ตอนที่ 4 : Cross the time to find love 1 จุดเริ่มต้นของเวลา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 248
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    3 พ.ค. 61


Cross the time to find love  

ข้ามกาลเวลาตามหารัก

Jason x Tim


ตอนที่1  จุดเริ่มต้นของเวลา

___________________________________________



เปิดฟังเพื่ออรรถรสนะเอ่อ



 

 

ตลอดทั้งชีวิตผมพยายามพิสูจน์ให้ทุกคนรวมถึงตัวเองให้เห็นว่า โอเมก้าที่ทุกคนมองว่าต่ำต้อยนั้นสามารถสร้างจุดยืนเทียบเท่าอัลฟ่าที่พวกเขาให้ความสำคัญจนออกนอกหน้าได้  ... คนอื่นๆอาจเริ่มจากศูนย์  แต่ผมเริ่มจากติดลบ  ไม่ว่าผมจะทำอะไรสายตาแรกที่ผมเห็นคือ ความรังเกียจ  สายตาตำหนิติเตียน  สายตาเหยียดหยาม  ผมทำได้เพียงเมินสายตาเหล่านั้น  พลักดันตัวเองจนกระทั่งมีคนยอมรับในความสามารถผมมากขึ้น  มากขึ้น... จนในที่สุดผมก็ทำให้ทุกคนมองข้ามการแบ่งแยกจากเผ่าพันธุ์ได้  ผมทำให้โอเมก้าคนอื่นๆกล้าจะแสดงความสามารถออกมาเพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคม  ผมเป็นเหมือนหน้าตาของพวกเขา  ผมดีใจที่สิ่งที่ผมทุ่มสร้างมานั้นประสบความสำเร็จมาก  ผมเป็นโอเมก้า  ที่ภูมิใจและรักในต้นกำเนิดของตัวเอง

 

ใช่...  ผมรักทุกอย่างที่ผมเป็น  นี่คือความภาคภูมิใจของผม

 

 

 

ทิมเริ่มรู้สึกตัวช้าๆเมื่อเขาสัมผัสได้ถึงเสียงบางอย่างปลุกเขาให้ตื่นขึ้น  ทิมค่อยๆลืมตาขึ้น แล้วก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อภาพเบื้องหน้าเขาคือป่า  ต้นไม้สูงใหญ่และพุ่มไม้ขึ้นรกรัง  

นี่มันที่ไหน...

 

ทิมลุกขึ้นหันไปมองรอบๆอย่างตื่นตระหนก  ขณะนั้นเองเสียงคนกลุ่มหนึ่งดังออกมาจากป่าลึกพร้อมเสียงลมหายใจดังๆของม้า  ช่วยด้วยครับ   ทิมพูดออกไปด้วยความมึนงง  สองขาเรียวก้าวจ้ำตามเสียงเพื่อขอความช่วยเหลือ

 

ภาพเบื้องหน้าทิมคือ  ชายสามคนสวมเครื่องแต่งกายแบบทหารต้นทศวรรษที่19  หมวกทรงกระบอกสีดำขนาด1ฟุต สวมเสื้อคลุมสีครามเข้มยาวถึงเข่า กางเกงยาวสีครามแทบสีแดงด้านข้าง   พวกเขานั่งบนหลังม้าพร้อมปืนยาวโบราณ  ทันทีที่ทหารทั้งสามเห็นทิมพวกเขายกปืนเล็งไปที่ร่างเพรียวพร้อมตะโกนขึ้น  หยุดอยู่ตรงนั้น!  บอกนามและจุดประสงค์ของแกมาเดี่ยวนี้!

 

ทิมยกมือขึ้นเหนือหัวโดยอัตโนมัติ  ผะ ผม ชื่อ ทิม ทิโมธี เดรก ผมไม่รู้ว่า---    ทิมตื่นตระหนกยังเรียบเรียงเหตุการณ์ไม่ถูก แต่เขาก็ชะงักเมื่อได้กลิ่นบางอย่าง

 

กลิ่น... ของอัลฟ่า   กลิ่นที่แปลกและดึงดูดสติทิมจนปั่นป่วน  เขาไม่เคยได้กลิ่นของอัลฟ่าคนไหนแรงและหอมน่าหลงใหลขนาดนี้มาก่อน 

 

ทะ ทำไมถึงได้กลิ่นในที่แบบนี้   ทิมคิด

 

