{SF,OS} honey lemon juice ♡ ll chanbaek

ตอนที่ 34 : {OS} dream

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,645
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 78 ครั้ง
    3 พ.ค. 61











แด่ทุกความรักที่ยังคงอยู่




.





.







.














คนเราก็ต้องมีเรื่องประหลาดมาเสริมเติมแต่งชีวิตให้มีสีสันใช่ไหม มันเป็นธรรมดาของโลกเรา ใครเขาก็ว่าอย่างนั้น 





อันที่จริงผมเองก็เคยได้ยินเรื่องราวแปลกๆของคนมากมายมานับไม่ถ้วนตลอดช่วงชีวิตที่ยาวนานจนใกล้จะครึ่งร้อยเข้าไปทุกที มันมีหลายสิ่งหลายอย่างเชียวล่ะที่ผมพบเจอมาตลอดตั้งแต่เกิด



บันทึกผ่านทางเว็บไซต์นี้ผมเขียนมาเพื่อต้องการจะพูดอะไรสักหน่อย แต่คุณก็สมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้วิจารณญาณในการอ่าน แม้ผมจะบอกอยู่กรายๆก็เถอะว่ามันเป็นเพียงแค่ความฝันคืนหนึ่งของผมเท่านั้น แต่บางทีอาจจะไม่ใช่



ไม่รู้สิ.. แต่เป็นไปได้ไหมล่ะถ้ามันจะเกิดขึ้นจริง เป็นไปได้มากน้อยเพียงใดที่เรื่องประหลาดในฝันของผมเรื่องนี้จะเกิดขึ้นจริง



ก่อนอื่นขอแนะนำตัวแบบคร่าวๆก่อนแล้วกัน เพื่อที่พวกคุณจะได้อ่านสิ่งที่ผมต้องการถ่ายทอดอย่างเข้าใจชัดเจนมากขึ้น



ผมชื่อชานยอล(ขออนุญาตไม่เปิดเผยนามสกุล) ปีนี้ก็ใกล้จะอายุห้าสิบแล้วอย่างที่ว่าไป ตัวผมก็ไม่ใช่พวกหัวเดียวกระเทียมลีบขาดความรัก ผมมีครอบครัว มีทรัพย์สินทุกอย่าง ซึ่งถ้าให้บอกตรงๆแบบน่าหมั่นไส้ก็ไม่มีความเครียดหรือเรื่องที่น่าปวดหัวนอกจากเรื่องงานซึ่งยังมาเคาะประตูห้องเพื่อเรียกให้ผมไปจัดการอยู่ตลอด



ผมใช้อินเทอร์เน็ตพวกนี้ไม่ถนัดนักหรอก แต่อาศัยลูกชายจัดการให้ เขาบอกให้พิมพ์เหมือนตอนพิมพ์ดีดนั่นล่ะพ่อ ผมจึงเข้าใจขึ้นมามากโขจากเดิม หากไม่จำเป็นก็คงไม่มาใช้มันให้เมื่อยหัวหรอกครับ แต่พอนึกขึ้นได้มันก็อยากจะเล่าให้ใครสักคนฟังเสียจริงๆ



เอาล่ะ พูดเรื่องน้ำๆมามากพอ ถึงเวลาเข้าเนื้อเรื่องเสียที




เรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นกับตัวผม



ผมจำได้ดีว่าวันนั้นคือวันศุกร์ที่ผมหลับไปข้างๆภรรยาเหมือนอย่างเช่นทุกวัน ก่อนจะฝันไปว่าตัวเองเดินอยู่กลางถนนสักที่หนึ่งที่ไม่คุ้นเคย มันไม่คุ้นเคยแค่แว้บแรกเท่านั้นแหละ พอผมเดินไปเรื่อยๆสักระยะ บรรดาบ้านเรือนทั้งหลายก็กระจ่างชัดอยู่ในสมองส่วนกักเก็บความทรงจำ



ตระหนักได้ทันทีว่าคงจะฝันว่าตัวเองกลับไปเป็นหนุ่มอีกครั้งเพราะจิตใต้สำนึกหรืออะไรก็ตาม แต่ผมรู้สึกว่ามันสมจริงแม้กระทั่งความเย็นที่บาดเข้าผิวเนื้อ ซึ่งพอคิดไปคิดมามันอาจจะเป็นเพราะแอร์คอนดิชันเนอร์ที่ทำหน้าที่ได้ดีจนผมเก็บไปฝันเป็นตุเป็นตะหรือเปล่า



แต่ไม่นาน หลักฐานชิ้นที่สองก็ปรากฏขึ้นว่าผมอาจจะไม่ได้ฝันไป



ถ้าฝันว่าตัวเองเป็นหนุ่มอีกครั้ง จะเห็นตัวเองตอนหนุ่มได้ด้วยหรือ?



ผมค่อนไปทางมั่นใจว่าจากมุมมองที่เห็นว่าไอ้ชานยอลตอนประมาณสิบแปดเดินเข้าซอยบ้านมาด้วยท่าทางร่าเริงสดใสตามแบบฉบับ มันคือมุมมองของผมซึ่งก็เป็นผมเอง ภาพสมจริงเสียจนผมยังคิดในใจอยู่เดี๋ยวนี้ว่ามันใช่ นี่คือตัวผม



ซึ่งไอ้เด็กหนุ่มนั่นก็คือผมไม่ต่างกัน



มันเดินผิวปากเข้ามาใกล้พร้อมกับถุงจากร้านของชำปากซอยที่ผมนึกขึ้นได้เดี๋ยวนั้นว่าซอยบ้านเก่ามีร้านพวกนั้นอยู่ แม้ปัจจุบันจะถูกทุบทิ้งเพื่อเปิดเป็นมินิมาร์ทแล้วก็ตามที เด็กหนุ่มชานยอลชะงักเมื่อเห็นผม พร้อมกันกับรอยขมวดคิ้วบางๆที่ปรากฏบนใบหน้าของมัน



“.........”



เราต่างคนต่างเงียบ แต่ผมก็ยังจ้องหน้ามันอยู่แบบนั้น(การเรียกตัวเองว่ามันดูแปลกประหลาดใช่ไหม แต่เอาเถอะ นี่น่าจะเป็นสรรพนามที่ดีที่สุดที่ผมจะเรียกคนที่เด็กกว่าแล้วก็สนิทกันเหลือเกินแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคนที่เด็กกว่าคนนั้นคือตัวผมเอง)



“น.. นาย”



“เรียกตัวเองว่านายหรอ” ผมเผลอถามออกไป เพราะในความฝันจะมาสนใจเรื่องบ้าบอพรรค์นั้นไปทำไมกันว่าใครจะถามอะไรใคร 



“ตัวเอง” มันทำหน้างงเข้าไปอีก “เฮ้ย เดี๋ยวนะ ฉันต้องตาฝาดอยู่แน่เลยเนี่ย--”



“ฉันชานยอลในวัยสี่สิบห้า” 



“..........”



