teeny-weeny ll chanbaek

ตอนที่ 19 : 19 - เดินด้วยกันนะ [END]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,536
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 69 ครั้ง
    17 มี.ค. 60



ให้อยู่ลำพังคนเดียวก็คงไม่เอาแล้วทำไม่ได้ อยากจะมีชีวิตที่มีเธอ
ก็มีเพียงเธอคนเดียวที่ทำให้วันนี้ดูมีค่า ฉันไม่มีอย่างอื่นจะต้องตามหา

อยากจะใช้วันเวลาที่ฉันมี เดินไปกับเธอ
















“ฮัดเช้ย!”





เพราะอากาศที่แปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นเป็นฝนฟ้าคะนองฉับพลันทำเอาแบคฮยอนถึงกับเป็นหวัด



มือเล็กๆยกขึ้นมาขยี้จมูกเบาๆตอนที่นั่งดูทีวีอยู่ในบ้านของชานยอล วันนี้แม่ชานยอลกับแม่จงอินนัดกินข้าวกันอีกแล้ว ไม่ว่าจะผ่านมาหลายปียังไงก็ยังเหมือนเดิมที่สองบ้านจะต้องพากันมานั่งกินข้าวพร้อมกันเกือบทุกอาทิตย์โดยเรียกแบคฮยอนให้มากินด้วย



“ฝนตกหนักมากเลยว่ะ ไม่ได้ตกขนาดนี้มานานแล้วนะเนี่ย” ไอ้จงอินที่นั่งอยู่ข้างๆเอ่ยบอกแล้วหันมาถามเขา “มึงกินยาหรือยัง เดี๋ยวตายขึ้นมากูขี้เกียจไปงานศพนะ”



“โหไอ้หน้าหมา ปากหรอน่ะ” ง้างมือทำท่าจะตบมันก่อนจะดึงทิชชู่บนโต๊ะมาสั่งน้ำมูกดังฟืด “อย่างกูไม่ตายง่ายๆหรอก จะอยู่ด่ามึงไปนานๆเลย”



ไอ้จงอินหัวเราะนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อจากนั้น เสียงก๊อกแก๊กเนื่องจากคนในครัวกำลังทำอาหารดังให้ได้ยินอยู่ตลอด แต่แบคฮยอนที่เป็นหวัดในวันนี้คงจะไปช่วยเหลืออะไรได้ไม่มากนัก ส่วนไอ้จงอินก็ไม่เคยช่วยอยู่แล้ว มันบอกมันไม่ชำนาญเรื่องอาหารเท่าไหร่



แต่ไอ้คนดื้อน่ะมันก็มีอยู่



“ฮัดเช้ย!”



คราวนี้ไม่ใช่เสียงจามของแบคฮยอน.. เราสองคนทั้งเขาและจงอินหันไปมองทางครัวก็เจอหมายักษ์ในร่างคนเดินออกมาแล้วทำท่าจะจามไปด้วย แถมจมูกกับหูแดงไปหมดจนน่าสงสาร แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ไม่วายดันทุรังขอช่วยงานในครัวทั้งที่ตัวเองก็ไม่สบาย คราวนี้ถ้าติดหวัดกันครบทุกคนก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นเพราะใคร



“ฮ.. ฮัดเช้ย!!”



“โอย.. ป่านนี้เชื้อโรควิ่งรอบบ้านแล้วมั้ง มีพวกมึงสองคนเนี่ย” ไอ้จงอินทำท่าปัดๆจมูกขณะที่ชานยอลเดินยิ้มทั้งที่ลืมตาไม่ค่อยจะขึ้นมาหาแบคฮยอน ขโมยหอมแก้มไปฟอดหนึ่งจนจงอินเบ้ปาก



“อาหารเสร็จแล้ว แม่ให้มาตามไปกินข้าว.. มึงด้วยจงอิน” พูดพร้อมกับเสียงอู้อี้เพราะหวัดกินขั้นหนัก ก่อนหน้านี้แบคฮยอนก็เป็นหวัดหนักจนเหมือนจะเป็นไข้อยู่เหมือนกัน แต่พอเชื้อโรคนั้นถูกแบ่งปันผ่านช่องทางต่างๆไปแล้วก็เหมือนจะดีขึ้นจากเดิมมากเลย



“ว่าแต่มึงสองคนนี่ก็เป็นหวัดพร้อมกันเลยนะ”



“……..”



“ฮันแน่.. มีอะไรดีๆเกิดขึ้นหรือเปล่าจ๊ะ” 



ไอ้จงอินทำเสียงและสายตาล้อเลียนส่งมาให้ แบคฮยอนหูแดงเพราะความเขินพร้อมกับคิ้วที่ขมวดฉับ ลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินไปที่ห้องทานข้าวทันทีโดยไม่หันไปฟังเสียงล้อเลียนของเพื่อนสนิทซึ่งกำลังยิ้มกริ่มไล่หลัง



แต่พอพ้นหลังแบคฮยอนไป สายตาล้อเลียนนั้นกลับถูกส่งมาให้ชานยอลแทนซะงั้น



“อ.. อะไร”



“พวกมึงติดหวัดกันแน่นอน กูมั่นใจ”



“เอ้า คนเรามันก็ต้องติดหวัดกันได้หรือเปล่าวะ” ชานยอลพูดแล้วยกมือขึ้นขยี้จมูก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคันจมูกเนื่องจากเป็นหวัดหรือทำไปเพื่อแก้เขินกันแน่ “กูก็อยู่กับพี่แบคฮยอนบ่อย จะติดหวัดกันแล้วมันทำไม”



“เออ กูก็รู้ไงว่าอยู่ใกล้กันบ่อยมันก็ติดหวัดกันได้”



“……..”



“แต่อย่างมึงกับแบคฮยอนนี่.. แค่อยู่ใกล้กันจริงๆหรอวะ”



คิมจงอินยิ้มกริ่มอีกครั้งจนชานยอลอยากจะเอากำปั้นใหญ่ๆของตัวเองเคาะหัวมัน แต่ก็เกรงใจเพราะยังไงมันก็เป็นพี่ เลยได้แต่เก็บความหมั่นไส้เอาไว้ในใจลึกๆ



“เสือก” และพูดกลับไปแค่นั้น “กูหิวข้าวแล้ว มึงจะกินหรือไม่กินก็เรื่องของมึงนะ”



“อะไรวะน้องปาร์ค แค่นี้ทำมาเป็นเขินหรอ เฮ้ย~ ชานยอล~”



ชานยอลก้าวเดินฉับๆมาที่ห้องกินข้าวบ้างโดยไม่หันไปตอบคำถามไอ้จงอินที่จ้องแต่จะล้อเลียนเขากับพี่แบคฮยอนท่าเดียว ขืนบอกความจริงไปว่าวิธีการแพร่หวัดที่พี่แบคฮยอนทำใส่เขามันเป็นวิธีไหน เห็นทีคงโดนล้อไปยันปีหน้าแน่นอน




เพราะงั้น.. เก็บเอาไว้เป็นความลับระหว่างเราสองคนดีกว่า









แบคฮยอนชอบชั่วโมงบนโต๊ะอาหารที่บ้านของชานยอลที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันไหนที่จงอินกับแม่จงอินมาร่วมโต๊ะด้วย วันนั้นจะเป็นวันที่อาหารบนโต๊ะน่าทานขึ้นมาอย่างฉับพลัน เพราะบทสนทนาที่ตลกแล้วก็สนุกตลอดมื้อ แต่วันนี้ออกจะวุ่นวายหน่อย เพราะมีคนเป็นหวัดถึงสองคนนั่งร่วมโต๊ะด้วย เลยแข่งกันจามไม่ยอมหยุดเสียที



พูดถึงตารางชีวิตของแบคฮยอนและชานยอล นี่ก็ผ่านวันรับน้องทั้งของคณะและของมหาวิทยาลัยมาได้ประมาณเกือบๆจะหนึ่งเดือนแล้ว และแน่นอนว่างานประกวดดาวเดือนของแต่ละคณะก็ผ่านพ้นไปแล้วเช่นเดียวกัน



“ไอ้ชานยอลมันได้เป็นเดือนคณะด้วยนะครับ” จงอินเปิดประเด็นให้แม่ๆสองคนรับรู้ขณะนั่งทานข้าวกันอยู่บนโต๊ะอาหาร “หน้าอย่างมันเป็นได้ไงก็ไม่รู้ ผมล่ะงง”



“แหม ทีหน้าอย่างมึงยังได้เป็นเดือนคณะเลยพี่จงอิน”



“ทำไม หน้าอย่างกูมันยังไง”



“กูไม่พูดหรอก มันไม่สุภาพ”



“พูดมาเล้ย กูไม่ถือหร้อก” ไอ้จงอินทำท่าไม่ยี่หระพร้อมกับตั้งใจฟังชานยอลเต็มที่ ส่วนเด็กเฟรชชี่ก็ไม่ขัดใจ ทำตามที่พี่ชายคนสนิทข้างบ้านขอเป็นอย่างดี



“ก็หน้าตาทุเรศอะ หรือถ้าให้พูดแบบเป็นกันเองเลยก็หน้าเหี้--”



“พอๆๆ ไอ้สัส แบบนี้ก็ตรงไปเปล่าวะ”



แบคฮยอนหัวเราะเมื่อได้ยินบทสนทนาของสองยักษ์ที่นั่งคุยกันบนโต๊ะอาหาร คุณน้าทั้งสองคนก็หัวเราะเช่นกัน ไอ้สองคนนี้มักจะเป็นคนที่ทำให้บทสนทนาบนโต๊ะอาหารคึกคักอยู่ตลอดเวลาซึ่งแบคฮยอนก็รู้สึกดีที่มันเข้ากันได้ดีเป็นปีเป็นขลุ่ย เพราะคนหนึ่งก็เพื่อนสนิท ส่วนอีกคนก็..



แฟน..



พูดคำว่าแฟนแล้วจั๊กจี้แปลกๆแฮะ เมื่อไหร่จะชินก็ไม่รู้เหมือนกัน



“อย่างนี้ชานยอลก็มีสิทธิ์เป็นเดือนมหาวิทยาลัยน่ะสิ” คุณน้าแม่ของจงอินว่า “ป้ากับแม่ต้องไปเชียร์ด้วยไหมเนี่ย”



“รายนี้ไม่ยอมให้ใครไปเชียร์ง่ายๆหรอก” แม่ชานยอลพูดบ้าง “ตั้งแต่เด็กๆก็ไม่เคยให้แม่ไปเชียร์เวลาเต้นงานโรงเรียนสักที ผิดวิสัยเด็กปกติมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”



แบคฮยอนลอบมองเด็กรีทรีฟเวอร์ที่ยกยิ้มน้อยๆขณะตักอาหารเข้าปาก นึกสงสัยว่าทำไมเจ้าเด็กนี่ถึงไม่ชอบให้พ่อกับแม่ไปเชียร์ ทั้งๆที่เขาน่ะชอบมันจะตาย.. นั่นก็เป็นนิสัยเด็กปกติอยู่แล้วที่อยากจะได้กำลังใจจากพ่อแม่



“ผมเขินนี่ครับ.. เด็กผู้ชายเต้นบนเวทีมันเขินนะ” ซึ่งเจ้าตัวก็เฉลยออกมาในที่สุดจนแบคฮยอนยกยิ้ม เพิ่งจะรู้มุมมองสมัยเด็กของชานยอลก็ตอนนี้แหละ แล้วก็อยากจะรู้เยอะๆมากกว่านี้ด้วยเหมือนกัน



เอาไว้ต้องไปศึกษาเรื่องชานยอลในวัยเด็กกับคุณน้าซะแล้ว



“แล้วถ้าชานยอลได้เป็นเดือนมหาลัย แบคฮยอนจะไม่หึงแย่หรอ”



ผู้ที่มีรายชื่อในบทสนทนาอย่างแบคฮยอนเงยหน้ามองแม่ชานยอลที่อยู่ดีๆก็เอ่ยแซวออกมาเสียอย่างนั้น นี่เชื้อโรคขี้แซวมันติดกันได้โดยการนั่งโต๊ะอาหารร่วมกันด้วยหรอ ทำไมคุณน้าถึงแซวเขากับชานยอลอย่างกับตอนที่ไอ้จงอินแซวเลยล่ะ



“หึงสิครับคุณน้า" นั่นไง พูดยังไม่ทันขาดคำเลย! "พูดไปก็หาว่าขายเพื่อน ขนาดตอนนั้นเป็นแค่เดือนสาขามันยังหึงจนหน้ามืดไปหมดเลยครับ”



“ไอ้จงอิน!” แบคฮยอนถลุงศอกใส่สีข้างไอ้คนพูดมากไปที ส่วนปาร์คชานยอลก็ทำได้แค่หัวเราะเบาๆให้ได้ยินเท่านั้น อายแทบแย่.. ไม่กล้าเงยหน้ามองคุณน้าสองคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามเลย



“หน้าแดงเชียว ไม่ต้องอายหรอกจ้ะ” แม่จงอินว่าเคล้ากับเสียงหัวเราะอย่างเอ็นดู “คู่รักใหม่ๆก็แบบนี้แหละ มีตามหึงตามง้อตามงอนกันบ้าง แต่น้าจะบอกอะไรให้..”



“………”



“ถ้าโตขึ้นจนได้อยู่ด้วยกันจริงๆจังๆเมื่อไหร่ ก็อย่าลืมความรู้สึกนี้นะ”



แบคฮยอนฟังแล้วก็คิดตาม.. ความรู้สึกนี้ที่คุณน้าพูดออกมาคงไม่ใช่แค่ความหึงหวง แต่มันหมายถึงความรู้สึกอย่างอื่นด้วย เขาโตพอแล้วที่จะเข้าใจคำพูดนั้น แบคฮยอนโตพอที่จะหันหน้าไปหาชานยอลที่ก็ส่งยิ้มมาให้เช่นกัน จนถึงตอนนี้เขาเองก็รู้แล้วว่าชานยอลเองก็โตพอที่จะเข้าใจมันไม่ต่างอะไรกันกับเขา



ในอนาคต.. เราไม่มีทางรู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง



“ครับ ผมจะไม่ลืมมัน”



“……..”



“และนอกจากจะไม่ลืม.. ผมจะทำให้มันชัดเจนขึ้นทุกวันด้วย”



แต่ว่าตอนนี้และวินาทีนี้ คำพูดของชานยอลทำให้เขามั่นใจว่าเรากำลังรักกัน และจะรักกันมากขึ้นไปอีก โดยไม่ต้องคำนึงถึงวันสุดท้ายที่ไกลเกินกว่าจะมองเห็น





“เอ้า มองตากันหวานเยิ้มใหญ่แล้ว รำคาญ!” 