ทหารคนหนึ่งเห็นทิมนิ่งไปนานก็ตะโกนขึ้น  แกเป็นโอเมก้า  เหตุใดถึงมาอยู่กลางป่าเช่นนี้  

 

ผม...   ทิมนิ่งงัน  พลันสมองก็รีบประมวลผลทันที  ทิมเริ่มสังเกตชายทหารทั้งสาม เครื่องแต่งกาย ยานพาหนะ  ภาษาที่ใช้  และอีกมากมายดูย้อนยุคเกินกว่าที่ตำรวจหรือทหารสมัยนี้จะใส่แล้ว  แต่เหนือสิ่งอื่นใด... จิตใจทิมกลับจดจ่อกับกลิ่นอัลฟ่าที่ลอยอบอวนโดยรอบ  ทิมกลอกตามองรอบแต่ก็ไม่เจอใครที่เป็นเจ้าของกลิ่น

 

ไปจับมันกลับปราสาทเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ท่านราส์จะรู้ว่ามีทาสหนีออกมาได้   ทหานคนหนึ่งตัดสินใจลงจากหลังม้าพร้อมเชือก  ร่างสูงอวบของทหารเข้าประชิดตัวทิมพร้อมปืนในมือ ถือขู่เด็กหนุ่มไม่ให้ขัดขืน

 

ทิมเบิกตากว้างเมื่อตนถูกเชือกมัดมือไว้  อะไรน่ะ!  ไม่! เดี๋ยว นี่มันเกิดอะไรขึ้น  พวกคุณเป็นใคร!  ผมอยู่ที่ไหน!   ทิมเสียงดังถามด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ทันใดนั้น ร่างเพรียวถูกนายทหารใช้ฝ่ามือตบหน้าอย่างแรง

 

หุบปากซะ! เจ้าพวกไพร่   ทหารคำรามอย่างน่ากลัวใส่ทิมก่อนใช้แรงที่มากกว่ากระชากร่างเพรียวจนล้มคลานกับพื้น  ร่างของทิมถูกครูดตามพื้นดินสร้างความเจ็บปวดให้ทิมจนร้องออกมา  ทิมทั้งรั้ง กระชากกลับเพื่อผ่อนแรงดึงอีกฝ่ายแต่ก็ไม่เป็นผล  ถ้าถูกจับทั้งๆแบบนี้ล่ะก็  เขาจะหนีไม่ได้อีก

 

 

ช่วยด้วย  ใครก็ได้  ได้โปรด  ผมรู้ว่าคุณอยู่ตรงนี้  ช่วยผมด้วย...

 

 

วินาทีนั้น  ทิมได้ยินเสียงลมหายใจพ่นออกมาด้วยความหงุดหงิด  พร้อมเสียงทุ่มลึกดังขึ้น

ยุ่งยากชะมัด

 

ตุบ!!

 

เหมือนทุกอย่างเป็นภาพความฝัน  ร่างของชายสวมเสื้อคลุมสีน้ำตาลกระโดดจากต้นไม้สูงลงสู่พื้นหญ้าเบื้องล่างต่อหน้านายทหารและทิม

นี่แก!   นายทหารตกใจเผลอปล่อยมือที่กำเชือกพันธนาการทิมออก  รีบชักปืนยาวเตรียมยิงแต่ก็ช้าเกินไป  ชายในผ้าคลุมพุ่งเข้าหานายทหารด้วยความเร็วพร้อมชักมีดออกจากฝักซึ่งซุกซ้อนอยู่ที่บั้นเอว  ใบมีดยาวกว่าสิบนิ้วถูกดึงออกปราฏกแก่สายตาทิมพร้อมกองเลือดสีแดงสดพุ่งกลางอากาศตกลงสู่พื้นดินไปพร้อมกับเจ้าของร่างได้นอนแน่นิ่งไม่ขยับเขยื่อนอีก  ชายใต้ผ้าคลุมยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าทิม  ดวงตาคู่หนึ่งเปล่งประกายในความมืดจ้องมองทิม ทิมก็มองตอบอย่างใคร่รู้​ แม้ร่างกายยังกึ่งนอนกึ่งนั่งเพราะไม่มีแรง

 

