{SF,OS} honey lemon juice ♡ ll chanbaek

ตอนที่ 37 : {SF} ก่อนวันวาน - ๑

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,763
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    3 พ.ค. 61







THAI ver.













หากฉันเพ่งมองตาเธอให้ลึกหน่อย

อย่างน้อยอาจทำให้ต้องเฉลียวใจ.












- 2006







กลางเดือนกันยายนของปีนั้น ฝนตกพรำทุกวันจนคนที่ไม่เคยสนใจสิ่งใดอย่างเขาต้องพกร่มเอาไว้กับตัว




พื้นฟุตปาธริมถนนด้านหน้าสถานีรถไฟฟ้าสุรศักดิ์ชื้นแฉะ ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างก็กางร่มคนละคัน ไม่ต่างจากเขาที่กำลังหุบมันเพื่อเดินขึ้นบันไดเลื่อน ถึงตรงนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ เนื่องจากมีหลังคาปกคลุมด้านบนซึ่งเป็นตัวกันฝนได้อย่างดีอยู่แล้ว


เขาไม่ใช่คนที่ชอบสนใจสิ่งรอบกาย ดังนั้นจึงยืนนิ่งๆขณะที่บันไดกำลังเลื่อนขึ้นไป ตาก็มองตรงพร้อมกับใบหน้าเรียบเฉย กระทั่งบันไดเลื่อนขั้นที่เขายืนอยู่มาถึงจุดหมาย จึงสาวเท้าและก้าวเดินไปอย่างไม่เร่งรีบอีกเช่นกัน


เขาคว้าเอากระเป๋าสตางค์ใบสีดำออกมาจากกระเป๋ากางเกงนักเรียน ในนั้นไม่มีอะไรอยู่นอกจากธนบัตรและบัตรสะสมของร้านค้าต่างๆบ้างประปราย ส่วนอีกหนึ่งอย่างที่มีก็คือสิ่งที่เขาเพิ่งจะหยิบออกมา บัตรรถไฟฟ้ารายเดือนถูกวางเอาไว้บนแท่น ก่อนประตูจะถูกเปิดออกเพื่อให้เขาเดินผ่านไปไม่ต่างจากวันอื่นๆ


โบกี้ที่สามคือโบกี้ที่เขามักจะใช้งานอยู่เป็นประจำ ดังนั้นจึงไปหยุดยืนตรงตำแหน่งที่ประตูของมันจะเปิดออกในไม่กี่วินาทีข้างหน้า มองลงไปตรงรางก็เห็นว่ามันเปียกเพราะน้ำฝน ผู้คนที่สถานีไม่แน่นขนัดนักเพราะยังไม่ถึงเวลาเลิกงาน  ดังนั้นเมื่อรถไฟฟ้าขบวนหนึ่งเลื่อนมาถึง เขาจึงเดินเข้าไปและสามารถจับจองที่นั่งได้โดยไม่ต้องยืนเบียดกับใคร


คว้าเอาเครื่องเล่นเอ็มพีสามจากกระเป๋านักเรียนขึ้นมาฟังเพลงเหมือนอย่างทุกครั้ง เสียงเพลงของวงดนตรีป๊อบร็อควงโปรดของไทยดังเข้าหู แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาแสดงสีหน้าอะไรออกมาอยู่ดี


ครู่หนึ่ง รถไฟฟ้าก็เคลื่อนเข้าจอดเทียบที่สถานีสยาม เขาจำเป็นต้องเดินลงเพื่อย้ายไปขึ้นรถไฟฟ้าสายสุขุมวิท ผู้คนเริ่มหนาตามากกว่าเดิม และไม่น่าแปลกใจนักที่เมื่อขบวนรถไฟฟ้ามาถึงเขาจะต้องยืนแทนที่การนั่งซึ่งตอนนี้ถูกจับจองจนเต็มพื้นที่หมดแล้ว


เขาเลือกยืนตรงริมประตูฝั่งที่ไม่ได้ถูกเปิดบ่อยๆ ดวงตาก็จับจ้องออกไปยังหน้าต่างรถซึ่งตอนนี้เปียกปอนและเต็มไปด้วยหยาดน้ำฝน ที่เขาว่าอากาศหม่นหมองอาจทำให้ใครต่อใครอารมณ์หม่นไปด้วยคงจะจริง เพราะเขาก็เป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่ประจวบเหมาะพอดีกับเพลงซึ่งออกมาจากหูฟังเป็นเพลงเศร้าที่ฟังกี่ครั้งก็รู้สึกอ่อนไหวทุกครั้ง


ได้ยินเสียงประกาศจากขบวนรถไฟฟ้าเล็ดลอดเข้ามาในโสตประสาทบอกว่าขณะนี้รถเคลื่อนเข้าจอดบริเวณสถานีอโศกแล้ว ถึงเวลาที่เขาจะต้องลงเสียที


ทว่า..


ขณะที่กำลังจะเตรียมตัวลงจากรถไฟฟ้าเมื่อเข้าเทียบจอดที่สถานี ตอนประตูเปิดออกในตอนนั้น ดันเป็นเวลาเดียวกันกับตอนที่เขาได้พบกับต้นเหตุของความเปลี่ยนแปลงในชีวิตครั้งใหญ่ของเขา


ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่ใส่ชุดนักเรียนเหมือนกันแต่ต่างสถาบัน ผมสีดำสนิท ใบหน้าเรียบนิ่งหากก็ดูสดใส ออกจะมากกว่าตัวของเขาเองหลายเท่า อีกฝ่ายไม่ได้เงยหน้าเพื่อมอง เราทำแค่เพียงเดินสวนกันออกไปในคราวแรก จนเขาได้กลิ่นเฉพาะกายของอีกคนที่ไม่แน่ใจนักว่ามาจากน้ำหอมหรือน้ำยาปรับผ้านุ่ม แต่ค่อนข้างตราตรึง


ตราตรึงเสียจนคนที่เดินออกไปแล้ว ต้องหันกลับไปมองในขบวนรถอีกครั้ง


ไม่มีที่นั่งเพียงพอ ดังนั้นแล้วคนคนนั้นจึงเดินเข้าไปหยุดยืนตรงที่ที่เขาเคยยืนเมื่อครู่


และดูเหมือนจะรู้ว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมอง ถึงได้ช้อนดวงตาเรียวเล็กขึ้นเพื่อสบตา 



ในวินาทีที่บานประตูกำลังจะปิดลง













ว่ามีความหมายใดซ่อนในดวงฤทัย

บ่งบอกความในใจที่ดวงตา.










