ครั้งหนึ่ง ณ คุนหมิง

ตอนที่ 4 : อัศวินของฉัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 75
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    14 พ.ย. 62

อัศวินของฉัน 

 

คืนวันศุกร์ วนกลับมาอีกรอบ เป็นลูกหว้าอีกเช่นเคยที่เอ่ยปากชวนเซียงหลานออกไปเที่ยว แต่รอบนี้ลูกหว้าตั้งใจชวนแค่เซียงหลานและเพื่อนสนิทอีกคนของลูกหว้าเท่านั้น 

พวกเธอตั้งใจกันว่าอยากจะลองไปนั่งร้านคาราโอเกะของคนจีนดูบ้าง ว่าจะเป็นอย่างไร แตกต่างกับเมืองไทยหรือไม่ ซึ่งนั่นก็ถือเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับ เซียงหลานเช่นกัน เพราะเธอยังไม่เคยเข้าร้านดังว่าแม้แต่ในไทยหรือจีน 

คืนนั้นสามสาวออกไปเที่ยวกันตามปกติ เมื่อมาถึงร้าน แต่ละคนต่างจับจองที่นั่งกัน แบ่งกันร้องเพลงจีนสลับไปมา เซียงหลานที่ไม่เก่งเรื่องร้องเพลงสุดๆ จึงได้แต่นั่งฟังเพื่อนร้องเพลงยาวไป 

ร้องได้ไม่กี่เพลง ลูกหว้าเอ่ยกับเซียงหลานและออกัส ว่าจะมีเพื่อนของลูกหว้ามาเพิ่ม เซียงหลานพยักหน้ารับรู้ไม่ได้เอะใจอะไร แต่ใครละจะร่วงรู้เรื่องอนาคตว่า เพื่อนของลูกหว้านั้นจะมาพร้อมปัญหา เพื่อนที่ไม่ได้เป็นแค่เพื่อน แต่เป็นถึง อาเสี่ย ของลูกหว้า 

ไม่น่าเชื่อว่าลูกหว้าที่เพิ่งจะมาเรียนจีนได้ไม่นานนัก ดันมีป๋าน้อยป๋าใหญ่ค่อยส่งเสียเลี้ยงดูเสียแล้ว อาเสี่ย ของลูกหว้าเดินทางมาถึงพร้อมเพื่อนของเขาอีกสองคน ช่างเป็นอะไรที่บังเอิญเสียจริงๆ ที่ทุกคนต่างถูกจับคู่กันเรียบร้อย 

อาเสี่ย ของลูกหว้าตรงเข้ามาหาเธอแทบทันที เขาจูบลงบนหน้าผากหล่อนก่อนจะนั่งโอบกอดเจ้าตัวไว้อย่างโหยหา ราวกับไม่ได้เจอะเจอกันมาแสนนาน ช่างเหลือเชื่อ คาดไม่ถึงว่าลูกหว้าจะเลือกเดินเส้นทางนี้ 

อาเสี่ยคนที่สองหย่อนกายลงข้างออกัส เธอดูมีท่าทีเอียงอายอยู่บ้าง และตามมาด้วยเสี่ยสามที่เดินมานั่งข้างเซียงหลาน หญิงสาวแทบจะกระโจนลุกขึ้นกระโดดหนี แต่เพราะมารยาททางสังคม เธอจึงต้องจำใจนั่งนิ่งแล้วหันไปยิ้มทักทาย...เพียงแค่ยิ้มทักทาย สายตาเสี่ยสามแทบจะกลืนกินเธอเลยทีเดียว 

ให้ตายเถอะ...นี่มันบ้าชัดๆ อะไรๆก็ผิดแผนไปหมด เธอตั้งใจจะออกมาด้านนอกเพื่อผ่อนคลาย เพื่อผ่อนความรู้สึกคิดถึงใครบางคนให้เบาลง แต่กลับต้องมาเจอกับตาเฒ่าตัญหากลับ นี่เข้าเสียอีก เธอเกลียดสายตาโลมเลียที่เขาคอยสอดส่องเธอชะมัด เกลียดมืออ้วนท้วมที่พยายามโอบไหล่หรือฉวยโอกาสแตะเนื้อต้องตัวเธอในมุมมืด

หลายครั้งที่พยายามหลบหลีก หรือปฏิเสธไปแบบมีมารยาท ตาเสี่ยสามนั่นก็ไม่ลดละความพยายามเลยแม้แต่น้อย เขายังคงทำตัวรุ่มร่ามใส่เธอไม่หยุดหย่อน จนเมื่อหญิงสาวรู้สึกเกินจะทน จึงขอตัวไปเข้าห้องน้ำเพื่อหลบหลีก และสงบสติอารมณ์ก่อนจะพลั้งปากด่าเสี่ยของเพื่อนเข้า 

เธอไม่อยากสร้างปัญหา อยากจะกลับที่พักเสียตอนนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่า ร้านนั่นตั้งอยู่จุดไหนในคุนหมิง ครั้นจะกลับเข้าไปก็รู้สึกพะอืดพะอมกับสีหน้าและท่าทางของอี่ตาเสี่ยสามนั่นเหลือเกิน ไปอดอยากปากแห้งมาจากไหนกันหนอ ถึงได้มองเธอราวกับอาหารจานโตที่จะต้องกินให้ได้เสียคืนนี้ 

 

อยู่ภายในห้องน้ำได้ไม่นาน หญิงสาวเกิดความคิดขึ้นมาใหม่ ใช่สิ...เธอยังมีเพื่อน ที่พอช่วยได้นี่นา หญิงสาวหยิบมือถือขึ้นต่อสายหา ซิ่วอิงและเหม่ยหลิว แต่ก็ไร้การตอบกลับจากทั้งคู่ ซิ่วอิงคงหลับแล้ว ส่วนเหม่ยหลิวนั้นคงกำลังมีความสุขกับซีรีย์จีนอยู่แน่ คิดได้นั้นจึงไม่ได้โทรหาเพื่อนทั้งสองอีก

จนกระทั่งความคิดหนึ่งแวบเข้ามา ใช่สิ...เฉิงฟงไง ถ้าเขารู้เขาต้องมาแน่ แต่โอ้ย...อะไรจะโชคร้ายปานนี้ มือถือเขาหายนี่ แล้วเธอจะติดต่อเขาได้อย่างไร เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ อีกคนที่แวบเข้ามาความคิดคือ หวังหย่ง ความหวังสุดท้ายของเธอ 

เธอรีบกดส่งข้อความหาหวังหย่งทันที ไม่นานเกินรอเขาก็ตอบกลับมา เซียงหลานตัดสินใจโทรหาเขา แล้วเล่าเรื่องคร่าวๆให้หวังหย่งฟัง

น้ำเสียงเขาดูเหมือนจะโกรธที่เธอออกไปกับเพื่อนแบบนั้น ทั้งที่ไม่สนิท พอเขาชวนไปไหนก็จะตามไป เขาบ่นหญิงสาว แต่น้ำเสียงเขาก็เจือปนไปด้วยความห่วงใย 

เมื่อถามเจ้าหล่อนว่าเธออยู่ไหน เจ้าตัวตอบไม่ได้เพราะไม่รู้ เขาจึงขอคุยกับพนักงานแถวนั้น เมื่อพนักงานคนหนึ่งเดินผ่านมา หญิงสาวจึงยื่นโทรศัพท์ให้เขาเพื่อคุยกับหวังหย่ง

เมื่อคุยกันจนเรียบร้อย พนักงานคนเดิมจึงส่งมือถือกลับมาให้เซียงหลาน สายถูกตัดไปแล้ว โทรกลับเขาก็ไม่รับ ไม่มีการบอกลาหรือบอกให้รออะไรเลย มีแต่ข้อความสั้นๆว่า ‘ขอเคลียร์งานก่อน’

สรุปคืนนี้เธอต้องกลับเข้าไปในห้องเชือดนั้นแล้วหาทางเอาตัวรอดจนกว่าจะหมดคืนงั้นหรือ แล้วเธอจะเอาตัวรอดไปได้สักกี่น้ำ...? 

