The fulfilled song : คีตาสื่อรัก

ตอนที่ 4 : บทที่ 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 279
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    5 ก.ย. 55


บทที่สาม

 
 

           เด็กสาวคนหนึ่งกำลังนั่งร้องไห้อยู่เพียงลำพังใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งภายในสวนหลังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ข้างตัวเธอมีไม้เท้านำทางสำหรับคนตาบอดที่หักเป็นสองท่อนวางอยู่ ขณะที่เด็กเกเรกลุ่มหนึ่งพากันเดินจากไปพร้อมกับหัวเราะร่าในความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้รังแกเด็กสาวตาบอดคนนั้น


            ภายในโลกอันมืดมิดที่ไม่รู้กาลเวลา เธอไม่สามารถหาทางกลับไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเองได้เพราะไม้เท้าของเธอหักเสียแล้ว เด็กน้อยนั่งร้องไห้มานานเท่าไหร่ไม่อาจรู้ จนกระทั่งมีเสียงของคนๆ หนึ่งดังขึ้น


            “นี่ หนู หนูจ๊ะ” เป็นเสียงของผู้ชาย ทุ้มนุ่มราวกับเสียงดนตรี


            เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมาแล้วหันไปทางต้นเสียงแม้จะรู้ว่าไม่สามารถมองเห็นหน้าของอีกฝ่ายได้ก็ตาม


            “หนูเป็นคนต่างชาตินี่ ทำไมมาร้องไห้อยู่คนเดียวตรงนี้ล่ะ หลงทางกับพ่อแม่เหรอ?” เขาถามแล้วเกาหัวแกรกๆ พร้อมกับพึมพำเบาๆ “จะรู้เรื่องที่เราพูดรึเปล่านะ”

            “คุณเป็นใครเหรอคะ?” เธอถามกลับไป ยังคงสะอึกสะอื้นจากการร้องไห้

            “โอ พูดภาษาญี่ปุ่นได้นี่ แถมพูดชัดเสียด้วย!” เขาหัวเราะ จากนั้นก็แนะนำตัว “พี่ชื่อโซระ วันนี้พี่มาแจกขนมให้กับพวกเด็กๆ ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้านี่น่ะจ้ะ แต่ เอ อย่าบอกนะว่าหนูอยู่ที่นี่น่ะ”

            “ค่ะ หนูอยู่ที่นี่” เด็กสาวตอบ


            ผู้ชายคนนั้นนิ่งเงียบไป คงจะกำลังอึ้งอยู่เพราะคาดไม่ถึงว่าจะมีเด็กต่างชาติอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าด้วย


            “พวกนั้น แย่งขนมของหนูไป” เด็กสาวพูดเสียงเครือ “พวกนั้นมาแย่ง หนูไม่ยอมให้ พวกเขาก็เลยหักไม้เท้าหนู”

            “ไม้เท้าเหรอ?” เขาทวนคำอย่างสงสัยแต่เมื่อได้เห็นไม้เท้าที่ว่าซึ่งหักเป็นสองท่อนอยู่ความเข้าใจก็ฉายชัด “นี่หนูตาบอดเหรอ!


            เด็กสาวก้มหน้าลงจากนั้นก็เริ่มร้องไห้อีก ผู้ชายคนนั้นก็ทำเสียงอึกๆ อักๆ เหมือนกับทำอะไรไม่ถูก แต่แล้วเธอก็ได้ยินเสียงกรอบแกรบของถุงพลาสติก จากนั้นก็เสียงดังแควกเหมือนเสียงการฉีกขาดของสิ่งของ แล้วเขาก็ยื่นอะไรบางอย่างมาให้เธอ


            “เออ นี่ไงขนม พอดีมันติดกระเป๋ามาถุงหนึ่งน่ะนะ รับไปสิ”


            มือน้อยๆ เอื้อมออกมาไขว่คว้าหาขนมแต่ก็ได้เพียงความว่างเปล่าเพราะไม่รู้ตำแหน่งของขนมนั้นมือที่ใหญ่กว่าของอีกฝ่ายจับมือของเธอเอาไว้แล้ววางก้อนขนมนุ่มนิ่มลงมา เธอคิดว่ามันคงจะเป็นขนมปัง


            “ลองกินดูสิ อร่อยนะ ไส้สตอเบอรี่ด้วยนะนั่น”


            เด็กสาวขยับขนมนั้นมาที่ปากแล้วกัดลงไป แล้วเธอก็ได้สัมผัสกับความนุ่มของขนมปังกับรสชาติเปรี้ยวอมหวานของครีมสตอเบอรี่ที่เป็นไส้อยู่ข้างใน


            “หนูชื่ออะไรเหรอจ๊ะ?”

            “คนที่นี่เรียกหนูว่า เด็กตาบอด” เธอตอบ นั่นเป็นการบอกว่าเธอไม่มีชื่อนั่นเอง

            “เป็นชื่อที่แย่เอามากๆ เลยนะนั่น” เขาบอก “อย่างนี้ต้องตั้งชื่อให้ใหม่แล้ว”

            “พวกเขาบอกว่าหนูไม่จำเป็นต้องมีชื่อหรอก เพราะว่าหนูเป็นเด็กที่ไม่มีใครต้องการแถมยังตาบอดอีก ปล่อยให้อยู่ในความมืดมิดต่อไปแหละดีแล้ว” เธอพูดอย่างเศร้าๆ วางขนมที่เหลืออีกครึ่งชิ้นลงบนตัก

            “ใจร้ายจริง ใครกันที่พูดแบบนี้?” เขาถามอย่างฉุนๆ

            “ก็ทุกคนนั่นแหละค่ะ” เธอตอบแล้วก้มหน้าลง “แต่มันก็จริงของพวกเขา หนูน่ะก็แค่คนพิกาลคนหนึ่ง ยังไงก็ช่วยตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว ทำได้แค่ใช้ชีวิตไปวันๆ ในความมืดก็เท่านั้นเอง”