“เธอล่ะ.. ถ้าให้เดานะ ต้องเป็นสมัยอายุสิบแปด”



มันทำหน้างงแล้วก็แปรเป็นตกใจได้ภายในระยะเวลาไม่กี่วิ ชานยอลตอนนั้นเป็นเด็กเกเรพอดู นอกจากเกเรแล้วยังกวนประสาทด้วย ผมรู้ตัวเองดีว่าเป็นอย่างไรแล้วน่าอับอายเพียงใดตอนนึกถึง



“นายจะบอกว่านายเป็นฉัน”



“แน่สิ แล้วไม่ใช่อย่างนั้นหรือไง”



ช่างเป็นคำถามที่โง่เง่าจนไอ้เด็กนั่นถึงกับอึ้งไปถนัด มันเดินเข้ามาใกล้ผมอีกนิดจนเห็นแผลตรงคิ้วมันชัดเจน ดูเป็นแผลสดๆร้อนๆที่มีพลาสเตอร์ปิด อ้อ ที่มุมปากยังม่วงก่ำเลยด้วย สงสัยจะไปต่อยกับใครเขามาอีกตามเคย มองกันอยู่สักพักแล้วมันก็สบถออกมา



“เรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย” มันว่าก่อนจะหันมามองหน้าผม “นี่ ฉันไม่ตลกนะเว้ย นายเป็นฝาแฝดที่พลัดพรากกันไปใช่หรือเปล่าถึงได้หน้าเหมือนฉันขนาดนี้”



“บอกแล้วไงว่าฉันคือชานยอล แล้วเธอเองก็ไม่จำเป็นต้องจริงจังกับความฝันขนาดนี้ด้วย”



“ฝัน” เด็กมันทำหน้างงหนักอีก “ฝันบ้าอะไร นี่มันเรื่องจริง!”



“ถ้าเป็นเรื่องจริงฉันจะย้อนเวลากลับมายืนตรงนี้ได้ยังไง บ้าไปแล้วหรอ” ท่าจะโดนต่อยจนสมองกลับ ตอนนั้นผมคิดว่ามันไม่มีทางเป็นความจริงหรอก การที่ผมหลับแล้วมาตื่นอีกทีสมัยยี่สิบกว่าปีที่แล้วนี่น่ะ



“รู้แล้ว นายต้องเป็นพวกเปลี่ยนหน้าไวๆ สลับหน้าได้แน่เลยใช่ไหม” พูดเองเออเองแล้วยกมือตั้งการ์ดทำท่าจะต่อยผม “ฉันจะไปแจ้งตำรวจ แต่ต้องหลังจากอัดนายให้น่วมก่อนนะ”



เพี้ยนหนักตั้งแต่เด็ก เฮ้อ.. ผมเองก็ไม่ปฏิเสธหรอกว่าเมื่อก่อนตัวเองออกจะเป็นคนปัญญานิ่มไปเสียหน่อย เริ่มมาดีขึ้นตอนที่โตเป็นผู้เป็นคนกับเขาได้



“ตามใจเธอเถอะ” ผมเดินไปใกล้พร้อมกับตบไหล่ตัวเองดังปุๆ ก่อนจะก้าวขาผ่านไอ้เด็กสิบแปดหน้าตาคุ้นเคยนั่นมา กระจกข้างทางบอกได้เป็นอย่างดีว่าผมตอนนี้หน้าตาเหมือนมันเป๊ะ ไม่มีแม้แต่ร่องรอยเหี่ยวย่นตามอายุปรากฏให้เห็น กลับไปเป็นหนุ่มอีกครั้งเหมือนอย่างที่ใครก็ปรารถนา



แม้จะในฝันก็เถอะนะ



“ด.. เดี๋ยวสิโว้ย!” ไอ้ขี้โวยวายซึ่งก็คือตัวผมตอนเด็กยังตามตอแยไม่เลิก มันวิ่งทั่กๆตามมาจนได้ยินเสียงรองเท้ากระทบพื้นชัดเจน “นายมีอะไรมาพิสูจน์ว่านายคือฉัน!”



ผมหยุดเดินทันใดแล้วหันไปสบตากับมันอีกครั้ง ไอ้นี่เป็นพวกชอบเซ้าซี้ถ้ายังไม่ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการจะรู้ ถามว่าทำไมผมทราบน่ะหรอ ก็ผมเคยเป็นมันไง นั่นล่ะคำตอบสุดท้าย



“อยากรู้เรื่องในอนาคตของนายไหมล่ะ”



“.........”



“ฉันจะเล่าให้ฟัง”



ผมวางมือไว้บนไหล่ของมันแล้วเอ่ยบอกข้อเสนอที่สุดคุ้ม เป็นใครก็ย่อมอยากรู้เรื่องของตัวเองในอนาคตกันทั้งนั้นแหละ ยิ่งมันเองที่เป็นคนสมองนิ่มอย่างที่เคยบอกไป มีหรือจะพลาดเรื่องพวกนี้



“ตกลง”



บอกแล้ว.. 



ไม่นานเราก็มานั่งกันอยู่หน้าร้านขายของชำร้านนั้นที่ผมบอก นอกจากจะขายของชำยังขายพวกกาแฟอุ่นๆด้วย ป้าเจ้าของร้านแกดูจะตกใจที่เห็นหน้าเราทั้งคู่เหมือนกันอย่างกับแกะ อ้าปากทำท่าอยากถามอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็เงียบไปเหมือนกำลังช็อคจนพูดไม่ออกแล้วก็เดินไปทำกาแฟให้ลูกค้าขาจรต่อ



“รีบพูดมา” ไอ้เด็กนี่ว่าอีกครั้งทำท่าทางนักเลงจนอยากถีบให้ตกเก้าอี้ ผมยกมือขึ้นเท้าคางบนโต๊ะแล้วก็นึกเรียบเรียงเหตุการณ์ว่าควรจะพูดอะไรกับมันเป็นอย่างแรกดี



“สอบติดมหาวิทยาลัยแล้วนี่ ดีใจด้วยนะ” 



ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งแรกที่ผมพูด



นึกอยากชื่นชมตัวเองมานานแล้ว แม้ว่าในตอนอายุสิบแปดสมัยสอบติดมหาวิทยาลัยใหม่ๆผมจะพูดมันในใจเป็นล้านครั้งแล้วก็เถอะว่าตัวเองช่างเก่งจริงๆ แต่มันคงจะดีกว่าถ้ามีสักคนที่ไม่ใช่คนในครอบครัวมาพูดอะไรแบบนี้ให้



“รู้ได้ยังไง”



“ก็บอกแล้วไงว่าฉันคือเธอ”



“เออๆๆ เล่าต่อสิ” มันพูดเหมือนขี้เกียจจะฟังคำพูดทำนองนั้น ไอ้ผมเองก็ไม่ยี่หระเท่าไหร่



“เธอจะเรียนจบแบบทุลักทุเล เพราะมันเครียด” แล้วก็บอกไปตามที่รู้สึก “เครียดจนสมองจะระเบิด การเป็นสถาปนิกมันไม่ง่ายหรอก ทั้งตอนเรียนแล้วก็ตอนทำงานเลย”



มันทำท่าจะอ้าปากถามอีกครั้งว่าผมรู้ได้ยังไง แต่ผมก็ชิงพูดแทรกขึ้นมาอีกทีเสียก่อน



“กว่าเธอจะหางานทำได้ก็ปาเข้าไปสองปีที่ต้องอยู่กับบ้านไปโดยเปล่าๆปลี้ๆ แต่อย่างน้อยก็ยังดีที่เธอยังพยายามทำมัน” ผมยิ้มบางๆเป็นเชิงชื่นชมตัวเอง “แล้วอีกสามปีถัดจากได้งานประจำ เธอจะแต่งงานเพราะเจอคนที่วิเศษที่สุดในโลกนี้”



ชานยอลในตอนนั้นขมวดคิ้วบางๆแล้วจ้องมองผมที่พูดอนาคตของตัวเองออกไปจนหมด เฮ้อ.. ก็มันเป็นเพียงความฝันที่ผมดันได้มาทำเรื่องสนุกๆ การจะพูดอะไรออกไปมันก็ไม่เห็นยากเสียหน่อย