ความโรแมนติกแตกโป๊ะเมื่อไอ้จงอินพูดแทรกขึ้นมา แบคฮยอนทำหน้าเหม็นเบื่อและชานยอลก็เช่นกัน ได้ยินอย่างกันเลยหันไปบอกมันสักที เผื่อว่ามันจะสงบปากสงบคำขึ้นบ้าง



“หาเมียสักทีเถอะมึงน่ะ มัวแต่ทำตัวเป็นเด็กขี้อิจฉาอยู่ได้”



“โอ้โห พูดงี้กูเจ็บเลยนะ” ไอ้จงอินพูดทั้งที่ข้าวเต็มปากตามนิสัยของมัน “นี่กูเป็นพ่อสื่อให้มึงกับไอ้ชานยอลเลยนะเว้ย”



“คือจะทวงบุญคุณหรอ.. งั้นเดี๋ยวให้ชานยอลติดต่อคยองซูให้แล้วกันเนอะ”



“อี๋ ไอ้เด็กนั่นน่ะนะ ให้ฟรีกูยังไม่เอาเลย” พูดเสร็จก็ทำท่าขนลุกขนพองเลยโดนแม่มันด่าไปที บอกว่าคยองซูน่ารักจะตายอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งไอ้จงอินเองก็ไม่ได้ตอบโต้และนั่งรูดซิปปากเมื่อได้ยินแบบนั้น แต่แบคฮยอนเห็นหรอกว่ามันทำปากมุบมิบเหมือนอยากจะเถียงแม่เต็มที



“เอ้อแบคฮยอน กลับบ้านอีกทีวันไหนลูก” อันนี้แม่ชานยอลเอ่ยถามเขาอย่างใจดีเหมือนเดิม



“ยังไม่มีแพลนเลยครับ” เขาตอบไปตามความเป็นจริงเพราะช่วงนี้ยุ่งจนไม่ได้คิดอยากกลับบ้านเท่าไหร่ “คุณน้ามีอะไรหรือเปล่าครับ”



“ว่าจะให้เอาแอปเปิ้ลไปฝากคุณอากับคุณแม่เราหน่อยน่ะจ้ะ พอดีน้าไปทัวร์คราวก่อนเลยแบกมาตั้งหลายลัง”



แบคฮยอนกล่าวขอบคุณและยิ้มน้อยๆ ก่อนจะรับปากว่าถ้าได้กลับบ้านเมื่อไหร่จะบอกทันที แม้ใจจะคิดว่าคงอีกนานและแอปเปิ้ลน่าจะเน่าไปก่อนที่เขาจะได้กลับบ้าน แต่แบคฮยอนก็ไม่กล้าพูดให้คุณน้าเสียน้ำใจ



“ได้ยินมาว่าเราไม่ค่อยได้คุยกับแม่หรอลูก”



แล้วคุณน้าก็เอ่ยถามในประเด็นหลักที่ทำให้เขาไม่อยากกลับบ้านเอาเสียเลย



“มึนตึงใส่กันแบบนี้ไม่ดีหรอกนะ รู้ใช่ไหม” คุณน้าถามพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ “อย่าหาว่าน้าก้าวก่ายครอบครัวเราเลยนะ แต่คนเป็นแม่ ยังไงก็ต้องอยากคุยกับลูก อยากเจอหน้าลูกบ่อยๆอยู่แล้ว”



แบคฮยอนเถียงขึ้นมาในใจว่าคงจะไม่ใช่อย่างนั้นหรอก แม่มีดานึลอยู่ตรงนั้นเป็นลูกสาวที่น่ารักให้กับแม่มาโดยตลอด จะนึกถึงเขาที่ชอบทำตัวขวางโลกใส่แม่ไปทำไม



“ถึงจะมีน้องสาวเรา แต่ถ้าน้าจำไม่ผิดก็ไม่ใช่ลูกแท้ๆของแม่เราอยู่ดี” 



ซึ่งคุณน้าก็เหมือนจะรู้ความคิดของเขา



“ถึงน้องสาวเราจะเทียบเท่าลูกแท้ๆของแม่ขนาดไหน แต่มันก็คงเท่ากันไม่ได้อยู่ดี เข้าใจที่น้าพูดใช่หรือเปล่า”



“……..”



“เพราะฉะนั้น กลับบ้านไปหาแม่บ้างนะลูก”



แบคฮยอนไม่คิดจะละเลยคำพูดของคุณน้าที่ก็เหมือนแม่อีกคนหนึ่งของเขาไปแล้วในขณะนี้ เขายอมรับว่าตัวเองตั้งแง่กับแม่มากเกินไปหน่อย แต่ถ้าจะให้เข้าหาโดยฉับพลันจนเกินไปเขาก็คงทำแบบนั้นไม่ได้



ตอนนี้มันต้องใช้เวลา.. และเขาคิดว่าอีกไม่นาน อาจจะรอให้ช่วงกิจกรรมของมหาวิทยาลัยที่เขาต้องอยู่ช่วยผ่านพ้นไปก่อน แล้ววันนั้นเขาจะกลับไปหาแม่เอง



แต่ตอนนี้แบคฮยอนกำลังเครียดมากๆพร้อมกับคำถามในใจที่ไม่หลุดไปไหนมาพักใหญ่ๆแล้ว




ถ้าสมมติว่าปาร์คชานยอลได้เป็นเดือนมหาวิทยาลัย ชีวิตของเขาจะต้องวุ่นวายถึงขนาดไหนนะ?





30%







“ชานยอลล่ะ”




“ยังไม่มาเลยพี่”



“เดี๋ยวนะ อีกสองชั่วโมงงานจะเริ่มแล้วยังไม่มาอีกหรอวะ”



“เออดิ ทำไงดีอะ.. โทรไปก็ไม่รับ ผมว่ายังไม่ตื่นแน่เลย”



“เอางี้ พี่มีงานให้ทำ”



“……..”



“ทำยังไงก็ได้ให้ชานยอลมาถึงที่นี่ภายในสี่สิบนาที รับทราบนะ”



สต๊าฟตัวจ้อยผู้โชคร้ายยังไม่ทันจะได้ปฏิเสธอะไร คนสั่งก็หันกลับไปวุ่นวายกับการเตรียมงานต่างๆนานาต่อ ทิ้งให้คนถูกสั่งเดินอ้อมไปยังโซนที่นั่งของพวกเด็กศึกษาเพราะว่าเลี่ยงไม่ได้ เพราะสีเสื้อที่แตกต่างกันไปตามแต่ละคณะ ทำให้ทุกคนหันมามองเขาเป็นตาเดียว 



วันนี้เป็นงานรับน้องวันที่สาม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประกวดดาวเดือนทั้งวันตั้งแต่เช้ายันเย็น อีกหนึ่งชั่วโมงงานกำลังจะเริ่มแล้ว ที่หลังเวทีมีแต่พวกหนุ่มสาวสวยๆหล่อๆของแต่ละคณะกำลังเตรียมตัวแต่งหน้าทำผมกันอยู่



เว้นก็แต่เดือนของคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ยังไม่โผล่หน้าหล่อๆมาให้สต๊าฟคนไหนเห็นเลย



“หาใครครับน้อง” 



เขาสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงจากด้านหลัง หันไปมองก็เจอรุ่นพี่คณะศึกษาศาสตร์คนหนึ่งยืนอยู่ หน้าตาคุ้นเคยที่มักจะทำให้เขาอารมณ์เสียอยู่เสมอเปลี่ยนจากอ่อนโยนเป็นกวนประสาทกันทันทีเมื่อได้เห็นหน้ากัน



“อ้าว มึงเองหรอกเรอะ” แล้วก็พ่นคำหยาบใส่กันเฉยเลย “มาทำไร”



คยองซูทำหน้าเหม็นเบื่อ ถ้าไม่ติดว่ายืนใส่เสื้อสีน้ำตาลคนเดียวท่ามกลางดงเสื้อสีเหลืองทั้งแถบจะแหกปากด่าไอ้พี่ปีสี่คนนี้สักที แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่ทำเสียงหงุดหงิดส่งกลับไปเท่านั้น “มาหาพี่แบคฮยอน อยู่ไหม”



“แบคฮยอนยังไม่มา จะหามันทำไม”



“ก็ไอ้ชานยอลยังไม่มาเลย โทรไปก็ไม่รับ อีกชั่วโมงนึงจะแข่งแล้ว พวกพี่ที่คณะเขาเลยให้ผมมาตาม”



คิดว่าชานยอลน่าจะอยู่กับพี่แบคฮยอนหรือพี่แบคฮยอนน่าจะรู้พิกัดของชานยอลได้ดีที่สุด คยองซูที่ได้รับมอบหมายให้มาตามหาเพื่อนให้ทันภายในยี่สิบนาทีถึงได้พาตัวเองมายืนหน้าโซนคณะศึกษาศาสตร์แบบนี้



“อ้าวหรอ” จงอินเริ่มมีท่าทุกข์ร้อน ดีที่ไม่ได้พูดจากวนประสาทเขาเหมือนอย่างทุกวัน “งั้นเดี๋ยวติดต่อแบคฮยอนให้ มึงจะไปทำอะไรก็ไปทำเถอะ”



“พี่แน่ใจนะ”



“เออดิวะ เรื่องแบบนี้ล้อเล่นได้หรือไง” จงอินขมวดคิ้วเมื่อเห็นคยองซูหรี่ตาเหมือนไม่เชื่อ “ไปได้แล้วไป เดี๋ยวโทรให้เลย”



คนตัวเล็กกว่าทำท่าคิดเหมือนชั่งใจเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็พยักหน้าหงึกๆ แม้จะไม่ค่อยไว้ใจแต่ก็หันหลังแล้วเดินกลับโซนคณะตัวเองไป ทิ้งให้จงอินมองตามแผ่นหลังของอีกคน



จริงๆก็อยากจะกวนประสาทอยู่หรอก แต่วันนี้มันเป็นงานคอขาดบาดตาย เป็นงานสำคัญอีกงาน ไอ้ตัวเขาก็ไม่ได้ว่างมากขนาดจะต่อปากต่อคำกับคยองซูตอนนี้ รอให้จบงานค่อยไปกวนเบื้องล่างมันเล่นๆก็ยังไม่สาย



ว่าแต่ไอ้ชานยอลกับไอ้แบคฮยอนมันหายไปไหนวะ?



ไม่ต้องคิดอะไรให้มากความ จงอินรีบควักโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วกดโทรออกหาเพื่อนสนิท ตั้งแต่เช้าก็ยังไม่เจอแบคฮยอนแล้วเขาก็ไม่ได้เร่งรัดให้มันมาช่วยงานหรืออะไรมากมาย รู้ว่าเพื่อนเป็นพวกหลับเป็นตาย แถมงานนี้แบคฮยอนก็ไม่ได้เป็นสต๊าฟหลักจึงไม่จำเป็นจะต้องมา



มันน่ะไม่จำเป็นต้องมา แต่แฟนมันจำเป็นต้องมา.. และต้องมาเดี๋ยวนี้เลยด้วย



[.. อือ..] 



“แบคฮยอน มึงอยู่ไหนเนี่ย” พอปลายสายรับโทรศัพท์โดยการครางครืนกลับมาจงอินก็รีบรัวคำถามอย่างรีบร้อนทันที



[บ้าน..]




“บ้านไหนวะ”



[บ้าน..] เงียบไปนิดหนึ่งเหมือนคนเพิ่งตื่นนอนที่กำลังระลึกชาติ [บ้านชานยอล..]



“อ้าว แสดงว่ามึงอยู่กับไอ้ชานยอลใช่ไหม” จงอินขมวดคิ้วถามเมื่อได้ยินเสียงงัวเงียเหมือนพร้อมนอนต่อทุกเมื่อของปลายสาย “ถามมันหน่อยว่ากี่โมงกี่ยามแล้วเนี่ย ทำไมยังไม่ถ่อมาอีก”



[หื้อ..] นี่มันตื่นจริงๆหรือมันละเมอรับโทรศัพท์วะ จงอินชักจะสงสัย [มึงถามเองแล้วกัน.. อื้อ.. ชานยอล]



หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงกุกกักสวบสาบเหมือนเสียงของผ้าห่ม ไม่รู้ว่าไอ้แบคฮยอนทำอะไรต่อจากนั้น รู้แค่ว่ามันเรียกชานยอลซ้ำๆอีกสองสามรอบ ก่อนที่เสียงทุ้มๆจะกรอกลงมาในโทรศัพท์แทนที่เสียงงุ้งงิ้งตอนแรก



[..ฮัลโหล]



“ไอ้เหี้ย มึงอยู่ไหน”



[ชื่อชานยอลครับ ไม่ได้ชื่อเหี้ย] โถไอ้เด็กเวร นาทีนี้ยังมีอารมณ์มากวนประสาทอีก [นอนอยู่บ้าน ทำไม]



“ทำไมอะไรของมึงล่ะ พี่ที่คณะมึงตามหามึงให้วุ่นแล้วเนี่ย”



[……..]



“ไหนระลึกซิว่าวันนี้วันอะไร ใช่วันตายของมึงหรือเปล่า”



เงียบไปหลายอึดใจเมื่อจงอินว่าอย่างนั้น ไอ้คนปลายสายที่คงนอนกกแฟนน่าจะกำลังระลึกอะไรอยู่สักอย่างตามที่เขาบอก ก่อนที่มันจะอุทานออกมาเสียงดังลั่น



[เชี่ย!!] จงอินยกโทรศัพท์ออกห่างก่อนจะเอานิ้วอุดหู [วันประกวดนี่หว่า เชี่ยยย!!]


“เออ! รู้แล้วก็รีบมา มาเดี๋ยวนี้เลย!”



[เชี่ย พี่จงอิน ทำไมมึงไม่โทรมาบอกกูเร็วกว่านี้วะ!] เอ้า ตกลงความผิดกูเรอะ [แค่นี้นะ! ..แบคฮยอน--]



แล้วสัญญาณก็ถูกตัดไปหลังจากไอ้ชานยอลคงจะหันไปเอ่ยเรียกชื่อแฟนของมันซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเขา จงอินขมวดคิ้วนิดหน่อย ถ้าฟังไม่ผิดเมื่อกี้ไอ้ชานยอลมันเรียกเพื่อนเขาว่าอะไรนะ



แบคฮยอน.. แทนที่จะเป็นพี่แบคฮยอนเหมือนเมื่อก่อนถูกไหม



แต่จงอินก็พอเข้าใจ จากประสบการณ์การใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้มายี่สิบกว่าปี ได้เจอคู่รักมากหน้าหลายตาจนแทบจะนับไม่ถ้วน ทั้งอายุเท่ากัน หรืออายุห่างกันนิดหน่อยแบบไอ้ชานยอลกับไอ้แบคฮยอนด้วย ก็นั่นแหละนะ..




ใครมันจะเรียกแฟนตัวเองว่าพี่กันล่ะ









บยอนแบคฮยอนไม่ชอบความเร่งรีบ




โดยเฉพาะเมื่อสิบกว่านาทีที่แล้วที่เขาต้องรีบเด้งตัวขึ้นจากที่นอนตอนชานยอลรับสายโทรศัพท์จากจงอินแล้วทำตาลีตาเหลือก บ่นอย่างนั้นอย่างนี้ว่าเขาไม่ยอมปลุก อยากสวนกลับไปจริงๆว่าก็นอนอยู่ด้วยกันจะปลุกอิท่าไหน ถ้าแบคฮยอนตื่นก่อนก็ว่าไปอย่าง



“รีบอาบน้ำเร็ว” พอออกมาจากห้องน้ำด้วยความไวแสงก็รีบเอ่ยบอกเขา ไม่รู้ว่าวิ่งผ่านน้ำไหม เพราะเข้าไปได้ยังไม่ถึงห้านาทีก็ออกมาแล้ว



“ทำไมพี่ต้องรีบด้วย.. เรานั่นแหละที่ต้องรีบ”



“อ้าว แล้วไม่ไปช่วยไอ้พี่จงอินดูน้องหรอ” ชานยอลถามพลางหยิบเสื้อขึ้นมาใส่ไปด้วย ดูรีบร้อนมากจริงๆจนแบคฮยอนลอบขำ



“ตอนแรกว่าจะไป แต่ตอนนี้ขี้เกียจแล้ว” แล้วเขาก็ตอบอย่างนั้น หาวไปอีกวอดหนึ่งก่อนจะล้มตัวนอนต่อ หันหน้าไปทางเด็กรีทรีฟเวอร์ที่กำลังติดกระดุมเสื้อ 



จริงๆวันนี้ไอ้จงอินก็จะให้เขาไปช่วยดูน้องอยู่หรอก แต่ถ้าไม่สะดวกหรือไม่อยากไปมันก็ไม่ได้บังคับ เพราะไม่ใช่หน้าที่ของเขา อันที่จริงแบคฮยอนก็อยากจะไปช่วยนะ แต่ว่า..