            สายลมวูบหนึ่งพัดมาเบาๆ แล้วใบไม้ก็ร่วงโรยลงมาโซระคว้าใบไม้ใบหนึ่งเอาไว้จากนั้นก็หันมาทางเด็กสาว


            ความมืดไม่ใช่การมองไม่เห็นหรอกนะ” เขาบอก “เดี๋ยวพี่จะแสดงให้ดู โดยใช้ใบไม้นี่ หนูเชื่อไหมล่ะว่าแค่ใบไม้ใบเดียวนี้สามารถที่จะทำให้หนูมองเห็นได้”

            “มันจะเป็นไปได้ยังไงคะ?” เธอเอียงคอด้วยความสงสัย ไม่อยากจะเชื่อว่าแค่ใบไม้ใบเดียวจะทำให้เธอหายตาบอดได้

            “พี่ไม่เชื่อหรอกนะว่าคนตาบอดคือคนที่อยู่ในโลกอันมืดมิด พี่จะลองเล่นเพลงๆ หนึ่งให้หนูฟัง แล้วหนูก็ลองใช้ความคิด ใช้จินตนาการของหนูดูสิ แล้วลองบอกพี่ว่าหนูเห็นอะไรในความมืดบ้าง”


            ความเงียบงันปกคลุมอยู่รอบตัวในชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นเด็กสาวก็ได้ยินเสียงครวญที่กังวานก้องแผ่วเบาเหมือนเสียงขลุ่ยดังขึ้นและเธอก็หลับตาลงพร้อมกับเงี่ยหูฟังมันอย่างตั้งใจ


            บทเพลงนั้นเป็นทำนองช้า เล่นโน้ตไปทีละตัวๆ เหมือนกับการเล่นดนตรีแบบง่ายๆ สำหรับเด็ก บทเริ่มต้นของเพลงบรรเลงเรื่อยไปอย่างเอื่อยช้า ในตอนแรกเธอก็ไม่ได้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เธอยังคงอยู่ในโลกของความมืดมิดที่อ้างว้างโดดเดี่ยวเหมือนเดิม แต่แล้ว ก็มีจุดเล็กๆ จุดหนึ่งปรากฏขึ้น! เป็นเหมือนหยดหมึกที่ตกลงกระทบกับผืนกระดาษที่ขุ่นมัว จากนั้นจุดเล็กๆ ก็เริ่มปรากฏขึ้นเรื่อยๆ และไม่นานหลังจากนั้นเธอก็ได้พบกับความมหัศจรรย์ที่เธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะได้พบ เธอกำลังมองเห็นหยดหมึกเหล่านั้นกระจายออกและระบายตัวเองให้กลายเป็นภาพๆ หนึ่ง


            มันคือภาพที่เป็นเงาสะท้อนในผิวน้ำอันใสสะอาดซึ่งมีกลีบดอกซากุระลอยล่องอยู่ เงาที่ฉายอยู่ในผิวน้ำนั้นก็คือทิวต้นซากุระที่กำลังผลิบานเรียงรายเป็นทางยาวตลอดริมน้ำ


            แล้วทำนองดนตรีก็เริ่มเปลี่ยนไป มันยังคงเป็นทำนองช้าแต่เพิ่มจังหวะเข้าไปให้ซับซ้อนขึ้นขั้นหนึ่ง ทันใดนั้น สีสันอันน่าทึ่งก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นในภาพแห่งความคิดคำนึงนั้น สีชมพูอ่อนของกลีบดอกซากุระบนผิวน้ำ สีฟ้าครามของน้ำที่สะท้อนจากท้องฟ้าเบื้องบน และสีเขียวของใบหญ้าที่โค้งปลายลงสัมผัสกับพื้นน้ำใสกระจ่าง พร้อมกันนั้นทุกสิ่งก็เริ่มเคลื่อนไหว สายลมอบอุ่นแห่งฤดูใบไม้ผลิพัดพริ้วมาเบาๆ นำพากลีบดอกซากุระให้ร่วงโรยลงจากต้นอย่างไม่ขาดสายเมื่อตกสู่ผิวน้ำ วงคลื่นบางๆ ก็กระจายออก แผ่กว้างขึ้น และหายลับไป นอกจากนี้ เธอยังรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงระฆังที่กังวานใสดังแว่วมาจากที่ไกลๆ แล้วก็ยังมีเสียงคนขับร้องประสานเสียงกันด้วย


            น่าแปลกเหลือเกิน ทั้งๆ ที่เขาใช้เพียงขลุ่ยใบไม้ แต่ทำไมเธอถึงได้ยินเสียงระฆังและเสียงคนขับร้องประสานเสียงกันได้นะ


            บทเพลงอันแสนไพเราะที่บรรเลงเรื่อยไปอย่างแช่มช้าเหมือนสายน้ำไหลเอื่อยดำเนินไป เด็กสาวมองเห็นกลีบซากุระที่ร่วงโรยลงมาบนผิวน้ำมากขึ้นและมากขึ้นจนกลายเป็นแพที่ปกคลุมผืนน้ำทั้งผืนเอาไว้ และเมื่อกลีบดอกซากุระกลีบสุดท้ายร่วงโรยลงมาปิดช่องว่างที่เหลืออยู่บนผิวน้ำจนหมด ท่วงทำนองที่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นนั้นก็จบลง แต่เด็กสาวยังคงหลับตานิ่ง ดื่มด่ำกับภาพในจินตนาการที่ยังไม่ได้เลือนหายไปแม้บทเพลงนั้นจะจบไปแล้วก็ตาม


            มืออบอุ่นของเขาคนนั้นทาบลงบนแก้มของเธอและปาดซับน้ำที่เปียกชื้นซึ่งไหลรินเป็นทางออกให้ เด็กสาวถึงได้รู้สึกตัวและพบว่าเธอกำลังร้องไห้หากมิใช่ด้วยความทุกข์ แต่เป็นความสุขอย่างที่ไม่อาจพรรณนาได้


            “ตอนนี้ หนูยังอยู่ในโลกแห่งความมืดมิดอยู่อีกรึเปล่า?” เขาถามอย่างอ่อนโยน

            “ไม่แล้วค่ะ ตอนนี้หนูมองเห็นผืนน้ำที่มีกลีบซากุระลอยอยู่เต็มไปหมด เหมือนกับว่าได้ออกไปยืนอยู่ท่ามกลางแสงสว่าง” เธอตอบ น้ำตายังคงไหลรินไม่หยุด เพราะการได้มองเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิตนั้นมันช่างวิเศษเหลือเกิน “หนูรู้สึกอบอุ่น อบอุ่นมาก”

            โซระลูบหัวเด็กสาวเบาๆ อย่างเอ็นดู “ดูเหมือนว่าฉันจะคิดชื่อดีๆ ให้หนูได้แล้วล่ะ” เขาบอก “หนูน่าจะชื่อ อาคิระ แสงประกายที่ส่องสว่าง ดีไหม?”