แล้วคนที่วิเศษที่สุดที่ผมบอก เธอก็วิเศษจริงๆตามนั้น



“ชื่อของเขาล่ะ” เด็กสิบแปดมันเริ่มมีปฏิกิริยาอยากรู้อยากเห็นให้ผมยิ้มเล่นๆแล้ว



“โกฮันบยอล” พูดไปยิ้มไปเมื่อนึกถึงหน้าภรรยาอันเป็นที่รัก “เธอจะเข้ามาในฐานะเพื่อนของเพื่อนซึ่งก็ดันมีไลฟ์สไตล์ตรงกันอย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากคุยกันถูกคอเธอก็จะกลายเป็นภรรยาที่ดี อ้อ.. เป็นแม่ที่ดีของลูกอีกสองคนด้วย”



“ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่ใช่แล้วล่ะ” ชานยอลวัยสิบแปดแค่นหัวเราะ “นายคงเป็นนักมายากลหรืออะไรเทือกนั้นสินะ เพราะที่นายพูดมันไม่มีทางเป็นไปได้เลย”



“หมายถึงอะไร” ผมถามเพราะงงจริงๆครับ อยู่ดีๆมันก็พูดมาแบบนั้นแล้วทำหน้าไม่เชื่อขั้นรุนแรง ทั้งที่ตอนผมพูดถึงมหาวิทยาลัยยังเชื่ออยู่เลย



“ฉันมีแฟนอยู่แล้ว และฉันก็รักแฟนของฉันมาก”



“...........”



“เขาไม่ได้ชื่อโกฮันบยอลอะไรนั่นสักหน่อย” 



“...........”



“เพราะฉะนั้น นายไม่ใช่ฉันหรอก”



ท่าทางมั่นใจและสายตาที่มองมาทางผมเหมือนกำลังจะก่นด่าว่าผมเป็นพวกหลอกลวงกลับกลายเป็นเครื่องมือที่คุ้ยหาเรื่องราวในลิ้นชักของความทรงจำส่วนก้นบึ้งของผมแทน



ตอนอายุสิบแปด.. 



ผมนึกขึ้นได้อย่างชัดเจนนาทีนั้นเองว่าตัวเองหลงลืมบางสิ่งบางอย่างไปเสียสนิท สีหน้าและท่าทางของชานยอลวัยสิบแปดทำให้ผมนึกถึงเด็กคนหนึ่งขึ้นมา ใบหน้าน่ารักที่เลือนลางเหลือเกินในความทรงจำแต่ก็ยังพอจำได้ปรากฏขึ้นมาเหมือนภาพเทาๆที่มีควันฟุ้งกระจายเป็นตัวส่งเสริม เรียกได้ว่าที่ไหนมีชานยอล ที่นั่นต้องจะต้องมีเขา



คนที่ตอนอายุสิบแปดผมชมเชยว่าน่ารักอยู่ทุกวันในหัวใจ



“แล้วเขาอยู่ในล่ะ” 



แล้วผมก็รักเขามากทีเดียว




“บยอนแบคฮยอนน่ะ.. อยู่ที่ไหนหรอ”



อ่านถึงตรงนี้คุณอาจจะสงสัยกันว่าแล้วตกลงคนชื่อแบคฮยอนเขาเป็นใคร หน้าตาเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหนทั้งในอดีตและปัจจุบัน



แต่ผมคงต้องขออนุญาตตัดทุกอย่างเอาไว้เพียงเท่านี้ก่อน เพราะหลังจากที่เอ่ยปากถามตัวเองไปก็เหมือนภาพเบื้องหน้ามันเริ่มจางลงเรื่อยๆ คงจะได้เวลาตื่น ผมคิดแบบนั้น แล้วมันก็จริงเมื่อภาพทุกอย่างกลายเป็นสีดำสนิท ก่อนที่ผมจะค่อยๆลืมตามองเพดานห้องของตัวเอง



หกโมงเช้าวันนั้นผมตื่นขึ้นมาโดยมีความคิดฝังอยู่เต็มหัวเกี่ยวกับเรื่องฝันเมื่อคืน หากคุณเคยฝันถึงอะไรสักอย่างที่สมจริงมากๆทั้งบรรยากาศและความรู้สึกก็คงจะเป็นเหมือนกัน



เป็นประจำที่ผมต้องไปส่งลูกๆที่โรงเรียนก่อนจะเดินทางไปทำงาน ส่วนภรรยาก็ขับรถอีกคันหนึ่งไปเพราะที่ทำงานของเธออยู่คนละทางกับผม บอกตามตรงว่าทั้งวันนั้นผมแทบจะไม่มีกะจิตกะใจจะทำงานอะไรเลย ได้แต่นั่งคิดถึงฝันเมื่อคืนที่ผมจำได้เกือบจะทุกฉากทุกตอน



กระทั่งตอนที่ไปรับลูกกลับบ้านด้วยกันก็ยังคิดอยู่ตลอดว่าคืนนี้จะเป็นไปได้ไหมถ้าผมจะฝันถึงเรื่องเดิมอีกครั้งหนึ่ง



เผื่อว่าผมจะได้เจอเขาคนนั้นอีกครั้ง



“นอนแล้วหรอคะคุณ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า” ภรรยาของผมเอ่ยถามตอนที่ผมอาบน้ำเตรียมตัวนอนเต็มที่ ขณะที่เธอยังนั่งดูละครหลังข่าวอยู่ตรงห้องนั่งเล่น



ผมพยักหน้ายิ้มๆและไม่ได้ตอบอะไร บอกไปแค่ว่าเหนื่อยนิดหน่อยเท่านั้นก่อนจะเดินขึ้นมาในห้องนอน ที่เธอถามเพราะตอนนี้ยังไม่ถึงเวลานอนของคนในบ้านเลยด้วยซ้ำ แต่ผมอยากจะรู้เร็วๆเท่านั้นน่ะครับว่าคืนนี้จะฝันต่ออีกหรือไม่



แล้วแน่นอน.. ความฝันของผมไม่ได้หยุดเพียงแค่คืนนั้น 



ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสในการฝันต่ออีกครั้งหนึ่ง คราวนี้มาหยุดอยู่ที่ถนนเส้นไหนไม่รู้แต่มันเป็นตอนกลางคืน เดาว่าเป็นเทศกาลอะไรสักอย่าง แสงจากข้างทางกับร้านรวงวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด ผู้คนเองก็เยอะตามกันไปเช่นเดียวกัน



แต่ถึงจะเยอะแค่ไหน ไอ้ตัวสูงหูกางๆที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ไม่สามารถรอดพ้นสายตาผมไปได้หรอก



ชานยอลวัยสิบเก้ายืนอยู่ตรงนั้น(ผมเพิ่งรู้ว่าเวลาผ่านมาแล้วหนึ่งปีจากฝันคราวแรกหลังจากได้ถามไถ่จากมัน) หน้าร้านขายขนมพุงออปังซึ่งคนค่อนไปทางเยอะ เห็นมันยืนล้วงกระเป๋าเหมือนรอใครสักคนอยู่ แต่ผมก็ไม่ลังเลจะเดินเข้าไปหา พร้อมกับวางมือบนไหล่มัน



“เฮ้ย!” มันหันมามองแล้วทำตาเหลือก “น.. นายอีกแล้วหรอวะ!”



