ครั้งหนึ่ง ณ คุนหมิง

ตอนที่ 5 : ช่วงเวลาที่แสนพิเศษ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 82
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    18 พ.ย. 62

ช่วงเวลาที่แสนพิเศษ

 

เช้าวันอาทิตย์ มีข้อความจากเฉิงฟง ส่งเข้ามาทักทายแต่เช้าตรู่

"เป็นไงบ้าง เป็นห่วงนะเซียงหลาน" 

หญิงสาวเปิดอ่านแล้วอดยิ้มไม่ได้ เมื่อวานทั้งวันเธอเอาแต่นอน แล้วยังนอนยาวทั้งคืน เขาคงมีเวลาไปซื้อโทรศัพท์มือถือมาใหม่แล้วมั้ง 

"ดีขึ้นแล้วค่ะ...ซื้อโทรศัพท์ใหม่แล้วเหรอคะ" เธอพิมพ์ส่งกลับไป

"ซื้อเมื่อวาน กลัวว่าถ้าคุณมีปัญหาอีกจะติดต่อผมไม่ได้ คืนนั้นผมห่วงคุณแทบแย่" 

ห่วง...แต่ก็ทิ้งให้เธอไปกับเพื่อนเขาทั้งคืน เพื่อนที่ชอบแกล้งเธอมากเป็นพิเศษอีกด้วย

"ขอบคุณนะคะ ที่มาช่วย ไม่นึกว่าคุณจะมา" เซียงหลานตอบกลับไป อย่างซาบซึ้งใจ “ถ้าคืนนั้นคุณไม่มา ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นกับฉันบ้าง” 

“ไม่เป็นไรแล้วนะ คุณปลอดภัยแล้ว” เขาตอบกลับมาพร้อมสติกเกอร์รูปปลอบใจ ตามด้วยข้อความที่ทำให้ดวงหน้าน้อยแทบหุบยิ้มไม่ได้ "คิดถึงมาก รู้ไหม?" นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาบอก คิดถึง

“คิดถึงคุณเช่นกันค่ะ” 

"เย็นนี้ออกมาเจอกันไหม" 

"คุณยังอยากเจอฉันเหรอคะ หลังจากฉันนำปัญหามาให้คุณ"

"อยากเจอทุกวัน" 

ช่างรู้จักหยอดคำหวานเสียเหลือเกิน ผู้ชายคนนี้...

เซียงหลานอมยิ้มกับข้อความของเขา "เจอกันที่ไหนดีคะ" 

"คงต้องรบกวนให้คุณมาหาผมที่นี่แล้ว ใจจริงอยากเป็นฝ่ายไปหาคุณมากกว่า แต่กลัวจะมีปัญหากับพวกพ้อง ช่วงนี้ถูกกักบริเวณด้วย" ข้อความถูกส่งมาพร้อมสติกเกอร์รูปรอยยิ้ม 

หญิงสาวตอบตกลง เธอไม่แปลกใจหรอกถ้าเขาจะถูกเพื่อนกักบริเวณ ก็เมื่อคืนก่อนเพิ่งมีเรื่องร้อนไปอยู่หยกๆ 

เย็นนั้น เซียงหลานนั่งแท็กซี่ไปราวสี่สิบกว่านาทีก็ถึงที่หมาย เขาออกมารอเธอที่จุดนัดพบก่อนแล้ว แค่เพียงเธอเดินเข้าไปใกล้ตัวเขาเพื่อทักทาย ชายหนุ่มรีบคว้าตัวหญิงสาวเข้ามากอดแนบอกด้วยความคิดถึง...ปนห่วงใยความรู้สึก ที่เขาต้องทิ้งให้เธออยู่เพียงลำพังในคืนนั้น...

“ดีใจที่เจอคุณนะ” เขาพึมพำอยู่เหนือเรือนผมหนานุ่ม

เสียงนั้นแทบทำให้ร่างบางในอ้อมกอดหลอมละลายไปกับความละมุนของเขา

เฉิงฟงกระชับอ้อมกอดให้แนบแน่นขึ้น กอดของเขาเหมือนอยากปลอบประโลมให้คนตัวเล็กตรงหน้า หายหวาดกลัวจากเรื่องราวในคืนนั้น อยากจะกอดทดแทนที่ไม่ได้อยู่ดูแลเธอด้วยตัวเอง 

“ขอโทษนะที่คืนนั้นอยู่ด้วยไม่ได้” 

“ไม่เป็นไรเลยค่ะ” 

“คืนนั้น หวังหย่งรังแกคุณหรือเปล่า” ถึงจะเชื่อใจเพื่อน แต่ก็ยังอยากถามเพื่อความแน่ใจ ชายหนุ่มขยับกายออกห่าง เพื่อมองใบหน้าเรียวงามตรงหน้า 

“เอ้อ...ไม่เลย เขาก็ชอบแกล้งตามประสาคนขี้เล่น แต่เขาเป็นเพื่อนที่ดีของฉันค่ะ” 

“ก็ดีแล้ว ลองเขากล้าแตะต้องคุณสิ ผมจะจัดการเขาเอง” คนพูดยิ้มอ่อน 

“ถ้าคุณไว้ใจให้เขาดูแลฉัน แสดงว่าคุณรู้อยู่แล้ว ว่าเขาจะไม่แตะต้องฉัน” 