หลังจากตอนนั้น ผู้ที่ไม่ค่อยสนใจอะไรเช่นเขากลับรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำพลาด




เขาเดินเท้าเข้ามาในซอยบ้านที่ยังเปียกและชื้นแฉะ เสียงสุนัขในรั้วบ้านหลังเดิมเห่ากรรโชกเป็นสิ่งที่เขาเคยชิน ถูกเห่าใส่แบบนี้ตั้งแต่เด็กจนโต และเขาคิดว่าหมาตัวนั้นคงจะไม่เลิกทำอะไรแบบนี้ง่ายๆ จึงเลือกที่จะไม่ทำแม้กระทั่งหันไปมอง ก่อนจะสาวเท้าอย่างไม่เร่งรีบเมื่อรู้ว่ามันคงไม่สามารถจะกระโดดข้ามประตูรั้วที่สูงเกือบสามเมตรออกมาได้อยู่ดี


ขณะเดียวกันนั้นก็คิดไปด้วย.. เขารู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองเท่าไหร่ในหัวใจ ถึงแม้จะทำทุกอย่างเป็นปกติก็ตาม


กำลังคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้สักราวสิบนาที คิดว่าเหตุใดถึงไม่หันหลังแล้วเดินเข้าไปในขบวนรถไฟเสียตั้งแต่ก่อนที่มันจะปิดสนิทและแล่นออกไป เหตุใดถึงไม่เลือกทำ.. แม้จะถูกมองด้วยสายตาแปลกๆจากคนอื่นๆ ซึ่งอาจจะรู้สึกขันและคงคิดว่าเขาลงผิดสถานีก็ตาม


แต่ถ้าทำอย่างนั้น มันก็คุ้มไม่ใช่หรือที่จะได้สบตากับคนคนนั้นได้นานอีกหน่อย


เด็กหนุ่มเกลียดความรู้สึกแบบนี้เพราะไม่รู้ว่ามันคืออะไร ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถจัดการกับมันได้ ในตอนที่เดินมาจนถึงบ้าน เขาทักทายแม่เหมือนอย่างทุกครั้งก่อนจะขึ้นห้องแล้วขังตัวเองเอาไว้ในนั้น รอจนกว่าจะถึงเวลาอาหารเย็นซึ่งก็นับจากตอนนี้ไปอีกเป็นชั่วโมง


วันนั้นเขานั่งคุยกับตัวเองขณะที่ทำการบ้านไปด้วย.. และสรุปได้ว่ามันเป็นความรู้สึกเสียดายในส่วนลึกส่วนหนึ่งของจิตใจ


เขาแค่กำลังคิดว่า ถ้าหากเราสองคนได้พูดคุยหรือได้พบกัน ได้รู้จักกันมากกว่านี้ มันจะดีไหมที่คนเช่นเขาอาจจะได้พบเจอกับความสดใสของคนคนนั้น


แต่น่าเสียดายที่เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ตั้งแต่ที่เขาไม่ได้ตัดสินใจเดินกลับเข้าไปในขบวน


ผู้คนนับร้อยพันซึ่งเข้าออกรถไฟฟ้าในแต่ละวัน ซึ่งนั่นหมายความว่าอาจไม่มีทางที่เราจะได้พบกันอีกครั้ง เขาทอดมองออกไปยังหน้าต่างในห้องซึ่งมีน้ำฝนเกาะอยู่และล้อระยับกับแสงแดดจนเกิดเป็นความพร่างพราว ไม่ต่างกันกับดวงตาสุกใสคู่นั้นที่ได้สบกันเพียงหนึ่งวินาที แต่กลับตรึงเขาให้ยืนอยู่ตรงนั้น เฝ้ามองกระทั่งรถเคลื่อนไปจนสุดสายตา


เขาถอนหายใจ ละออกมาจากเม็ดฝนที่หน้าต่างแล้วลงมือทำการบ้านที่ยังค้างคาอยู่อีกหน


เสียดายจริงๆ.. แต่เมื่อลองคิดในแง่บวกดูดีๆก็ไม่เป็นอะไร



เพราะอย่างน้อยในชีวิตก็เคยได้พบคนที่น่ารักขนาดนั้น.. เขาคิดว่ามันคุ้มแล้ว





- - - - - - - - - - - 





“มึง”




เขาซึ่งนั่งอยู่ตรงโต๊ะนักเรียนตัวประจำ เงยหน้ามองเพื่อนที่ยืนแบมืออยู่ตรงหน้า


“อะไร”


“ยืมตังหน่อย ลืมเอากระเป๋าตังค์มา”


เด็กหนุ่มถอนหายใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยอมคว้าเอากระเป๋าสตางค์ออกมาแล้วหยิบธนบัตรสีฟ้ายื่นให้เพื่อนแต่โดยดี “พอไหม”


“เออ พอแล้ว” มันว่าอย่างนั้นแล้วรับเอาไปเก็บใส่กระเป๋ากางเกง “กูขอยืมอีกทีตอนไปเดินสยามได้ป่ะ”


“มึงก็หาตู้กดเงินเอาเองสิวะ”


“กูลืมเอากระเป๋าตังค์มา จะเอาบัตรที่ไหนไปกดล่ะวะ คิดหน่อย”


มาขอยืมเขาแต่ก็ยังมีหน้ามาบอกให้เขาคิด.. เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว แต่ก็ทำมือปัดๆเป็นเชิงว่าเดี๋ยวค่อยคุยกัน ไอ้เรื่องเงินน่ะไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอก แค่อยากจะกวนประสาทมันเล่นเล็กๆน้อยๆ แต่ก็ถูกมันกวนประสาทกลับมาได้ทุกที


“ว่าแต่วันนี้จะไปกินอะไรดีวะ” มันถามแล้วจึงนั่งลงมาที่โต๊ะตัวข้างๆ ก็ที่ประจำของมันนั่นแหละ “เห็นไอ้แซมบอกว่ามันนัดสาวคอนแวนต์ไว้ เขาจะพาเพื่อนๆมาด้วย”


“น่าสงสารเขาที่ต้องมาเจอคนแบบพวกมึง” 


“แหม ก็มึงด้วยนั่นแหละครับ ไม่ต้องมาพูด” เด็กหนุ่มหัวเราะร่าเมื่อได้ยินเพื่อนว่าเช่นนั้น ตลกดีตอนที่มันทำท่าเหมือนอยากจะตบหัวเขา “แต่น้องน้ำผึ้งก็ไปด้วยนะ.. คนที่มึงชอบไง”


คราวนี้ไอ้คนกวนประสาทเมื่อครู่อย่างเขากลับเบิกตาน้อยๆเมื่อได้ยินอะไรที่ไม่ได้คาดคิดจากปากของเพื่อน “ถามจริง”


“เออสิ ก็เป็นเพื่อนแก๊งเดียวกับเด็กไอ้แซม”


“ถ้างั้นกินเอ็มเค”


“จ้า ทีอย่างนี้รีบตัดสินใจเชียว” พอมันพูดจบก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่อาจารย์สอนวิชาคณิตศาสตร์เดินเข้ามาในห้องเรียน เสียงผึ้งแตกรังก็เงียบลงราวกับเสกได้


ด้วยความที่นั่งอยู่กลางห้อง เขาจึงไม่สามารถนอนหลับหรือเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่างเหมือนอย่างที่ใจอยากทำได้ ดังนั้นจึงต้องทำเป็นตั้งใจเรียน แม้เนื้อหาส่วนใหญ่ที่อาจารย์พูดจะไม่เข้ามาในหูเลยก็ตาม


เย็นนี้เขามีนัดกับเพื่อนอีกสองคน หนึ่งคือไอ้เอินที่นั่งอยู่ข้างกัน ส่วนอีกคนคือไอ้แซมที่พอขึ้นมัธยมปลายมาก็ดันไปเรียนสายศิลป์ภาษา ในขณะที่เขากับไอ้เอินเรียนอยู่วิทย์คณิตห้องเดียวกัน เพราะเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ชั้นประถม เพียงแค่การต้องแยกห้อง จึงไม่ได้ทำให้พวกเรารู้สึกห่างเหินแต่อย่างใด


