาเกือบค่อนคืนกว่าเฉิงฟงจะยอมกลับไปห้องตัวเอง

หญิงสาวตรงดิ่งไปยังห้องน้ำเพื่อเตรียมจัดการตัวเอง เธอต้องทำเวลา เพราะทุกคนต้องขึ้นรถไฟรอบแรกในตอนเช้าให้ทัน จะได้กลับถึงคุนหมิงไม่ดึกมากนัก เมื่อลงมาถึงหน้าห้องพัก เซียงหลานได้รู้จากหวังหย่งกับเตี๋ยหรงว่า เฉิงฟงต้องรีบกลับเฉิงตูเพื่อจัดการกับปัญหาบางอย่าง จึงไม่ได้อยู่ลา หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจ ทั้งสามคนจึงต่อรถไปยังสถานีรถไฟ และตรงดิ่งจากลี่เจียงสู่คุนหมิงอีกครั้ง 

ช่วงเวลาดีๆ และช่วงเวลาแห่งความสุขในทริปนั้นจบลงแล้ว...จากนี้ไป รถไฟจะมุ่งหน้าพาเธอกลับไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง ที่ว่า เหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่วัน เธอต้องจากพวกเขาเพื่อกลับไปเรียนต่อ และใช้ชีวิตของตัวเองต่อไปที่ประเทศไทย 

ใช้เวลาเดินทางทั้งวัน ทุกคนก็กลับมาถึงคุนหมิง สองหนุ่มนั่งแท็กซี่มาส่งเซียงหลาน แล้วจึงกลับไปยังที่พักตัวเอง วันนั้นทั้งวันเธอเองก็ไม่ได้รับข้อความอะไรจากเฉิงฟงเช่นกัน เธอเพียงแต่ส่งข้อความสั้นๆไปให้เขาว่า “คิดถึงนะ” แต่ก็ไร้คนอ่านหรือคนตอบกลับ 

อยากรู้เสียเหลือเกิน ปัญหาที่เขาต้องรีบกลับไปจัดการ คือ ปัญหาอะไรหนอ...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มาแล้วค่ะ อีกสองตอนก็จะจบแล้วนะคะ 

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ 

มีภาพถ่ายจากเจ้าของเรื่อง มาฝากด้วยนิดหน่อยค่ะ อิอิ 

 

 บ้านไม้ในเมืองโบราณลี่เจียง 

 

ภาพบางส่วนจากทะเลสาบ ลาซื่อไห่ ค่ะ 

 

สถานปัตยกรรมแบบชาวทิเบตค่ะ

 

 

ที่นี่เป็นทุ่งหญ้าในแชงกรีล่า อยู่หน้าทางเข้าทางขึ้นหุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน ที่ทางทัวร์แวะให้ถ่ายรูปก่อนกลับค่ะ มีภูเขารายล้อมไปรอบด้าน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น