[WFcontest] Past Line ผจญอดีตคืนก่อนคริสมาสต์

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 40 Views

  • 1 Comments

  • 1 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    0

    Overall
    40

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

อีกหนึ่งเรื่องสั้นที่ส่งเข้าประกวด WF Contest โปรเจ็ค<br /> หลังจากเหตุการณ์โหดร้ายเมื่อสองปีก่อนจบลง เวลาแห่งชีวิตของเซนกับมายก็หยุดลงด้วย จนกระทั่งปาฏิหาริย์ในคืนก่อนคริสมาสต์เกิดขึ้นต่อหน้าพวกเขา


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

ส่งประกวดเรื่องสั้นโครงการณ์ WF Contest ภายใต้หัวข้อ "รถไฟที่สามารถเดินทางข้ามกาลเวลาหรือมิติได้ โดยมีเงื่อนไขในการเดินทางว่า..."

           เนื้อเรื่องของเซนกับมายที่พบกับเหตุการณ์เลวร้ายในอดีตเมื่อ 2 ปีก่อน ทำให้เวลาของทั้งสองหยุดลง ในขณะที่เซนพยายามตีตัวออกห่างจากมาย มายกลับพยายามดึงเซนเอาไว้ วันหนึ่งเธอตัดสินใจเขียนข้อความลงในกระดาษถึงซานตาคลอสซึ่งไม่น่าจะมีอยู่จริง แล้วคืนวันคริสมาสต์อีฟ คำตอบรับก็มาถึงพร้อมกับผู้มาเยือนตัวน้อยที่มอบตั๋วรถไฟสู่อดีตให้แก่เซน

           ช่วงนี้งานยุ่งมากเลยไม่ค่อยได้เข้ามาเล่น Dek-D เลยครับ โชคดีมากวันหนึ่งมีเวลานิดหน่อยเลยเข้ามาอ่านอะไรเล่นฆ่าเวลาแล้วมาเจอการประกวดนี้เข้า โอ้โห เหลือเวลาอีกแค่ 10 วัน แย่แล้วๆ รีบปั่นใหญ่เลย กว่าจะเสร็จก็ใช้เวลานานเหมือนกันเพราะอย่างที่บอกว่างานยุ่ง แต่แน่นอนว่าต้องแบ่งเวลาให้นิยายที่รักด้วยครับ 555 เป็นช่วงเวลาที่สนุกครับ รู้สึกดีใจที่ได้สร้างผลงานนี้ขึ้นมา บอกตามตรงว่าโดยส่วนตัวชอบ และภูมิใจในผลงานของตัวเองเรื่องนี้มาก 555 เขียนเองชอบเอง

             มีรูปที่วาดไว้นานแล้ว เห็นว่าเหมาะกับมายที่เป็นตัวละครเอกตัวหนึ่งดี เลยเอาใส่บทพูดแล้วเอามาลงไว้ด้วย

          จะพยายามต่อไปครับ


แม้จะมีเรื่องผิดพลาดในอดีตเยอะไปหมด แต่มันก็ทำให้เติบโตขึ้นมาเป็นตัวเองในทุกวันนี้ หากพูดว่าอยากเปลี่ยนอดีตก็เท่ากับว่าปฏิเสธตัวตนในปัจจุบัน แทนที่จะยึดติดกับอดีตสู่ทำให้ปัจจุบันมีความสุขจะดีกว่า

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 11 ม.ค. 58 / 14:21

บันทึกเป็น Favorite


วันพุธที่ 24 ธันวาคม ปีค.ศ. 2014
 

                คริสมาสต์ อีฟ วันพิเศษที่ผู้คนจะออกมารวมตัวกันเพื่อจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ เพื่อได้อยู่กับคนที่รัก หรือเพื่อแลกเปลี่ยนของขวัญกันและกัน ทั่วทั้งเมืองจะตกแต่งด้วยแสงไฟระยิบระยับตระการตาทำให้ในยามค่ำคืนเต็มไปด้วยความงดงามที่จะพบได้เพียงปีละครั้งเท่านั้น ท่ามกลางความสุข และการสังสรรค์ที่ผู้คนทั้งโลกต่างรอคอย บรรยากาศอันแสนพิเศษที่ไม่อาจหาเทศกาลใดมาเทียบก่อให้เกิดความอบอุ่นที่ความหนาวแห่งฤดูกาลยังต้องถูกลืม

                “ฮึ ช่างเป็นคำอธิบายที่สวยงาม คนสมัยนี้คงลืมวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของคริสมาสต์ว่าจริงๆ แล้วเป็นวันที่เฉลิมฉลองวันเกิดของพระเยซูแท้ๆ แทนที่จะไปอยู่กับแฟน สู้ไปอยู่กับครอบครัวจะดีกว่ามั้ย” ชายหนุ่มบ่นอุบอิบระหว่างเดินอยู่ท่ามกลางการตกแต่งแห่งเทศกาลคริสมาสต์ เขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี ทว่าดวงตาสีดำสนิทกลับไร้ประกายเหมือนคนที่ไม่หวังอะไรแล้ว เป็นดวงตาที่สิ้นหวังอย่างแท้จริง

เมื่อกวาดตาไปรอบๆ ไม่ว่าทางไหนก็เห็นแต่รูปของชายชราร่างท้วมไว้เคราสีขาวยาว สวมชุดสีแดง สวมหมวกสีแดง ตรงชายเสื้อและขอบหมวกประดับด้วยปุยขนสีขาวนวล พูดง่ายๆ ก็คือซานตาคลอส ผู้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะชายชราใจดีที่นำของขวัญไปแจกเด็กดีในคืนวันที่ 24 ธันวาคมของทุกปีจนเป็นตำนานสืบทอดมาถึงทุกวันนี้ ซึ่งก็ไม่รู้มันเกี่ยวอะไรกับวันเกิดของพระเยซู อีกทั้งตำนานยังกลายเป็นว่าลุงเคราขาวผู้ใจดีคนนี้มีเวทย์มนต์ นั่งรถเลื่อนที่มีกวางเรนเดียร์จมูกแดงบินได้แปดถึงเก้าตัวเพื่อไปแจกของขวัญตามปล่องไฟ โดยมีเอลฟ์ผู้ทำของเล่นในโรงงานคอยช่วยเหลือ

บรรยากาศของเทศกาลคริสมาสต์ไม่ได้สร้างความประทับใจให้ชายหนุ่มแม้แต่น้อย ดวงตาที่สิ้นหวังของเขามองไปรอบๆ อย่างเบื่อหน่าย สถานที่ที่เขากำลังมุ่งหน้าไปคือโรงพยาบาลสีขาวตึกใหญ่ แน่นอนว่าเพื่อไปเยี่ยมคนป่วย เมื่อไปถึงชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ แม้แต่โรงพยาบาลซึ่งเป็นสถานที่สำหรับรักษาโรคร้ายยังตกแต่งให้เป็นบรรยากาศแห่งวันคริสมาสต์ เขาตรวจเช็คดูของกินที่นำมาเพื่อเป็นของฝากก่อนจะเดินเข้าโรงพยาบาล

เขาไม่ได้ไปแผนกต้อนรับแต่ตรงไปยังลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังห้องพักผู้ป่วยทันที นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาที่นี่ เขามาที่นี่บ่อยมากตั้งแต่เด็กเพราะเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเด็กของเขาเป็นคนสุขภาพไม่ดี ต้องมาตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลเป็นประจำ อาการที่เลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เมื่อ ปีก่อนเธอหมดสติและถูกส่งเข้าโรงพยาบาลในที่สุด ตั้งแต่นั้นชายหนุ่มก็มาที่นี่แทบทุกวัน สาเหตุที่เธอเข้าโรงพยาบาลก็เป็นเพราะเขาเอง...เป็นเพราะ...เขาที่ในตอนนั้นทำแบบนั้น...

“จะให้รอไปถึงเมื่อไหร่ อยู่หน้าประตูใช่มั้ย? เซน??” เสียงที่สงบนิ่งดังออกมาจากภายในห้อง ทำให้เซนที่ยืนเหม่อลอยอยู่หน้าประตูสะดุ้งตัวขึ้น แล้วเอื้อมมือไปเปิดประตู

“รู้ด้วยเหรอ?” เขาพูดพลางเดินเข้าไปหาเพื่อนสนิทของตน

“เซนมาเวลานี้ทุกวันนี่นา มายก็แค่พูดขึ้นมาเผื่อว่าเซนจะอยู่”

เป็นเสียงที่สดใสจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นเสียงของคนป่วยที่นอนโรงพยาบาลมาสองปีเต็ม คนที่นั่งอยู่บนเตียงมีร่างเล็กน่ารักที่หากมองผ่านๆ อาจจะคิดว่าเป็นตุ๊กตาจริงๆ เลยก็ได้  มาย เพื่อนสนิทสมัยเด็กของเซน เป็นเด็กสาวที่มีหน้าตาน่ารัก เรือนผมสีดำยาวสลวย ผิวขาวนวลราวกับไข่มุก ริมฝีปากสีชมพูดอกซากุระ ดวงตากลมโตสีน้ำตาลสดใสราวแก้วเจียระไน เป็นคนที่สมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ ขอพูดซ้ำอีกครั้งว่าดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนป่วยเลย

“ถ้าฉันไม่อยู่ก็หน้าแตกน่ะสิ”

“ไม่มีใครอยู่ซักหน่อย ไม่มีใครรู้ว่าหน้าแตกหรอก...เอามารึเปล่า?” เด็กสาวถาม

“อือ คิดยังไงอยากกินส้มขึ้นมาล่ะ??” เซนโชว์ถุงพลาสติกใสๆ ที่ใส่ส้มผลเล็กไว้กว่ายี่สิบผล

“หมอบอกว่าส้มดีต่อหัวใจล่ะ จะกินยาอย่างเดียวไม่ได้หรอกนะ ต้องใช้อาหารช่วยด้วย อ๊ะ ปลอกให้หน่อยสิ”

“ครับ” เซนหยิบส้มผลเล็กขึ้นมาปลอกอย่างไม่ใส่ใจอะไรมาก

“ฮิๆ ขอบคุณจ้า ใจดีจริงๆ”

รอยยิ้มนั้นพาเซนกลับไปสู่อดีตที่ยากจะลืมเลือน ใบหน้าที่มักจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มของมายเต็มไปด้วยน้ำตา ร่างเล็กๆ ของเธอทรุดลงบนพื้นหน้าห้องที่มืดสนิท ดวงตาสดใสงดงามนั้นเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง  ทั้งหมดเป็นเพราะตัวเขาเอง ทั้งหมดเป็นเพราะเขา เพราะเขา เพราะเขา เพราะเขา เพราะเขา เพราะเขา เพราะเขา เพราะเขา เพราะเขา เพราะเขา เพราะเขา เพราะเขา เพราะเขา เพราะเขา เพราะเขา เพราะเขา เพราะเขา เพราะเขา เพราะเขา เพราะเขา

“...น...ซน...เซน เซน!!!” เสียงเรียกที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ดึงเซนกลับมาสู่โลกปัจจุบันอีกครั้ง เซนที่ก้มหน้าอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัวเงยหน้าขึ้นจ้องมองสาวงามตรงหน้า “ยังคิดเรื่องวันนั้นอยู่เหรอ? บอกกี่ครั้งแล้วว่ามันไม่ใช่ความผิดของ...”

“เดี๋ยวฉันออกไปซื้อน้ำนะ”

เซนลุกจากเก้าอี้แล้วเดินออกจากห้อง ทุกครั้งที่มายเริ่มพูดเรื่องนี้เขาจะหาข้ออ้างเพื่อเปลี่ยนเรื่อง หรือหนีจากเธอ มายมองตามหลังของชายหนุ่มที่ดูโดดเดี่ยวด้วยแววตาเศร้าสร้อย ตั้งแต่วันนั้นเขาก็เปลี่ยนไปกลายเป็นคนที่มายไม่รู้จัก รู้สึกว่าระหว่างเธอกับเขามีกำแพงที่มองไม่เห็นก่อตัวขึ้นปิดกลั้นจนแทบจะมองไม่เห็นกัน ทำไมถึงต้องโทษตัวเองแบบนั้นนะ ทำไมถึงต้องแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว ทั้งๆ ที่เซนไม่ได้...
              “...ทำอะไรผิด”




 

ผจญอดีตคืนก่อนคริสมาสต์
 

                บทความและทฤษฏีมากมายเกี่ยวกับกาลเวลาเป็นสิ่งที่สามารถเห็นได้ทั่วไปตามหนังสือ ภาพยนตร์ การ์ตูน หรือสื่อต่างๆ กาลเวลาเป็นสิ่งที่ลึกล้ำยากจะเข้าใจ เป็นสิ่งสำคัญในการใช้ชีวิตที่ขาดไม่ได้ มีมนุษย์หลายคนปล่อยให้อดีตของตนเป็นตัวกำหนดเส้นทางชีวิต เรียกว่าเชื่อมั่นในประสบการณ์ก็อาจจะไม่ผิด หรือบางคนเคยมีอดีตที่เลวร้าย จึงพยายามใช้ชีวิตให้อนาคตดีขึ้น บางคนแย่กว่าเพราะอาจจะเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ในความเลวร้ายนั้นเลยก็มี

                มนุษย์อีกกลุ่มใช้ชีวิตโดยมีอนาคตเป็นผู้นำ ตั้งจุดมุ่งหมายและทำทุกอย่างในปัจจุบันเพื่อที่จะไปถึงสิ่งนั้น หากอยากเป็นหมอ ตอนเรียนมัธยมปลายก็ต้องเรียนสายวิทย์-คณิต เตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยคณะแพทย์ศาสตร์ หรือตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่น เด็กที่ลืมทำการบ้าน เมื่อรู้ว่าอนาคตของตนจะถูกครูตี ปัจจุบันของเขาก็จะเต็มไปด้วยความหวาดกลัว และความไม่สบายใจ

                จะมีซักกี่คนกันที่ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน จะมีซักกี่คนที่พยายามใช้ชีวิตโดยให้ตัวเองในปัจจุบันมีความสุขที่สุดโดยไม่เอาอดีตหรืออนาคตมาเกี่ยวข้อง คำพูดเหล่านี้หลายคนคงจะเคยได้ยิน หรืออ่านจากที่ไหนมาบ้างก็ไม่รู้ เวลาที่อ่านคงเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาว่าเราควรจะใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันเสียบ้างกระมัง แต่จะมีซักกี่คนที่ทำได้? เพียงปล่อยให้เวลาผ่านไปแรงบันดาลใจนั้นก็จะค่อยๆ จางหาย แล้วกลับไปใช้ชีวิตโดยให้อดีตหรืออนาคตตัดสินเส้นทางเดินของตัวเองอีกครั้ง

                เซนทิ้งนิตยาสารที่เกี่ยวกับเรื่องย้อนเวลากลับลงบนกองหนังสือที่จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบภายในร้านหนังสือของโรงพยาบาล เขาเองก็เป็นคนประเภทที่ปล่อยให้อดีตมาควบคุมการใช้ชีวิตในปัจจุบัน คาดหวังจะเปลี่ยนอดีตที่ตนเคยทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง ดังนั้นเขาจึงใช้ชีวิตอยู่ในอดีตมาตลอด มนุษย์ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่โลภ และไม่เคยรู้จักพอกับสิ่งที่ตนมี หากไปเดินถามคนตามถนนว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้อยากจะทำอะไร อยากจะแก้ไขอะไร ย่อมต้องได้คำตอบมาแน่นอนว่าจะทำอะไร ไม่ว่าใครก็มีอดีตที่ผิดพลาดและอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขทั้งนั้น ถีงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างไม่น่าเข้าร้านอาหารร้านนี้เลย เพราะมันไม่อร่อย

นั่นคือสาเหตุที่เครื่องมือที่ผู้คนต้องรอคอยเฝ้าหวังให้มีในอนาคตอย่าง ไทม์ แมชชีน เครื่องท่องเวลาเกิดขึ้นมาในจินตนาการของคนทั้งหลาย

                “มาช้าจัง แค่ซื้อน้ำเอง ต้องลงโทษด้วยการพามายออกไปข้างนอกเลยนะ” มายทำแก้มป่องใส่เซนที่เพิ่งจะกลับมาพร้อมกระป๋องน้ำอัดลม “อ้า น้ำอัดลมไม่ดีต่อสุขภาพนะ นิสัยไม่ดีคิดจะให้มายอดใจไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ”

“งั้นก็อย่ามองสิ” เซนเอากระป๋องน้ำไปแช่ในตู้เย็น ระหว่างที่มายพองแก้มใส่เขาแล้วส่งเสียง บู่ๆ ออกมา

แม้มายจะชอบแกล้งเซนและใช้งานเขาบ่อยๆ แต่ทั้งสองก็สนิทสนมกันดี ซึ่งสำหรับเซนแล้วมันเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเป็น มันควรจะเลวร้ายกว่านี้ เซนอยากให้เธอตบหน้าเขาอย่างแรง และเลิกติดต่อเขาไปตลอดกาล แต่มายก็ไม่ทำ อีกทั้งไม่ยอมให้เซนทำด้วย หลังวันเกิดเรื่องขึ้นมายหมดสติไป 1 เดือนเต็ม เมื่อฟื้นขึ้นมาเธอยังคงร้องไห้อย่างหนัก ด้วยมือเล็กๆ ที่ซีดเผือดเธอกำมือของเซนเอาไว้แน่นตลอดเวลา ราวกับจะไม่ยอมให้เขาจากเธอไปไหน ราวกับจะบอกว่าเธอต้องการเขา การกระทำนั้นกลายเป็นโซ่พันธนาการเซนไว้ไม่ให้หนีไปจากเธอ

                “รอบเดียวเท่านั้นนะ” เซนบอก แล้วเข็นรถเข็นคนไข้ที่มุมห้องมาข้างเตียง ก่อนจะพยุงร่างที่บอบบางของมายขึ้นเพื่อพาเธอมานั่งบนรถเข็น ร่างของเธอช่างเบาและบอบบางราวกับแก้วที่พร้อมจะแตกได้ทุกเมื่อจนไม่กล้าจับแรงมาก

                “รู้แล้วล่ะน่า”