เย็นวันนั้นเขากับเพื่อนอีกสองคนมารวมตัวกันตรงหน้าตึกเรียน ก่อนที่พวกเราจะพากันเดินออกไปขึ้นรถไฟฟ้า โดยปกติเวลากลับบ้านพวกมันจะนั่งรถโดยสารไปอีกฝั่ง เพราะบ้านอยู่ใกล้ ไม่ได้ไกลเหมือนกับเขา


เพราะตัวสูงกันทั้งสามคน ดังนั้นเมื่อขึ้นรถไฟฟ้าเราจึงเป็นที่จับตามองมากเป็นพิเศษ โชคดีที่ไม่นานรถไฟฟ้าก็มาถึงสถานีสยามที่เราจะต้องลง เขาทั้งสามคนจึงไม่ต้องยืนเขินให้นานนัก 


“นัดเขาไว้ที่ไหน” เขาเอ่ยถามไอ้แซมที่เป็นคนชักชวนพวกผู้หญิงมา ขณะที่พวกเขามายืนรอที่หน้าประตู เพราะรถไฟฟ้ากำลังจะเทียบจอดที่ชานชาลาในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า


“สยามเซ็นเตอร์” มันเอ่ยตอบ “ตกลงมึงจะเลี้ยงเอ็มเคพวกกูใช่ไหม ไอ้เอินมันบอก”


“ตลกแล้วไอ้นี่ กูไม่มีเงินเว้ย”


“มันโกหก” ไอ้เอินรีบเสนอหน้ามาตอบ “เมื่อเช้ากูยืมเงินมัน เห็นในกระเป๋าตังค์มันมีแบงค์พันตั้งเยอะ”


“ถึงมีกูก็ไม่เลี้ยงพวกมึงหรอก” เขาเอ่ยตอบก่อนจะยิ้มบางๆเมื่อได้ยินเสียงก่นด่าของพวกเพื่อนๆ เป็นจังหวะเดียวกันกับตอนที่บานประตูรถไฟฟ้าเปิดออกเพื่อให้ผู้โดยสารทยอยลงจากรถ


ที่สยาม.. รถไฟฟ้าจะเปิดประตูค้างเอาไว้นานกว่าทุกที่ เพราะจำนวนผู้โดยสารที่ขึ้นลงรถนั้นมีเป็นจำนวนมากกว่าสถานีอื่นๆ ดังนั้นแล้วเมื่อเขากับเพื่อนๆเดินออกมา เราก็มองเห็นว่ามีคนกำลังต่อแถวรอขึ้นรถโดยการให้คนที่ต้องการลงจากรถนั้นลงมาให้หมดก่อน เป็นไปตามมารยาทและระเบียบทางสังคมที่ถูกต้อง


ขณะนั้นเองที่ไอ้เอินมันชวนเขาคุยอะไรสักอย่างที่เขาไม่สามารถจับใจความได้


เพราะในทันที่ที่มองเห็นใครบางคนกำลังยืนต่อแถวเพื่อจะขึ้นรถไฟในโบกี้ที่สาม.. ตอนนั้นซึ่งสรรพเสียงรอบด้านของเขาเงียบลงไป


“เออ แล้วนี่.. อ้าว มึงจะไปไหนวะ!”


เขาได้ยินเสียงไอ้เอินมันเรียกตามหลัง เมื่อเขาตัดสินใจหันกลับแล้วเดินตามร่างเล็กที่พบเจอกันครั้งแรกเมื่อสัปดาห์ที่แล้วขึ้นไปบนรถไฟฟ้าขบวนเดิม


“เฮ้ย! มึงจะไปไหนของมึง!”


แผ่นหลังเล็กๆเผชิญหน้ากับเขา ใครคนนั้นยังไม่ได้หันมา แต่กลับเอื้อมมือคว้าเสาตรงกลางเอาไว้เพื่อการทรงตัวที่ดี.. 


ส่วนเขาก็หันหลังกลับไปเพื่อมองเพื่อนที่ยืนอยู่นอกขบวนรถ


“ไอ้ชัช! ทำอะไรของมึง!”


“พวกมึงไปเหอะน่า” เขาพูดเสียงเบากว่าเพื่อน เพราะก็เริ่มอายแล้วที่พวกมันตะโกนกันซะดัง


“แล้วน้องน้ำผึ้ง..”


“ฝากบอกน้องด้วยว่ากูคิดถึง เอาไว้เจอกันครั้งหน้า”


“แล้วเงินกูล่ะ ไอ้ชัช ไอ้เหี้--”


เขาเห็นไอ้เอินมันก่นด่าอะไรเขาสักอย่าง แต่บานประตูปิดสนิทแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ยินสิ่งที่มันพูดอีก.. ที่จริงก็รู้สึกผิดไม่เบาที่ผิดนัดพวกมันแถมยังปล่อยไอ้เอินให้ไม่มีเงินต่อไปแบบนั้น


แต่ว่า..


คนที่ยืนหันหลังให้เขาอยู่ตอนนี้ ก็สำคัญไม่แพ้กัน



สำคัญเกินกว่าจะปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปอีกครั้งหนึ่ง





- - - - - - - - -





- 2017







ความอบอุ่นที่แผ่นหลังยังชัดเจน



แต่เมื่อเขายืดตัวนั่งหลังตรง ความอบอุ่นนั้นก็จางหายเพราะฤทธิ์ของเครื่องปรับอากาศ ชายหนุ่มขยับให้ตัวเองนั่งสบายขึ้นบนเก้าอี้ไม้แข็งๆไร้เบาะของร้านอาหารแห่งหนึ่ง


เย็นวันนี้เขาว่าง ซึ่งโดยปกติแล้วมักจะหาเวลาแบบนี้ได้ยากเหลือเกินสำหรับหัวหน้าแผนกอย่างเขาที่ต้องกลับบ้านหลังลูกน้องอยู่เป็นประจำ เขายกโทรศัพท์ขึ้นมากดเล่น รอคอยเวลาที่คนซึ่งนัดแนะกันเอาไว้จะมาถึง


แล้วก็ไม่นานจนเกินรอ


“พี่!” หญิงสาวหน้าตาคล้ายคลึงกับเขาเดินเข้ามาในร้าน เธออยู่ในชุดไปเที่ยวสบายๆ ที่นานๆครั้งเขาจะได้เห็น “รอนานไหม ขอโทษนะ บีมมาช้าไปหน่อย”


เธอว่าก่อนจะรีบวางกระเป๋าเอาไว้ที่เก้าอี้ตัวข้างๆ เขาเลือกที่นั่งแบบสี่ที่ตั้งแต่ต้น เพราะรู้ว่าน้องสาวแท้ๆไม่ยอมวางกระเป๋าราคาแพงขนาดนั้นเอาไว้ตรงพื้นแน่


“ไม่เป็นไร แค่มาก็ดีแล้ว” เขาว่าก่อนจะยิ้มบางๆให้เธอ “สั่งอาหารก่อนเถอะ”


เธอคว้าเอาเมนูอาหารขึ้นไปดูก่อนจะเรียกพนักงานเสิร์ฟมาเพื่อสั่งอาหาร ใบหน้าของน้องสาวมีรอยยิ้มติดอยู่เสมอ ไม่ต่างจากพี่ชายเท่าไหร่นัก เมื่อสั่งเสร็จเธอจึงเงยหน้าแล้วยิ้มให้เขา ก่อนจะว่า “เอ้อ บีมลืมบอกเลย.. เดี๋ยวพี่รหัสบีมตอนเรียนมหาลัยจะมา”


“พี่รหัส..”