“แน่ละ ผมกับเขาโตมาด้วยกัน รู้จักนิสัยใจคอกันดี” เขายิ้มภูมิใจในตัวเพื่อน  “มาเถอะ เดี๋ยววันนี้ผมจะพาคุณไปเดินตลาดจีน ที่นั่นมีของอร่อยเยอะแยะเลย” พูดพลางจูงมือเธอเดินตาม

คิดจะปลอบใจกันด้วยของกินเหรอ...ช่างรู้ใจ เซียงหลานอมยิ้ม

สองหนุ่มสาวเดินข้ามถนนไปอีกฟาก เป็นสะพานข้ามแม่น้ำใหญ่ พอเดินข้ามสะพานไป จะเจอทางเดินเล็กๆ ซึ่งเป็นทางเข้าตลาด ชายหนุ่มพาหญิงสาวเดินมาจนถึงตลาดนัด ตลาดนั้นออกไปทางสมัยโบราณ แทบทุกร้านค้ามีโคมไฟสีแดงเรียงรายไปตามสองข้างทาง มีอาหารหลากหลายดูแปลกหูแปลกตา 

ทั้งสองเลือกนั่งทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารริมทางร้านหนึ่งแถวนั้น หลังทานอาหารเป็นที่เรียบร้อยเฉิงฟงพาเซียงหลานเดินไปยังร้านเล็กๆร้านหนึ่ง ที่เยื้องไปทางแม่น้ำสายใหญ่ ภายในร้านจะขายเป็นพวงกุญแจแผ่นหินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็กๆ ต่างสลักเป็นตัวอักษรจีนหลากหลายความหมาย 

“น่ารักจัง” เซียงหลานที่เห็นร้านหันไปบอกเขา

“เดินเข้าไปดูสิว่าชอบแบบไหน ผมซื้อให้” 

“จริงเหรอคะ...ใจดีที่สุด” เธอบอกก่อนจะเดินเข้าไปหยิบแผ่นหินเล็กๆนั่นดู “ไม่รู้ความหมายสักตัวเลย” เธอหันมาบอกเขาพร้อมเสียงหัวเราะ 

ชายหนุ่มขยับเข้ามาใกล้ จับแผ่นหินในมือหญิงสาวขึ้นมาดู แล้วพยายามอธิบายให้เธอฟัง หญิงสาวพยักหน้ารับรู้

“ที่นี่มีแผ่นหินเปล่านะ เราสามารถเลือกคำที่จะเขียนลงไปได้ เจ้าของร้านจะสลักให้” 

“จริงเหรอคะ น่าสนใจจัง ฉันจะสลักคำว่าอะไรดี” เธอทำท่าครุ่นคิด 

เขาหยิบแผ่นหินเปล่าเล็กๆขึ้นมาสองชิ้น “ชิ้นนี้สลักคำว่าเฉิงฟง ส่วนชิ้นนี้สลักว่าเซียงหลาน” เขาให้ไอเดีย “คุณจะเป็นเจ้าของแผ่นหินที่มีชื่อผม ส่วนผมจะเป็นเจ้าของแผ่นหินที่มีชื่อคุณสลักอยู่” 

“โอ้โห...คิดได้ยังไง” เซียงหลานพูดชมเขาปนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

เขิน...จนตัวจะม้วนเป็นไข่ม้วนแล้ว...แต่ละความคิดของเขานั้น...ช่างน่ารัก

เฉิงฟงไม่รอเธอตอบ เขาเดินนำแผ่นหินเล็กๆสองชิ้นในมือยื่นให้เจ้าของร้านพร้อมบอกความความต้องการของตัวเอง เจ้าของร้านรับไปพร้อมยื่นกระดาษให้เขาเขียนชื่อทั้งสองคนลงไป ชายหนุ่มลงมือจัดการ ไม่นานนักแผ่นป้ายหินสองใบถูกสลักเป็นชื่อเขาและเธอเรียบร้อย 

“แผ่นนี้ของคุณ” เขายื่นพวงกุญแจเล็กๆที่มีชื่อเขาสลักอยู่ให้เซียงหลาน 

“ขอบคุณค่ะ” เธอรับไว้ ใบหน้างามไม่ยอมหุบยิ้มเสียที...

“ดูแลรักษาให้ดีละ ส่วนผม จะดูแล เสี่ยวหลาน ให้ดีที่สุด” เขาเรียกพวงกุญแจเล็กๆนั้นว่า เสี่ยวหลาน เสี่ยว() ที่แปลว่าตัวเล็ก และหลานมาจากชื่อเธอ เมื่อรวมกัน ความหมายของมัน คือ เซียงหลานน้อย 

หญิงสาวระบายยิ้มขวยเขิน “ฉันจะดูแลรักษาให้ดี ไม่ให้ห่างกายเลยค่ะ” 

เขายิ้มตอบบ้าง “เด็กดี” เขายื่นมือมาลูบหัวเธออย่างแผ่วเบา

ทั้งสองเดินเคียงข้างไปจนถึงท้ายตลาด เฉิงฟงพาเซียงหลานเดินลัดเลาะจนมาถึงสวนดอกไม้ ที่อยู่ติดท้ายตลาด ตามสองข้างทางเดินเข้าสวน จะเป็นต้นไม้ที่ออกดอกสีชมพูเรียงรายกันเป็นแถวตามสองข้างทาง...บรรยากาศช่าง โรแมนติก ยิ่งใกล้เวลาพลบค่ำอีก 

