The fulfilled song : คีตาสื่อรัก

ตอนที่ 8 : บทที่ 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 87
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    18 ม.ค. 56


บทที่เจ็ด



            ในวันต่อมา ยูยูเมะก็ได้นำแขกของเธอไปเที่ยวตามสถานที่ที่มีชื่อเสียงต่างๆ ในเมืองฮาซาฮิกาวา เมืองนี้เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของเกาะฮอกไกโดรองจากเมืองซัปโปโรซึ่งเป็นเมืองหลวงของเกาะ เป็นเมืองโบราณที่มากด้วยศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่ามากมายนับตั้งแต่ครั้งอดีตและรายล้อมด้วยธรรมชาติอันงดงาม


            “ต่อไปเราก็จะออกจากเมืองไปเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติไดเซทสึซัง จากนั้นก็ไปบ่อน้ำแร่โซอุนเคียวเป็นที่สุดท้าย” หญิงสาวบอกแผนการเดินทางในรอบบ่ายให้ทุกคนได้รู้ขณะที่นั่งทานมื้อเที่ยงกันในภัตตาคารแห่งหนึ่ง

            “ได้ยินมาว่าไดเซทสึซังเป็นอุทยานที่สวยมาก ผมเคยเห็นแต่ในรูป โชคดีที่ในที่สุดก็มีโอกาสได้ไป อ๊ะ เดี๋ยวก่อนอาคิระ นั่นมันน้ำส้มสายชูนะ ไม่ใช่โชยุ” เรียวพูดตอบยูยูเมะแต่ก็ต้องรีบหันไปร้องเตือนน้องสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ทันทีเมื่อเห็นเธอกำลังหยิบเครื่องปรุงรสผิดอัน

            “อ้าว เหรอคะ แต่ตอนแรกพี่เรียวบอกหนูว่า ขวดแรกเป็นน้ำตาล ขวดที่สองเป็นพริกป่น ขวดที่สามเป็นน้ำส้มสายชู แล้วขวดสุดท้ายเป็นโชยุนิคะ” อาคิระร่ายรายชื่อพร้อมตำแหน่งที่วางของเครื่องปรุงรสแต่ละอัน

            “แย่จริง ฉันต้องขอโทษด้วยจ้ะอาคิระจัง ฉันเป็นคนสลับเอง เมื่อกี้นี้ฉันหยิบน้ำส้มสายชูมาแล้วก็วางคืนไม่ตรงที่” ยูยูเมะรีบกล่าวขอโทษทันทีที่ทำให้อาคิระสับสน เธอลืมไปว่าอีกฝ่ายหนึ่งนั้นมีปัญหาด้านการมองเห็น


            อาหารจานเดียวคืออาหารที่เหมาะสมที่สุดกับอาคิระ เพราะเธอจะได้ไม่ต้องวุ่นวายกับการตักกับข้าวอย่างอื่นซึ่งเธอไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ถ้าในกรณีที่จำเป็นต้องทานอาหารแบบแยกจานเหมือนอย่างมื้อนี้ เรียวจะเป็นคนคอยทำหน้าที่ตักกับข้าวให้กับน้องสาว อย่างไรก็ตามอาคิระก็สามารถช่วยตัวเองได้ดีในระดับหนึ่ง เพราะถ้าเธอรู้ตำแหน่งที่ชัดเจนของกับข้าวแต่ละจานแล้วเธอก็สามารถที่จะตักอาหารนั้นด้วยตัวเองได้


            “จากที่ฉันเห็น อาคิระจังดูจะไม่ค่อยมีปัญหากับการที่ตัวเองมองไม่เห็นเลย เธอทำอะไรได้อย่างเป็นธรรมชาติเหมือนคนปกติ ถึงจะมีติดขัดบ้างแต่ถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็จะไม่รู้เลย อาคิระจังทำได้ยังไงเหรอจ๊ะ?” ยูยูเมะถามอย่างสงสัย

            “ก็มีหลายๆ วิธีที่หนูใช้ ตามแต่สถานการณ์น่ะค่ะ เหมือนอย่างตำแหน่งเครื่องปรุงรสนี้หรือว่ากับข้าวบนโต๊ะหนูก็จะให้พี่เรียวบอกแล้วก็จำตำแหน่งเอาไว้แล้วก็ลองยื่นมือไปตักดูเพื่อกะระยะ” อาคิระตอบ “เวลาเติมน้ำใส่แก้วหนูก็จะฟังเสียง ถ้าน้ำใกล้เต็มแก้วเสียงของน้ำที่ไหลจะเบาลงทำให้หนูกะปริมาณถูก”