เธอตัดสินใจจะอยู่แถวนั้นรอจนกว่าเพื่อนๆจะเที่ยวเสร็จ ผู้ชายแต่ละคนที่เดินไปมานั้นก็มองมาไม่วางตา หญิงสาวรู้สึกกลัวขึ้นมาดื้อๆ จะกลับหอพักก็ไม่รู้จะกลับยังไง สุดท้ายเลยจำใจกลับเข้าไปข้างในห้องนั้นอีกรอบ 

ยัยโง่เอ๊ย...เธอก่นด่าตัวเอง 

ลูกหว้าพยายามพูดเกลี้ยกล่อมให้เซียงหลานยอมๆเสี่ยจีนบ้าง แต่ถึงอย่างไรตัวเธอเองก็ทำไม่ลงเพราะไม่ได้ชื่นชอบในตัวเสี่ยสามเลยสักนิด 

เสี่ยสามยังคงรุ่มร่ามไม่ห่างหาย ถึงแม้หญิงสาวจะขยับกายมานั่งใกล้ๆออกัสแล้วก็ตาม แต่เสี่ยสามตามมานั่งแทรกอยู่ดี เขาไม่ยอมปล่อยให้เธอได้มีโอกาสหลบหรือปฏิเสธเขาได้เลย เขาจับมือเธอแน่น ไม่ว่าจะสะบัดและพูดออกไปอย่างชัดเจนแล้วว่าไม่ชอบ เขาก็ไม่ยอมฟัง เสี่ยสามเลื่อนใบหน้าอ้วนกลมนั้นเข้ามาใกล้หญิงสาวมากขึ้นไปอีก 

อีกนิดเดียว...นิดเดียวเท่านั้น เธอก็ใกล้จะอวกแล้ว หญิงสาวเบี่ยงใบหน้างามหลบสุดชีวิต 

ในจังหวะที่รู้สึกแย่ที่สุด...หัวใจดวงน้อยห่อเหี่ยวไร้ความหวัง เธอช่างหวาดกลัวต่อภัยร้ายที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เสียเหลือเกิน ใบหน้างามซีดเผือก เธอคงหนีเสี่ยสามไม่พ้นแล้วแน่ๆ เพราะเพื่อนทั้งสองดูจะไม่ยอมรับรู้เรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นเลย

ช่วยด้วย...ใครก็ได้ช่วยทีเถอะ เธอกรีดเสียงร้องดังระงมภายใต้ความนึกคิด 

แต่ทันใดนั้น...เหมือนฟ้ายังไม่ใจร้ายจนเกินไป ประตูห้องเปิดออก... พร้อมด้วย เฉิงฟง ที่ก้าวเข้ามาเป็นคนแรก

 

โอ้...เขาเปรียบดังเทพบุตรที่กำลังขี่ม้าขาวมาช่วยเธอในวินาทีสุดท้าย...ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัยพลันหลั่งไหลเข้ามาปกคลุมหญิงสาว...จะไม่ให้หลงรักเขาได้ยังไง 

เฉิงฟง ผู้เปรียบดังอัศวินของฉัน เขามาพวกช่วยฉันแล้ว

 

เฉิงฟงก้าวเข้ามา ตามด้วยหวังหย่งและ เตี๋ยหรง ไม่อยากเชื่อ สามคนนี้ตามมาถูกได้ไง

อาเสี่ยจีน ทั้งสามคนหันไปมองผู้มาใหม่ด้วยความตกใจเช่นกัน พวกเขาคงคิดว่าใครกัน เข้ามาผิดห้องหรือเปล่า? เสี่ยสามถอนหน้าที่กำลังจะยื่นเข้าใกล้เซียงหลาน หันหน้าไปหาเสี่ยสองและอาเสี่ยของลูกหว้า ทั้งสองกำลังมองไปทางผู้มาใหม่เช่นกัน

หญิงสาวได้โอกาสรีบกระเถิบหนีไปยังอีกฟากหนึ่งของโซฟาทันที

“พวกนายเข้าผิดห้องหรือเปล่า” เสี่ยของลูกหว้าถาม 

“เปล่า เรามาหา เซียงหลาน” เฉิงฟงตอบ ก่อนจะก้าวฉับๆ เพียงสามก้าวเขาก็ถึงตัวหญิงสาว 

กายแกร่งหย่อนกายลงมานั่งข้างเธอ สีหน้าเขาดูเต็มไปด้วยความกังวล เขาโอบไหล่เธออย่างถือสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของ จนหญิงสาวรับรู้ได้ถึงไออุ่นจากฝ่ามือหนานุ่มที่สัมผัสกับแขนเย็นเฉียบของเธอ กระแสไออุ่นไหลเวียนลงมาแผ่ปกคลุมหัวใจดวงน้อย เหมือนกับว่า ‘เขามาแล้วนะ มาเพื่อปกป้องเธอแล้ว’

หวังหย่งและเตี๋ยหรงยังยืนอยู่ตรงทางเข้าประตู รอดูทีท่าว่าควรทำตัวเช่นไร 

“ใครให้พวกนายเข้ามา” เสี่ยสามโพล่งออกมาอย่างหัวเสีย

“ไม่มี” เฉิงฟง ตอบเสียงเรียบ “เราแค่มารับเซียงหลานกลับบ้าน” 

“ไม่มีใครเชิญแกมา แต่ก็กล้าเปิดประตูเข้ามา ช่างไร้มารยาทจริงเด็กพวกนี้” เสี่ยสามเริ่มเสียงดัง

เฉิงฟงเพิกเฉยราวกับไม่ได้ยินที่เสี่ยคนนั้นกำลังโมโหฉุนเฉียว เขาหันหน้ามาหาหญิงสาวแล้วถามด้วยความห่วงใย "เป็นอะไรไหม" 

"ไม่เป็นไรค่ะ" เธอตอบเสียงสั่นปนดีใจ น้ำตาที่กลั้นไว้ใกล้จะไหลเต็มทน

"ทำไมต้องมาสถานที่แบบนี้" 

"ฉันมากับเพื่อน" 

"เพื่อนแบบนี้ ไม่ควรไปไหนด้วยนะ" 

ยังไม่ทันที่เฉิงฟงจะพูดจบประโยค เสี่ยสามก็เดินเข้ามากระชากตัวเขาออกจากหญิงสาวทันที

“ผู้หญิงคนนี้เป็นของฉัน” เขาอ้างความเป็นเจ้าของในตัวเธอ พร้อมด่าว่าเฉิงฟงเป็นภาษาจีนที่หญิงสาวเองฟังแทบไม่รู้เรื่อง

เฉิงฟงยังคงสีหน้าเรียบนิ่งไม่แสดงอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น เขาเดินกลับมาจูงมือเซียงหลานที่นั่งตัวสั่น เพื่อพาเธอออกไปจากที่นั่น หญิงสาวรีบยืนขึ้นพร้อมจะไปทันที แต่ก็ช้ากว่าฝ่ามือของเสี่ยจีนคนนั้นที่ฟาดลงบนใบหน้าเฉิงฟง 

ใบหน้าหล่อหันไปตามแรงฟาดจากเสี่ยหัวร้อน สีหน้าเฉิงฟงยังคงเรียบนิ่ง แต่แววตานั้นแสดงออกถึงความอดกลั้นที่เหลือเพียงน้อยนิดอย่างชัดเจน 

ทุกคนตกใจ รีบเข้าไปห้าม ไม่คิดว่าสถานการณ์จะเลยเถิดมาถึงขั้นทำร้ายร่างกายกัน เตี๋ยหรงกับหวังหย่งรีบกระโดดมาอยู่ฝั่งเฉิงฟง พร้อมปกป้องเซียงหลานกับเพื่อนตนเต็มที่ 

ยังไม่ทันไร...ด้วยความโมโหขุ่นเคือง เสี่ยสามยกขวดเบียร์ขึ้นมา หมายจะฟาดหัวเฉิงฟงในทันที 

เมื่อเห็นดังนั้นเซียงหลานรีบกระโดดเข้าขวาง...ในจังหวะเดียวกัน ขวดเบียร์ฟาดลงมาอย่างเต็มแรง

"เพล้ง!!" 