เซนพามายไปรอบโรงพยาบาล แวะชมจุดนู้นจุดนี้ซึ่งเป็นจุดที่พวกเขาเคยมาหลายหน เห็นมาหลายครั้ง แต่มายก็ไม่เคยแสดงอาการเบื่อหน่าย ทุกครั้งที่มามายจะตื่นเต้นราวกับเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก คำพูดก็ต่างกันทุกครั้งจนไม่รู้ว่าเธอสรรหาคำศัพท์มาจากไหน เหมือนเด็กที่พ่อแม่พาไปเที่ยวในวันหยุดไม่มีผิด แต่ก็พอจะเข้าใจเธอ สำหรับคนที่ต้องนอนอยู่ในห้องพักตลอดเวลาอย่างเธอ การได้ออกมาด้านนอกบ้างคงจะเป็นอะไรที่มีความสุขเป็นที่สุด บรรยากาศแห่งเทศกาลคริสมาสต์ในโรงพยาบาลยิ่งทำให้โรงพยาบาลทีปปกติเป็นสีขาวดูสดใสมากขึ้น

“สุดยอดเลย สวยจังเลย ไม่ได้ลงมาตั้งนานเปลี่ยนไปเยอะเนอะ” เธอพูดเสียงใส ยกมือทั้งสองข้างขึ้นประสานกันอย่างพึงพอใจ “นั่นสิเนอะๆ ช่วงนี้เป็นคริสมาสต์สิเนอะ ลืมไปเลย” การอยู่ในห้องพักนานๆ จนลืมวันลืมคืนช่างเป็นเรื่องที่ฟังแล้วรู้สึกเศร้าใจ แต่ที่เศร้ายิ่งกว่านั้นคือจากนี้ต่อไปเธอจะต้องกลับไปยังห้องนั้นอีกครั้ง ทั้งที่เมื่อคิดแบบนั้นแล้วควรจะเศร้า มายกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เธอดูมีความสุขอย่างเต็มที่โดยไม่ปล่อยให้อนาคตนั้นมากระทบกับปัจจุบันของเธอ มันเป็นสิ่งที่เซนรู้ตัวดีว่าตนคงไม่มีทางทำได้ ในขณะที่กำลังเหม่อลอยอยู่นั้นเขาก็สังเกตได้ว่ามายกำลังมองเขาอยู่

“อะไรเหรอ?” เมื่อถามออกไปมายก็หน้าแดง ส่ายหน้าไปมาด้วยความลังเลก่อนจะหันกลับมาสบตากับเขา ดวงตาสีน้ำตาลสดใสคู่สวยทำให้เซนรู้สึกตื่นเต้นไปด้วย นานเท่าไหร่แล้วนะที่เขาไม่ได้สบตากับเธอตรงๆ แบบนี้ อย่างน้อยตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้นก็ไม่เคยเลย ไม่นึกว่าจู่ๆ เธอจะมองมาแบบไม่ให้ตั้งตัวจึงหลบไม่ทัน

“คะ คือว่า...เดี๋ยวนี้เซนไม่เห็นให้ของขวัญคริสมาสต์มายเหมือนเมื่อก่อนเลย...” เซนอึ้งไปเล็กน้อย เป็นความจริงที่ตั้งแต่เหตุการณ์วันนั้นแล้วเซนก็เลิกให้ของขวัญมาย เขากดตัวเองให้ต่ำยิ่งกว่าพื้นดินจนรู้สึกว่าตนไม่มีค่าพอที่จะมอบของขวัญให้แก่มายอีก แต่ถ้ามายพูดมาแบบนี้จะปฏิเสธไปก็คงไม่ดีต่อตัวเธอ

“ยะ อยากได้อะไรล่ะ?” เซนถามอย่างขอไปที ต่อให้เขาตามใจมายมากแค่ไหน แต่มาพูดเอาป่านนี้จะหาอะไรให้ก็ไม่ทันแล้ว คงต้องหาของในโรงพยาบาลให้ ระหว่างที่รอคำตอบเขาก็ถูกมายจ้องมองอีกครั้ง ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ ช่างงดงามจนอดใจเต้นไม่ได้

“แค่...อยู่ด้วยทั้งคืนก็พอ...” มายเพ่งสายตาลงพื้น แก้มแดงจัด และตัวสั่นเทา เซนยกมือขึ้นเกาหัวอย่างงุนงง

“แค่เนี่ย?” ผิดคาด เซนนึกว่าเธอจะขออะไรที่มีค่ามากๆ หรือของกินหรูๆ เสียอีก แต่กลับขออะไรที่ต่อให้ไม่ใช่คริสมาสต์ ถ้าเธอบอกเขาก็พร้อมจะทำให้อยู่แล้ว

“อื้อ” มายเม้มปากพยักหน้าอย่างจริงจัง

“ได้สิ”

“จริงเหรอ? ดีใจจัง ห้ามแอบกลับก่อนนะ” ดวงตาคู่สวยของมายทอประกายสดใสด้วยความดีใจ

“งั้นขอโทรไปบอกแม่ก่อนนะ ว่าคืนนี้จะค้างที่นี่”

วันนี้โรงพยาบาลมีอาหารพิเศษให้ผู้ป่วยที่ต้องนอนอยู่ในโรงพยาบาล แน่นอนว่าเป็นอาหารที่เหมาะสมกับอาการป่วยของผู้ป่วย แต่ก็ยังหรูหรากว่าทุกวัน อาหารที่มายได้รับวันนี้คือปลาแซลม่อนไร้หนังอบกับเครื่องเทศจนส่งกลิ่นหอมฟุ้ง พร้อมเครื่องเคียงเป็นแครอทกับบร็อคโครี่อบจนนิ่ม ด้านข้างมีสลัดผักสดหนึ่งจาน กับน้ำเต้าหู้สีขาวนวลที่มีฟองลอยอยู่ดูนุ่มน่าสัมผัส น่าเสียดายที่มายทานของหวานไม่ได้ไม่งั้นคงจะมีเค้กคริสมาสต์ก้อนเล็กที่ประดับอย่างสวยงามเพิ่มเข้ามาเหมือนผู้ป่วยหลายๆ คน กระนั้นใบหน้าของมายก็ยังเปี่ยมไปด้วยความสุขยามที่เธอได้เห็นอาหารของเธอที่ต่างไปจากทุกวัน และความสุขนั้นก็เพิ่มขึ้นยามที่เธอบังคับให้เซนป้อนให้

หลังอาหารมายชวนเซนคุยมากเป็นพิเศษโดยไม่หยุดพักราวกับกลัวว่าหากตนเผลอหลับไปเซนจะหายไปจากข้างกายเธอ แต่เพราะมีร่างกายอ่อนแอในที่สุดเธอก็หลับไปจนได้ เซนรู้สึกเหนื่อยกว่าปกติ เข้านั่งอยู่บนโซฟารับแขกจ้องมองร่างเล็กๆ ของมายที่กำลังหลับสนิท และกำลังขยับอย่างแผ่วเบาด้วยการหายใจเข้าออก แสงจันทร์เต็มดวงสีเงินสาดส่องผ่านประตูกั้นระเบียงบานใหญ่อาบไปทั่วร่างสาวน้อยอย่างงดงามราวกับเจ้าหญิงนิทราบนเวทีที่สปอร์ตไลท์กำลังส่องลงมารอคอยเจ้าชายมาจุมพิตเพื่อคลายคำสาป ใบหน้าแสนสวยหลับตาพริ้มอย่างไร้เดียงสา เป็นภาพที่ต่อให้จ้องทั้งวันทั้งคืนก็ไม่มีวันเบื่อ

ก๊อก ก๊อก ก๊อก...เสียงเคาะประตู...นางพยาบาลคงจะเข้ามาตรวจความเรียบร้อย หรือสายน้ำเกลือกระมัง ก๊อก ก๊อก ก๊อก รู้สึกหนาวมากจนไม่น่าเชื่อว่าจะหนาวได้ขนาดนี้ นี่มันติดลบเลยหรือเปล่า แบบนี้มายจะไม่เป็นอะไรหรือ...ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง ปกติแล้วห้องผู้ป่วยก็ไม่มีกลอนให้ล็อคอยู่แล้วนี่...เซนลุกขึ้นเดินไปยังประตูอย่างหงุดหงิด แล้วเปิดประตูเลื่อนออกเพื่อให้พยาบาลเข้ามาในห้อง แต่ไม่พบใครอยู่ ทำให้เขามึนงง...ก๊อก ก๊อก ก๊อก หรือว่า...เซนหันหน้ากลับหลังช้าๆ

มีร่างเล็กๆ 2 ร่างที่สูงไม่น่าจะถึง 100 เซนติเมตรด้วยซ้ำกำลังยืนอยู่นอกระเบียง เด็กงั้นหรือ? ทั้งสองสวมชุดสีแดงที่มีปุยขนประดับอยู่ที่ชายเสื้อ และสวมหมวกที่ประดับด้วยขนสีขาวเช่นเดียวกัน มันคือชุดซานตาคลอส ต่างกันที่ตัวหนึ่งสวมกางเกง อีกตัวสวมกระโปรง ด้านหลังพวกเขามีหิมะกำลังตก...หิมะ!? หิมะตกในประเทศไทยอย่างนั้นหรือ เป็นไปไม่ได้ เซนที่กำลังตกตะลึงไม่ว่าจะเรื่องคนพวกนี้เป็นใคร มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร และหิมะตกลงมาได้อย่างไร ถูกเรียกสติกลับคืนมาด้วยเสียงเคาะประตูอีกรอบ เขาเดินตรงเข้าไปหาเด็กทั้งสองคนอย่างช้าๆ

“เปิดให้หน่อยสิ เปิดให้หน่อยสิ

ทั้งสองพูดออกมาพร้อมกันเป็นทำนองเพลงประหลาดที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของทั้งสองนั้นคล้ายกันมาก ผิวขาวผ่อง แก้มป่องดูน่ารัก ดวงตาโต...โตจนผิดมนุษย์ โดยเฉพาะนัยน์ตาสีเหลืองทองที่ใหญ่จนแทบจะมองไม่เห็นตาขาว และมีขีดสีดำตรงกลางเหมือนแมว เมื่อสังเกตดูดีๆ ก็พบว่าหูของทั้งสองมีปลายแหลมยื่นยาวออกมาเหมือนเอลฟ์ที่เคยเห็นในเทพนิยาย เซนกลืนน้ำลายเพื่อขับไล่ความหวาดกลัวออกไป และมองซ้ายขวาด้วยความลังเล เขาไม่ควรจะปลุกมายที่กำลังหลับสนิทขึ้นมา ดีไม่ดีเธออาจจะตกใจจนโรคหัวใจกำเริบก็ได้

“ไม่ต้องกลัวไป ไม่ต้องกลัวไป พวกเรามาตามคำขอของสาวน้อยนามว่า มาย

!!!

พวกนี้รู้จักมาย หรือว่าจะมาลักพาตัว? แต่เมื่อกี้บอกว่ามาตามคำขอ...มายน่ะหรือ...ทั้งที่ยังติดสินใจไม่ได้แต่เซนก็ยื่นมือที่สั่นเทาออกไปปลดล็อคประตู แล้วเปิดให้ทั้งสองเข้ามา ทั้งสองยิ้มกว้าง กว้างเสียจนเกือบถึงหูชวนสยองอย่างมาก พวกนี้ไม่ใช่คนแน่ๆ หรือจะเป็นมนุษย์ต่างดาว นี่มันอะไรกันแน่ ความคิดมากมายผุดขึ้นมาในหัวของเซนจนหัวจะระเบิด ตัวประหลาดทั้งสองเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าเดินที่โยกซ้ายขวาไปมาอย่างพร้อมเพียงกันคล้ายนกเพนกวิน ตัวผู้หญิงกระโดดไปที่หัวนอนของมายอย่างรวดเร็ว ส่วนตัวผู้ชายหันมายิ้มกว้างให้เซน

“ฮะ เฮ้ย...” ก่อนที่จะเข้าไปห้ามมันก็หยิบอะไรบางอย่างออกมาจากหัวนอนของมาย เพราะแสงจันทร์ที่สว่างทำให้สามารถมองเห็นได้ชัดว่ามันคืออะไร “ถุงเท้า...?” ทันใดนั้นตัวผู้ชายก็เดินไปปิดประตูกั้น และเพราะอะไรบางอย่างความหนาวเย็นก็หายไป กลายเป็นความอบอุ่นอย่างน่าประหลาด เอลฟ์ตัวผู้หญิงก้มหน้ามองเศษกระดาษสีฟ้าอ่อนที่ใส่ไว้ใสถุงเท้าสีชมพูหวานแหวว บนกระดาษมีลายมืออ่านง่ายเป็นระเบียบเรียบร้อยเขียนเอาไว้

“พวกเราคือเอลฟ์แห่งโรงงานทำของเล่น มาเพื่อทำตามคำขอของสาวน้อยนามว่า มาย

“เอลฟ์...เดี๋ยวสิ เรื่องแบบนั้นมันก็แค่เรื่องแต่ง...แล้วความจริงคนที่ควรจะมาต้องเป็นซานตาคลอส...” เซนรู้สึกสับสนไปหมด นี่เขากำลังฝันอยู่หรือว่าอย่างไรกันแน่ ช่างเป็นฝันที่ไร้สาระจนรู้สึกอยากจะรีบตื่น

“วันนี้ซานตาคลอสงานยุ่งเป็นที่สุด พวกเราเลยมาแทน พวกเราเลยมาแทน ” และการพูดเป็นทำนองเหมือนร้องเพลงนี่ก็ชวนหงุดหงิดจนอยากขอให้หยุด “เอาล่ะ เอาล่ะ ส่วนนี่คือสิ่งที่สาวน้อยนามว่า มาย ต้องการ ” เอลฟ์ตัวผู้ชายโบกมือไปมา เกิดแสงสว่างสีเหลืองอ่อนนวลตาขึ้นมาในมือของมัน จากนั้นกระดาษแข็งรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสองแผ่นก็ปรากฏขึ้น มันยื่นกระดาษนั้นให้เซนซึ่งยื่นมือไปรับอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะก้มลงมองกระดาษแข็งทั้งสองแผ่น

“อะไร???”

“ตั๋วไปกลับรถไฟท่องกาลเวลา เที่ยวสู่อดีต รอบเที่ยงคืน ห้าสิบนาที

“หา? ละ แล้วมายอยากได้ของพันธุ์นี้ไปทำไมกัน ไม่สิ มันจะไปสู่อดีตได้จริงเรอะ!?

“เพื่อทำให้คำขอของเธอเป็นจริงน่ะซี่ นะซี่

“อีกห้าสิบนาที...งั้นควรจะปลุกเธอสินะ ไม่สิ เธอสุขภาพไม่ดีเดินเองยังไม่ค่อยได้เลย ให้เธอไปไม่ได้หรอก ขอโทษทีอุตส่าห์เอามาให้แต่ว่า...” สู่อดีตงั้นหรือ ความจริงแล้วมันก็เป็นสิ่งที่เขาต้องการมาตลอดเช่นเดียวกัน ใช่แล้ว มายเองก็คงอยากกลับไปแก้ไขเหตุการณ์ในวันนั้นสินะ ถ้าไม่มีเรื่องในวันนั้นมายก็จะไม่ต้องเป็นแบบนี้ ไม่ต้องมาทนทำดีกับเขาแบบนี้ แต่อดีตนั้นโหดร้ายการที่มายขอพรนี้ไปแสดงว่าเธอมีความกล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับมันอีกครั้งงั้นหรือ

“งั้นเจ้าไปสิ งั้นเจ้าไปสิ ไปทำให้คำขอของสาวน้อยนามว่า มาย เป็นจริง ” เอลฟ์สองตัวกอดคอกันโยกไปมาราวกับอยู่ในงานเลี้ยงสังสรรค์โดยไม่แสดงอาการผิดหวัง หรือเสียดายเมื่อเซนบอกว่าให้มายไปไม่ได้

“จะบ้าเหรอ แล้วทำไมฉันจะต้องไปด้วย อีกอย่างคำขอของมายคืออะไรก็ไม่...” รู้ดีเลย เธอต้องการจะเปลี่ยนอดีต แม้จะทำเป็นไม่คิดอะไรแต่ลึกๆ แล้วเธอคงจะเจ็บปวดและโทษเซนที่เป็นต้นเหตุของเรื่อง ดังนั้นในฐานะที่เป็นตัวต้นเหตุเขาก็ควรจะเป็นคนเปลี่ยนมันไม่ใช่มาย เขาต้องรับผิดชอบ อีกอย่าง...ใครจะยอมให้มายต้องพบกับความโหดร้ายแบบนั้นอีก ไม่ยอมหรอก ไม่มีทาง...“ต้องทำยังไงถึงจะขึ้นรถไฟได้?”