            “แสงประกายที่ส่องสว่าง” เธอทวนคำของเขาอีกครั้ง “อาคิระ ต่อไปนี้นี่คือชื่อของหนู”

            “ใช่จ้ะ ชื่อของหนู” โซระกล่าวแล้วกุมมือของเด็กสาวเอาไว้ “ต่อไปนี้หนูจะไม่อยู่ในโลกแห่งความมืดมิดอีกแล้วนะ อาคิระ”

š{
เนื้อหาส่วนนี้ก็คืออดีตของอาคิระกับโซระจ้า หวังว่าทุกคนอ่านแล้วจะปลื้มและมีความสุขนะจ๊ะ

ขอบคุณคุณ
Yam_RolL มากๆ จ้าที่ให้คำแนะนำดีๆ อยู่เสมอ เค้าจะเอามาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นจ้า

ขอบคุณคุณ
ล่องลอย ด้วยนะจ๊ะ ที่เข้ามาอ่านและเป็นแฟนพันธุ์แท้นิยายของเค้า เค้ามีกำลังใจขึ้นมากๆ เลยจ้า

คนแต่งไม่ขออะไรมากจ้า ขอเพียงแค่กำลังใจจากคนอ่านเท่านั้น ให้กันมาเยอะๆ น้า ส่วนคนแต่งก็จะพยายามแต่งอย่างสุดฝีมือเช่นกันจ้า


š{
 

            วันอาทิตย์ การแข่งรอบที่สองก็เริ่มขึ้น ผู้เข้าประกวดทั้งเจ็ดคนมารวมกลุ่มกันที่ด้านหลังของเวทีเพื่อทำการจัดคิวการแสดง โดยในวันนี้คนที่จะต้องขึ้นแสดงเป็นคนแรกก็คือไทจิ ส่วนอาคิระนั้นได้ออกตัวขอเป็นคนแสดงคนสุดท้ายเหมือนเช่นทุกครั้ง ที่เธอขอแบบนี้ก็เป็นเพราะเธอจะได้ไม่ต้องห่วงกังวลว่าจะถึงตาเธอขึ้นเวทีรึยัง ถ้าหากว่าเธอต้องมาห่วงกังวลจนทำอะไรผิดพลาดไป ทุกคนก็จะรู้ว่าเธอตาบอด


            ความจริงเธอเองก็ไม่ได้คิดที่จะปกปิดเรื่องนี้ไปตลอดหรอก เพียงแต่เธอต้องการที่จะได้แข่งขันกับคนอื่นๆ ในฐานะที่เท่าเทียมกันเท่านั้นเอง ถ้าทุกคนรู้ว่าเธอตาบอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกกรรมการ พวกเขาก็จะรู้สึกสงสารและอาจจะมีการลำเอียงในการให้คะแนนได้ เธอจะบอกความจริงในวันที่เธอถูกคัดออกและลงจากเวทีนี้ไปอย่างสง่างาม


            เด็กสาวเลือกที่จะนั่งอยู่ข้างบันไดทางขึ้นเวทีและขณะที่รอให้ถึงคิวแสดงของตน เธอก็จะนั่งนิ่งและหลับตาทำให้ดูเหมือนว่ากำลังหลับคนอื่นๆ จะได้ไม่สนใจเธอมากนัก แต่หูของเธอนั้นยังทำงานอยู่ตลอดเวลา เธอได้ยินเสียงของกลุ่มนักเรียนของโรงเรียนเบนเทนกำลังคุยกันอยู่ตรงส่วนใดส่วนหนึ่งของห้อง นากะกับชิโอริพูดให้กำลังใจกันและกันอยู่ตลอด ขณะที่คิริซามิพูดถากถางเพื่อนทั้งสองว่าจะตื่นเวทีอะไรกันนักหนา ผู้แข่งขันอีกคนซึ่งมาจากโรงเรียนอื่นกำลังเป่าฟรุตของตัวเองเพื่อทดลองเสียง แต่ไม่มีการเคลื่อนไหวของผู้แข่งขันที่มาจากโรงเรียนอื่นอีกคน นั่นเป็นการบอกว่าผู้แข่งขันคนนั้นไม่ได้อยู่ในห้องนี้ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ


            อาเซการิ ไอรินะ ไม่เคยปรากฏตัวจนกว่าจะถึงเวลาแสดงของตัวเอง อย่างไรก็ตามกิตติศัพท์ของเธอนั้นก็เป็นที่เลื่องลืออย่างมากในการแข่งขันครั้งนี้ เพราะเธอคือผู้เข้าแข่งขันที่ได้รับคะแนนโหวตจากหนุ่มๆ มากที่สุด แสดงให้เห็นว่าเธอคือคนที่สวยที่สุดในหมู่ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดนั่นเอง


            แต่อาคิระรู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้มีดียิ่งกว่าความสวย อาเซการิ ไอรินะ เป็นนักเล่นไวโอลินชั้นยอดที่มีลีลาการเล่นไม่เหมือนใคร และเป็นนักดนตรีที่มีความสามารถพิเศษอีกคนหนึ่ง!