แต่ว่า.. ก็ไม่ค่อยอยากไปเท่าไหร่แล้ว



“ทำไมเปลี่ยนใจง่ายจัง”



“ก็ขี้เกียจนี่.. เราน่ะรีบไปเถอะ เดี๋ยวพี่นอนอยู่นี่แหละ บ่ายๆจะช่วยแม่ทำงานบ้าน”



หมายถึงแม่ของชานยอลน่ะ แบคฮยอนมานอนที่นี่เป็นบางครั้งเวลาว่างๆ(นั่นหมายถึงน้อยครั้งมากๆ) พอได้มานอนทีไรก็ต้องลงไปช่วยแม่ชานยอลทำงานบ้านทุกทีเลย แต่ไม่ได้คิดว่ามันหนักหนาเพราะยังไงก็ไม่มีอะไรให้ทำอยู่แล้ว



“ตกลงจะไม่ไปจริงๆหรอ” พอแต่งตัวเสร็จก็หันมาถามเขา ชานยอลเดินมาข้างเตียงแล้วย่อตัวลงให้สายตาของเราอยู่ในระดับเดียวกัน “ให้ผมไปคนเดียวจริงอะ”



“อือ.. วันนี้ขี้เกียจ อยากนอน”



“ให้คิดอีกที”



“อะไรเนี่ย” แบคฮยอนหัวเราะน้อยๆ เอื้อมมือไปสางผมไอ้เด็กตัวสูงจนเห็นหน้าผากใสปิ๊ง “รีบไปเถอะ เดี๋ยวก็โดนพี่ในคณะเขาดุเอาหรอก สายมากแล้วนะ”



“จะไม่ไปจริงๆหรอ”



“……..”



“วันนี้ผมแข่ง.. จะไม่ไปให้กำลังใจจริงๆหรอครับ”



สบตากับชานยอลที่มองมาพร้อมกับประกายความหวังแบบนั้นแบคฮยอนก็ต้องลอบถอนหายใจ รู้หรอกว่าวันนี้เป็นวันสำคัญของหลายๆคนรวมทั้งชานยอลด้วย เขาในฐานะที่เป็นคนรักก็ควรจะไปให้กำลังใจ แต่..



เพราะว่าเป็นวันสำคัญนี่แหละ แบคฮยอนเลยไม่อยากไป



“ผมประกวดเดือนมหาลัยเลยนะ” 



“……..”



“ผมอยากให้พี่ไปให้กำลังใจ ไปด้วยกันไม่ได้หรอครับแบคฮยอน”



“นี่.. ใครบอกให้เรียกด้วยชื่อเฉยๆกัน หลายครั้งแล้วนะไอ้เด็กคนนี้” ใช้มือตีไปเบาๆที่ข้างแก้มของเด็กโข่งแล้วเอ็ดแบบไม่จริงจังนัก แต่สุดท้ายมือข้างนั้นก็ถูกคว้าไปกุมเอาไว้อีกตามเคย



“อย่าเพิ่งเปลี่ยนเรื่องดิ.. บอกมาก่อนว่าจะไปเชียร์ผม”



“ถึงพี่ไม่ไปยังไงเราก็ชนะอยู่แล้ว”



“มันไม่เกี่ยวหรอกว่าผมจะชนะหรือไม่ชนะ”



“……..”



“ผมแค่อยากเห็นหน้าแฟนผมจากบนเวทีแค่นั้นเอง”



ครั้งที่หนึ่งล้านแล้วมั้งที่แบคฮยอนรู้สึกหน้าร้อนให้กับคำพูดน่าหมั่นเขี้ยวแบบนั้น เขายิ้มแล้วมองหน้าไอ้เด็กตัวสูงซึ่งคว้ามือเขาไปหอมอีกครั้ง เอาแต่พูดว่า ‘ไปเชียร์ผมเถอะนะ’ จนแบคฮยอนรู้สึกว่าถ้าเขายังใจแข็งไม่ไป ก็คงกลายเป็นคนที่โหดร้ายน่าดู



สุดท้ายแล้วก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากลุกขึ้นไปอาบน้ำท่ามกลางความดีใจเกินเหตุของชานยอล เขาน่ะมันขี้ใจอ่อนทุกทีเลย ไม่อยากเป็นแบบนี้เท่าไหร่




แต่เวลาชานยอลพูดจาแบบนั้นทีไรหัวใจมันก็ยวบยาบตลอดเลย ให้ตายสิ










มหาวิทยาลัยจัดงานประกวดดาวเดือนในโรงยิมขนาดใหญ่ที่วันนี้ดูเล็กไปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อมีนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งมารวมตัวกันเยอะจนละลานตาไปหมด แบคฮยอนได้ยินเสียงเจี้ยวจ้าวตั้งแต่ยังไม่ทันจะก้าวเข้าไปในยิม แล้วพอก้าวเข้าไปก็ชัดเจนว่าเสียงพวกนั้นมาจากไหน




เด็กๆปีหนึ่งนั่งกันไม่สุขสักคน แต่ก็นั่นแหละ.. บรรยากาศแบบนี้มันน่ารักดี ถึงจะเสียงดังไปหน่อยแต่ก็ไม่ได้ถึงกับน่ารำคาญ



“อ้าว มาแล้วหรอวะ” ไอ้จงอินเอ่ยทักทายตอนที่เขาไปโผล่อยู่หน้าโซนของคณะ วันนี้มีพวกชั้นปีอื่นมาคอยคุมน้องกันประมาณสิบคนเท่านั้นเอง “ไอ้ชานยอลล่ะ”



“ไปหลังเวทีแล้ว โดนพี่มันลากไป”



นึกถึงตอนที่นั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ชานยอลมาจนถึงหน้าโรงยิม ยังไม่ทันที่แบคฮยอนจะได้หันไปอวยพรคนรัก เด็กปีสองของคณะวิศวะฯที่เดินมาจากไหนไม่รู้ก็รีบลากชานยอลซึ่งทำหน้าเหวอๆไปหลังเวทีเดี๋ยวนั้น คงจะรีบมากๆจนไม่เปิดโอกาสให้ชานยอลคุยกับเขาต่อเลย



แต่ถึงอย่างนั้นเจ้ารีทรีฟเวอร์ก็หันมามองเหมือนจะขอกำลังใจ แบคฮยอนเลยขยับปากแบบไร้เสียงไปว่าให้สู้ๆนะ ซึ่งชานยอลเองก็ยิ้มแล้วพยักหน้ารับคำกลับมาเช่นกัน



จากนี้เขาก็คงต้องรอดูแล้ว.. ไอ้เด็กดื้อนั่นน่ะ ถ้าแต่งหน้าแต่งตัวออกมาแล้วจะดูดีแค่ไหนนะ



“สมควรจะโดนลากไปอยู่หรอก มาสายฉิบหาย คนอื่นเขามากันตั้งแต่เช้ามืดนู่น” ไอ้จงอินเอ่ยบอกเชิงตำหนิ “มัวแต่นอนกกมึงอยู่ล่ะสิ กว่าจะโผล่หัวมา นี่ถ้ากูไม่โทรไปตามก็คงนอนกันยันเย็น”



“อากาศมันดีนี่หว่า”



“ข้ออ้าง”



“เอ้า อากาศดีจริงๆ” แบคฮยอนยืนยันพลางหัวเราะขันเบาๆในลำคอ พอเห็นว่าจงอินเบะปากมาให้รอบหนึ่งก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่อีกกี่นาทีงานเริ่มวะ”



“ประมาณยี่สิบ”



“ปีนี้งานเริ่มช้าเนอะ”



“ก็พวกความสามารถพิเศษมันไม่ต้องแข่งกันแล้ว แข่งแค่บุคลิกกับตอบคำถาม”



แบคฮยอนพยักหน้ารับรู้ สมัยเขาอยู่ปีหนึ่งยังต้องแข่งความสามารถพิเศษกันอยู่ แต่พอประมาณสองปีให้หลังขั้นตอนการแข่งโดยใช้ความสามารถพิเศษก็ถูกตัดออก เพราะมันใช้เวลาค่อนข้างจะนานไปสักหน่อยจนเด็กๆต้องกลับบ้านดึกแล้วผู้ปกครองก็บ่น พอเหลือแค่ดูบุคลิกกับตอบคำถามก็ช่วยร่นเวลาได้เยอะ



“เออจงอิน ถามไรหน่อยดิ” แบคฮยอนเอ่ยบอกขึ้นมาหลังจากไอ้จงอินนับจำนวนแถวน้องที่นั่งอยู่เสร็จแล้ว



“หือ.. ถามว่า” 



“ตัวเต็งเดือนมหาลัย.. ปีนี้คณะไหนมาแรงวะ”



ถามออกไปอย่างที่ใจนึกสงสัย ก็เห็นไอ้จงอินนิ่งไปหน่อยเหมือนใช้ความคิด ก่อนที่มันจะขยับยิ้มมุมปากแล้วเอ่ยตอบคำถาม



“เดือนปีนี้ก็มีตัวเต็งไม่ค่อยเยอะ อย่างของคณะเรานี่ก็เต็ง สาวๆกรี๊ดกร๊าดกันใหญ่” จงอินหมายถึงแจฮยอนที่ได้รับหน้าที่เดือนคณะ ทีแรกก็คิดกันไว้ว่าแทยงจะได้ซะอีก แต่ไปๆมาๆแจฮยอนตอบคำถามดีกว่าเลยชนะไป



“…….”



“ส่วนคณะไหนมาแรงกว่าใครเพื่อน มึงก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจหรือเปล่าวะ”



มันปรายสายตามองอย่างรู้ทันพร้อมกับรอยยิ้มที่น่าถีบ แบคฮยอนได้แต่ทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้ทั้งที่ตัวเองก็รู้อยู่แก่ใจอย่างที่มันว่า



แล้วสาเหตุที่ไม่ค่อยอยากจะมางานวันนี้.. ก็เพราะเรื่องนั้นนั่นแหละ



“มึงว่าชานยอลจะได้เดือนมหาลัยจริงๆหรอ” เขาเอ่ยถามเพื่อนไปอีกที



“ถ้าพูดแบบไม่ให้กำลังใจมึงเลยก็ใช่” ไอ้จงอินยิ้มนิดๆ “แหม.. เป็นเพื่อนกับมึงมาหลายปีถึงขั้นมองตาก็รู้ใจ มึงกลัวว่าถ้าไอ้ชานยอลได้เป็นเดือนแล้วมันจะทิ้งมึงใช่ไหมล่ะ”



“ไอ้บ้า ก็ไม่ถึงกับทิ้งหรือเปล่าวะ” แบคฮยอนเอ่ยบอกกลับไป ไม่ปฏิเสธหรอกว่าเขาคิดแบบนั้น หากมันก็แค่ครึ่งเดียว “แต่กูอาจจะต้องปวดหัว.. แบบ.. มึงเข้าใจใช่ไหม”



“มาบ่งมาแบบ กูจะไปเข้าใจป่ะ”



“ก็.. อย่างเช่นว่าพวกสาวๆแฟนคลับมันก็ต้องตามกรี๊ดมัน ชีวิตกูจะอยู่เป็นสุขได้ยังไงอะ” 



นึกไปถึงวันนั้นแล้วสยองขวัญแปลกๆ ขนาดชานยอลยังไม่ได้เป็นเดือนมหาวิทยาลัยยังมีเด็กมัธยมเดินตามขอถ่ายรูปกันเพียบเวลาออกไปเที่ยวกับเขา แล้วถ้าได้เป็นขึ้นมามันจะหนักข้อขนาดไหน



“พูดยากว่ะ.. พวกวิศวะมันก็อยากให้ชานยอลได้เดือนอยู่แล้ว แถมยังมั่นใจกันมากว่ายังไงตำแหน่งเดือนปีนี้ก็ลอยลำ แต่ดาวยังสูสี”



“……..”



“เพราะงั้นมึงอาจจะต้องทำใจไว้ตั้งแต่เนิ่นๆเลย”



แบคฮยอนไม่ปฏิเสธว่าที่ไอ้จงอินพูดมาก็เป็นเรื่องจริงไปแล้วเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาพูดกันให้แซ่ดว่ายังไงชานยอลก็ต้องได้ตำแหน่งเดือนมหาวิทยาลัยอยู่แล้วเว้นเสียแต่ว่าจะตอบคำถามไม่รู้เรื่อง ซึ่งถ้าผ่านการตอบคำถามช่วงแข่งเดือนคณะมาได้ขนาดนี้ เป็นไปไม่ได้ที่ชานยอลจะตอบคำถามบ้าๆบอๆออกมาในการแข่งที่ใหญ่กว่า



แต่.. ไม่อยากให้ชานยอลได้เลย



แบคฮยอนดูเป็นคนเห็นแก่ตัวไปแล้วใช่หรือเปล่า



[ครับ.. ขณะนี้ขอให้พี่ๆแต่ละคณะช่วยคุมเสียงน้องหน่อยนะครับ อีกประมาณสิบนาทีการประกวดจะเริ่มแล้วครับ]



การประกาศผ่านลำโพงในยิมทำให้แบคฮยอนรวมทั้งผู้ที่เป็นรุ่นพี่ต้องช่วยกันคุมเสียงน้องๆให้เงียบลง เพียงไม่นานเสียงเซ็งแซ่ที่แผ่ไปทั่วยิมก็เริ่มเบาบาง หลงเหลือไว้แค่เพียงเสียงพูดคุยเล็กๆน้อยๆเท่านั้น แบคฮยอนรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเมื่อมองนาฬิกาที่ติดบนผนังโรงยิมก็พบว่าเหลืออีกไม่กี่นาทีการแข่งขันก็จะเริ่ม



ถึงไม่อยากให้ชานยอลเป็นเดือนมหาวิทยาลัย.. แต่ก็อยากเห็นเด็กคนนั้นแต่งตัวหล่อๆอยู่ดี



 แบคฮยอนเลือกที่นั่งทำเลดีๆที่จะทำให้มองเวทีได้ถนัด ครู่หนึ่งไฟในยิมก็ดับลงทุกดวงพร้อมกันกับแสงสีเสียงบนเวทีเริ่มต้นขึ้น เสียงซาวด์ดนตรีหนักๆทำเอาหัวใจของแบคฮยอนแทบจะหลุดออกมาเหมือนตอนที่ไปดูคอนเสิร์ตไม่ผิด ถัดจากนั้นร่างของคนคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นบนเวที



“สวัสดีค่า!!” พอได้เห็นหน้าชัดๆแบคฮยอนก็พบว่าเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่อยู่คณะนิเทศศาสตร์ ในมือข้างหนึ่งของเธอถือไมค์ ส่วนอีกข้างถือสคริป “ยินดีต้อนรับเข้าสู่งานประกวดดาวเดือนของมหาวิทยาลัยประจำปีนี้ค่า!!”



