The fulfilled song : คีตาสื่อรัก

ตอนที่ 5 : บทที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 139
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    26 ก.ย. 55

บทที่สี่


            รถเฟอร์รารี่ FF สีเทาแล่นเข้ามาที่โรงจอดรถและถอยหลังเข้าซองที่ว่างอยู่ ประตูรถด้านคนขับเปิดออกพร้อมกับที่ร่างสูงของชายหนุ่มก้าวลงมาจากรถ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่หญิงสาวเจ้าของรถแลมบอร์กินีสีขาวที่จอดห่างออกไปอีกสองช่องก้าวลงมาจากรถเช่นกัน


            “อ้าว คุณโอโมมินนะ!” ยูยูเมะเอ่ยทักเมื่อหันมาเห็นเรียว

            “คุณฟุมิโอตะ บังเอิญจังเลยนะครับ” เรียวทักตอบ โค้งตัวลงเล็กน้อยอย่างสุภาพ


            ทั้งสองเดินเข้าไปในตึกด้วยกัน เรียวมาเพื่อรอรับอาคิระ ส่วนยูยูเมะก็มาเพื่อให้กำลังใจพวกนักเรียนของเธอ


            “ฉันต้องขอโทษด้วยนะคะสำหรับเรื่องของโซระ” ยูยูเมะกล่าวอย่างเสียใจ

            “ไม่เป็นไรหรอกครับ ไม่ใช่ความผิดของคุณฟุมิโอตะหรอก” เรียวหันมายิ้มให้อย่างไม่ถือสา “แต่น่าแปลกใจจริงๆ เลยนะครับที่อาคิระเคยรู้จักกับคุณชิซุกานะมาก่อน ผมไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย”

            “โซระเคยเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังค่ะ แต่ฉันนึกไม่ถึงว่าเด็กตาบอดคนนั้นที่แท้ก็คืออาคิระจัง” หญิงสาวบอก แล้วสีหน้าของเธอก็หม่นหมองลง “ตอนที่เขาเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟัง เขาดูมีความสุขมาก เขาถึงกับตั้งใจเอาไว้ว่าเมื่อเขากลับมาจากต่างประเทศแล้วเขาจะรับอาคิระจังไปอุปการะ แต่แล้วก็เกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน”


            เรียวมองยูยูเมะด้วยความเห็นใจและรู้สึกสงสัยเหลือเกินว่าเมื่อห้าปีก่อนนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่ก็กลัวว่าจะเป็นการละลาบละล้วงเรื่องที่ไม่สมควรจะยุ่งดังนั้นจึงเลือกที่จะเงียบ


            “แล้วคุณโอโมมินนะไปรู้จักกับอาคิระจังได้ยังไงเหรอคะ?” ยูยูเมะหันมาถาม แย้มยิ้มกลบเกลื่อนความเศร้าที่ปรากฎอยู่บนใบหน้าของเธอเมื่อครู่

            “สามปีก่อน ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าครับ ผมเห็นเธอนั่งอยู่ใต้ต้นไม้แล้วก็กำลังเป่าใบไม้เล่นอยู่ ดูเป็นเด็กที่โดดเดี่ยวแต่ก็มีความสุข” เรียวตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ “ผมถูกชะตากับเธอทันทีตั้งแต่แรกเห็น และพอได้เข้าไปพูดคุยด้วยแล้วก็ยิ่งรู้สึกผูกพัน ผมก็เลยรับเธอมาอุปการะไว้”

            “นับเป็นโชคดีของอาคิระจังนะคะที่ได้คนดีอย่างคุณคอยดูแล” ยูยูเมะชมอย่างจริงใจ

            “ไม่หรอกครับ ผมคิดว่าความจริงแล้ว อาคิระต่างหากที่เป็นคนดูแลผม” เรียวตอบแล้วก็หน้าแดงนิดๆ “ตอนนั้นแม่ของผมเพิ่งเสีย ผมเหลือตัวคนเดียวไม่มีใคร รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบมันเคว้งคว้างไปหมด อาคิระทำให้ผมมีจุดหมายในชีวิตอีกครั้งและเติมเต็มสิ่งที่ผมได้ขาดหายไปนั่นก็คือครอบครัว เพราะมีอาคิระ ผมถึงไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกเลย”


            เรียวปากบางของหญิงสาวคลี่ยิ้มน้อยๆ ออกมาขณะที่มองดูชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความชื่นชม เรียวเป็นผู้ชายที่อ่อนโยน เธอมั่นใจว่าเขาจะคอยดูแลอาคิระด้วยความรักทั้งหมดที่เขามีและสีหน้าของเขาในตอนนี้ก็ทำให้เธอหวนนึกถึงสีหน้าของโซระตอนที่พูดถึงอาคิระให้เธอได้ฟัง


            มันเป็นสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุขและอบอุ่นอย่างมาก


            “อาคิระจังเป็นเด็กที่วิเศษมาก ฉันว่าจะไปเจอเธออีกครั้งเมื่อฉันกลับมา ดีไม่ดีนะ ฉันอาจจะรับเธอมาอยู่ด้วยกันเลยก็ได้ ฉันน่ะอยากจะมีน้องสาวสักคนมานานแล้ว”


            ตอนนั้นเธอยังไม่เข้าใจว่าทำไมโซระถึงชอบเด็กคนนี้นัก แต่ในตอนนี้เธอได้รู้แล้ว เพราะอาคิระสามารถที่จะทำให้คนที่อยู่ใกล้มีความสุขได้แม้ในเวลาที่มืดมนที่สุดเป็นดั่งแสงประกายที่ส่องสว่างเหมือนกับชื่อของเธอ


            ทั้งสองขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้นห้าของตึกซึ่งเป็นที่จัดการแข่งขันและเมื่อลิฟต์เปิดออก


            “นี่เธอจะเอายังไงกับฉันหา! เสียงเอะอะโวยวายของคนบางคนดังลั่น ทำเอาเรียวกับยูยูเมะนิ่งอึ้งไป

            “อะไรของนาย ฉันแค่กำลังจะมาลงลิฟต์” อีกเสียงพูดตอบ เป็นเสียงของผู้หญิง “นี่นายคิดว่าฉันจะมาหาเรื่องนายอย่างนั้นเหรอ ประสาทรึเปล่า แต่ก็อย่างว่าน่ะนะ คนมันมีชนักติดหลังอยู่ก็ย่อมต้องระแวงคนอื่นเป็นธรรมดา”

            “เธอว่ายังไงนะ! เสียงแรกตะโกนด้วยความโมโห


            เรียวกับยูยูเมะออกมานอกลิฟต์เพื่อดูว่าเกิดเรื่องอะไรกันขึ้น แล้วก็พบว่าไทจิกำลังยืนทะเลาะอยู่กับไอรินะที่ลานหน้าลิฟต์ ซึ่งเมื่อได้เห็นหน้าลูกศิษย์ เจ้าของโรงเรียนสอนดนตรีก็ร้องเรียกทันที


            “ไทจิ!