            แต่ไม่ใช่ความสามารถพิเศษแบบเดียวกับเธอ


            “ก็จบกันไปแล้วนะครับสำหรับการแสดงของโอมุระ ไทจิ นักดนตรีหนุ่มสุดฮอตของการแข่งขันในครั้งนี้ ก็นับว่าเรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดจากพวกสาวๆ ได้ไม่เบาเลยทีเดียว” เสียงผู้ดำเนินรายการชายดังขึ้นหลังจากที่การแสดงของไทจิจบลง

            “ใช่ค่ะ นับว่าเป็นหนุ่มที่ฮอตจริงๆ แม้แต่ตัวดิฉันเองก็ยังเคลิ้มในความหล่อของเขาเลย” ผู้ดำเนินรายการหญิงตอบรับ “เอาล่ะค่ะ ในเมื่อเราได้ฟังเสียงกรี๊ดกร๊าดจากบรรดาสาวๆ ไปแล้วเมื่อครู่นี้ ต่อไปเราก็จะมาฟังเสียงเชียร์จากพวกหนุ่มๆ กันบ้างนะคะ คงพอจะเดากันได้แล้วล่ะสิว่าเป็นใคร”


            ขณะที่ผู้ดำเนินรายการทั้งสองกำลังพูดคั่นเวลาอยู่นั้น ไทจิก็เดินกลับลงมาที่ห้องหลังเวที ชายหนุ่มเดินผ่านร่างบางของเด็กสาวที่นั่งหลับตานิ่งอยู่แล้วก็หยุดชะงัก จากนั้นก็คลี่ยิ้มอย่างมีเลศนัยออกมา อาคิระไม่ได้รู้ตัวเลยว่าไทจิกำลังยืนอยู่ตรงหน้าและกำลังยื่นหน้าเข้ามาใกล้เพื่อหมายที่จะแอบฉวยโอกาสขโมยจูบเธอ


            และแล้ว


            เพี๊ยะ!


            เสียงเหมือนไม้เรียวที่ฟาดลงมาอย่างแรงดังขึ้น ทำเอาอาคิระถึงกับสะดุ้งเพราะเสียงนั้นอยู่ใกล้ตัวเธอมากชนิดที่รู้สึกถึงแรงลมที่เกิดจากการหวดไม้พุ่งมาเฉียดหน้า ตามมาด้วยเสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บของไทจิ


            “โอ๊ย! อะไรเนี่ย! ชายหนุ่มกุมใบหน้าที่มีปื้นแดงเป็นทางยาวพร้อมกับหันไปมองคนที่ทำร้ายเขา


            เพี๊ยะ!


            เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้งและไทจิก็ร้องลั่นอีกครั้งพร้อมกับทรุดตัวลงไปนั่งกุมหน้าอีกข้างที่มีปื้นสีแดงแบบเดียวกันกับข้างก่อนหน้า อาคิระยังคงมึนงงสับสนอยู่ขณะที่ทั้งห้องดูจะโกลาหล เธอได้ยินเสียงโวยวายของนากะและคิริซามิ


            “นี่เธอทำอะไรของเธอน่ะ ทำร้ายไทจิทำไม! นากะตวาดด้วยความโกรธ

            “อืม นั่นสินะ ฉันทำร้ายเขาทำไมน้า” คนก่อเรื่องแกล้งทำเป็นครุ่นคิด เคาะไม้สีไวโอลินในมือเบาๆ “เอ นายรู้เปล่าอ่ะว่าฉันทำร้ายนายทำไม ไทจิซัง?”

            “ฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ! ไทจิตะคอกกลับมา

            “อย่างนี้ต้องฟ้องกรรมการ! คิริซามิโวยวาย

            “งั้นเหรอ มันจะดีเร้อ” หญิงสาวแกล้งทำเสียงสูงแล้วเหล่ตามองไทจิที่มองเธอด้วยดวงตาเขียวปั๊ด “จะฟ้องกรรมการ คิดว่าเป็นความคิดที่ดีรึเปล่าหืม ไทจิซัง?”

            “นี่ นี่เธอกำลังจะพูดอะไรกันแน่ หา” หนุ่มเพลย์บอยกลืนน้ำลายเฮือกด้วยความขยาดเพราะรู้ความผิดตัวเองดีแต่ก็ยังคงปากแข็ง “ฉันไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย!

            “ไม่ได้ทำอะไรเหรอ เอ แล้วที่นายยื่นคอซะยาวยังกะยีราฟเข้าไปใกล้หน้าเด็กสาวที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่เนี่ย นายกำลังจะทำอะไรเหรอ?”


            คำถามของหญิงสาวทำให้ทุกสายตาหันมามองไทจิเป็นจุดเดียว ชายหนุ่มกลืนน้ำลายเฮือกอีกครั้งก่อนที่จะพูดแก้ตัวอย่างตะกุกตะกัก


            “ปะ เปล่านะ ฉัน ฉันไม่ได้คิดจะทำอะไรอาคิระจังนะ เธอจะมาพูดกล่าวหาฉันลอยๆ แบบนี้ไม่ได้นะ ไอรินะ!


            เมื่อไทจิพูดชื่อของคู่กรณีออกมา อาคิระถึงได้รู้ว่าคนที่ทำร้ายเขานั้นก็คือ อาเซการิ ไอรินะ นั่นเอง


            “กล่าวหาลอยๆ เหรอ แต่ฉันว่าฉันมีพยานนะ” นักไวโอลินสาวยังคงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบรื่นแล้วก็ชี้นิ้วบุ้ยใบ้ไปทางนักดนตรีหนุ่มอีกคนภายในห้อง “ไคโตะซัง ดูเหมือนจะเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนะ ตอนที่นายกำลังจะทำมิดีมิร้ายกับยูเมฮานะน่ะ ฉันเห็นเขานั่งจ้องตาไม่กระพริบเชียว”

            ผู้เข้าแข่งขันจากโรงเรียนอื่นถึงกับสะดุ้งเมื่อถูกดึงเข้าไปร่วมวงทะเลาะด้วย “อะ เอ่อ คือ คือว่า

