The fulfilled song : คีตาสื่อรัก

ตอนที่ 7 : บทที่ 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 110
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ธ.ค. 55


บทที่หก


            สัมผัสเปียกชื้นและอุ่นซึ่งทาบลงมาบนหน้าผากทำให้เด็กสาวซึ่งกำลังหลับใหลตื่นขึ้น แต่ถึงแม้จะลืมตาขึ้นมามันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับตอนที่หลับตาอยู่ดี เพราะเธอไม่สามารถจะมองเห็นได้ ใครคนหนึ่งกำลังใช้ผ้าชุบน้ำร้อนเช็ดตัวให้กับเธอ มือบางค่อยๆ ยกขึ้นมาแล้วกุมมือที่ถือผ้าของคนๆ นั้นเอาไว้ และเพียงแค่ได้สัมผัส เธอก็สามารถที่จะรู้ได้ในทันทีว่าคนๆ นั้นเป็นใครเพราะเขาเป็นคนที่เธอคุ้นเคยอย่างดี


            “พี่เรียว” อาคิระเรียกชื่อของคนที่ดูแลเธออยู่เบาๆ

            “ตื่นแล้วเหรอ?” เสียงทุ้มนุ่มกล่าวถาม มือที่กุมมือของเธอไว้กำแน่นขึ้นเล็กน้อยแสดงให้เห็นถึงความห่วงใย “รู้สึกไม่ดีตรงไหนไหม เจ็บแผลรึเปล่า”

            “ไม่ค่ะ หนูสบายดี ถึงที่แก้มจะเจ็บอยู่นิดหน่อยก็เถอะ” เด็กสาวยิ้มอย่างเนือยๆ

            “ก็น่าอยู่หรอก ถูกตบซะแรงขนาดนั้น” เรียวพูด ลูบแก้มของน้องสาวและมองดูรอยช้ำที่หน้าผากของเธอด้วยสายตาเจ็บปวด “พี่ขอโทษนะ เพราะพี่ไม่ดีเอง พี่ปกป้องอาคิระไม่ได้ อาคิระถึงต้องมาเจอเรื่องร้ายๆ แบบนี้”

            “ไม่ใช่ความผิดของพี่เรียวหรอกค่ะ หนูก็แค่โชคร้ายไปหน่อยเท่านั้น” อาคิระหัวเราะเบาๆ

            “อาคิระ” เรียวเรียกชื่ออาคิระอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงของเขาบ่งบอกถึงความรู้สึกผิดอย่างชัดเจน


            ชายหนุ่มโน้มหน้าลงมาหาเด็กสาว จากนั้นอาคิระก็รู้สึกถึงความนุ่มและอุ่นที่วาบขึ้นมาตรงหน้าผาก เรียวจูบรอยช้ำที่ตรงนั้น เป็นจูบที่อ่อนโยนซึ่งเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่ต้องการปลอบโยนและความรู้สึกห่วงใยอย่างลึกซึ้ง สามปีที่อยู่ด้วยกันมา นี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาจูบเธอ ซึ่งนั่นก็ทำให้เธอรู้สึกงุนงงเล็กน้อยและยังเกิดความรู้สึกแปลกๆ ที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนด้วย


            อาคิระรู้สึกเหมือนกับว่าได้ลิ้มรสของแอปเปิ้ลหวานฉ่ำที่เปลือกมีกลิ่นหอมชื่นใจ โดยปกติ เรียวก็มีกลิ่นและรสเหมือนแอปเปิ้ลอันหวานหอมอยู่แล้ว แต่ในวันนี้เธอสามารถสัมผัสมันได้อย่างชัดเจนราวกับว่าไม่ได้จินตนาการขึ้นมาเองอย่างไรอย่างนั้น


            ริมฝีปากของชายหนุ่มเลื่อนลงมาที่เปลือกตาของเธอ แรงกดเบาๆ ที่เขาทาบลงมาทำให้เธอรู้สึกร้อนฉ่าตรงที่ถูกจูบก่อนที่จะล่ามไปทั่วทั้งใบหน้า อาคิระดื่มด่ำกับกลิ่นและรสของเรียวด้วยความรู้สึกที่แปลกใหม่ แต่แล้วมันก็หายไปอย่างดื้อๆ เมื่อเขาถอนจูบออกไปอย่างฉับพลัน เสียงกระแอ่มไออย่างขัดเขินของชายหนุ่มดังขึ้นสองสามครั้งก่อนที่เขาจะพูดขึ้น


            “เอ่อ เดี๋ยวพี่ไปทำอะไรให้อาคิระทานดีกว่านะ คงหิวแล้วใช่ไหมล่ะ?”


            เรียวลุกขึ้นแล้วก็เดินออกไปจากห้องด้วยท่าทางขัดๆ เล็กน้อย ส่วนอาคิระก็นอนนิ่ง ยังคงมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ความรู้สึกนั้นมันคืออะไรกันนะ แค่เพราะเธอเพิ่งเคยถูกเรียวจูบเป็นครั้งแรก ทำไมถึงทำให้เกิดความรู้สึกอะไรแปลกๆ ขนาดนี้ด้วย


            สงสัย คงจะเป็นเพราะยังไม่ชินละมั้ง

š{ 

            ชายหนุ่มแทบจะไม่มีกะจิตกะใจทำอาหารเลย ตอนนี้ในหัวเขามีแต่เรื่องของอาคิระเต็มไปหมด เมื่อกี้นี้เขาทำอะไรลงไปนะ เขารู้แค่ว่าเขาเป็นห่วงเธอมาก เพราะอาคิระเพิ่งจะเจอกับเรื่องร้ายๆ มาโดยที่เขาไม่สามารถปกป้องเธอเอาไว้ได้ มันทำให้เขารู้สึกผิดและเกิดความต้องการที่จะปกป้องเด็กสาวอย่างแรงกล้า เขาจูบเธอเพื่อหวังที่จะปลอบโยน แต่ความรู้สึกที่ส่งผ่านไปให้นั้นมากมายจนเกินกว่าที่จะเป็นแค่การปลอบโยนธรรมดา มากมายเกินกว่าจะเป็นจูบที่พี่ชายมีให้น้องสาว


            เขาส่ายหน้าไปมาเพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไปและตั้งใจที่จะเริ่มทำอาหาร แต่แล้วเสียงกดกริ่งก็ดังขึ้น เขาจึงจำต้องวางมือจากการทำครัวและเดินไปเปิดประตูบ้าน ซึ่งคนที่กำลังยืนอยู่หน้าบ้านของเขานั้นก็คือโซระกับยูยูเมะ