เขานี่ร้ายเหลือเกิน...ช่างเลือกสถานที่เสียจริง 

“ว้าว ทางเข้านี่สวยมากเลย”

“คุณสวยกว่า” เขาหยอดคำหวาน 

“ปากหวานอย่างกับอะไรดีผู้ชายคนนี้” เธอยอกย้อน 

“เคยชิมแล้วเหรอ? ถึงรู้ว่าหวาน” 

“ฮื่อ...” เธอส่งเสียงในลำคอ ไปไม่ถูกจริงๆกับมุกนี้ 

เมื่อเห็นเธอไม่ตอบ เขาจึงเดินเข้าใกล้ กระซิบข้างใบหู “อยากลองชิมไหม ว่าปากหวานจริงหรือเปล่า” 

“ไม่...” เธอหลุดหัวเราะ แล้วเดินหนี 

เฉิงฟงเดินตาม เมื่อเห็นชายหนุ่มเดินมา หญิงสาวรีบเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นไปอีก เขาก็ไม่ช้ารีบเร่งฝีเท้าตาม เมื่อคนตัวโตเริ่มประชิดเข้าใกล้ คนตัวเล็กยิ่งรีบสับเท้าให้ไวจนกลายเป็นวิ่งหนีเขา ชายหนุ่มหัวเราะวิ่งไล่ตามไป เมื่อวิ่งทันหญิงสาว เขารีบควานแขนคว้าร่างบางไว้ เจ้าตัวเห็นทันหลบก่อน เธอหัวเราะชอบใจ ที่เขาพลาด แล้ววิ่งไปอีกทาง

บรรยากาศเริ่มมืดค่ำ สองหนุ่มสาววิ่งไล่กัน พลางหัวเราะเสียงดังปะปนกันเป็นระยะ

“พอแล้ว...เหนื่อยแล้ว” เธอหยุดลง แล้วหันไปหาเขาที่ไม่ยอมเลิกราในการวิ่งตามเธอ

ชายหนุ่มไม่ทันระวัง เมื่อหญิงสาวหยุดกะทันหัน ร่างแกร่งกระโจนเข้าหาร่างบางเต็มแรง ทั้งสองร่างล้มลงทับกันบนผืนหญ้าสีเขียวที่แผ่เต็มท้องทุ่งพื้นราบ

“โอ้ย...” เสียงน้อยส่งเสียงอู้อี้ภายใต้ร่างหนาแกร่งที่ทับเธอไว้ 

เขารีบยันมือขึ้น “เซียงหลาน เจ็บตรงไหน” 

ร่างแน่งน้อยนอนราบไปกับพื้น ส่วนเรือนกายหนาแน่นนั้นทาบทับไปบนตัวเธอ มีเพียงสองมือแกร่งที่ยันตัวเองไว้ไม่ให้น้ำหนักถ่ายเทไปทางเธอจนหมด ใบหน้าเรียวห่างกับใบหน้าหล่อเพียงน้อยนิด ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดกันและกัน สองสายตาสอดประสานเข้าหากันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

“เฉิงฟง” ริมฝีปากเรียวเล็กเผยอขึ้นเล็กน้อย พลางเอ่ยชื่อเขาอย่างลืมตัว 

น้ำเสียงอ่อนนุ่มชวนเคลิบเคลิ้ม ชายหนุ่มขยับใบหน้าลงมองเรียวปากอวบอิ่ม ความปรารถนาในส่วนลึกถูกปลุกกระตุ้น ริมฝีปากหนาพลันเคลื่อนผ่านมายังนวลแก้มแดง พร้อมกดรอยประทับลงอย่างแผ่วเบา...

“เซียงหลาน” น้ำเสียงแหบพร่า คลอเคลียอยู่แถมพวงแก้มงาม 

กลิ่นอายความเย้ายวนจากกายสาว ลอยกรุ่นอยู่รอบกาย ลมหายใจร้อนผะผ่าวป่าวรดเหนือต้นคอชายกนุ่ม ยิ่งส่งผลให้ชายหนุ่ม ไม่อาจหักห้ามใจตัวเองได้ ใบหน้าหล่อโน้มลงต่ำ หมายจะลิ้มชิมเรียวปากอันเย้ายวนของหญิงสาว...

“ทำอะไรกันน่ะ” คนดูแลสวนที่เดินผ่านมาเห็นสองหนุ่มสาวนอนกอดทับกันเอ่ยทัก “ที่นี่เป็นสวนดอกไม้ ไม่ใช่ที่พลอดรัก ลุกขึ้นเลยสองคนนี้” 

สิ้นเสียงเสียงคนดูแลสวน สองหนุ่มสาวได้สติรีบยันกายพากันลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งสองหัวเราะคิกคักก่อนจะช่วยกันปัดเศษหญ้าออกด้วยกัน 

“เปล่าพลอดรักนะลุง แค่วิ่งแล้วพากันล้ม” เฉิงฟงออกตัว 

“ยังจะมาโกหก หนุ่มสาวสมัยนี้นี่” เขาบ่น “ไปเลย เดินกันไปดีๆ อย่ามาหามุมมืดๆอีก” เขายกมือขึ้นเป็นเชิงไล่ 

เฉิงฟงพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะหันมายิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับหญิงสาว แล้วพากันเดินจูงมือจากไป 