ผมยักคิ้วไปเล็กน้อย เริ่มรู้วิธีเข้าหาไอ้เด็กนี่แล้วซึ่งก็คือการทำตัวให้กลับไปเป็นวัยรุ่นอีกครั้งหนึ่ง ยังดีที่มันจำได้ว่าเคยเจอผมมาก่อน



“อือ โชคดีที่ฝันต่อได้”



“ฝันบ้าอะไร บอกแล้วไงว่าไม่ใช่ฝัน!” ไอ้เด็กนี่ว่า มันหันซ้ายหันขวาแล้วเอ่ยบอกผมด้วยเสียงเบาๆ “แล้วนี่มายืนข้างๆฉัน เดี๋ยวคนรู้จักฉันมาเห็นเข้าก็ตกใจกันหมดพอดีสิวะ”




“ชานยอล ทำอะไรหรอ”



ยังไม่ทันที่ผมจะได้อ้าปากตอบมันเสียงใสๆก็แว่วมาให้ได้ยิน 



มันเป็นเสียงที่ผมไม่คุ้นเท่าไหร่นักหรอกครับ แน่นอนล่ะว่าเวลามันผ่านไปตั้งยี่สิบกว่าปี ครั้งสุดท้ายที่ได้ยินก็ผ่านมานานมากๆแล้วจนถ้าได้ยินอีกทีคงจำไม่ได้แน่นอน ถ้าหากว่าไม่ได้โผล่ใบหน้ามาให้เห็นด้วยน่ะนะ



แต่ตอนนี้เขาดันโผล่หน้าผ่านไหล่ชานยอลวัยสิบเก้าเพื่อมองหน้าผมนี่สิ



ผมไม่กล้าบรรยายความรู้สึกตอนที่ได้เห็นหน้าเขามากนัก อย่างที่บอกว่ามันเป็นความฝันที่สมจริงเหลือเกินรวมทั้งความรู้สึกของผม แต่ถ้าหากจะได้เปรียบเทียบกับอะไรสักอย่าง มันเหมือนกับว่าเราได้เจอสิ่งของที่มีค่าต่อความทรงจำ ซึ่งทำหายไปนานมากแล้วแต่เพิ่งจะหาเจอ



แล้วก็.. เป็นตอนนั้นเองที่ผมเพิ่งจะหาเจออย่างที่ว่า



คนตัวเล็กปากนิดจมูกหน่อย ดวงตาเรียวๆของเขาน่ารักโดยเฉพาะหางตาที่งุ้มลง แก้มยุ้ยๆกับผิวขาวๆมันเข้ากันได้ดี และยังคงเป็นแบบนั้นไม่ว่าจะเห็นอีกกี่ครั้งก็ตาม



เขากระพริบตาสองสามครั้ง มองผมสลับกับชานยอลวัยสิบเก้าที่ยืนหน้าซีดไปแล้ว ผมหัวเราะหึในลำคอ มองใบหน้าเรียวเล็กนั่นอีกครั้งแล้วยิ้มออกมา



“แบคฮยอน”



พร้อมกับเอ่ยชื่อเขา เป็นครั้งที่สองในรอบยี่สิบกว่าปี



“อ.. เอ่อ แบคฮยอน อย่าไปฟังมันนะ!” ไอ้เด็กชานยอลหันไปมองคนตัวเล็กแล้วละล่ำละลักตอบ “มันเป็นโจรแหงๆ ฉันไม่มีฝาแฝด มันจะมาหน้าเหมือนฉันได้ไงว่าไหม”



ส่วนแบคฮยอนก็ยังมองหน้าผมอยู่อย่างนั้นไม่ได้ละสายตาไปไหน เขายังคงน่ารักทุกการกระทำจนผมไม่สามารถหุบรอยยิ้มของตัวเองได้เลย โอ้.. ขอโทษทีครับ ผมชมเขาบ่อยเกินไปหน่อยแล้วใช่ไหม 



แต่เขาน่ารักจริงๆนะ



“เดี๋ยวก่อน” ดูเหมือนแบคฮยอนจะไม่ฟังอะไรชานยอลวัยสิบเก้าเลย เขาเดินเข้ามาหาผมจนระยะห่างของเราใกล้ขึ้นเรื่อยๆ.. เรื่อยๆ..



แล้วเขาก็เอ่ยออกมา



“ชานยอลหรอ”



“อื้ม ใช่” ผมพยักหน้าตอบรับคำถามของเขา “ชานยอล.. ในอีกยี่สิบกว่าปีข้างหน้าน่ะ”



ตอนแรกผมกลัวมากว่าจะได้รับคำพูดย่ำแย่จากเขาไหม จะถูกเขามองแปลกๆเหมือนอย่างที่ไอ้ชานยอลวัยสิบเก้ากำลังมองอยู่ตอนนี้หรือเปล่า แต่ไม่เลย แบคฮยอนทำแค่ยิ้มบางๆเท่านั้น



เขายังคงเป็นเขา คนที่อ่อนโยนยิ่งกว่าใครในโลกนี้



“ดีใจที่ได้เจอนะ” แล้วเขาก็ว่าอย่างนั้น



ผมไม่สามารถบรรยายทุกอย่างออกมาเป็นคำพูดได้ว่าผมรู้สึกอย่างไร(อีกครั้งและอีกครั้ง) แต่มันเป็นความตื้นตันจนผมต้องคว้าตัวของเขาเข้ามากอดไว้ ซบหน้าลงไปกับลาดไหล่บอบบาง ไม่สนใจคำโวยวายของเด็กชานยอลวัยสิบเก้าที่ยืนอยู่ตรงนั้นว่ามากอดแฟนมันทำไม



ผมไม่ได้ร้องไห้มานานแค่ไหนแล้วนะ.. คงนับตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าจะได้เป็นพ่อคน และครั้งใหม่ล่าสุดก็คือครั้งนี้



“ฉันคิดถึงนาย” ผมพูดออกไปด้วยเสียงอู้อี้อย่างอดไม่ได้อีกครั้งหนึ่ง พูดออกไปเองอย่างอัตโนมัติ เป็นคำพูดที่ติดค้างในใจตั้งแต่ฝันคราวก่อนแล้ว



รับรู้ได้ถึงแรงที่กอดตอบกลับมาและลูบหลังเบาๆ แบคฮยอนไม่ได้ผลักผมออก เขาเชื่อว่าผมคือชานยอลในอนาคตจริงๆ แบคฮยอนไม่เคยมีข้อแม้กับผมเลยไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม ตั้งแต่สมัยที่เรายังคบกัน แล้วในวันนี้ก็ยังเป็นแบบนั้น



“เฮ้ย.. น้อยๆหน่อยเถอะ” ไอ้เด็กชานยอลพูดด้วยเสียงที่อ่อนลง สงสัยคงจะเชื่อแล้วว่าผมเป็นมันเพราะผมดันร้องไห้ออกมาซะอย่างนั้น ช่างสิเพราะนี่มันความฝัน ผมไม่ได้แคร์หรอกว่าจะเสียหน้าหรือเสียฟอร์มไปมากเท่าไหร่จากการร้องไห้ในครั้งนี้



ขอให้ได้บอกเขาหน่อยก็แล้วกันว่าผมคิดถึงเขามากจริงๆ



ถัดจากนั้นก็ไม่ได้มีอะไรมาก ต่างคนก็ต่างพูดอะไรไม่ออก แต่แบคฮยอนก็ยังทำหน้าที่ลูบหลังลูบหัวผมให้หยุดร้องไห้เสียที เราพากันเดินมายังหน้าบ้านของแบคฮยอนที่อยู่ซอยติดกันกับบ้านเก่าของผม



“ส่งตรงนี้ก็พอ” แบคฮยอนหันมาบอก “ขืนนายสองคนเข้าไปในบ้านพร้อมกัน พ่อกับแม่ฉันต้องตกใจจนเป็นลมไปเลยแน่ๆ”