“อื้อ เมื่อกี้บีมบังเอิญเจอเขาก็เลยชวนมากินข้าวด้วยกัน” เธอว่าพลางยิ้ม แต่เมื่อคิดอะไรได้สักอย่าง จึงหุบรอยยิ้มนั้นแล้วเปลี่ยนเป็นสีหน้ากังวลแทน “พี่โอเคมั้ย.. บีมขอโทษที่ไม่ได้บอกก่อนนะ”


“ไม่เป็นไรหรอก” เขาเอ่ยก่อนจะยิ้มบางๆ “แล้วนี่บินอีกทีวันไหน”


“โห.. บีมเพิ่งจะกลับมาได้ไม่กี่วันพี่ก็จะให้บีมบินอีกแล้วเหรอ” ว่าพลางหัวเราะเบาๆ “อีกสักประมาณอาทิตย์หน้านั่นแหละ ว่าแต่พี่เถอะ ไม่กลับบ้านบ้างเลย แม่บ่นคิดถึงนะ”


“พี่ก็โทรหาแม่ทุกวันอยู่แล้ว”


“ก็นั่นแหละ.. ถึงยังไงเจอกันตัวเป็นๆก็ดีกว่าไม่ใช่เหรอ”


เขาไม่ได้ว่าอะไรอีก ทำเพียงแค่ยิ้มบางๆเท่านั้น พักหนึ่งพนักงานเสิร์ฟก็ถือจานอาหารมาให้เขา และถัดจากนั้นอีกประมาณห้านาทีก็เสิร์ฟให้น้องสาวของเขาตามๆกัน


ไม่นานนักก็มีชายหนุ่มผิวสีน้ำผึ้งคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน.. แต่งตัวดีตามสมัย ท่าทางดูดี แถมยังมีมารยาทในตอนที่ยกมือสวัสดีเขาอย่างนอบน้อมเพราะรู้ว่าเขาเป็นพี่ชายของน้องรหัส ก่อนที่เจ้าตัวจะนั่งลงข้างน้องสาวของเขา บีมยื่นกระเป๋าให้เขาวางไว้ที่เก้าอี้ตัวข้างๆของเขาแทน


“พี่.. นี่พี่เอิน พี่รหัสบีมเอง” น้องสาวเอ่ยแนะนำ ก่อนที่ผู้ชายคนนั้นจะยกมือสวัสดีเขาอีกหน


“ชื่อเอินเหรอ.. ชื่อแปลกจัง ไม่ค่อยเห็นผู้ชายชื่อนี้”


“ครับ ชื่อเอิน” ผู้ชายคนนั้นว่าก่อนจะยิ้มกว้าง “เคยได้ยินบีมพูดถึงพี่ชายบ่อยๆ เพิ่งได้เจอตัวจริงก็วันนี้เองครับ”


“เป็นไง น่ารักเหมือนที่บีมเคยบอกไหมล่ะ”


“แน่สิ น่ารักกว่าแกตั้งหลายเท่า”


“พี่เอินอะ!”


ร่างเล็กยิ้มขำเมื่อเห็นน้องสาวกำลังโวยวายได้ที่ หากอีกใจหนึ่งก็นึกสงสัยไม่เบาว่าคนฝั่งตรงข้ามนี้เป็นอะไรกับน้องสาวของตัวเองหรือเปล่า.. ดูท่าทางจะสนิทกัน แต่ถ้าสนิทมากเกินกว่าคำว่าพี่และน้องรหัส บางทีเขาคงต้องคุยกับน้องจริงจังกว่านี้อีกหน่อย


“เออ บีมว่าจะถามพี่เอินอยู่พอดี” น้องสาวของเขาเอ่ยเสียงดังหลังจากกลืนข้าวลงคอไปแล้วหนึ่งคำ “ทำไมพี่ดรีมไม่มาด้วย เลิกกันไปแล้วเหรอ”


“ปากดี.. ยังไม่เลิกเว้ย ดรีมมันไม่ว่างเฉยๆ”


ยังไม่ทันได้ถาม คำตอบนั้นก็ลอยมาให้จับต้องเสียก่อนแล้ว อย่างนี้เขาก็สบายใจได้ว่าน้องสาวของเขากับคนที่ชื่อเอินคนนี้ไม่ได้เป็นอะไรที่เกินเลยกัน แต่ก็คงสนิทกันเฉยๆถึงได้พูดจาเป็นกันเองในทุกๆประโยค


“แต่ตอนค่ำๆพี่นัดเพื่อนไว้ ว่าจะไปก๊งกันหน่อย”


“เพื่อนที่ไหนอะ.. ที่ทำงานเหรอ”


“เปล่า” รายนั้นว่าขณะที่คว้าเอาเมนูขึ้นมาเปิดดู “ก็พวกไอ้แซมกับไอ้ชัชนั่นแหละ”


เขาชะงักการเคี้ยวข้าวราวเสี้ยววินาที ก่อนจะเริ่มต้นเคี้ยวมันใหม่อย่างช้าๆ เป็นอย่างนี้ทุกทีเมื่อไม่เคยทำใจให้เคยชินกับชื่อชื่อนี้เลย.. แม้จะรู้ว่าชื่อคนในประเทศไทยหนึ่งชื่อต้องมีซ้ำกันไม่ต่ำกว่ายี่สิบคน แต่ว่า..


ชื่อบางชื่อมักจะมีอิทธิพลต่อหัวใจของเราเสมอ



กับเขาเองก็เช่นเดียวกัน









หากรู้ว่ารักเจ้ายังหลีกเร้นหลบ

ถ้าพบจะพาดวงใจเปี่ยมรักมา









- 2006







ในขบวนรถไฟฟ้าโบกี้ที่สามของวันนั้น หัวใจของเด็กหนุ่มกำลังเต้นแรง



ไม่อาจเรียกได้ว่ามันคืออาการเต้นกระหน่ำ หากการเต้นของมันนั้นย้ำชัด เป็นจังหวะสม่ำเสมอ คล้ายกับจะหลุดออกมาจากอก แต่ไม่ได้รวดเร็วจนเหมือนจะทำให้ขาดใจเสียเดี๋ยวนั้น ในทันทีที่ข้อศอกของอีกคนสะกิดเข้ามาแผ่วเบาที่แขนของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัวเพราะกำลังเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋ากางเกงของตัวเอง


ไม่มีคำขอโทษจากอีกฝ่าย เพราะมีแค่เขาที่คิดไปเองว่าการสะกิดโดนกันแผ่วเบาเมื่อครู่มันรุนแรงราวกับถูกไฟฟ้าช็อต อีกคนตัวเล็กแค่คางของเขา กำลังยืนหันหลังให้กันในระยะห่างเพียงเกือบไม้บรรทัดเพราะคนบนรถเริ่มเยอะขึ้นทุกครั้งที่เทียบจอดตามสถานีต่างๆ และเขาเองก็ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรให้อีกฝ่ายหันมา


จะเรียกหรือก็ไม่รู้จักชื่อ.. ไม่สิ มันไม่ใช่เพียงแค่นั้น เรายังไม่รู้จักกันและไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยต่างหาก


ครู่หนึ่งเขาก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ของอีกคนที่เพิ่งจะเก็บใส่กระเป๋าไปเมื่อครู่ดังขึ้นมา มือเล็กล้วงเข้าไปหยิบมันแล้วคงจะกดรับสาย เพราะไม่นานก็นำมันมาแนบหู ก่อนจะกรอกเสียงลงไป