            “แล้วเวลาเดินไปไหนมาไหนล่ะ ฉันไม่เห็นอาคิระจังใช้ไม้เท้า?” ยูยูเมะถามต่ออย่างใคร่รู้

            “ถ้าเป็นในบ้านหรือสถานที่คุ้นเคยหนูก็ใช้ความเคยชินได้ค่ะ แต่ถ้าไปในที่ที่ไม่เคยไปมาก่อนพี่เรียวก็จะเป็นคนพาไป บางครั้งถ้าเส้นทางไม่ซับซ้อนหนูก็ใช้วิธีนับก้าวเช่นเวลาเดินขึ้นเวทีตอนที่แข่งขัน บันไดทางขึ้นมีอยู่ทั้งหมดห้าขั้น จากนั้นก็เดินไปอีกสิบก้าวก็จะถึงกลางเวทีที่พิณของหนูตั้งอยู่ หรือว่าในห้องหลังเวที หนูก็จะลองเดินสำรวจไปรอบห้องก่อนโดยการคลำมือไปตามผนังเพื่อให้รู้ตำแหน่งประตูและสิ่งของภายในห้อง เมื่อรู้ภาพโดยรวมของห้องหนูก็สามารถที่จะเดินไปไหนมาไหนภายในห้องได้สะดวกขึ้นระดับหนึ่ง”

            “อาคิระเป็นคนที่มีความจำดีมากครับ เค้าจดจำเส้นทาง ตำแหน่งของสิ่งของ แล้วก็จำนวนก้าวที่ต้องเดินได้อย่างแม่นยำ ถ้าเส้นทางไม่ซับซ้อนหรือไกลเกินไปและถ้าเค้ารู้ภาพโดยรวมของสถานที่นั้นๆ แล้วละก็ เค้าก็จะสามารถเดินได้ด้วยท่าทางเหมือนคนปกติ” เรียวพูดอย่างชื่นชมในตัวน้องสาวของเขา

            “นั่นแสดงให้เห็นว่าอาคิระจังเป็นคนที่สมองดีมาก ไม่แปลกเลยที่อาคิระจังจะเรียนรู้การเล่นดนตรีของโซระได้อย่างรวดเร็วทั้งที่เพิ่งได้ฟังเพลงที่โซระเล่นแค่ครั้งเดียว” ยูยูเมะกล่าวชมอาคิระเช่นกันและรู้สึกทึ่งกับความสามารถของเด็กสาวเป็นอย่างมาก

            “ไม่ใช่หรอก เพราะอาคิระมีทักษะนั้นอยู่ในตัวอยู่แล้วต่างหาก การเลียนแบบวิธีการของคนอื่นนั้นน่ะไม่มีทางที่จะทำให้เล่นดนตรีได้ดีหรอก” โซระพูด นัยน์ตาสีดำมองตรงไปยังอาคิระที่นั่งอยู่ตรงข้าม “การจะเล่นดนตรีให้ดีได้นั้น ที่สำคัญคือเป็นตัวของตัวเอง ครูเพียงแค่สอนให้เรารู้กลวิธีในการเล่นดนตรีว่าเล่นอย่างไรให้เก่ง เล่นอย่างไรให้ไพเราะ แต่การเล่นดนตรีที่แท้จริงนั้นต้องเล่นด้วยหัวใจ ไม่ใช่ด้วยกลวิธี”


            ยูยูเมะเหลือบมองโซระ รู้ว่าในตอนนี้เขากำลังสอนอาคิระอยู่ เขาอาจไม่ได้ประกาศตัวว่าเขาจะรับอาคิระเป็นลูกศิษย์ของเขา แต่การกระทำนั้นก็บ่งบอกชัดเจนแล้วว่าเขาได้ยินยอมที่จะเป็นครูสอนอาคิระเรียบร้อยแล้ว


            “แต่ลูกศิษย์ส่วนใหญ่มักจะพยายามเลียนแบบครู ทำตามแต่ที่ครูสอนจนลืมความเป็นตัวของตัวเองไป ดังนั้นจึงเล่นดนตรีด้วยกลวิธี ไม่ใช่เล่นด้วยหัวใจ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมนักดนตรีที่มีความสามารถจริงๆ จึงหาได้น้อย” โซระกล่าวต่อไป “ฝีมือนั้นครูฝึกให้ได้ ความรู้นั้นครูสอนให้ได้ แต่หัวใจนั้นครูไม่สามารถฝึกหรือสอนได้ ต้องฝึกและสอนมันด้วยตนเอง