หัวใจเธอหยุดเต้นไปชั่วขณะ ก็ไม่ได้เจ็บอะไรขนาดนั้น เธอคิด แล้วจึงหันไปมองว่าเกิดอะไรขึ้น กลายเป็นว่าคนที่รับขวดเบียร์แทนเธอและเฉิงฟง คือหวังหย่ง 

ทุกอย่างมันรวดเร็วจนแทบตั้งตัวไม่ทัน ขวดเบียร์ฟาดลงกลางฝ่ามือของหวัง เขาทันคว้ามันไว้ก่อนที่ขวดจะแตกกระจายพร้อมเลือดที่ค่อยๆหลั่งไหลออกมาจากฝ่ามือแกร่งนั่น

เสียงร้องวี๊ดว้ายจากสองเพื่อนสาวดังขึ้น ด้วยความตกใจ เสี่ยของลูกหว้าและเสี่ยสองรีบเดินเข้ามาห้าม เพราะเรื่องยิ่งจะบานปลายไปกันใหญ่ แต่เสี่ยสามยังไม่พอใจยกขวดเบียร์มาอีกขวด หมายจะฟาดซ้ำ

เตี๋ยหรง หวังหย่งและเฉิงฟง เตรียมพร้อมเต็มที่ เขาดันเซียงหลานไปไว้ด้านหลังสุด เพื่อปกป้องไม่ให้เธอได้รับอันตรายอะไรจากการปะทะครั้งนี้

ลูกหว้าเห็นท่าไม่ดีจึงรีบกระโจนเข้ามาห้ามเสี่ยสามไว้ แต่ท่าไม่ดีเพราะเมื่อเสี่ยของลูกหว้าและเสี่ยสองเห็นสามหนุ่มเตรียมพร้อมแล้ว จากที่จะห้ามเขาเองก็เตรียมยกขวดเบียร์ขึ้นมาพร้อมจะต่อสู้เช่นกัน 

“กัส...ดึงเสี่ยสองออกมาเลย” ลูกหว้าตะโกนพูดขนาดกันท่าเสี่ยของตัวเองและเสี่ยสามไว้ “ใจเย็นกันก่อนนะเสี่ย” เธอพูดพลางดันกายเข้าไปห้าม 

ออกัสทำตามที่เพื่อนว่าทันที “เตยรีบพาพวกเขาออกไปก่อนเถอะ ก่อนจะเป็นปัญหาใหญ่กว่านี้” ออกัสที่กันท่าเสี่ยสองโพล่งออกมาเป็นภาษาไทย 

เซียงหลานรีบคว้าแขนเฉิงฟง และเพื่อนอีกสองคนของเขาแล้วบอกให้สามหนุ่มรีบออกไป เพราะไม่อยากจะมีปัญหา เฉิงฟงและเพื่อนๆพากันออกไปด้านนอกพร้อมหญิงสาวทันที 

ถึงเขาจะถูกทำร้าย และถูกหาเรื่อง แต่เขายังคงใจเย็นและไม่ก่อปัญหามากขึ้น...เป็นเพราะเธอคนเดียว ที่นำเรื่องเดือดร้อนมาให้เขา ไม่ใช่แค่เขา แต่เพื่อนเขายังได้รับบาดเจ็บเพราะเธออีก 

เซียงหลานดึงผ้าเช็ดหน้าของตัวเองออกระหว่างที่กำลังเดิน ยื่นให้หวังหย่ง เพราะเห็นเลือดในมือเขายังคงไหลซึมออกมา เธอมองเขาด้วยแววตาขอบคุณ

เขาใช้ผ้าเช็ดหน้าขึ้นมัดตรงแผลอย่างว่องไว โดยได้รับความช่วยเหลือจากเตี๋ยหรง เป็นอย่างดี 

“ไม่เป็นไรนะ” เฉิงฟงหันมาถามระหว่างที่พวกเขากำลังเร่งฝีเท้าเพื่อหลบหลีกปัญหาที่จะตามมา

หญิงสาวส่ายหัวไปมา แต่ร่างบางกลับสั่นเทิ้มไปด้วยความหวาดหวั่น เธอกลัวว่าเขาจะต้องถูกทำร้ายอีก กลัวว่าเขาอาจจะเป็นอะไรไป เพราะเธอ น้ำตาที่กักไว้ไหลรินออกมาอย่างยากที่จะหยุดยั้ง

เขาใช้มือปาดน้ำตาเธออย่างแผ่วเบาในระหว่างเดิน “ชู่...ไม่เป็นอะไรแล้ว ผมมอยู่นี่แล้ว” เขาดึงเธอเข้าไปหา 

หญิงสาวสะอื้นไห้เพียงแผ่วเบา ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วกลั้นน้ำตาไว้ เธอฝืนยิ้มเบาๆ “เจ็บไหม” เธอถามถึงใบหน้าเขาที่เพิ่งถูกตบฉากใหญ่มา 

“เทียบกับหวังหย่งแล้ว เบาไปเลย” เขาหันไปทางเพื่อนสนิท 

หวังหย่งยกมือขึ้นทำหน้าสบายราวกับแผลนั่นไม่มีผลอะไรกับชีวิตเขา “แค่มดกัด” เขาพูด หวังอยากให้เธอสบายใจขึ้น

ในช่วงเวลาแบบนี้ หวังหย่ง ยังคงความเป็นตัวเอง ยียวนกวนประสาท แต่ก็ น่ารัก

เสี่ยจีนไม่ยอมจบง่ายๆ เขาเดินตามหลังมาไม่ไกลมากนัก พร้อมเพื่อนสองคน ลูกหว้ากับออกัสเดินตามมาไม่ห่าง เสี่ยสามคอยตะโกนด่าไล่หลัง แสดงความกร่างของตัวเองออกมาเต็มที่

เซียงหลานและสามหนุ่มเดินออกมาถึงด้านนอก กลุ่มอาเสี่ยเดินตามมา  เมื่อยู่ในระยะประชิด เสี่ยสามวิ่งเข้ามาแล้วกระชากร่างบางที่กายอยู่ติดกับเฉิงฟงออกอย่างแรง จนหญิงสาวกระเด็นลงไปกองที่พื้น โดยไม่ทันตั้งตัว

“จะหนีไปหนวะ” เสี่ยสามตั้งท่ากระโดดถีบเฉิงฟง 

แต่คราวนี้เขาหลบทันจึงหันมาสวนหมัดหนักเข้าใส่เสี่ยจีนแทบเต็มแรง ระหว่างนั้นเขาร้องเรียกหญิงสาวที่ล้มลง “เซียงหลาน” 

หวังหย่งที่หันมาเห็นเหตุการณ์รีบเข้ามาประคองร่างแบบบางที่ล้มลงให้ลุกขึ้น เตี๋ยหรงรีบวิ่งไปโทรศัพท์ทันที 