ไม่ดังนัก.. แต่คนที่เงี่ยหูฟังเช่นเขาได้ยินชัดเจน


“โทรมาทำไมเนี่ย.. พี่อยู่บนรถไฟฟ้าแล้ว”


ดูเหมือนคนสอดรู้สอดเห็น แต่สำหรับคนที่ถูกใจ เขาคิดว่าคำนี้ยังใช้กับตัวเขาเองไม่ได้ คนทั้งโลกก็อยากรู้เรื่องของคนที่ตัวเองกำลังรู้สึกอยากทำความรู้จักทั้งนั้นแหละ คงจะไม่ได้มีเพียงเขาคนเดียวหรอก


“แม่เพิ่งซื้อโทรศัพท์ให้ก็เอามาใช้แหลกเลยนะ เดี๋ยวก็ต้องซื้อบัตรเติมเงินใหม่อีก มันเปลืองเงินนะรู้ไหม”


ดูท่าจะบ่นใครสักคนในครอบครัว สัญชาตญาณบอกเขาอย่างนั้น


“อื้อ.. เอาไว้ค่อยโทรมาตอนมีเรื่องจำเป็นสิ”


แล้วเขาก็ต้องหยุดหายใจไปครู่หนึ่งเมื่ออีกคนคงเกิดอยากเปลี่ยนอิริยาบถ ถึงได้สลับมือที่ใช้ถือโทรศัพท์ก่อนจะหันหลังกลับมาแล้วเอามืออีกข้างที่ยังว่างอยู่คว้าเสาเอาไว้ ซึ่งระยะห่างระหว่างเรามันน้อยนิดเหลือเกิน


น้อยเสียจนคนที่กำลังถือโทรศัพท์แนบหู ต้องเงยหน้ามองเขาเพื่อสบตากัน


เขาได้ยินเสียงผู้หญิงเล็ดลอดออกมาจากโทรศัพท์ แต่ฟังไม่ได้ใจความว่าเธอกำลังพูดอะไร แล้วเขาก็ไม่สามารถเดาเนื้อหาของมันได้ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้ตอบ เรากำลังเล่นจ้องตา เหมือนต้องการจะหยั่งเชิงว่าใครจะเป็นคนหลบเลี่ยงสายตาระหว่างกันไปก่อนใคร


แล้วเขาก็รู้สึกชนะขึ้นมาเดี๋ยวนั้น เมื่อคนที่หลบไปก่อนไม่ใช่เขา


“ห.. ห้ะ” อีกฝ่ายก้มหน้าก่อนจะกรอกเสียงผ่านโทรศัพท์อีกหน ดูท่าปลายสายกำลังโวยวายอะไรสักอย่าง และคงจะเป็นเรื่องที่ไม่ยอมพูดตอบเธอเสียทีนั่นแหละ “อ่อ.. เออ โทษที แล้วนี่จะกลับบ้านหรือยัง”


แรงเบียดเสียดรอบด้านทำให้เราต้องยืนชิดกันมากเข้าไปอีก ร่างสูงพยายามเงยหน้าขึ้นเพื่อไม่ให้ดูเป็นการล่วงเกินอีกฝ่าย เหตุใดเขาถึงมีความคิดแบบนี้ทั้งที่เราก็เป็นผู้ชายด้วยกันทั้งคู่ก็ไม่แน่ใจนัก อาจเป็นเพราะว่าอีกคนตัวเล็ก น่าปกป้อง แบบนั้นก็คงจะเป็นไปได้


“อือ.. คนเยอะ”


จนกระทั่งคนตัวเล็กกว่าก้มหน้าคุยโทรศัพท์ใกล้กับหน้าอกของเขา ไม่ได้แนบชิดขนาดนั้น หากก็ใกล้พอสมควรจนปลายจมูกของอีกคนห่างกับอกของเขาไม่ถึงคืบ แล้วกลิ่นเดิมกลิ่นเดียวกับเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็ลอยเข้าจมูกของเขาอีกครั้ง.. ครั้งนี้เขาคิดว่ามันเป็นกลิ่นของพวกน้ำยาปรับผ้านุ่มมากกว่าน้ำหอม


“ถ้างั้นแค่นี้ก่อนนะ เจอกันที่อ่อนนุช”


คนที่คอยจับจ้องสังเกตพฤติกรรมเห็นว่าอีกคนกดวางสายแล้วหย่อนโทรศัพท์กลับลงไปในกระเป๋ากางเกง มือเล็กยึดจับเสาตรงกลางเอาไว้แน่น ไม่ต่างอะไรกับคนตัวสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้าคนนี้เลย 


ทั้งที่คิดเอาไว้แล้วว่าจะไม่ล่วงเกินหรือฉวยโอกาส แต่เมื่อรถกำลังแล่นเข้าจอดที่สถานีอโศก แล้วเกิดเคลื่อนตัวเร็วกะทันหันจนคนที่ยืนอยู่เกือบทุกคนเสียหลัก เขากลับใช้มือใหญ่ๆคว้าเอวของอีกฝ่ายเอาไว้เพื่อไม่ให้เกิดการกระแทกกับคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ผู้ชายคนนั้นตัวใหญ่พอกับเขา ถ้าตัวเล็กๆแบบนี้โดนชนสักที คงเกิดรอยช้ำเขียวตามเนื้อตัวอย่างแน่นอน


ดูเหมือนอีกคนจะยิ่งไม่กล้าสบตาเข้าไปใหญ่เมื่อเขาทำแบบนั้น พอรู้สึกตัวร่างสูงจึงค่อยๆผละมือออกพร้อมสีหน้าเรียบเฉย หากก็ยังหลุบตาลงมองกลุ่มผมสีดำสนิทก่อนจะลอบยิ้มคนเดียว


รถเคลื่อนเข้าจอดที่สถานีอโศก.. ความจริงแล้วเขาต้องลงที่สถานีนี้เพื่อกลับบ้านไปทำการบ้านก่อนจะเล่นเกมแล้วก็นอนหลับไปเหมือนอย่างทุกวัน


แต่วันนี้ก็ช่างหัวการบ้านกับเกมพวกนั้นก่อนแล้วกัน


ที่อโศกคนเริ่มบางตาเพราะลงไปต่อรถไฟใต้ดินกันเสียหมด ดังนั้นในขบวนรถไฟฟ้าจึงมีที่ว่างให้หายใจมากกว่าเดิม เขาเขยิบตัวออกห่างจากอีกฝ่ายมานิดหน่อย คนตัวเล็กยังไม่ยอมเงยหน้าเพื่อสบตา ทั้งที่อยากเห็นใบหน้าน่ารักอีกครั้งใจจะขาด แต่จะให้สะกิดแล้วบอกให้เงยหน้าหน่อย ทำแบบนั้นก็คงถูกมองว่าเป็นโรคจิตกันพอดี


เขาจึงมองจากตรงนี้.. ไม่ไกลนักหรอก อย่างน้อยก็มองเห็นปลายจมูกรั้นของอีกคน โผล่มาเพียงแค่นั้นเขายังรู้เลยว่าน่ารัก


‘สถานีต่อไป สถานีปลายทางอ่อนนุช’


ถึงแม้ตอนแรกจะไม่ได้ยินเมื่อครู่ว่าอีกฝ่ายพูดกลับปลายสายว่าจะลงที่สถานีนี้ แต่ถึงอย่างไรรถไฟฟ้าก็มาสุดสายที่นี่ และคนที่บ้านอยู่อโศกอย่างเขาก็ต้องเดินลงเพื่อข้ามกลับไปขึ้นรถไฟฟ้าอีกฝั่งหนึ่งอยู่ดี