เห็นว่าดึกแล้วและผมเองก็รู้ดีว่ายังไงก็ต้องได้เจอแบคฮยอนอีกครั้ง ไม่รู้ไปเอาความมั่นใจนั้นมาจากไหน แต่พอแผ่นหลังเล็กๆหายเข้าไปในบ้าน ผมก็เลี่ยงหันหลังเดินกลับมาโดยไม่ได้สนใจเด็กชานยอลวัยสิบเก้าอีก



“เฮ้ย เดี๋ยวก่อนดิ” แล้วมันก็วิ่งตามมาอย่างที่คาด “ขอถามเรื่องของฉันในอนาคตหน่อยได้ไหม”



“ไหนตอนแรกเธอบอกไม่เชื่อ”



“ก็.. มันยากที่จะเชื่อไหมล่ะ” มันยกมือขึ้นเกาแก้ม “แต่พอคิดไปคิดมาฉันเองก็ไม่มีฝาแฝด อย่างนั้นมันจะมีใครล่ะที่หน้าเหมือนฉัน นอกจากตัวฉันเอง”



ผมยินดีที่เขาเชื่อสักทีว่ามันเป็นอย่างนั้น สุดท้ายแล้วพวกเราก็มาหยุดยืนอยู่ริมถนนที่ค่อนข้างมืด เอาหลังพิงกำแพงรั้วบ้านหลังหนึ่งเอาไว้ เป็นอย่างที่คิดไว้ว่าเดี๋ยวไอ้เด็กชานยอลต้องหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบแน่ แล้วก็ไม่ผิด



“ไม่ห้ามฉันหน่อยหรอ ฉันกำลังจะทำให้ปอดทั้งของตัวเองกับของนายพังนะ” มันถามทั้งที่ปากก็ยังคีบบุหรี่เอาไว้แบบนั้น



ส่วนผมก็ส่ายหัวกลับไป



“เดี๋ยววันหนึ่งเธอก็จะเข้าใจมันเอง” ในอนาคตผมจะเลิกบุหรี่เพราะโตพอจะรู้แล้วว่ามันจะทำให้สุขภาพย่ำแย่มากเพียงใด



ชานยอลวัยสิบเก้าหัวเราะหึในลำคอ เขาสูบมันเข้าปอดก่อนจะพ่นออกมา ผมในอดีตก็เคยทำแบบนั้นเช่นกัน



“ปีที่แล้วอยู่ดีๆนายก็หายไป” มันเอ่ยบอก “ฉันแค่หันหลังไปมองอะไรสักอย่าง พอหันกลับมาอีกทีฝั่งตรงข้ามก็ไม่มีนายอยู่แล้ว”



คงหมายถึงตอนที่ผมตื่นจากฝันพอดิบพอดี ตอนที่มันบอกผมคิดว่าเรื่องนี้มันตลกจัง ในความฝันยังมีเรื่องราวโยงกันขนาดนั้นเลยหรือไง



“แม่เป็นยังไงบ้างหรอ” มันถามออกมาขณะที่ยืนทิ้งสะโพกพิงกับกำแพง



“แก่ลงมาก แต่ก็สบายดี” 



“หรอ.. แล้วพี่ยูราล่ะ”



“ไปทำงานที่ต่างประเทศน่ะ นานๆจะกลับมาเกาหลี”



“หือ โง่อังกฤษแบบเธอน่ะนะ” 



“ฉันเพิ่งรู้ว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงกันได้ก็สักประมาณอายุยี่สิบห้า ตอนที่พี่ยูราขยันเรียนภาษาอังกฤษแบบเอาเป็นเอาตายนั่นแหละ”



“........”



“คำว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงได้น่ะ เธอคงเข้าใจใช่ไหม”



ผมถามตัวเองไปอย่างนั้น ในขณะที่มันก็ชะงักเช่นเดียวกัน เงียบไปนานจนได้ยินเสียงรถดังจากที่ไกลๆเชียวล่ะครับ เหมือนมันกำลังคิดอะไรในหัวสักอย่าง แล้วจึงพูดออกมา



“นายคงหมายถึงเรื่องแบคฮยอน”



“ทุกเรื่อง รวมถึงเรื่องของแบคฮยอนด้วย” ผมพรูลมหายใจออกมานิดหน่อย “ฉันเข้าใจนายดีกว่าใคร.. ไม่เคยมีสักครั้งที่คิดว่าถ้าวันพรุ่งนี้ไม่มีแบคฮยอนมันจะเป็นยังไง”



“.......”



“นั่นเป็นเพราะเรากำลังยึดติดกับอะไรสักอย่างมากเกินไปหรือเปล่า”



เหมือนกับว่าผมกำลังถามตัวเอง เพราะมันเป็นเรื่องจริงที่ว่าตั้งแต่เจอแบคฮยอน ตั้งแต่ที่เราได้ใช้วันเวลาร่วมกันเยอะมากๆในขณะหนึ่ง ทำให้ผมไม่สามารถจินตนาการถึงวันที่ไม่มีแบคฮยอนอยู่ได้เลย



“แล้วฉันในอนาคต จะไม่คิดถึงแบคฮยอนเลยงั้นหรอ”



“.......”



“ถ้าเรื่องที่นายบอกว่าฉันจะได้แต่งงานกับคนอื่น.. แล้วแบคฮยอนอยู่ที่ไหนล่ะ”



สายตาคาดหวังของมันเหมือนต้องการให้ผมพูดออกไปว่าแบคฮยอนยังคงวนเวียนอยู่ใกล้ๆไม่ไปไหน แน่นอน.. เรื่องที่ไม่ได้ลงเอยกันมันก็หนักหนาอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างไรเสียการที่ยังได้เป็นเพื่อนกันหรือติดต่อกันและกันบ้างมันก็น่าจะดีกว่า



ซึ่งผมรู้สึกเสียใจ



“ฉันไม่ได้คุยกับแบคฮยอนมายี่สิบกว่าปีแล้ว”



ที่ต้องบอกตัวเองไปแบบนั้น



แววตาผิดหวังเหลือเกินจากชานยอลในวัยสิบเก้าพร้อมกับความเจ็บปวดที่แผ่ออกมาจากตัวของมันเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมได้เห็นในฝันคืนนั้น ผมลืมตาตื่นขึ้นมาที่เก่าเวลาเดิม รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันทีเมื่อสิ่งแรกที่นึกได้คือใบหน้าของแบคฮยอน



ผมขอเล่าถึงแบคฮยอนก่อนก็แล้วกัน พวกคุณคงจะสงสัย



เขาเป็นเพื่อนบ้านของผมสมัยเด็กๆ เราเรียนและเติบโตมาด้วยกัน พักหนึ่งเขาก็ย้ายบ้านไปอยู่ซอยข้างๆ แต่เราก็ยังได้เจอกันที่โรงเรียนเป็นประจำ ผมไม่แน่ใจนักว่าเมื่อไหร่ที่เราเริ่มรู้สึกสนใจซึ่งกันและกัน แต่วันหนึ่งเราก็ตกลงคบหากันแบบคนรัก



ผมค่อนข้างเกเร แบคฮยอนต้องคอยทำแผลที่หน้าให้ผมตลอดนั่นแหละ เขาขอร้องแล้วขอร้องอีกว่าอย่าไปมีเรื่องอีกเลยได้ไหม แต่ผมก็ยังดื้อดึงไม่ฟังเขาอยู่อย่างนั้น ถือคติว่าขนาดแม่ผมขอให้เลิกผมยังไม่เลิก แล้วแบคฮยอนเป็นใครกัน