“ก่อนถึงเวลาหนึ่งนาที จงออกไปนอกระเบียงแล้วชูตั๋วขึ้นเหนือศีรษะ ง่ายมั้ยล่ะ ง่ายมั้ยล่ะ ” เหงื่อเย็นเฉียบผุดออกมาตามหน้าผาก นี่ไม่ใช่ความฝันจริงๆ สินะ ยังมีโอกาสให้เปลี่ยนอดีตได้สินะ นี่คือปาฏิหาริย์ที่ซานตาครอสมอบให้เพื่อตอบรับคำขอของมาย ทันใดนั้นเอลฟ์ทั้งสองก็หยุดเต้น แล้วจ้องมองมาที่เซนด้วยแววตาสีเหลืองทองที่เรืองแสงท่ามกลางความมืดโดยไม่มีรอยยิ้มหลงเหลือบนใบหน้า “แต่ว่า แต่ว่า การจะขึ้นรถไฟยังมีอีกสองเงื่อนไขจงอย่าลืม

“หือ คืออะไร?” คิก คิก คิก เอลฟ์ทั้งสองหัวเราะเสียงแผ่วเบาจนขนลุกซู่ทั่วตัว

“หนึ่ง เวลามีเพียง 6 ชั่วโมง หากเลยเวลา จักไม่ได้ กลับคืนมาตลอดกาล ” เอลฟ์ตัวผู้ชายร้อง ชูมือเรืองแสงที่ปรากฏแสงสว่างสีเหลืองอ่อนเป็นรูปนาฬิกาทรายที่กำลังไหลเวียน โดยไม่ให้เวลาตกใจเอลฟ์ผู้หญิงก็ร้องขึ้นพร้อมกับแสงสีเหลืองอ่อนในมือเช่นเดียวกัน “สอง ก่อนเดินทางจักต้องตอบคำถามของกัปตันหากตอบผิด ไม่ได้ขึ้นๆ ก่อนจะกลับจักต้องตอบคำถามของกัปตันหากตอบผิด...จักต้องสูญเสียสิ่ง สุดสำคัญ จมดิ่งสู่ความสิ้นหวัง ตลอดกาล ตลอดกาล

“เหอะๆ มาถึงตอนนี้แล้วยังจะมีอะไรให้เสียได้อีก ชีวิตฉันมันก็อยู่ในความสิ้นหวังตลอดเวลาอยู่แล้ว”

“ไม่ใช่เพียงเจ้า ไม่ใช่เพียงเจ้า สาวน้อยนามว่า มาย ก็จะสูญเสียด้วย สูญเสียด้วย”

เซนหน้าซีดในทันที มันไม่ใช่สิ่งที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ เดิมทีนี่ก็คือคำขอของมายเพราะฉะนั้นการที่มายจะได้รับผลด้วยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ได้ เพียงแค่นี้ยังไม่พออีกเหรอ จะเอาอะไรไปจากมายอีก เซนยอมแลกทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อทวงรอยยิ้มกลับมาบนใบหน้านั้นดังนั้นเขาจะไม่ยอมให้อะไรมาพรากมันจากไปอีก...ถ้าอย่างนั้นมันถูกต้องแล้วหรือที่เขาจะยอมเสี่ยงแบบนั้น ถ้าเกิดเขาตอบคำถามของกัปตันไม่ได้ขึ้นมาล่ะ...ไม่เพียงแค่เขา แต่มายก็จะไม่มีทางได้รอยยิ้มที่แท้จริงกลับคืนมา ที่ผ่านมาแม้มายจะยิ้มบ่อยแต่มันก็คงเป็นรอยยิ้มจอมปลอมที่สร้างขึ้นเพื่อไม่ให้เซนเป็นห่วง เพื่อไม่ให้เซนโทษตัวเอง ใช่ แค่ทิ้งตั๋วนี่ไป...เมื่อมองขึ้นมาอีกทีเขาก็ไม่พบเอลฟ์ทั้งสองแล้ว แต่หิมะก็ยังตกอยู่ เซนเปิดอินเตอร์เน็ตในมือถือเพื่อเช็คดูข่าว ป่านนี้แล้วข่าวหิมะตกคงเป็นที่พูดคุยกันไปทั่วโลกโซเชียลแล้ว

“ไม่มี...ไม่มี...ทำไมไม่มี!!?” ไม่มีการพูดถึงข่าวหิมะตกแม้แต่นิดเดียว เซนเปิดประตูระเบียงออกอีกครั้งแล้วก้าวออกไปด้านนอก ความหนาวเหน็บเสียดแทงไปทั่วรูขุมขน ปุยหิมะนุ่มนิ่มบนพื้นระเบียงก็เย็นเฉียบ มองไปทางไหนก็มีแต่หิมะ ตึกทุกตึกก็เริ่มถูกหิมะปกคลุมจนขาวโพลน เป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่มีข่าวเลย

“เซน...ทำอะไรน่ะ?” เสียงงัวเงียดังมาจากบนเตียง มายลืมตาขึ้นมองเซนที่ยืนอยู่ริมหน้าต่าง ก่อนจะเบิกตาโพรงเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ท่ามกลางแสงจันทร์สีเงินที่สาดไปทั่วผืนดินยามราตรี หิมะสีขาวทอประกายในยามค่ำคืนกำลังร่วงโรยอย่างแผ่วเบา “สวยจัง...สุดยอดเลย หิมะ หิมะตก!!!” มายพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งด้วยความตื่นเต้น

“เฮ้ย ใจเย็นๆ ค่อยๆ ลุก” เซนรีบเข้าไปประคองร่างบางๆ ของเธอขึ้น ดูเหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะไม่ใช่ความฝันอย่างที่คิด เพราะปกติอากาศค่อนข้างร้อนพวกเขาจึงไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวไว้ เซนจึงไปหยิบผ้าห่มที่นางพยาบาลเอามาให้เขาที่มานอนเฝ้าคนป่วยมาคลุมตัวมายไว้เพื่อให้ร่างกายของเธออบอุ่นที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ออกไปแค่แปปเดียวนะ เอ้าใส่รองเท้าด้วย” เซนก้มลงหยิบรองเท้าแตะเพื่อมาสวมให้มาย

“อ๊ะ ไม่เอา ไม่ใส่ มายอยากลองเหยียบหิมะดูนี่นา” มายสะบัดขาไปมาเหมือนเด็ก หลังจากที่เถียงกันครู่หนึ่งแล้วรู้ว่าเธอไม่ยอมเขาจึงต้องพาเธอออกไปนอกระเบียงในสภาพเท้าเปล่า

“สวยจัง นิ่มจัง...เย็นจัง...แล้วก็...เศร้า...จัง...”

ทันทีที่เท้าเรียวสวยไร้ที่ติของมายเหยียบลงกับผืนหิมะสีขาวมันก็เริ่มจมลงไปเล็กน้อยบ่งบอกถึงน้ำหนักที่น้อยมากของเธอ ผิวที่ขาวเนียนยิ่งกว่าหิมะของเธอทอประกายรับแสงจันทร์ มายเงยหน้าขึ้นจ้องมองเกล็ดหิมะนับล้านที่หลั่งไหลลงมาจากฝากฟ้า หยาดน้ำเริ่มซึมออกมาที่ขอบตา และไหลเป็นเส้นผ่านใบหน้าลงไปสู่พื้นหิมะ เป็นภาพที่งดงามจนยากจะบรรยายทว่าความเศร้าที่อยู่ในภาพนี้ทำให้ผู้ที่เฝ้ามองอยู่ตลอดเวลารู้สึกเจ็บปวดหัวใจ อยากจะเข้าไปกอดเธอ อยากจะปลอบเธอ อยากจะจับมือเธอให้แน่นแต่ก็รู้ตัวดีว่า...ไม่มีสิทธิ์...

ชายหนุ่มก้มหน้าลองมองเท้าของหญิงสาวอยู่อย่างนั้น มือกำแน่นด้วยความเจ็บปวด โดยที่ไม่รู้เลยว่าหญิงสาวผู้งดงามกำลังจ้องมองเขาด้วยแววตาที่เศร้าสร้อยทั้งน้ำตา หลังจากนั้นเธอขอให้เขาช่วยเธอปั้นตุ๊กตาหิมะตัวเล็กๆ เอาไว้ที่มุมหนึ่งของระเบียง เป็นตุ๊กตาเรียบง่ายที่เกิดจากการเอาหิมะที่ปั้นเป็นก้อนกลมๆ มาวางทับกันเท่านั้น แล้วใช้นิ้วเขียนหน้าทำให้มองแทบจะไม่เห็น

“คงจะหนาวแย่ล่ะสิ เอานี่ไปเลย ให้เธอเป็นของขวัญนะจ้ะ” มายยิ้มแล้วหยิบริบบิ้นสีแดงเส้นโปรดที่เธอมักจะใช้ผูกผมเป็นโบว์มาพันรอบคอตุ๊กตาหิมะ ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าตุ๊กตาหิมะไม่ได้ตัวเล็กจนเอาริบบิ้นพันรอบคอได้ มันมีขนาดเท่าลูกฟุตบอลสองลูกติดกัน แต่ริบบิ้นของมายต่างหากที่ยาวเกินไป คงจะยาวเกือบหนึ่งเมตรเลยทีเดียว หากถามว่าทำไมแม้แต่เซนที่รู้จักเธอมาตั้งแต่เด็กก็ยังไม่รู้ มายบรรจงเอาริบบิ้นพันรอบคอตุ๊กตาหิมะ แค่ก แค่ก

“เข้าไปข้างในกันเถอะ ไอแล้วเห็นมั้ย” เซนพยุงมายลุกขึ้นนั่ง แล้วพาเธอกลับเข้าไปในห้อง มายมองกลับหลังราวกับต้องการที่จะอยู่ต่ออีก เธอมองดูเซนเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็เปลี่ยนใจแล้วก้มหน้าเศร้าๆ ยอมกลับขึ้นเตียงแต่โดยดี

ไม่นานจากนั้นมายก็หลับ เซนเอาผ้าห่มให้เธออีกชั้นเพราะรู้สึกว่าอากาศภายในห้องหนาวขึ้นมากตั้งแต่เอลฟ์สองตัวหายไป จากนั้นเขาก็จ้องหน้ามายที่หลับใหลอย่างไร้เดียงสาพลางคิดถึงน้ำตาของเธอเมื่อครู่ ไม่สิ ตลอดมาเธอคงจะแกล้งทำเป็นเข้มแข็งแล้วแอบร้องไห้คนเดียวมาตลอด เขาไม่เคยสังเกตเลย ไม่เคยรู้เลย มายเป็นคนมีนิสัยชอบยิ้มเวลาหลับ แต่มาคิดดูแล้วเธอก็ไม่ได้ยิ้มอีกเลยตั้งแต่วันนั้น บางทีเธอคงจะหวาดกลัวการนอน กลัวที่จะต้องฝันร้ายถึงเหตุการณ์นั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากไม่เพราะร่างกายอ่อนแรงลงไปทุกทีแล้วล่ะก็เธอคงนอนไม่หลับง่ายๆ แบบนี้ หมอเองก็บอกว่าสุขภาพจิตใจของเธอแย่ขึ้นทุกวัน ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปผู้ป่วยจะไม่มีกำลังใจในการรักษา บางทีการที่ต้องเห็นเซนทุกวันแบบนี้อาจจะเป็นเรื่องที่เธอไม่ต้องการที่สุดก็ได้ เพราะเขาก็คือต้นเหตุของเหตุการณ์วันนั้น จริงๆ แล้วมายคงจะเกลียดเขามากเช่นเดียวกับที่เขาเกลียดตัวเอง แต่ว่า...อย่างน้อยเซนก็อยากจะทวงรอยยิ้มกลับมาบนใบหน้าของคนที่สำคัญที่สุดในชีวิต

เซนคว้ามือเล็กๆ ที่เย็นเฉียบของมายขึ้นมากำเอาไว้ ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ เขาวางมือนั้นลงอย่างแผ่วเบาแล้วเปิดประตูระเบียงออกไป หิมะตกหนักมากกว่าเดิมจนแทบจะมองไม่เห็นอะไร เซนหยิบตั๋วรถไฟสีเหลืองอ่อนขึ้นมาชูขึ้นฟ้าเป็นเวลาเที่ยงคืน สี่สิบเก้านาทีพอดี หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงแก๊ง แก๊ง แก๊ง หิมะที่ตกลงมาหมุนวนก่อตัวเป็นรางรถไฟโปร่งใสสวยงาม มันคือทางรถไฟที่ทำจากน้ำแข็ง ปู๊น ปู๊น ฉึกฉักฉึกฉักฉึกฉัก เมื่อมองไปตามเสียงที่ดังมาจากด้านขวาก็พบรถไฟเก่าๆ เต็มไปด้วยสนิมกำลังใกล้เข้ามาพร้อมกับพ่นควันสีดำโขมงไปบนฟ้ายามค่ำคืน แต่แทนที่จะตกใจกับรถไฟที่กำลังวิ่งอยู่บนรางน้ำแข็งกลางอากาศ เซนกลับมองไปยังมายเพราะกลัวเธอจะตื่น

เมื่อรถไฟมาหยุดตรงหน้าชายวัยกลางคนคนหนึ่งก็เดินลงมาจากขบวนรถไฟ เขาเป็นชายร่างใหญ่มหึมาสูงประมาณสองเมตรเห็นจะได้ ร่างกายบึกบึนไปด้วยกล้ามเนื้อราวกับนักมวยปล้ำมืออาชีพ ใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาสีฟ้าสดใส มีผมสีเงินเช่นเดียวกับหนวดสีเงินที่ตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบเหมือนผู้ดีสมัยก่อน เขาสวมเครื่องแบบเหมือนนายสถานีรถไฟแต่เป็นสีแดงทั้งหมด มีสัญลักษณ์รูปวงกลมที่มีไม้กางเขนสีขาวอยู่ตรงกลางติดอยู่ที่ต้นแขนเสื้อด้านขวา เขาดูโดดเด่นมากเมื่อมายืนอยู่ข้างรถไฟเก่าขึ้นสนิมเหมือนจะพังได้ทุกเมื่อ

“สวัสดีครับท่านผู้โดยสาร กระผมเป็นกัปตันของรถไฟขบวนนี้ นามว่า แคนทาซ” แคนทาซพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแล้วถอดหมวกออกโค้งให้เซน “ท่านผู้โดยสารช่างเป็นคนที่แปลก แทนที่จะตกใจกับรถไฟที่วิ่งกลางอากาศกลับกลัวคนอื่นจะเห็นเข้า” เขาพูดต่อเมื่อเห็นท่าทีที่เลิกลักของเซน

“ระ เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะครับ ทำอะไรไม่ได้เหรอ ถ้าเกิดมายตื่นขึ้นมา...”

“ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผู้ที่สามารถมองเห็นตัวกระผม และรถไฟขบวนนี้ได้คือผู้ที่ครอบครองตั๋วรถไฟเท่านั้น” แคนทาซยิ้มอย่างเป็นมิตรแล้วจ้องมายังตั๋วรถไฟในมือของเซน “ถ้าอย่างนั้นก็ขออนุญาตทำตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้เลยนะครับ หนุ่มน้อยนามว่า เซน ตัวแทนของสาวน้อยนามว่า มาย”

“อะ จริงสิ ถ้าตอบคำถามของคุณไม่ได้ก็จะไม่ได้ขึ้นรถไฟสินะ” เซนรวบรวมสมาธิเพื่อใจจดใจจ่อกับคำถามที่กัปตันจะเอ่ยถาม ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของกัปตันเปลี่ยนเป็นใบหน้าที่จริงจังขึ้นในทันใดจนรู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันท่วมท้น

“เป้าหมายของคุณคืออดีตเมื่อสองปีก่อน คุณต้องการจะทำอะไรที่นั่นครับ และเหตุผลคืออะไร?”

“เอ๊ะ?”

เซนทำหน้าตาเหลอหลาออกมาด้วยความงุนงง นึกว่าจะเป็นคำถามที่ยากกว่านี้เสียอีก แบบนี้จะตอบอะไรก็ได้ไม่ใช่หรือไง หรือว่าจะมีความหมายซ่อนอยู่ในคำถามนี้ แต่ไม่ว่าจะมีความหมายอะไรแบบไหน คำตอบตัวเองจะถูกหรือไม่ เซนก็มีเพียงแค่คำตอบเดียวในใจ เขาเงยหน้าขึ้นมองกัปตันพร้อมกับตำตอบ

“เพื่อเปลี่ยนอดีตครับ ผมเคยทำเรื่องผิดพลาดเลวร้าย เป็นต้นเหตุให้มายต้องเป็นแบบนี้ ถ้าผมเปลี่ยนอดีตได้ผมจะต้องนำรอยยิ้มที่แท้จริงของมายกลับคืนมาได้แน่นอน เพราะฉะนั้นไม่ว่ายังไง...ไม่ว่ายังไงผมก็ต้องขึ้นรถไฟขบวนนี้” กัปตันมองกลับมาด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม ดวงตาสีฟ้าสดใสกำลังจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเซนราวกับจะมองให้ทะลุไปถึงส่วนลึกของจิตใจ

“คุณคิดว่าถ้าทำแบบนั้นแล้วสาวน้อยนามว่ามายจะกลับมายิ้มเหมือนเดิมได้จริงหรือครับ?”

“ครับ” เซนตอบอย่างหนักแน่น กัปตันยังคงจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ แล้วยิ้มออกมา

“เข้าใจแล้วครับ เชิญขึ้นได้เลยครับ” กัปตันโค้งตัวให้แล้วโบกมือไปยังประตูทางเข้าที่เลื่อนเปิดอัตโนมัติ

ภายในตัวรถไฟต่างจากภายนอกที่เก่าขึ้นสนิมอย่างมาก ไม่ว่าจะพื้นสีขาวที่ปูด้วยไม้ชั้นดีหรือกระจกใสบานใหญ่สำหรับมองข้างทางต่างสะอาดจนไม่มีฝุ่นหรือคราบสกปรกเลย เก้าอี้ไม้หรูหราที่ปูทับด้วยกำมะหยี่สีแดงนุ่มนิ่มเรียงรายเป็นระเบียบ ทางเดินระหว่างเก้าอี้ทั้งสองฝั่งกว้างพอจะให้คนสามคนเดินเป็นแนวนอนได้สบาย อากาศก็อบอุ่นสบายน่านอน เซนเลือกที่นั่งกลางขบวนแล้วหย่อนตัวลงนั่งด้วยความประหม่าเล็กน้อย ระหว่างที่เดินหาที่นั่งเขาเห็นคนสองสามคนที่มีหน้าตาดูเลื่อนลอยไร้รอยยิ้มนั่งอยู่ตามจุดต่างๆ โดยไม่สนใจใคร คงจะเป็นคนที่ได้รับตั๋วให้เดินทางกลับไปแก้ไขอดีตเหมือนกับเขากระมัง เซนมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อมองทิวทัศน์ที่ทั้งชีวิตนี้เขาอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นอีก มันคือเมืองกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงไฟ และหิมะสีขาวที่ตกไปทั่ว

“รับเครื่องดื่มมั้ยจ๊ะ? หรือว่าขนมดี??” เสียงทุ้มต่ำของหญิงชราดังขึ้นทำให้เซนสะดุ้งเพราะไม่คิดว่าบนรถไฟขบวนนี้จะมีบริการแบบนี้ด้วย เขาจ้องมองเจ้าของเสียงที่มาปรากฏตรงทางเดินเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เธอเป็นหญิงชราในชุดพนักงานขายของที่เป็นเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว กระโปรงยาวสีดำ และมีผ้ากันเปื้อนสีแดงสดใส ข้างๆ เธอมีรถเข็นที่เต็มไปด้วยกระป๋องน้ำกับขนมแปลกๆ ที่เซนไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต ทั้งยังเขียนด้วยภาษาประหลาดที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอยู่บนโลก หญิงชรายิ้มให้เซนอย่างเป็นกันเอง “ฟรีนะจ๊ะ”

“เอ๊ะ เอ่อ ถ้างั้นขอโกโกร้อนแก้วนึงละกันครับ”

“โกโก้ร้อนนะจ๊ะ ได้ๆ รอเดี๋ยวเดียว” เธอพยักหน้าหงึกๆ แล้วหันไปหยิบกล่องกระดาษสีน้ำตาลเข้มที่ไม่มีลวดลายอะไรเลย ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเซนแอบชะเง้อคอมองดูภายในกล่องซึ่งมีผงละเอียดสีแดงอัดแน่นเต็มกล่อง จะบอกว่านี่คือผงโกโก้จริงหรือ เธอบรรจงตักผงสีแดงใส่แก้วกระดาษสีขาวที่จู่ๆ ก็ส่องแสงสีแดงสว่างวูบขึ้นมาจนนึกว่ากำลังลุกเป็นไฟ “ว่าแต่พ่อหนุ่มมีธุระอะไรกับอดีตรึ? โอ๊ะๆ ขออภัยๆ เป็นเรื่องส่วนตัวสินะ”