เสี่ยสามรีบหันมาสบถถ้อยคำหยาบพร้อมปล่อยหมัดใส่เฉิงฟงอีกระรอก ชายหนุ่มหลบมัดโง่ๆของเสี่ยร่างท้วมได้อย่างหวุดหวิด ก่อนจะสวนคืนไปอีกสองหมัด และอัดเสี่ยจีนจนล้มลงไปกับพื้นอย่างรวดเร็ว 

เสี่ยของลูกหว้ากับเสี่ยสองตามมาทันพอดี ทั้งสองกำลังจะกระโจนเข้าหาเฉิงฟง เพื่อที่สามจะได้รุมหนึ่งอย่างง่ายดาย หวังหย่งรีบปล่อยตัวหญิงสาวแล้วกระโดดเข้าช่วยเพื่อนทันที

ลูกหว้ากับออกัสวิ่งตามมาเห็นรีบกรูกันเข้าไปห้าม ทุกอย่างมันชุลมุนวุ่นวายไปหมด 

เซียงหลานวิ่งเข้าไปแยกเฉิงฟงที่ต่อยเสี่ยสามไม่ยั้งออกห่าง ลูกหว้ากับออกัสดึงคนของตนออกไปเช่นกัน หวังหย่งหันกลับมาด้วยความโมโหสุดขีด ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความดุร้าย ไม่เหลือวี่แววของหนุ่มขี้เล่นแสนน่ารักอีกเลย 

ให้ตายสิ...ชุลมุลสุดๆ สีหน้าแต่ละคนนั้นเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด

เตี๋ยหรงวิ่งหน้าตาตื่นกลับมา เพราะแทบจะไม่ทันช่วยเพื่อนเลยด้วยซ้ำ “กำลังเสริมกำลังมา ไม่ต้องห่วงนะ” เขาโพล่งขึ้นมา “พวกแกไม่ตายดีแน่” แล้วชี้หน้ากลับไปยังกลุ่มอาเสี่ย 

ร่างสั่นเทากอดเฉิงฟงแน่น เธอกลัวจะมีคนไปทำร้ายเขาอีก และเธอก็ไม่ชอบเห็นเขาไปทำร้ายใคร เพราะเขาเองก็ดูน่ากลัวไม่แพ้กันเวลาที่ตั่งท่าจะสู้กับใคร

ทางฝั่งลูกหว้าเอง ก็พยายามที่จะพูดห้ามปรามให้ฝ่ายเสี่ยจีนใจเย็นลงบ้าง แต่ฝ่ายนั้นทำท่าราวกับจะไม่ยอมจบท่าเดียว เสี่ยสองตะโกนกลับมา “พวกแกก็ไม่ตายดีแน่ ฉันจะไปเอาปืนมา” เขาขู่ก่อนจะเดินหายไปหลังร้าน 

“มันบอกว่าจะไปเอาปืน” หวังหย่งเอ่ยขึ้น สีหน้าชักไม่แน่ใจว่าฝั่งนั้นแค่ขู่หรือเอาจริง

“ก็ลองดู” เฉิงฟง พูดเสียงเรียบ ไม่มีแม้แต่เสียงความกลัวหรือความหวาดหวั่น

“ฉันก็ไม่กลัว ถ้ามันอยากลองดีกับพวกเรา ฉันสู้ตายแน่” เตี๋ยหรงมาดมั่น “ไม่ต้องกลัวนะ เซียงหลาน พวกเราปกป้องคุณได้แน่นอน แค่ปืนกระจอกๆทำอะไรเราไม่ได้หรอก เดี๋ยวพรรคพวกของพวกเราก็มาถึงแล้ว ดูสิใครจะตายก่อนกัน” 

ณ วินาทีนั้นหัวใจของหญิงสาวหล่นไปที่ตาตุ่ม แย่แล้ว...นี่เธอจะต้องมาเห็นคนฆ่ากันตายคืนนี้หรือไง แล้วไอ่คำที่ว่า พรรคพวกกำลังมา นั่นแปลว่าอะไรละ ที่เตี๋ยหรงวิ่งหายไปนั้น เขาไปโทรเรียกพรรคพวกมาเพิ่มเติมรึไง ถ้าเป็นแบบนั้นคืนนี้คงจบไม่สวยแน่ 

คิดได้ดังนั้นหญิงสาวจึงตัดสินใจตะโกนเป็นภาษาไทยออกไป “ลูกหว้า...รีบพาพวกเสี่ยไปเถอะ ได้ยินพวกเขาบอกว่าพรรคพวกกำลังมา เรากลัวจะมีเรื่องเหลือเกิน”

ลูกหว้าพยักหน้ารับรู้ สีหน้าเธอดูเป็นกังวลไม่แพ้กัน หญิงสาวแปลความเป็นภาษาจีนให้อาเสี่ยของเธอและเสี่ยสามฟังทันที แต่ท่าทางพวกเสี่ยจีนเองใช่จะยอมง่ายๆ พวกเขายังทำท่าจะกระโจนเข้าใส่พวกของเฉิงฟงเต็มที

ทุกช่วงเวลามันช่างหวาดเสียวเสียเหลือเกิน....เธอกลัวว่า จะมีเรื่องชกต่อยกันอีก เพราะทางพวกเสี่ยก็ไม่ยอมหยุดด่ากราด ส่วนฝั่งเฉิงฟงก็ไม่ยอมขยับไปไหน

ไม่นานนัก พรรคพวก ที่ว่าของสามหนุ่มก็มาถึง ในกลุ่มมีคนหนุ่มราวๆ  20-30 คน แต่ละคนใส่ชุดดำอย่างกับแก๊งมาเฟีย แต่ละคนพกอาวุธติดมือมาด้วยทั้งนั้น บ้างพกไม้หน้าสาม บ้างก็พกมีด บ้างก็ไม่พกอะไรเลย หรือคนที่เห็นไม่ถืออาวุธอะไร เขาจะแหนบปืนไว้ข้างกาย หญิงสาวขนลุกซู่ แต่ละคนดูน่ากลัว จะว่าไป เธอกลับรู้สึกกลัวพวกเขามากกว่าเสี่ยจีนสามคนนั่นอีก

เสี่ยจีน มีกันแค่สามคน อีกคนบอกจะไปหยิบปืน แต่พรรคพวกของสามหนุ่มกลับมากันเป็นฝูงชน พวกเขามาเพื่ออะไรกัน มาเพื่อปกป้องเพื่อนในพรรคเดียวกัน หรือมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าเสี่ยจีนไม่ควรมายุ่งกับพรรคพวกของตน 

ไม่รู้ว่านี่เป็นวิถีมาเฟียของคนจีนหรือเป็นวิถีของอันธพาลกันแน่

เสี่ยสองเดินกลับมาพร้อมวัตถุสีดำข้างกาย สีหน้าที่ยิ้มกระหยิ่มหุบลงแทบทันทีที่เห็นกลุ่มผู้มาใหม่อีกยีสิบกว่าคนกำลังพุ่งตรงมา เสี่ยทั้งสามคนมองหน้ากันเป็นอันตกลงได้ เพราะเห็นถึงชะตาชีวิตที่กำลังจะเกิดขึ้น 

ปืนหนึ่งกระบอกคงยิงคนได้หลายคน แต่ไม่อาจยิงได้หมดจากที่เห็น แต่ละคนดูจะพร้อมพลีชีพเสียเหลือเกิน เสี่ยสองดึงมือเสี่ยสามและเสี่ยของลูกหว้าให้เดินหนี เพื่อนทั้งสองไม่ปฏิเสธรีบเดินตาม ก็นับว่าเขาก็ฉลาดมากพอที่จะไม่ทำเรื่องโง่ไปมากกว่านี้