            ผู้ฟังทุกคนต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของอดีตนักดนตรีชื่อดัง โดยเฉพาะยูยูเมะซึ่งเป็นครูสอนดนตรี ลูกศิษย์ของเธอแต่ละคนล้วนแต่เล่นดนตรีด้วยกลวิธีทั้งนั้น พวกเขาทำตามแต่คำสอนของเธอ นำวิธีการต่างๆ ที่ได้เรียนไปใช้เล่นดนตรี แต่กลับลืมที่จะใช้หัวใจของตนเอง แม้แต่ละคนจะมีฝีมือในระดับแนวหน้า เล่นดนตรีได้เก่งและไพเราะ ทว่ายังไม่อาจเข้าถึงแก่นแท้ของดนตรีได้ไม่เหมือนโซระกับอาคิระที่เล่นดนตรีด้วยหัวใจ เพลงของทั้งคู่จึงสมบูรณ์แบบและโดดเด่นเหนือกว่าเพลงทั่วไป


            ฝีมือการเล่นที่เก่งกาจหรือว่าความไพเราะของเนื้อหาเป็นแค่เพียงคุณค่าเปลือกนอกของดนตรีเท่านั้น แต่คุณค่าที่แท้จริงของดนตรีนั้นคือหัวใจของผู้บรรเลงที่ใส่ลงไปในบทเพลงนั้นต่างหาก

 š{

            วันนี้อุทยานไดเซทสึซังนั้นคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มาท่องเที่ยว ทุกคนต่างก็รู้สึกตื่นตะลึงและประทับใจในความงามที่ธรรมชาติได้สรรค์สร้างขึ้นของที่นี่เป็นอย่างมาก แต่ละคนวุ่นอยู่กับการถ่ายรูปทิวทัศน์สวยๆ ไว้เป็นที่ระลึกและเดินชมทัศนียภาพที่น่ารื่นรมย์โดยรอบ พวกอาคิระนั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นสู่ยอดเขาคุโรดาเกะไปยังจุดชมวิวที่สวยที่สุดของอุทยาน

            “ที่นี่สวยงามมากจริงๆ ไม่ผิดหวังเลยที่ได้มา” เรียวกล่าวขณะที่ยืนชมวิวอยู่ใกล้ๆ หน้าผาแห่งหนึ่งซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปเพราะเป็นจุดที่มองเห็นทิวทัศน์โดยรอบของอุทยานได้เกือบทั้งหมด

            “ช่วงนี้คนอาจจะเยอะไปสักหน่อยเพราะเป็นช่วงเทศกาล ถ้ามาในช่วงที่คนน้อยๆ จะได้บรรยากาศที่ดีกว่านี้” ยูยูเมะพูด

            “นี่อาคิระ ลองนึกภาพตามที่พี่พูดดูนะ ตอนนี้พวกเรากำลังยืนอยู่บนหน้าผาที่เป็นจุดชมวิวของยอดเขาคุโรดาเกะ พอมองออกไปเราก็จะเห็นผืนป่าที่เต็มไปด้วยสีสันทั้งเขียว ชมพู เหลือง ขาว และแดง ทางซ้ายนั้นเป็นทิวเขายาวเหยียดที่ตัดกับท้องฟ้าในยามเย็นแล้วก็มีหมอกลงบางๆ” เรียวหันไปหาน้องสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ จากนั้นก็เริ่มบรรยายทิวทัศน์โดยรอบให้เธอได้ฟัง

            “เป็นที่ที่สวยมาก ถ้าหนูได้มองเห็นคงจะวิเศษที่สุดเลย” อาคิระเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้กับพี่ชายของเธอ

            “นั่น ชิซุกานะ โซระ นี่นา! เสียงของใครบางคนตะโกนขึ้นมาระหว่างที่ทั้งสี่กำลังยืนชมทิวทัศน์อยู่ก่อนจะตามมาด้วยเสียงฮือฮาด้วยความตื่นเต้นของคนอื่นๆ ที่อยู่บริเวณนั้น และเมื่อสาววัยรุ่นใจกล้ากลุ่มหนึ่งกรูเข้าไปหาโซระ คนกลุ่มอื่นๆ ก็พากันทำตามเข้าไปด้วยเหมือนกับเป็นจิตวิทยาหมู่


            ไม่นานพวกอาคิระก็ถูกรุมล้อมด้วยบรรดาคนบ้าดารานับสิบๆ คนที่ต้องการจะเข้ามาขอลายเซ็นและถ่ายรูปคู่กับยอดคีตกวีชื่อดังระดับโลกอย่างไร้ระเบียบ ต่างก็พากันกรูเข้ามาเบียดเสียดยัดเยียดกันจนวุ่นวายไปหมด อาคิระนั้นทั้งถูกชนถูกผลักจนไม่รู้ทิศทาง เธอได้ยินเสียงโซระกับยูยูเมะร้องขอให้ทุกคนอย่าดันกันแต่ก็ไร้ผล ได้ยินเสียงเรียวตะโกนเรียกหาเธอจากที่ไหนสักแห่งหนึ่งในฝูงชนที่บ้าคลั่งนั้น


            “อาคิระ! อยู่ไหนน่ะอาคิระ!