“เกือบไปแล้ว” เขาโพล่งขึ้นหลังพ้นหน้าลุงคนดูแลสวน 

“เกือบอะไรคะ” แววตาขำขันเจือปนแววตาใสซื่อ 

“คุณเกือบจะได้รู้แล้ว ว่าปากผมหวานจริงเหมือนคุณพูดไหม” เขาหัวเราะ

“บ้าจริงเชียว” เธอตีเข้าที่แขนเขาเบาๆ ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ชวนขวยเขิน

“แล้วเจ็บตรงไหนไหม” เขาดึงเธอเข้าหาพร้อมตรวจดูความเรียบร้อย

“พอแล้ว” เธอยันกายเขาออกห่าง “ไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ”

“ก็เป็นห่วงนี่” 

“ห่วงอะไรกัน คุณแหละวิ่งมาไม่ดูเลย”

“คุณเล่นหยุดกะทันหันแบบนั้น คงเบรกทันหรอก...แต่ก็ดีนะ” เขาหวนนึกถึงความใกล้ชิดที่ทำให้ทั้งสองเกือบจะได้ คิส กัน ใบหน้าหล่อยิ้มร้าย

“ร้ายเหลือเกิน” เธอแซวเขา

ทั้งสองประสานเสียงหัวเราะ เสียงแห่งความสุขดังแว่วไปรอบๆ ก่อนจะจูงมือกันเดินชมสวนดอกไม้ที่มีแสงไฟสีส้มประดับประดาไว้เคียงข้างอย่างสุขใจ หัวใจสองดวงพองโตเบิกบานไปด้วยกัน แม้แต่ดอกไม้ที่สวยงามยามบานสะพรั่ง ยังไม่อาจสวยงามเท่าเวลาดีๆที่ทั้งสองใช้ร่วมกัน

ที่นั่น...เธอได้มีความทรงจำที่สวยงามน่าจดจำร่วมกับ เขา

 

เฉิงฟงเดินเคียงคู่กับเซียงหลานจนกลับมาถึงหน้าตึกที่พักของเขา ชายหนุ่มชวนหญิงสาวให้ขึ้นไปทักทายเพื่อนๆเขา ซึ่งเธอเองก็ตอบตกลง

ด้านบนที่พักมีผู้ชายประมาณ 10 กว่าคน นั่งล้อมวงกินข้าวพูดคุยกัน ห้องใหญ่จะเป็นที่รวมตัวกันของหนุ่มๆและจะมีห้องเล็กแยกไปอีก สี่ห้อง ซึ่งเป็นห้องนอน ในหนึ่งห้อง จะพักได้สามคน และมีห้องน้ำรวมอีกหนึ่งห้อง ซึ่งใหญ่พอสมควร สภาพห้องก็ตามที่บุรุษเพศชายอาศัยอยู่ ไม่ได้สะอาดมาก แต่ก็ไม่ได้สกปรกเลอะเทอะจนเกินไป

เฉิงฟงเดินเข้าไปทักทายทุกคน บรรดาชายหนุ่มสิบกว่าคนหันมามองและยิ้มทักทาย แต่ละคนดูเป็นมิตรมากกว่าคืนนั้นที่เจอกัน 

ไถ่ป๋อ ชายหนุ่มผู้บ้าคลั่งคืนนั้น กระโจนออกมาเช่นเคย เขาเข้ามาด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร แล้วเอ่ยถามเซียงหลานด้วยดวงตาใสซื่อว่า "จำฉันได้ไหม" 

“จำได้แน่นอน ดุร้ายขนาดนี้ ใครจะจำไม่ได้”

“ดุร้าย” ทุกคนที่ล้อมวงเข้ามามุงเธอ พากันหัวเราะชอบใจกับคำที่เธอใช้ 

“ตุ้ยปู้ฉี่” ไถ่ป๋อเอ่ยขึ้นหลังหยุดเสียงหัวเราะ ซึ่งแปลว่า ขอโทษนะ “ผมชอบทำหน้าเหมือนดุร้าย แต่จริงๆแล้ว ผมเป็นผู้ชายน่ารัก และคนน่ารักนี้ชื่อไถ่ป๋อครับ” เขารีบทำหน้าตาให้น่ารักที่สุด

เรียวปากบางระบายยิ้ม “น่ารักตรงไหนเนี่ย เท่าที่จำได้ มีแต่ความน่ากลัว” เธอหัวเราะแผ่วเบา

“หน้าตาอาจจะไม่ แต่ตรงใจนี้ น่ารักเสมอ” ไถ่ป๋อชี้ไปยังหน้าอกด้านซ้าย

โห่...มุกเสี่ยวเหลือเกิน หญิงสาวหัวเราะ 

ทุกคนต่างแย่งกันชวนเซียงหลานพูดคุย เธอคอยเล่าเรื่องประเทศไทยให้ทุกคนฟัง เมื่อพวกเขาเอาแต่ตั้งคำถาม เธอก็คอบตอบคำถาม ทั้งหมดสนทนากันอย่างสนุกสนาน จนเวลาล่วงเลยไปเป็นชั่วโมง 

เมื่อเห็นว่าใกล้เวลาเข้างานของเฉิงฟงแล้ว หญิงสาวจึงขอตัวกลับ เฉิงฟงอาสาเดินลงมาส่งด้านล่าง ซึ่งสวนทางกับหวังหย่งที่เลิกงานกลับมาพอดี 