            “คือว่าอะไรเหรอ ไคโตะซัง ฉันนะชอบผู้ชายที่ชอบพูดความจริงนะ ไคโตะซังก็เป็นผู้ชายแบบนั้นใช่ไหมล่ะ?” ไอรินะหันไปพูดเสียงหวานกับนักดนตรีหนุ่มซึ่งเป็นพยานปากสำคัญในความผิดของไทจิ

            “ใช่! ใช่ครับ! ผมเห็นชัดๆ เลยครับว่าคุณโอมุระกำลังจะ กำลังจะ เอ่อ ทำอะไรไม่ดีกับคุณยูเมฮานะ” ไคโตะตอบรับอย่างแข็งขันทันทีเมื่อได้ฟังเสียงหวานๆ จากนักดนตรีที่สวยที่สุดในการแข่งขัน


            เมื่อได้รับการยืนยันจากตัวพยาน ไทจิก็ไม่มีสิทธิที่จะแก้ตัวอะไรอีก ตอนนี้ทุกคนภายในห้องต่างกำลังมองเขาด้วยสายตาตำหนิ ดังนั้น เขาจึงต้องรีบเผ่นหนีออกไปจากห้องในทันทีด้วยความอับอายหลังจากเสียงกระแทกประตูปิดดังปังแล้ว ห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงของผู้ดำเนินรายการสองคนที่อยู่ด้านนอกดังแว่วเข้ามาให้ได้ยินเท่านั้น ครู่หนึ่งไอรินะก็เป็นฝ่ายพูดทำลายความเงียบขึ้น


            “เธอนี้สงบได้อย่างน่าเหลือเชื่อเลยนะ ยูเมฮานะ”

            พอได้ยินชื่อของตัวเองอาคิระก็สะดุ้ง “คะ?”

            “นี่เธอไม่คิดจะถามอะไรเลยเหรอว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น เมื่อกี้นี้น่ะเธอเกือบจะถูกไทจิลวนลามนะ” ไอรินะบอกเด็กสาวถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

            “ลวนลาม? คุณโอมุระนะเหรอจะลวนลามหนู เป็นไปไม่ได้หรอกมั้งคะ” อาคิระพูด แต่ภายในใจก็พอจะเชื่อเรื่องนี้อยู่

            “ไปแก้ตัวแทนเขาอีก ฉันชักเริ่มจะสงสัยแล้วสิว่าที่ฉันช่วยเธอนี้มันเสียแรงเปล่ารึเปล่า” ไอรินะพ่นลมหายใจออกมาทางจมูกอย่างไม่พอใจ จากนั้นก็เงียบไปพักหนึ่งเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่างก่อนที่จะพูดขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงยั่วล้อ “นี่ หรือว่าเธอเองก็ให้ท่าเขาใช่ไหมล่ะ?”

            อาคิระสะดุ้งอีกครั้งกับคำพูดของอีกฝ่ายแล้วรีบแก้ตัว “ไม่ ไม่ใช่นะ! หนูไม่ได้

            “นั่นแน่ ร้อนตัวเสียด้วย ไม่สบตากับฉันตรงๆ อีก อย่างนี้ใช่ชัวร์ แหม เห็นหน้าซื่อๆ แบบนี้ เจ้าเล่ห์เหมือนกันนะเนี่ยเธอ” ไอรินะเอานิ้วจิ้มปลายจมูกของอาคิระเบาๆ ทีหนึ่ง “ถึงว่าคนเรานี้ดูกันแค่ที่ภายนอกไม่ได้จริงๆ”

            “อาคิระจังไม่ใช่คนแบบนั้น อย่ามากล่าวหากันนะ! เสียงหนึ่งดังขึ้น อาคิระจำได้ว่าเป็นเสียงของชิโอริ “อย่าเอานิสัยแย่ๆ ที่เธอใช้ในโรงเรียนมาใช้ที่นี่นะ อาเซการิ”

            “อุ๊ยต๊าย คุณนักเรียนดีเด่นประจำโรงเรียนก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอเนี่ย แหม ออกโรงปกป้องกันแบบนี้ ไม่ทราบว่าแอบคิดอะไรไม่ดีกับยูเมฮานะเหมือนอย่างที่คิดกับฉันรึเปล่าหืม ชิโอริจัง” ไอรินะหันไปยั่วอารมณ์ชิโอริแทนอาคิระ

            “เธอพูดอะไร! ฉันคิดอะไรไม่ดีกับเธอ พูดมาตรงๆ นะ! ชิโอริร้องถามด้วยความโมโห

            “ก็ แหม เรื่องนี้มันน่าอายออกนะ จะให้พูดจริงๆ เหรอ” ไอรินะแกล้งทำเป็นครุ่นคิดแต่แล้วก็พูดออกมา “ก็เธอไม่ได้คิดอะไรกับฉันในเชิงหญิงรักหญิงหรอกเหรอ?”

            ชิโอริชะงักนิ่งไปเมื่อได้ฟังคำพูดของไอรินะก่อนที่จะปรี๊ดแตก “บ้าเหรอ! มันจะมากเกินไปแล้วนะ อาเซการิ!


            ก่อนที่การปะทะคารมอันดุเดือดจะรุนแรงยิ่งกว่านี้ เสียงของผู้ดำเนินรายการที่อยู่บนเวทีก็ดังขึ้นขัดจังหวะ


            “เอาล่ะครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาไปมากกว่านี้ ก็ขอเชิญทุกท่านได้ชมการแสดงของผู้เข้าแข่งขันคนต่อไปได้เลยครับ! ผู้เข้าแข่งขัน อาเซการิ ไอรินะ เชิญขึ้นเวทีได้เลยครับ!