บรรดาน้องปีหนึ่งส่งเสียงกรี๊ดดังลั่น แตกต่างจากพวกพี่ๆสต๊าฟที่เคยชินกับงานกันหมดแล้ว ต่างคนก็ต่างมองไปบนเวทีด้วยสีหน้าที่มีรอยยิ้มติดอยู่เท่านั้น



“สำหรับปีนี้ดาวเดือนของแต่ละคณะเรียกได้ว่าดุเดือดและไม่มีใครยอมใครกันเลยนะคะ ดูจากคะแนนโหวตตามหน้าเพจแล้วมาแรงพอกันทุกคนเลย”



มั่วแล้ว.. ชานยอลคะแนนนำโด่งเลยเถอะ



“ตอนนี้คิดว่าหลายคนคงอยากจะเห็นหน้าสาวๆหนุ่มๆหน้าตาดีของแต่ละคณะกันแล้วใช่ไหมเอ่ย” เธอถามพร้อมกับยื่นไมค์มาด้านหน้า



“อยากค่า!!” แล้วบรรดาน้องปีหนึ่งก็ตอบกลับไปอย่างพร้อมเพรียง



“โอเคค่ะ ถ้าพร้อมแล้วไปพบกับดาวเดือนของแต่ละคณะเลยค่า!!”



พักหนึ่งแสงไฟบนเวทีก็วูบหายไปจนเหลือเพียงความมืด แล้วไม่นานมันก็กลับสว่างขึ้นมาอีกพร้อมกับเสียงเพลงเร้าใจ แบคฮยอนมองเห็นแล้วว่าดาวเดือนของแต่ละคณะกำลังเดินออกมาแบบสลับชายหญิง



“มึง คนไหนคือชานยอล” เขาสะกิดถามไอ้จงอินที่นั่งอยู่ข้างๆ



“โน่นไง.. ที่สูงนำโด่งกว่าใครเพื่อนนั่นน่ะ” แล้วมันก็ชี้ๆนิ้วไปบนเวที แบคฮยอนหรี่ตามองอีกนิดก็พบเจอไอ้เด็กตัวสูงชะลูดที่วันนี้เซ็ตผมจนดูแปลกหูแปลกตา ครั้งแรกเลยล่ะมั้งที่ชานยอลได้เช็ตผมเปิดหน้าผากแบบจริงๆจังๆ



ก็นั่นแหละ.. แบคฮยอนคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าต้องดูดี



“หล่อจนน่าหมั่นไส้” แต่ไอ้คนข้างๆนี่คงจะไม่ได้คิดอย่างนั้น “ดูๆ ดูมันเดินออกมาอย่างเก๊ก อยากเตะเสยคางสักที”



“มึงนี่ก็นะ จะอะไรกับมันนักหนา” แบคฮยอนหัวเราะพลางตีแขนเพื่อนสนิทไปด้วย



“กูรำคาญขี้หน้ามันอะ ทำไมต้องเกิดมาหล่อด้วยวะ”



“แน่นอน ไม่หล่อจะเป็นแฟนกูได้หรอ”



“รำคาญมึงแทนละตอนนี้”



ร่างเล็กหัวเราะร่าเมื่อเพื่อนสนิทผิวคล้ำค้อนให้ขวับนึง เขาหันกลับไปสนใจบนเวทีต่อ บรรดาดาวเดือนประจำปีของแต่ละคณะพากันเดินไปเดินมาตามบล็อคกิ้งจนดูน่าเวียนหัว แต่คนที่ชัดเจนที่สุดสำหรับแบคฮยอนจะเป็นใครไปไม่ได้เลย



ไอ้คนที่จมูกโด่งจนแทบจะแทงหน้าคนข้างๆนั่นแหละ



พักหนึ่งเสียงเพลงก็เงียบลงพร้อมกับบรรดาดาวเดือนที่แบ่งแยกเป็นชายหญิงยืนเรียงกันตามหน้ากระดาน แล้วพิธีกรสาวผู้เป็นนักศึกษาประจำคณะนิเทศศาสตร์คนเดิมก็เดินออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม



“สำหรับช่วงต่อไปจะเป็นช่วงตอบคำถามแล้วนะคะ แต่ก่อนจะถึงช่วงตอบคำถาม เราต้องประกาศผลผู้เข้ารอบสิบคนสุดท้ายกันก่อน แบ่งเป็นห้าคณะของฝ่ายชาย และห้าคณะของฝ่ายหญิงค่ะ”



เสียงฮือฮาดังขึ้นเพราะกฏกติกาที่เปลี่ยนไป แบคฮยอนกับจงอินก็ด้วย ปีที่ผ่านๆมาก็ประกาศกันบนเวทีทั้งนั้น แต่ปีนี้เป็นปีแรกเลยที่ประกาศก่อนล่วงหน้าไปแล้ว



“เนื่องจากว่าได้มีการคัดในส่วนของบุคลิกภาพแบบลับๆกันไปแล้วก่อนหน้านี้ค่ะ” 



พิธีกรสาวชี้แจงอีกเล็กน้อย แบคฮยอนคิดว่าเขาคงต้องการจะร่นเวลางานให้น้อยลงไปอีกถึงได้เปลี่ยนกติกา “เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาฟังรายชื่อผู้ที่ผ่านเข้ารอบกันเลยดีกว่านะคะ”



“………”



“เริ่มจากฝ่ายหญิงค่ะ..”



หลังจากนั้นเธอก็เริ่มประกาศชื่อดาวคณะฝ่ายหญิงที่ผ่านเข้ารอบ แน่นอนว่าดาวศึกษาศาสตร์ของแบคฮยอนก็ผ่านเข้ารอบด้วยเช่นเดียวกัน เสียงตะโกนเชียร์ดังก้องไปทั้งยิมจนแบคฮยอนต้องยกนิ้วอุดหู แต่ก็อดจะขำไม่ได้เมื่อเห็นพวกเด็กๆปีหนึ่งลุกขึ้นเชียร์เพื่อนกันยกใหญ่



จนกระทั่งนาทีสำคัญสำหรับแบคฮยอนมาถึง



“อันดับต่อไปจะประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านเข้ารอบฝ่ายชายนะคะ..”



แบคฮยอนหันไปเกาะแขนไอ้จงอินแน่น มันหันมามองนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ตอนนี้ทั้งยิมเงียบสนิทยิ่งกว่าป่าช้าเพราะกำลังลุ้นอย่างเต็มที่ว่าคณะแรกที่พิธีกรสาวเอ่ยออกมานั้นจะเป็นคณะใด



แบคฮยอนมองเห็นแล้วว่าชานยอลเผยสีหน้าเรียบนิ่ง แต่มีหรือที่แบคฮยอนจะไม่รู้ว่าท่าทางกับหน้าตาแบบนั้นน่ะมันเต็มไปด้วยความวิตกกังวล.. แบคฮยอนรู้ว่าชานยอลคงกดดัน ทั้งถูกคนในคณะกดดัน แล้วก็กดดันตัวเองด้วย



“คณะแรกที่ผ่านเข้ารอบ.. ได้แก่..”



ซาวด์เพลงถูกเปิดขึ้นมาให้คนในยิมได้ลุ้นกันมากกว่าเดิม คราวนี้แบคฮยอนจิกแขนไอ้จงอินมากเข้าไปอีก คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าชานยอลอาจจะได้เข้ารอบ..



ดูซิ.. ปากบอกว่าไม่อยากให้เข้ารอบ แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องที่ไม่อยากให้ชานยอลเสียใจมันก็มีอิทธิพลต่อแบคฮยอนมากกว่าอยู่ดี



“คณะศึกษาศาสตร์ค่า!!”



“เฮ้!!”



เสียงเฮดังลั่นกระแทกเข้าหูแบคฮยอนเต็มๆจนต้องยกมือขึ้นมาอุดไว้อีกรอบ แต่กระนั้นก็ดีใจไม่เบาที่เดือนของคณะตัวเองได้เข้ารอบ แจฮยอนเดินนำออกมาพร้อมกับโบกมือมาทางคณะจนสาวๆพากันกรี๊ดสลบ



เอาน่า.. เหลืออีกตั้งสี่คณะ ยังไงชานยอลก็ต้องติดหนึ่งในห้า



“คณะต่อไป.. คณะนิเทศศาสตร์ค่า!!”



อืม..



“คณะแพทยศาสตร์ค่ะ!!”



ยังเหลืออีกตั้งสอง..



“คณะวิทยาศาสตร์ค่า!!”



เวรกรรม.. เผลอเข้าหน่อยก็เหลือแค่คณะเดียวแล้ว



แบคฮยอนหันไปมองไอ้จงอินที่ก็ดูเคร่งเครียดไม่แพ้กัน เหลือแค่คณะเดียวแล้ว.. แล้วคณะที่แบคฮยอนอยากจะได้ยินมากที่สุดก็ยังไม่หลุดออกมาจากปากของพิธีกรเลย เขารู้ว่าชานยอลกำลังเคร่งเครียดมากๆแม้จะยกยิ้มที่มุมปากออกมาเหมือนไม่เป็นอะไรก็ตาม 



ขณะเดียวกันนั้นไอ้เด็กตัวสูงก็เหมือนกำลังกวาดตามองหาใครสักคนอยู่ จนกระทั่งดวงตากลมโตมาหยุดที่เขา



จากบนเวที.. แบคฮยอนไม่รู้ว่าชานยอลจะมองเห็นเขาไหม แต่ตอนนี้ที่เด็กรีทรีฟเวอร์หยุดสายตาเอาไว้ตรงเขาแบคฮยอนก็คิดว่าชานยอลอาจจะมองเห็น เด็กยักษ์กำลังไม่มั่นใจและแบคฮยอนรับรู้ได้เป็นอย่างดี



เขาขยับปากพูดออกไปช้าๆแบบไร้เสียง..



‘ชานยอลทำได้’



จนในที่สุดปาร์คชานยอลก็ยิ้มออกมาแล้วพยักหน้าเบาๆเป็นเชิงว่ารับรู้ในสิ่งที่เขาต้องการจะบอกแล้ว แบคฮยอนยิ้มตอบกลับไป คิดในใจขึ้นมาเดี๋ยวนั้นว่าถ้าเขาไม่มาเชียร์ชานยอล ป่านนี้อีกคนจะเป็นยังไง



“มาถึงคณะสุดท้ายกันแล้วนะคะ..”



คราวนี้เป็นไอ้จงอินที่ยกมือมาเกาะแขนเขาแน่น มันเองก็น่าจะลุ้นไม่เบา ถึงจะบ่นด่าน้องข้างบ้านเยอะขนาดไหนก็เถอะ แต่แบคฮยอนก็เชื่อว่ามันเองคงอยากจะเห็นน้องประสบความสำเร็จในทุกๆเรื่องเช่นกัน



ไม่ผิดกับเขาในตอนนี้เลย



“คณะสุดท้ายที่ผ่านเข้ารอบ..”



“……..”



“ได้แก่..”



เหมือนหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ พร้อมกับความเงียบที่ประดังประเดเข้ามาทั่วทุกสารทิศ แบคฮยอนหลับตาแล้วขมวดคิ้ว มืออีกข้างก็เกาะกับไอ้จงอินแน่น



ลุ้นมาก.. ลุ้นจนใจจะขาดอยู่แล้ว



“คณะ..”



ขอร้องล่ะ.. วิศวกรรมศาสตร์ทีเถอะ..



“คณะ.. อะไรดีน้า”



โอ๊ย.. จะลีลาอีกนานไหมเนี่ย



“ตบผู้หญิงบาปไหมวะ” ไอ้จงอินหันมาถาม ท่าทางมันคงจะหงุดหงิดกับพิธีกรเหมือนกันกับเขา



“คณะ..”



“……….”




“คณะวิศวกรรมศาสตร์ค่า!!”



“กรี๊ดดดดดดดด!!!”



แบคฮยอนถอนหายใจอย่างโล่งอกเช่นกันกับไอ้จงอินที่ตะโกนคำว่า ‘เย้ส’ ออกมาเสียงดังแข่งกับเสียงกรี๊ดรอบข้าง เขาลืมตามองบนเวทีก็เห็นว่าชานยอลยกมือขึ้นทาบอกแล้วพรูลมหายใจออกมาเช่นกัน เจ้าเด็กตัวสูงเริ่มมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้นแล้ว ขายาวๆก้าวขึ้นมายืนด้านหน้าพร้อมกับผู้ผ่านเข้ารอบอีกสี่คนก่อนหน้านี้



“และนี่คือตัวแทนดาวเดือนทั้งสิบคนที่จะเข้าไปแข่งในรอบตอบคำถามนะคะ”



ชานยอลมองมาอีกแล้ว.. เด็กคนนั้นยิ้มให้เขาพร้อมกับแววตาที่ต้องการจะบอกว่าตัวเองทำได้ ซึ่งแบคฮยอนเองก็เชื่อมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วว่ายังไงชานยอลก็ต้องทำได้



‘เก่งที่สุดเลย’




จึงขยับปากเอ่ยกลับไป สื่อว่าเขาภูมิใจในตัวชานยอลมากทีเดียว










การแสดงคั่นรายการประกวดเพิ่งจะจบไปเมื่อสักครู่นี้ เป็นการแสดงของวงดนตรีจากพวกเด็กดุริยางค์ในมหาวิทยาลัย แบคฮยอนช่วยสต๊าฟแจกน้ำแจกท่าให้แก่เด็กๆในคณะ แต่จิตใจก็ยังพะว้าพะวังอยู่กับไอ้เด็กยักษ์ที่อยู่หลังเวที เนื่องจากว่าไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับทีมประกวด แบคฮยอนจึงไม่ได้รับสิทธิ์ให้เข้าไปที่หลังเวทีเพื่อให้กำลังใจชานยอลเหมือนอย่างที่อยากทำ




แต่ก็ไม่ต้องห่วงนาน เพราะหลังจากแจกน้ำแจกท่าเสร็จแบคฮยอนก็ต้องมานั่งลุ้นการประกวดใหม่อีกหนหนึ่งอยู่ดี



“มึง กูลุ้นอีกแล้ว” เขาเอ่ยบอกไอ้จงอินผ่าเสียงเพลงที่ดังกระหึ่มอยู่ในขณะนี้ออกไป พวกดาวเดือนทั้งสิบคนที่เข้ารอบเริ่มออกมาเดินโชว์ตัวกันอีกครั้ง



“กูก็ลุ้นเหมือนมึงนั่นแหละ” มันเอ่ยตอบกลับมาทั้งที่ตาก็ยังจ้องไปบนเวที 



เผลอแป๊บเดียวพิธีกรสาวคนเดิม(ที่ไอ้จงอินดูไม่ค่อยปลื้มเธอเท่าไหร่)ก็เดินออกมาพร้อมกับรอยยิ้มเต็มแก้มอย่างมั่นใจ นั่นทำให้แบคฮยอนรู้แล้วว่าการแข่งขันช่วงต่อไปกำลังจะเริ่มขึ้น



แล้วก็ไม่ผิด.. เมื่อมีทีมงานถือซองขึ้นมาบนเวทีเป็นจำนวนสิบซองด้วยกัน



“เอาล่ะค่ะ.. ต่อไปจะเป็นรอบการตอบคำถามแล้วนะคะ คะแนนรอบนี้มีผลต่อการตัดสินสูงมาก เพราะฉะนั้นอยากให้ดาวเดือนแต่ละคนตั้งสติในการตอบคำถามกันให้ดีๆน้า”



“………”



“เราเริ่มจาก.. ฝั่งดาวกันก่อนแล้วกันเนอะ”



แล้วเธอก็เริ่มให้ฝั่งดาวออกมาตอบคำถามทีละคนโดยให้เลือกหยิบสุ่มจากซองที่มีทั้งหมดสิบซอง แต่ละคนก็ตอบได้ดีบ้างติดขัดบ้างคละๆกันไป แบคฮยอนไม่ได้สนใจการตอบคำถามของพวกเธอสักเท่าไหร่ ที่สนใจคือไอ้เด็กตัวสูงที่ยืนอยู่บนเวทีอีกฝั่งหนึ่งต่างหาก



ชานยอลดูเครียดอีกแล้ว.. แต่ก็ไม่เท่ารอบแรก และนั่นทำให้แบคฮยอนใจชื้นขึ้นมาได้เปราะ



“ฝั่งดาวได้ตอบคำถามเสร็จสิ้นกันแล้วนะคะ อันดับต่อไปเป็นของฝั่งเดือนกันบ้างค่ะ” เธอยิ้มก่อนจะเอ่ยเรียกคณะแรก “เริ่มจาก.. คณะศึกษาศาสตร์ก่อนเลยค่ะ”



แจฮยอนยิ้มอย่างมั่นใจก่อนจะเดินออกมายืนข้างพิธีกร หากให้พูดตามตรงแบคฮยอนคิดว่าแจฮยอนก็เป็นตัวเต็งที่น่ากลัวอีกคนหนึ่งเลยทีเดียว เพราะไม่ว่าจะกี่ครั้งที่ปรากฏตัวก็มักจะเรียกเสียงกรี๊ดได้เยอะทุกครั้งไป



แต่ถึงอย่างนั้นก็น้อยกว่าชานยอลอยู่ดี..