“ไม่เป็นอะไรหรอกครับ ผม...อยากจะเปลี่ยนอดีตน่ะครับ”

“เรื่องนั้นยายรู้ดีจ้ะ คนที่ขึ้นรถไฟขบวนนี้ล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกันกับเธอ” หญิงชรายื่นแก้วโกโก้สีแดงที่มีควันลอยกรุ่นส่งกลิ่นหอมละมุนออกมา เซนจิบเล็กน้อยและพบว่ามันมีรสชาติที่ขมอย่างยากจะบรรยาย หากหญิงชราไม่อยู่ตรงหน้าเขาคงจะพ่นมันออกมาแล้ว เซนฝืนกลืนโกโก้สีแดงที่สุดขมลงคอได้ในที่สุด แต่รสชาตินั้นก็ยังติดปากอยู่ เมื่อเห็นอาการดังกล่าวหญิงชราจึงยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจโดยไม่ทราบสาเหตุ “โกโก้แห่งอดีต การที่มีรสชาติขมแสดงว่าอดีตอันแสนขมขื่นกำลังรอเธออยู่ เธอพร้อมที่จะเจอมันอีกครั้งแล้วหรือจ๊ะ”

เซนจ้องมองลงไปยังแก้วกระดาษที่มีน้ำข้นๆ สีแดงไหลวนอยู่ นี่คืออดีตของเขาอย่างนั้นหรือ งั้นก็ไม่แปลกที่มันจะขมเสียเหลือเกิน ใบหน้าที่เศร้าสร้อยของมายปรากฏขึ้นสะท้อนอยู่บนผิวน้ำนั้น เมื่อเห็นแล้วเซนก็หัวเราะเสียงดัง แล้วยกแก้วขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดทำให้หญิงชรามองด้วยความตะลึง เซนลุกขึ้นยืนทำท่าจะอ้วกออกมาอย่างเสียให้ได้แต่ก็อดทนพยายามกล้ำกลืนโกโก้สุดขมที่รู้สึกราวกับว่ารสชาติแห่งความขมกำลังแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง ทั้งอย่างนั้นเซนก็ยิ้มออกมาในที่สุด น้ำตาซึมออกมาจากดวงตา

“ฮึๆๆ ขมจริงๆ ขมสุดๆ เลย แต่พอคิดว่ามายต้องรู้สึกแบบนี้ตลอดเวลาที่ผ่านแล้ว...ไม่สิ คงจะขมกว่านี้เป็นสิบ เป็นร้อยเท่า เพราะอย่างนี้ล่ะ ผมจะเปลี่ยนมันให้ดู อดีตแบบนั้นน่ะ ผมจะเปลี่ยนมันให้ดู” เซนพูดเสียงดังฟังชัด พร้อมทั้งดวงตาที่แน่วแน่ หญิงชรามองท่าทางนั้นด้วยความตกใจแล้วยิ้มออกมาด้วยความอ่อนโยน

“ฮะๆๆ อยู่มาหลายร้อยปีเพิ่งเคยเจอคนแบบเธอนี่ล่ะ ฮ่าๆๆ คนหนุ่มนี่ดีจริงน้อ เอาเถอะ จิตใจของผู้หญิงนั้นยากจะเข้าใจ หวังว่าการเดินทางครั้งนี้เธอจะพบเส้นทางที่ควรจะไป” หญิงชราพูดอย่างร่าเริงแล้วเข็นรถจากไป ทิ้งคำพูดปริศนาที่ไม่อาจเข้าใจได้แม้แต่น้อยไว้กับเซน เซนทวนคำพูดของหญิงชราด้วยความงุนงงราวกับคุณครูที่เอากระดาษขอสอบที่ไม่ได้เขียนอะไรไว้เลยมาให้ตอบ

“จิตใจผู้หญิง? เส้นทางที่ควรจะไป??”

ไม่รู้ว่าเสียเวลาคุยกับหญิงชราไปนานเท่าไหร่ แต่เมื่อหันหน้าออกไปมองกระจกอีกครั้งเซนก็พบว่าด้านนอกยังคงเป็นกรุงเทพฯ อยู่ เพียงแต่ไม่มีหิมะตก ทั้งยังเป็นยามเย็นที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน แสงสว่างสีส้มกำลังย้อมขอบฟ้าสีฟ้าครามให้กลายเป็นสีส้มเจิดจ้า รถไฟแล่นไปยังคฤหาสน์หรูหราหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ในเขตนอกเมือง รอบคฤหาสน์มีทุ่งดอกไม้สีสันสดใส ตรงกลางจากประตูเงินขนาดใหญ่มีทางกระเบื้องหินปูไปจนถึงตัวคฤหาสน์ น้ำพุรูปเทพธิดากำลังเทน้ำจากคนโทสีขาวตั้งอยู่ด้านหน้า และด้านข้างยังมีศาลาสีขาวสำหรับนั่งเล่นกลางทุ่งดอกไม้เพิ่มความอลังการเข้าไปอีก เซนรู้จักที่นี่เป็นอย่างดี เพราะเขามาเล่นที่นี่ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

“หนุ่มน้อยนามว่า เซน ถึงจุดหมายที่คุณต้องการมาแล้วครับ ที่นี่คือวันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 2012 เวลา 18 นาฬิกา 13 นาที หน้าบ้านของสาวน้อยนามว่า มาย ครับ” กัปตันเดินมาบอกเซนซึ่งลุกขึ้นเตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว ดวงตาที่มุ่งมั่นสั่นไหวเล็กน้อยเพราะจากนั้นไปเขากำลังจะพบกับอดีตที่โหดร้ายของเขากับมาย “คุณมีเวลาหกชั่วโมงที่จะอยู่ที่นี่ ดังนั้นเมื่อถึงเวลา 00 นาฬิกา 13 นาที ผมจะมารับนะครับ”

เซนพยักหน้าแล้วเดินลงจากรถด้วยขาที่สั่นเทา เมื่อมองกลับไปเห็นหญิงชราโบกมือให้จากด้านในรถไฟก่อนที่รถไฟจะเลือนหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่ตั้งแต่แรก เซนเดินไปบนพื้นหินที่เป็นทางเดินเข้าสู่คฤหาสน์ไปเรื่อยๆ ใจเต้นอย่างรุนแรงราวกับเด็กประถมที่รู้ว่ากำลังจะถูกครูตีเพราะไม่ได้ทำการบ้านมา ข้างหน้านี่มีอดีตอันโหดร้ายรอคอยเขาอยู่

...ภายในคืนนี้...

พ่อของมายเป็นนักธุรกิจใหญ่ที่มีธุรกิจมากมายทั่วโลกทำให้ต้องออกเดินทางบ่อยๆ ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน เพราะรวยล้นมีเงินทองมหาศาลแม่ของมายจึงไม่ได้ทำงาน และติดการพนัน ปกติแล้วมายจึงอยู่บ้านเพียงคนเดียวกับแม่บ้านเกือบสิบกว่าคน วันหนึ่งเซนที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ ห่างออกไปไม่มากกำลังแอบเอาพลุมาเล่นนอกบ้าน ทว่าก่อนที่พลุจะพุ่งขึ้นฟ้า หินที่ใช้ค้ำให้พลุชี้ขึ้นฟ้าได้กลิ้งออกไปทำให้พลุล้มลง และพุ่งผ่านรั้วบ้านมายเข้าไปทิ่มกลางหลังของเธอพอดี นั่นเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองได้พบกัน หลังจากนั้นมายก็ชวนเซนเข้ามาเล่นในบ้านด้วยบ่อยๆ หรือบางทีเซนก็พามายออกไปผจญภัยนอกบ้าน สำหรับมายที่ไม่เคยมีเพื่อนแล้ว เซนถือเป็นคนแรกที่ได้มอบความสนุกสนานในชีวิตให้เธอ

ในขณะที่มายมีความสุขกับการเฝ้าคอยทุกวันให้ถึงเวลาที่จะได้เล่นกับเซน สถานการณ์ในบ้านก็เลวร้ายขึ้น ทุกครั้งที่พ่อกลับมาจากต่างประเทศเขามักจะทะเลาะกับแม่เสมอ พ่อรักมายมากจนแทบจะพาไปทำงานต่างประเทศด้วย ติดก็แค่มายมีสุขภาพไม่แข็งแรงมากนักจึงไม่ควรเดินทางไกล แม้แต่ออกไปเล่นนอกบ้านกับเซนยังเล่นได้ไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำก็ต้องกลับบ้านเพราะมายเริ่มเหนื่อย ด้วยเหตุนั้นพ่อจึงมักจะโกรธที่แม่เอาแต่เล่นการพนันโดยไม่สนใจมาย และหลังจากที่พ่อออกไปทำงานอีกครั้งแม่ที่หงุดหงิดก็จะดุด่ามายว่าเป็นเพราะมายเธอจึงทะเลาะกับพ่อ บางครั้งถึงกับลงไม้ลงมือเลยทีเดียวซึ่งเหตุผลคือเพื่อระบายอารมณ์จากการทะเลาะหรือแม้แต่การแพ้พนันด้วย แม้ว่าจะปิดจากคนอื่นได้แต่มายไม่สามารถปิดเซนผู้เป็นที่พึ่งทางใจของเธอได้ หลายครั้งที่เธอแสดงน้ำตาออกมาแทนรอยยิ้มในยามที่พบเซน ทั้งที่เป็นคนที่มีรอยยิ้มแสนสดใสแท้ๆ

“ไม่เป็นอะไร ไม่เป็นอะไร ขอแค่ได้เจอเซนทุกวันก็พอแล้ว มายทนได้”

มายมักจะพูดแบบนั้นทุกครั้งที่เซนเดือดพล่านอย่างสุดจะทน คำพูดของมายได้ผูกมัดเซนตลอดเพื่อไม่ให้เขาบุกเข้าไปหาแม่ของมาย เมื่ออายุ 15 ปีเซนได้พบพ่อของมายในที่สุด พ่อของมายเอ็นดูเซนมากเพราะเขามักจะได้ยินเรื่องของเซนจากลูกสาวแสนรักเสมอ เขาจึงมักจะพูดฝากฝังเซนให้ดูแลลูกสาวแทนตัวเองเสมอ

มายสุขภาพไม่แข็งแรงจึงไม่ได้ไปโรงเรียนเหมือนคนอื่นแต่เรียนที่บ้านโดยจ้างครูชื่อดังมาสอน แม้กระนั้นมายก็เป็นอัจฉริยะขนาดที่จะสอบข้ามปีและเรียนจบมหาวิทยาลัยระดับท็อปของประเทศอังกฤษตั้งแต่อายุเพียง 17 ปีโดยไม่เคยเหยียบเข้ารั้วมหาวิทยาลัยเลย ไม่สิ โดยที่ไม่ต้องออกจากบ้านเลย ส่วนเซนก็ใช้เวลาแบบคนปกติจนเรียนจบมหาวิทยาลัยเมื่ออายุ 22 ปีแล้วเริ่มทำงานกับบริษัทของพ่อซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ เป็นเวลา 12 ปีแล้วที่เซนรู้จักกับมายมา เขายอมเชื่อฟังมาย และอดทนมาตลอดแต่นับวันแม่ของมายก็ยิ่งเลวร้ายขึ้น เมากลับบ้านทุกวันและทำร้ายมายทุกวัน สำหรับเซนที่มายเป็นยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดย่อมไม่อาจอดทนได้อีกต่อไปที่จะต้องเห็นใบหน้าซึมเศร้า พร้อมหยาดน้ำตา และรอยช้ำตามร่างกาย เขาตัดสินใจแล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ควรจะปกป้อง...อะไรคือสิ่งที่สมควรจะอยู่บนใบหน้าของมาย

เซนบุกเข้าไปในบ้านของมายโดยเลือกในวันที่พ่อของมายกลับมาพอดี ตอนนั้นฟ้าเริ่มมืดแล้ว ท้องฟ้ามืดสลัว และขุ่นมัวด้วยเมฆสีดำทะมึนที่บดบังดวงดาวเป็นคืนที่ไม่น่าพิสมัยเอาเสียเลย ตอนที่เซนบุกเข้าไปพ่อกับแม่ของมายกำลังด่ากันอย่างรุนแรงบนโต๊ะอาหารส่วนมายที่นั่งอยู่ตรงกลางนั้นมีหน้านิ่งไม่ไหวติง ใบหน้าที่ซีดเผือดไร้สีเลือด ไร้อารมณ์ราวกับตุ๊กตา เมื่อมองเห็นภาพนั้นเซนยิ่งโกรธจนเลือดขึ้นหน้าแล้วบุกเข้าไปด่าแม่ของเซนพร้อมทั้งโชว์รอยช้ำตามร่างกายของมายให้พ่อของมายดู พ่อของมายมองภาพนั้นด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เมื่อคิดว่าลูกสาวแสนรักของตนต้องอดทนกับเรื่องแบบนี้มาตลอดก็ทำให้ตัวสั่นขึ้นมาด้วยความโกรธอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เขาเหวี่ยงมือเต็มแรงตบหน้าแม่ของมายกระเด็นไปชนเก้าอี้จนหัวแตก ใบหน้าของเขาเหมือนจะฆ่าคนได้จริงๆ จนไม่เหลือเค้าโครงของชายผู้ใจดีที่แม้แต่เซนยังตกใจ บางทีมายอาจจะรู้ถึงเรื่องนี้ บางทีที่มายห้ามเซนไว้ตลอดอาจเพราะมายไม่ต้องการเห็นพ่อของตัวเองกลายเป็นยักษ์มารเช่นนี้ เซนรีบเข้าไปห้ามก่อนที่เขาจะลงมือทำอะไรรุนแรงกว่านี้พลางกระซิบว่าอย่าทำอะไรแบบนี้ต่อหน้ามายเลย เขาจึงใจเย็นลงและประกาศหย่ากับแม่ของมายทันที

“พรุ่งนี้ผมจะเรียกทนายมาแต่เช้า เตรียมเก็บของออกจากบ้านนี้ได้เลย”

นี่เป็นการกระทำที่ถูกหรือเปล่านะ เขาช่วยมายจากการถูกทำร้ายร่างกายไปตลอดชีวิต แต่ก็เป็นคนทำลายครอบครัวของเธอด้วย เขาได้สร้างบาดแผนทางจิตใจที่ไม่อาจรักษาได้ไปตลอดชีวิตให้แก่เธอเสียแล้ว เมื่อมองไปทางมายเธอกลับไม่ได้ร้องไห้อย่างที่คิด ใบหน้าของเธอไร้อารมณ์ราวกับกลายเป็นตุ๊กตาไปจริงๆ แล้ว เซนมองดูพ่อของมายกอดมายแน่นพร้อมกับพูดขอโทษ เมื่อเห็นใบหน้านั้นเซนก็พูดอะไรไม่ออก มันเลวร้ายยิ่งกว่าการถูกมายโกรธแล้วเข้ามาตบเขา หรือด่าว่าเขาอย่างรุนแรงเป็นร้อยเท่า

คืนนั้นเซนนอนไม่หลับ เขาเดินวนไปวนมาอยู่หน้าบ้านมายด้วยความกะวนกะวาย ในหัวมีภาพใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของมายติดอยู่ตลอด และยิ่งเห็นมันเซนยิ่งรู้สึกใจหาย หรือเขาจะทำในสิ่งที่ไม่สมควรจะทำ การไปสอดเรื่องครอบครัวคนอื่นมันเป็นเรื่องที่ไม่สมควรจะทำอยู่แล้วไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ไม่ว่า...จะเป็นความหวังดีก็ตาม ถ้าผลออกมาดียังว่าไปอย่าง แต่ครั้งนี้ผลกลับยิ่งเลวร้าย มายคงจะไม่มีวันยกโทษให้เขา...

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

เซนสะดุ้งด้วยความตกใจ รู้สึกถึงลมเย็นที่พัดมาจากด้านหลังจนขนลุก เสียงกรีดร้องที่ดังอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนดังออกมาจากภายในบ้านของมาย มันเป็นเสียงที่อัดแน่นไปด้วยความตกใจ และความหวาดกลัวอย่างสุดขีด เซนรู้ดีว่ามันเป็นเสียงของใคร มันคือเสียงของคนสำคัญที่เขาได้ยินมาตลอด เซนรีบกระโดดขึ้นปีนข้ามกำแพงรั้วไม้สูงอย่างชำนาญเพราะเขาเข้าออกทางนี้มาตั้งแต่เด็ก แล้วออกวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่ เสียงกรีดร้องเพียงครั้งเดียวทำให้เซนมองคฤหาสน์สวยหรูตรงหน้าเป็นคฤหาสน์ผีสิงสุดสยองขวัญที่มีอะไรบางอย่างที่พร้อมจะเรียกเสียงร้องจากเขาทันทีที่เข้าไป ยิ่งมองยิ่งแปลกเพราะแสงไฟที่ลอดออกมาจากหน้าต่างมีเพียงเล็กน้อยผิดจากปกติที่เปิดไฟสว่างทั้งบ้าน เซนวิ่งไปที่ศาลาสีขาวกลางทุ่งดอกไม้เพื่อหญิบกุญแจจากที่ซ่อนลับที่มายเคยบอกเอาไว้ ซึ่งเธอซ่อนเอาไว้ที่มุมเสาต้นหนึ่งบนพื้นดินที่มีพุ่มดอกไม้บดบัง

เมื่อเปิดประตูเข้ามาก็พบทางหน้าบ้านที่มืดสนิท แต่ด้วยความคุ้นเคยกับสถานที่เซนจึงวิ่งขึ้นบันไดไปชั้นสองได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องเปิดไฟ ไฟทางเดินก็ไม่ได้เปิด ทำให้ทางที่ทอดยาวลึกเข้าไปดูเป็นเส้นทางที่ไม่มีลึกไร้ขอบเขต เซนเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีจึงเดินช้าลงไปตามทางอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งสายตาเริ่มคุ้นชินกับความมืด เริ่มมองเห็นภาพตรงหน้าชัดขึ้นเรื่อยๆ มีเงาของคนคนหนึ่งนั่งทรุดอยู่บนพื้นหน้าห้องมุมสุดของทางเดินซึ่งเป็นห้องพ่อของมาย

“มาย...”