            “สวัสดีค่ะ คุณเรียว” ยูยูเมะโค้งตัวอย่างสุภาพเหมือนทุกครั้งที่เจอกัน “พวกเรามาเยี่ยมอาคิระจังน่ะค่ะ เธอสบายดีรึเปล่าคะ”

            “ดูจากอาการแล้วไม่น่าเป็นห่วงครับ อาคิระเพิ่งจะตื่นเมื่อไม่นานนี้เอง ขอบคุณนะครับที่มีน้ำใจมาเยี่ยม เชิญเข้ามาก่อนสิครับ” เรียวเชื้อเชิญแขกทั้งสองเข้ามาในบ้าน


            โซระกับยูยูเมะเข้ามาในบ้านของเรียวและเมื่อเห็นว่าเรียวกำลังจะทำอาหารให้อาคิระ ยูยูเมะก็เสนอตัวที่จะช่วยเรียวทำอาหาร ส่วนโซระก็ไปเยี่ยมอาคิระที่ห้อง เมื่อเขาเปิดประตูห้องเข้าไป เขาก็พบว่าเด็กสาวกำลังจัดที่นอนอยู่ น่าเหลือเชื่อที่ทั้งที่มองไม่เห็น แต่เธอกลับจัดที่นอนได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยขนาดนี้ เด็กสาวดูเหมือนจะได้ยินเสียงเขาเปิดประตูจึงหันมาพูด


            “ทำอาหารเสร็จแล้วเหรอคะพี่เรียว หนูก็กำลังจะไปหาอยู่พอดี” จากคำพูดของเธอบอกให้รู้ว่าเธอไม่รู้ว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นไม่ใช่พี่ชายของเธอ


            โซระไม่ได้พูดปฏิเสธอะไร เขาเดินเข้าไปช่วยประคองเธอเอาเพื่อจะให้เธอเดินได้สะดวก อาคิระมีท่าทางงุนงงเล็กน้อยก่อนที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ


            “ไม่ต้องช่วยหนูก็ได้ค่ะพี่เรียว หนูเดินในบ้านจนคล่องแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงหนูมากขนาดนี้ก็ได้ค่ะ”


            ถึงจะพูดแบบนั้น แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่ยอมปล่อยเธอ เขายังคงช่วยประคองเธอ แขนข้างหนึ่งโอบไหล่บอบบางและมืออีกข้างก็กุมมือของเธอเอาไว้ เขาพาเธอเดินไปอย่างระมัดระวังซึ่งเธอก็ตามอย่างว่าง่ายเพราะไม่อยากจะขัดความตั้งใจของเขา ภายในใจก็คิดว่าวันนี้เรียวดูเหมือนจะทำดีกับเธอมากเป็นพิเศษ คงเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานละมั้ง โซระพาอาคิระมานั่งที่โซฟาในห้องรับแขก แล้วเขาก็นั่งลงที่เก้าอี้อีกตัวข้างๆ เธอ


            “ทำไมไม่พาไปห้องครัวล่ะคะ พามาที่ห้องรับแขกทำไม?” เด็กสาวถามและเมื่อได้ยินเสียงคนพูดคุยกันอยู่ในห้องครัวแล้วก็ยิ่งสงสัย “แล้วใครอยู่ในครัวเหรอคะ เพื่อนพี่เรียวเหรอ”

            “พี่ชายของเธอกับยูยูเมะกำลังช่วยกันทำอาหารอยู่” โซระตอบ


            เมื่อได้ยินเสียงของอีกฝ่าย อาคิระก็รู้ในทันทีว่าคนตรงหน้าไม่ใช่เรียวแต่เป็น


            “คุณชิซุกานะ!

            โซระวางถุงที่ถือมาตั้งแต่แรกลงบนโต๊ะแล้วหยิบของในนั้นออกมา “ไอศกรีมไหม ฉันกับยูยูเมะซื้อมาฝาก”

            “อ้อ ขะ ขอบคุณค่ะ แต่” อาคิระรู้สึกเขินเล็กน้อยสำหรับการเข้าใจผิดเมื่อครู่

            “รสสตอเบอรี่ละกันนะ เธอชอบใช่ไหมล่ะ” โซระพูดต่อโดยไม่รอให้เธอปฏิเสธ แกะฝาถ้วยไอศกรีมออกแล้วใช้ช้อนพลาสติกอันเล็กที่ติดมากับถ้วยตักไอศกรีมสีชมพูสดขึ้นมา

            “คุณยังจำได้เหรอคะ?” อาคิระถาม โซระคงจะยังจำเหตุการณ์เมื่อวันแรกที่กับเธอได้ ตอนนั้นเขาเอาขนมปังรสสตอเบอรี่ให้เธอกินและเธอก็ชอบมาก

            เขาเชยคางเธอขึ้นมาแล้วก็ป้อนไอศกรีมรสหวานอมเปรี้ยวนิดๆ ให้ “อร่อยไหม?”

            “ค่ะ อร่อยมาก” เด็กสาวพยักหน้าแล้วยิ้มให้อีกฝ่าย “ขอบคุณนะคะ”

            โซระตักไอศกรีมป้อนเข้าปากอาคิระอีกคำจากนั้นก็กล่าวขึ้น “ขอโทษนะ”


            อาคิระเอียงคอด้วยความสงสัยเมื่อได้ฟังคำพูดของโซระ จู่ๆ เขามาพูดขอโทษเธอทำไม เขาไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อยนี่นา


            “เพราะฉัน เธอเลยต้องมาเจ็บตัวแบบนี้” โซระกล่าวแล้วลูบแก้มที่เป็นรอยแดงของอาคิระ “เธอไม่น่าทำแบบนั้นเลย ความจริงฉันสมควรที่จะโดนอยู่แล้ว เพราะฉันเป็นคนทำให้พี่สาวของเขาต้องตาย”

            “คุณชิซุกานะไม่ใช่คนที่ทำให้พี่สาวของคุณไอรินะตายนะคะ คุณไม่ควรที่จะโทษตัวเองแบบนั้น” อาคิระแย้ง