            คนถูกเรียกสะดุ้งเล็กน้อยแล้วหันมามอง “คุณครูฟุมิโอตะ!

            “นี่มันเกิดเรื่องอะไรกัน เธอมาทำอะไรอยู่ตรงนี้?” ยูยูเมะถาม

            “เอ่อ คือ เอ่อ” ไทจิอึกอักพูดอะไรไม่ออก

            “เอ้า ตอบเขาไปสิจ๊ะไทจิซังว่านายมาทำอะไรอยู่ตรงนี้” ไอรินะเริ่มกวนประสาทไทจิอีกครั้งด้วยการแกล้งหันมาทำตาปริบๆ ให้กับยูยูเมะ “แต่ความจริงก็น่าจะเห็นๆ อยู่นะคะคุณครู ลูกศิษย์ของคุณน่ะกำลังรังแกสาวน้อยที่ไร้ทางสู้อยู่”

            “อะไร! ฉันไปรังแกอะไรเธอ! ไทจิร้องถามด้วยความร้อนรน “ไม่จริงนะครับคุณครู ผมไม่ได้ทำอะไรยัยนี่เลยนะ”

            “โอเค นายไม่ได้ทำอะไรฉัน แต่กับยูเมฮานะล่ะ ทำรึเปล่า?” ไอรินะฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์พร้อมกับยักคิ้วหลิ่วตาใส่ไทจิ

            “อาคิระ ไทจิทำอะไรอาคิระจังเหรอ?” ยูยูเมะถามด้วยความงุนงงแต่ยังไม่ทันทีไทจิจะได้ตอบ เรียวก็สืบเท้าเข้าไปหาไทจิอย่างรวดเร็วแล้วกระชากคอเสื้อขึ้นมาทันที

            “แกทำอะไรอาคิระ! ชายหนุ่มตวาดใส่เด็กหนุ่มที่กำลังตาเหลือกด้วยความตกใจ

            “เอ้า ดูท่าจะเป็นเรื่องใหญ่ซะแล้วแฮะ เคลียร์กันเอาเองก็แล้วกันนะ” ไอรินะเกาหัวแกรกๆ ก่อนจะเดินไปขึ้นลิฟท์ด้วยท่าทางไม่รู้ไม่ชี้และชิ่งหนีไปในทันที

            “บอกมาเดี๋ยวนี้นะว่าแกทำอะไรอาคิระ! เรียวคาดคั้นไทจิต่อไปจนยูยูเมะต้องเข้ามาปราม

            “ใจเย็นๆ ก่อนค่ะคุณโอโมมินนะ เรื่องมันคงไม่ได้ร้ายแรงอะไรมาก ฉันว่าคุณไปหาอาคิระจังก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวทางนี้ฉันจัดการเอง”


            เรียวจ้องไทจิเขม็งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยอมปล่อยแล้วเดินเข้าไปในฮอลล์ ส่วนยูยูเมะก็ทำการซักไซ้ไล่เลียงไทจิถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

š{

...ต่อจากการอัพครั้งที่แล้ว...


š{
 

            คนที่ถูกคัดออกในการแข่งขันรอบนี้ก็คือไคโตะ ส่วนคนที่ได้คะแนนสูงสุดของสัปดาห์นี้ก็คือไอรินะ อาคิระกับไอรินะมักจะสลับกันได้ตำแหน่งนี้ตลอดช่วงการแข่งขันที่ผ่านๆ มา และนั่นก็ทำให้แต่ละคนคาดการณ์กันว่าผู้ที่จะชนะเลิศการแข่งก็คงจะเป็นหนึ่งในสองคนนี้อย่างไม่มีการพลิกโผ


            หลังจากที่งานเลิก ไทจิก็กล่าวขอโทษอาคิระพร้อมกับแก้ตัวว่าเป็นแค่การหยอกเล่นไม่ได้คิดเกินเลย แต่อาคิระรู้ดีว่าความจริงเป็นอย่างไร เรียวไม่ได้พูดอะไร แต่จากสายตาที่เขามองไทจิก็บอกได้ว่าเขารู้สึกไม่พอใจอย่างมาก ในขณะที่ยูยูเมะกล่าวขอโทษให้ไทจิอีกครั้ง และเมื่อไม่มีปัญหาอะไรแล้ว เรียวก็พาอาคิระกลับบ้าน


            เรียวนิ่งเงียบตลอดทางขณะที่ขับรถกลับ แม้จะมองไม่เห็น แต่อาคิระก็รู้ดีว่าพี่ชายของเธอคงกำลังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะยังอารมณ์เสียเรื่องไทจิอยู่แน่นอน


            “พี่เรียว

            “หืม?”

            “ทำหน้ายู่แบบนั้นไม่หล่อเลยนะคะ”

            ชายหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ฟังคำพูดของน้องสาว แต่แล้วก็ยิ้มและหัวเราะออกมา “ดูพูดเข้า รู้ได้ยังไงล่ะว่าพี่ทำหน้ายู่อยู่”

            “รู้สิ เวลาพี่เรียวโกรธพี่เรียวจะนิ่งเงียบแบบนี้แหละแล้วก็น่าจะทำหน้าแบบนี้” เด็กสาวตอบแล้วก็แกล้งทำหน้าบึ้งให้อีกฝ่ายมอง

            “รู้ดีเกินไปแล้ว” เรียวขยี้หัวอาคิระด้วยความหมั้นไส้และเอ็นดู

š{

            โซระสะดุ้งตื่นตอนกลางดึกเพราะฝันร้ายที่หลอกหลอนเขามาตลอดห้าปี เขานอนหอบหายใจอยู่บนเตียงขณะที่ยังครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่ระหว่างความฝันกับความจริง กระทั่งเมื่อสติฟื้นคืนมาเต็มที่แล้วเขาก็ยันตัวลุกขึ้นมาจากเตียงและเดินไปเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตา


            ชายหนุ่มเดินออกมาที่ห้องนั่งเล่นและนั่งลงที่โต๊ะทำงาน จากนั้นก็เหลือบมองดูชั้นใส่ของของโต๊ะ หลังจากที่นั่งมองอยู่นาน เขายื่นมือออกไปเลื่อนชั้นใส่ของนั้นออกแล้วก็หยิบของที่อยู่ด้านในออกมา
 