เซนร้องเรียกอย่างแผ่วเบาแต่ไม่มีเสียงตอบรับ เขาเรียกซ้ำอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังขึ้นแต่ผลก็ยังเหมือนเดิม มายกำลังจ้องมองเข้าไปในห้องที่มืดสนิท ประตูที่เปิดค้างหยุดนิ่งไม่ไหวติงราวกับถูกตรึงด้วยกาวตาช้าง เซนหยุดยืนอยู่ด้านหลังมายแล้วมองเพ่งเข้าไปภายใน แม้จะบอกว่าสายตาปรับสภาพเข้ากับความมืดแล้วเซนก็ยังไม่อาจเห็นได้ชัดเจนว่าอะไรอยู่ภายในห้องกันแน่ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาแน่ใจคือมีอะไรบางอย่างห้อยลงมาจากจากเพดานห้องด้วยเชือกที่ผูกเข้ากับโคมไฟ สิ่งนั้นส่ายไปมาเบาๆ พร้อมกับเสียงเชือกเสียดสีกัน

เซนเดินหลบมายที่นั่งอยู่บนพื้นหน้าห้องเพื่อเข้าไปสำรวจให้แน่ใจ กลิ่นเหม็นคาวคุ้งลอยอบอวลไปทั่วห้อง เมื่อก้าวเข้าไปใกล้กับสิ่งที่ถูกแขวนอยู่เซนก็เหยียบอะไรบางอย่างเข้า เป็นน้ำเหนียวข้นที่เจิ่งนองเต็มพื้น เซนยืนนิ่งเป็นรากงอกไม่อาจก้าวได้อีกราวกับว่าหากก้าวไปมากกว่านี้เขาจะตกลงไปในหลุมนรกที่ไม่อาจกลับมาได้ แม้จะยังมืดสนิทแต่เซนได้ตระหนักแล้วว่าอะไรที่อยู่ภายในห้องนี้ ดูจากผมยาวรุงรังกับกระโปรงทำให้เขารู้ว่าสิ่งที่ห้อยกับเพดานคือร่างไร้วิญญาณของแม่มายซึ่งเซนไม่ต้องการรู้หรือเห็นอะไรไปมากกว่านั้น และบริเวณใต้เท้าของเธอคือพ่อของมายที่นอนแผ่ไม่กระดุกกระดิก มีวัตถุมันวาวเสียบอยู่ที่บริเวณหน้าอก ห้องทั้งห้องเละไม่มีชิ้นดีราวกับถูกถล่มด้วยพายุ เซนเดินถอยหลังโซเซเล็กน้อย แล้วล้มก้นกระแทกพื้นอย่างแรง แต่เขาไม่มีเวลามาสนความเจ็บปวดที่ได้รับจากการล้มนั้น

หยาดน้ำตาหลั่งไหลออกมาเต็มหน้ามาย ดวงตาสดใสงดงามเบิกตะลึงอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง  ร่างของเธอสั่นเทิ้มอย่างแรงด้วยอาการช็อกกับภาพตรงหน้า แล้วล้มลงไปกับพื้น...

เซนอุ้มมายที่หมดสติไปยังห้องนอนของเธอแล้ววางเธอลงบนเตียงนุ่มๆ ใหญ่โตผิดกับตัวเธอ จากนั้นก็บอกแม่บ้านให้โทรแจ้งตำรวจกับรถพยาบาล ดูเหมือนอาการของมายจะหนักกว่าที่คิดหน่วยแพทย์ฉุกเฉินจึงรีบพาเธอไปยังโรงพยาบาล ส่วนเซนก็ถูกตำรวจสอบสวนอย่างละเอียด แม้จะไม่ต้องการแต่เขาก็ได้กลับไปยังห้องเกิดเหตุอีกครั้งในสภาพที่เปิดไฟสว่างให้เห็นทุกอย่างชัดเจน ไม่มีอะไรจะพูด ทั้งที่แอบคาดหวังลึกๆ ว่าเมื่อเปิดไฟขึ้นเขาจะตื่นจากความฝัน แต่ความจริงอันแสนโหดร้ายก็สะท้อนอยู่บนดวงตา ไม่รู้ทำไมเซนถึงไม่ได้ร้องไห้ ไม่มีน้ำตาไหลออกมา

ทั้งหมด...มันเป็นเพราะเราเอง เพราะเราวู่วามเข้ามาพูดแบบนั้นทั้งที่มายเคยขอไว้ เพราะเรายุ่งไม่เข้าเรื่องเอง...ความคิดซ้ำเดิมหมุนวนอยู่ในหัวเหมือนกับเครื่องเล่นซีดีที่ถูกกดปุ่มรีเพย์ให้เล่นต่อเนื่องอย่างไม่จบสิ้น

“เสียใจด้วยนะไอ้หนุ่ม ไม่มีอะไรแล้วล่ะ เธอกลับไปพักเถอะ ถ้ามีคำถามอะไรอีกเราจะติดต่อไป” ตำรวจตบบ่าเซนอย่างเห็นใจ รู้สึกหนักขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็น ร่างของเซนทรุดลงกับพื้นทั้งอย่างนั้น เขายกมือทั้งสองข้างที่สั่นเทาขึ้นมอง มือคู่นี้ เขาได้พรากเอารอยยิ้มจากมายไปตลอดกาลด้วยมือคู่นี้นี่เอง

ที่ด้ามมีดพบเพียงรอยนิ้วมือแม่ของมาย บวกกับเรื่องที่เซนเล่าทำให้ตำรวจสันนิษฐานว่าเธอฆ่าพ่อของมายแล้วผูกคอตายตาม สามวันหลังจากนั้นงานศพก็ถูกจัดขึ้นโดยญาติของมาย มายยังมีอาการน่าเป็นห่วงเพราะไม่ได้สติเลยจึงถูกส่งดูอาการอยู่ภายในห้องฉุกเฉิน (ICU) ตลอดพิธีการงานศพ 10 วันมายไม่ได้ฟื้นขึ้นมาเลย เซนไปเยี่ยมมายทุกวัน ทุกวัน ทุกวันจนกระทั่งเวลาผ่านไปหนึ่งเดือน มายก็ลืมตาขึ้นมาในที่สุด ภาพแรกที่เธอเห็นคือเซนที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอมาตลอด

“เซน...” มายพูดด้วยเสียงที่แหบแห้ง เซนยิ้มตอบ “มายฝันร้ายล่ะ...ฝันเห็นภาพที่โหดร้ายมากๆ เลย มายกลัวมากเลยล่ะ ร้องไห้ใหญ่เลย...จนตอนนี้ก็ยังรู้สึกเจ็บที่หน้าอกอยู่...”

เซนพูดอะไรไม่ออก คำพูดอ่อนแรงที่ออกมาจากปากของมายได้กลายเป็นลูกศรสีดำแหลมคมพุ่งเข้าทะลวงกลางอกเขาจนเกิดเป็นรูโหว่เต็มไปหมด แต่ในเมื่อมายคิดว่าเธอฝันไปก็ควรจะบอกเธอว่าเธอฝันไปจริงๆ เธอในตอนนี้ไม่ควรจะรู้เรื่องนั้น ความจริงแล้วหลังจากเกิดเรื่องทั้งหมดแล้วเซนไม่คู่ควรจะมาอยู่ข้างๆ เธอด้วยซ้ำ

“...เหรอ...มายไม่ได้ฝันไปสินะ...” ดูเหมือนมายจะดูออกได้ไม่ยากจากการมองหน้าเซนที่บิดเบี้ยวเพราะพยายามจะฝืนยิ้ม “เซน...โกหกมายไม่ได้หรอก...”

“ขะ ขอโทษ...ขอโทษนะ ขอโทษ เพราะฉันทำเรื่องแบบนั้น...เพราะฉัน...ขอโทษ” เซนคุกเข่าแล้วก้มหัวลงติดพื้น “ฉันไม่ขอให้มายยกโทษให้ จากนี้ไปฉันจะไม่มาให้มายเห็นหน้าอีก”

เขาเฝ้ารอให้มายฟื้นมาตลอดหนึ่งเดือนเพื่อรอจะพูดคำนี้กับเธอก่อนจะจากไป เมื่อพูดจบเขาก็ลุกขึ้นจ้องมองมายเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเดินจากไป ทว่ามือสีขาวซีดเล็กๆ ที่มีสายระโยงระยางติดอยู่มากมายก็คว้าหมับที่มือของเซน มือนั้นกำแน่นจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นแรงของคนป่วยที่หลับใหลไม่ได้สติมาตลอดหนึ่งเดือน ใบหน้าของมายแสดงอารมณ์ราวกับว่าเธอกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง มายยกมือของเซนมาไว้ที่หน้าผากของตน จากนั้นก็เริ่มร้องไห้อย่างหนัก หนักยิ่งกว่าตอนที่เห็นภาพนั้นเสียอีก มือทั้งสองข้างที่เย็นเฉียบดุจน้ำแข็งของเธอกำมือเซนเอาไว้แน่นราวกับจะบอกว่าอย่าหนีไปไหนนะ แม้จะรับรู้ถึงความรู้สึกนั้นแต่เซนก็ไม่ได้กำมือเธอกลับ

การกระทำในครั้งนี้ของมายจะกลายเป็นโซ่สีดำที่พันธนาการเซนเอาไว้ไม่ให้ไปไหน แต่เซนไม่เคยยกโทษให้ตัวเองแม้แต่ครั้งเดียว บางทีมายอาจจะต้องการทรมานเขาด้วยการให้เขาอยู่ข้างๆ โดยใช้ตัวเองเป็นเครื่องเตือนความผิดที่เขาได้กระทำ ซึ่งสำหรับเซนแล้วมันเบามาก เบาเกินไป เขาควรจะได้รับโทษมากกว่านี้ จะให้ทำอะไรก็ได้ จะลงโทษอะไรก็ได้ จะฆ่าให้ตายเลยก็ได้ ช่วยลงโทษให้หนักกว่านี้ทีเถอะ อย่าทำดีด้วยแบบนี้เลย...

                “เซน...? ยังไม่กลับเหรอ??” เสียงใสน่ารักดังขึ้นดึงสติเขากลับมา เมื่อมองไปก็พบมายนั่งอยู่ในศาลาสีขาวกลางทุ่งดอกไม้โดยไม่ได้เปิดไฟไว้เลย หากเธอไม่ทักเซนคงไม่สังเกตเห็น ไม่สิ นั่นมันสำหรับคนทั่วไป หากเป็นมายไม่มีทางที่จะไม่ถูกสังเกตเพราะความงดงามของเธอนั้นราวกับว่ากำลังส่องประกายอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้นั้น ทว่าใบหน้าของเธอยังคงไร้ซึ่งอารมณ์ เซนเดินไปหาเธอพลางคิดว่าตอนนี้ตัวเองในอดีตคงจะกำลังเดินวนไปวนมาอยู่แถวหน้าบ้านมาย

                “มะ...มาย...ฉะ ฉัน...” เมื่อหวนนึกถึงอดีตความรู้สึกในตอนนั้นก็วกกลับมาอีกครั้ง เซนย้อนเวลากลับมาในช่วงหลังจากที่ตนเปิดเผยความจริงที่มายถูกกระทำโดยแม่ของเธอไประหว่างอาหารเย็นคืนคริสมาสต์อีฟของครอบครัวมาย เป้าหมายของเขาคือหยุดการกระทำของแม่มายหลังจากนั้น

                “ขอบคุณนะเซน...อุตส่าห์ทำเพื่อมายใช่มั้ยล่ะ?” เซนสะดุ้ง เมื่อจ้องมองหน้ามายก็พบว่าเธอกำลังปั้นยิ้มที่แฝงไปด้วยความเศร้าด้วยเช่นกัน

                “จะบ้าเหรอ ฉะ...ฉันทำให้พ่อแม่ของเธอต้อง...” เซนแทบจะไม่เชื่อหูตัวเองในสิ่งที่เขาได้ยิน

                “พ่อบอกว่าพ่อคิดจะทำมานานแล้วล่ะ ท่านแค่เป็นห่วงมายเท่านั้นเลยยอมทนมาตลอด แต่ถ้าเป็นแบบนี้ก็คงไม่จำเป็นต้องทนแล้ว ท่านยังฝากขอบคุณเซนด้วยนะที่มาบอก...คงเป็นทางเลือกที่ยากมากสินะ” การที่ต้องก้าวข้ามกำแพงระหว่างครอบครัวกับคนนอกมาพูดเรื่องแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย คำพูดของมายทำให้เซนรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก

                “มาย...ฉันมีเรื่องจะขอร้อง” เซนพูดออกมาอย่างยากเย็น ใจเต้นรุนแรง

                “หืม?” มายถามกลับด้วยรอยยิ้ม เธอโกหกอยู่สินะ จริงๆ แล้วคงจะโกรธฉันอยู่สินะ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอมันเป็นรอยยิ้มปลอมที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน

“ถ้าเกิดว่า...สมมตินะ สมมติ...เอ่อ ถ้า...ฉันทำเรื่องที่เลวร้ายกับมายมากๆ ขึ้นมาเมื่อไหร่...อย่ายกโทษให้ได้มั้ย ลงโทษหนักๆ จะไล่ให้ไปไกลๆ ตลอดชีวิตเลยก็ได้” มายเอียงคอเล็กน้อยทำหน้ามุ่ยด้วยความโกรธเกรี้ยว แววตาลุกเป็นเพลิงขึ้นมาทันที มายลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาหาเซนก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างบีบหน้าเซนอย่างแรง

“มายโกรธนะ”

“เอ๊ะ?”

“คิดจะหนีเหรอ?”

“อ...เอ๊ะ??”

“ให้ไล่ให้ไปพ้นๆ เหรอ มันก็แค่การหนีจากปัญหาดีๆ นี่เอง...เผชิญหน้ากับมันสิ มีปัญหาอะไรก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน...ถ้าเซนทำอะไรให้มายโกรธล่ะก็มายจะไม่มีทางไล่เซนไปไหนเด็ดขาด มายจะให้เซนอยู่กับมายคอยชดใช้จนกว่ามายจะหายโกรธเลยล่ะ” มายพูดด้วยสีหน้าจริงจัง น้ำเสียงไม่มีชัดถ้อยชัดคำ

“มายพูดแบบนี้ได้เพราะฉันยังไม่ได้ทำอะไรแย่ๆ ต่างหากล่ะ (ไม่สิ ฉันทำไปแล้ว) ถ้ามันเกิดขึ้นจริงเธอจะยกโทษให้ฉันได้จริงๆ เหรอ? (หรือที่เธอเก็บฉันไว้ข้างตัวมาตลอดสองปีก็เพื่อให้ฉันชดใช้ความผิดจนกว่าเธอจะหายโกรธเหรอ??) ถ้ามันเกิดขึ้นจริงแล้วทำอย่างที่เธอว่า ฉันอาจต้องอยู่ข้างๆ เธอไปตลอดชีวิตเลยก็ได้” เซนพูดเสียงดัง ความผิดยิ่งใหญ่ที่ไม่มีวันยกโทษให้ได้ ต่อให้เธอเป็นเทพธิดาผู้ยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ตาม...ถ้าเจอเรื่องแบบนั้น

“...เซน...แปลกไปนะ...” มายขมวดคิ้ว แล้วจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเซน

“ฉัน...ก็เป็นของฉันอย่างนี้ล่ะ” เซนหลบตา

“จนถึงตอนนี้มายไม่เคยโกรธเซนเลยซักครั้ง แล้วทำไมจู่ๆ ถึงพูดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาล่ะ?” เสียงของเธอฟังเศร้าลงกว่าปกติเล็กน้อย แต่ก็สัมผัสได้

“ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น...” เซนก้มหน้าลงมองเท้ามาย เพราะรู้สึกผิดจากเหตุการณ์นั้นมากทำให้เซนพยายามหลบหน้ามายตลอด แม้ต้องอยู่ใกล้แทบจะตลอดเวลาเขาก็พยายามไม่มองหน้าเธอ เวลาสองปีเต็มเปลี่ยนให้การกระทำนั้นกลายเป็นนิสัยไปเสียแล้ว

“เพราะไม่รู้เราถึงต้องทำปัจจุบันให้มีคุณค่าที่สุดไงล่ะ” ร่างของเซนกระตุกเล็กน้อย จนถึงตอนนี้มายคือคนผู้อาศัยอยู่ในปัจจุบันเช่นเดียวกับตัวเขาในเวลานี้ ทว่าอีกไม่นานหลังจากนี้ทั้งสองจะกลายเป็นผู้อาศัยอยู่กับอดีต อดีตที่หยุดนิ่งในเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงที่จะมาถึงนี้ และเขากลับมาเพื่อเปลี่ยนสิ่งนั้น ใช่แล้ว ไม่จำเป็นต้องขอร้องมายให้ลงโทษหนักๆ หากเขาทำอะไรร้ายแรงลงไป ขอแค่เปลี่ยนแปลงอดีตนี้ ช่วยพ่อแม่ของมายจากความตายได้ ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไป มายจะต้องกลับไปมีรอยยิ้มเหมือนเดิมได้แน่

“กลับไปพักเถอะ เดี๋ยวฉันไปส่งหน้าห้องนอน” เซนออกเดินนำออกจากศาลา

“นายเป็นใคร...”

คำถามที่หลุดออกมาจากปากมายนั้นทำให้เซนหยุดเดิน แล้วหันกลับไปมองเธอเล็กน้อย หญิงสาวมองเซนด้วยแววตาจริงจังโดยไม่มีท่าทีล้อเล่นแม้แต่น้อย บรรยากาศกดดันจากรอบตัวเป็นสิ่งที่เซนไม่เคยเห็นมาก่อน หรือนี่คือมายในยามที่โกรธอย่างแท้จริง

“พะ พูดอะไรของเธอน่ะ ฉันก็เป็นฉันสิ จะเป็นใครที่ไหนดะ...”

โกหก!!! เซนที่มายรู้จักน่ะ ไม่หลบตามายเวลาพูด ไม่หันหน้าหนีมาย ไม่หนีปัญหา ไม่ให้อนาคตมาตัดสินปัจจุบัน แล้วก็...ไม่เดินนำหน้ามายอย่างนี้ด้วย...”