            “แต่ถ้าตอนนั้นฉันไม่ไปสาย” โซระพูดอย่างเจ็บปวด

            “ไม่มีใครรู้อนาคตนี่คะว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะว่าคุณรู้อยู่ก่อนแล้วสักหน่อย เว้นเสียแต่ว่าคุณรู้อยู่แล้วว่าพี่สาวของคุณไอรินะจะถูกฆ่าแต่คุณก็ยังไปสาย อย่างนั้นต่างหากคุณถึงสมควรที่จะโทษตัวเอง” อาคิระกล่าว “ถ้าคุณบอกว่าคุณผิดเพราะว่าคุณไปสาย ถ้าอย่างนั้นหนูก็ผิดเหมือนกัน หนูผิดที่หนูไม่ได้อยู่ที่นั่นเพื่อช่วยพี่สาวของคุณไอรินะ ถ้าหนูอยู่ที่นั่นบางทีพี่สาวของคุณไอรินะก็อาจจะไม่ตาย”

            “อาคิระ” โซระเงยหน้าขึ้นมามองเด็กสาวด้วยความประหลาดใจ

            “คนที่ผิดก็คือคนร้ายที่ฆ่าพี่สาวของคุณไอรินะ เพราะถ้าไม่มีคนใจร้ายคนนั้น พี่สาวของคุณไอรินะก็จะไม่ตาย” อาคิระพูด “ดังนั้น คุณหยุดโทษตัวเองเถอะนะคะ ทั้งหมดนี้มันไม่ใช่ความผิดของคุณเลย”


            ชายหนุ่มนิ่งอึ้งเมื่อได้ฟังคำพูดของเด็กสาว นัยน์ตาสีดำที่มักจะไร้ซึ่งแววประกายแห่งความรู้สึกตอนนี้มีประกายแล่นอยู่ภายใน ราวกับว่าเขาได้มองเห็นแสงสว่างหลังจากที่หลงทางอยู่ในความมืดมิดมานานแสนนาน โซระวางมือลงบนหัวของอาคิระแล้วลูบเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มบางที่ระบายขึ้นบนใบหน้า


            “ขอบใจนะ อาคิระ”

 š{

            “น้ำแกงหวานใช้ได้แล้วล่ะค่ะ เดี๋ยวฉันตักใส่ถ้วยเลยก็แล้วกันนะค่ะ” ยูยูเมะหันมาบอกกับเรียวที่กำลังหั่นผักอยู่ข้างๆ

            “เอาสิครับ เดี๋ยวผมหยิบถ้วยให้” เรียวเดินไปเลื่อนลิ้นชักที่ใช้เก็บจานชามออกมาแล้วหยิบเอาถ้วยเล็กๆ สี่ใบส่งให้ยูยูเมะ “ผมเกรงใจคุณยูยูเมะจริงๆ คุณมาทำอาหารให้ผมกับอาคิระทานสองครั้งแล้ว ยังไม่มีโอกาสตอบแทนเลย ไว้วันไหน ผมจะทำอาหารฝีมือของผมให้คุณทานบ้างก็แล้วกันนะครับ”

            “ไม่ต้องเกรงใจอะไรหรอกค่ะ ความจริง เป็นฉันต่างหากล่ะคะที่ต้องตอบแทนคุณกับอาคิระจัง” ยูยูเมะตอบแล้วก็ยิ้มเศร้าๆ “ไทจิก่อเรื่องให้อาคิระจังเสียหายถึงสองครั้ง ฉันเป็นครูของเขาก็ควรที่จะต้องรับผิดชอบ”

            “ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกครับ เขาเป็นคนทำผิด ไม่ได้เกี่ยวกับคุณสักหน่อย” เรียวพูด

            “ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่สบายใจอยู่ดีค่ะ เพราะฉะนั้นให้ฉันได้ทำอะไรเพื่อคุณกับอาคิระจังบ้างเถอะนะคะ” ยูยูเมะบอกอย่างจริงใจ

            “อาคิระต้องดีใจแน่ๆ เลยถ้าได้ยินคำพูดของคุณ” เรียวกล่าวแล้วหัวเราะเบาๆ ขณะที่ลงมือหั่นผักต่อ “คุณเป็นคนจิตใจดีนะครับคุณยูยูเมะ ผมดีใจที่ได้เป็นเพื่อนกับคุณ เอาจริงๆ นอกจากอาคิระแล้ว ผมไม่เคยพูดคุยกับใครได้อย่างสนิทใจอย่างนี้มาก่อนเลย คุณเป็นอีกคนที่ผมรู้สึกสบายใจเวลาที่ได้อยู่ด้วย”

            “ขอบคุณที่ให้เกียรติฉันค่ะ” ยูยูเมะตอบ ตักน้ำแกงลงในถ้วยแต่ละใบ “คุณเองก็เป็นคนจิตใจดีเหมือนกันค่ะ อาคิระจังโชคดีจริงๆ ที่ได้คุณเป็นพี่ชาย”


            เมื่อได้ยินคำว่าพี่ชาย เรียวก็หยุดชะงักไป เขารู้สึกแปลกๆ เมื่อได้ยินคำคำนี้ซึ่งเขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไม หัวใจของเขาตีบตันราวกับจะประท้วงปฏิเสธคำคำนี้ แต่แล้วเขาก็พยายามกล้ำกลืนความรู้สึกนั้นลงไปแล้วฝืนยิ้ม


            “อาคิระเป็นคนในครอบครัวคนเดียวของผมครับ เป็นเพราะอาคิระ หลายปีมานี้ผมถึงได้มีความสุข ดังนั้น ผมจึงต้องดูแลเธอให้ดีที่สุด” เขาตอบ

            “คุณรักอาคิระจังมากขนาดนี้ ฉันว่าคุณเหมือนพ่อของอาคิระจังมากกว่าจะเป็นพี่ชายนะคะ” ยูยูเมะพูดล้อเล่นๆ

            “นี่ผมดูแก่ขนาดนั้นเชียวเหรอครับ?” เรียวกล่าวอย่างขำๆ “แต่ก็จริงๆ แหละครับ จะว่าไปผมเองก็ดูจะเป็นเหมือนทั้งพ่อทั้งพี่ชายของอาคิระจริงๆ”

            “ฉันแค่เปรียบเปรยค่ะ” ยูยูเมะหันมายิ้มให้กับเรียว “ถ้าถึงวันที่อาคิระจังต้องแต่งงานไป ฉันเชื่อว่าคุณคงจะต้องร้องไห้แน่ๆ เลย เหมือนกับพ่อหรือพี่ชายที่รักลูกหรือน้องสาวทุกคน”