“มึงว่ามันจะตอบคำถามดีไหม” ไอ้จงอินเอ่ยถาม เพราะว่าเป็นน้องในคณะจึงให้ความสนใจเป็นพิเศษ



“ไม่รู้ดิ.. แต่จากที่ตอบตอนประกวดของคณะก็ดูมีความคิดอยู่นะ”



“เออกูก็ว่างั้น แต่ครั้งนี้ก็ไม่แน่ว่ะ มันดูมั่นใจแต่ก็ตื่นเวทีแปลกๆ”



แบคฮยอนไม่ได้ตอบอะไรจงอินอีก เขาหันกลับไปให้ความสนใจกับเวทีตรงหน้าอีกหนหนึ่งแทน แจฮยอนหยิบซองคำถามขึ้นมาแล้วก่อนจะส่งให้กับพิธีกรสาว เธอหยิบเนื้อในของมันออกมาก่อนจะกางออกอ่าน



“คำถามนะคะ.. คุณคิดว่าวิธีการรณรงค์ให้คนทั่วโลกประหยัดน้ำได้ดีที่สุดคือวิธีการใด”



หลังจากนั้นเธอก็ทวนคำถามใหม่อีกรอบก่อนจะเว้นช่องให้แจฮยอนตอบ ซึ่งเด็กๆของคณะก็กรี๊ดกันยาวๆไปหนหนึ่งเพื่อให้เดือนหน้าหล่อได้มีเวลาคิดคำตอบตามสเต็ป



“ผมคิดว่าการรณรงค์ที่ดีคือการร่วมมือกันทุกภาคส่วนครับ”



เฮ้ย.. ตอบได้ดี



“แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่แค่การประหยัดน้ำเพียงอย่างเดียว การร่วมมือกันนี้เราต้องทำในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติด การทำงานร่วมกัน หรือแม้กระทั่งการ..”



“โอ๊ะ ไอ้ห่า ออกทะเลแล้ว” ไอ้จงอินว่าแล้วยกมือเกาหัวแกรกๆ “จะเกริ่นซะดีเพื่ออะไรวะ บาย ที่สามก็บุญหัว”



แบคฮยอนหัวเราะน้อยๆอย่างเห็นด้วยกับเพื่อนสนิท ตอนนี้แจฮยอนกำลังพูดอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่เกี่ยวกับคำถามเลย แถมยังยาวเฟื้อยจนแทบจะหลับ แต่เอาเถอะ สุดท้ายการตอบคำถามก็ต้องมีวันจบ แจฮยอนตอบคำถามเสร็จแล้ว อันดับถัดมาก็เป็นเดือนของคณะนิเทศศาสตร์ แพทยศาสตร์ แล้วก็วิทยาศาสตร์ตามลำดับ



จนกระทั่งถึงคนสุดท้ายที่แบคฮยอนตั้งตารอ



“คนสุดท้ายกันแล้ว.. น้องชานยอลจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ค่า!!”



เสียงกรี๊ดดังกระหึ่มอีกครั้งแต่คราวนี้แบคฮยอนไม่ได้ยกมือขึ้นมาอุดหู หัวใจของเขาเต้นระรัวอย่างกับว่าตัวเองเป็นชานยอลที่กำลังจะตอบคำถามยังไงอย่างนั้น แต่เจ้าเด็กรีทรีฟเวอร์ที่กำลังก้าวขาขึ้นมาตอบคำถามดูประหม่าน้อยลงแล้ว กลับยิ้มบางๆที่มุมปากและดูมั่นใจขึ้นมากโข



“ไอ้ห่า.. ออร่าจับสัสๆ” จงอินครางครืน แล้วแบคฮยอนก็เห็นด้วยเช่นเดียวกัน



“เหลือซองสุดท้าย ไม่ต้องเลือกแล้วเนอะ” พิธีกรสาวว่าพลางหัวเราะน้อยๆให้ชานยอล เธอหยิบกระดาษออกมาจากซองสีขาว ก่อนจะคลี่ออกอ่าน



“อื้อหือ..” เธอครางครืนหลังจากอ่านคำถามจนเสร็จสิ้น “เอาล่ะค่ะ.. มาฟังคำถามกันดีกว่า”



“………”



“คำถามข้อนี้ยาวหน่อย.. ตั้งใจฟังดีๆนะคะน้องชานยอล”



เจ้าเด็กรีทรีฟเวอร์พยักหน้ารับทั้งที่มีรอยยิ้มติดริมฝีปาก.. ท่าทางคำถามจะหินพอควร ไม่อย่างนั้นผู้เป็นพิธีกรคงไม่ส่งเสียงประหลาดๆออกมาทันทีที่อ่านคำถามเสร็จ



แบคฮยอนจิกแขนไอ้จงอินอีกที พลางตั้งใจฟังสิ่งที่เธอกำลังจะอ่าน



“หากคุณมีคนรักอยู่แล้วและจำเป็นจะต้องรับตำแหน่งเดือนของมหาวิทยาลัย แต่มีข้อแม้ว่าคุณจะต้องเลิกกับคนรักของคุณเสียก่อน..”



“………”



“คุณจะตัดสินใจเลิกเพื่อรับตำแหน่งหรือไม่.. เพราะเหตุใด”



เสียงฮือฮาลั่นไปทั่วทั้งยิมอย่างกับผึ้งแตกรัง แบคฮยอนเองก็รู้สึกตัวชาวาบเมื่อคำถามมันเหมือนลูกศรพุ่งปักเขาเต็มๆ ไอ้จงอินเองก็หันมามองหน้าเขานิดหน่อยก่อนจะหันไปจ้องมองบนเวทีต่อ พิธีกรสาวเริ่มอ่านคำถามใหม่เป็นครั้งที่สอง



และในตอนนั้น



“พี่แบคฮยอนครับ”



เสียงเรียกก็ดังขึ้นมาข้างๆจนแบคฮยอนต้องหันไปมอง.. เด็กแทยง ตัวเต็งเดือนคณะที่ตกรอบเพราะตอบคำถามได้ไม่ดีลงมายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆแทยงกำลังยิ้มให้เขา พร้อมกับถือถุงอะไรสักอย่างในมือ



“ผมซื้อขนมมาฝากครับ” แล้วก็ยื่นถุงนั้นให้กับเขา มันเป็นถุงที่ค่อนข้างใหญ่ ข้างในน่าจะใส่ขนมมาเยอะมากอย่างที่เด็กมันว่า



แต่มาถูกจังหวะไปหรือเปล่าเนี่ย



“เฮ้ยไอ้เด็ก มึงมาได้ยังไง ใครอนุญาต!” จงอินทำตาเหลือกเมื่อมองผ่านเพื่อนมาแล้วเจอเด็กในคณะออกจากแถวมายืนหัวโด่อยู่ตรงนี้



“อะไรอะพี่ ผมก็แค่เอาขนมมาให้พี่แบคฮยอนเฉยๆ”



“แล้วมันใช่เวลาหรือไงวะ กลับเข้าไปในแถวเดี๋ยวนี้เลย!”



แทยงยังตีหน้ามึนยืนอยู่ที่เดิมไม่ยอมไปตามที่จงอินสั่ง แต่ก่อนที่ผู้เป็นรุ่นพี่จะได้ออกปากไล่อีกรอบ เสียงกรี๊ดกร๊าดก็ดังขึ้นเรียกให้หันไปมองบนเวทีเสียก่อน



เอาเป็นว่าปล่อยไอ้แทยงที่ตามขายขนมจีบแบคฮยอนไม่เลิกไม่ราไปก่อนแล้วกัน.. เพราะตอนนี้ปาร์คชานยอลกำลังจะตอบคำถามแล้ว



กับคำถามที่ว่าจะยอมเลิกกับแฟนเพื่อจะได้รับตำแหน่งเดือนมหาวิทยาลัยหรือไม่ ..ซึ่งทำให้หัวใจของแบคฮยอนเต้นตึกตัก.. 




“ผมยอมเลิกกับแฟน.. เพื่อรับตำแหน่งครับ”




ก่อนจะหยุดเต้นไปชั่วขณะ เมื่อได้ยินคำตอบที่ออกมาจากปากของชานยอล



จงอินหันมามองหน้าเขาที่ตอนนี้นิ่งค้าง เหมือนไม่ได้ยินอะไรเลยสักอย่างแม้กระทั่งเสียงเชียร์ชานยอลที่ดังอยู่แทบจะตลอดเวลา ความรู้สึกมันตีขึ้นมาจนจุกอยู่ตรงอก.. แต่ก็พยายามทำตัวมีเหตุผลให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้



มันคือการแข่งขัน.. ยังไงชานยอลก็ต้องเลือกตอบในสิ่งที่จะทำให้ตัวเองชนะอยู่แล้ว



แม้คำตอบนั้นจะไม่ใช่เขาก็ตาม แต่แบคฮยอนก็ต้องไม่เห็นแก่ตัว



“คำตอบเมื่อครู่น่าจะเป็นคำตอบที่ดี.. เป็นคำตอบที่เหมาะสมสำหรับเวทีนี้ใช่หรือเปล่าครับ” 



ก่อนที่เสียงของชานยอลจะทำให้แบคฮยอนต้องเรียกสติของตัวเองกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับเสียงฮือฮารอบข้างที่เริ่มจางละเบาบางลงไป จนเงียบสนิทในที่สุด



“คนทั่วไปก็ต้องตอบแบบนี้เพราะอยากได้ตำแหน่งมากที่สุด เรื่องอื่นค่อยว่ากัน”



“……….”



“แต่สำหรับผม.. ผมคงต้องตอบว่าผมขอเลือกคนรักดีกว่า”



ชานยอลลดไมค์ลงมานิดหน่อยก่อนจะมองมาทางแบคฮยอนที่นั่งอยู่ ริมฝีปากนั้นเจือรอยยิ้มบางเบาเมื่อเห็นว่าแบคฮยอนกำลังตั้งใจฟังอยู่ตรงนี้ แล้วจึงพูดใส่ไมค์ต่ออีกครั้ง



“ความจริงแล้วแฟนกับคนรักมันไม่ค่อยต่างกัน แต่ผมคิดว่า.. คำว่าคนรักออกจะเป็นคำเรียกที่ลึกซึ้งมากกว่ากันสักหน่อย และถ้าหากในคำถามนั้นถามถึงคนรัก ผมก็ต้องเลือกเขาอยู่แล้ว”



“………”



“การจะกลายเป็นคนรักได้มันไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วมันก็ไม่คุ้มกันเลยกับการที่จะต้องเสียคนรักไปเพื่อตำแหน่งที่ไม่ได้ยั่งยืน”



“……..”



“ผมรู้เรื่องนั้นดีครับ”



คำพูดนั้นอาจจะสร้างความฉงนสงสัยให้แก่ทุกคน เพราะถึงแม้จะมีข่าวลือหนาหูไปทั่วมหาวิทยาลัยว่าชานยอลเดือนคณะวิศวกรรมศาสตร์มีคนคุยอยู่แล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าจะมากถึงขั้นแปรเปลี่ยนเป็น ‘คนรัก’ เหมือนอย่างที่เจ้าตัวตอบมา



แต่ไม่ใช่กับแบคฮยอน.. ร่างเล็กมองไปยังเด็กหนุ่มที่ในวันนี้โตขึ้นแล้วอย่างสมบูรณ์แบบและอาจจะโตกว่าแบคฮยอนด้วยซ้ำไป ในขณะที่เขากำลังหาเหตุผลเพื่อให้ตัวเองไม่น้อยใจ แต่ชานยอลกลับเลือกตอบคำถามได้อย่างชาญฉลาด



และตอบ.. ในสิ่งที่แบคฮยอนเชื่อว่ามันคือความจริงใจ



“สรุปก็คือผมจะเลือกคนรักของผมอย่างแน่นอน ถึงแม้ตำแหน่งนั้นจะยิ่งใหญ่มากขนาดไหน แต่การจะหาคนที่เหมาะกับหัวใจมันไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่คุ้มถ้าต้องแลกมันกับอะไรก็ตาม”



เรียกได้ว่าเป็นคำพูดที่กินใจคนทั้งยิม ตอนนี้ชานยอลไม่ได้เป็นเพียงเด็กผู้ชายที่ดูดีทั้งหน้าตาและบุคลิก แต่คงจะขึ้นแท่นผู้ชายอบอุ่นประจำมหาวิทยาลัยไปเสียแล้ว ถัดจากนี้แบคฮยอนต้องปวดหัวแน่ เพราะพวกสาวๆต้องแห่กรี๊ดชานยอลกันมากเข้าไปอีก



มันก็คงจะเป็นอย่างนั้นล่ะ ถ้าไม่ติดว่า..



“แต่ตอนนี้.. คุณคนนั้นน่ะ” 



ถ้าไม่ติดว่าชานยอลดันชี้นิ้วมาทางที่เขานั่งอยู่พร้อมกับรอยขมวดที่คิ้วน้อยๆ แบคฮยอนตกใจจนแทบจะทำถุงขนมในมือร่วงลงพื้น แล้วยิ่งตกใจมากเข้าไปใหญ่เมื่อไอ้คนบนเวทีซึ่งกำลังเป็นจุดสนใจของคนทั้งโรงยิมพูดขึ้นมา



“เห็นนะว่ากำลังทำอะไร..”