เพราะเราสนิทกันมากเกินไป จนผมเผลอละเลยเขา



การฝันสองวันติดทำให้ผมคิดแต่เรื่องราวเก่าๆระหว่างเรา ตอนที่ทำอะไรต่อมิอะไรร่วมกัน ตอนที่เขาหัวเราะให้กับมุกฝืดๆของผม หรือแม้กระทั่งตอนที่ผมเผลอร้องไห้ออกมาเมื่อเขาทำเป็นลืมวันเกิด แต่สุดท้ายก็มาเซอร์ไพร์สพร้อมเค้กปอนด์ถึงหน้าบ้าน



แน่นอนครับ มันเป็นความทรงจำที่ดีเกือบทั้งนั้น



เพราะอยากเห็นความทรงจำพวกนั้นอีกครั้งจึงเข้านอนแต่หัววันเช่นกันในคืนถัดมา บอกภรรยาว่าเหนื่อยอีกเหมือนเคย ก่อนจะพยายามข่มตาอยู่เป็นชั่วโมงกว่าจะหลับ




แต่ผมไม่ฝันแล้ว



ผมไม่ฝันต่อถึงตัวเองในวัยสิบเก้าหรือแม้กระทั่งแบคฮยอน หัวสมองของผมโล่งไปเลยขณะหลับ ไม่ได้ตื่นขึ้นมาเพื่อเจอตัวเองยืนอยู่เหมือนเคย แต่ตื่นมาเพื่อพบกับเพดานห้องสีขาวๆโล่งๆซึ่งก็คือห้องนอนของตัวเอง และคนแรกที่พบเจอก็คือภรรยา



ผมคิดว่ามันอาจจะมีอะไรผิดพลาด คืนถัดมาผมจึงเข้านอนเร็วอีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็เป็นแบบเดิม



หลายเดือนทีเดียวที่ผมไม่ได้ฝันถึงเรื่องราวในอดีต ผมตีอกชกหัวตัวเองอยู่แบบนั้นพร้อมกับอารมณ์ที่ขุ่นมัว พยายามนึกใบหน้าของแบคฮยอนให้แจ่มชัดอยู่ในสมองเพราะผมไม่มีแม้กระทั่งรูปถ่ายของเขาสักใบเอาไว้ดูต่างหน้า เป็นธรรมดาที่เราจะลืมความฝันของตัวเอง และภาพของแบคฮยอนก็เริ่มจางหายไปเรื่อยๆ



ตาดวงเล็กน่ารักเริ่มหายไปทีละน้อย.. ริมฝีปากเล็กจิ๋วที่ชอบยัดอาหารคำโตๆเข้าไปนั่นด้วย ไหนจะรอยยิ้มของเขาอีก



ทุกอย่างเริ่มหายไป



ผมโมโหและน้ำตาคลอเบ้าในคืนหนึ่ง เมื่อท้ายที่สุดแล้วพยายามจะนึกถึงใบหน้าของแบคฮยอนอย่างไรก็นึกไม่ออก นับเป็นอีกครั้งที่เขาหายไปจากความทรงจำของผม ยกเว้นชื่อที่ยังคงเหลือเอาไว้



ความทรมานกัดกินผมอยู่อย่างนั้น ผมเงียบลงและใส่ใจครอบครัวน้อยลงไปด้วยเช่นกัน พวกเขาคิดว่าผมไม่สบาย พยายามจะพาไปพบแพทย์อย่างเดียว แต่ผมไม่ได้เป็นอะไรเสียหน่อย



อ่านมาถึงตรงนี้คุณอาจจะคิดว่ามันคงจบลงแค่ตรงนี้ แต่ไม่ใช่หรอกครับ เพราะคืนวันหนึ่งขณะที่ผมกำลังทุกข์ทรมานกับความทรงจำของตัวเองเหมือนอย่างทุกครั้ง ลิ้นชักในสมองของผมก็เริ่มทำงานอย่างกับรู้ว่าผมกำลังเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด




เพราะผมเริ่มฝันต่ออีกครั้งหนึ่งแล้ว



ผมยินดีจนไม่สามารถกลั้นน้ำตาในความฝันไว้ได้ ความสมจริงทำให้ผมรู้สึกชื้นบริเวณแก้มเพราะมันคือน้ำตาจริงๆ ตรงหน้าของผมคือแผ่นหลังของแบคฮยอน ห้องนอนที่ผมจำได้ว่าไม่ใช่ห้องของผมก็คงจะเป็นห้องของเขาด้วยเช่นกัน



เขากำลังเก็บของลงในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่วางไว้ตรงหน้า



“แบคฮยอน”



คนตัวเล็กสะดุ้งจนตัวโยน เขาหันมาหาผมที่นั่งอยู่บนเตียงของเขาแล้วเบิกตากว้าง คงนึกสงสัยว่าผมเข้ามานั่งตรงนี้ได้อย่างไร



“ชานยอล” เขากระพริบตาถี่ๆ “นายควรจะอยู่ที่มหาวิทยาลัยสิ มาที่นี่ได้ยังไง”



ผมไม่ได้ตอบอะไรไปเพราะกำลังพินิจพิเคราะห์ใบหน้าของเขาอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง แบคฮยอนน่ารัก.. น่ารักมากจริงๆ ผมยังคงยืนยันคำเดิมว่าเขาเป็นคนที่น่ารักที่สุดคนหนึ่งในชีวิตของผมเท่าที่เคยเจอ ผมลุกขึ้นยืนแล้วค่อยๆก้าวเท้าเดินเข้าไปให้ใกล้เขามากขึ้น แบคฮยอนไม่ได้มีท่าทางตื่นกลัว เขากลับยืนนิ่งๆแล้วจ้องมองผมอยู่อย่างนั้น



“ร.. หรือ..”



“ใช่” ผมพยักหน้ากลับไป “ฉัน.. ชานยอลในอนาคต”



เขาออกจะตกใจเหมือนอย่างที่ผมคิดเอาไว้ แต่สุดท้ายแล้วก็คลี่ยิ้มบางๆออกมาแทน มันคงจะเป็นความรู้สึกอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาเชื่อว่าผมมาจากอนาคตจริงๆ ผมหลุบตามองกระเป๋าเดินทางของเขาที่ถูกจัดของเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ แล้วจึงเอ่ยบอกกับเขา



“นายกำลังจะทำให้ตัวฉันในอดีตเสียใจ.. รู้ใช่ไหม”



สิ้นคำถาม หยดน้ำตาหยดแรกของเขาก็ไหลลงมาตามแรงโน้มถ่วง ผมไม่เคยเห็นแบคฮยอนร้องไห้เลยแม้แต่ครั้งเดียวตั้งแต่เป็นอยู่ด้วยกันมา เขาเป็นคนตัวเล็กที่เข้มแข็งมาก และผมนับถือเขาในใจมาโดยตลอด



“อย่าไปเลยได้หรือเปล่า” ผมถามแล้วจับมือของเขาไว้ “นายรู้ไหมว่าฉันจะใจสลายมากแค่ไหนถ้านายไป”



“........”



“รู้ไหมว่าฉันจะร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังอยู่เป็นเดือน ฉันจะขังตัวเองอยู่ในห้องเป็นอาทิตย์ เมาหัวราน้ำแล้วก็ไม่ยอมไปเรียน การติดต่อสื่อสารกันมันยากมากๆเพราะนายไม่ได้ทิ้งช่องทางอะไรไว้ให้ฉันเลย และหลังจากนั้นจะตามหานาย แต่หาให้ตายยังไงก็หาไม่เคยเจอ”



ถึงแม้จะเป็นแค่ความฝันก็เถอะ แต่ผมอยากบอกเขาจริงๆ



“เราไปยกเลิกเที่ยวบินได้ไหม ร.. หรืออย่างน้อยนายจะไปหาฉันที่มหาวิทยาลัยแล้วบอกฉันทีได้หรือเปล่าว่านายกำลังจะไป”



ผมร้องไห้อีกแล้ว



“ฉันจะทรมาน”



“.......”