             เสียงไชโยโห่ร้องจากบรรดาผู้ชมที่เป็นผู้ชายดังกึกก้องไปทั่วทั้งฮอลล์เมื่อได้รู้ว่ากำลังจะได้ยลโฉมผู้เข้าแข่งขันที่สวยที่สุด ไอรินะยักไหล่ทีหนึ่งจากนั้นก็หยิบกระเป๋าที่ใส่ไวโอลินของเธอขึ้นมาและเดินขึ้นไปบนเวที แต่ก็ยังไม่วายหันมาพูดกวนโมโหอาคิระกับชิโอริ


            “เธอนี้ก็เนื้อหอมเหมือนกันนะยูเมฮานะ มีทั้งผู้หญิงผู้ชายมากอรอกอติ๊กด้วย ระวังจะสับสนเอานะว่าตัวเองเป็นเพศอะไร”

            “อาเซการิ! ชิโอริทำท่าจะต่อว่าไอรินะแต่คู่กรณีนั้นเผ่นขึ้นไปบนเวทีเสียแล้ว

            “ช่างเขาเถอะชิโอริ เธอก็รู้ว่ายัยนั่นนะปากเสียขนาดไหน อย่าไปสนใจเลย” นากะพูดปลอบชิโอริจากนั้นก็หันมาหาอาคิระ “เธอเองก็อย่าไปสนใจคำพูดของอาเซการิเลยนะ”

            “ค่ะ” อาคิระตอบรับพร้อมกับหัวเราะแห้งๆ


            จากที่ได้ฟังมา ดูเหมือนว่าชิโอริจะเคยรู้จักกับไอรินะมาก่อนแล้วและทั้งคู่ก็คงจะไม่กินเส้นกันสักเท่าไรนัก เมื่อกี้นี้ชิโอริต่อว่าไอรินะว่า อย่าเอานิสัยแย่ๆ ที่เธอใช้ในโรงเรียนมาใช้ที่นี่นะ แต่ไอรินะไม่ใช่นักเรียนจากโรงเรียนสอนดนตรีเบนเทน ดังนั้น โรงเรียนที่พูดถึงจึงน่าจะหมายถึงโรงเรียนมัธยม ชิโอริกับไอรินะคงเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน


            “แต่ไทจินี้ก็ไม่ไหวเลยนะ นึกไม่ถึงเลยว่าจะกล้าทำกันขนาดนี้” นากะพูดตำหนิไทจิอย่างเคืองๆ “ก็ต้องยอมรับล่ะนะว่าเรื่องนี้ต้องขอบคุณยัยนั่น ไม่อย่างนั้นอาคิระคงโดนลวนลามไปแล้ว”

            “ฉันว่า ที่อาเซการิพูดมามันก็มีเหตุผลอยู่นะ” คิริซามิกล่าวขึ้น “ยูเมฮานะคงจะไปให้ท่าไทจิด้วยแหละ”

            “เธอพูดอะไรน่ะคิริซามิ! นากะหันไปเอ็ดคิริซามิ

            “ก็ไม่เห็นว่ายูเมฮานะจะมีท่าทางตกใจอะไรเลยนี่ เหมือนกับว่าเตรียมตัวมาก่อนแล้ว” คิริซามิพูดอย่างเหยียดๆ

            “ถ้าจะพูดแบบนี้ก็หยุดพูดไปเลยนะคิริซามิ! นากะตัดบทอย่างโกรธขึ้ง


            คิริซามิทำเสียงเฮอะเบาๆ แล้วก็เดินกลับไปนั่งที่เดิม ส่วนนากะกับชิโอริยังคงยืนอยู่ข้างๆ อาคิระ


            “เธอต้องระวังไทจิให้มากขึ้นนะอาคิระ ถ้าเขากล้าทำถึงขนาดนี้ฉันคิดว่าเขาคงต้องหาโอกาสทำอีกแน่” นากะเตือนด้วยความเป็นห่วง

            “หนูจะระวังค่ะ” อาคิระตอบรับ

š{

เอามาลงเพิ่มแล้วจ้า ก็ขอแนะนำตัวละครใหม่ที่จะเป็นตัวละครที่สำคัญอีกตัวนั่นก็คือ อาเซการิ ไอรินะ สาวนักไวโอลินที่มีนิสัยแก่นแก้วกวนประสาท ซึ่งบทบาทของเธอจะเป็นยังไงนั้นก็ขอปิดไว้ก่อนนะจ๊ะ

ช่วงนี้รายงานกองเต็มไปหมดเลยต้องรีบทำให้เสร็จ แต่ก็พยายามเจียดเวลามาแต่งต่อจนได้

ทั้งนี้ก็เป็นเพราะกำลังใจจากทุกๆ คน ทำให้คนแต่งมีพลังที่จะแต่งต่อไป ก็ขอขอบคุณทุกๆ คนมากๆ เลยน้า ถึงจะไม่ค่อยมีเวลา แต่รับรองว่าไม่ดองเกินหนึ่งอาทิตย์แน่จ้า

ขอบคุณคุณ
ล่องลอย ที่แบ่งปันกำลังใจให้เค้านะจ๊ะ เวลาอ่านความเห็นของคุณแล้วก็ดีใจทุกครั้งเลย

ขอบคุณคุณ
SoM^O^ ที่กรุณาเข้ามาอ่านน้าแล้วก็ยังเป็นแฟนพันธุ์แท้ด้วย ปลื้มใจหลายๆ จ้า โปรดเป็นกำลังใจให้กันต่อไปด้วยน้า

ขอบคุณคุณ
Yam_RolL เหมือนกันจ้า คุณเป็นอีกคนหนึ่งที่เมื่อเค้าได้อ่านความเห็นแล้วก็รู้สึกดีใจทุกครั้ง ขอบคุณมากๆ เลยจ้า

ขอบคุณคุณ
Q-ry-z 0w0 ด้วยจ้าที่เข้ามาอ่าน "คู่แท้ฟ้าประทาน" เป็นความเห็นที่น่ารักมากเลยจ้า

ขอบคุณคุณ
ลิขิตนางฟ้า ที่เป็นกำลังใจให้กันเสมอ เค้าสัญญาเลยว่าจะมีความตั้งใจในการเขียนต่อไปเพื่อรอยยิ้มของคนอ่านจ้า

ก็ขอให้ทุกคนมีความสุขที่ได้อ่านนิยายเรื่องนี้นะจ๊ะ คนแต่งจะพยายามมอบความสุขให้ทุกคนอย่างสุดความสามารถเลยจ้า