            สิ่งนั้นคือโน้ตเพลง ยังเป็นแบบร่างที่ใช้ดินสอเขียน มีชื่อเพลงว่า Morning and Clear skyดวงตาสีดำที่มักจะไร้ซึ่งแววประกายแห่งความรู้สึกบัดนี้ไหวระริกด้วยอารมณ์บางอย่างขณะที่จ้องมองโน้ตเพลงในมือ และเมื่อเขาเลื่อนสายตาขึ้นมาที่มุมขวาบนของกระดาษซึ่งมีชื่อของคนที่แต่งเพลงเพลงนี้เขียนอยู่ แววตาของเขาก็ยิ่งสั่นไหวมากขึ้นจนคล้ายกับว่าเขากำลังจะร้องไห้ออกมา


            ปลายนิ้วของชายหนุ่มลูบไล้ชื่อนั้นเบาๆ ความรู้สึกมากมายหลั่งไหลออกมาท้วมท้นหัวใจจนแยกแยะไม่ออกว่าเป็นความรู้สึกอะไรบ้าง เขารู้แต่เพียงว่าเขาคิดถึงผู้ที่เป็นเจ้าของชื่อนี้ คิดถึงจนทนไม่ไหว


            แต่ไม่ว่าเขาจะคิดถึงมากขนาดไหน เธอก็ไม่มีวันกลับมาหาเขา


            อาเซการิ ไอรินะ ได้จากเขาไปแล้ว จากไปตลอดกาล

š{

            ไอรินะนั่งพิงหัวเตียงและมองดูรูปที่ถืออยู่อย่างเลื่อนลอย เป็นรูปหญิงสาวคนหนึ่งกำลังเล่นไวโอลินด้วยท่าทางสนุกสนาน สาวสวยในรูปภาพมีผมสีดำแซมน้ำตาลอ่อนยาวสลวยเป็นแพคลื่น นัยน์ตาสีน้ำตาลเรียวรีเปล่งประกายสดใสเหมือนเช่นรอยยิ้มที่ระบายอยู่บนใบหน้าของเธอ ไอรินะมีลักษณะเหมือนกับผู้หญิงในรูปภาพทุกประการราวกับว่าถอดแบบกันมาอย่างไรอย่างนั้น
 

            “วันนี้หนูก็ยังผ่านเข้ารอบอยู่ล่ะ พี่ดีใจรึเปล่าคะ?” เธอพูดกับรูปภาพในมือ “ยิ้มอย่างนี้แสดงว่าดีใจใช่ไหมล่า ก็ต้องแน่อยู่แล้วล่ะเนอะ พี่ต้องดีใจอยู่แล้ว พี่คงไม่ได้อยากให้หนูแพ้หรอก จริงสิ วันนี้หนูมีเรื่องสนุกๆ จะมาเล่าให้พี่ฟังด้วยนะ พี่จำเด็กที่หนูเคยเล่าให้พี่ฟังได้ไหม เด็กที่ชื่ออาคิระน่ะ วันนี้หนูได้มีโอกาสคุยกับเขาแล้ว ก็พอดีสถานการณ์มันเอื้ออำนวยน่ะนะ คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้


            หญิงสาวเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้คนในรูปภาพได้ฟัง ตั้งแต่ที่อาคิระเกือบจะโดนไทจิลวนลามมาจนถึงตอนที่เธอทะเลาะกับไทจิที่หน้าลิฟท์


            “หนูล่ะสะใจจริงๆ เจ้าหมอนั่นทำหน้าเหวอตาโตอย่างกับไข่ห่านตอนที่ถูกผู้ชายคนนั้นกระชากคอเสื้อ ผู้ชายคนนั้นคงจะเป็นพี่ชายของอาคิระ หวงน้องสาวน่าดูเลย แต่ก็ดูเป็นผู้ชายที่พึ่งพาได้นะ” มาถึงตรงนี้ สีหน้าของคนพูดก็ดูจะหม่นหมองลง “ใช่ ดูเป็นผู้ชายที่พึ่งพาได้ ไม่เหมือนกับคนๆ นั้น คนไม่เอาไหนนั่น เพราะเขา พี่ถึงต้องตาย


            ไอรินะกอดรูปภาพนั้นเอาไว้แนบอก เนื้อตัวสั่นเทาด้วยแรงอารมณ์ที่ปรี่ล้นออกมาจากหัวใจ


            “หนูจะไม่มีวันให้อภัยเขาเด็ดขาด ให้ตายยังไงก็จะไม่มีวันให้อภัย!

š{

            ทุกเช้าวันเสาร์ เรียวกับอาคิระจะมาที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อหาซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหารรวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น โดยเรียวจะให้อาคิระนั่งรออยู่ที่ม้านั่งด้านหน้าซุปเปอร์มาร์เก็ตขณะที่เขาเข้าไปซื้อของ
 

            “เอาล่ะ อาคิระนั่งรอพี่อยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวพี่จะเข้าไปซื้อของ อย่าลุกขึ้นเดินไปไหนนะ เข้าใจไหม” ชายหนุ่มกำชับน้องสาวด้วยประโยคเดิมๆ เหมือนอย่างที่เคยพูดทุกครั้ง

            “หนูไม่ไปไหนหรอก พี่เรียวไปซื้อของเถอะค่ะ” อาคิระตอบ ยิ้มบางๆ ให้กับพี่ชายของเธอ

            “เดี๋ยวพี่จะรีบกลับมานะ” เรียวกล่าวแล้วลูบหัวเด็กสาวเบาๆ ก่อนจะเดินจากไป
 

            เรียวซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ตอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงแม้จะรู้ว่าอาคิระจะไม่เดินเพ่นพ่านไปไหนแต่ก็ยังอดห่วงไม่ได้อยู่ดี อย่างไรก็ตามเขาก็ยังคงติดนิสัยการเลือกของอย่างพิถีพิถันอยู่ ชายหนุ่มเดินไล่ไปตามหมวด เลือกซื้อของที่ต้องการไปเรื่อยๆ จนมาถึงแผนกขายเนื้อ เขาต้องการเนื้อสันสำหรับเอาไปทำสเต็ก หลังจากที่ตรวจดูคุณภาพของเนื้ออยู่ครู่หนึ่งเขาก็เลือกที่จะคีบชิ้นที่ดีที่สุดขึ้นมาซึ่งก็พอดีกับคนอีกคนหนึ่งที่เลือกจะคีบเนื้อชิ้นเดียวกับเขา
 