"เหมยหนี่ มาทำอะไรที่นี่" เขาทำสีหน้าฉงน เมื่อเห็นหญิงสาวหน้าทางเข้าที่พัก 

"มาดูที่นอนยับๆของคุณไง" 

"เห็นยับ แล้วทำไมไม่ช่วยจัด" 

"ไม่ใช่งานของฉันนี่คะ" 

“ไม่มีน้ำใจ” 

หญิงสาวตั้งท่าจะเถียง แต่เฉิงฟงห้ามไว้ก่อน “พอแล้ว ทั้งสองคนแหละ...ดึกแล้วเซียงหลานต้องรีบกลับบ้าน วันหลังค่อยมาเถียงกันต่อ” 

"จะกลับแล้วเหรอ" หวังหย่งถาม 

เซียงหลานพยักหน้า 

“ให้ฉันนั่งแท็กซี่ไปส่งไหม ว่าจะแวะไปทำธุระแถวนั้น” ประโยคนี้หวังหย่งหันไปถามเพื่อนตัวเอง

“ธุระอะไรของนาย” เฉิงฟงถาม

“เรื่องสาวๆ” หวังหย่งไหวไหล่

“อืม...ก็ดีนะ เซียงหลานจะได้ไม่ต้องนั่งรถไปคนเดียวดึกดื่นมืดค่ำ” เฉิงฟงออกความเห็น เขาหันมาทางหญิงสาว “เดี๋ยวให้หวังหย่งนั่งรถไปส่งนะ ยังไงก็ทางเดียวกัน” 

“ได้ค่ะ” หญิงสาวตอบ

หวังหย่งขอตัวขึ้นไปปรับเปลี่ยนเสื้อผ้าด้านบน ระหว่างที่รอ ทั้งสองคนเดินไปยังด้านหน้าถนน เพื่อมองหาแท็กซี่ ตรงทางเดินเท้า มีหนุ่มสาวชาวจีนเดินจับมือกันผ่านมาเป็นคู่ๆ บางคู่ก็ยืนจูบกันต่อหน้าต่อตาใต้ต้นไม้ใหญ่ ที่ไม่ไกลกันมากนัก 

นี่คนจีนเขาพัฒนามาถึงขั้นนี้แล้วหรือ จูบกันในที่สาธารณะแบบไม่ต้องอายใคร เห็นแล้ว...หญิงสาวพลางรู้สึกอดเขินไม่ได้ 

เมื่อสังเกตเห็นใบหน้างามแดงระเรื่อ เฉิงฟงอมยิ้ม ทำไมถึงได้รู้สึกถูกใจนะกับความน่ารักของเจ้าหล่อน...ชายหนุ่มดึงร่างบางเข้าหาตัว คนตัวเล็กเซถลาเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดแกร่งแทบทันที 

“ทำอะไรคะ” สีหน้างุนงง ปนเขินอาย 

“ขอ คิส คุณแบบนั้นบ้างได้ไหม...หืม” เขากระซิบข้างหู 

"ไม่ดีมั้งคะ" หญิงสาวที่ยืนตัวชิดติดเขาเบี่ยงหน้าหนี

"งั้นขอแค่หอม นะคนดี" เขาพูดไปพลางจูบลงที่กลางหน้าผากโดยไม่รอคำอนุญาต 

สัมผัสจากเขาช่างอ่อนหวาน...ชวนเคลิบเคลิ้ม หญิงสาวหลับตาพริ้ม รับรู้ถึงรอยประทับบนหน้าผากมนอย่างนุ่มนวล 

ริมฝีปากหนาเลื่อนลงมาตามใบหูแล้วคลอเคลียแถวพวงแก้มหอมกรุ่น...ก่อนจะหยุดลงใกล้ๆเรียวปากบาง

หัวใจดวงน้อยเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมา ลมหายสะดุดเป็นช่วงๆ ร่างแบบบางแทบไม่กล้าหายใจเวลาที่ใบหน้าเขาแนบลงชิดใกล้ริมฝีปากเธอ ริมฝีปากเขาใกล้เข้ามาทุกที...มันช่างเชื่องช้าและอ้อยอิ่ง...

หญิงสาวทนความรู้สึกปั่นป่วนที่ก่อตัวขึ้นแทบไม่ไหว เธอจึงหันหน้าหนีลมหายใจอุ่นร้อนของเขาไปทางอื่น แต่ก็ช้ากว่าอยู่ดี มือแกร่งจับใบหน้างามให้หันกลับมา...เรียวปากหนาประทับลงมายังกลีบปากบางของเธอแทบทันที...

ลมหายใจหญิงสาวสะดุดลง เธอรู้สึกราวกับกำลังจะขาดอากาศหายใจ จึงเผยอกลีบปากเรียวเล็กออกเพื่อหายใจ กลายเป็นว่าเปิดโอกาสให้เขาได้สอดเรียวลิ้นเข้ามาในโพรงปากเพื่อเชยชมลิ้มลองรสหวานล้ำ จุมพิตเขาช่างหวานละมุน...ซาบซ่าน เต็มไปด้วยแรงดึงดูดของความเสน่หา... 