            เรียวชะงักนิ่งไปอีกครั้งพอยูยูเมะพูดถึงเรื่องที่อาคิระจะแต่งงาน เขาเองไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย ไม่เคยคิดถึงว่าอาคิระจะต้องแต่งงานและจากเขาไปอยู่กับคนอื่นๆ แต่เมื่อต้องคิดถึงเขาก็กลับรู้สึกหวั่นใจขึ้นมา เพราะอาคิระเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุด เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา ที่เขาอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ก็เป็นเพราะเขาอยู่เพื่ออาคิระ ดังนั้น ถ้าหากว่าวันหนึ่งเมื่อเขาต้องขาดเธอไป เขาเองก็ไม่รู้เลยว่าชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป


            ความคิดนี้ทำให้เรียวได้ตระหนักว่า เขาช่างเป็นคนที่อ่อนแอเหลือเกิน

š{
อัพบทใหม่แล้วจ้า ช่วงนี้เราจะได้เห็นอาคิระจังคู่กับคุณโซระบ่อยขึ้น แต่คงจะยังเรียกว่ารักไม่ได้เพราะทั้งคู่ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นแม้แต่สักนิดเลย

ก็ต้องรอลุ้นกันต่อไปนะจ๊ะว่าตกลงอาคิระจังจะสมหวังกับคุณโซระหรือไม่ หรือว่าจะสมหวังกับคนอื่น?

แน่ะ พูดอย่างนี้เหมือนมีเลศนัยอะไรบ้างอย่างจะบอกกับคนอ่านรึเปล่านะ?

ขอบคุณ คุณ
เฟริสซ่า มากๆ จ้า แล้วแวะมาให้กำลังใจเค้าอีกนะจ๊ะ จะรอกำลังใจจากคุณจ้า

š{›

            ทั้งสี่รับประทานอาหารฝีมือยูยูเมะกันอย่างเอร็ดอร่อย จากนั้นก็ลงท้ายด้วยไอศกรีมรสต่างๆ ที่โซระกับยูยูเมะซื้อมาฝากอาคิระแล้วพูดคุยกันถึงวันหยุดยาวตลอดสัปดาห์นี้ตั้งแต่วันอนุรักษ์ต้นไม้ไปจนถึงวันเด็กว่าแต่ละคนวางแผนว่าจะไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง เรียวนั้นมีร้านอาหารที่ต้องดูแลจึงไม่ได้วางแผนไปเที่ยวที่ไหน แค่เพียงหยุดร้านสักวันสองวันเป็นการพักผ่อน ส่วนโซระนั้นก็ไม่มีแผนว่าจะไปเที่ยวไหนเช่นกัน แต่ยูยูเมะนั้นจะไปพักผ่อนที่บ้านพักตากอากาศของเธอที่ฮอกไกโด


            “ฉันมีบ้านพักส่วนตัวอยู่ที่นั่นค่ะ แล้วก็จะไปอยู่ที่นั้นในช่วงนี้ทุกปี”

            “ดีจังเลยนะคะ ช่วงเดือนพฤษภาคมแบบนี้ดอกไม้กำลังบานเต็มที่ด้วย ที่นั้นคงสวยน่าดูเลย” อาคิระพูด

            “ใช่จ้ะ สวยมากๆ เลยล่ะ” ยูยูเมะหันมายิ้มให้อาคิระแล้วก็ทำท่าเหมือนจะคิดอะไรได้ “จริงสิ ในเมื่อทุกคนยังไม่มีแผนที่จะไปที่ไหนกันก็ไปพักตากอากาศด้วยกันกับฉันไหมล่ะ ว่าไงอาคิระจัง อยากไปเที่ยวฮอกไกโดดูไหมล่ะจ๊ะ ไปชมดอกไม้สวยๆ กัน”

            “เอ่อ หนูก็อยากไปนะคะ แต่กลัวว่าจะเป็นการรบกวน” อาคิระตอบอย่างเขินๆ

            “ไม่เป็นไรนี่จ๊ะ ไม่ได้เป็นการรบกวนอะไรเลย แล้วฉันก็จะดีใจมากๆ เลยถ้าอาคิระจังไปเที่ยวที่บ้านของฉัน” เจ้าของโรงเรียนสอนดนตรีกล่าวอย่างกระตือรือร้นแสดงให้เห็นว่ามีน้ำใจชวนอีกฝ่ายจริงๆ

            “พี่เรียว จะว่ายังไงคะ?” อาคิระถามเรียวอย่างขอคำปรึกษา

            “ว่าอย่างไรคะคุณเรียว ถือว่าเป็นโอกาสพิเศษ หยุดยาวสักหน่อยเพื่อจะได้พาอาคิระจังไปพักผ่อนก็น่าจะดีนะคะ” ยูยูเมะหันมาพูดกับเรียว


            เรียวมองข้ามโต๊ะไปยังน้องสาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามแล้วครุ่นคิด ความจริงแล้ว ตลอดสามปีที่ผ่านมาซึ่งเขาได้รับอาคิระมาอุปการะ เขาก็ไม่เคยได้พาเธอออกไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ เลย อาคิระได้แต่อยู่ในบ้านและไปไหนมาไหนกับเขาแค่ไม่กี่ที่ที่ไม่ได้พ้นจากโตเกียวเลย ดังนั้น เขาก็ควรที่จะให้อาคิระได้ลองไปเที่ยวที่ใหม่ๆ ดูบ้างเพื่อที่จะได้เปิดหูเปิดตาและพักผ่อนหย่อนใจ อาคิระจะได้มีความสุขขึ้น


            เมื่อคิดได้แบบนั้นแล้ว เรียวจึงตอบรับคำชวนของยูยูเมะ “ก็ได้ครับ ผมจะหยุดร้านสักสามวัน ผมก็อยากจะให้อาคิระได้ไปเที่ยวที่ใหม่ๆ บ้างเหมือนกัน”

            “ฉันดีใจจริงๆ ค่ะที่คุณตอบรับ” ยูยูเมะกล่าวอย่างยินดีแล้วก็หันไปหาอาคิระ “จะได้ไปเที่ยวด้วยกันแล้วนะ อาคิระจัง ดีใจไหม?”