            ทั้งสองฝ่ายหันมามองหน้ากัน และแล้ว
 

            “บังเอิญจังเลยที่ได้เจอคุณฟุมิโอตะที่นี่” อาคิระพูดอย่างดีใจหลังจากที่เรียวกลับมาหาพร้อมกับยูยูเมะที่บังเอิญเจอกันในห้าง

            “ใช่จ้ะ บังเอิญมากเลย” เจ้าของโรงเรียนสอนดนตรีพูดตอบด้วยความดีใจเช่นกัน “โชคดีจริงๆ ที่วันนี้ได้เจอคุณโอโมมินนะ ก็เลยได้ของดีๆ สำหรับทำอาหารเยอะแยะเลย ขอบคุณมากนะคะ”

            “ถึงไม่มีผม คุณฟุมิโอตะก็คงได้ของดีอยู่แล้วล่ะครับ คุณเองก็เลือกของเก่งเหมือนกัน ผมชักอยากเห็นฝีมือการทำอาหารของคุณแล้วสิ ดูจากการเลือกของแล้วคุณคงจะทำอาหารเก่งแน่ๆ” ชายหนุ่มกล่าว

            “ไม่เท่าไหร่หรอกค่ะ ฉันก็แค่แม่ครัวจำเป็น อยู่คนเดียวถ้าทำอาหารไม่เป็นเลยก็คงแย่เหมือนกัน” หญิงสาวพูดแล้วหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันมาหาอาคิระ “อาคิระจังคงจะได้ทานอาหารอร่อยๆ ฝีมือคุณโอโมมินนะทุกวันเลยใช่ไหมล่ะจ๊ะ”

            “ค่ะ อาหารฝีมือของพี่เรียวนี้อร่อยที่สุดแล้ว” เด็กสาวชื่นชมพี่ชายของเธออย่างเต็มปากเต็มคำทำเอาเรียวหน้าแดงนิดๆ “แต่หนูก็อยากลองทานอาหารฝีมือของคุณฟุมิโอตะนะคะ หนูเชื่อว่าคุณฟุมิโอตะต้องทำอาหารเก่งแน่ๆ เลย”

            “ถ้าอย่างนั้นไว้มีโอกาสฉันจะทำอาหารมาให้อาคิระจังทานนะจ๊ะ” ยูยูเมะกล่าว

            “เอาอย่างนี้ไหมล่ะครับ พวกเราไปที่ร้านอาหารของผมแล้วก็ทำอาหารทานกัน คุณฟุมิโอตะมีธุระอะไรรีบร้อนรึเปล่าครับ?” เรียวเสนอความเห็น

            “ไม่มีหรอกคะ แต่ว่ามันจะดีเหรอคะ?” ยูยูเมะถามอย่างเกรงใจ

            “ดีสิคะ ทานอาหารหลายๆ คนก็สนุกดีเหมือนกัน คุณฟุมิโอตะไปด้วยกันเถอะนะคะ” อาคิระพูดชักชวนอย่างกระตือรือร้น

            “ถ้าอย่างนั้นก็ได้จ้ะ” ยูยูเมะตอบรับเมื่อเห็นว่าอาคิระมีน้ำใจชวนเธอ
 

            ร้านอาหารของเรียวเป็นเพียงร้านอาหารเล็กๆ แต่มีการจัดวางรูปแบบที่เป็นระเบียบและตกแต่งได้อย่างสวยงาม ด้านนอกเป็นลานกลางแจ้งสำหรับลูกค้าที่ต้องการนั่งกินลมชมวิวในวันที่อากาศสดใส ชุดโต๊ะอาหารสีขาวตั้งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบมีร่มตั้งพื้นคันใหญ่กางปิดอยู่ด้านบนเพื่อบังแสงแดดและลมฝน มีสวนหย่อมเป็นทิวทัศน์ให้ชมขณะที่นั่งทานอาหาร ด้านในร้านเป็นบ้านชั้นเดียวสีขาวหลังคาสีดำ มีบานกระจกอยู่โดยรอบทำให้ดูโปร่งสบายน่านั่ง มีเวทีเล็กๆ ตั้งอยู่ด้านหน้าสำหรับให้อาคิระได้เล่นดนตรีให้ลูกค้าในร้านได้ฟัง ทั่วทั้งร้านทั้งด้านนอกและด้านในประดับดวงไฟสีเหลืองนวลทำให้ได้บรรยากาศอบอุ่นและผ่อนคลาย
 

            เรียวกับยูยูเมะช่วยกันทำอาหารอยู่ในครัว ส่วนอาคิระก็นั่งเฉยๆ อยู่ในห้องนั่งเล่นฟังคนทั้งสองพูดคุยกัน เธอได้ยินพวกเขาแลกเปลี่ยนคำชมกันไปมาแล้วก็ได้ยินเสียงหัวเราะเป็นระยะๆ อาคิระคิดว่าเรียวกับยูยูเมะน่าจะเข้ากันได้ดี ทั้งคู่มีอะไรที่ตรงกันหลายอย่างเช่น ความใจเย็น ความตั้งใจในการทำงาน และที่สำคัญก็คือความจริงใจ เรียวและยูยูเมะต่างเป็นคนที่มีความจริงใจทั้งคู่ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ทั้งสองสนิทสนมกันได้อย่างรวดเร็วทั้งที่เพิ่งรู้จักกันเพียงไม่กี่อาทิตย์
 

            บางที ถ้าทั้งคู่ลองคบหากันดูไม่แน่ว่าอาจจะเป็นคู่รักที่สมบูรณ์แบบที่สุดก็ได้
 

            คิดได้แบบนั้นแล้ว อาคิระก็ต้องแอบยิ้มออกมา หากว่าเรียวกับยูยูเมะคบกันได้จริงๆ ก็คงดีไม่น้อย เธอจะได้มีพี่สาวที่น่ารักใจดีมาอยู่ด้วยอีกคน
 

            “นั่งคิดอะไรอยู่เหรออาคิระถึงได้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แบบนั้น?” เสียงของผู้เป็นพี่ชายดังขึ้นทำให้เด็กสาวที่กำลังฝันอยู่กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง

            “ก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะคะ พี่เรียวทำอาหารเสร็จแล้วเหรอคะ” อาคิระกล่าวแล้วสูดจมูกดมกลิ่นอาหารที่เรียวยกเข้ามา “หอมจัง เนื้อย่างเหรอคะ?”