“อือ...” หญิงสาวครางประท้วงเมื่อเขาถอดถอนริมฝีปากออก เธอแทบจะตามริมฝีปากของเขาไป 

แค่เพียงถอนเรียวปากออกเพื่อหักห้ามใจ ใยแม่สาววัยใสจึงพร่ำเรียกร้อง จนเขาทนไม่ไหวที่จะต้องรีบตอบสนอง “ชู่ว์...ใจเย็นก่อน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มแผ่วเบา ริมฝีปากยังคงคลอเคลียอ้อยอิ่งอยู่เหนือเรียวปากนุ่ม เขากดจุมพิตลงอีกหนอย่างหนักหน่วงและเอาใจคนช่างเรียกร้อง 

ทีแรกที่ถอนริมฝีปากออกนั้น เพราะเกรงว่าจะทำแม่สาวน้อยตกใจ แต่เธอกลับเป็นฝ่ายเรียกร้องหาเขาเสียเอง จุมพิตจากเธอนั้นช่างหวานละมุน และไร้เดียงสา แต่กลับทำให้เขารุ่มร้อน ไม่สามารถหยุดยั้งความต้องการเธอได้เลย ยิ่งได้ลิ้มรสความใสซื่อไร้เดียงสา ยิ่งกระตุ้นความปรารถนาในส่วนลึกให้แตกพล่าน 

“ครั้งแรกเหรอ” เสียงกระซิบแผ่วเบาหลังถอนริมฝีปากออกห่าง

ดวงหน้าเรียวงามแดงปลั่ง...ดวงตาเรียวเล็กหวานหยาดเยิ้ม ช่างน่ารักจนอดใจไม่ไหว อยากจะลิ้มรสนั้นอีกระรอก...ชายหนุ่มก้มลงมอบจุมพิตให้เธออีกครั้ง เขากดจุมพิตลงอย่างหนักหน่วงอีกรอบ ก่อนจะทอดถอนริมฝีปากออกมาอย่างอ้อยอิ่ง เสียงลมหายใจดังแผ่วอย่างยากจะระงับอารมณ์ความเสน่หา 

“ฮืม...เซียงหลาน คุณน่ารักเหลือเกิน” เขาพร่ำพูดอยู่ข้างแก้มนวล ต้องใช้พลังกายอย่างมากมายเพื่อหักห้ามใจไม่ให้ล่วงเกินเธอมากไปกว่านี้

หญิงสาวที่เผลอไผลอยู่กับความหอมหวานนุ่มนวลที่เขามอบให้ เริ่มได้สติกลับมา แก้มที่แดงเพราะอากาศหนาวยิ่งแดงระเรื่อขึ้นอีก เมื่อเขาเอาแต่มองหน้าเธอด้วยแววตาปรารถนา

“คุณบอกแค่จะหอม” เสียงนั้นแทบจะพูดอยู่ในลำคอ

“เป็นเรื่องยากที่จะควบคุมตัวเองเมื่ออยู่ใกล้คุณ” เขาพูดขณะที่เธอยืนอยู่ในอ้อมกอดห่างไปไม่กี่เซน “แต่ผมจะไม่ขอโทษหรอกนะที่ทำแบบนั้นกับคุณ เพราะคุณน่ารักเกินไป” 

หญิงสาวยิ้มเขิน มองสบตาเขาด้วยหัวใจที่เบิกบาน กลิ่นอายความละมุนกระจายฟุ้ง ทำไมหนอ...เธอจึงหลงผู้ชาคนนี้มากเหลือเกิน เธอหลงรักทุกการกระทำของเขา รักทุกสัมผัสที่เขามอบให้ 

“จูบแรกเหรอ” เขาถามอีกหน

หลังได้สติ หญิงสาวตะลึงมองตาเขาอย่างตกใจ “คุณรู้ได้ยังไงคะ”

เขาหัวเราะกับท่าทีของเธอ “จูบของคุณมันฟ้อง” เขาลูบหัวหญิงสาวอย่างเอ็นดูในความไร้เดียงสา “ไว้ผมจะสอนคุณให้จูบเก่งจนไม่มีใครจับได้เลยว่าเป็นจูบแรก” ใบหน้าหล่อยิ้มภูมิใจ 

“พูดเหมือนตัวเองเป็นยอดนักจูบ” เธอย้อน

“แน่นอนสิ...คุณเพิ่งได้พิสูจน์มาเอง สรุปแล้ว...ผมปากหวานจริงไหม” เขาหวนไปยังเรื่องตอนเริ่มต้นเมื่อหัวค่ำที่สวนดอกไม้ 

เซียงหลานหัวเราะเบือนหน้าหนี เธอไม่ยอมตอบ คนบ้าอะไร ถามแต่เรื่องแบบนี้

“ดีใจนะได้เป็นจูบแรกของคุณ” ไม่พูดเปล่าแต่ยังฝากรอยประทับอีกรอยไว้บนพวงแก้มแดงอีกต่างหาก " ฮ้า...ผมไม่อยากไปทำงาน อยากนั่งรถไปส่งมากกว่า" 

จะได้ทำอะไร...ต่อมิอะไรได้ถนัดกว่านี้ เขาต่อประโยคนั้นในใจ 

ไม่ทันเสียงความคิด...ใครอีกคนก็โผล่มา 

"ฮื่ม ทำอะไรกัน เห็นนะ" หวังหย่งพูดแซว เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว ลงมาถึงทันเห็นสองหนุ่มสาวยืนกอดกัน