            “ค่ะ ขอบคุณคุณยูยูเมะมากๆ เลยนะคะ หนูดีใจมากๆ เลย” อาคิระตอบเสียงใส รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่กำลังจะได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก


            เรียวกับอาคิระออกมาส่งโซระกับยูยูเมะที่หน้าบ้าน จากนั้นทั้งสองก็กลับเข้ามาช่วยกันล้างจานโดยเรียวเป็นคนล้าง ส่วนอาคิระก็เป็นคนเช็ดจาน


            “คุณยูยูเมะเป็นคนใจดีมากๆ เลย พี่เรียวว่าไหมคะ?” อาคิระพูดขึ้น

            “ใช่ เป็นคนดีมาก พี่ดีใจที่ได้รู้จักกับเธอ” เรียวตอบแล้ววางจานที่เพิ่งลงเสร็จลงในอ่าง

            “พี่ชอบเธอรึเปล่าคะ?” อาคิระถาม หยิบจานในอ่างขึ้นมาเช็ด

            “ชอบสิ คนดีแบบนั้นทำไมพี่จะไม่ชอบล่ะ” เรียวตอบ เหลือบตามองอาคิระด้วยความสงสัย “ถามอย่างนี้มีอะไรรึเปล่า?”

            “หนูก็แค่คิดว่า” อาคิระบิดตัวเล็กน้อยอย่างเขินๆ “มันคงจะวิเศษมาก ถ้าพี่เรียวกับคุณยูยูเมะจะชอบกัน”


            ชายหนุ่มเกือบจะทำจานหลุดจากมือในทันทีเมื่อได้ฟังคำพูดของน้องสาว ดวงตาสีดำเบิกกว้างอย่างตกตะลึงด้วยความคิดไม่ถึงว่าจะได้ยินคำนี้จากปากของเธอ


            “หนูว่าพี่เรียวกับคุณยูยูเมะเหมาะสมกันมากๆ เลย นิสัยเหมือนกัน ชอบอะไรเหมือนๆ กันอย่างเช่นการทำอาหาร แล้วก็เป็นคนดีเหมือนกัน และที่สำคัญ” อาคิระวางจานที่เพิ่งเช็ดเสร็จลงในชั้นและหันมาหาเรียว “เป็นคนที่อบอุ่นมาก ทั้งพี่เรียวและคุณยูยูเมะ”


            เรียวจ้องมองอาคิระนิ่งค้างอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกหวามๆ อยู่ในใจเมื่อได้ฟังคำพูดที่อาคิระชมเขา ชายหนุ่มกระแอ่มไอทีหนึ่งแก้เขินแล้วก็หันไปล้างจานต่อ


            “พี่ พี่ยังไม่ได้คิดเรื่องนั้นหรอก พี่กับคุณยูยูเมะเป็นเพื่อนกันแล้วพี่ก็คิดว่า

            “ทำไมล่ะคะ พี่เรียวกับคุณยูยูเมะก็อายุยี่สิบเจ็ดเท่ากัน นิสัยก็เข้ากันได้ด้วย หนูว่าเหมาะสมกันดีออก” อาคิระออกความเห็น “หนูอยากให้พี่เรียวมีครอบครัวนะ อยากให้มีผู้หญิงดีๆ ที่จะรักพี่เรียวจริงๆ อยู่ข้างๆ พี่เรียว พี่เรียวจะได้มีความสุข”


            ชายหนุ่มเหลือบตามามองน้องสาว และโดยที่ไม่รู้สาเหตุ เขาก็รู้สึกเหมือนว่าความเศร้า
กำลังเสียดแทงเข้ามาในอก
อาคิระพูดเหมือนกับว่าต้องการจะให้เขาไปมีคนอื่น เหมือนกับว่าไม่ต้องการที่จะอยู่กับเขาแล้วอย่างไรอย่างนั้น


            “ตอนนี้พี่ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว มีอาคิระอยู่ข้างๆ พี่ก็พอแล้วนี่” เรียวฝืนยิ้มขณะพูด

            “มันไม่เหมือนกันนะคะ หนูเป็นน้องสาวของพี่เรียว แล้วสภาพของหนูเป็นแบบนี้ยิ่งนานไปก็ยิ่งแต่จะเป็นภาระให้พี่เรียวลำบากขึ้น หนูไม่อาจจะช่วยพี่เรียวหรือแม้แต่ช่วยตัวเองได้เมื่อแก่ตัวลง ดังนั้น หนูจึงไม่อยากจะให้พี่เรียวต้องเสียโอกาสอะไรที่ดีๆ ไปเพราะหนู” อาคิระกล่าว น้ำเสียงของเธอมีความหม่นหมองเจืออยู่อย่างปิดไม่มิด

            “พี่ไม่เคยคิดว่าอาคิระเป็นภาระหรือทำให้พี่เสียโอกาสดีๆ อะไรไปเลยนะ” เรียวหันมาหาอาคิระและวางมือทั้งสองข้างลงบนไหล่บอบบางของเธอ “แต่กลับกัน อาคิระเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของพี่ เพราะมีอาคิระอยู่ พี่ถึงอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะมีอาคิระอยู่ พี่ถึงได้มีความสุข เพราะฉะนั้น อาคิระจะเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่พี่จะอยู่ด้วยไปตลอดชีวิต”

            “พี่เรียว?” อาคิระนิ่งอึ้งไปในทันทีเมื่อได้ฟังคำพูดของเรียว

            เรียวโอบกอดอาคิระเอาไว้ในอ้อมแขนแล้วกระซิบข้างหูเธอเบาๆ “อย่าพูดอะไรที่เป็นทำนองว่าจะให้พี่ไปอยู่กับคนอื่นอีกนะ”


            ใบหน้าขาวนวลของเด็กสาวแดงก่ำขึ้นมาทันทีด้วยความเขินอาย คำพูดที่เรียวพูดกับเธอ มันเหมือนกับเป็นคำพูดที่ไม่ได้มีไว้ใช้กับน้องสาวเลยจะอยู่ด้วยไปตลอดชีวิต คำพูดนี้ฟังดูคล้ายกับคำขอแต่งงานอย่างไรก็ไม่รู้ และถึงแม้ว่าจะเคยถูกเขากอดอยู่หลายครั้ง แต่ในครั้งนี้กลับรู้สึกต่างออกไป ไม่ใช่กอดของพี่ชายที่ใช้กอดน้องสาวเหมือนที่ผ่านๆ มา


            และนั่นก็ทำให้อาคิระเริ่มรู้สึกว่า เรียวกำลังเปลี่ยนไป รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาด้วย

š{›

 

            บ้านพักของยูยูเมะเป็นบ้านอิฐหลังเล็กชั้นเดียวตั้งอยู่บนเนินภายในหุบเขา มีทุ่งดอกไม้หลากสีสันนานาพันธุ์และทะเลสาบสีเงินเป็นฉากหน้า มีแนวป่าและทิวเขายาวเหยียดเป็นฉากหลัง เหมือนกับเป็นบ้านในภาพวาดที่สวยงาม ยังมีบ้านพักอีกหลายหลังกระจายตัวกันอยู่โดยรอบทะเลสาบ ดูราวกับหมู่บ้านเล็กๆ ท่ามกลางธรรมชาติอันแสนเงียบสงบ