            “ใช่แล้ว วันนี้เราจะมาทานอาหารเช้าแบบญี่ปุ่นกัน” เรียวตอบ วางอาหารที่ทำมาลงบนโต๊ะ “มื้อนี้คุณฟุมิโอตะทำเองแทบทุกอย่างเลย พี่แค่คอยเป็นลูกมือให้เท่านั้นเอง ฝีมือของเธอใช้ได้เชียวล่ะ”
 

            อาหารอีกสองอย่างถูกยกมาวางลงบนโต๊ะ เป็นปลาแซลมอนย่างซีอิ๊วกับซุปหน่อไม้ญี่ปุ่น และมีผักกาดดองเป็นเครื่องเคียง
 

            “อร่อยมากเลยค่ะคุณฟุมิโอตะ!” อาคิระเอ่ยชมหลังจากที่ได้ชิมอาหารคำแรกเข้าไป

            “เพราะได้คุณโอโมมินนะคอยช่วยอยู่ข้างๆ น่ะจ้ะ” ยูยูเมะตอบ

            “เพราะคุณมีฝีมืออยู่แล้วต่างหากล่ะครับ ผมถนัดทำแต่พวกอาหารฝรั่ง อาหารญี่ปุ่นทำเป็นแค่ไม่กี่อย่างเท่านั้นเอง สงสัยคงต้องให้คุณฟุมิโอตะช่วยสอนทำอาหารญี่ปุ่นให้บ้างแล้ว” เรียวตอบกลับไป

            “ด้วยความยินดีเลยค่ะ ฉันเองก็คงต้องให้คุณโอโมมินนะสอนทำอาหารฝรั่งให้บ้างเหมือนกัน” ยูยูเมะกล่าว

            “ด้วยความยินดีเช่นกันครับ” เรียวตอบรับอย่างเต็มใจ
 

            ทั้งสามนั่งทานข้าวกันไปพูดคุยกันไป จากนั้นก็ปิดท้ายด้วยขนมไดฟุกุไส้ถั่วแดงสำหรับเป็นขนมหวานทานเล่น ขณะที่ทานขนมหวานกันนั้น หัวข้อสนทนาก็เข้ามาสู่เรื่องการแข่งขันในวันพรุ่งนี้
 

            “ตอนนี้แต่ละคนก็กำลังตั้งใจฝึกซ้อมกันอย่างหนักเพราะไม่อยากจะเป็นคนที่ถูกคัดออก ก็เป็นเรื่องปกติล่ะนะ ยิ่งเข้ารอบลึกก็ยิ่งกดดัน ตอนที่ฉันเข้าแข่งขันเมื่อสิบปีก่อนก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน” ยูยูเมะกล่าว

            “ตอนนั้นคุณฟุมิโอตะได้ที่เท่าไหร่เหรอคะ?” อาคิระถามด้วยความอยากรู้

            “ฉันได้ที่สามจ้ะ คนที่ชนะเลิศก็คือโซระ ส่วนรองชนะเลิศก็คือ อาซานางิ โทริ ที่ตอนนี้เป็นเจ้าของโรงเรียนสอนดนตรีอุทาบาระ” ยูยูเมะตอบ

            อุทาบาระนั่นคือโรงเรียนสอนดนตรีที่คุณอาเซการิเรียนอยู่นิคะ!” เมื่อได้ยินชื่อโรงเรียนสอนดนตรีที่ยูยูเมะบอกอาคิระก็จำได้ทันที

            “อาเซการิ ไอรินะ” ยูยูเมะพูดชื่อของไอรินะออกมาอย่างลอยๆ ด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเศร้า “เธอรู้สึกผิดต่อเด็กคนนั้นมากถึงขนาดนี้เลยอย่างนั้นเหรอ โซระ”

            “คุณชิซุกานะรู้จักกับคุณอาเซการิด้วยเหรอคะ!?” อาคิระถามด้วยความแปลกใจ

            “ใช่จ้ะ” ยูยูเมะตอบ “โซระกับไอรินะ ทั้งคู่เคยคบหากันมาก่อน

š{
  
 มาอัพเพิ่มแล้วจ้า ขออภัยคนอ่านด้วยจ้ะที่หายไปนานเล็กน้อย พอดีคนแต่งมีธุระยุ่งๆ นิดหน่อยจ้า

ขอบคุณคุณ 
SoM^O^ นะจ๊ะที่ติดตามเรื่องนี้อยู่เสมอ ช่วยให้กำลังใจให้ต่อไปเรื่อยๆ ด้วยนะจ๊ะ

ขอบคุณคุณ
ล่องลอย ด้วยเช่นกันจ้าที่คอยติดตามเรื่องนี้เหมือนกัน กำลังใจจากคุณทำให้คนแต่งมีแรงใจเพิ่มขึ้นเป็นกองเลยจ้า

ขอบคุณคุณ
ลิขิตนางฟ้า มากๆ จ้าที่คอยแวะมาให้กำลังใจอยู่ตลอด โปรดเป็นกำลังใจให้เค้าต่อไปด้วยนะจ๊ะ

ขอบคุณคุณ
m.ming:] ด้วยนะจ๊ะ กำลังใจจากคุณ เค้าได้รับแล้วจ้า มาเติมกำลังใจให้กันอีกนะจ๊ะ

ขอบคุณคุณ
Yam_RolL สำหรับทุกกำลังใจและทุกคำแนะนำที่ส่งมาให้ ทำให้เค้าได้ความรู้อะไรเยอะแยะเลย

ขอบคุณคนอ่านทุกๆ คนมากๆ เลยนะจ๊ะ เค้ามีความสุขมากๆ เลยที่ได้อ่านความเห็นของทุกๆ คนแล้วก็อยากจะมอบความสุขกลับคืนไปให้ทุกๆ คนเช่นกันจ้า
š{

 

            อาคิระนั่งอยู่ตามลำพังในห้องด้านหลังเวทีเพื่อรอที่จะขึ้นแสดงเป็นคนสุดท้ายเหมือนเช่นทุกครั้ง ในตอนนี้นากะกำลังแสดงการเล่นเชลโลอยู่และคนต่อไปก็คือไอรินะจากนั้นก็จะถึงตาของเธอ วันนี้แต่ละคนดูมีพฤติกรรมแปลกๆ ไทจิกับคิริซามิออกไปจากห้องทันทีหลังจากที่แสดงเสร็จโดยคิริซามิบอกกับไทจิว่ามีเรื่องจะคุยด้วย ชิโอริก็เหมือนจะมีปัญหาชีวิตอะไรอยู่ถึงได้ดูเศร้าซึมจนนากะต้องคอยปลอบ และพอนากะออกไปแสดง ชิโอริก็เดินออกจากห้องไป ไอรินะไม่เคยปรากฏตัวจนกว่าจะถึงคราวแสดงของตัวเองด้วยเหตุนี้ จึงเหลือแค่อาคิระนั่งอยู่คนเดียวภายในห้อง


            เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอและค่อยๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จากนั้นเจ้าของเสียงฝีเท้านั้นก็เดินเข้ามาในห้องที่อาคิระนั่งอยู่


            “หืม?” คนๆ นั้นทำเสียงแปลกใจ “อะไรกันเนี่ย ไม่มีใครอยู่เลยเหรอ”


            เมื่อได้ฟังเสียง อาคิระก็รู้ในทันทีว่าคนที่เข้ามาใหม่นั้นก็คือไอรินะ


            “ว่าไงยัยลูกปลา นั่งอยู่คนเดียวไม่เหงาเหรอ?” หญิงสาวหันมาพูดกับคนที่อยู่เพียงคนเดียวในห้อง

            “สวัสดีค่ะ คุณอาเซการิ” อาคิระหันหน้าไปทางที่เสียงดังมาแล้วโค้งตัวลงนิดๆ เป็นการทักทาย

            “เรียกไอรินะก็ได้ ไม่ต้องสนใจมารยาทนักหรอก” อีกฝ่ายตอบกลับมาพร้อมกับวางกระเป๋าไวโอลินลงบนโต๊ะจากนั้นก็เดินไปลากเก้าอี้มานั่งตรงหน้าอาคิระ


            เด็กสาวบิดตัวเล็กน้อยด้วยความอึดอัด ไอรินะเข้ามาใกล้เธอมากเกินไปจนเธอกลัวว่าไอรินะจะรู้ความลับที่เธอปิดบังเอาไว้ ถ้าอีกฝ่ายจ้องตาเธอตรงๆ จะต้องรู้แน่ๆ ว่าเธอตาบอด


            “นี่” ไอรินะพาดแขนกับพนักเก้าอี้แล้วเกยคางบนแขนอีกที

            “มี มีอะไรเหรอคะ?” อาคิระกลืนน้ำลายอย่างหวั่นๆ


            ไอรินะไม่ตอบ ความเงียบอันน่าอึดอัดแผ่ปกคลุมอยู่รอบตัวคนทั้งสอง อาคิระกำมือแน่นจนเหงื่อชุ่ม ไม่เข้าใจว่าทำไมไอรินะจึงเงียบไป และถึงแม้จะมองไม่เห็น เธอก็รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมองเธอชนิดตาไม่กระพริบ หนึ่งนาทีผ่านไปภายใต้ความเงียบ ในที่สุดไอรินะก็พูดขึ้น


            “อื้ม ดูท่าจะจริงแฮะ”

            อาคิระขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย “อะ อะไรคะ?”

            “เธอน่ะ ตาบอดจริงๆ ด้วย” ไอรินะตอบ


            อาคิระสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ฟังคำพูดของไอรินะและหัวใจก็สั่นไหวอย่างแรง ไอรินะรู้เรื่องนี้ได้ยังไงกัน!


            “คะ คุณ ทำไมถึง

            นักไวโอลินสาวเอานิ้วมาทาบปากของเด็กสาวเอาไว้พร้อมกับยิ้มเจ้าเล่ห์ “ถ้าคนอย่างฉันสนใจอะไรแล้ว ฉันจะไปสืบมาอย่างละเอียดยิบจนไม่ให้เหลือหมกเม็ดไว้สักติ๊ดเลยล่ะ ตอนนี้น่ะนะ ประวัติของเธอตั้งแต่ยังแบเบาะมาจนถึงปัจจุบันอยู่ในหัวฉันหมดแล้ว”


            คนถูกสืบประวัติเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง อึ้งจนพูดอะไรไม่ออก ไอรินะหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจแล้วก็จิ้มจมูกของเด็กสาวเป็นการยั่วล้อ


            “ถ้าฉันแฉเรื่องของเธอออกไป เธอจะเป็นยังไงกันน้า”

            “ไม่! อาคิระร้องออกมา “ได้ ได้โปรดเถอะนะคะคุณอาเซการิ อย่าบอกเรื่องของหนูกับใครเลยนะ”

            “หืม ทำไมล่ะ ฉันว่าถ้าทุกคนรู้เรื่องนี้มันจะเป็นผลดีกับเธอมากกว่านะ สาวน้อยตาบอดผู้สามารถเล่นพิณได้อย่างยอดเยี่ยม รับรองว่าเธอดังเป็นพลุแตกแน่ๆ ดีไม่ดีนะ พวกกรรมการอาจจะให้เธอเป็นผู้ชนะเลิศในการแข่งครั้งนี้เลยก็ได้นะ” ไอรินะยั่วอาคิระเล่นต่อไปอย่างเอาสนุก

            “ไม่นะ คุณอาเซการิได้โปรด อย่านะคะ” อาคิระขอร้อง

            “ฉันไปบอกพวกกรรมการตอนนี้เลยดีกว่า ไปนะ” ไอรินะลุกขึ้นทำท่าจะเดินออกไปจากห้อง

            “คุณอาเซการิ! อาคิระรีบถลาออกจากเก้าอี้เพื่อจะคว้าตัวไอรินะเอาไว้ แต่เพราะไม่รู้ตำแหน่งของอีกฝ่ายจึงคว้าได้เพียงความว่างเปล่า


            เด็กสาวคงจะล้มหน้าคว่ำไปแล้วถ้าหากว่าไอรินะไม่หันกลับมาคว้าตัวเอาไว้ได้ก่อน


            “นี่เธอ! ทำอะไรบ้าๆ แบบนี้เดี๋ยวก็” หญิงสาวอ้าปากจะต่อว่าเด็กสาวแต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงสะอื้นของอีกฝ่าย

            “คุณอาเซการิ ได้โปรด ได้โปรดอย่า อย่าบอกใครเลยนะคะ หนูขอร้อง” อาคิระวิงวอนน้ำตาคลอ

            “ระ รู้แล้วๆ ฉันไม่ไปบอกใครหรอกน่า ฉันก็แค่จะแกล้งเธอเล่นเท่านั้นเอง ทำไมแค่นี้ต้องร้องไห้ด้วย ให้ตายเถอะ” ไอรินะพูดพร้อมกับประคองเด็กสาวให้ลุกขึ้นมาแล้วจับนั่งลงบนเก้าอี้ “หยุดร้องไห้ซะ ขี้แยเป็นเด็กไปได้ยัยลูกปลานี่”