ลูกหว้า ออกัสและเสี่ยทั้งสามรีบพากันเผ่นไปยังหลังร้านแทบจะทันทีเพื่อขึ้นรถขับหนีไป ทิ้งให้เซียงหลานต้องเผชิญอยู่กับเหล่าผู้คนที่ดูเหมือนว่ากำลังเดือดดาลบ้าครั่งกันทั้งนั้น 

คนยี่สิบกว่าคนกรูกันข้ามถนนเข้ามาใกล้ 

"ผู้หญิงคนนี้เหรอวะ ที่ทำให้มึงโดนตบหัว" 

ผู้ชายคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาพร้อมกระโจนเข้ามาเหมือนจะทำร้ายหญิงสาว แต่จริงๆแล้วเขาแค่ขู่ ร่างบางกลัวจนหลับตาปี๋ ไม่กล้ามองแม้แต่หน้าเขา เฉิงฟงรีบเข้ามาขวางแล้วผลักเขาออก

"มันทำให้เองโดนตบหัว แล้วยังจะปกป้องอีกเหรอ" เขาตะโกนด่า น้ำลายกระเด็นมาแทบจะถึงหน้าหญิงสาว เขาผลักเฉิงฟงจนเสียหลักเซไปอีกทาง แล้วเดินตามไปกระชากเฉิงฟงเข้าหา ทั้งสองตั้งท่าจะรบกันอีกรอบ

เฉิงฟงผลักเขาคืน พร้อมจะสวนเต็มที่... ใครก็ทำร้ายผู้หญิงของเขาไม่ได้ทั้งนั้น

หมู่เพื่อนๆต่างก็ยืนดูนิ่งเฉย บางคนยังส่งเสียงด่าเสียงขู่ดังก้องไปทั่ว

เซียงหลานกลัวจนแข้งขาแข็งไปเสียหมด เธอไม่มีแรงจะหนีหรือกระเถิบไปไหนเลยด้วยซ้ำ ใบหน้างามซีดเผือก  ตายแน่งานนี้ เธอต้องโดนผู้ชายกลุ่มนี้รุมกระทืบจนตายแน่

หวังหย่งที่เห็นสีท่าไม่ดี รีบเดินมาห้ามอีกราย “พอได้แล้ว” เขาหันไปห้ามเพื่อนทั้งสองคน “ผู้หญิงกลัวจนตัวสั่นไปหมดแล้วไม่เห็นหรือไง”  พอพูดจบก็ดึงร่างบางที่ยืนตัวแข็งทื่อเข้ามาใกล้ 
               เขาปลอบกระซิบข้างกายหล่อน “ไม่เป็นไร เขาแค่โมโหแต่เขาจะไม่ทำร้ายเธอ” เขาลูบหัวและลูบหลัง 

อย่าเชียวนะ...อย่าได้บังอาจหวั่นไหวไปกับสัมผัสนั้นของเขาเด็ดขาด ถึงจะบ่นห้ามตัวเอง แต่เซียงหลานก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอบอุ่นอยู่ลึกๆถึงการปลอบโยนของเขา

“พอได้แล้ว” พานกวน ซึ่งเป็นพี่ใหญ่สุดในกลุ่มดึงสองหนุ่มออกห่างจากกัน "เราไม่ได้มาเพื่อตีกันเอง ถ้าพวกนั้นหนีไปแล้วเราก็ควรกลับ" เขาแยกเฉิงฟง ออกจากชายหนุ่มผู้บ้าคลั่ง 

"ขอโทษนะเหมยหนี่ ไม่ต้องกลัวไปหรอก พวกเราถึงจะดูเถื่อน แต่ไม่ทำร้ายผู้หญิง" เขาพูดยิ้มๆซึ่งก็ดูเป็นมิตรกว่าทุกคนที่นั่น ในเวลานี้ 

เซียงหลานค่อยหายใจคล่องหน่อย...อย่างน้อยคืนนี้ เธอก็ยังปลอดภัยดี 

"บ้านเธออยู่ไหน พวกเราจะไปส่ง" พานกวนถาม

“ฉันอยู่หอใน ของมหาลัย” เธอตอบเสียงสั่น “ดึกป่านนี้ รั้วประตูคงปิดแล้ว ต้องรอให้ถึงพรุ่งนี้เช้า เขาถึงจะเปิด” 

 

“ถ้างั้น เธอไปกับพวกเราไหม” เขาชักชวน

โอ...ช่างพูดมาได้ จะให้ผู้หญิงคนเดียวอย่างเธอ ไปกับคนแปลกหน้าทั้งกลุ่มที่เป็นผู้ชายล้วนได้ยังไง ไม่มีทาง!

“ขอบคุณมากค่ะ แต่ฉันว่า...ฉันไปหาที่พักใกล้ๆแถวมหาลัยของฉันดีกว่า”

“เป็นความคิดที่ดีเหมยหนี่ เดี๋ยวจะให้หวังหย่งไปส่ง พวกเราคงต้องขอกักตัวเฉิงฟงไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัยของเขา หวังว่าเธอจะเข้าใจนะ” พานกวนพูดมาเสียยืดยาว

ไม่...เธอไม่อยากจะเข้าใจ คืนนี้ควรเป็นเขาที่ต้องอยู่กับเธอสิ เธออยากให้เขาคอยอยู่ปลอบใจ อยากจะดูแลและชดใช้ที่เป็นต้นเหตุทำให้เขาถูกทำร้าย แต่ทำไมเธอกลับไม่ได้ใช้เวลาที่เหลือนี้อยู่กับเขา

เซียงหลานเงียบ ไม่ได้ตอบ ทุกคนจึงพูดคุยและทำข้อตกลงกัน พวกเขาจับกลุ่มคุยกันสักพัก แล้วตกลงกันว่า ให้หวังหย่งเป็นคนไปส่งเธอหาที่พักใกล้ๆแถวมหาลัย ส่วนเฉิงฟงนั้นคงต้องกลับไปกับพวกเขา เพราะต่างก็กลัวว่าเสี่ยสามคนนั้นอาจตามมาทำร้ายเฉิงฟงอีก หากรู้ว่าเขายังวนเวียนแถวนี้ เพื่อความปลอดภัยจึงให้ทุกคนทำตามข้อตกลงนี้

เซียงหลานยอมรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เฉิงฟงบอกลาสีหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย เขาอยากเป็นคนที่คอยอยู่ดูแลเธอมากกว่า แต่เมื่อพวกพ้องเห็นว่าอาจจะไม่ปลอดภัยกับเขา ด้วยความที่เขาเองก็ไม่อยากมีปัญหากับบรรดาเพื่อนให้ยุ่งยาก จึงฝากหวังหย่งให้ดูแลเธอ 

ทุกคนจากไปเหลือไว้แค่หญิงสาวกับหวังหย่ง 

 

 

ทั้งสองนั่งแท็กซี่มาไม่ไกลก็ถึงแถวมหาวิทยาลัยที่เธอพักอยู่ ออกเดินหาที่พักกันไม่นานนัก จึงเจอโรงแรมเล็กๆไม่ไกลจากแถวนั้นมาก เธอตกลงพักที่โรงแรมเล็กๆแห่งนั้น 

แต่ด้วยความกลัวผี กลัวคนแปลกหน้า กลัวไปหมด ทำให้หวังหย่งไม่สามารถทิ้งเธอไว้คนเดียวได้ เขาตัดสินใจอยู่เป็นเพื่อนหญิงสาวจนกว่าจะถึงเวลาเช้า

เมื่อทั้งสองเปิดประตูห้องพักเข้าไป กลายเป็นว่าประตูห้องน้ำพัง เซียงหลานเองไม่ได้ไว้ใจเขามากนัก ทั้งที่เขาเองคอยช่วยเหลือเธอมาตลอด แต่ใครจะไปรู้ใจคนละ เวลานี้ต้องปลอดภัยไว้ก่อน เธอจึงขอให้เขาอยู่ด้านนอกห้องเพื่อรอให้เธอทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อน เขาถึงจะมีสิทธิ์เข้ามาได้ เขาก็ยินยอมแต่โดยดี 