แบคฮยอนกลืนน้ำลายเหนียวๆลงคอ หันไปก็เห็นแทยงทำหน้าตาเลิกลั่กเหมือนกำลังสับสนว่าไอ้เพื่อนร่วมชั้นปีหน้าหล่อบนเวทีมันชี้ไปหาใคร



..ก็ไอ้เด็กนี่มันรู้เสียที่ไหนว่าแบคฮยอนมีแฟนแล้ว



“กรุณาออกห่างจากแฟนผมเดี๋ยวนี้เลยครับ”



แถมแฟนยังดุมากด้วย



ทั้งยิมเงียบกริบเมื่อชานยอลทำท่าทางอย่างกับว่าตัวเองนี่แหละที่จะเป็นว่าที่พี่ว้ากคนถัดไป ก็ดูทำหน้าสิ โหดน้อยเสียเมื่อไหร่กัน เล่นเอาแทยงที่ยืนอยู่ข้างแบคฮยอนถึงกับก้าวถอยหลัง ยอมเดินกลับไปนั่งในแถวตามเดิมเลยทีเดียว



ส่วนผลกระทบอีกอย่างที่ตามมา.. คือตอนนี้ทั้งยิมจ้องมาทางแบคฮยอนกันหมดแล้ว



“เอ่อ.. ชานยอลหมายถึง” พิธีกรสาวหัวเราะเจื่อน “แฟน.. หรอคะ”



ถือว่าเป็นคำถามที่ทุกคนในโรงยิมสงสัยและอยากรู้ยกเว้นแบคฮยอน เขาอยากจะวาร์ปไปโผล่ที่ไหนสักที่ที่ไม่ใช่ที่นี่ ไม่ใช่ตอนนี้ที่บรรดารุ่นน้องทั้งในคณะและนอกคณะพากันมองมาที่เขาเป็นตาเดียว



อย่านะ.. อย่าเชียวนะปาร์คชานยอล



“ครับ บยอนแบคฮยอนปีสี่คณะศึกษาศาสตร์คนนั้นน่ะ.. เป็นแฟนผมเอง”



.. แต่ลืมไปว่าแบคฮยอนขอพรอะไรเกี่ยวกับชานยอลก็ไม่เคยจะขึ้นเลยสักอย่าง เด็กรีทรีฟเวอร์ถึงได้ประกาศออกไมค์ดังลั่นไปทั้งยิมว่าเขาเป็นแฟนตัวเอง บอกชื่อแซ่นามสกุลพร้อมชั้นปีเสร็จสรรพ



ไอ้เด็กคนนี้ หาเรื่องให้เขาอีกแล้ว!



“แหม แล้วประกาศแบบนี้ไม่กลัวเรื่องตำแหน่งหรอคะ”



“กลัวทำไมอะครับ”



“………”




“มีแฟนน่ารักก็ต้องอวดแฟนสิครับ หรือว่าไม่จริง”




โอเค.. แบคฮยอนจะดีใจก็แล้วกันนะที่ชานยอลชมเขาน่ารักท่ามกลางฝูงชนมากมาย แถมยังให้คำมั่นสัญญาด้วยว่ายังไงก็ต้องเลือกเขาที่เป็นคนรักไม่ว่าจะมีตำแหน่งอะไรมาแลกก็ตาม



แต่ต่อจากนี้แบคฮยอนจะทำยังไงไม่ให้โดนพวกน้องทั้งในคณะกับนอกคณะมองแรง หรือจะทำยังไงไม่ให้ตกเป็นเป้าสายตาเวลาเดินไปไหนมาไหนในมหาวิทยาลัยดีอะ



ชานยอลนะชานยอล ขยันสร้างความปวดหัวให้แบคฮยอนทุกทีเลย!



ดูมัน.. ยังจะส่งยิ้มมาให้อีก



ไอ้เด็กบ้าเอ้ย!









เป็นที่ตกอกตกใจกันทั้งโรงยิมเมื่อจู่ๆผู้เข้าประกวดเดือนมหาวิทยาลัยดันประกาศผ่านไมโครโฟนเสียงดังว่าตัวเองมีแฟนแล้ว แถมยังอยู่ชั้นปีที่สี่ซึ่งอายุมากกว่าตั้งสามปี




วันนั้นพวกสต๊าฟวิศวะฯพากันกุมขมับ มั่นใจมากว่ายังไงชานยอลก็คงไม่ได้ตำแหน่งเดือน ถึงแม้จะตัวเต็งและหล่อเหลาปานพระเจ้าสร้างมายังไงแต่การตอบคำถามของมันช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย



แต่ก็ไม่ได้เรื่องสำหรับคนฟังทั่วไปเท่านั้นแหละ.. เพราะกรรมการน่ะชอบมากทีเดียว



“รัดเข็มขัดนิรภัยก่อน”



ปาร์คชานยอลเอ่ยบอกเสียงแข็งตอนที่แบคฮยอนขึ้นมานั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถ เตรียมตัวออกเดินทางสู่โซลบ้านเกิด อ้อ.. ชานยอลน่ะไม่ได้มีแค่เวสป้าขี่ไปวันๆแล้วนะ พอสอบติดมหาวิทยาลัยพ่อก็ซื้อรถให้เป็นของขวัญ แหงล่ะ ลูกชายนักธุรกิจพ่วงตำแหน่งนักแสดง จะซื้อรถราคาหลายล้านให้ลูกก็ไม่เห็นจะแปลก



แรกๆแบคฮยอนก็เป็นห่วงความปลอดภัยของพ่อคุณเขาอยู่เหมือนกันว่าจะขับไปเสยเสาไฟฟ้าที่ไหนหรือเปล่า ตอนนั่งไปเป็นเพื่อนครั้งแรกหวาดเสียวแทบตายจนไม่กล้ามองทางเลยด้วยซ้ำ แต่ชานยอลก็ทำให้เขามั่นใจโดยการขับแบบไม่เร็ว ค่อยเป็นค่อยไป แถมยังรู้จักมารยาททางจราจรเป็นอย่างดี



หลังจากนั้นเขาก็ยอมนั่งรถชานยอลมาเรื่อยๆแบบไม่ติดขัดอะไรอีก



“หือ.. เดี๋ยวนี้สั่งพี่เสียงแข็งเลยนะไอ้ยักษ์”



“ผมเป็นห่วงหรอกน่า” ชานยอลว่าขณะเริ่มออกรถจากหน้าบ้านเมื่อเห็นว่าพี่แบคฮยอนของเขารัดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อยแล้ว “จะแวะมินิมาร์ทหรือเปล่า”



“ไม่แวะ.. แม่ทำของกินมาให้ตั้งเยอะ” ว่าพลางชูกล่องทัพเพอร์แวร์ที่ใส่ข้าวปั้นกล่องใหญ่ให้คนขับรถดู



“ถ้างั้นก็หลับไปเลยแล้วกัน เดี๋ยวถึงแล้วผมจะปลุก”



ระยะทางจากที่นี่ไปถึงบ้านที่โซลก็ไม่ไกลเท่าไหร่นัก แต่ก็ใช้เวลาราวๆชั่วโมงกว่าๆ แบคฮยอนชอบเวลาชานยอลขับรถเพราะเด็กรีทรีฟเวอร์ขับนิ่มมาก ไม่มีการเบรกกะทันหันจนหน้าทิ่มหรืออะไรทั้งนั้น เวลาหลับก็เลยหลับได้เต็มที่ทุกครั้ง



ขอเสริมอะไรหน่อยเถอะ.. เวลาชานยอลขับรถไปมหาวิทยาลัยทีไรพวกสาวๆก็พากันมองเหลียวหลังทุกที แม้จะติดฟิล์มดำแต่พวกหล่อนก็รู้กันหมดว่านี่น่ะรถของชานยอล ทีนี้ก็เลยกลายเป็นหนุ่มเพอร์เฟ็คไปโดยปริยาย เพราะนอกจากจะเป็นผู้ชายอบอุ่น(จากคำตอบตอนประกวดดาวเดือน) ก็ยังเป็นผู้ชายที่หน้าตาดี บุคลิกดี และมีรถขับ ที่สำคัญยังเป็นถึงเดือนมหาวิทยาลัยอีกต่างหาก



อ้อ.. ลืมบอกไปใช่ไหม เพราะว่ากรรมการชอบคำตอบของชานยอล บอกว่าเป็นคำตอบที่จริงไม่ต้องปรุงแต่งดี ก็เลยมอบรางวัลที่หนึ่งให้ซะเลย แถมยังชื่นชมยกใหญ่ที่ชานยอลกล้าเปิดตัวแฟนทั้งที่ผู้ประกวดคนอื่นๆเขาคงไม่ทำกันแน่ แบคฮยอนไม่รู้เลยว่าควรจะภูมิใจหรืออายถึงจะถูก



แต่ก็นั่นล่ะนะ.. ข้อที่มีแฟนแล้วมันหักความเพอร์เฟ็คของชานยอลไปได้หน่อยหนึ่ง แต่ก็หน่อยเดียวเท่านั้นแหละ บางคนบอกว่าคบกันยังไงก็เลิกกันได้ ซึ่งแบคฮยอนก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่



คนที่พูดคงจะลืมไปว่าชานยอลเคยบอกไว้.. ‘คนรัก’ กับ’ แฟน’ มันเหมือนกันซะที่ไหน



ซึ่งแบคฮยอนก็อยู่ในจำพวกแรกซะด้วยสิ



แบคฮยอนเอนหลังลงกับเบาะรถก่อนจะคว้าผ้าห่มที่เบาะหลังมาคลุมตัว หลับตาลงอย่างที่ชานยอลว่า ไม่นานนักก็สัมผัสได้ถึงมือใหญ่ๆที่ลูบลงมาเบาๆที่ศีรษะ คล้ายจะกล่อมให้ฝันดี



แล้วคนตัวเล็กก็เข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างง่ายดายพร้อมกับเสียงเพลงที่ชานยอลเปิดคลอไปด้วยเบาๆ



แล้วไม่นานก็ลืมตาตื่นอย่างอัตโนมัติ ก่อนจะพบว่าเข้าเขตโซลแล้ว



“อ้าว.. ตื่นแล้วหรอ” ชานยอลทัก “อีกเดี๋ยวก็ถึงบ้านพี่แล้วครับ อยากแวะหาอะไรกินก่อนไหม”



พูดแล้วก็เอามือมาลูบศีรษะแบคฮยอนอีกที



“ให้พี่หาอะไรกินอยู่นั่นแหละ บอกแล้วไงว่าแม่ทำมาให้แล้ว”



“ก็ผมกลัวพี่หิวก่อน”



“อีกเดี๋ยวก็ถึงบ้านแล้วไม่ใช่หรอ” แบคฮยอนคว้ามือใหญ่ๆของชานยอลเพื่อดูนาฬิกาข้อมือของอีกคน “จะสิบโมงแล้ว.. ที่บ้านน่าจะมีอะไรให้กินอยู่หรอก”



“ไหนบอกจะกินของแม่ผมไง”



“ก็ของแม่มื้อเล็กนี่นา.. เดี๋ยวเอาไปแช่ตู้เย็นไว้กินขากลับก็ได้” 



แบคฮยอนยิ้มเผล่ซึ่งชานยอลก็ยิ้มตาม ไม่นานนักรถของเราก็เลี้ยวเข้าซอยบ้านของแบคฮยอนก่อนจะจอดเทียบลงที่หน้าบ้าน ร่างเล็กลงจากรถก่อนจะเปิดประตูเบาะหลังแล้วแบกแอปเปิ้ลมาหนึ่งลัง ส่วนอีกสองลังเป็นหน้าที่ของชานยอล โชคดีที่มันไม่เน่าไปเสียก่อน แบคฮยอนคิดว่ามันจะอยู่ไม่ถึงวันที่เขากลับบ้านเสียอีก



กดกริ่งนิดหน่อยเด็กในบ้านก็ออกมาเปิดประตูให้อย่างรวดเร็ว วันนี้วันธรรมดาน้องสาวของแบคฮยอนคงจะอยู่ที่มหาวิทยาลัย คุณอาก็น่าจะไปทำงาน



เพราะฉะนั้นก็คงเหลือแค่แม่



“แม่ล่ะ” คนตัวเล็กเอ่ยถามเด็กคนเดิมที่คว้าลังแอปเปิ้ลจากมือของเขาไปแล้ว



“คุณนายอยู่ในครัวค่ะ กำลังทำอาหาร”



แบคฮยอนพยักหน้า บอกให้เด็กในบ้านกับชานยอลวางลังแอปเปิ้ลเอาไว้แถวๆประตูห้องนั่งเล่น ก่อนที่ร่างเล็กหันกลับไปมองเจ้าเด็กตัวสูง



“เข้าไปสวัสดีแม่สิ”



“อ้าว.. แล้วพี่ไม่ไปหรอ”



“ก็..” แบคฮยอนยกมือขึ้นเกาท้ายทอย “ปกติไม่ได้ทักทาย.. ถ้าจะทำมันก็..”



“มาเถอะน่า”



ร่างเล็กรู้สึกตกใจนิดหน่อยเมื่อถูกเจ้าเด็กรีทรีฟเวอร์ฉุดข้อมือให้ออกเดินด้วยกัน ชานยอลเคยมาที่นี่ประมาณสองถึงสามครั้งจึงรู้ตำแหน่งของห้องแต่ละห้องดี ดังนั้นในอีกไม่กี่วินาทีถัดมาแบคฮยอนจึงมาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องครัว



กลิ่นหอมอ่อนๆของแกงกะหรี่ลอยปะทะจมูกจนคนท้องว่างทั้งสองคนถึงกับท้องร้อง แต่แบคฮยอนกลับไม่อยากจะเข้าใกล้มันสักเท่าไหร่ในขณะนี้



ซึ่งชานยอลก็ไม่ปล่อยมันให้เป็นอย่างนั้นอยู่ดี.. เฮ้อ



“แม่คร้าบ สวัสดีครับ” เจ้าเด็กตัวสูงเอ่ยนำขึ้นมาก่อนแถมยังโค้งซะต่ำทันทีที่เราเดินเข้ามาในห้องครัว 



“อ้าว มากันยังไงหือ” ซึ่งแม่ก็หันมามองพร้อมกับรอยยิ้มที่มอบให้ชานยอลจนเต็มแก้ม แต่พอหันมามองเห็นแบคฮยอนที่ยืนอยู่แม่ก็ชะงักไป



มือใหญ่ๆของชานยอลสะกิดเข้าที่แผ่นหลังเหมือนต้องการจะบอกให้แบคฮยอนรีบทักทายแม่เสียที ซึ่งแน่นอนว่าร่างเล็กก็ทำตามทั้งที่ก็ฝืนใจ



แต่ไม่ใช่หรอก.. เขาคิดว่ามันคืออาการเก้อเขินเสียมากกว่า



ก็ไม่เคยได้ทักกันอย่างนี้เลยนี่



“แม่..” แบคฮยอนเอ่ยทักในที่สุด “พ.. พอดีแม่ชานยอลให้เอาแอปเปิ้ลมาฝากตั้งสองสามลังก็เลย..”



“………”



“ก็เลยมาหา”



ชานยอลลอบอมยิ้มเมื่อเห็นคนรักดูมีท่าทางเก้อเขินอย่างเห็นได้ชัด พูดจาก็อ้อมแอ้มอ้อมค้อมตามประสาคนไม่เคยทำนั่นแหละ



อันที่จริงแล้วก็แค่อยากจะทักทาย.. อยากบอกว่าตั้งใจมาหา แต่ไม่รู้จะพูดยังไงเท่านั้นเอง



พี่แบคฮยอนนี่น้า..