            หญิงสาวปาดน้ำตาให้เด็กสาวอย่างลวกๆ ก่อนที่จะถอยออกไปนั่งที่เก้าอี้แล้วถอนหายใจออกมาห้วนๆ นิ่งเงียบรอให้อีกฝ่ายหยุดร้องไห้ อาคิระสะอื้นฮั่กๆ อยู่ครู่หนึ่งแล้วก็หยุดเมื่อการหายใจกลับมาเป็นปกติ


            “ทำไมเธอถึงไม่อยากให้ใครรู้ว่าเธอตาบอดล่ะ?” ไอรินะถามขึ้นมาหลังจากที่อาคิระหยุดร้องไห้แล้ว

            “ก็ ถ้าคนรู้ว่าหนูตาบอด พวกเขาก็มีแต่จะเวทนา หนูไม่อยากให้ใครสงสารหนู” อาคิระตอบ เสียงยังสั่นอยู่เล็กน้อยจากการร้องไห้

            “แต่มันจะปิดไปได้นานแค่ไหน ฉันว่าถึงยังไงเดี๋ยวคนอื่นก็ต้องรู้อยู่ดี” ไอรินะกล่าว

            “หนูก็ไม่ได้คิดจะปิดไปตลอดหรอกคะ หนูคิดว่าไว้พอหนูถูกคัดออกเมื่อไหร่หนูถึงค่อยบอก” อาคิระตอบ “แต่ตอนนี้หนูอยากจะแข่งขันกับทุกคนอย่างเท่าเทียม”

            “ปัญหาก็คือ แล้วถ้าเธอไม่ถูกคัดออกล่ะ ฉันหมายถึงถ้าเธอชนะเลิศน่ะ” ไอรินะถาม

            “ถ้าหนูมีโอกาสได้เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ หนูจะถอนตัวตอนนั้นเองค่ะ” อาคิระตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ บอกให้รู้ว่าไม่ได้พูดเล่น “หนูไม่ได้มาแข่งเพื่อเอาชนะ หนูมาแข่งเพราะหนูมีเหตุผลของหนู”


            ความเงียบโรยตัวลงมาปกคลุมทั้งสองอีกครั้งเพราะไอรินะไม่ได้ถามอะไรต่อและจากนั้นครู่หนึ่ง เสียงปรบมือของผู้ชมที่อยู่ด้านนอกก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าการแสดงของนากะจบลงแล้ว อาคิระได้ยินเสียงเลื่อนเก้าอี้ดังครืดเมื่อไอรินะขยับมันออกเพื่อลุกขึ้นยืน ตามมาด้วยเสียงประกาศดังกึกก้องของพิธีกรที่พรรณนาชื่นชมการแสดงของนากะและเกริ่นนำถึงการแสดงของไอรินะในคิวต่อไป เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดังกึกๆ ผ่านหน้าเด็กสาวไปแล้วก็เงียบลง ไอรินะคงกำลังยืนอยู่ที่บันไดทางขึ้นเวที


            “เอ่อ คุณอาเซการิ” อาคิระร้องทักออกมา

            “อะไร?” ไอรินะหันมาถาม

            “คุณอาเซการิ เคยคบหากับคุณชิซุกานะใช่ไหมคะ?” เด็กสาวถามออกมาตรงๆ


            นักไวโอลินสาวชะงักนิ่งไปเมื่อได้ฟังคำถามของอีกฝ่าย ริมฝีปากสีสดเม้มเข้าหากันและมือทั้งสองก็กำแน่นจนสั่น ขณะที่คนถามกล่าวต่อไป


            “หนูไม่รู้หรอกนะคะว่าระหว่างพวกคุณมีปัญหาอะไรกัน แต่คุณชิซุกานะเค้าเป็นทุกข์มากเลยนะคะ ถ้าพวกคุณมีเรื่องไม่เข้าใจกัน หนูคิดว่าหันหน้าเข้ามาคุยกันดีกว่านะคะ”

            “เธอจะไปรู้อะไรล่ะ” ไอรินะพูดด้วยน้ำเสียงสั่นระริก “ถ้าไม่รู้อะไรแล้วก็อย่ามาพูดดีกว่า เธอไม่รู้หรอกว่าเขาทำอะไรเลวร้ายลงไปบ้าง”

            “หนูเชื่อว่าคุณชิซุกานะไม่ใช่คนที่จะทำอะไรเลวร้าย แต่ถ้าเขาทำ เขาก็ต้องมีเหตุผลหรือไม่ก็ไม่ได้ตั้งใจ” อาคิระบอกอย่างมั่นใจเพราะเธอเชื่อว่าโซระไม่ใช่คนไม่ดี

            “เขาฆ่าพี่สาวฉัน! แบบนี้น่ะเธอยังคิดว่าเขาไม่เป็นคนเลวอีกไหม! ไอรินะหันมาตวาดด้วยความโกรธ “ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ เขาก็คือคนที่ทำให้พี่สาวฉันต้องตาย ทั้งๆ ที่พี่สาวฉันทั้งรักทั้งนับถือเขามาก แต่เขากลับทำร้ายพี่สาวของฉัน คนเลวนั่น ถ้าจะเป็นทุกข์มันก็สมควรแล้ว”


            อาคิระนิ่งอึ้งไปในทันทีเมื่อได้ฟังคำตอบอันน่าตกใจของไอรินะที่ว่าโซระเป็นคนฆ่าพี่สาวของเธอ เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อห้าปีก่อน มันเลวร้ายจนถึงขนาดมีคนตายเลยอย่างนั้นเหรอ


            นากะเดินกลับลงมาจากเวทีและเมื่อได้เห็นไอรินะกำลังจ้องหน้าอาคิระเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อแล้วก็ต่อว่าไอรินะทันทีเพราะคิดว่าไอรินะกำลังรังแกอาคิระอยู่


            “นี่เธอคิดจะทำอะไรน่ะ อย่ามารังแกยูเมฮานะนะ!