เสียงของเธอค่อยๆ แผ่วลง ได้ยินเสียงหอบหายใจแรงซึ่งเป็นเพราะเธอใช้แรงในการพูดเสียงดังจึงเริ่มเหนื่อย ในขณะที่เซนยืนนิ่งด้วยความตกใจ มายยิ่งแสดงอาการหอบหนักขึ้นจนต้องจับหน้าอกตัวเอง จริงอย่างที่เธอพูด เซนในอดีตเป็นอย่างที่เธอพูดจริงๆ เขามักจะเดินตามหลังเธอเพื่อจะได้คอยดูแลเธอตลอดเวลาโดยไม่คาดสายตา ไม่ว่าจะในยามที่มายล้มหรือเหนื่อยซึ่งเมื่อยามนั้นมาถึง เซนจะไปยืนอยู่ข้างๆ คอยพยุงมายเอาไว้ ไม่มีทางที่เขาจะเดินนำหน้าเหมือนที่ทำเมื่อกี้เด็ดขาด และเซนที่มายกำลังพูดถึงกำลังจะหายไปในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เซนกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ แต่แทนที่จะเจ็บฝ่ามือกลับรู้สึกเจ็บที่หน้าอก ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบมายเดินเข้ามาใกล้เซนช้าๆ แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับเซน เพียงแค่การสบตากับมายก็ทำให้ความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

“มายขออะไรซักอย่างบ้างได้มั้ย?” มายพูดขึ้นทำลายความเงียบระหว่างทั้งสอง สายลมเอื่อยๆ ของฤดูหนาวพัดผ่านทุ่งดอกไม้เกิดเสียงหญ้าเสียดสีกันชวนผ่อนคลาย “มายไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเซน หรือเซนคิดอะไรอยู่กันแน่...ตอนนี้เซนเหมือนกลายเป็นคนละคนกับที่มายรู้จัก...” มายหยุดนิ่งแล้วยื่นมือมาจับแก้มเซนอย่างกล้าๆ กลัวๆ “การพูดถึงอนาคตแบบนี้อาจจะไม่สมกับเป็นมาย แต่ว่า...แต่ว่า...จากนี้ไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับมายมันจะไม่ใช่ความผิดของเซนเด็ดขาด...เลิกโทษตัวเองได้แล้ว ถ้ามันมีอะไรเกิดขึ้นจริงล่ะก็...แทนที่จะเอาเวลามาโทษตัวเอง แล้วหนีห่างจากมาย...ช่วยอยู่ข้างๆ มายได้มั้ย อยู่ข้างๆ โดยที่ยังเป็นเซนที่มายรู้จัก อย่าเปลี่ยนไป เป็นเซนของมายในปัจจุบันได้มั้ย”

มายจ้องมองเซนด้วยแววตาที่อ้อนวอน และอ่อนโยน รอยยิ้มที่เธอแสดงออกมานั้นเป็นรอยยิ้มที่เซนไม่เคยเห็นมาก่อน ราวกับรอยยิ้มของเทพธิดาแห่งความรัก เป็นรอยยิ้มที่งดงามจนไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดใดๆ ได้ รอยยิ้มนั้นซึมซับเข้าไปในแผลเป็นที่หัวใจซึ่งคิดว่าคงไม่มีทางรักษาหายไปตลอดชีวิต นี่คือรอยยิ้มที่เขาคาดหวังว่าจะได้เห็นมันคงอยู่บนใบหน้าของมายมาตลอด คำพูดและรอยยิ้มนั้นเหมือนเป็นกุญแจที่ปลดล็อคโซ่ในจิตใจของเซน ตลอดมาเขาเข้าใจผิดไปเองตลอด คิดแต่ว่าหากเปลี่ยนแปลงอดีตได้จำทำให้มายยิ้มได้ โดยลืมความจริงว่าตัวเขาคือคนที่มายต้องการให้อยู่ข้างๆ มากที่สุด รู้สึกว่าตัวเองโง่...โง่ที่สุดในโลก

“ถ้าเกิดขึ้นจริงล่ะก็นะ...มายต้องคิดแบบนั้นแน่เลยล่ะ เพราะฉะนั้น...”

เซนยกมือขึ้นทำท่าจะกอดมายแต่ก็หยุดชะงักไว้แค่นั้น ไม่ ตอนนี้ยังไม่มีสิทธิ์ที่จะทำแบบนี้ จะต้องเปลี่ยนอดีต ต้องเปลี่ยนอดีต ต้องเปลี่ยนอดีต...เขาเลิกความคิดที่จะกอดมายแล้วดีดหน้าผากเธอแทน

“โอ๊ยยย ทำอะไรยะ? เจ็บนะ!?” มายยกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมหน้าผาก พลางถอยหนีจากเซนไปสองสามก้าว แล้วก็ต้องหน้าแดง ป๊อง ขึ้นมา เซนกำลังยิ้มให้เธอ เป็นรอยยิ้มแสนคุ้นเคย และอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

“เธอนี่คิดมากจริง ฉันจะเปลี่ยนไปได้ยังไงล่ะ เอ้ากลับได้แล้ว หอบซะขนาดนั้นแล้ว เดี๋ยวเจ็บหัวใจขึ้นมาอีกหรอก” เซนนั่งลงกับพื้นโดยใช้เข่าข้างหนึ่งยันพื้นเอาไว้ “ฉันจะให้ขี่หลังไป...ไม่ต้องห่วง...ถึงจะอยู่ข้างหน้าแต่ฉันก็ปกป้องเธอได้ แบกรับเธอได้ จะไม่ให้ตกเด็ดขาด” เป็นครั้งแรกที่เซนยอมให้มายแตะต้องตัวเขาอย่างเต็มใจในรอบสองปี เขาไม่รู้สึกรังเกียจตัวเองเหมือนกับที่เป็นอีกแล้ว เมื่อได้ยินดังนั้นมายก็ยิ้มออกมาอย่างสดใสราวกับเด็กเห็นของเล่นใหม่แล้วกระโดดเข้ากอดคอเซนจากด้านหลังทันที “ฮะ เฮ้ย กอดเบาๆ สิ คนป่วยที่ไหนแรงเยอะแบบนี้”

“ไม่เอาจะกอดแน่นๆ” มายกอดเซนแน่นกว่าเดิม รู้สึกถึงความอบอุ่นและสัมผัสที่นุ่มนิ่มอย่างน่าประหลาดแผ่ซ่านไปทั่วแผ่นหลัง “เอ้า ไปได้แล้วเจ้าม้า” เซนยิ้มแหยๆ แล้วออกเดินเข้าสู่คฤหาสน์หลังโต

“ได้ใจใหญ่เลยนะ โอเคจับให้แน่นๆ ล่ะเจ้าหญิง”

                ในห้องนอนทรงกลมสีชมพูที่ตกแต่งอย่างน่ารักราวกับห้องตุ๊กตา มายที่นอนอยู่บนเตียงทรงกลมนุ่มนิ่มเคลิ้มหลับไปในที่สุด เธอพยายามชวนเซนคุยให้มากที่สุดราวกับกลัวว่าหากเธอหลับไปเซนที่เธอรักคนนี้จะหายไป แต่ความเหนื่อยล้าทางร่างกายและจิตใจที่สะสมมาทั้งวันก็ดึงเธอเข้าสู่ห้วงนิทรา ในยามหลับมายดูงดงามไปอีกแบบคล้ายเจ้าหญิงนิทราที่รอเจ้าชายมาจุมพิตจนผู้ที่เฝ้ามองมาตลอดอย่างเซนยังรู้สึกอยากให้ตัวเองเป็นเจ้าชายคนนั้น เซนใช้มือปัดผมสีดำนุ่มสลวยดุจไหมชั้นดีที่เลื่อนมาปิดหน้าของเธอออกให้เห็นใบหน้าชัดเจนแล้วก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของเธออย่างแผ่วเบา...รอยยิ้มแห่งความสุขมันเหมาะที่จะอยู่บนใบหน้าของเธอจริงๆ นั่นล่ะ

                เซนปิดไฟทั้งหมดภายในห้องแล้วเดินออกจากห้องทรงกลม จุดมุ่งหมายคือห้องที่อยู่มุมสุดของอีกด้านทางเดิน ในตอนนี้ไฟตามทางเดินได้มืดสนิทจนแทบจะมองอะไรไม่เห็น ภาพที่มืดมิดนำพาเซนสู่อดีตที่หากก้าวเดินต่อไปเขาจะพบกับภาพอันแสนโหดร้าย กระนั้นเซนก็ยังก้าวต่อไป ยังไม่ถึงเวลา สิ่งที่เขาจะได้พบไม่ใช่ภาพโหดร้ายแต่เป็นพ่อแม่ของมายที่ยังมีชีวิตอยู่ เซนเดินช้าๆ สู่จุดมุ่งหมายหวังว่าตนไม่ได้มาช้าไป เขาหยุดยืนหน้าห้องแล้วสูดหายจากเฮือกใหญ่รวบรวมความกล้า มองเห็นแสงไฟรอดออกจากช่องใต้ประตู เมื่อยื่นมือกำลังจะเคาะประตูเสียงผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังออกมา

                “คุณคะ ฉันผิดไปแล้ว ยกโทษให้ฉันเถอะนะคะ” แม่ของมายนั่นเอง เธอกำลังขอคืนดี

                “ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณถึงกลายเป็นคนแบบนี้ได้ ทั้งที่เมื่อก่อนคุณออกจะรักลูกยิ่งกว่าใคร...ที่มายไม่พูดอะไรคงเป็นเพราะเธอยังมีภาพของคุณที่ใจดีอยู่ในใจ” เสียงพ่อของมายพูดด้วยเสียงที่สงบ เขาคงจะใจเย็นลงแล้ว เซนยืนนิ่งพูดอะไรไม่ออก แม้เขาจะไม่เคยคุยกับแม่ของมายเลย แต่ตั้งแต่รู้จักมายมาสิ่งเดียวที่เขารู้เกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้คือเธอเป็นนักพนันชอบกินเหล้า และทำร้ายร่างกายลูกสาวตัวเอง ไม่เคยรู้เลยว่าเธอมีช่วงเวลาที่เคยรักมายด้วย

                “ฉันรักเด็กคนนั้นค่ะ จนตอนนี้ก็ไม่มีเปลี่ยน ฉันหลงผิดไป ติดการพนัน และของมึนเมา”

                “คุณทำเกินไปจริงๆ...”

มาคิดดูแล้วแม่ของมายก็เป็นผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่ง แม้จะดูโทรมเพราะนอนน้อยและกินเหล้าหนักก็ตาม เซนกำลังคิดหนักว่าเขาควรจะทำอย่างไรดี ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปบทสนทนานี้จะชักนำไปสู่ความตายของทั้งสอง เขาควรจะบุกเข้าไปหยุดการกระทำนี้ดีหรือไม่

                มายเคยเล่าให้ฟังว่าพ่อแม่ของเธอเคยรักกันมาก นั่นสินะ ทั้งสองยังคงมีความรักต่อกันอยู่ แม้จะตระหนักดีอยู่ในใจว่านี่ไม่ใช่บทสนทนาที่ตัวเขาควรรับฟังเซนก็ยังยืนอยู่ตรงนั้น รอคอยเวลาที่จะหยุดมัจจุราชที่กำลังจะมาหาทั้งสองสามีภรรยา การพูดคุยยังคงดำเนินต่อไปอย่างเชื่องช้า มีการขึ้นเสียงบ้าง ร้องไห้บ้าง และสุดท้าย...ทั้งสองก็คืนดีกัน...โดยแม่ของมายให้สัญญาว่าจะเลิกการพนัน สิ่งมึนเมาทั้งหมดแล้วกลับตัวเป็นแม่ที่ดี เซนพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มให้กับผลลัพธ์ในจุดจบของบทสนทนา หรือเพียงแค่การปรากฏตัวของเขาที่เป็นสิ่งแปลกปลอมสำหรับห้วงกาลเวลานี้ก็สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้กันนะ...

                “รักกันดีจริงๆ นะ...”

เสียงแหบห้าวดังขึ้น เป็นเสียงผู้ชายที่เซนไม่เคยได้ยินมาก่อน ใจของเซนที่ยืนฟังทั้งหมดอยู่ล่วงหล่นลงไปสู่ตาตุ่มราวกับเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงของยมทูต ไม่จริง ก็ในวันนั้นไม่มีร่องลอยการบุกรุกแถมรอยนิ้วมือคนแปลกหน้าก็ไม่มีนี่นา

                “กะ แกเป็นใคร!? เข้ามาได้ยังไง” เสียงของพ่อมายดังขึ้นด้วยความตกใจ

                “ฉันเหรอ? เป็นลูกหนี้เมียแกน่ะสิ” ชายคนนั้นตอบ “เพราะยัยผู้หญิงคนนี้ทำให้ฉันหมดตัว ไม่เหลือแม้แต่บ้าน ผู้หญิงก็ทิ้ง ฉันก็เลยแอบเข้ามา...เพื่อตอบแทนให้สาสม ฮึๆๆๆ” เซนรู้สึกได้ถึงจิตอันบ้าคลั่งที่พวยพุ่งออกมาจากเบื้องหลังประตูไม้สีน้ำตาลสลักลวดลายสวยหรู หมอนี้คิดจะฆ่าแม่ของมายแน่ๆ อย่าบอกนะว่า...คนร้ายตัวจริงก็คือ...

                เซนเปิดประตูผละเข้าไปในทันที เบื้องหน้ามีพ่อแม่ของมายยืนอยู่ และมีชายผู้มีใบหน้าซูบตอบเกาะอยู่ที่หน้าต่างห้อง แววตาไร้ประกายเหมือนคนตาย จมูกบิดเบี้ยว ผมยุ่งกระเซิง ทั้งตัวสวมชุดสีดำสนิท ที่มือมีถุงมือหนังสวมอยู่ เพราะอย่างนี้นี่เองถึงไม่มีรอยนิ้วมือ การที่เข้ามาได้คงจะเพราะหน้าต่างไม่ได้ล็อคอยู่ และคงจะเข้าทางกำแพงหลังบ้านดังนั้นเซนในอดีตซึ่งเดินไปเดินมาอยู่หน้าบ้านมาตลอดจึงมองไม่เห็น

                “เซน!?” พ่อของมายหันมามองเซนด้วยความตกใจเช่นกัน เพราะไม่คิดว่าเซนจะโผล่มาในที่แบบนี้

                “หมอนี่มาเพื่อฆ่าคุณนายครับ ระวังตัวให้ดี” พูดไม่ทันขาดคำชายคนนั้นก็ชักมีดสีเงินมันวาวออกมา

                “เหมือนโชคชะตากำลังชี้นำฉันให้มาฆ่าแกเลยล่ะ รู้มั้ยหลังจากที่หมดสิ้นทุกอย่างแล้วฉันกลับเหลือมีดใบนี้เพียงเล่มเดียว” ชายลึกลับแลบลิ้นยาวออกมาเลียมีด หมอนี่มันบ้าไปแล้วชัดๆ

                “ใจเย็นๆ ค่อยๆ พูดกันก่อนนะถ้าอยากได้เงินพวกเราจะให้ เท่าไหร่ก็ได้” แม่ของมายพยายามจะกล่อม แต่สถานการณ์กับยิ่งเลวร้ายขึ้นเมื่อชายคนนั้นได้ยินเสียงแม่ของมาย

                “หนวกหู!!” เขาตะโกนเสียงดัง “ตอนนั้นฉันทั้งกราบเท้า ทั้งร้องขอกับแก แล้วแกทำอะไรนอกจากเหยียบย่ำซ้ำเติมฉัน แค่เงินน่ะ....แค่เงินน่ะ...” เสียงของเขาสั่นไปด้วยความโกรธ ดวงตาส่องแสงวาววับราวกับสัตว์ป่า “มันไม่พอหรอกเฟ้ยยยยย” เขาถีบตัวพุ่งออกจากหน้าต่าง เข้าหาหญิงสาวด้วยความเร็วสูง มือยกสูงขึ้นหมายจะฟันร่างของเธอ คนที่ตอบสนองได้ทันคือเซนที่เฝ้ารอจังหวะนี้มานาน เขาพุ่งเข้าผลักแม่มายออกแล้วเหวี่ยงเท้าถีบผู้บุกรุกเข้าไปเต็มแรงจนกระเด็นกลับไปชนหน้าต่างดัง โครม มีดล่วงหล่นลงมากับพื้น

                “ใครจะไปยอมกัน จากนี้ไปจากนี้ไปมายอุตส่าห์จะได้มีชีวิตที่มีความสุขแล้ว ใครจะไปยอมให้แกมาทำลายกัน” เซนพูดอย่างชัดเจน เขาเดินอย่างระมัดระวังเข้าใกล้คนร้ายเพื่อจะเตะมีดออกห่างจากตัวของมัน

                “เซน ระวัง!!

สิ้นเสียงร้องเตือนจากพ่อของมาย คนร้ายได้หยิบมีดอีกเล่มออกมาแล้วแทงเข้าหาเซน เซนเบี่ยงตัวหลบได้เฉียดฉิว แต่คมมีดก็เฉียดหน้าไป รู้สึกได้ถึงความเจ็บแปลบในยามถูกของมีคมบาดพุ่งขึ้นมาที่แก้มซ้าย เซนจับแขนของคนร้ายที่แทงออกมาแล้วเหวี่ยงกระเด็นไปอีกทาง ทว่ามันกลับมีความคล่องตัวผิดคาด มันม้วนตัวตีลังกากับพื้นเพื่อลดแรงกระเทือนแล้วกลับขึ้นยืนอย่างรวดเร็วก่อนจะพุ่งเข้าหาแม่ของมายอีกครั้ง คราวนี้เป็นพ่อของมายที่กระโดดเข้ามาขวาง ก่อนที่มีดจะถูกแทงเข้าไปที่หน้าอกพ่อของมายเขาก็ใช้มือทั้งสองข้างจับมือของคนร้ายเอาไว้ ทั้งสองต่างผลักดันกันด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี

                จัดการได้แน่ เซนคิดแล้ววิ่งเข้าไปชกหน้าคนร้ายจากด้านข้างอย่างจัง จนพ่อของมายที่จับมือคนร้ายเอาไว้เสียหลักล้มลงไปด้วย เซนกระโดดขึ้นคร่อมแล้วต่อยหน้าชายคนนั้นไม่ยั้งราวกับคนคลุ้มคลั่ง ขอเพียงแค่จัดการกับชายคนนี้ได้ ทุกอย่างก็จะดีเอง เปลี่ยนอนาคตได้แน่ ทุกอย่างจะดีขึ้น กว่าจะได้สติอีกที มือของเขาก็เต็มไปด้วยเลือดของคนร้าย ใบหน้าที่ถูกต่อยจนยับยู่ยี่เต็มไปด้วยเลือด ตาเหลือกขึ้นจนเห็นเพียงตาขาว คงหมดสติไปแล้ว เซนผละลุกขึ้นด้วยร่างกายที่สั่นเทาเพราะความโกรธและหวาดกลัวปะปนกัน ทุกอย่างจบลงแล้วสินะ

                “ขอบคุณมากนะเซน เดี๋ยวพ่อจะโทรแจ้งตำรวจ” พ่อของมายเข้ามาตบไหล่เซนเบาๆ แล้วเดินไปหยิบมือถือที่หัวเตียงนอน ในระหว่างนั้นเซนเดินเข้าไปประคองแม่ของมายที่นั่งทรุดอยู่กับพื้นขึ้น เธอยังตกใจอยู่จึงตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า สายตายังคงจ้องมองไปยังคนร้ายที่นอนไม่ได้สติอยู่กับพื้น ทันใดนั้นสายตาของเธอก็เบิกโพลงขึ้น  ใบหน้าซีดลงยิ่งกว่าเดิม

                “คุณคะ ระวัง!!