ดังนั้นเมื่อประตูรถเปิดออกเจ้าของร่างเล็กก็หันหลังแล้วเดินออกไป แน่นอนว่าคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเช่นเขาก็ต้องเดินตามไปติดๆ ขณะนี้ระยะห่างของเราจึงไม่ไกลกันมากนัก หากก็ไกลกว่าตอนที่ยืนอยู่ภายในรถ


ผู้คนเดินผ่านไปมากมาย ทั้งคนที่เพิ่งจะลงจากรถ และคนที่เดินขึ้นมาใหม่.. พอดีกันกับตอนที่ร่างเล็กในชุดนักเรียนหยุดเดิน และเขาที่กำลังเดินตามก็หยุดเดินเช่นเดียวกัน


ริมชานชาลาบนรถไฟฟ้าในวันนั้น แววตาสุกใสที่เขาเคยบอกเอาไว้ว่าเหมือนเม็ดฝนต้องแสงแดด กำลังจ้องเข้ามาในดวงตาของเขา เมื่อจ้าของของมันหันกลับมามอง


จ้องอยู่ไม่กี่วินาที แล้วจึงแย้มยิ้มบางเบาให้กัน ราวกับจะขอบคุณที่คอยกันคนบนรถไฟฟ้าให้.. และเวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาทีนั้นเอง เขามองเห็นจุดสีดำเล็กๆที่เหนือริมฝีปากของอีกคน รวมทั้งแก้มสีระเรื่อนั่นด้วย



ก่อนเจ้าของผมสีดำขลับจะหลุบสายตา หันหลัง แล้วเดินลงบันไดจากไป 



ทิ้งเอาไว้แค่กลิ่นหอมกลิ่นเดิม





- - - - - - - - - -






- 2017








เขาเป็นเพียงผู้ชายวัยใกล้สามสิบคนหนึ่งที่มีน้องสาวอายุน้อยกว่าตัวเองสี่ปี



เมื่อก่อนครั้งที่เรายังเป็นเด็ก เขากับน้องสาวมักจะใช้เวลาร่วมกันในวันหยุดซึ่งมีมากมายถมเถ แม้ว่าจะเรียนอยู่คนละโรงเรียนกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้ความสนิทสนมของเราลดตามลงไปแต่อย่างใด


หากเมื่อโตขึ้น เรามีภาระหน้าที่มากมายที่ต้องจัดการและสะสาง น้องสาวของเขาเป็นแอร์โฮสเตสสายการบินชื่อดังที่ต้องบินไปกลับต่างประเทศครั้งละหลายวัน ในขณะที่เขายังคงทำงานอยู่ในไทยเหมือนกับคนทั่วไป เวลาที่เราจะได้เจอกันก็มีแค่เฉพาะตอนที่เธอกลับมาถึงไทยแล้วหยุดพักผ่อนเท่านั้น


เนื่องจากย้ายเข้ามาอยู่ที่คอนโดในตัวเมืองพักใหญ่แล้ว และด้วยว่างานยุ่ง เขาจึงไม่ค่อยกลับไปที่บ้านเท่าไหร่นัก บ้านที่อ่อนนุชอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่แบบคนจีน เขาซึ่งไม่ชอบความวุ่นวาย จึงเลี่ยงการกลับไปที่นั่นทุกครั้ง


แต่ดูเหมือนว่าในอีกไม่ช้าก็คงจะต้องกลับไป


“เตี่ยไม่สบาย”


วันหนึ่งน้องสาวของเขาก็พูดขึ้น ขณะที่เราหาเวลาว่างช่วงเย็นหลังจากที่เขาเลิกงานเร็ว นัดกันมาเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าแถวที่ทำงานเหมือนอย่างเคย “อื้อ.. วันก่อนคุยโทรศัพท์กับแม่ แม่บอกแล้ว”


“ไม่สบายหนักด้วย..” เธอว่าก่อนจะถอนหายใจ พร้อมกับประกายหม่นในแววตา “บีมไม่อยากบินช่วงนี้เลย อยากอยู่กับเตี่ยทุกวัน”


เขาเข้าใจเรื่องนั้นดี ยิ่งเห็นว่าน้องสาวกำลังเศร้าเขาก็ยิ่งเข้าใจ บีมกับเตี่ยสนิทสนมกัน ทั้งที่เป็นคนจีนแต่เตี่ยก็บอกว่าอยากได้ลูกสาว แล้วพอได้มาจริงๆก็ดูแลเธออย่างกับไข่ในหิน ซ้ำยังกำชับให้เขาดูแลเธอให้ดี และห้ามทำให้น้องเสียใจ


ได้ยินคำนั้นมาตั้งแต่ยังเด็ก จนถึงตอนนี้มันก็ซึมซับจนกลายเป็นหน้าที่ของเขาไปเสียแล้ว


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง.. ในตอนที่เตี่ยทำท่าว่าอีกไม่นานจะจากโลกนี้ไป


“อย่าคิดมากเลย ไปทำงานของตัวเองเถอะ” เขาพูดก่อนจะระบายยิ้ม ยกมือจับศีรษะของเธอก่อนจะโยกไปมา “เตี่ยคงไม่สบายใจถ้ารู้ว่าแกหยุดงานเพื่อไปดูแลเขา เข้าใจที่พี่พูดใช่หรือเปล่า”


ความฝันของบีมคือการเป็นแอร์โฮสเตส คนที่บ้านรู้เรื่องนี้และสนับสนุนมาตลอด รวมทั้งเขาเองที่พยายามผลักดันให้น้องสาวได้งานดีๆแบบนี้ทำ เพราะรู้ว่าในอนาคตคนที่จะได้ผลประโยชน์จากมันก็คือตัวของเธอเอง


เขาพาน้องเดินมาจนถึงโซนหน้าห้างสรรพสินค้า.. ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว แต่บริเวณนี้ก็ยังมีแสงสว่างและผู้คนมากมายเดินผ่านไปมา ก่อนที่เขาจะนั่งลงบนเก้าอี้ยาวว่างๆตัวหนึ่ง และน้องเองก็นั่งลงมาบนเก้าอี้ตัวเดียวกัน


“เอ้อ.. แล้วก็เรื่องแฟนแก ถ้าเป็นไปได้ก็รีบพามาเจอเตี่ยกับแม่นะ” เขาพูดแค่นั้นและไม่ได้อธิบายอะไรยืดยาวอีกว่าเพราะเหตุใดถึงอยากให้เธอรีบพามา แต่เขารู้ดีว่าบีมรู้


“อื้อ บีมก็คิดๆอยู่เหมือนกัน” เธอพยักหน้า “ถึงเรายังคบกันไม่นาน.. แต่บีมก็อยากให้เตี่ยสบายใจว่ามีคนที่ดูแลบีมได้อีกคนแล้ว”


“จริงๆ.. พี่ก็ดูแลแกได้”



“อนาคตพี่ไม่คิดจะแต่งงานมีครอบครัวกับเขาบ้างหรือไง พูดเป็นเรื่องตลกไปได้”


เขาถอนหายใจก่อนจะยกยิ้มบางๆ พอน้องสาวเห็นอย่างนั้นก็ทำสีหน้าประหลาด แล้วจึงเอ่ยถามออกมา “หรือพี่เองก็มีแฟนแล้วเหมือนกัน”