ทันทีที่ทั้งสองประสานตาเข้าหากัน  พลันร่างกายก็ร้อนรุ่มไปทั้งร่างราวถูกสายฟ้าฟาดผ่ากลางตัว  ร่างสูงเบิกตากว้างราวกับช็อคไม่ต่างกัน  มือหนาของร่างสูงเอื้อมเข้าหาทิมแต่เหมือนเขาจะรู้ตัว  ร่างสูงชะงักรีบดึงมือตัวเองกลับ ทิมเห็นว่าดวงตาคู่นั้นสั่นไหวแสนจะสับสน  ทิมเองก็ไม่ต่างกัน  ทิมเบิกตาค้างร่างกายไม่ขยับ  ได้แต่สบตากับดวงตาสีเขียวสวย  ร่างสูงกลอกตากลับมามองทิมด้วยดวงตาเต็มไปด้วยคำถามก่อนร่างสูงจะรีบหันหลังเมื่อได้ยินเสียงทหารอีกสองคนโวยวายที่เห็นเขาและทิม

 

อ้าก!   ยังไม่ทันที่ทิมจะหายช็อค  เสียงนายหทารอีกสองคนก็ดึงสติทิมกลับมาสู่โลกความจริงกับเหตุการณ์สังหารทหารโดยผู้ไร้นาม  ทหารทั้งสามคนถูกชายปริศนาจัดการด้วยมีดเล่มเดียวในพริบตา  ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนทิมมองไม่ทัน  ชายปริศนาที่ช่วยเขาไว้เปื้อนรอยเลือดทั่วร่างจนทิมเผลอลืมหายใจด้วยความกลัว 

 

ก่อนที่ทิมจะคิดอะไรมากกว่านั้น  กลิ่นอัลฟ่ารุนแรงก็แล่นเข้าโซนประสาททิมจนมึนงงไปกับกลิ่นน่าหลงใหลนี้  ทิมไม่สามารถควบคุมสติตัวเองได้มากนักเมื่อรู้ว่ากลิ่นอัลฟ่านี้มาจากชายปริศนาคนนั้น  และคราวที่ทั้งสองสบตากันเมื่อครู่ หัวใจของทิมพลันเต้นเร็วระรัวจนแทบหลุดออกมาข้างนอก  บางสิ่งบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นในหัวใจเขา  ...บางสิ่งบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจทั้งสอง อะไรบางอย่างเหมือนเส้นด้ายที่ตัดไม่ขาดผูกมัดพวกเขาไว้โดยไม่ถามความต้องการ  และเขาไม่ต้องการแบบนั้น

 

พวกเราเป็นคู่โซลเมท...

 

เหมือนชายปริศนาจะรู้ตัวที่ถูกจ้องมอง  เขาสะบัดเลือดที่ติดตามใบมีดออกราวกับน้ำสีแดงนั้นไม่ใช่เลือด  ร่างสูงใหญ่เดินจ้ำอ้าวมาหยุดตรงหน้าทิม  ทิมค่อยๆใช้แขนกับขาดันร่างกายที่เต็มไปด้วยแผลถลอกฟกซ้ำให้ขึ้นมานั่งได้  ทิมเงยหน้ามองชายหนุ่มรูปงามให้ชัดเจนอีกครั้ง  โครงหน้าที่ยาวสันกรามออกเหลี่ยม  ผมลองทรงสีดำเงาหน้าม้าปัดไม่มีทิศทางดูไม่เป็นทรง จมูกเป็นสันได้รูป   ดวงตาสีเขียวใบไม้คู่สวย ประกายตาเต็มไปด้วยเพลิงพิโรธจนสามารถแผดเผาคนได้ทั้งเป็น  ช่างคุ้นเคยจนทิมอดสงสัยไม่ได้   


แก ... เป็นใคร มาจากไหน   ชายปริศนาถามเสียงกดต่ำชวนขนลุก

 

...   ทิมไม่พูด  เมื่อเขามองหน้าชายปริศนาแล้วภาพไปซ้อนทับกับภาพคนบางคนที่ทิมเพิ่งรู้จักได้ไม่นาน

 

ฉันถามก็รีบตอบสิวะ! แกเป็นใคร  หยุดปล่อยกลิ่นเหม็นๆของแกเดี๋ยวนี้!   ชายปริศนาดึงมือที่ถูกเชือกมัดไว้ทั้งสองข้างขึ้นไม่สนว่าทิมจะเจ็บหรือไม่

 