            “พี่เรียว! พี่เรียว หนูอยู่นี่! อาคิระร้องตอบกลับไปแต่ก็ถูกชนเข้าอีก


            เด็กสาวไม่สามารถที่จะปักหลักยืนให้มั่นคงได้เลย เธอถูกผลักถูกดึงไปทางนั้นทางนี้อยู่ตลอดจนหัวหมุน ร่างบางเซไปด้านหลังและเท้าข้างหนึ่งก็หล่นซวบลงไปยังจุดที่ไม่มีพื้นดินให้เหยียบ อาคิระเสียหลักหงายหลังล้มลงไปและพบว่า ไม่มีพื้นดินรองรับตัวเธออยู่เบื้องหลังเช่นกัน!


            เธอถูกดันมาจนถึงริมผาและกำลังจะตกลงไป!


            “พี่เรียว! เธอร้องเรียกพี่ชายของเธออีกครั้งก่อนที่เท้าทั้งสองข้างจะเลื่อนหลุดออกไปนอกหน้าผา


            เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของทุกๆ คนในที่นั้นดังขึ้น และภายในเสี้ยววินาทีดับจิต อาคิระก็ได้ยินเสียงเรียวตะโกนดังลั่น


            “อาคิระ!


            ชายหนุ่มกระโดดเข้ามาหาเด็กสาว มือใหญ่คว้าแขนเรียวบางเอาไว้เพื่อฉุดรั้งไม่ให้เธอตกลงไปเบื้องล่างแต่ก็ไม่ทันการเสียแล้ว น้ำหนักของอาคิระที่เอนไปข้างหลังได้ดึงเอาเรียวให้ร่วงตกตามไปด้วย


            เรียวกระชากร่างบางของน้องสาวเข้ามากระชับกอดเอาไว้ด้วยความต้องการที่จะปกป้องเธออย่างสุดชีวิตขณะที่พวกเขาร่วงลงไปสู่พื้นเบื้องล่างและโอกาสรอดก็ช่างริบหรี่ อาคิระรู้สึกถึงสายลมแรงที่พัดปะทะร่างของเธอ รู้สึกถึงอ้อมแขนของเรียวที่โอบรัดตัวเธอเอาไว้แน่น จากนั้นเธอก็ได้ยินเสียงกระแทกดังปั่กพร้อมกับเสียงของเรียวที่อุทานออกมาด้วยความเจ็บ และเธอกับเรียวก็กลิ้งหลุนๆ ลงไปตามความลาดชันของภูเขาอย่างรวดเร็วจนท้องไส้ปั่นป่วนและอยากจะอาเจียนออกมา หัวของเธอกระทบเข้ากับก้อนหินแข็งๆ ก้อนหนึ่งอย่างแรงทำเอาเธอหูอื้อวิงเวียนและสติเริ่มเลือนหาย


            สิ่งสุดท้ายที่อาคิระรับรู้ก่อนที่จะสลบไปนั้นคือการไหลของเลือดที่ศีรษะของเธอและการกระแทกอย่างแรงอีกครั้งซึ่งเรียวเป็นคนรับมันเอาไว้
 

š{

มาอัพตอนใหม่ต่อแล้วจ้า อาคิระจังกับพี่เรียวตกเขาไปแล้วจะรอดรึเปล่าเนี่ย!

ช่วงนี้เค้าหัวสมองตีบตันไปนิดเพราะมีรายงานต้องทำเยอะเลยอาจจะอัพนิยายช้าต้องขออภัยด้วยนะจ๊ะ

 

40 ความคิดเห็น

  1. #40 Yam_RolL (@yamroll-os) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 มกราคม 2556 / 19:34
    ขอให้ทั้งคู่ปลอดภัยเถอะนะ T^T
    #40
    0
  2. #39 SoM^0^ (@ni-som-zaa) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 มกราคม 2556 / 17:33
    ตกเขาทั้งคู่เลย อย่าเป็นอะไรมากนะคะสองพี่น้อง
    #39
    0