š{
 

            พอขึ้นมาบนเวทีแล้ว ไอรินะก็วางกระเป๋าไวโอลินลงแล้วเอาไวโอลินออกมา หญิงสาวยืนหันหลังให้กับคนดู จากนั้นก็เริ่มต้นบรรเลงเพลงทันทีโดยไม่มีการกล่าวทักทายใดๆ กับผู้ชมที่กำลังตะโกนโห่ร้องชื่นชมเธอเลยแม้แต่น้อย และเมื่อเสียงไวโอลินท่อนแรกดังขึ้น ทั่วทั้งฮอลล์ก็เงียบสงัดลงโดยฉับพลัน


            เนื้อเพลงในท่อนแรกนั้นดำเนินไปด้วยจังหวะช้าเหมือนกับเพลงไวโอลินคลาสสิกทั่วๆ ไป ท่วงทำนองนั้นไหลเอื่อย ฟังดูเศร้าสร้อยจนทุกคนคิดว่าเธอกำลังจะเล่นเพลงประเภท Sad Violin และชุดเดรสสีดำที่เธอสวมก็ยิ่งเสริมบรรยากาศให้ได้อารมณ์แบบนั้นเป็นอย่างดี เสียงครวญของไวโอลินบรรเลงเรื่อยไป นำพาหัวใจของทุกคนให้ดิ่งลึกสู่ความรู้สึกมืดมนราวกับพวกเขากำลังนั่งอยู่ในบาร์เก่าๆ ที่มีแสงไฟสลัวรางอันไร้สีสัน


            แล้วหนึ่งนาทีแห่งความไร้สีสันก็ผ่านไป ไอรินะหันขวับกลับมาทางคนดูอย่างรวดเร็ว ฉับพลันสีสันทั้งหลายก็กลับมาอีกครั้งพร้อมกับทำนองที่เปลี่ยนไป จังหวะที่ช้าถูกเปลี่ยนเป็นจังหวะเร็วโดยไม่มีการหยุดคั่น และดนตรีคลาสสิกก็เปลี่ยนเป็นดนตรีร็อคไปในทันที เนื้อเพลงที่บรรเลงนั้นเหมือนกับเนื้อเพลงช้าที่เล่นเมื่อครู่ไม่ผิดเพี้ยน แต่เมื่อเปลี่ยนรูปแบบการบรรเลงไป อารมณ์ความรู้สึกก็เปลี่ยนไปด้วย ตอนนี้พวกคนดูที่นั่งฟังเธอเล่นไวโอลินอย่างสงบเสงี่ยมต่างลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้นอย่างเมามันกับจังหวะร็อคที่ไม่น่าเชื่อว่าเครื่องดนตรีอย่างไวโอลินจะใช้เล่นได้ นอกจากนี้ ตัวเธอเองก็ไม่ได้ยืนเล่นไวโอลินอยู่เฉยๆ แต่กำลังวาดลวดลายไปตามบทเพลงที่เธอเล่นอยู่ด้วย ชุดเดรสสีดำที่สวมใส่โบกสะบัดไปมาอย่างโลดโผนเหมือนพายุที่กำลังบ้าคลั่ง ไม่ได้ให้ความรู้สึกสร้อยเศร้าแบบเมื่อครู่อีกแต่อย่างใด การขยับหรือเขย่าตัวที่เร็วแรงตามจังหวะเพลงร็อคของไอรินะนั้นทำให้ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอจะยังสามารถรักษาคีย์ของเพลงไว้ได้อย่างแม่นยำไม่มีที่ติขนาดนี้


            ครู่หนึ่ง จังหวะดนตรีร็อคก็สิ้นสุดลง หญิงสาวลากเสียงไวโอลินด้วยคีย์ตัวเดียวเป็นระยะเวลายาวนานเหมือนต้องการที่จะเตือนคนดูว่าบทเพลงของเธอกำลังจะเปลี่ยนอารมณ์อีกครั้ง จากนั้น บทเพลงก็เปลี่ยนทำนองไปโดยคราวนี้กลับมาเป็นทำนองแบบคลาสสิกแต่ไม่ได้ให้อารมณ์โศกเศร้าอย่างตอนแรก มันเป็นเหมือนบทเพลงที่เปี่ยมไปด้วยความหรูหราอลังการที่ให้อารมณ์คล้ายๆ กับว่ากำลังนั่งฟังออเคสต้าอยู่ในพระราชวังอันโอ่อ่าของยุโรป ชุดที่เธอสวมใส่ก็ดูจะให้อารมณ์ที่แตกต่างไปอีกแบบ กลายเป็นชุดกระโปรงสีดำเรียบร้อยที่นิยมใส่ในงานราตรีแล้วไม่กี่นาทีหลังจากนั้นการแสดงก็สิ้นสุดลง


            โศกเศร้า โลดโผน และยิ่งใหญ่ สามอารมณ์ได้ถูกประสานกันเอาไว้ภายในเพลงๆ เดียว!


            และนี่ก็คือความสามารถพิเศษของไอรินะ ความสามารถที่จะใส่อารมณ์เข้าไปในเสียงดนตรีทำให้บทเพลงมีมิติขึ้นมานอกเหนือจากการเป็นแค่เสียงเพลงธรรมดา และเธอก็ยังรู้จักสร้างมิติที่หลากหลายให้บทเพลงด้วยการใส่อารมณ์ที่แตกต่างกันเข้าไปในแต่ละช่วง ทำให้บทเพลงของเธอมีหลากหลายอารมณ์ไม่ซ้ำซากเหมือนเพลงทั่วไปที่มีมิติเดียวอารมณ์เดียวตลอดทั้งเพลง


            หากอาคิระสามารถส่งผ่านภาพที่เธอนึกคิดไว้ไปสู่คนอื่นโดยผ่านบทเพลงได้ ไอรินะก็สามารถส่งผ่านอารมณ์ที่เธอรู้สึกอยู่ไปสู่คนอื่นโดยผ่านบทเพลงได้เช่นกัน!