            ไอรินะเหลือบตามามองนากะแวบหนึ่งแต่ไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับและเดินขึ้นเวทีไป


            “ยัยนี่ไม่ไหวเล้ย นิสัยเสีย” นากะบ่นพึมพำแล้วหันมาหาอาคิระ “ยูเมฮานะไม่เป็นไรใช่ไหม ยัยนั่นไม่ได้แกล้งอะไรเธอนะ”

            “ไม่ ไม่คะ คุณอาเซการิไม่ได้ทำอะไรหนูเลย คือ คือที่จริง เอ่อ” อาคิระรีบตอบ พยายามจะพูดอธิบายไม่ให้นากะเข้าใจไอรินะผิดแต่ก็ไม่รู้จะพูดยังไงดี

            “แล้วนี่ชิโอริไปไหนล่ะ?” นากะถาม มองซ้ายมองขวาหาเพื่อนสนิท

            “ออกไปข้างนอกพักใหญ่แล้วค่ะ” อาคิระบอก

            “งั้นเหรอ ไม่รู้จะไปร้องไห้อยู่ในห้องน้ำรึเปล่า ให้ตายเถอะ ยัยไอรินะตัวแสบนั่นขยันหาเรื่องเดือดร้อนให้คนอื่นได้ตลอดเลย” นากะบ่นอุบอิบแล้วก็เดินออกจากห้องไปเพื่อตามหาชิโอริ


            คำพูดของนากะทำให้อาคิระรู้ว่าสาเหตุที่ทำให้วันนี้ชิโอริดูไม่ค่อยร่าเริงนั้นก็คือไอรินะ ไอรินะคงจะไปก่อเรื่องอะไรให้ชิโอริเดือดร้อนมาแน่ๆ

š{

            “ไอรินะ! ไอรินะ! ไอรินะ!


            เสียงร้องเชียร์ดังสะท้านไปทั่วทั้งฮอลล์ขณะที่ร่างเพรียวบางของนักไวโอลินสาวก้าวขึ้นมาบนเวที แสงแฟลชจากกล้องและมือมือกระพริบพราวจนพิธีกรต้องประกาศขอความร่วมมือให้ผู้ชมอย่าถ่ายรูป แต่ไอรินะไม่มีท่าทางตกประหม่ากับคนดูที่กำลังตะโกนชื่อเธออย่างบ้าคลั่งแต่อย่างใด


            ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่ไร้ระเบียบเหล่านั้น ทว่าเขากลับนิ่งสงบ ไม่ได้โหวกเหวกโวยวายเหมือนอย่างคนที่อยู่รอบข้าง ดวงตาสีดำจ้องมองไปยังหญิงสาวบนเวทีที่กำลังหยิบไวโอลินคู่ใจออกมาจากกระเป๋าอย่างเลื่อนลอยไร้ซึ่งความรู้สึก แต่ว่าภายในใจลึกๆ ของเขานั้นกำลังกระตุกไหวด้วยอารมณ์ที่เขาพยายามกดกลั้นเอาไว้


            “ฉันคิดอยู่แล้วว่าเธอต้องมาที่นี่” เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างตัวเขา “โซระ”


            โซระไม่ได้หันไปมองว่าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาเป็นใครเพราะเขารู้จักคนๆ นี้อยู่แล้ว


            “แต่ที่ฉันคิดไม่ออกก็คือ เธอมาที่นี่เพื่อดูใคร อาคิระจังหรือว่าไอรินะจัง” ยูยูเมะพูดต่อไป


            ชายหนุ่มยังคงนั่งเฉยไม่กล่าวตอบอะไรทั้งสิ้นราวกับเป็นทองไม่รู้ร้อน แต่อีกฝ่ายนั้นก็ไม่ได้ถือสาอีกทั้งยังคลี่ยิ้มออกมาบางๆ และเมื่อเสียงไวโอลินเริ่มดังขึ้น ทั่วทั้งฮอลล์ก็เงียบลงอย่างรวดเร็ว


            “ไม่ว่าเธอจะมาดูใคร แต่ฉันก็ดีใจที่เธอมาที่นี่ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าเธอดีขึ้นแล้ว”


            พูดจบ ยูยูเมะก็กลับหลังหันแล้วเดินจากไปขณะที่โซระยังคงจ้องมองไอรินะที่กำลังเริ่มบรรเลงเพลงของเธอด้วยแววตาเฉยเมยเช่นเดิม

š{
มาอัพเพิ่มแล้วจ้า จบไปอีกหนึ่งบทแล้ว

ตอนนี้คนแต่งก็ได้เกริ่นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโซระกับไอรินะไปนิดหน่อย ซึ่งทั้งสองคนนี้มีความหลังฝังใจอะไรกันนั้นต้องติดตามตอนต่อไปจ้า

ขอบคุณคุณ
ล่องลอย มากๆ จ้าที่เข้ามาอ่าน ขออภัยด้วยจ้าสำหรับชื่อตัวละครด้วยจ้า ถ้าสับสนยังไงก็บอกมาได้เลยจ้า เค้าจะได้ลองแก้ไขดู

ขอบคุณคุณ  
SoM^O^ ด้วยจ้า อาหารญี่ปุ่นอร่อยหลายอย่างเลย คนแต่งก็ชอบทานเหมือนกัน แต่อาหารไทยบ้านเรานี่แหละอร่อยที่สุด!

š{

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

40 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 27 กันยายน 2555 / 10:55
    มาติดตามอีกเรื่องค่ะ ^_^
    #23
    0
  2. #22 SoM^0^ (@ni-som-zaa) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 กันยายน 2555 / 10:33
    อ่านแล้วอยากกินอาหารญี่ปุ่นมั่งอ่ะ สู้สู้นะคะ
    #22
    0
  3. #21 ~ล่องลอย~ (@ginny20437) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 กันยายน 2555 / 00:30
    แอบจำชื่อตัวละครสับสนนิดหน่อยแหะ

    ขอบคุณที่อัพค่ะ
    #21
    0
  4. #20 Yam_RolL (@yamroll-os) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 กันยายน 2555 / 17:09
    แวะมาให้กำลังใจจ้า >< สู้ๆ น้าาา อ่านแล้ว ชอบมากเลย :)
    #20
    0
  5. #19 m.ming:] (@kupkek) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 กันยายน 2555 / 17:18
    มาเติมกำลังใจของคนเขียนค่า~~
    ตอนนี้ก็ยังสนุกเหมือนเคย สู้ๆค่ะ ^O^/
    #19
    0
  6. #18 ลิขิตนางฟ้า (@fungfungaem) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 กันยายน 2555 / 20:01
    แวะมาส่งกำลังใจจ้า  คอยต่อนะ
    #18
    0
  7. #17 ~ล่องลอย~ (@ginny20437) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 กันยายน 2555 / 17:27
    ขอบคุณสำหรับตอนใหม่ค่า
    #17
    0
  8. #16 SoM^0^ (@ni-som-zaa) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 กันยายน 2555 / 11:59
    สมน้ำหน้าไทจิ นายตายแน่ๆๆๆ
    #16
    0