ผู้หญิงอะไร...อุตส่าห์ช่วยไว้แท้ๆ ยังจะมาระแวงกัน คอยแต่จะทำท่าเหมือนเขานั้นเป็นอะไรที่ไม่ควรเข้าใกล้ น่าแกล้งเสียให้เข็ด...แต่ใจก็ยังนกชอบ ท่าทีเหล่านั้นของเธอ มันดูช่างน่ารัก

พอเสร็จธุระ หญิงสาวเปิดประตูให้เขาเดินเข้ามาในห้อง ร่างสูงใหญ่เดินมายิ้มๆ คงตลกที่เธอบังคับให้เขาอยู่ด้านนอกรอ ไม่ได้มีแววตาน้อยใจหรืออย่างไร มีเพียงแววตาขบขันที่ออกไปทางเอ็นดูเสียมากกว่า คงไม่แปลกหากเธอจะระแวงผู้ชายที่เพิ่งรู้จักได้ไม่นาน แถมยังชอบแกล้งเธอแทบตลอด

หวังหย่งเดินผ่านหญิงสาวไป เธอตาดีดันเห็นเลือดในมือเขาบนผ้าเช็ดหน้าที่ตอนนี้แห้งไปเกือบหมดแล้ว

“เจ็บไหม” เธอถามพร้อมชี้ไปที่มือ

“เล็กน้อย บอกแล้วไง แค่มดกัด” 

กลับมามีอารมณ์ยียวนชวนหงุดหงิดดังเดิมแล้วหรือ น่าหมั่นไส้เสียจริง 

“ขอฉันดูแผลหน่อยได้ไหม” 

เขายิ้ม...ยิ้มแบบนั้นอีกแล้ว ยิ้มแล้วยื่นมือมาแต่โดยดี สองมือบางคลายผ้าเช็ดหน้าออก พอมองเห็นแผลบนฝ่ามือเป็นแผลเล็กซึ่งไม่ใหญ่มาก แต่คงเจ็บน่าดู เพราะเศษแก้วบาดเข้าไปลึก เธอใช้ผ้าเช็ดหน้าพยายามดึงเศษแก้วออก มือน้อยสัมผัสกับมือเขาอย่างลืมตัว

มือนั้นอ่อนนุ่มและนิ่มนวล...ชายหนุ่มระบายยิ้ม 

หวังหย่งปรายตามองหญิงสาวตรงหน้าที่เธอมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับแผลของเขา จนเธอพาตัวเองมาใกล้ชิดเขาขนาดนั้นอย่างลืมตัว ปกติเธอมักเป็นคนถือตัวไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ นอกจากจะเห็นเฉิงฟงที่เธอยอมให้เขาโอบเดินเวลาเมา 

เขาชอบ...ชอบเวลาที่ได้อยู่ใกล้ๆเธอ เขาไม่ใช่ผู้ชายปากหนักแบบเฉิงฟง ที่ชอบผู้หญิงแต่ไม่เคยบอก ถ้าเขาชอบเขาจะบอกให้เธอรู้ และเขาจะบอกแน่ ถ้านั่นไม่ทำให้เธอมองเขาเปลี่ยนไป

เขาคิดอะไรมักพูดออกมาแบบนั้นเสมอ แต่ทุกคนมักเปรียบคำพูดของเขาเหมือนพูดเล่น ซึ่งเขาเองไม่เดือดร้อน เพราะมันอาจจะดูตรงเกินไปจนคนฟังต้องหาทางรับมือโดยการบอกว่า เขาชอบพูดเล่น

“หอม” เขาอมยิ้มกวนๆ

“หอมอะไร” หญิงสาวที่มัววุ่นอยู่กับแผลของเขาเงยหน้าขึ้นมาถาม 

“ตัวเธอไง” 

ใบหน้าสวยแสดงสีหน้างุนงง ไม่เข้าใจว่าเขาพูดเรื่องอะไร เธอจึงก้มหน้าลงจัดการกับเจ้าเศษแก้วต่อ “นี่ไง...ออกแล้ว” เธอบอกเขา 

“โอ้ย...” เขาร้องเสียงหลง 

“ไหนว่าแค่มดกัด ร้องซะดัง” เธอหัวเราะแผ่วเบา 

แต่เป็นเสียงหัวเราะที่เขา ถูกใจ

“ฉันเอาผ้าไปชุบน้ำมาเช็ดเลือดให้นะ” 

“ไม่ต้องเช็ดหรอก ฉันเข้าไปล้างเลยง่ายกว่า” พูดไม่ทันจบก็เดินฉับๆเข้าห้องน้ำไป 

ร่างบางเดินตามเข้าไปดูเขาล้างแผล “ขอบคุณนะ เพราะฉันคุณถึงได้แผล” 

“ไม่เป็นไร” 

“ถ้าคุณมีอะไรที่ฉันพอช่วยได้ ก็บอกนะ” 

“ถ้าขอ จะช่วยจริงเหรอ” เขาล้างแผลเสร็จพร้อมหันไปทางหญิงสาว สายตาคมจ้องลึกเข้ามาดวงตาเรียวงาม 

ตาสบตา...เขาห่างไปแค่คืบ เธอเริ่มหายใจไม่สะดวก 

หญิงสาวรีบถอยออกมา “ก็...เอ่อ ถ้าช่วยได้ฉันจะช่วย” เธอชักจะไม่ชอบสายตาแบบนั้นของเขาเอาซะแล้ว

เขาล้างแผลเสร็จ ปิดน้ำ แล้วขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม “ถ้ามีอะไรให้ช่วยจะบอก เป็นเรื่องที่เธอทำได้อยู่แล้ว” 

หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคออึก ก่อนจะส่งยิ้มแห้งๆไป พร้อมกับมุดหน้าหนีร่างสูใหญ่เข้าไปด้านในห้องน้ำ เพื่อซักผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือดผืนนั้น ในใจก็อดรู้สึกปั่นป่วนวุ่นวายเสียไม่ได้ 

ซักผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กเสร็จ เธอนำมันไปตากผึ่งไว้ที่ราวระเบียงด้านนอก พอเดินเข้ามาด้านใน เขาก็จับจอง นอนแผ่ร่างสูงใหญ่นั่นจนเต็มเตียง ทำตัวเป็นเจ้าของเตียงนุ่มแต่เพียงผู้เดียว เธอจึงเบี่ยงไปทางโซฟาแล้วหย่อนกายลง 

เขาหันหน้าไปทางหญิงสาว แต่ยังหลับตาอยู่ “ไม่นอนบนเตียงหรือไง”

“ก็คุณนอนอยู่” 

เขาหัวเราะ “ทำไมละ แบ่งกันคนละครึ่งก็ได้นี่”

“แบ่งอะไรกัน ฉันไม่นอนร่วมเตียงกับผู้ชายหรอกนะ”

“นอนเตียงเดียวกันแล้วจะทำไม” เขาถามขำๆ 

“นอนไม่ได้ไง เพราะคุณเป็นผู้ชาย ฉันเป็นผู้หญิง”

“งั้นหรือ...” เขากระเด้งลุกขึ้นนั่ง พร้อมตบลงที่ว่างข้างตน “มานอนนี่สิ...ฉันจะนอนที่โซฟาเอง” 

“ไม่ละ ฉันไม่ง่วง คุณนอนเลย ฉันจะนั่งที่นี่เฝ้าคุณเอง” เธอพูดออกไป ใจก็ไม่กล้าหลับจริงๆ ต้องคอยระวังตัวตลอดเวลา ใครจะกล้านอนห้องเดียวกับผู้ชายที่เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงเดือนละ 