            ภายในบ้านพักขนาดกะทัดรัดนั้นแบ่งเป็นสัดเป็นส่วนอย่างมีระเบียบ ประกอบด้วยห้องโถงกลางและห้องอีกสองห้อง ห้องหนึ่งเป็นห้องนอน ส่วนอีกห้องเป็นห้องดนตรี หลังจากที่แต่ละคนจัดสัมภาระของตนเองเข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้ว ก็มารวมตัวกันที่ห้องกลาง เว้นแต่โซระที่ไปอยู่ที่ห้องดนตรี


            “ที่นี่สวยมากๆ เลยนะครับ ผมอิจฉาจริงๆ ที่คุณยูยูเมะมีบ้านดีๆ แบบนี้” เรียวพูดขณะนั่งมองวิวทะเลสาบผ่านบานเลื่อนกระจกบานใหญ่ของห้อง

            “มันเป็นที่ที่สวยงามจริงๆ ค่ะ ฉันชอบที่จะมาที่นี่เสมอเวลาที่ฉันอยากพักผ่อนหรือต้องใช้ความคิดกับเรื่องอะไรสักอย่าง” ยูยูเมะกล่าว “ฉันยังคิดเลยว่าเมื่อฉันแก่แล้ว ฉันจะขายบ้านที่โตเกียวแล้วก็มาอยู่ที่นี่”

            “ถ้าผมเป็นคุณผมก็คงคิดแบบนั้นเหมือนกัน” เรียวหันมายิ้มให้ยูยูเมะ


            เสียงเปียโนดังออกมาจากห้องดนตรี เป็นเพียงเสียงติ๊งเบาๆ ครั้งเดียวเหมือนกับแค่กดเล่น ยูยูเมะเหลือบมองโซระที่กำลังยืนอยู่หน้าเปียโนแล้วก็ยิ้มออกมาบางๆ เสียงติ๊งดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็อีกครั้ง จากนั้นเขาก็เริ่มเล่นเพลง แม้จะเล่นด้วยมือเดียวแต่เขาก็สามารถขยับนิ้วกดคีย์ต่างๆ ที่ต้องการได้อย่างชำนาญ เพลงที่เล่นนั้นเป็นจังหวะเร็วที่มีทำนองสนุกสนาน แต่แล้วมันก็หยุดไปอย่างดื้อๆ ในไม่กี่วินาทีต่อมา โซระชักมือออกจากเปียโนราวกับว่ามันเป็นกระทะร้อนๆ ที่ไม่ควรแตะ นัยน์ตาของยูยูเมะหม่นหมองลงเมื่อได้เห็นการกระทำของโซระ


            แผลที่อยู่ภายในจิตใจของเขา ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะรักษาให้หายได้


            “เล่นต่อสิคะ” อาคิระพูดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบที่ปกคลุมอยู่ “หนูชอบเพลงเมื่อกี้ คุณโซระช่วยเล่นให้หนูฟังหน่อยเถอะนะคะ”


            โซระมองอาคิระด้วยดวงตาที่ฉายแววประหลาดใจเด่นชัด จากนั้นเขาก็หันกลับไปที่เปียโนอีกครั้ง มือเรียวค่อยๆ ขยับวางลงบนแป้นเปียโนช้าๆ ด้วยอาการลังเล เขานิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วโน้ตตัวแรกก็เริ่มบรรเลงขึ้นพร้อมกับท่วงทำนองที่เล่นตามมาจนกลายเป็นบทเพลงที่มีจังหวะรวดเร็วสนุกสนาน ให้อารมณ์เหมือนอยู่ภายในงานเลี้ยงของครอบครัวที่อบอุ่น


            ยูยูเมะเหลือบมองโซระ จากนั้นก็หันมามองอาคิระที่นั่งโยกตัวเบาๆ ตามจังหวะเพลงด้วยความรู้สึกแปลกใจ โซระยินดีที่จะทำตามคำขอของอาคิระโดยไม่โต้แย้งใดๆ ทั้งๆ ที่ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เขายืนยันอย่างหนักแน่นที่จะไม่เล่นดนตรีอีกถึงแม้ว่าเธอหรือเพื่อนคนอื่นๆ อีกหลายคนจะพยายามขอร้องเขาก็ตามไม่มีใครที่จะสามารถเยียวยารักษาบาดแผลอันสาหัสในหัวใจของเขาได้


            แต่อาคิระกลับทำได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องร้องขออะไรมากมายเลย ราวกับว่าเพื่ออาคิระแล้ว โซระก็ยินดีจะทำทุกอย่างแม้ว่าตัวเขาเองเหมือนจะไม่ได้รู้ตัวก็ตาม


            ระหว่างโซระกับอาคิระดูเหมือนจะมีสายสัมพันธ์บางอย่างผูกมัดกันเอาไว้อยู่ และมันก็เป็นสายสัมพันธ์ที่ผูกมัดกันอย่างแน่นหนามากเสียด้วย

š{›

            สายลมเย็นฉ่ำในยามค่ำโบกพัดมาเบาๆ และหอบเอากลิ่นดอกไม้ที่หอมหวานภายในทุ่งมาด้วย อาคิระนั่งอยู่ที่ม้านั่งด้านหน้าบ้านพักขณะที่เรียวกับยูยูเมะกำลังช่วยกันทำอาหารอยู่ในครัว เด็กสาวสูดเอาอากาศบริสุทธิ์นั้นเข้าไปเต็มปอดแล้วถอนหายใจยาวออกมาอย่างผ่อนคลาย

            เสียงเลื่อนบานกระจกด้านหลังดังขึ้น บอกให้รู้ว่ามีใครบางคนเดินออกมาจากบ้าน คนๆ นั้นเดินมาหาและนั่งลงข้างๆ เด็กสาวที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว


            “ยูยูเมะให้ฉันมานั่งเป็นเพื่อนเธอ” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้น อาคิระจึงรู้ว่าคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอคือโซระ


            เด็กสาวพยักหน้ารับเบาๆ เป็นเชิงรับรู้ ส่วนโซระก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ชายหนุ่มเอนตัวพิงพนักเก้าอี้แล้วเหม่อมองออกไปเบื้องหน้าสู่ความเวิ้งว้างของทุ่งดอกไม้และทะเลสาบ