“อ้อ.. อย่างนั้นหรอ” แม่ของพี่แบคฮยอนพยักหน้าก่อนจะหันกลับไปเคี่ยวแกงกะหรี่ในหม้อต่อ “ถ้างั้นก็ไปนั่งรอเถอะ อีกเดี๋ยวก็จะเสร็จแล้ว จะได้กินข้าวกัน”



ร่างเล็กๆเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาซึ่งชานยอลก็ส่งยิ้มบางๆกลับไปให้ ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีทีเดียว แม่ของพี่แบคฮยอนดูแปลกใจที่ลูกชายเอ่ยทักทายก่อน แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับคนที่เก้อเขินกันมานานแสนนาน



นานเกินไปจนต้องทุบกำแพงพวกนั้นทิ้งได้แล้ว



“ให้ผมช่วยยกไหมครับแม่” ชานยอลเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าแม่ของพี่แบคฮยอนปิดเตาแก๊สเป็นที่เรียบร้อยแล้ว



“อ่อ.. จ้ะ” 



“………”



“ส่วนแกน่ะ.. มาตักข้าว”



แบคฮยอนซึ่งยืนนิ่งในคราวแรกแย้มยิ้มออกมานิดหน่อยเมื่อแม่เองก็ไม่ได้เมินเขาเสียทีเดียว ร่างเล็กๆเดินไปตักข้าวตามที่แม่สั่ง มองจากตรงนี้แม่ดูแก่ขึ้นเยอะ.. แต่ก็นั่นแหละ เหมือนอย่างที่ผู้ใหญ่เขาว่า เด็กยังโตขึ้นแล้วมีหรือที่ผู้ใหญ่จะไม่แก่ มันเป็นไปไม่ได้ตามวัฏจักร



ไม่นานอาหารทุกจานก็ถูกจัดการจนเกลี้ยง แม่น่ะกินแค่นิดเดียว แบคฮยอนมากขึ้นมาหน่อย แต่คนที่กระเพาะเหล็กน่ะไม่ใช่ใครอื่นไกลหรอก



“อร่อยมากเลยครับ ผมขอเติมอีกได้ไหมแม่”



“ชานยอล กินเยอะเดี๋ยวก็ปวดท้องหรอก” แบคฮยอนเอ็ดเมื่อเห็นว่าไอ้เด็กยักษ์กินจนพุงเบ้อเริ่มแล้วแต่ก็ยังอยากจะกินอีก



“ไม่เป็นอะไรหรอก จะไปว่าน้องทำไม.. เอ้า กินเยอะๆนะลูก” ว่าพลางตักข้าวกับแกงกะหรี่เติมให้ชานยอลจนพูนจาน ซึ่งแบบชานยอลน่ะหรอจะปฏิเสธ ให้กินเพิ่มอีกสองจานก็คงกินไหวไม่มีบ่นแน่นอน



จู่ๆชานยอลก็เอาศอกมาสะกิดสีข้างเขาเบาๆจนแบคฮยอนสะดุ้ง หันไปมองร่างสูงๆก็เห็นว่าชานยอลกำลังมองตามแม่ที่เดินออกจากห้องทานข้าวไป



“ไปคุยกับแม่สิ”



“ต.. ตอนนี้เลยหรอ”



“ตอนนี้สิพี่ เดี๋ยวผมนั่งกินข้าวอยู่ตรงนี้แหละ ไม่ไปรบกวนหรอก”



แบคฮยอนมีท่าทีลังเลอย่างเห็นได้ชัดจนชานยอลต้องยกมือขึ้นมาดีดแก้มใสของคนเป็นพี่เบาๆ 



“ไปเถอะน่า.. เป็นแม่เป็นลูกกันยังไงก็คุยกันง่าย เชื่อผมนะ”



แบคฮยอนมองตาคนรักอีกหนเหมือนกำลังตัดสินใจและขอความมั่นใจอีกครั้ง พอชานยอลพยักหน้ากลับมาพร้อมรอยยิ้มบางๆ เขาก็รู้สึกว่าตัวเองควรทำอะไรสักอย่างได้แล้ว



ดังนั้นจึงไม่ลังเลที่จะลุกขึ้นก่อนจะเดินออกจากห้องไปยังห้องครัวที่แม่คงจะจัดการทำอะไรอยู่สักอย่าง ซึ่งก็เป็นไปตามคาดเมื่อเดินเข้าไป แม่กำลังหั่นแตงโมเป็นซี่เล็กๆจัดเรียงใส่จานอย่างสวยงาม.. จำนวนเยอะขนาดนี้ คงจะเอามาให้ชานยอลกับแบคฮยอนกินอีกตามเคย



“แม่..”



เขาเอ่ยเรียกก่อนที่แม่ปรายสายตามามอง แม่ยิ้มน้อยๆก่อนจะหันกลับไปจัดการแตงโมต่อโดยที่ไม่ได้พูดอะไร



“แม่.. คือ..”



“……..”



“คือ.. คือผม..”



“มีอะไรอยากจะพูดก็พูดมาสิ มัวแต่อ้ำอึ้งอยู่นั่นแหละ” ก่อนที่เธอจะพูดออกมาทั้งที่ก็ยังไม่หันมามองหน้าแบคฮยอน



“คือ..”



“………”



“ผมรู้นะว่าผมเป็นลูกที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่.. แต่..” แบคฮยอนลอบพรูลมหายใจ “แต่ผมก็ขอบคุณแม่นะ ที่ยอมให้ผมคบกับชานยอล”



แม่ยังคงจัดเรียงแตงโมที่ถูกหันแล้วใส่จานเหมือนอย่างเคย.. แบคฮยอนไม่รู้ว่าแม่ต้องใช้ความอดทนขนาดไหนถึงยอมให้เขาคบกับชานยอลได้ แม้เจ้าตัวจะบอกว่าไม่เป็นอะไร แต่มันจะจริงหรอที่ผู้หญิงซึ่งก็มีลูกชายเพียงคนเดียวจะรู้สึกดีที่ลูกชายตัวเองมีแฟนเป็นผู้ชายด้วยกัน



เขารู้หรอกว่าแม่รู้สึกยังไง.. ถึงแม่จะบอกว่ารับได้ แต่ลึกๆแม่ก็ต้องใช้ความกล้าอย่างมหาศาลเหมือนกัน



“ก็ชานยอลเป็นเด็กดี ไม่มีเหตุผลอะไรที่ฉันต้องไม่ให้แกคบกับเขา”



“ก็นั่นแหละที่ผมอยากขอบคุณ”



“………”



“แล้วผมก็อยากขอโทษ



จนกระทั่งแบคฮยอนเอ่ยบอกออกมา.. ตั้งแต่เล็กจนโตใครก็พากันบอกว่าแบคฮยอนหน้าตาคล้ายแม่ แต่แบคฮยอนก็คิดอยู่เสมอว่าเขาน่ะหน้าเหมือนพ่อต่างหาก ความคิดนั้นมันคงจะเริ่มตั้งแต่ตอนเด็กๆที่แม่แยกทางกับพ่อเพื่อมาเจอครอบครัวใหม่



เขาไม่ชอบครอบครัวใหม่ของตัวเองเลย แม้ว่าจะคุยกับพวกเขาได้แต่มันก็เหมือนมีกำแพงกระจกใสๆกั้นกลางเอาไว้



แต่เขาก็ลืมมองไป.. ว่ายังไงครอบครัวนี้ก็ยังมีแม่



“ผมขอโทษที่มองข้ามความหวังดีของแม่.. หรือเถียงแม่อยู่บ่อยๆ”



“………”



“แต่ผมยอมรับว่าผมอยากให้ครอบครัวของเรากลับมาเป็นเหมือนเดิม.. มีพ่อ มีแม่ แล้วก็มีผม”



“……….”



“ผมไม่ได้ต้องการให้มันเป็นแบบนี้ ผมกลายเป็นคนที่เลือกไม่ได้แล้วก็ต้องอยู่กับครอบครัวใหม่ที่ผมไม่เคยอยากได้มันเลย” แบคฮยอนสูดหายใจเข้าแล้วว่าต่อ “แต่พอผมโตขึ้น.. ผมก็เริ่มเข้าใจ”



คนเราจะอยู่ด้วยกันไปได้อย่างไรถ้าไม่ได้รักกัน.. เป็นสิ่งที่แบคฮยอนจำได้ขึ้นใจว่าพ่อเคยพูดคำนี้กับเขาในตอนที่แบคฮยอนโตพอจะรู้จักกับคำว่า ‘ความรัก’



เขาโตพอที่จะไม่ฟูมฟายว่าพ่อกับแม่ไม่ได้รักกัน โตพอที่จะรู้ว่าถึงพ่อกับแม่ไม่ได้รักกันแต่พ่อกับแม่ก็รักเขา โตพอที่จะไม่เรียกร้องหาความรักใดๆอีกทั้งที่ตัวเองก็มีอยู่แล้วจนแทบจะล้นทะลักออกมา



ทั้งจากพ่อ.. แล้วก็จากแม่..



นอกจากนั้นก็ยังมีความรักของคุณอา.. รวมทั้งความรักของดานึล



มันเยอะกว่าเดิม เยอะมากจนแบคฮยอนไม่รู้ว่าจะหามันได้จากที่ไหนอีกในชีวิตนี้



“แม่เองก็ขอโทษเหมือนกัน”



จนกระทั่งแม่เอ่ยขึ้นมา.. แล้วหันหลังกลับมามองแบคฮยอนพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ



“แม่ขอโทษที่พูดจากับแกไม่ค่อยจะดี.. ขอโทษด้วยที่รั้งพ่อให้อยู่กับพวกเราต่อไปนานๆไม่ได้”



“………”



“แต่ถึงอย่างนั้นแกก็รู้ใช่ไหมว่าแม่กับพ่อรักแกมากขนาดไหน”



รู้สิ.. แบคฮยอนรู้ดียิ่งกว่าใคร



สุดท้ายแล้วแบคฮยอนก็ทำได้เพียงมอบรอยยิ้มให้แม่เท่านั้น เราน่ะไม่ค่อยชอบขี้หน้ากันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถ้าจะให้พุ่งเข้าไปกอดเหมือนอย่างในละครก็คงไม่ใช่ มันคงเป็นความรู้สึกจั้กจี้หัวใจแปลกๆถ้าจะต้องทำอย่างนั้นหลังจากปรับความคิดเข้าหากัน



แต่รอยยิ้มครั้งนี้.. ก็คงเป็นตัวสื่อได้ดีว่า ‘รัก’ มากขนาดไหน



“ผมก็รักพ่อกับแม่เหมือนกัน”




ถึงเวลาแล้วที่แบคฮยอนจะต้องเปิดใจให้กว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วรับครอบครัวใหม่ของตัวเองให้ได้สักที











“ฮัดเช้ย!”





แบคฮยอนแกล้งผละตัวออกห่างไอ้เด็กตัวสูงที่จามออกมาเสียงดังจนคนรอบๆหันมามองกันหมด คงคิดในใจว่าหน้าตาก็หล่อแต่ทำไมทำตัวซกมกจัง แต่เขาก็เข้าใจ คนเราจะจามมันห้ามกันได้เสียที่ไหนล่ะ



“ไง.. ยังอยากจะกินน้ำแข็งไสอยู่หรือเปล่า” แล้วเขาก็เอ่ยถามกลับไปขณะที่เราเดินจูงมือกันอยู่บนถนนย่านการค้าในโซลซึ่งคนเยอะแยะมากมายจนน่าเวียนหัว ขนาดมืดค่ำจนพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแล้วก็ยังคนเยอะอยู่เหมือนเดิม



“ผมแค่จามเพราะฝุ่นมันเข้าจมูกเฉยๆหรอก”



“จ้าพ่อคนแข็งแรง อย่าให้เห็นว่ากินแล้วไข้ขึ้นนะ พี่จะไม่สนใจเลยจริงๆด้วย”



“งั้นไม่กินแล้วก็ได้” เอ่ยอย่างยอมจำนนจนแบคฮยอนหัวเราะ 



ร่างสูงๆของเจ้าเด็กรีทรีฟเวอร์จับจูงมือของเขาให้ออกเดินไปยังลานโล่งๆที่ตรงกลางเป็นน้ำพุ แสงสีตรงนี้สวยมาก แล้วความคิดของเขากับชานยอลก็ตรงกันเพราะเราสองคนกดเปิดกล้องโทรศัพท์เอาไว้เรียบร้อย



“แบคฮยอนมายืนตรงนี้” พูดแบบไร้คำนำหน้าอีกครั้งและอีกครั้งจนแบคฮยอนเบื่อจะปราม ได้แต่ยอมให้เจ้าเด็กตัวสูงลากแขนไปนู่นไปนี่เหมือนตุ๊กตาดีๆสักตัว “จะถ่ายแล้วนะ โพสท่าสวยๆเร็ว”



พ่อคุณเขาว่าอย่างนั้นเลยชูสองนิ้วแล้วยิ้มให้กล้องไปหนหนึ่ง ไอ้เด็กโข่งก็ชมอยู่นั่นแหละว่าน่ารัก ทั้งที่รูปมันก็ออกจะธรรมดาทั่วไป แถมยังอ้วนอีกต่างหาก



“ไม่เห็นอ้วนสักหน่อย” พอบ่นออดแอดออกไปเจ้าเด็กยักษ์ก็ว่าอย่างนั้น “ถ่ายรูปคู่กันดีกว่า มาเร็ว”



“ไม่เอาหรอก เดี๋ยวชานยอลก็ถ่ายพี่อ้วนอีก”



“ไม่อ้วน.. รูปเมื่อกี้ก็ไม่อ้วนด้วยเถอะ” ไอ้เด็กโข่งตะล่อมแล้วทำสีหน้าอ้อนวอนรัวๆจนสุดท้ายแบคฮยอนก็ต้องยอมมันอีกจนได้  “โอเคนะ ผมนับหนึ่งถึงสามแล้วจะกดนะ”



การถ่ายรูปคู่ของเราก็คือการถือโทรศัพท์เซลฟี่ทั่วไปเหมือนอย่างที่คนแถวนี้เขาทำกันนั่นแหละ ชานยอลแชะไปตั้งหลายรูป มีทั้งรูปที่แบคฮยอนตั้งตัวบ้างไม่ได้ตั้งตัวบ้างสลับกันไป พอรูปไหนเขาน่าเกลียดจะขอให้ลบชานยอลก็ไม่ยอม



แต่ช่างเถอะ.. เดี๋ยวคืนนี้ค่อยแอบเข้าโทรศัพท์ไปลบเอาเองก็ได้ ไม่เห็นยาก



อากาศช่วงนี้ดีมากจนแบคฮยอนไม่อยากกลับบ้านเลย สองข้างทางมีแต่ไฟสวยๆเต็มไปหมด ชานยอลบอกว่าเข้าโซลมาทั้งทีก็ต้องออกมาเดือนเที่ยวตอนกลางคืนบ้าง ซึ่งแบคฮยอนก็ไม่อยากจะขัดใจเด็กวัยกำลังโตสักเท่าไหร่



พอเจอร้านข้างทางที่ขายพุงออปังชานยอลก็รีบพุ่งเข้าไปซื้อออกมาให้เขาอย่างไว ยื่นมันมาให้แล้วแบคฮยอนเองก็ยอมกินแต่โดยดี



“เออพี่.. เรียนจบแล้วพี่จะไปทำอะไรหรอ” จู่ๆชานยอลก็ถามออกมาขณะที่เราเดินจูงมือกันอยู่บนถนนที่ตอนนี้คนเริ่มบางตาลงแล้ว แบคฮยอนเคี้ยวพุงออปังหงุบหงับ พอกลืนลงไปคำหนึ่งก็เอ่ยตอบคำถาม



“เรียนครูมาก็ต้องไปเป็นครูสิ ถามแปลกๆ”



“อ้าว เรียนครูมาแต่ไปทำอย่างอื่นมันก็มีนะ”



“แต่พี่อยากเป็นครูไงไอ้เด็กบ้า” เขาหัวเราะน้อยๆเมื่อได้ยินชานยอลว่าอย่างนั้น “แล้วเราล่ะ เรียนจบไปจะทำอะไร ช่วยธุรกิจของพ่อหรือเปล่า”



“เรียนจบวิศวะการบินมาก็ต้องทำเกี่ยวกับการบินสิครับ”



“อ้าว เรียนวิศวะมาแต่ไปทำอย่างอื่นมันก็มีนะ” แบคฮยอนเอ่ยล้อเลียน ก่อนจะโดนไอ้เด็กตัวสูงเคาะมะเหงกลงมาที่หัวไปที “เจ็บนะชานยอล”