                คนร้ายยังคงมีสติ มันลุกขึ้นคว้ามีดบนพื้นอย่างรวดเร็วแล้วพุ่งเข้าแทงพ่อของมายที่ยืนหันหลังให้ เขาหันมาด้วยเสียงเรียกมีดจึงแทงเข้าที่หน้าอกพอดี เสื้อเชิ้ตสีขาวถูกย้อมด้วยเลือดสีแดงที่กระจายแผ่วงกว้างออกจากกลางหน้าอก เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นจับที่ไหล่ของคนร้ายก่อนจะล้มลงกับพื้น

                ไม่จริง...ไม่จริง...ไม่จริง...ก็เราเปลี่ยนอดีตไปแล้วนี่ เราทำสำเร็จไปแล้วนี่ ทำไม ทำไม ทำไม ทำไมคุณพ่อถึงยังถูกแทงที่หน้าอก...ทำไม ทำไม ทำไม อะไรบางอย่างกำลังคลานออกมาจากหลุมลึกที่หน้าอกของเซน หลุมลึกที่เกิดขึ้นตั้งแต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นครั้งก่อนโดยที่เขาทำอะไรไม่ได้ และมันกำลังเกิดขึ้นอีกครั้งโดยที่เขาก็ทำอะไรไม่ได้อีกเช่นกัน ในที่สุดมือสีแดงฉานก็ยื่นออกมาจากปากหลุม ปีศาจ...มันกำลังจะฉุดเขาลงสู่ความมืดมิดในหลุมดำ

                “อ๊ากกกกกกกกก”

เซนตะโกนเสียงดังพร้อมกับเสียงของแม่มายที่กรีดร้องดังสนั่นบ้าน เซนพุ่งตัวเข้าหาคนร้ายอย่างบ้าคลั่ง มือกำหมัดแน่นเหวี่ยงเข้าใส่คนร้ายเต็มแรงโดยไม่สนอีกฝ่ายที่เงื้อมีดขึ้นจะแทงเซนอีกคน ในตอนนั้นเองแม่ของมายก็พุ่งเข้ามาผลักเซนออกจากวิถีมีดทำให้ตัวเองโดนมีดฟันที่แขน หยาดเลือดกระเซ็นเป็นทางไปบนตัวของเซน และราวกับว่ารอยเลือดที่เป็นทางยาวนั้นได้กลายเป็นเชือกดึงเซนกลับออกมาจากหลุมดำ สติของเขากลับคืนมา เขาเหวี่ยงขาเตะเข้าที่ข้อเท้าของคนร้ายจนล้มคะมำหัวฟาดพื้น คราวนี้มันหมดสติไปจริงๆ เซนเตะมีดไปที่อื่นที่ไม่อาจเอื้อมมือถึงหากคนร้ายตื่นขึ้นมาอีก

                “คะ คุณแม่ เป็นยังไงบ้างครับ?”

                “เซน...ขอโทษนะปกติพวกเราไม่ค่อยจะได้คุยกันเลย” เธอพูดพร้อมกับรอยยิ้ม เส้นเลือดคงจะโดนตัดทำให้เลือดไหลออกมาไม่หยุด กระนั้นเธอก็ไม่ได้สนใจเลย

                “ผะ ผมจะรีบเรียกรถพยาบาลนะครับ” เซนวิ่งไปหยิบมือถือของพ่อมายที่ตกอยู่ข้างมือของเขาก่อนจะกดโทรออกเพื่อเรียกตำรวจและรถพยาบาล ทว่าอยู่ดีๆ มือถือก็ร่วงหล่นจากมือไป ไม่สิ...มันทะลุมือของเขาลงไปราวกับว่าเขาไม่มีตัวตน หรือว่า...หมดเวลา...

                “อย่างที่คิดจริงๆ เธอไม่ใช่คนของที่นี่” แม่ของมายพูดขึ้น จ้องมองร่างของเซนที่เปลี่ยนเป็นร่างโปร่งแสงทีละน้อย “เธอไม่เหมือนกับเซนที่แม่เคยเห็นมาตลอด เธอมีบาดแผลอยู่เต็มไปหมด...อย่างนี้นี่เองจากนี้ไปคงจะเกิดเรื่องที่ทำให้เธอเป็นอย่างนี้สินะ” เธอพูดอย่างชาญฉลาด ช่างเป็นความสามารถในการเข้าใจสถานการณ์รวดเร็วอย่างน่าทึ่ง มายได้รับความสามารถนี้มาอย่างเต็มที่เลยสินะ

                “ผะ ผม...ผม...”

                “อย่างไรก็ตามดูเหมือนเวลามีจำกัด หมดเวลาแล้วสิ...”

                “ผมมาที่นี่เพื่อเปลี่ยนอดีต ผมจะไปไม่ได้จนกว่าผมจะเปลี่ยนอดีตนี้ให้ได้” เซนก้มลงคว้ามือถือที่ไม่ว่าคว้าเท่าไหร่ก็ไม่ได้ผล มือของเขาเพียงแค่ผ่านมันไปเหมือนตัวเขาเป็นเพียงวิญญาณ บ้าจริง เหลือแค่กดโทรออกเท่านั้นเอง

                “ดูเหมือนว่าในสถานที่ที่เธอมาพวกฉันจะไม่มีชีวิตอยู่แล้วสินะ...ใจดีจังเลยนะ ทำเพื่อมายใช่มั้ยล่ะ?” แม่ของมายยิ้มอย่างอ่อนโยน เป็นครั้งแรกที่เซนได้เห็นเธอยิ้มแบบนี้ ช่างงดงามจนเห็นภาพของมายซ้อนทับ “เซน...”

                เสียงนั้นแผ่วเบาลงเต็มที่ ดวงตาของเธอพร่ามัวจนมองเห็นไม่ชัดจากการเสียเลือด กระนั้นดวงตานั้นก็เป็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความจริงจัง น้ำเสียงที่เรียกชื่อเซนดังชัดเจนราวกับจะฝังลงไปในหัวของเซนทำให้เขาหยุดคว้ามือถืออย่างไม่มีประโยชน์แล้วหันมาหาเธอ

                “เธอเป็นคนดี และคอยดูแลมายมาตลอด แม่ได้ยินมายพูดถึงเซนมาตลอดเลย มายคงชอบเซนมาก...จำไว้นะเซน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่นี่ มันไม่ใช่ความผิดของเซนเลย เซนทำทุกอย่างถูกต้องแล้ว ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรอีกทั้งนั้น สิ่งที่เธอควรจะเปลี่ยนน่ะคือ...เลิกโทษตัวเองแล้ว...กลับไปเป็นเซนที่มายรักเถอะ เซนในแบบนั้นน่ะ เท่กว่าตอนนี้ตั้งเยอะ...แม่...ฝาก...มายด้วย...นะ...”

                “คะ คุณแม่!!!” พูดจบเธอก็ค่อยๆ ล้มลงกับพื้นโดยมีรอยยิ้มที่อบอุ่นประดับอยู่บนใบหน้า เซนรีบวิ่งเข้าไปคว้าตัวเธอเอาไว้แต่ร่างของเธอก็ทะลุผ่านตัวเขาไป เซนยืนตะลึงกับภาพนั้น ทำอะไรไม่ได้ซักอย่างเลยหรือ เขาทรุดลงกับพื้น ขอแค่กดโทรศัพท์ติดก็ยังดี อาจจะยังช่วยได้ก็ได้

                “โถ่เว้ยยยยยยย!!!


                แก๊ง แก๊ง แก๊ง แก๊ง แก๊ง ฉึกฉักฉึกฉักฉึกฉัก เสียงดังคุ้นหูของรถไฟขึ้นสนิมขบวนใหญ่กำลังใกล้เข้ามา เซนหลับตาครู่หนึ่ง แล้วลุกขึ้นยืน สูดหายใจลึกเพื่อรับออกซิเจนเข้าไปให้เต็มปอด คำพูดของตัวเองกับกัปตัน และยายขายของปรากฏขึ้นมาในความทรงจำทีละส่วนราวกับเวลาดูหนังในดีวีดีที่เลือกดูฉากที่ต้องการได้

“เป้าหมายของคุณคืออดีตเมื่อสองปีก่อน คุณต้องการจะทำอะไรที่นั่นครับ และเหตุผลคืออะไร?”

“เพื่อเปลี่ยนอดีตครับ ผมเคยทำเรื่องผิดพลาดเลวร้าย เป็นต้นเหตุให้มายต้องเป็นแบบนี้ ถ้าผมเปลี่ยนอดีตได้ผมจะต้องนำรอยยิ้มที่แท้จริงของมายกลับคืนมาได้แน่นอน เพราะฉะนั้นไม่ว่ายังไง...ไม่ว่ายังไงผมก็ต้องขึ้นรถไฟขบวนนี้”

“คุณคิดว่าถ้าทำแบบนั้นแล้วสาวน้อยนามว่า มาย จะกลับมายิ้มเหมือนเดิมได้จริงหรือครับ?”

            “ฮะๆๆ อยู่มาหลายร้อยปีเพิ่งเคยเจอคนแบบเธอนี่ล่ะ ฮ่าๆๆ คนหนุ่มนี่ดีจริงน้อ เอาเถอะ จิตใจของผู้หญิงนั้นยากจะเข้าใจ หวังว่าการเดินทางครั้งนี้เธอจะพบเส้นทางที่ควรจะไป”

                รถไฟมาจอดเบื้องหน้าเซนแล้ว กัปตันผู้เป็นชายร่างสูงใหญ่บึกบึนเดินลงมาโค้งให้เซน ต่างจากครั้งแรกตรงที่เขาไม่ได้มีรอยยิ้มที่เป็นมิตรอยู่เลย คงเป็นเพราะหากตอบคำถามพลาดในครั้งนี้เซนจะต้องสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดของตนไป ดวงตาสีฟ้าสดใสจับจ้องมาที่เซนซึ่งมองตอบกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว

                “ถึงเวลากลับแล้วครับ แต่ก่อนหน้านั้น...หนุ่มน้อยนามว่า เซน คุณจะต้องตอบคำถามของผมหนึ่งข้อ” เซนยังคงสบตาดวงตาสีฟ้านั้นด้วยความมุ่งมั่น รู้สึกได้ถึงสายลมอบอุ่นที่พัดมาจากที่ไหนซักแห่งทำให้รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก กัปตันจ้องมองเซนที่ดูมุ่งมั่นแล้วเอ่ยถามขึ้น “ดูเหมือนว่าคุณจะเปลี่ยนอดีตไม่ได้สินะครับ...ถ้าอย่างนั้นคุณได้อะไรจากการเดินทางที่ไร้ประโยชน์ครั้งนี้ครับ จากนี้ไปคุณจะไม่สามารถทำให้สาวน้อยนามว่า มาย กลับมายิ้มได้อีกแล้ว”

                เซนหลับตาลงนึกถึงภาพมายที่เต็มไปด้วยความเศร้า ใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตา แล้วแววตาที่จ้องมองเขาอย่างโหยหา ตลอดเวลาเขาเข้าใจผิดมาตลอด เขาไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับมายเลย ความจริงเธอเขียนอะไรลงในคำขอก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ได้แต่คิดเอาเองว่ามายอยากให้พ่อแม่กลับมามีชีวิตเหมือนเดิม

                “ฮึๆๆ ฮึๆๆ” เซนหัวเราะในลำคอ

                “มีอะไรน่าขำครับ หรือเพราะเปลี่ยนอดีตไม่ได้ทำให้คุณเสียสติไปแล้ว” กัปตันขมวดคิ้วอย่างจริงจัง ยิ่งกับร่างที่ใหญ่โตแล้วทำให้เขาดูน่ากลัวขึ้นกว่าเดิม รู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลที่เข้าปกคลุมทั่วร่าง แต่เซนก็เงยหน้าขึ้นสบตาพร้อมกับรอยยิ้มที่มั่นคง

                “ไร้ประโยชน์งั้นหรือ? เปล่าเลยกัปตัน ผมอาจจะอธิบายออกมาเป็นคำตอบได้ไม่ค่อยดี แต่ผมได้อะไรจากการเดินทางครั้งนี้มากเลยล่ะ มีคนเตือนสติให้ผมได้รับรู้ถึงสิ่งที่ลืมมาตลอดเวลา ได้รับรู้ถึงความเขลาของตัวเอง...ผมนี่โง่จริงๆ เลยที่ไม่เคยรู้อะไรเลย ไม่เคยเลยจริงๆ แต่ผมก็พบแล้ว...พบเส้นทางที่ผมควรจะไป ถึงผมจะเปลี่ยนอดีตไม่ได้ แต่ผมแน่ใจว่ามายจะกลับมายิ้มได้แน่นอน สิ่งที่จะทำให้มายกลับมายิ้มไม่ได้อยู่ในอดีต...มันอยู่ในปัจจุบัน...อยู่ที่ตัวผมนี่ล่ะ!!! นั่นคือคำตอบของผม”

                ด้วยแววตาที่มุ่งมั่นจริงจัง เซนสบตากับกัปตันราวกับจะท้าให้เขาขุดลึกเข้าไปในจิตใจเพื่อหยั่งรู้ถึงจิตใจที่กำลังสมานด้วยความรู้สึกดีๆ ที่มายและครอบครัวของเธอมอบให้ มันกำลังซึมลึกลงไปในช่องว่างแห่งจิตใจ ไม่รู้เพราะอะไรเซนถึงรู้สึกว่ากัปตันสามารถมองเห็นจิตใจนั้นได้ ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างทั้งสองคน

                “ดูเหมือนว่าคุณจะได้รับสิ่งที่สูญเสียไปกลับคืนมาแล้วสินะครับ” ตลอดเวลาเซนได้สูญเสียจิตใจในการดำรงชีวิตอยู่ในปัจจุบัน เวลาแห่งชีวิตของเขาหยุดลงตั้งแต่วันที่พ่อแม่ของมายเสียชีวิต แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่เขาสูญเสียไปคือตัวตนของเขาเอง เพราะกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับมันอีก กลัวที่จะต้องนึกถึงมันอีกเขาจึงปิดกลั้นตัวตนที่แท้จริงแล้วตีห่างจากมาย ตีห่างจากคนที่เป็นทุกอย่างของเขา คนที่สำคัญที่สุดของเขา

                “ผมจะไม่ยอมให้คุณเอามายไปไหนเด็ดขาด”

                “เอาไปไม่ได้หรอกครับ...คุณผ่านแล้ว เชิญขึ้นรถได้ครับ กัปตันยิ้มแล้วโบกมือไปยังทางประตูขึ้นรถไฟที่เลื่อนเปิดต้อนรับเซนอย่างอบอุ่น รู้สึกได้ถึงสายลมที่อบอุ่นอีกครั้ง

                “ผม..ตอบถูก...ผม...”