หยาบคายที่สุด!!   นี่เป็นคำพูดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวทิม  ทั้งที่เขาเจ็บขนาดนี้  แผลก็มีให้เห็นทนโท่ขนาดนั้น  แต่ชายตรงหน้าก็ไม่สนไม่แคร์ว่าร่างเล็กกว่าจะเจ็บหรือไม่  ทั้งยังต่อว่าเรื่องกลิ่นของทิมเป็นของน่ารังเกียจไม่อยากเข้าใกล้  สีหน้าหงุดหงิดเกินเยียวยานั่นล่ะเป็นหลักฐานได้เลย  แต่ทิมรู้  ชายคนนี้ไม่ได้โมโหเรื่องกลิ่น  เขาโมโหทิมต่างหาก

 

แปลว่าเขารู้ว่าทิมเป็นอะไรกับเขา

 

ทิมขมวดคิ้วไม่พอใจ  ฉัน ต่างหากที่ต้องถาม  นายเป็นใคร   ไม่รู้สมองส่วนไหนดลใจให้ร่างเพรียวพูดคำนี้ออกมายั่วโมโหทั้งที่รู้ว่าไม่ควรในสถานการณ์ที่ตนเป็นต่อ

 

ดูเหมือนสรรพนามที่ทิมเรียกอีกฝ่ายนั้นจะไม่ใช่คำที่อีกฝ่ายรู้จัก  ร่างสูงขมวดคิ้วไม่เข้าใจ  นายไหนของแกวะ--

 

ฟิ้ว ~  ตูม!!

 

ขณะนั้นเองก็เกิดเสียงเหมือนระเบิดดั่งก้องทั่วทั้งป่า ฝูงนกกระโจนบินขึ้นฟ้าพร้อมกันอย่างแตกตื่น  ทิมหันยังจุดกำเนิดเสียงสีหน้าหวาดหวั่น  ร่างสูงหันทิศทางเดียวกันก่อนสบภเสียงดัง

.... บัดซบเอ้ย!   ร่างสูงตัดเชือกให้ทิมก่อนดึงแขนทิมให้ลุกขึ้น ยังไม่ทันที่ทิมได้ทรงตัวเจสันก็ลากทิมให้วิ่งตาม 

 

เห้ย  นายจะทำอะไรน่ะ  ปล่อยฉันนะ!

 

เจสันหันมาตะหวาดใส่  หุบปากแล้วอยู่เงียบๆ ไม่งั้นฉันเชือดแกทิ้งแน่

 

.........   ได้ผล  ทิมหุบปากในทันทีแต่ในใจทั้งเถียงทั้งด่าสารพัด

 

 

ห่างไปไม่เกิน 200 เมตร ก็เห็นกลุ่มควันไฟสีเทามากมายมหาศาลลอยปกคลุมทั่วฟ้า ทิมและชายปริศนาเริ่มสัมผัสได้ถึงความร้อนจากเปลวเพลิงและเสียงอาวุธสารพัดทั้งมีด ปืน ดังสลับไปมา  ร่างสูงเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นแต่ทิมกลับสะดุดก้อนหินล้มลง เจ้าของดวงตาสีเขียวสบถอีกครั้งก่อนดึงร่างทิมวางบนแผ่นหลังของตนจนหน้าหวานกระแทกกับแผ่นหลังเต็มๆ จังหวะนั้นแขนแกร่งก็สอดรวบต้นขาทั้งสองของทิมแล้วยกขึ้นทันที  ทิมที่ไม่ทันตั้งตัวก็แทบหงายหลัง​ โชคดีที่มือเกี่ยวรั้งคอร่างสูงทัน  ทิมอยากต่อว่าอีกฝ่ายแต่ก็เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้ดีว่าไม่ควร

 

เมื่อร่างสูงวิ่งฝ่ากลุ่มใบไม้รกทึบออกมาในที่สุด  แสงสีขาวแสบตาก็สาดเข้ามาจนทิมรีบยกมือขึ้นมาบดบังแสง  เมื่อแสงสว่างจางลงภาพเบื้องหน้าคือสงครามขนาดย่อมที่กำลังร้อนรุ่มไปด้วยเปลวเพลิงและระเบิด

อยู่ตรงนี้ ห้ามหนีไปไหน!!   ร่างสูงวางทิมลงข้างกองฟางพลางชี้นิ้วสั่งเด็ดขาด

 

ทิมพยักหน้าสีหน้าตื่นตระหนก

 