“ก็ล้อเลียนผมก่อน” พูดจบก็ยิ้มบางๆแล้วเอื้อมมือมาโอบไหล่แบคฮยอนเอาไว้ ร่างเล็กรู้สึกอุ่นๆทุกครั้งที่ชานยอลทำแบบนี้ คงเพราะชานยอลตัวใหญ่กว่ามากก็เลยอุ่นมากตามไปด้วย



“ผมคิดไว้แล้วว่าถ้าเรียนจบแล้วทำงานจนมีเงินเยอะๆเมื่อไหร่ จะซื้อบ้านในโซลแล้วให้แม่มาอยู่ที่นี่” เจ้าเด็กตัวสูงพูดถึงอนาคตที่วาดฝันไว้อย่างจริงจังมากกว่าเดิม “แล้วพี่ล่ะ ตกลงว่าเรียนจบจะทำอะไร”



พอได้ยินคำถามแบบนี้กลับมาแบคฮยอนก็บอกไม่ถูก.. เขารู้สึกไม่อยากโตเลย อยากจะเป็นเด็กที่อยู่กับพ่อแม่ไปนานๆ อยากเรียนหนังสือกับพวกเพื่อนๆต่อไปอีกสักหลายๆปี เพราะเขารู้ว่าถ้าโตแล้วมันก็คงไม่สนุกเหมือนอย่างตอนที่เป็นเด็กอีก



โลกของผู้ใหญ่มันไม่ได้น่าอยู่หรอก.. ทำไมตอนเด็กๆเขาถึงอยากโตจังนะ



“ก็คงจะเป็นคุณครูอยู่ที่โรงเรียนข้างมหาลัยล่ะมั้ง”



“หมายถึงโรงเรียนผมอะนะ”



“อื้ม.. พี่ชอบบรรยากาศที่นั่น แล้วก็คงจะอยู่ที่นั่นด้วย”



“ถ้างั้นก็เสียใจด้วยนะครับคุณแบคฮยอน” ชานยอลเอ่ยบอกพลางหัวเราะในลำคอ “พ่อกับแม่บอกว่าถ้าพี่เรียนจบเมื่อไหร่ให้ไปอยู่ที่โซลด้วยกัน.. ที่บ้านหลังใหม่ที่ผมจะเก็บเงินซื้อไง”



“พี่ก็มีพ่อมีแม่นะ.. ทำไมต้องไปอยู่บ้านเราด้วย”



“พูดอย่างกับว่าบ้านไกลกันมาก ขี่เวสป้าผมไปยังถึงเลยมั้ง”



แบคฮยอนได้แต่เบะปากให้ไอ้เด็กขี้โม้ เขาน่ะไม่รู้หรอกว่าอนาคตมันจะเป็นยังไง ไม่แน่บางทีอาจจะได้สิงอยู่ที่ต่างจังหวัดเหมือนอย่างปากว่าจริงๆก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะกลับไปอยู่ที่บ้านของตัวเอง เผลอๆอาจจะได้ไปอยู่กับพ่อที่ต่างประเทศด้วยซ้ำ



เราคาดเดาอะไรในอนาคตไม่ได้หรอก(นอกเสียจากว่าจะเป็นหมอดู)



เราเดินขนาบข้างกันไปบนถนนเรื่อยๆ เจอของกินข้างทางอะไรที่ดูน่ากินชานยอลก็จะเดินเข้าไปซื้อมาให้เขา เรียกได้ว่าอิ่มจนพุงจะแตกทั้งที่ก็ดึกแล้ว จวบจนกระทั่งเราเดินกันมาจนถึงลานที่มีแสงสีสวยงามอีกครั้งหนึ่ง เหมือนอย่างในละครซีรี่ส์ที่แบคฮยอนเคยเห็นอยู่บ่อยๆไม่มีผิด



“เออพี่.. ผมมีของจะให้”



จู่ๆชานยอลก็เอ่ยขึ้นมา เรียกให้แบคฮยอนที่กำลังชื่นชมแสงไฟเหล่านั้นอยู่ต้องหันไปมอง ร่างสูงหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ทที่แบคฮยอนมองไม่ถนัดนัก แต่พอมันส่องกระทบแสงไฟเขาก็เริ่มเห็น



มันเป็นกระดาษที่ถูกพับไว้หลายทบด้วยสภาพค่อนไปทางยับเยิน



“อะ.. ให้”



เหมือนอย่างวันแรกที่เราเจอกันไม่มีผิด



แบคฮยอนรับกระดาษมาพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ เขาค่อยๆกางมันออกอ่านทีละนิด พร้อมกับหัวใจซึ่งพองโตทันทีที่ลายมือไก่เขี่ยซึ่งพยายามจะเขียนให้สวยเหมือนเดิมนั้นปรากฏแก่สายตา




‘อย่าตกใจนะ.. แต่วันนี้พี่ก็น่ารักเหมือนวันแรกที่เราเจอกันเลย


ปล.ที่บอกว่าพ่อกับแม่จะให้ไปอยู่ที่บ้านด้วยกันน่ะ ไม่ใช่หรอก




ผมเอง :)’





แบคฮยอนยิ้มกว้างจนเต็มแก้มแต่กลับรู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตา เขาเงยหน้าสบตาไอ้เด็กรีทรีฟเวอร์ที่วันนี้ก็กลายเป็นลูกหมายักษ์ตัวโตไม่ต่างไปจากเดิมเลย




แล้วที่เหมือนเดิมอีกอย่าง.. ชานยอลยังกล้าพูดในสิ่งที่แบคฮยอนอยากฟังอยู่เสมอ




“เรียนจบเมื่อไหร่.. แต่งงานกันนะ”



เขาไม่รู้ว่าตัวเองพยักหน้าตอบรับคำขอแต่งงานอย่างไม่เป็นทางการนั้นไปกี่ครั้ง แต่สุดท้ายแล้วเขาก็มอบกอดอันอบอุ่นกลับไปให้ชานยอล ตอบแทนแผนการซื่อบื้อๆที่มีให้ตลอดนับตั้งแต่เรารู้จักกัน



แผนการผ่านลายมือไก่เขี่ยที่เขียนลงมาบนจดหมายหลายฉบับ.. 




ทำให้แบคฮยอนรู้ว่าบางทีคบกับเด็กก็ไม่ได้แย่เสมอไป




“ผมรักพี่นะ”




แถมยังดีเสียอีกที่เด็กคนนั้นคือปาร์คชานยอล









END











 TALK:



จบแล้ววว หลังจากถูลู่ถูกังมานาน ตอนนี้เราใช้พลังเยอะมากในการเขียน ทั้งตอนปาเข้าไป 13,000 กว่าคำ (เยอะมากพร้าจ้าว)

ขอบคุณทุกคนที่ร่วมเดินทางกันมาจนถึงตอนนี้นะคะ ขอบคุณจริงๆ ไม่มีอะไรจะพูดเยอะแยะมากมายนอกจากขอบคุณ เป็นอีกเรื่องที่เราภาคภูมิใจมากๆที่จะนำเสนอให้ทุกคนได้อ่าน เราเห็นทุกคอมเม้นท์และทุกแท็กที่ติดมาให้ ขอบคุณมากๆจริงๆค่ะ


เก็บเด็กรีทรีฟเวอร์กับพี่แบคฮยอนของเขาเอาไว้ในหัวใจด้วยนะคะ



ปล. ช่วงขายตรงวันนี้ขอเสนอ เปิดจองรวมเล่ม teeny-weeny แล้วเด้อออออออออออ (รายละเอียดลงไว้ที่ตอนถัดไปจ้ะ)


อ่ะเอาปกมาสปอยล์ อิอิ






ส่วนใครสนใจจะสนับสนุนและติดตามผลงานของเราต่อ ตอนนี้มีเรื่องใหม่แล้วน้า ชื่อเรื่องต้องดวงใจ (ลูกหมูขาวกับคุณอาของเขา) เป็นพีเรียดไทยที่หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคย แต่อยากให้ลองไปอ่านกันดูนะจ๊ะ



เราไปเลี้ยววว เจอกันที่เรื่องใหม่นะทุดคนน





#teenyweenyCB



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 69 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,575 ความคิดเห็น

  1. #1559 ttataoxp (@ttataoxp) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 มกราคม 2562 / 23:28
    กลับมาอ่านรอบที่สามแน้ววว นั้ลร้ากกกกก
    #1,559
    0
  2. #1557 byunbeeyeol (@byunbeeyeol) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 15:22
    ตอนนี้ทำเอาร้องไห้เลยแงงง ขอบคุณไรต์ที่แต่งฟิคดีๆนะคะ เข้ามาอ่านเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ แต่ตอนนั้นเม้นท์ไม่ได้ ตอนนี้สมัครสมาชิกแล้วเลยมาเม้นท์ขอบคุณเลยยย ขอบคุณที่แต่งฟิคดีๆอย่างนี้ให้อ่านนะคะ❤ เยิ้บๆ
    #1,557
    0
  3. #1555 บบตพ ♡ (@twentynoey) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 21:23
    ฮื่ออออ น่ารักมากกก อ่านรวดเดียวจบเลย ;-; ขอบคุณที่เขียนมานะคะ ชอบมากๆๆๆๆ <33
    #1,555
    0
  4. #1516 marlinn (@marlinn) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 09:09
    แงงง เรื่องนี้น่ารักมากๆเลย ขอบคุณสำหรับฟิดดีๆนะคะ
    #1,516
    0
  5. #1511 AxbSidaphorn (@AxbSidaphorn) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:17
    ชานยอลน่ารักมากกกกก ยิ่งนึกภาพหมาตัวโตๆนะ โอ้โหหห มันใช่เลยยน
    #1,511
    0
  6. #1509 areenachesani (@areenachesani) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 16 มกราคม 2561 / 14:04
    น่ารักมาก ไม่หวือหวาแต่ทำให้เขินมากก ...สนุกมากค่ะ น่ารักมากด้วยยย
    #1,509
    0
  7. #1497 phinmatcha (@phinmatcha) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 10 มกราคม 2561 / 13:54
    งื้อออ จบน่ารักมากเลยยย หลอกเราร้องไห้ด้วย
    #1,497
    0
  8. #1483 Kanokorn Thouchalee PH (@aofapp_01) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 15:40
    น่ารักมากเลย ฮือออออ ฟินนาเร่
    #1,483
    0
  9. #1482 Nabeecy61 (@Nabeecy61) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 27 กันยายน 2560 / 14:09
    เฟบไว้นานแล้วแต่พึ่งมีโอกาสได้เข้ามาอ่าน อยากจะบอกว่าเป็นเรื่องที่น่ารักมากชานยอลเป็นแฟนเด็กที่ถึงจะขี้งอนแต่ก็ไม่ถึงกับงี่เง่า ถึงเรื่องนี้จะมีดราม่านิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้บีบหัวใจจนทนไม่ได้ คือทุกอย่างพอดีและลงตัว อบอุ่นความรักของชานยอลที่มั่นคง น่ารักน่ารักน่ารัก
    #1,482
    0
  10. #1481 -FL- (@thelastfl) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 20 กันยายน 2560 / 14:02
    มันอบอวลหอมกรุ่นแบบอบอุ่ลลลลลมากกกก ชอบฟิคเรื่องนี้เราเห็นคนรีทวิตบ่อบๆหน้าฟีตก็เลยเฟบไว้ ไม่คิดว่าจะน่ารักขนาดนั้เลย
    #1,481
    0
  11. #1469 Supwd0625_ (@Supwd0625_) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2560 / 13:51
    มันอบอุ่นหัวใจไปหมด ทำไมชานยอลดีขนาดนี้เนี่ยยยยยยยยย มีใครพรีออเดอร์ชานยอลมั้ยคะ? ขอชานยอลสิบคนค่ะ??
    #1,469
    0
  12. #1427 pcy921 (@chanchanchan) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 18:53
    ชานยอลนี่ผู้ชายอบอุ่นที่แท้ทรู เขิลลลลอะแกรรรรร
    #1,427
    0
  13. #1408 GBright˙ω˙ (@logooo) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 30 เมษายน 2560 / 00:33
    เขิลลลลลเลาเขิลลน่ารักสัสอรั๊ยยยยยฟรินนนนนนแลนนนนน
    #1,408
    0
  14. #1394 Oum Sirilak (@oum-ka143) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 26 เมษายน 2560 / 23:11
    มันดีมากๆเลยอ่ะ นี่เป็นคนนึงที่ไม่ชอบคบกับคนที่เด็กกว่าอ่ะ แต่เรื่องนี้ทำมุมมองเปลี่ยนเลย แต่ถ้าจะบอกว่ายกเว้นให้ถ้าเด็กคนนั้นคือน้องชานยอลคงโดนพี่แบคฮยอนเสยคางให้5555555 ชอบความเสมอต้นเสมอปลายของขานยอล บุคคลิกนิสัย มีมุมอ้อนได้แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีมุมผู้ใหญ่ อย่างตอนตอบคำถามเดือนคือซึ้งแทนพี่แบคมันจริงๆ น้องโตขึ้น ดูแลคนๆนึงได้ และวันแรกน้องส่งจดหมายให้ทุกวันนี้ก็ยังมีจดหมายมาเรื่อยๆ คือเป็นคนมั่นคงสม่ำเสมออ่ะ รักจัง
    #1,394
    0
  15. #1380 tawann_614 (@tawann_614) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 เมษายน 2560 / 15:23
    เขินนนนนนน
    #1,380
    0
  16. #1364 partji (@partji) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 13 เมษายน 2560 / 19:16
    ในที่สุดเราก็อ่านจนจบ ฮือร้องไห้เลยมันดีต่อใจมากๆ น่ารักมากๆเลย;-;
    #1,364
    0
  17. #1343 PINKLAND (@pinkyariss) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 2 เมษายน 2560 / 16:53
    จบแล้ววว น่ารักมากๆๆเลย
    #1,343
    0
  18. #1324 nuttopk625 (@nuttopk625) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 27 มีนาคม 2560 / 04:03
    แงงงงจบแล้วน่ารักมากๆเลย ขอบคุณมากๆนะคะ
    #1,324
    0
  19. #1323 OomtaAtom (@OomtaAtom) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 22 มีนาคม 2560 / 23:29
    ขอบคุณฟิคน่ารักๆแบบนี้นะคะฮือเค้าเขิน
    #1,323
    0
  20. #1316 dewwiizodiac (@dewwiizodiac) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 20:25
    น่ารักเนอะ
    #1,316
    0
  21. #1315 lovexoforever (@ben_xoxo_ben) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 15:50
    หวานนนน และดีต่อใจค่ะ จะติดตามเรื่องต่อไปนะคะ ตอนนี้ก็อ่านลูกหมูกับคุณชาญอยู่เหมือนกัน
    #1,315
    0
  22. #1312 pukluk_ (@pukluk-) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 19 มีนาคม 2560 / 09:00
    เรื่องนี้สนุกมากๆเลยค่ะ ขอบคุณที่แต่งมาให้พวกเราอ่ายนะคะ;)
    #1,312
    0
  23. #1311 somruethai1307 (@somruethai1307) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 18 มีนาคม 2560 / 23:18
    จบแฮปปี้เอนดิ้ง ขอบคุณสำหรับฟิคนะไรท์เตอร์สุ้สู้นะ รักพิปาร์คและพิแบค ??
    #1,311
    0
  24. #1296 จีวอนชิ':) (@view1410) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 18 มีนาคม 2560 / 20:18
    นั้มตานุ ;-;
    #1,296
    0
  25. #1295 sshinora (@icxolth) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 18 มีนาคม 2560 / 10:24
    เราร้องไห้ตอนแบคคุยกะแม่อ่ะ ฮืออออ ร้องไห้หนักมว๊ากกก
    #1,295
    0