เฉิงฟงปล่อยหญิงสาวออกจากอ้อมกอด “ก็กอดลากัน” เขาว่างั้น

เซียงหลานถอยห่างออกมา สีหน้าเอียงอายเล็กน้อย เขาคงไม่ได้เห็นเธอยืนกอดจูบกับเฉิงฟงหรอกใช่ไหม ถ้างั้นคงน่าอายแย่ ที่ใครต้องมาเห็นเธอยืนจูบกับผู้ชายในที่โล่งแบบนั้น 

หวังหย่งหันไปแซวเฉิงฟงสองสามประโยค แล้วโบกมือเรียกแท็กซี่ แท็กซี่คันนั้นจอดลง ชายหนุ่มเดินก้าวเข้าไปนั่งด้านในก่อน แล้วเรียกให้เซียงหลานเข้ามาตาม

“กลับได้แล้วเหมยหนี่ ล่ำลากันยังไม่เสร็จหรือ” เขาพูดขัดระหว่างเห็นสองหนุ่มสาวบอกลากัน 

เซียงหลานเอ่ยลาเฉิงฟง ใบหน้าเปื้อนยิ้มหันเดินมาทางแท็กซี่ เธอเดินเข้าไปด้านใน เอ่ยลาเขาอีกรอบ แล้วปิดประตู รถแท็กซี่เคลื่อนตัวออกจากถนน มุ่งหน้าสู่ที่พักเธอ          

 

ภายในรถเซียงหลานนั่งอยู่ใกล้ๆกับหวังหย่ง แต่ยังมีพื้นที่ระหว่างกันอยู่บ้าง 

“เธอกับเฉิงฟงเป็นอะไรกัน” หวังหย่งถาม หลังจากทั้งสองนั่งรถมาด้วยกันได้สักพัก

“ถามอะไรแบบนั้น” หญิงสาวเองก็ตอบไม่ได้  เพราะเธอก็ไม่รู้ว่า เธอและเฉิงฟงเป็นอะไรกัน แม้แต่บอกชอบเขายังไม่เคยพูดเลย แฟนก็ยังไม่ได้เป็น แต่ก็คงไม่ใช่เพื่อนสนิท เพราะเพื่อนที่ไหนจะมากอดจูบกันละ 

“เป็นแฟนกันเหรอ” 

“ไม่รู้สิ แต่ฉันคิดว่าเราชอบกัน” เธอพูดไปตามที่คิด ดูจากการกระทำของเขา เขาเองก็คงชอบเธอ 

“คิดไปเองหรือเปล่า เธออาจจะชอบเขาฝ่ายเดียวก็ได้” น้ำเสียงนั้นสร้างความปั่นป่วนชะมัด

“หวังหย่ง...” เซียงหลานหันขวับไปมองหน้าชายหนุ่ม 

“ถ้ายังไม่ได้เป็นอะไรกัน แค่ชอบพอกัน เป็นผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัว จะเที่ยวปล่อยให้ผู้ชายคนนั้นคนนี้ไล่กอดไม่ได้” น้ำเสียงเขาฟังดูจริงจังมากกว่าจะพูดเล่น

“ฉันไม่ได้ให้ใครไล่กอดเล่นนี่” น้ำเสียงชวนหาเรื่อง แน่นอนสิ ใครจะชอบให้คนอื่นมาว่าตัวเอง

“ฉันเห็นนะว่าเธอกับเฉิงฟง กอดกัน” 

“แล้วเกี่ยวอะไรกับคุณละ” 

“เกี่ยวสิ ฉันเป็นเพื่อนเธอ เพื่อนต้องเตือนเพื่อนเป็นธรรมดา” 

“แบบนี้ก็ได้เหรอ” หญิงสาวโพล่งเป็นภาษาไทยออกมา เธอหัวเราะ...ช่างไม่เข้าใจเขาจริงๆว่าเขาจะมาไม้ไหน 

“ช่วยแปลเป็นภาษาจีนด้วย” เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ 

“เอาหน้าคุณไปไกลๆเลย” มือเรียวยื่นไปดันหน้าเขาออก แต่คนมือไวดันจับมือเธอไว้ แถมแกล้งกุมไว้จนแน่น “เอ๊ะ ปล่อยนะ” เธอพยายามดึงมือออก 

“หนาวนี่ ขอจับมือหน่อยไม่ได้หรือไง” เขารีบเปลี่ยนเรื่อง ไวยิ่งกว่ากิ้งก่าเปลี่ยนสีเสียอีก 

“ไม่ได้” 

“เฉิงฟงไม่ได้เป็นแฟนเธอ เขายังกอดเธอได้เลย ฉันแค่จับมือเองนะ” 

“มันไม่เหมือนกันนี่” 

“ไม่เหมือนตรงไหนละ เธอพูดเองว่าเขาไม่ใช่แฟน” พูดจบก็จับมือเธออยู่แบบนั้นไม่ยอมปล่อย

“เฮ้อ...จะให้พูดไงละ จะให้บอกว่าเราเป็นแฟนกัน ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันเหรอ เฉิงฟงยังไม่เคยบอกว่าชอบฉัน หรือขอฉันเป็นแฟนเลย เขาแค่พูดว่า คิดถึง แล้วก็... แค่นั้น...เอิ่ม....” หญิงสาวพยักหน้าติดต่อกันเรื่อยๆ เพื่อแก้เขินในประโยคสุดท้าย ที่เกือบพลั้งปากบอกเขา 