“วันนี้พอตัวฉันในอดีตกลับมาที่บ้านแล้วได้ยินข่าวของนาย.. ฉันจะทรมาน เหมือนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน”



เหมือนอย่างที่ผมเคยทรมานมาตลอด



“เพราะฉะนั้น.. ขอร้องเถอะนะแบคฮยอน”



“......”



“อย่างน้อยก็ไปบอกตัวฉันทีได้ไหมว่านายจะไป.. อย่าทำแบบนี้เลย”



เหมือนกับว่าเราสองคนแข่งกันร้องไห้แบบไร้เสียง มีเพียงหยดน้ำตาที่ไหลลงมาประชันกันเท่านั้น ผมจับมือเขาเอาไว้ อธิบายถึงเรื่องที่ควรจะบอกไปทั้งหมด เผื่อว่ามันจะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง



แต่พอเขาพูดประโยคถัดมา.. ก็ทำให้ผมรู้ว่าทุกอย่างย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลา




“อย่าพยายามแก้ไขอดีตที่ผ่านมาเลยชานยอล”



คราวนั้นที่ผมกลั้นก้อนสะอื้นต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว



“ทุกอย่างมันมีวันเวลาของมัน.. เหมือนอย่างวันนี้ มันคงถึงเวลาที่ฉันต้องบอกนาย แม้จะผ่านไปนานแค่ไหนแล้วนะ ยี่สิบกว่าปีแล้วใช่ไหม”



“......”



“ที่ฉันตัดสินใจทำแบบนี้เพราะฉันไม่อยากให้นายเจ็บปวดนานเกินไป ไม่อยากให้นายจมปลักอยู่กับฉันที่ต้องไปอยู่ที่นั่น แล้วอาจจะไม่ได้กลับมาอีก.. หรือแม้กระทั่งได้รักกันอีกครั้ง”



“......”



“เพราะฉะนั้น.. อย่านึกแก้ไขอะไรเลยนะ” เขายิ้มออกมาบางๆ “ที่ผ่านมาฉันมีความสุขมาก ฉันเชื่อว่านายเองก็คงเหมือนกัน เราใช้เวลาด้วยกันเยอะมากแล้ว แต่มันก็ถึงเวลา”



“......”



“ในอนาคตนายต้องได้เจอใครสักคนที่ดีกว่าฉันแน่นอน พูดแบบนี้ถูกหรือเปล่า” 



ผมเงยหน้ามองเขาก่อนจะกอดเขาเอาไว้จนเต็มรัก ผมร้องไห้ออกมาซ้ำๆจนเหมือนน้ำตาใกล้จะหมดตัวเข้าไปทุกที เขาพูดถูก เพราะสุดท้ายแล้วในอีกยี่สิบกว่าปีข้างหน้าผมก็จะมีครอบครัว มีภรรยาและลูกๆที่ต้องดูแล



ผมไม่สามารถแก้ไขอดีตได้อีกต่อไปแล้ว



“เราจะเจอกันอีกครั้งไม่ได้แล้วอย่างนั้นหรอ”



“ได้เสมอถ้านายต้องการ” เขายิ้มด้วยรอยยิ้มที่ผมชอบมันมากที่สุด “ฉันรักนายนะ”



"......"



"ฉันไม่รู้หรอกว่าในอนาคตมันจะเป็นยังไง แต่ตอนนี้ฉันรักนาย แค่นั้นก็น่าจะพอแล้ว"



ถ้อยคำบอกรักแบบเป็นทางการครั้งแรกที่ผมไม่เคยได้ยินจากเขามาก่อนออกมาจากปากของเขา ผมยิ้มอีกครั้งหนึ่ง และแม้ในอดีตจะเคยบอกรักเขาไปแล้วเป็นล้านๆหน แต่ผมก็จะพูดอีกครั้ง



“ที่ฉันไม่เคยบอกเลยคือนายน่ารักมาก นายน่ารักซ้ำๆทุกวัน ขนาดย้อนกลับมาเจอกันอีกครั้งฉันก็ยังคิดแบบนั้น” ผมยิ้มบางๆ “ส่วนที่เคยบอกไปแล้วก็จะบอกอีก”



“......”



“ฉันก็รักนาย”



สิ่งสุดท้ายที่ผมได้เห็นจากบยอนแบคฮยอนคนนั้นคือรอยยิ้มที่แสนสดใสที่ตราตรึงอยู่ในใจของผมจนกระทั่งตอนนี้ น่าแปลกที่ผมไม่ลืมมันอีกแล้วทั้งที่ก็ผ่านมาเป็นเดือน ผมยังจำรอยยิ้มของเขาได้อยู่ไม่เคยจางหายไป ถึงแม้จะไม่ได้ฝันถึงตัวเองในอดีตต่อแล้วก็ตาม..



ว่าแต่ตกลงผมฝันหรือเปล่านะ?



คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเจออะไรเทือกนี้มาก่อนแต่ก็จำไม่ได้แล้ว เอาเป็นว่าผมมีเรื่องอยากจะขอร้องสักหน่อยครับ ผมอยากอาศัยช่องทางนี้ในการประกาศตามหาใครสักคนหน่อยจะได้ไหม ผมก็แค่อยากจะเจอเจ้าของรอยยิ้มที่ตราตรึงในใจอีกครั้งก็เท่านั้นเอง



ประกาศ


ตามหาคนชื่อบยอนแบคฮยอนครับ เขาสูงประมาณร้อยเจ็ดสิบกว่าๆจากครั้งสุดท้ายที่เราเจอกัน หน้าตาน่ารักมากเลยทีเดียว อ้อ.. เขามีขี้แมลงวันที่มุมปากด้านบนข้างขวาด้วยครับ หากมีใครพบเจอคนที่ลักษณะทำนองนี้รบกวนเอากระทู้นี้ให้เขาอ่านทีนะ ถ้าเขาบอกว่าใช่ก็คงจะใช่



บอกเขาด้วยครับ ว่าผมอยากเจอเขามากทีเดียว



หวังว่าจะได้พบกันอีกครั้งนะ แบคฮยอน : )



P.Chan-Yeol

12 กรกฎาคม 2560





































ความคิดเห็นที่ 64


คุณอาของผมเคยเล่าเรื่องทำนองนี้ให้ฟังเหมือนกันครับ

เขาบอกคร่าวๆว่าคนรักของเขาเคยย้อนมาจากอนาคต ขอร้องให้เขาไม่ไปต่างประเทศ แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องไปเพราะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ 

ทีแรกผมคิดว่าเขาพูดเพ้อเจ้อเสียอีก แต่ทำไมมันถึงตรงกับเรื่องของคุณขนาดนี้ล่ะครับ?