            “ที่นี่อากาศดี บรรยากาศก็เงียบสงบ คงจะดีมากๆ เลยถ้าหากว่าหนูมองเห็นได้” อาคิระพูดขึ้น “หนูอยากจะเห็นเหลือเกินว่าในทุ่งมีดอกไม้สีอะไรบ้าง อยากเห็นว่าทะเลสาบกว้างแค่ไหน ท้องฟ้าที่นี่มีดวงดาวมากมายเหมือนที่คนเขาบอกรึเปล่า ความจริง หนูอยากจะเห็นทุกๆ อย่างบนโลกนี้ทั้งหมดเลย จะได้รู้ว่าโลกที่หนูมองเห็นอยู่ด้วยจินตนาการจะเหมือนกับโลกในความเป็นจริงรึเปล่า”

            “แต่สำหรับฉัน ฉันอยากจะเป็นเหมือนเธอมากกว่า” โซระกล่าวตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยตามแบบฉบับของเขา “หากว่าฉันไม่ต้องเห็น ไม่ต้องรับรู้อะไร อยู่แต่เพียงในความมืด ในโลกของตัวเอง มันก็คงจะดีกว่านี้”


            อาคิระเอียงหน้ามาทางโซระ จากนั้นมือน้อยๆ ก็ค่อยๆ คลำไปหาเขา ชายหนุ่มมองดูการกระทำของเด็กสาวก่อนที่จะยื่นมือออกไปจับมือของเธอ เมื่อสามารถจับมือของเขาเอาไว้ได้แล้ว อาคิระก็วางมืออีกข้างลงประกบมือของเขาและยิ้มให้อย่างอ่อนโยน


            “เมื่อหลายปีก่อน คุณเป็นคนที่ทำให้หนูได้มองเห็น เป็นคนช่วยหนูออกมาจากความมืดมิด เป็นคนที่สอนให้หนูได้รู้จักกับแสงสว่าง แล้วทำไมคุณถึงกลับอยากจะไปอยู่ในความมืดเสียเองล่ะคะ” เธอถามแล้วบีบมือเขาเบาๆ อย่างให้กำลังใจ “การมองเห็นเป็นพรที่วิเศษที่สุดสำหรับหนู เป็นพรที่หนูต้องการมาตลอดชีวิต ซึ่งคนที่ทำให้พรนี้เป็นจริงได้นั้นก็คือคุณ ดังนั้นตอนนี้ หนูก็จะขอให้พรวิเศษที่คุณต้องการบ้าง”


            ดวงตาสีดำขลับขุ่นมัวฉายประกายขึ้นเมื่อได้ฟังคำพูดของอีกฝ่าย โซระขมวดคิ้วด้วยความสงสัยว่าอาคิระจะให้พรอะไรกับเขาเพราะแม้แต่ตัวเขาเองในตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าตนเองนั้นต้องการอะไร เด็กสาวขยับเข้ามาใกล้เขา มือบอบบางข้างหนึ่งยกขึ้นมาช้าๆ จนกระทั่งปลายนิ้วสัมผัสกับคางของเขา เคลื่อนขึ้นมาอีกจนถึงริมฝีปาก และสุดท้ายก็มาหยุดอยู่ที่แก้ม


            “พรวิเศษนั้นก็คือ ตัวหนูเอง


            โซระนิ่งอึ้งไปในทันทีเพราะไม่ได้คาดคิดมาก่อนเลยว่าอาคิระจะพูดแบบนี้ พรที่เธอให้แก่เขาก็คือ ตัวเธอเอง นั่นเป็นพรที่เขาต้องการมากที่สุดอย่างนั้นเหรอ


            “นี่เธอพูดอะไรน่ะ รู้ตัวรึเปล่าว่าพูดอะไรออกมา?”


            มือน้อยๆ ที่กำลังแตะอยู่บนแก้มของเขาตอนนี้ทาบลงบนใบหน้าอย่างเต็มฝ่ามือพร้อมกับผู้ที่เป็นเจ้าของมือนั้นโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนดวงตากลมโตสีฟ้าปรากฏเด่นชัดในดวงตาของเขาแม้ดวงตาคู่สวยของเธอจะไร้ซึ่งแววประกายที่แสดงถึงอารมณ์ความรู้สึก แต่เขาก็สามารถรับรู้มันได้จากไออุ่นที่ฝ่ามือของเธอซึ่งส่งผ่านมา


            “คุณโซระ” เธอเรียกชื่ออีกฝ่าย น้ำเสียงหวานใสนั้นหนักแน่นแสดงถึงความมั่นใจ “ตอนนี้ ใครคือคนที่คุณอยากจะดูแลมากที่สุด?”

            “อะไรนะ?” เขายังคงไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอพูดแม้แต่น้อย

            “คุณลองนึก ลองถามใจของคุณเองดูให้ดีๆ ว่าในตอนนี้คุณมีใครที่คุณต้องการจะดูแลอยู่ จากนั้น ก็ลองคิดดูว่าการที่คุณต้องการที่จะดูแลคนๆ นั้นมันทำให้คุณเกิดความรู้สึกอย่างไร” อาคิระพูดต่อไป “พรที่คุณต้องการมากที่สุดนั้นก็คือ การดูแลให้ใครสักคนหนึ่งมีความสุข ใช่ไหมล่ะคะ?”

            “การดูแลให้ใครสักคนหนึ่งมีความสุขอย่างนั้นเหรอ?”

            “คุณเป็นคนที่อยู่เพื่อมอบความสุขให้กับผู้อื่น เมื่อคุณมีคนที่คุณอยากจะดูแล คุณก็จะมีจุดหมาย มีกำลังใจที่จะอยู่ต่อไปครั้งหนึ่ง คุณมีคนที่อยากจะดูแลมากมาย ทั้งคุณยูยูเมะ คุณไอรินะ พี่สาวของคุณไอรินะ หรือแม้กระทั่งหนูซึ่งคุณได้พบที่บ้านเด็กกำพร้า แต่เพราะการตายของพี่สาวของคุณไอรินะทำให้คุณโทษตัวเองที่ไม่อาจจะปกป้องเธอเอาไว้ได้ คุณคิดว่าคุณเป็นคนไม่เอาไหน แม้แต่คนที่คุณรักเพียงคนเดียวคุณก็ยังปกป้องไม่ได้ ดังนั้น คุณจึงหมดกำลังใจที่จะปกป้องดูแลใครอีก ไม่มีจุดหมายที่จะทำให้คุณเห็นว่าตัวเองมีคุณค่า”