หวังหย่งลุกขึ้นเดินเข้ามาประชิดตัวหญิงสาวอย่างรวดเร็ว สองมือแกร่งดึงร่างบางขึ้นแล้วอุ้มเธอเดินไปทางเตียงนอนอย่างฉับไว

“ทำอะไรของคุณ” หญิงสาวดิ้นโวยวายทันทีที่ตั้งสติได้

“อุ้มไปนอน” 

“ปล่อยนะ” เธอร้องเสียงหลง ทันใดนั้นเขาก็ปล่อยเธอลงบนเตียงอย่างว่าง่าย เพียงสองสามเก้าเขาก็เดินถึงเตียงแล้ว 

ทันทีที่หล่นลงบนเตียง สาวน้อยรีบกระเถิบหนีแทบจะทันใด แต่ก็ช้ากว่าคนตัวโตที่อุ้มเธอมา เขารีบล้มลงทับเธอไว้อย่างรวดเร็ว ใบหน้าขี้เล่นนั้นเปื้อนยิ้มบางๆ

“จะหนีไปไหนละ” สองมือแกร่งตราตรึงสองมือบางไว้ข้างตัว ใบหน้าห่างกันแค่คืบ

เขาอยากจะทำแบบนี้มาตั้งแต่เดินก้าวเข้ามาในห้องแล้ว...อยากจะทำมากกว่านี้เสียด้วยซ้ำเมื่อตอนที่เธอเข้ามาชิดใกล้เพื่อทำแผลให้

“นี่คุณจะทำอะไร” เสียงน้อยสั่นเครือ 

ร่างบางพยายามดิ้นหนีอย่างลืมตัว ทรงอกอวบเบียดเสียดกับแผงอกหนา ทำให้เขาได้ชิดใกล้กับความอวบอิ่มที่บดเบียดผ่านเสื้อผ้าของทั้งสอง  เลือดในกายหนุ่มฉีดพล่าน...

ดวงหน้างามใกล้เขาแค่นี้เอง...กลิ่นหอมอ่อนๆปนกับกลิ่นแอลกอฮอล์จากกายสาว ปลุกกระตุ้นความรู้สึกบางอย่างให้ปะทุขึ้นมาเสียดื้อๆ

ให้ตายสิ เซียงหลาน เธอนี่มันร้ายชะมัด เสียงสบถดังก้องอยู่ในความคิด จากที่คิดว่าแค่อยากแกล้ง กลายเป็นแทบจะห้ามใจไม่ไหวเมื่อได้ใกล้ชิด 

ภาพหญิงสาวเบื้องหน้าที่กำลังดิ้นรนราวลูกไก่น้อย ใบหน้างามแดงปลั่ง ริมฝีปากอวบอิ่มขยับไปมาภายใต้ร่างเขา ยิ่งปลุกความปรารถนาลึกๆในใจให้ลุกโชน

...ฉันจะห้ามใจตัวเองได้ยังไงเซียงหลาน ไม่ทันสิ้นเสียงความคิด เขาก้มหน้าลงแนบชิดกับซอกคอหอมกรุ่น...อย่างหลงใหล มือแกร่งอีกข้างพาลซุกซนเลื่อนลงสอดเข้าใต้แผ่นหลังบอบบาง

“หวังหย่ง...ปล่อยนะ” เซียงหลานกรี๊ดออกมาสุดเสียง ทั้งกลัว...ทั้งปั่นป่วนในความรู้สึก

หวังหย่งได้สติ รีบผลักตัวเองออกห่าง...แค่คิดอยากแกล้งแม่สาวน้อยจอมหวงตัว แต่ดันเลยเถิดเพราะการได้ใกล้ชิดเธอมันยากจะห้ามใจ 

น้ำตาที่สั่งสมไว้ตั้งแต่ต้นเริ่มเอ่อล้น วันนี้เธอเจอเรื่องบ้าๆมาทั้งวัน เขายังจะมาแกล้งอะไรอีก 

“ร้องไห้เลยหรือ” เขาถอนตัวลุกขึ้นนั่งข้างๆ “แหย่เล่นนิดเดียว ไม่ร้องนะ” พูดไปพลางพยุงเธอลุกขึ้นนั่งตาม “หยุดร้องเลย ถ้าไม่หยุด...จะโดนหนักกว่านี้”

คนเจ้าน้ำตารีบปาดหยาดน้ำบนใบหน้า “เล่นบ้าอะไรแบบนี้” เธอเบือนหน้าหนี

คนทำผิดเหมือนจะไม่สำนึก ยังดึงดันจะดึงใบหน้าหวานหันกลับไปจ้องหน้าเขาอีก ทีนี้เขามองเธอด้วยสายที่ห่วงใย “ขอโทษนะ ถ้าแกล้งแรงไป” พูดไปพลางเช็ดน้ำตาให้ 

มือน้อยปัดมือเขาออก “อย่าเข้ามาใกล้เลยนะ” พูดเสียงบูดบึ้ง พร้อมลุกขึ้นยืนกลับมานั่งที่โซฟาเช่นเดิม 

เขายิ้มส่ายหัว เหมือนไม่ใส่ใจกับอารมณ์บูดบึ้งของเธอ “อย่าดื้อสิ กลับมานอนที่เตียงเดี๋ยวฉันนอนที่โซฟาเอง” 

“ไม่” พูดจบก็ไม่หันไปมองทางเขาอีก 

เขาเองก็ไม่ได้ตอแยอะไร แถมยังเอ็นตัวนอนเต็มเตียงอย่างสบายใจอีกด้วย ผู้ชายบ้าอะไร ยียวนอารมณ์ชวนหงุดหงิดเสียจริง เธอเอาแต่คิดว่าจะไม่นอน จะรอจนเช้า เพราะกลัวว่าเขาอาจจะทำอะไรบ้าๆก็ได้ 

แต่ก็อย่างว่า...หลังผจญเรื่องมาทั้งคืนขนาดนั้น จะไม่เหนื่อยก็ไม่ใช่ จากที่คิดว่าจะไม่นอนเมื่อเห็นเขาหลับเธอจึงแอบของีบบ้าง แต่แล้ว...งีบนั้นยาวไปจนเช้า หลับลึกยิ่งกว่าสลบเสียอีก

พอเห็นว่าหญิงสาวหลับแล้ว...หวังหย่งลุกขึ้นเดินไปช้อนร่างบางขึ้นอุ้ม แล้วพาเธอกลับมายังเตียงนุ่มอีกครั้ง เขาวางเธอลงอย่างแผ่วเบา พลางนั่งใกล้ๆคอยจ้องมองหญิงสาว ที่หลับลึกจนไม่รู้สึกถึงการย้ายที่นอน

ร่างบางหลับตาพริ้ม ลมหายใจกระเพื่อมเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ “คงเหนื่อยมากสิท่า” เขาพึมพำ แล้วก้มลงจุมพิตเธอที่หน้าผากอย่างแผ่วเบา ซึมซับกลิ่นหอมกรุ่นอย่างชื่นใจ “อย่าโกรธกันเลยนะ เธอน่ารักจนฉันอดใจแทบไม่ไหว” 

เขานั่งมองดูเธอหลับอย่างเพลินตา เพิ่งรู้เหมือนกันนะ ว่าการได้มองใครคนหนึ่งนอนหลับก็ทำให้สุขใจได้ 

พอรุ่งเช้า หญิงสาวตื่นมาก็เห็นตัวเองนอนอยู่บนเตียง แล้วเป็นเขาที่นั่งงีบหัวผงกไปมาบนโซฟา ช่างน่าขำกับภาพตรงหน้าเสียจริง อยากจะถ่ายรูปไว้แกล้งคนขี้แกล้งจริงๆเชียว 

แต่เอ๊ะ...แล้วเธอมานอนที่เตียงได้ไงเนี่ย คงต้องถามเมื่อเขาตื่นนอน เมื่อเห็นเขาหลับอยู่ เธอจึงเลี่ยงลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำที่ประตูพัง จัดการตัวเองให้พอดูได้แล้วกลับออกมาที่ห้องนอนแต่เขาก็ยังไม่ตื่น 

“หวังหย่ง...ตื่น” หญิงเสียงเรียกเขาด้วยเสียงที่ค่อนข้างดัง เมื่อเห็นว่าตอนนี้เป็นเวลาหกโมงเช้าแล้ว แต่เขาไม่มีท่าทีว่าจะตื่น เธอจึงเดินเข้าไปใกล้เพื่อสะกิดเรียกเขา “หวังหย่ง...ตื่นได้แล้ว หวังหย่ง...” 