ในวินาทีนั้นน้ำตาก็ไหลพรากออกมาเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีราวกับเขื่อนที่พังทลายออกมา ทั้งที่คิดว่าต่อมน้ำตาของตนมันแห้งไปแล้วแท้ๆ ทั้งที่คิดว่าจะไม่แสดงน้ำตาให้ใครเห็นอีกแล้วแท้ๆ ความรู้สึกว่าในที่สุดก็ยกโทษให้ตัวเองได้แล้วปลดปล่อยเขาจากโซ่แห่งพันธนการทั้งหมด เขาไม่ได้กำลังโกหกตัวเองอยู่สินะ กัปตันได้พิสูจน์ด้วยการมองเข้าไปในจิตใจของเขาแล้ว คำตอบที่กัปตันถามแก่เขาหากเขาตอบผิดหรือโกหกโดยใช้คำพูดสวยหรูก็คงจะถูกดูออกในพริบตา และนั่นหมายถึงเขายังคงไม่อาจยกโทษให้ตัวเองได้ ยังต้องการจะเปลี่ยนแปลงอดีตอยู่ ซึ่งจากนี้ไปก็คงจะพยายามหลีกหนีจากมายต่อไป ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวตลอดชีวิต ทว่าตอนนี้ไม่ใช่...เพราะมายและครอบครัวทำให้เขารู้สึกตัว... เขากลับมาเป็นคนเดิมแล้ว เขาจะไม่ยอมปล่อยมายไปไหนอีกแล้ว จะไม่ทิ้งให้มายอยู่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว

“ฮ...ฮึก ฮืออ ฮ...โอ้ววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววว

เสียงคำรามของผู้ที่ได้รับการปลดปล่อยดังสะท้อนไปทั่วผืนฟ้าพร้อมกับน้ำตาที่เปื้อนไปทั้งใบหน้า โดยมีกัปตันร่างใหญ่ตาสีฟ้ายืนอยู่ข้างๆ ด้วยรอยยิ้ม

                แม้พ่อแม่ของมายจะตายไปจริงแต่เซนก็เปลี่ยนวิธีการตายของพวกเขาไป เซนทราบจากกัปตันว่าหลังจากนั้นมายก็พบกับเหตุการณ์นั้นเข้าและช็อคหมดสติไป เซนที่ตามเข้าไปก็ตกใจอย่างมากและเอาแต่โทษตัวเองเช่นเดิม ส่วนคนร้ายก็ถูกตำรวจที่มาตามการแจ้งความของแม่บ้านจับในเวลาต่อมา ทุกอย่างแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

“รับเครื่องดื่มมั้ยจ๊ะ? หรือว่าขนมดี??” เสียงทุ้มต่ำของหญิงชราดังขึ้นเรียกให้เซนที่กำลังนั่งเหม่อลอยหันมามอง ขากลับบนรถไฟแทบไม่มีคนเลย มีบางคนที่มีใบหน้าอย่างกับศพจนหลงคิดว่าตายไปแล้วจริงๆ ซึ่งเซนแอบเดาเอาเองว่าคนเหล่านั้นคงไม่อาจตอบคำถามได้และสูญเสียสิ่งสำคัญไป ก็น่าสงสารอยู่แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ “ฟรีนะจ๊ะ”หญิงชรายิ้ม

“ขอโกโก้ร้อนครับ” เซนยิ้มตอบ หญิงชราหันไปหยิบกล่องกระดาษสีน้ำตาลเข้มไร้ลวดลายที่มีผงละเอียดสีแดงอัดแน่นเต็มกล่อง จากนั้นเธอก็เริ่มตักมันใส่แก้ว

“ทำหน้าแบบนี้แสดงว่าตอบคำถามกัปตันถูกสินะจ้ะ แสดงว่าไม่อยากเปลี่ยนอดีตอันขมขื่นแล้วหรือ?” หลังจากที่แก้วส่องแสงสีแดงดุจเปลวเพลิงเธอก็ยื่นมันให้กับเซน โกโก้สีแดงส่งกลิ่นหอมหวานน่ากิน

“ไม่จำเป็นแล้วครับ...” เซนยิ้มตอบ “ผมพอใจกับทุกอย่างที่เป็นตัวเอง และทุกอย่างที่ตัวเองมีตอนนี้แล้ว แม้อดีตจะขมขื่นและเต็มไปด้วยความผิดพลาดแต่ก็ทำให้ผมเติบโตมาเป็นผมในตอนนี้ได้ หากบอกว่าอยากจะเปลี่ยนแปลงอดีตก็เท่ากับว่าผมปฏิเสธตัวตนของตัวเองในตอนนี้ เพราะฉะนั้นแทนที่จะเปลี่ยนแปลงอดีตตัวเอง...สู้ทำให้ปัจจุบันมีความสุข เพื่ออนาคตที่ดียิ่งขื้นไปอีกจะดีกว่า” เซนมองดูโกโก้สีแดงที่หมุนวนอยู่ในแก้วอย่างอ่อนโยนก่อนจะยกขึ้นดื่ม “อ...อึก...เอื๊อกก...ฮึ...ฮะๆๆ อดีตของผมนี่...มันขมอย่างที่คิดจริงๆ นั่นล่ะ”

“ไม่เจอประเดี๋ยวเดียวเปลี่ยนไปมากจนจำไม่ได้เลย นะพ่อหนุ่ม ฉันล่ะถูกใจเธอจริงๆ ดูเหมือนจะพบเส้นทางของตัวเองแล้วสินะ” หญิงชรายิ้มแย้มแบบหุบไม่อยู่ราวกับผู้เป็นแม่ที่ได้เห็นลูกของตัวเองประสบความสำเร็จ

“ครับ ต้องขอบคุณคุณยายด้วยที่อุตส่าห์ช่วยใบ้ให้” เซนโค้งคำนับแสดงความนับถือออกมาจากใจจริง หญิงชราดูตกใจเล็กน้อยก่อนจะเริ่มเข็นรถเข็นออกไป

“ฮึๆๆ พูดอะไรกัน ยายก็แค่พูดไปตามภาษาคนแก่ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น...จากนี้ไปเราคงไม่ได้เจอกันแล้ว โชคดีนะพ่อหนุ่ม ขอให้มีความสุขกับปัจจุบันของเธอ” เมื่อหันกลับมามองหน้าต่างอีกครั้งก็พบว่าเขากลับมายังกรุงเทพในปัจจุบันแล้ว แต่ไม่มีหิมะตกเลย รถไฟกำลังตรงไปยังระเบียงห้องพักคนไข้ของโรงพยาบาลซึ่งมายนอนอยู่ เซนลุกเดินไปยังประตูทางออก ซึ่งเขาได้พบกัปตันที่นั่นอีกครั้ง

“คุณยายดูจะถูกใจคุณมาก ท่านฝากสิ่งนี้มาให้คุณครับ” กัปตันยื่นสร้อยคอคริสตัลรูปหกเหลี่ยมเป็นประกายระยิบระยับสวยงามให้เซน ประกายของมันทำให้ดูราวกับกำลังเรืองแสงตลอดเวลา “นี่คือสร้อยที่ทำจากคริสตัลวิเศษโดยเอลฟ์แห่งโรงงานของเล่น มันจะช่วยนำโชคและปกป้องคนที่คุณรักได้ มอบมันให้กับคนที่คุณรักเถิดครับ”

“จะ จะดีเหรอครับ ท่าทางมีค่ามากเลย” เซนใช้มือประคองรับมาราวกับกลัวว่าหากมันตกพื้นจะแตกทันที

“แล้วก็นี่เป็นของที่ระลึกจากรถไฟเที่ยวสู่อดีตครับ โปรดรับไว้” กัปตันแบมือที่ส่องแสงสีแดงออก เผยให้เห็นเข็มกลัดรูปเกล็ดหิมะเป็นแฉก ที่สลักอย่างละเอียดอ่อนช้อยจนเซนมองตะลึงในความงามนั้น “และสุดท้ายคือของขวัญคริสมาสต์สำหรับคุณและสาวน้อยนามว่า มาย ครับ” กัปตันยื่นกล่องของขวัญสีแดงที่ห่ออย่างบรรจงให้เซน

“ของขวัญคริสมาสต์...เดี๋ยวสิหรือว่าคุณคือ...” เมื่อรู้ตัวเซนก็ยืนอยู่ตรงระเบียงห้องพักเสียแล้ว

“โฮ่โฮ่โฮ่ หนุ่มน้อยนามว่า เซน ขอบคุณท่านเป็นอย่างมาก เพราะท่านทำให้เราสามารถมอบของขวัญคริสมาสต์ที่สาวน้อยนามว่า มาย ต้องการ โฮ่โฮ่โฮ่ ไว้เจอกันใหม่ปีหน้า Merry Christmas

ทันใดนั้นรถไฟขึ้นสนิมขนาดใหญ่ก็เปลี่ยนรูปกลายเป็นรถเลื่อนสีดำคันใหญ่ที่มีถุงผ้าหนาๆ ใส่ของขวัญอัดแน่นจนแทบล้นออกมาบรรจุอยู่ด้านหลัง มีกวางเรนเดียร์เขาใหญ่ๆ แตกก้านสาขาอย่างพอดีพองาม พร้อมจมูกแดงลอยอยู่กลางอากาศประมาณ 8 ตัวเห็นจะได้คอยลากเลื่อนนั้นอยู่ ข้างๆ กัปตันมีเอลฟ์ชายหญิงที่เซนเคยพบในตอนแรกโผล่ออกมาโบกมือพร้อมรอยยิ้ม พร้อมกับร้อง

Merry Christmas Merry Christmas

เซนได้แต่ยืนตะลึงจ้องมองกัปตันที่กำลังเปลี่ยนร่างเป็นชายตัวใหญ่ร่างท้วมในชุดสีแดง หมวกสีแดงที่มีปุยขนสีขาวประดับอยู่ตามชายเสื้อ และขอบหมวก เคราสีเงินยาว ใบหน้าดูใจดี ดวงตาสีฟ้าสดใสยิ้มแย้มให้เซนก่อนจะลอยจากไปพร้อมกับเลื่อนยักษ์คงจะยังมีงานอีกเยอะกระมัง ก็ยังเหลือของขวัญเต็มเลื่อนซะขนาดนั้น เซนยกมือขึ้นตบหัวตัวเอง

“กัปตันแคนทาซ...Cantas = SantaC สินะ ทำไมนึกไม่ออกแต่แรกนะ...มีจริงๆ ด้วยแฮะ ฮะๆๆ”

                เวลา 23.57 นาฬิกา วันพุธที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 2014

                ดูเหมือนว่าซานตาคลอสจะรู้ใจจึงนำเซนกลับมาก่อนเวลาเพียงน้อยนิดเพื่อให้เวลาเซนได้มอบของขวัญคริสมาสต์ให้แก่มาย เซนเดินไปนั่งบนเตียง แล้วยื่นมือไปปัดผมที่เลื่อนลงมาปิดบังใบหน้าของมายเล็กน้อยออก ก่อนจะยิ้มออกมา เขาสูดหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อลดความตื่นเต้น แล้วดีดหน้าผากเธอเต็มแรง

                “โอ๊ยยยยยย เจ็บบบบบบบบบ”

                มายร้อยเสียงดัง แล้วดีดตัวขึ้นมานั่งอย่างรวดเร็ว น้ำตาซึมออกมาเล็กน้อย สายตาที่แค้นเคืองกวาดหาคนร้ายในความมืด แล้วก็มาหยุดที่เซน เธอมองเซนด้วยความงุนงงเล็กน้อยเพราะปกติแล้วเซนมีแทบจะไม่มองหน้าเธอเลยไม่มีทางทำอะไรที่ดูเหมือนคนสนิทกันเท่านั้นถึงจะทำแบบนี้ ใบหน้าที่งุนงงมีหน้าตาซึมช่างน่ารักจนเซนอดใจเต้นแรงไม่ได้ หัวใจเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากหน้าอกอยู่แล้ว จากนั้นมายก็ตกตะลึงอีกครั้งเมื่อทั้งห้องประดับไปด้วยแสงไฟระยิบระยับของบรรยากาศเทศกาลวันคริสมาสต์ที่เซนไม่เคยมีท่าทีจะใส่ใจ นี่คือสิ่งที่เอลฟ์สองตัวทิ้งไว้ให้เซนมันจึงต่างจากหลอดไฟฟ้าทั่วไป มันคือเวทย์มนต์ที่ทำให้มีแสงสุดโรแมนติกลอยอยู่ทั่วห้อง

                “มาย...” เซนรวบรวมความกล้าพูดขึ้น เขาจ้องเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของมายอย่างจริงจัง นานเท่าไหร่แล้วนะที่เขาไม่ได้มองเข้าไปในดวงตาคู่สวยนี้

                “เอ๊ะ?” มายเอียงคอด้วยความงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

                “ฉันขอโทษ...” มายเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาทันที จะต้องให้พูดกี่ครั้งว่าเลิกพูดคำนี้ได้แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมเข้าใจกัน

                “ถ้าเซนยังพูดคำนี้อีกล่ะก็นะ คราวนี้มายจะ...เอ๊ะ...” เซนยื่นตัวเข้าใกล้มายแล้วจุมพิตที่หน้าผากของเธอ มายที่ไม่ทันได้ตั้งตัวรีบถอยกรูดจนแทบตกเตียง มือทั้งสองข้างปิดหน้าผากเอาไว้ หน้าแดงก่ำด้วยความขวยเขินอย่างไม่เข้าใจ

                “ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันโง่เอง ไม่เคยเข้าใจเธอ ไม่เคยแม้แต่คิดจะเข้าใจเธอ พยายามหนีห่างจากเธอ และโทษตัวเองมาตลอด แต่ว่า...เพราะเธอทำให้ฉันตาสว่าง ขอโทษนะที่ใช้เวลาตั้ง 2 ปีถึงจะเข้าใจว่าตัวเองทำผิดมาตลอด...ฉันจะเลิกยึดติดอยู่กับอดีตแล้วทำปัจจุบันของพวกเราให้มีความสุขที่สุด”

                คำพูดที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความรู้สึกต่างๆ มากมายอัดแน่นอยู่เต็มไปหมด บอกให้มายรู้ว่านี่ไม่ใช่การล้อเล่น เธอตกตะลึงอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง ดวงตาสีดำสนิทของเซนกำลังส่องประกายเหมือนเมื่อก่อน ทั้งที่คิดว่าจะไม่ได้เห็นดวงตาคู่นี้อีกแล้วแท้ๆ เธอเลื่อนมือทั้งสองข้างลงจากหน้าผากแล้วปิดปากของตนเอาไว้ น้ำตาไหลพรากออกมาอย่างหยุดไม่อยู่ ร่างกายสั่นเทิ้มไปด้วยความสุขที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต เธอขยับปากพูดออกมาอย่างแผ่วเบา

                “นี่...ไม่ใช่ความฝัน...ใช่มั้ย...”

                เซนตอบด้วยการกางแขนออกกว้างแล้วกอดเธอแน่น นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เซนกอดมาย กอดด้วยความรู้สึกทั้งหมดที่มี ราวกับว่าจะไม่ปล่อยเธออีกแล้ว

                “ฉันจะไม่ยอมเสียเธอไปอีกแล้ว ชีวิตทั้งหมดที่มีจะมอบให้เธอคนเดียว ฉันจะอยู่ข้างๆ เธอตลอดไป”

                ตลอดเวลาตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เลวร้ายเมื่อสองปีก่อนขึ้นสิ่งที่มายต้องการและหวังจะได้เห็นเมื่อเธอตื่นขึ้นคือเซนที่เธอรักคอยอยู่ข้างๆ คอยให้กำลังใจ แต่สิ่งที่เธอพบกลับยิ่งโหดร้ายกว่าเพราะเซนพยายามจะหนีจากเธอไป แม้เธอจะสามารถทำให้เซนยังคงอยู่ข้างๆ ได้แต่นั้นเป็นเพียงร่างกาย จิตใจของเซนไม่ได้อยู่กับเธอ เขาไม่แม้แต่จะมองดูเธอเลยด้วยซ้ำ ไม่เคยสังเกตว่ามายกำลังเศร้า กำลังฝันร้าย หรือนอนไม่พอ ต่างจากเมื่อก่อนที่เซนจะคอยดูแลเธอเสมอ และรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเธอจนปิดความลับจากเขาไม่ได้ซักอย่าง

                มายรู้ว่าเซนโทษตัวเอง และต้องการจะเปลี่ยนอดีตอันขมขื่นนั้น ชีวิตของเซนคงจะหยุดอยู่ที่เวลาในตอนนั้น แต่การกระทำของเซนต่อเธอได้ดึงให้เวลาของเธอหยุดอยู่ที่เวลานั้นอย่างไปต่อไม่ได้เช่นเดียวกัน ทว่าบัดนี้...เซนกำลังกอดเธออย่างทะนุถนอม ความรู้สึกและกลิ่นไอของเซนที่เธอรักได้กลับคืนมาอย่างที่เธอหวังมาตลอดจนพูดได้ว่าไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว มันได้ปลดปล่อยพันธนาการและเป็นพลังงานให้เข็มแห่งชีวิตของเธอขยับอีกครั้ง ขยับจากอดีตอันโหดร้ายมาสู่ปัจจุบัน

                “บ้า...คนบ้า...รู้มั้ยว่าปล่อยให้มายรอนานขนาดไหน”

                “...กลับมาแล้ว...”

                “ยินดีต้อนรับกลับมาจ้ะ”

มายยิ้มอย่างอ่อนโยน อย่างที่คิดจริงๆ นั่นล่ะ มายนี่เหมาะกับรอยยิ้มสุดๆ ไปเลย ทั้งสองเลื่อนตัวเข้าใกล้กันและประทับริมฝีปากเข้าหากันอย่างอ่อนโยน

 

Merry Christmas

 

หลังจากนั้นด้วยอำนาจวิเศษของสร้อยคอคริสตัลที่ได้รับจากหญิงชราบนรถไฟเที่ยวสู่อดีตทำให้มายหายป่วยอย่างไม่น่าเชื่อ และเธอยังกลับมาแข็งแรงยิ่งกว่าคนทั่วไปด้วยของขวัญจากซานตาคลอสซึ่งเธอเชื่อว่าคือเซนนั่นเอง ของขวัญเป็นรองเท้าแก้วสีแดงที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างตามที่มายต้องการ ทั้งที่วิเศษขนาดนั้นเธอก็ยังเชื่อว่าเป็นของที่เซนหามาให้เธอจากที่ไหนซักแห่ง ส่วนเข็มกลัดเกล็ดหิมะเซนก็เก็บเอาไว้อย่างดีเพื่อเป็นของที่ระลึกในการเดินทางแห่งปาฏิหาริย์

 

“ดูเหมือนว่าพวกเราจะประสบความสำเร็จในการทำให้คำขอของเด็กดีอย่างสาวน้อยนามว่า มาย เป็นจริงจนได้นะ” ชายชราเคราเงินบนเลื่อนลอยฟ้าพูดขึ้นระหว่างที่จ้องมองภาพแห่งความรักที่กำลังเกิดขึ้นภายในห้องพักคนไข้

“เป็นคำขอที่ยากทีเดียว ถ้าหนุ่มน้อยนามว่า เซน หาคำตอบที่แท้จริงไม่ได้ล่ะก็ แทนที่จะสำเร็จจะกลายเป็นยิ่งแย่กว่าเดิม” หญิงชราที่ยืนอยู่ข้างๆ ซานตาคลอสพูดขึ้น เธอยืนอยู่บนอากาศโดยที่ไม่มีอะไรเหยียบอยู่เลย

“แต่สาวน้อยนามว่า มาย ก็เชื่อใจเขา และขอสิ่งนี้มา ขนาดตอนที่เอลฟ์ไปเข้าฝันเพื่อถามให้แน่ใจเธอยังบอกว่าเธอเชื่อใจเขาเลย” ซานตาคลอสยิ้ม “ช่างเป็นชายหนุ่มที่เหลือเชื่อจริงๆ ตอนแรกจิตใจของเขายังเต็มไปด้วยหิมะที่หนาวเย็นแท้ๆ แต่ขากลับกลับกลายเป็นบรรยากาศที่อบอุ่นเขาคงจะไม่รู้ตัวเลยสินะ โฮ่ๆๆๆๆ ครั้งนี้ทั้งหมดเป็นเพราะตัวเขาเองนั่นล่ะพวกเราไม่ได้ทำอะไรเลย โฮ่ๆๆๆ เอาล่ะไปกันต่อเถอะ ยังมีงานอีกเยอะ” ซานตาคลอสจ้องมองกระดาษสีฟ้าอ่อนที่เขียนคำขอของมาย แล้วปล่อยให้สายลมพัดมันออกไปก่อนที่เหล่ากวางเรนเดียร์จะลากเลื่อนออกเดินทางต่อไป

 

ถึงซานต้า

ช่วยทำให้เซนกลับมาเป็นคนที่ฉันรักเหมือนเดิมด้วยเถิด

มาย

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ SunSun จากทั้งหมด 3 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 29 มีนาคม 2562 / 17:34

    อ่านแล้วอินมาก น้ำตาจะไหล ภาษาเขียนสวยงามชวนจินตการ

    #1
    0