            คำพูดของเด็กสาวแทรกลึกลงไปในใจของชายหนุ่มอย่างช้าๆ มันเหมือนกับเป็นกุญแจที่ใช้สำหรับไขประตูที่ปิดตายซึ่งขังเขาเอาไว้เบื้องหลัง เมื่อหวนนึกถึงอดีต เขาก็ได้พบว่าเขามีความสุขเพียงใดกับการที่เขาได้ทำให้ผู้อื่นมีความสุข ทุกครั้งที่เขาเล่นดนตรี เขาก็ปรารถนาที่จะให้ทุกๆ คนที่ได้ฟังเพลงของเขามีความสุข เขาอยากจะปกป้อง อยากจะดูแล อยากจะมอบความสุขให้แก่เพื่อนมนุษย์ทุกคน ด้วยความรู้สึกนี้ เขาจึงมีจุดหมาย มีกำลังใจที่จะเดินไปข้างหน้าต่อไป แต่ความรู้สึกนั้นก็แตกดับไปเพราะการตายของคนๆ หนึ่งที่เขารักมากที่สุด แม้แต่ผู้หญิงเพียงคนเดียวเขาก็ยังปกป้องไม่ได้ แล้วจะมีหน้าไปปกป้องดูแลใครให้มีความสุขได้อีกอย่างนั้นเหรอ


            ดังนั้น เขาจึงหันหลังให้กับทุกอย่างและจมปรักอยู่กับความผิดในหัวใจ แต่ว่าในส่วนลึก โดยที่เขาไม่ได้รู้ตัว เขากำลังมองหาใครสักคน ใครสักคนที่ควรค่าแก่การปกป้อง คนที่จะทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีจุดหมายที่จะเป็นแรงใจให้ลุกขึ้นมายืนได้ใหม่อีกครั้ง แต่ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยเจอคนๆ นั้น ไม่เคยเจอคนที่เขาอยากจะปกป้องมากที่สุด จนกระทั่งได้มาพบกับ อาคิระ


            อาคิระทำให้ความรู้สึกที่ต้องการจะปกป้องใครสักคนหนึ่งของเขาตื่นขึ้น เมื่อเขาได้รู้ว่าเธอคือเด็กหญิงตัวน้อยที่น่าสงสารซึ่งเขาเคยพบที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ได้เห็นเธอถูกไทจิทำร้ายและต้องมาเจ็บตัวเพราะเขา เขาก็เกิดความรู้สึกที่อยากจะปกป้องเธอ อยากจะช่วยเธอไม่ให้ต้องพบเจอกับเรื่องเลวร้ายอีก อยากจะทำให้เด็กผู้หญิงคนนี้มีความสุขตลอดไป


            “หนูยินดีที่จะเป็นคนๆ นั้นของคุณโซระ เป็นคนที่คุณโซระอยากจะปกป้อง เป็นจุดหมาย และเป็นแรงใจที่จะทำให้คุณโซระกลับมาหายดีเหมือนเดิมอีกครั้ง” อาคิระพูด น้ำเสียงของเธอเปี่ยมไปด้วยความอารีและจริงใจ


            โซระรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากบัดนี้ ประตูหัวใจที่เคยปิดตายของเขาได้ถูกไขออกแล้ว มือเรียวยกขึ้นมาจับมือของเด็กสาวที่ทาบอยู่บนใบหน้าของเขา จากนั้นเขาก็ดึงเธอเข้ามาโอบกอดเอาไว้อย่างแนบแน่นและกระซิบข้างหูเธอเบาๆ


            “พรที่เธอให้เป็นพรที่วิเศษที่สุด ขอบใจมากนะอาคิระ ขอบใจเธอจริงๆ”
 

š{›

สวัสดีจ้าทุกๆ คน เค้ากลับมาแล้วนะจ๊ะ หายไปเดือนกว่าๆ ก็ขออภัยทุกๆ คนด้วยน้า

พอดีเดือนที่แล้วคอมของเค้าเสียแล้วก็เห็นว่าคอมมันเก่าตั้งเจ็ดปีแล้วแถมยังเสียบ่อยจนไม่น่าจะคุ้มซ่อมแล้ว เค้าก็เลยตัดสินใจซื้อคอมใหม่ เลือกยี่ห้อเลือกรุ่นและต่อรองเอาขอแถมอะไรอยู่นานกว่าจะตัดสินใจซื้อ แล้วก็เอามาลงวินโดว์และเซ๊ตอะไรต่างๆ อีกเยอะแยะกว่าจะเสร็จเรียบร้อย

เพราะเหตุนี้ ก็เลยไม่ได้เล่นคอมยาวเลย แหะๆ

 เค้าก็ขออภัยอีกครั้งนะจ๊ะ และจะยังคงรักษาสัญญาว่าจะแต่งต่อไปจนจบอย่างแน่นอนจ้ะ

š{›
 

40 ความคิดเห็น

  1. #38 SoM^0^ (@ni-som-zaa) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2555 / 15:52
    นึกว่าไร้ท์เตอร์หนีไปเที่ยวไหนแล้วนะคะเนี่ย
    แต่ว่าตอนนี้ทำให้คิดนะคะเนี่ยว่าใครจะเป็นพระเอกกันแน่
    พี่เรียวก็เริ่มรู้สึกตัวแล้ว คุณโซระก็เปิดใจเพราะสาวน้อยของเรา
    #38
    0
  2. #37 Jade_Pearls (@merrow-rainy) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2555 / 07:00
    เชียร์คุณโซระน้าาาา
    #37
    0
  3. #36 Yam_RolL (@yamroll-os) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2555 / 18:15
    ชอบเรียว ผู้ชายอบอุ่น อ๊ากกก ><
    #36
    0
  4. #34 SoM^0^ (@ni-som-zaa) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2555 / 11:35
    อย่าบอกนะคะว่าพระเอกเป็นพี่เรียวนะ
    เค้าเชียร์คุณโซระน้า ขอให้พี่เรียวคู่กับคุณยูยูเมะเลยค่ะ
    เอาใจช่วยนะคะสู้สู้คะ
    #34
    0
  5. #33 ~ล่องลอย~ (@ginny20437) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2555 / 01:24
    เชียร์เรียวค่ะ 55
    #33
    0
  6. วันที่ 29 ตุลาคม 2555 / 00:22
    ค่ะ เป็นกำลังใจให้เสมอ ^^ 
    อุ๊บ เรียวค้ดไม่ซื่อเหรอเนี่ย...
    หึๆๆๆๆๆ
    #32
    0