เขาลืมตาขึ้นช้าๆ สภาพยังไม่หายงัวเงีย “ตื่นนานแล้วเหรอ” เขาถามพลางยืนขึ้นแล้วขยับบิดขี้เกียจ 

“อืม” เธอตอบสั้นพร้อมถอยหนีให้ไกลจากคนตัวโต 

“ขอฉันเข้าห้องน้ำก่อนนะ” เขาบอกพลางเดินไปทางห้องน้ำ จากนั้นไม่นั้นเมื่อเขาทำธุระเสร็จก็กลับออกมาแล้วออกไปด้านนอกระเบียง ไม่ลืมหยิบผ้าเช็ดหน้าที่เห็นเธอผึ่งไว้ ตอนนี้คงแห้งแล้ว เขาเดินกลับมาในห้องพร้อมยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ฉัน 

“มัดให้หน่อย” หวังหย่งยื่นมือข้างที่เป็นแผลมาให้หญิงสาว เธอหยิบผ้ามามัดมือให้เขาอย่างว่าง่าย พยายามทำให้เบามือที่สุดเพราะกลัวว่าจะทำเขาเจ็บแผล 

ระยะห่างระหว่างเขาและเธอไม่ไกลกันมากนัก หวังหย่งก้มลงมองมือเล็กบางที่กำลังพันผ้าบนมือเขา อยากจะหยุดช่วงเวลานี้ไว้ แต่สิ่งที่ทำได้คือปล่อยเวลาให้เดินผ่านไป แล้วเก็บเธอไว้ให้ลึกสุดในหัวใจ ถึงยังไงเธอก็เป็นผู้หญิงที่เขาไม่ควรหมายปอง เพราะเธอเป็นผู้หญิงของเพื่อน 

“ขอบใจนะ” เขาพูดก่อนจะหยิบกระเป๋าสายใบเล็กของเธอมายื่นให้ แล้วเดินนำออกไปนอกห้องก่อน 

“ว่าแต่ทำไมฉันถึงไปนอนบนเตียงได้ละ” เธอรีบเดินตาม

“ฉันอุ้มไปเอง” 

“นี่คุณอุ้มฉันอีกแล้วเหรอ” น้ำเสียงแสดงความไม่พอใจ

เขาหันมายิ้มยียวนอีกแล้ว... “แค่อุ้มก็ดีแล้วนี่ หรือจะให้ทำมากกว่าอุ้ม” ไม่พูดเปล่ายังยื่นหน้าเข้ามาใกล้

หญิงสาวรีบหันหน้าไปทางอื่น คนบ้า...เธอได้แต่ด่าเขาในใจ

จะว่าไป...ก็นับว่าเขา เป็นเพื่อนที่มีน้ำใจจริงๆ เขาช่วยไม่ให้เธอถูกขวดแก้วฟาด แถมยังช่วยหาที่พักแล้วอยู่เป็นเพื่อนจนเช้าโดยไม่ได้มีท่าทีรุ่มร่ามหรือสายตาอันตรายอะไรเลย นอกจากชอบแกล้งเธอไปหน่อย 

เช้านั้นทั้งสองเดินคู่กันมา เขาคอยเล่าเรื่องตลกให้ฟัง ทำให้เธอยิ้มตั้งแต่เช้า จนเดินมาถึงหน้าประตูหอพัก เขาบอกลาและบอกขอบคุณ ทั้งที่ควรเป็นเธอที่ต้องขอบคุณเขา ที่คอยช่วยเหลือเธอมาทั้งคืน 

“ขอบคุณนะ เซียงหลาน ฉันมีความสุขมาก” เขาบอกเป็นประโยคสุดท้ายก่อนจะหันกลับไป

เธอแทบไม่ทันได้พูดอะไรต่อ เพราะเขาเดินจากไปแล้ว เขามีความสุขอะไรหนอ...ใบหน้างามแต้มยิ้มกับคำพูดของเขา...เธอคงไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่า ควรดีใจที่มิตรภาพดีๆเกิดขึ้นที่นี่...ระหว่างหวังหย่งและเธอ...ใช่ไหม?

เช้านั้นพอเซียงหลานขึ้นไปถึงห้องพักเพียงเท่านั้น ซิ่วอิงกับเหม่ยหลิว รีบเข้าสอบถามนั่นนี่โน่นด้วยความเป็นห่วง เพราะครั้งล่าสุดที่ได้คุยกันคือเธอปลอดภัยแล้ว แต่แบตหมดไป จึงขาดการติดต่อกับเพื่อน 

หญิงสาวเล่าเรื่องคร่าวๆที่เกิดขึ้นให้เพื่อนฟังจนหมดก่อนจะล้มตัวลงนอน  ดวงตาเรียวงามปิดลงช้าๆ หวนนึกถึงเรื่องราวที่เพิ่งเกิดเมื่อคืน เธอถูกเพื่อนลวงให้ไปเพื่อประเคนแก่เสี่ยจีน แต่ก็รอดมาได้ด้วยความช่วยเหลือจาก ‘เขา’ ผู้ชายที่ใจเธอเฝ้าฝันหาตลอดหลายวันมานี้ ที่ไหนมีเขา อยู่ที่นั่นมักอุ่นใจเสมอ แม้ยามมีภัยรอบกาย เขาเปรียบดังอัศวินที่ตามมาช่วยเธอทันเวลา จะให้ไม่ตกหลุมรัก คงไม่ได้แล้ว จนป่านนี้ ทั้งหัวใจของเธอได้มอบให้เขาไปจนหมดแล้ว

แต่ที่นั่น...คืนนั้น ไม่เพียงแต่เธอจะมอบหัวใจให้เขาคนนั้น เธอยังรู้สึกได้ถึงมิตรภาพดีๆที่หวังหย่งกับเตี๋ยหรงมีต่อเธออีกด้วย พวกเขาช่างเป็นเพื่อนน่ารัก ถึงแม้จะรู้จักกันได้ไม่นาน

ด้วยความเหนื่อยล้ามาทั้งคืน ได้นอนเพียงไม่กี่ชั่วโมง แถมต้องตื่นเช้า ทำให้วันนั้นเซียงหลาน นอนสลบทั้งวันจนรวดนอนยาวไปอีกทั้งคืน และลากยาวไปจนถึงเช้าของอีกวัน...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น

  1. #1 เซียงหลาน (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 / 12:21

    วันนี้มาลงตอนใหม่เพิ่มให้คุณนักอ่านทุกท่านได้ติดตามกันต่อนะคะ ถ้าเย็นนี้ไม่ยุ่งจนเกินไปจะลงเพิ่มอีกตอน แต่ถ้ายุ่งๆ รอตอนใหม่พรุ่งนี้นะคะ จะพยายามหาเวลาว่างทยอยลงให้จบไวๆ คนที่อ่านค้างไว้จะได้ไม่ค้างคาใจกันค่ะ :)

    #1
    0