ร่างสูงวิ่งออกไปเข้าสู่ใจกลางกลุ่มทหารซึ่งใส่ชุดแบบเดียวกับทหารที่จับทิม  ทิมกวาดตามองไปรอบๆพบเจอแต่เศษซากปรักหักพังจนจำเค้าโครงเดิมไม่ได้ มีเพียงเศษกองไม้ที่เผาไหม้จนกลายเป็นถ่านพอดูออกว่ามันเคยเป็นกระท่อมเล็กๆ ข้าวของเครื่องใช้กระจัดการจายตามพื้น เหล่าชายฉกรรค์แต่งตัวธรรมดาเหมือนชาวบ้านกำลังหยิบอาวุธมีด ปืน ต่อกรกับกลุ่มคนแต่งตัวเหมือนทหาร  ภาพที่เห็นคือ ที่แห่งนี้กำลังเกิดสงครามขนาดย่อมขึ้นระหว่างประชาชนยี่สิบกว่าคนกับทหารอาวุธพร้อมมือนับสิบคน  นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะเนี้ย!!

 

แต่เห็นแบบนั้นได้ไม่นาน  ประชาชนที่ทิมเห็นก็ขว้างบางอย่างกลายระเบิดกลับไป  ทิมสังเกตดีๆอีกครั้งพบว่ากลุ่มคนที่แต่งตัวเหมือนชาวบ้านทุกคนมีปืนและอาวุธมีดสั้นยาวชนิดสร้างมาเพื่อสังหารโดยเฉพาะแทบทุกคน  ทักษะของพวกเขาไม่ใช่ธรรมดา ราวกับคนพวกนั้นได้รับการฝึกต่อสู้มากเกินคนทั่วไป  ไม่มีความลังเล ไม่ถอยหนี  ไม่หวาดกลัว  ทิมเริ่มคิดได้ว่า คนพวกนี้ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาแล้ว

 

ทิมตะหงิดใจได้อีกครั้ง... ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?  เกิดอะไรขึ้นกับเขา  ทิมจำได้ว่าครั้งสุดท้ายเขาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ เขาตามชายแปลกหน้าคนหนึ่งแล้วสลบไป  


ถูกลักพาตัวเหรอ?  ไม่  เป็นไปไม่ได้  ถ้าถูกลักพาตัวแล้วทำไมถึงตื่นกลางป่า  แล้วไหนจะชายคนนั้น....  เขาเป็น...  แล้วไหนจะลักษณะการแต่งตัวที่ดูไม่ใช่คนสมัยนี้ใส่  สรรพนามก็ใช้คำโบราณที่เลิกใช้ไปแล้ว  ทำไมยานพาหนะถึงเป็นม้าไม่ใช่รถ  ทุกสิ่งทุกอย่างประดังตีกันในสมองจนทิมยกมือกุมหัว

 

ในตอนนั้นเอง ทิมเห็นใบปริวสีน้ำตาลอ่อนเก่าๆ เป็นเหมือนใบประกาศบางอย่าง ลงท้ายด้วยวันเวลา  

เดือน xxx วันที่13 คริสต์ศักราช 18xx

 

“!!!”  ทิมสตั้นไปกว่าสิบวินาที  ร่างเพรียวเอามือกุมปากยั้งตัวเองไม่ให้ร้องโวยวายออกไป 

 


ไม่จริง...  นี่ฉัน  ย้อนเวลามาในอดีต!

 


ทิมหงายหลังลงนั่ง สองขาไถร่างถอยหลังราวกับกำลังหนีเรื่องน่ากลัว  ใช่ เขากลัว   เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้มันเหลือเชื่อเกินกว่าคนที่มองโลกตามความจริงอย่างทิมยังไม่อยากยอมรับ  มือเรียวจับยึดกองฟางไว้แน่นทั้งยังปิดปากตัวเองไม่ปล่อย   พยายามตั้งสติไม่ให้ความคิดเตลิด  นิ่งไปสักพักหลังจากทิมสงบสติตัวเองไม่ให้คลั่ง ทิมเอามือที่อุดปากตัวเองออก ไม่อยากเห็นเลยว่ามือของตนสั่นมากแค่ไหน  ไม่รู้ว่าตอนนี้สงครามสงบลงแล้ว 

 

 

กลุ่มคนที่สวมเสื้อเหมือนชาวบ้านเป็นฝ่ายชนะ  พวกเขาจับทหารทั้งหมดมัดมือ มัดเท้า ปิดตาและปากเรียบร้อย  โชคดีมากที่สงครามขนาดย่อมครั้งนี้ไม่มีใครเสียชีวิตแต่ก็บาดเจ็บไปเกินครึ่ง