“เขาบอกคิดถึงด้วยเหรอ งั้นฉันบอกบ้างได้ไหม” หวังหย่งถามยียวน ยังไม่ยอมล่อยมือเธอง่ายๆ 

หญิงสาวดิ้นชักมือออก “นี่จะแกล้งอะไรกันอีกละ” 

“ไม่ได้แกล้งนะ จริงจัง” พูดพร้อมเผยร้อยยิ้มที่เธอเกลียดแสนเกลียด

“พอเลย คุณเป็นเพื่อนเฉิงฟงนะ” 

“ตราบใดที่เขายังไม่ขอเธอเป็นแฟน หรือบอกกับใครๆว่าเขากับเธอคบกัน ฉันก็มีสิทธิ์ที่จะคิดถึงเธอและกลิ่นหอมจากมือเธอ” พูดจบก็สูดดมความหอมจากมือหญิงเข้าไปอย่างหน้าชื่นตาบาน

“บางทีคุณก็ขี้เล่นจนฉันแยกไม่ออกว่าเรื่องไหนจริง เรื่องไหนเล่น” 

“เวลาอยู่กับเธอนะ ฉันจริงจังเสมอแหละเซียงหลาน” เขาเอามือมาวางไว้ตรงหัวใจ

หญิงสาวรีบชักออก...คนผีทะเล ปากว่ามือถึง แกล้งอะไรไม่รู้อยู่เรื่อย 

หวังหย่งมองท่าทีเธอแล้วยิ้มอีก เขาเบนหน้าออกไปทางหน้าต่างด้านข้างตัวเขา พลันรู้สึกแปลบปลาบเมื่อนึกถึงสิ่งที่เขาเพิ่งเห็นมา...

เขาคงไม่บอกเธอหรอกว่าทันลงมาเห็นทั้งสองยืนกอดจูบกัน นั่นคงทำให้หญิงสาวอายเขาจนไม่ยอมคุยกับเขาก็ได้ เฉิงฟงไม่ค่อยแสดงออกอย่างชัดเจนเสียเท่าไหร่ ไม่เคยบอกเตี๋ยหรงหรือหวังหย่ง ว่าเขารู้สึกอย่างไรกับเซียงหลาน เพราะเขายังมีเรื่องผู้หญิงอีกคนที่ยังต้องจัดการ นั่นทำให้หวังหย่งกลัวว่าเฉิงฟงอาจแค่ให้ความหวังลมๆแล้งๆกับเซียงหลานอยู่ก็ได้ 

แน่สิ...เขาคงไม่อยากเห็นผู้หญิงคนนี้ต้องเสียใจเพราะเพื่อนตัวเองหรอก เพราะเขาเองก็มีใจให้เธอ แต่เธอยังไม่ยอมรับรู้เท่านั้นเอง 

ตราบใดที่เฉิงฟงยังไม่แสดงความชัดเจน เขาเองก็มีสิทธิ์ที่จะหวังไม่ใช่หรือ...หากวันใดที่เฉิงฟงทำให้เธอต้องเสียใจ เขาก็จะยังอยู่ตรงนั้นเพื่อเธอ...ไม่ได้หวังอะไรมากมาย ขอแค่ได้ใกล้ชิด เชยชมกลิ่นหอมจากเจ้าดอกไม้แรกแย้มนี้บ้างก็ชื่นใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของเธอ 

 

                “กลิ่นหอมจากตัวเธอยังคงวนเวียนอยู่รอบตัวฉัน ตั้งแต่วันนั้นที่โรงแรมและคืนนี้บนรถแท็กซี่ ฉันชอบมีเธออยู่ใกล้ๆ ชอบที่มีกลิ่นหอมจากเธอติดตัวฉันแบบนี้ ฝันดีเซียงหลาน

เพียงแค่จากกันไม่ถึงสิบนาที ข้อความก็เด้งขึ้นมา เซียงหลานเปิดอ่านแล้วแทบมุดหน้าหนี...พิมพ์มาอย่างกับว่าเธอและเขาสองคนช่างมีช่วงเวลาที่พิเศษต่อกัน ถ้าคนอื่นได้อ่านต้องเข้าใจผิดเป็นแน่ หญิงสาวเลือกที่จะไม่ตอบกลับ...

 

ก่อนหลับตานอน...หัวใจเธอกลับเฝ้านึกถึงใบหน้าใครคนหนึ่งผู้เป็นเจ้าของจูบแรก ผู้ที่ได้หัวใจเธอไปครอบครองทั้งหมดสี่ห้องแล้ว..ในขณะเดียวกัน เธอเองยังไม่รู้เลยว่า ในใจเขา...จะพอมีเธออยู่ในนั้นไหม

 

 

 

 

 

 

 

ตอนต่อไปกำลังจะมา...นะคะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น

  1. #2 เซียงหลาน (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 / 23:23

    สวัสดีค่ะ กลับมาอัฟเดทตอนใหม่ให้แล้วนะ ต้องขออภัยที่มาช้าหน่อยนะคะ สองสามวันนี้ยุ่งๆด้วยเลยทำให้อัฟช้า ขอบคุณทุกคนที่ติดตามนะคะ จะพยายามอัฟทุกวันนะ

    #2
    0