คุณอาของผมมีความจำเป็นต้องย้ายตามที่บ้านไปเรียนต่อที่สวิตเซอร์แลนด์ตอนอายุยี่สิบ เขาขาดการติดต่อกับญาติที่เกาหลีไปพักหนึ่งเลย เพิ่งย้ายกลับมาเมื่อสิบปีที่แล้วเองครับ

เขาสูงประมาณร้อยเจ็ดสิบนิดๆ หน้าตาน่ารักจริงๆอย่างที่คุณว่า แถมยังมีขี้แมลงวันที่มุมปากขวาข้างบนอีก

คงใช่แล้วแหละครับ เพราะเขาก็ชื่อบยอนแบคฮยอนด้วย

ถ้าคุณต้องการพบเขาอีกครั้งจริงๆ รบกวนติดต่อมาทางกล่องข้อความทีนะครับ

ผมคิดว่าเขาเองก็อยากจะพบคุณไม่แพ้กันเลย


สุดท้าย.. ยินดีด้วยนะครับ :  )


O.Se-hun


20 กรกฎาคม 2560














แด่ทุกความรักที่ยังคงอยู่







end










TALK:

ชอบเรื่องนี้มาก ;-; แต่งเองชอบเองนี่แหละ

ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลาค่ะ ส่วนตอนจบทิ้งไว้ให้คิดต่อเองว่าจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้างนะ..





#น้ำผึ้งมะนาวCB



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 78 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,420 ความคิดเห็น

  1. #3216 Reenazz_Ireen (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2561 / 15:39
    น้ามตาาาา
    #3,216
    0
  2. #3182 Ms.MISOYaa (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 12:06
    กลับมาอ่านอีกก็ยังอยากร้องไห้อีก;-;
    #3,182
    0
  3. #1372 toonny_do (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2559 / 00:18
    สนุกอ่ะอ่านไปลุ้นๆไป ใครเป็นใครยังไง แบคเคยคบกับพี่ชาน? แบคหายไปไหน รอนะคะ
    #1,372
    0
  4. #1368 bbbbbbbys (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2559 / 00:41
    หืมมมมชานจะตายยย ยังไงงงง
    #1,368
    0
  5. #1362 delight_tt (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 / 02:10
    อ่านแล้ว ก็ได้แต่อุทานว่า เอ้า เอ้า เอ้าาาาา อะไรรรรรรรร๊ ทำไมมมมมมมมม๊ 555555555
    #1,362
    0
  6. #1356 SkyApril (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2559 / 14:01
    หรือแบคก็ตายไปแล้วเหมือนกัน !?!
    #1,356
    0
  7. #1355 BelleRatta (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2559 / 03:05
    มีเรือผีของเราด้วยเรื่องนี้ยองโฮกับแบคฮยอน โอ้ยย ขอบคุณมากค่ะ แม้จะมาเป็นตัวประกอบ(?)
    #1,355
    0
  8. #1354 baby-bee2 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2559 / 21:12
    พี่ลู่มารับเร็วไปมั้ย นี่คือชานกะแบคยังไม่เข้าด้ายเข้าเข็ม เอ้ย เข้าจงเข้าใจ อะไรกันเลย ชานจะตายชะแล้ว อีกอย่างหนึ่งคือแบคไปไหน แอบหวั่นๆว่าบางทีแบคเองก็อาจจะตายแล้วอะไรแบบนี้...
    #1,354
    0
  9. #1350 เดียร์เมฆ (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 / 22:11
    แบคไปไหน ชานไปมีกรรมแต่ปางใดเล่า
    #1,350
    0
  10. #1348 -[**Jha...JaA**]- (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 / 14:17
    หืม โกรธอะไรกันนักหนาชานยอล เจอเลยคุณยมฑูตลู่หาน แล้วแบคฮยอนมีไหนน้า
    #1,348
    0
  11. #1345 chinkichki (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 / 12:02
    นี้อึนตลอดการอ่าน
    #1,345
    0
  12. #1344 명령이 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 / 11:04
    นี่มันอะไรกัน ชานแบค
    #1,344
    0
  13. #1343 GALAXY_YJ (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 / 09:37
    นี่พี่ปาร์คจะต้องตายทั้งๆที่ยังมึนตึงกับแบคอยู่หรอ
    ถ้าลู่หานเป็นยมทูต ขอให้แบคเป็นกามเทพแผลวศรแล้วกลับมารักกันนะ
    #1,343
    0
  14. #1342 อิ อิ (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 / 09:15
    แฟนเก่ากันแน่ๆ ชานแบคอ่ะ จบกันไม่สวย แถมเหมือนจะเข้าใจผิดกันด้วย ดูเหมือนจะยังรักกันอยู่เลย แบคหลอกไรพี่ชานนะ อาลู่อย่าเพิ่งพาพี่ชานไปเลย ให้ได้เคลียร์กับแบคก่อน
    #1,342
    0
  15. #1341 Nursery*purr-fect (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 / 08:01
    ชานยอลจะตายจริงๆมั้ย หรือแค่วิญญาณออกจากร่าง ;-; แต่ลู่หานบอกหมดเวลาแล้วง่ะ ยังไม่เคลียร์เรื่องกับแบคเลย แฟนเก่ากันแน่ๆ แต่อะไรเป็นจุดแตกหัก ดูยังรักกันอยู่เลย
    #1,341
    0
  16. #1340 คนรักแบคฮยอน (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 / 07:42
    อยู่ดีดีก็ตาย -..-
    #1,340
    0
  17. #1338 คุมะยอลลล (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 / 04:31
    พี่ชานจะตายง่ายๆแบบนี้ไม่ได้น้า
    #1,338
    0
  18. #1337 BJonnie (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 / 01:10
    แล้วแบคล่ะ อย่าบอกนะว่าแบคก็ตายแล้วเหมือนกันฮืออออ นี่ว่าแบคต้องแอบชอบชานยอลแน่ๆเลยแต่พี่ชานไม่ชอบก็เพราะเหมือนรู้สึกโดนแย่งตำแหน่งอะไรประมาณนี้มั้ง แต่อ่านๆไปเริ่มขนลุก ไม่รู้ทำไม555555
    #1,337
    0
  19. #1336 meaw s (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 / 00:54
    กลัวอ่อน
    #1,336
    0
  20. #1335 thejae (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 / 00:39
    อหหหหหหห พี่ชานจะตายจริงๆเหรอ ลู่รีบเหรอ ค่อยมารับก็ได้อีกสักยี่สิบปี ฮือออ
    #1,335
    0
  21. #1334 junojunox (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 / 00:08
    เดี๋ยวๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่เอาน้าาาา อย่สเพิ่งพรากชานยองไปปปปปปก
    #1,334
    0
  22. #1332 JokerJung (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2559 / 23:58
    เอิ่ม...มันจะดราม่าเปล่าเนี่ย รู้สึกตะหงิดๆตั้งแต่ชื่อเรื่อง ไม่แน่ใจว่าตัวเองควรอ่านไหม (ไม่ชอบอ่านแนวนี้ T T) แต่คุณยมทูตนี่หลอนดีนะ ตั้งแต่ในลิฟแล้ว... เหอะๆๆๆ
    #1,332
    1
    • #1332-1 ลัลลาล้อป(จากตอนที่ 34)
      26 พฤษภาคม 2559 / 00:03
      ค่อนไปในทางดราม่าค่ะ ถ้าไม่ชอบข้ามได้นะคะ ฮือ แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้อ่านน้า Y__Y
      #1332-1
  23. #1331 ♡bbh♡ (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2559 / 23:55
    กลัวใจจะจบไม่ดีจริงๆเลย ฮือออ
    #1,331
    0
  24. #1330 ไอจัง เองนะ (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2559 / 23:17
    ไม่ชอบเลย ยมฑูตเนี่ย รุ้สึกใจไม่ดี
    #1,330
    0
  25. #1307 Nursery*purr-fect (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2559 / 13:30
    แบคจะตายเปล่าาา แล้วลู่หานจะมารับวิญญาณไป เดา 55555
    #1,307
    0