“ไม่บอก”


“อะไรเนี่ย เราโตๆกันแล้วนะ บอกมาเถอะน่า”


เขาหัวเราะเมื่อเธอเริ่มคะยั้นคะยอ ความเป็นเด็กอยู่ในตัวของบีมเสมอ ไม่ว่าจะตอนที่ยังอยู่ในช่วงวัยเหล่านั้นจริงๆ หรือแม้กระทั่งตอนนี้ที่เธอโตขึ้นมาก


ต่างจากเขา.. ซึ่งไม่ต่างกันกับผู้คนอีกหลายคนที่ปล่อยให้ความเป็นเด็กถูกฝังดินไปจนหมดสิ้นแล้ว และไม่รู้เช่นกันว่าเมื่อไหร่ที่มันจะถูกขุดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง


“ถ้ามีพี่จะบอกแกคนแรกก็แล้วกัน”


แล้วเขาก็ต้องลูบผมเธออย่างเอ็นดูอีกครั้งเมื่อยัยน้องสาวตัวดียู่หน้า แต่ก็ไม่ได้เร่งเร้าอะไรอีก “เออ.. พรุ่งนี้หนูมีนัดกับพี่เอิน ไม่รู้ว่าพี่จำพี่เขาได้ไหม”


เขาขมวดหัวคิ้วนิดหน่อยเมื่อชื่อนั้นช่างคุ้นหู ไม่นานก่อนจะร้องอ๋อออกมา “พี่รหัสแกที่แกพามาเจอเมื่อปลายปีที่แล้ว”


“ใช่ คนนั้นแหละ”


“ทำไม.. จะเปลี่ยนจากพี่รหัสไปเป็นอย่างอื่นแล้วเหรอ คนนี้ใช่ไหมแฟนแก” เขาเอ่ยแซว ก่อนจะหัวเราะร่าเมื่อน้องสาวโวยวายยกใหญ่ 


“บ้าเหรอ เขามีแฟนแล้วเถอะ” เธอว่าอย่างนั้นแล้วอธิบายต่อ “คบกับแฟนโคตรนาน ตั้งแต่เรียนมหาลัยปีหนึ่ง จนป่านนี้ยังไม่เลิกกันเลย”


“ดีเนอะ น่าอิจฉา”


“อือ โคตรน่าอิจฉา” น้องสาวพยักหน้าสนับสนุนความคิดเห็นของเขา “ที่บอกเนี่ย จะชวนพี่ไปด้วยกัน พี่เอินบอกอยากเจอพี่อีกรอบนึงอะ”


พอได้ยินอย่างนั้นเขาก็เลิกคิ้ว ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นักว่าทำไมพี่รหัสของน้องสาวคนนั้นจะต้องอยากเจอเขาด้วย


“คือเขาเห็นว่าพี่ทำงานที่บริษัทบ้าน แล้วเขาจะซื้อบ้านในเครือบริษัทพี่เป็นเรือนหอพอดี เลยอยากปรึกษานิดหน่อย”


อ้อ.. คราวนี้เขาเข้าใจทันที จึงพยักหน้าและตบปากรับคำน้องสาวไปว่าจะช่วยดูเรื่องนั้นให้ แต่ก่อนอื่นก็คงต้องไปคุยกันถึงเรื่องงบประมาณและการเลือกซื้อที่ถูกต้องอีกครั้งก่อน เพราะเขารู้ดีว่ามันเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่ไม่เคยซื้อบ้านจัดสรรมาก่อนเลยในชีวิตนี้


“แล้วตอนหนูแต่งงาน พี่ก็ต้องมาช่วยเลือกบ้านด้วยนะ” ยัยน้องสาวจอมทะเล้นว่าก่อนจะยิ้มเผล่.. สิ่งนั้นทำให้เขาใจหายไปนิดหน่อยเมื่อได้ยินว่าอีกไม่นานน้องสาวของเขาก็คงจะต้องแต่งงานและออกไปอยู่นอกบ้าน กับคนที่เป็นพี่ชายที่ย้ายออกมาอยู่คนเดียวเช่นเขายังคิดขนาดนี้ ไม่อยากนึกเลยว่าเตี่ยกับแม่ที่อยู่ร่วมบ้านกับน้องมาตั้งแต่เกิดจะใจหายขนาดไหน


“ถ้าแกแต่งงานน่ะเหรอ” เขาพยายามเก็บกลืนอาการเหล่านั้นไปแล้วจึงทำท่าคิดนิดหน่อย ก่อนจะเอ่ยบอกน้อง “ไม่ต้องซื้อบ้านสำเร็จรูปหรอก เดี๋ยวพี่จ้างคนปลูกให้ใหม่เลย เอาไหม”


“เอา!” เธอพยักหน้ารัวๆอย่างยินดี “เดี๋ยวบีมไปหาแบบบ้านไว้รอเลยดีกว่า”


“ไม่ปรึกษาแฟนแกก่อนเหรอ”


“เดี๋ยวบีมไปเลือกก่อน แล้วก็เอาไปปรึกษาเขาอีกทีไง”


เขาส่ายศีรษะแล้วยิ้มบางๆเมื่อยัยบีมเริ่มพูดถึงแบบบ้านในฝันของตัวเอง แม้ว่ามันจะดูอลังการงานสร้างและเป็นเหมือนบ้านในอุดมคติไปเสียหน่อย แต่เขาคิดว่ามันก็คงไม่ยากเกินกว่าจะเนรมิตขึ้นมาได้


“..เอาแบบมีต้นไม้ใหญ่ๆปลูกรอบๆ พี่ว่าดีไหม” แล้วจึงหันมาถามความคิดเห็นกับเขา


“ดีสิ ถ้าแกชอบอะไรมันก็ดีหมดนั่นแหละ” ส่วนเขาก็มีหน้าที่เป็นลูกคู่คอยสนับสนุนเธอ “แต่ก่อนอื่นแกต้องพาแฟนมาเจอครอบครัวก่อน”


“เรื่องนั้นบีมรู้แล้วน่า” เธอตอบรับก่อนจะพยักหน้ารับคำ “อีกไม่นานนี้แหละ.. บีมจะพามาเจอพี่ก่อนแล้วค่อยพาไปเจอเตี่ยกับแม่”


เขายินดีเป็นอย่างยิ่งที่มันจะเป็นเช่นนั้น เพราะก่อนอื่นก็จะได้สำรวจตรวจสอบเสียหน่อยว่าว่าที่น้องเขยเป็นคนอย่างไร นิสัยใจคอแบบไหน แม้จะเชื่ออยู่ในทีแล้วก็ตามว่าคนที่บีมเลือกจะต้องเป็นคนดีแน่ แต่ถ้าได้เจอก็คงสามารถพิจารณาได้มากกว่านี้


“แต่ตอนนี้บีมหิวแล้วอะ ไปกินข้าวกัน”


เขารับคำโดยการยืนขึ้นแล้วเดินตามน้องสาวกลับเข้าไปในห้างสรรพสินค้าอีกครั้งหนึ่ง เขาไม่ค่อยแปลกใจนักยามที่ได้ยินคนพูดกันว่าสำหรับพ่อแม่แล้ว ลูกก็ยังเป็นเด็กในสายตาของพวกเขาอยู่เสมอ เพราะขนาดเขาเองที่อยู่ในฐานะพี่ชาย เวลามองยัยบีมทีไรก็ยังรู้สึกเหมือนน้องยังเป็นเด็กน้อยที่เขาต้องคอยดูแลและปกป้องเช่นเดิม