            “และนี่ก็คือบทเพลงอันแสนยิ่งใหญ่ของนักไวโอลินสาวน้อยดาวเด่นในการแข่งขันครั้งนี้ อาเซการิ ไอรินะครับ! สุดยอดมากจริงๆ!” ผู้ดำเนินรายการชายประกาศด้วยเสียงดังกระหึ่มท่ามกลางเสียงปรบมือและตะโกนโห่ร้องเรียกชื่อไอรินะที่สะท้านไปทั่วฮอลล์

            “ไอรินะ! ไอรินะ! ไอรินะ!


            หญิงสาวเก็บไวโอลินลงกระเป๋าก่อนที่จะหันมาหาคนดู ขยิบตาอย่างน่ารักและแจกยิ้มหวานให้ ทำเอาทุกๆ คนโดยเฉพาะพวกหนุ่มๆ หัวใจละลายไปตามๆ กัน จากนั้นเธอก็เดินกลับเข้าหลังเวทีไป

š{

            แสงจากหน้าจอทีวีสว่างอยู่ภายในห้องนั่งเล่นที่มืดสลัวของบ้านหลังเล็กริมอ่าว ฉายการแข่งขันดนตรีเยาวชนที่กำลังถ่ายทอดสดโดยมีดวงตาสีดำขุ่นมัวของชายคนหนึ่งจับจ้องอยู่
 

            “อาเซการิ ไอรินะ” เขาพึมพำชื่อของหญิงสาวที่เพิ่งเดินออกไปนอกหน้าจอ น้ำเสียงทุ้มลึกของเขาเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกอันมืดมน


            ชายหนุ่มนั่งนิ่งอยู่ที่หน้าทีวีต่อไป ความจริงแล้วเขาไม่ได้สนใจการแข่งขันครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเปิดทีวีดูการถ่ายทอดสดรายการนี้ มองดูผู้เข้าแข่งขันคนแล้วคนเล่าออกมายืนหน้าเวทีเพื่อแสดงความสามารถของตนแล้วก็กลับเข้าหลังเวทีไปเมื่อการแสดงจบลงอย่างไม่ใส่ใจอะไรมากนัก จนกระทั่งถึงคราวผู้แข่งขันคนสุดท้าย


            [นักดนตรีสาวน้อยผู้มีความสามารถในการเล่นพิณฮาร์ปเป็นเลิศ ยูเมฮานะ อาคิระ ขอเชิญขึ้นมาบนเวทีได้เลยครับ]


            ทันทีที่ร่างบอบบางของเด็กสาวก้าวเข้ามาในหน้าจอ ประกายในดวงตาสีดำของผู้เฝ้าดูก็ไหวระริกด้วยความรู้สึกบางอย่าง อาคิระเดินไปที่พิณซึ่งวางอยู่กลางเวทีอย่างช้าๆ ระมัดระวัง เมื่อมาถึงแล้วเธอก็ยื่นมือออกมาลูบคลำตัวพิณเหมือนต้องการความมั่นใจว่าเธอมาถูกทางแล้ว จากนั้นก็คลำไปหาเก้าอี้ที่วางอยู่ด้านหลังพิณแล้วนั่งลง

            ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นการแสดงก็เริ่มต้นขึ้นโดยที่โซระคอยนั่งฟังอย่างเงียบงัน

š{
จบบทที่สามแล้วจ้า แล้วก็ต่อด้วยบทที่สี่กันเลย!

ขอบคุณคุณ
ล่องลอย มากๆ จ้า เอาความจริงคนแต่งเองก็ชอบคาแรกเตอร์ของไอรินะเหมือนกัน ไอรินะจะเป็นตัวละครที่ตรงข้ามกับอาคิระแทบจะทุกๆ ทาง และจะมีบทบาทที่เด่นชัดขึ้นในบทต่อๆ ไปจ้า

ก็ขอกำลังใจคนอ่านทุกๆ คนด้วยนะจ๊ะ



 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

40 ความคิดเห็น

  1. #15 ~ล่องลอย~ (@ginny20437) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2555 / 00:39
    ถ้านางเอกเราบอกความจริงเรื่องตาบอด ชีวิตน่าจะสบายกว่าเดิมเยอะเลยเนอะ *-*
    //แอบชอบคาแรกเตอร์แบบไอรินะจัง ดูร้ายๆแต่น่าจะเป็นแนวเปิดเผย แฟๆดี

    #15
    0
  2. #14 ลิขิตนางฟ้า (@fungfungaem) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2555 / 16:39
    ความตั้งใจ ทำให้คนที่รออ่านยิ้มได้ค่ะ  เป็นกำลังใจให้เสมอ
    #14
    0
  3. #13 ลิขิตนางฟ้า (@fungfungaem) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2555 / 16:39
    ความตั้งใจ ทำให้คนที่รออ่านยิ้มได้ค่ะ  เป็นกำลังใจให้เสมอ
    #13
    0
  4. #12 Q-ry-z OwO ~ (@Princess_ch) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2555 / 00:44
    (พยักหน้า) คู่แท้ฟ้าประทาน
    #12
    0
  5. #10 Yam_RolL (@yamroll-os) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2555 / 22:22
    ตั้งแต่เริ่มอ่านมา..ชอบตอนนี้ที่สุดแล้ว ><
    เจ๋งมากเลยค่ะ ที่ให้เสียงดนตรีมาจุดประกายความคิดได้
    สู้ๆ ต่อไปนะค้า ^^
    #10
    0
  6. #9 SoM^0^ (@ni-som-zaa) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2555 / 10:07
    ตามมาอ่านแล้วนะคะ ซึ้งมากเลยตอนนี้ ทำให้อยากจะร้องไห้ตาม
    เนิ้อเรื่องดีนะคะ ทำให้ลุ้นได้ว่าจะเป็นยังไงต่อไป
    ภาษาก็สวยอ่านแล้วไม่ต้องจินตนาการมากเลยค่ะ เห็นภาพตามไปได้ง่ายๆเลย
    สู้สู้นะคะ แล้วจะคอยติดตามค่ะ
    #9
    0
  7. #8 ~ล่องลอย~ (@ginny20437) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2555 / 02:44
    สู้ๆค่ะ ขอบคุณสำหรับตอนใหม่ ^^
    #8
    0