หากถามว่าการแต่งงานเคยปรากฏขึ้นในความคิดของเขาบ้างไหม ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเคย


เขาคิด.. แต่เรื่องน้องสาวกลับเด่นชัดมากกว่า



“พี่อยากกินอะไร ปิ้งย่างได้ไหม”


“ได้หมดนั่นแหละ แกนำไปเถอะ”




และถ้าให้เลือกระหว่างคนรักกับน้องสาว แน่นอนว่าเขาจะเลือกน้อง โดยไร้ซึ่งข้อกังขาใดๆ






- - - - - - - - - - -





TALK :

มาจากเรื่องที่เปิดเอาไว้เป็นเรื่องยาว แต่รอบนี้เอามาหดให้สั้นลงหน่อย555555

มีไม่เกิน 4 ตอนนะคะ การดำเนินเรื่องอาจจะแปลกหน่อย แต่เราใส่ปีค.ศ.เอาไว้ให้แล้ว คิดว่าไม่น่าจะงงเท่าตอนที่ยังเป็นเรื่องยาวอยู่ (เอ๊ะ หรืองงมากกว่าเดิม)


ขอบคุณที่เป็นกำลังใจให้นะคะ ดีใจมากๆที่มีคนติดตามเรื่องนี้ด้วย


ฝากติดแท็ก #ก่อนวันวานCB เหมือนเดิมค่ะ ^^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,420 ความคิดเห็น

  1. #2795 pcy921 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2560 / 23:51
    ถถถถถ ชีวิตตตต
    #2,795
    0
  2. #2646 luck_0x3_lux (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2560 / 01:53
    ไม่รู้คนอื่นคิดยังไง แต่เราชอบที่ไรท์แต่งดราม่านะ เราว่าฟิคบางเรื่องมันก็ไม่จำเป็นต้องจบแบบสมหวังเสมอไป เราว่าทุกเรื่องที่ไรท์แต่งมันมีเหตุผลในตัวมันว่าทำไมถึงจบแบบนี้ บางเรื่องจบเศร้านะแต่มันเป็นการจบที่สวยงาม จากกันด้วยดีทั้ง2ฝ่าย ยังไงก็ขอให้ไรท์สู้ๆนะคะ ส่วนเรื่องนี้ไรท์เปรียบเทียบแรงอะ55555 หมาเฝ้าบ้าน อ่านแล้วสงสารแบคฮยอนเข้าไปอีก ไม่อยากให้น้องรอเลย ถ้ามันเจ็บปวดก็หาคนใหม่เถอะรูกกก T^T
    #2,646
    0
  3. #2468 MONARCHs. (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 31 มกราคม 2560 / 22:22
    ว่าคิดนานแล้วนะ... ไรต์มีปัญหาฝังใจอะไรกับแฟนเก่าหรอ? ไม่แต่งแฟนเก่าก้คนเก่าไม่ก้คนแอบรักและไม่สมหวังในรักรวมถึงรักกันมากปานจะกลืนกินแต่รักกันไม่ได้เพราะสายเกินไป - - คนอ่านเครียดนะและบางตอนนังชานทำไว้เจบมาก(?)แต่ไปมีเอาคืนเรานี้แบบเค้นสมองมโนแทบตายกว่าจะนอนหลับอย่างสบายใจ(อันนี้เวอร์ไปย์)
    #2,468
    0
  4. #2400 จีวอนชิ':) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2559 / 00:18
    ......
    #2,400
    0
  5. #2261 ติ๋มไม่ติ๋ม (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2559 / 20:28
    ทำไมมันเป็นงี้เยอะจังเลยอะ ว่าจะมาอ่านคลายเครียดเเต่เครียดกว่าเดิมอีก
    #2,261
    0
  6. #2055 L64blik (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2559 / 20:44
    ไรท์แต่งแบคสมหวังเยอะๆสิคะเค้าอ่านแล้วเศร้าทุกตอนเลยย แงง
    #2,055
    0
  7. #1810 cheese (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2559 / 22:30
    เห้ยยมันสั้นแต่มันน่ารักกนะหมาน่ารักมากกกแต่ก็นะ..เศร้า
    #1,810
    0
  8. #1777 -FL- (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2559 / 09:58
    แบคเอ้ยยย เกิดมาอาภัพความรัก....เหมือนเราเลย??
    #1,777
    0
  9. #1764 ❤ Little "B" ❤ (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2559 / 16:54
    แบคอกหักตลอดเลย
    #1,764
    0
  10. #1519 Nursery*purr-fect (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2559 / 13:24
    ชานนอลคนนิสัยไม่ดี คนโลเลลลล ToT
    #1,519
    0
  11. #1486 nuttopk625 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2559 / 00:35
    โอโห้...มันเจ็บตรงที่หมายังไงก็ยังเป็นหมานี่แหละโธ่คนดี
    #1,486
    0
  12. #1471 ภรรยาปาร์ค (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2559 / 10:44
    ชื่อตอนก็คิดว่าจะน่ารักใสๆ โถ่ววว
    #1,471
    0
  13. #1453 para_aloha (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 23:58
    เจ็บปวด..
    #1,453
    0
  14. #1452 CoffeeMate (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 23:10
    เกร้ททททททททท เป็นฟิคที่มีศิลปะในการสื่อสารกับคนอ่านมาก เก่งมากกกกก ชอบงานของไรต์มากกกกกกก
    #1,452
    0
  15. #1449 BABY_B_04 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 17:23
    น้ำตาไหลลล ??
    #1,449
    0
  16. #1444 Aom_Safety (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 07:24
    ฮือออ สงสารหมาจังดจ้านายไม่สนใจ
    #1,444
    0
  17. #1442 pim pimmi (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 07:00
    ขนาดนี้ยังม่าได้ ฮืออ
    #1,442
    0
  18. #1441 แบ้กซี่ซู่ซ่าส์ (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 06:47
    ชื่อตอนดูเหมือนจะน่ารักไม่ดราม่าอะ ฮื่อ ;-;
    #1,441
    0
  19. #1440 -[**Jha...JaA**]- (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 06:40
    วันชอตที่น่าเอ็นดู อออ๋อย
    #1,440
    0
  20. #1439 Nathida_pang (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 06:22
    น่าสงสารอ่ะะ
    #1,439
    0
  21. #1438 Baybie0322 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 05:51
    หมาน้อย ... .-. หาคนมาดามใจหมาน้อยที ฮื่อ
    #1,438
    0
  22. #1437 chinkichki (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 01:45
    หว่า แย่จัง ...
    #1,437
    0
  23. #1435 iJunes94 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 01:26
    จริงๆแล้วเรื่องนี้แบ้กเป็นนก 555 นกทั้งคน นกทั้งหมา หมาแบ้กก็นก แบ้กที่เป็นคนก็นก นกบวกนกยังไงก็นก เย้
    #1,435
    0
  24. #1434 miyumyun0203 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 01:08
    แง้งวว ร้องๆไห้เลยเรื่องหมา... สงสาร
    #1,434
    0
  25. #1433 dark chocolate (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 01:01
    ฮืออออ น่ารักมากกกก แต่ก็ยังเศร้าหม่นๆ ตามสไตล์ไรท์เตอร์ ซึ่งเป็นสไตล์ที่เราชอบมาก 5555
    #1,433
    0