 

 

บอกฉันมาเดี๋ยวนี้ว่าเกิดอะไรขึ้น   ร่างสูงที่ในตอนนี้สภาพมอมแมมคลุกดินคลุกโคลนไม่น่าดูตะโกนลั่นจนคนอื่นๆยังสะดุ้ง

 

พวกเราถูกทหารลอบโจมตีขอรับหัวหน้า   ชายคนหนึ่งพูดขึ้น 

 

พวกมันรู้แหล่งกบดานพวกเราได้อย่างไร!!   ร่างสูงถามต่อด้วยความโกรธเกรี้ยว เพราะที่แห่งนี้เป็นแหล่งกบดานชั่วคราวของพวกเขาเพื่อเตรียมพร้อมเดินทางไปยังจุดมุ่งหมายและมันเหลืออีกแค่ก้าวเดียวพวกเขาก็จะถึง แต่ทุกอย่างล่มเมื่อถูกทหารพบและทำลาย

 

ราส์ ต้องส่งสายสืบมาสอดแนมและกำจัดพวกเราแน่ขอรับ   ชายคนเดิมพูดขึ้นด้วยสีหน้าวิตก

 

เมื่อได้ยินดังนั้น ด้วยเพลิงโกรธหรืออารมณ์ส่วนตัวที่แผนพัง ร่างสูงหันไปยังที่ซ่อนร่างเล็ก ไม่รอช้า ร่างสูงเข้าไปดึงทิมออกมาประจันหน้า   เฮ้ย!  แก  แกเป็นคนของราส์ใช่ไหม!!!   ทันทีที่เหล่าชายฉกรรค์ซึ่งเป็นอัลฟ่าเห็นทิมที่เป็นโอเมก้าก็ต่างตื่นตกใจไม่น้อย

 

  ฮะ?  ฉันไม่เกี่ยวอะไรกับใครทั้งนั้นนะ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ”  ทิมฉงนทั้งที่ใจจริงเขากำลังกลัวชายตรงหน้าจนไม่อยากสบตา  ทิมปิดตาแน่นหนีอีกฝ่าย

 

แล้วทำไมโอเมก้าอย่างแกถึงออกมาเดินกลางป่าได้วะ ไหนจะเสื้อผ้าของแกและการพูดเพี้ยนๆนั่นอีก  ไม่มีส่วนไหนที่บอกว่าแกคือชาวกอตแธมด้วยซ้ำ  ฉันจะถามอีกครั้ง แกเป็นใคร  มาที่นี่เพื่ออะไร!!   ร่างสูงตะหวาดด้วยความโมโห  แต่แทนที่ร่างเล็กจะกลัวจนบอกความจริง  ร่างเพรียวกลับลืมตาขึ้นมองเขาด้วยแววตาแข็งกระด้างและตัดพ้อกับร่างสูง

 

ฉันชื่อ  ทีโมธี  เดรก   ทิมพูดเสียงเรียบ

 

บอกจุดประสงค์ที่แกมาที่นี่มา  

 

ฉันไม่รู้  จำได้ว่ากำลังเดินตามผู้ชายคนหนึ่ง...แล้วอยู่ๆก็สลบไป พอฉันตื่นขึ้น ก็มาอยู่ที่นี่แล้ว ฉันไม่ได้เกี่ยวข้องกับสงครามอะไรทั้งนั้น    ร่างเล็กพูดโดยที่สายตาทั้งคู่ประสานกันชนิดไม่กระพริบตาสักครั้ง  ทิมรู้ดีว่าเรื่องที่พูดนั้นอีกฝ่ายต้องไม่เชื่อ  ต้องคิดว่าเขาบ้าไม่ปกติ  อาจโดนต่อว่าหรือโดนทำร้ายร่างกายโทษฐานโกหก  แต่ทิมก็พร้อมเตรียมรับกับแรงกดดันนั้น  เพราะเขาจะไม่หนี  เขาจะสู้หากจำเป็น...

 

ร่างสูงสบตาร่างเพรียวอยู่นาน  ช่างยากเย็นเหลือเกินที่จะคาดเดาได้ว่าชายหน้าหวานคนนี้คิดอะไรอยู่  คาดเดาไม่ได้ ลึกลับ  แต่ถึงอย่างนั้นร่างสูงย่อมไม่ปล่อยผู้ต้องสงสัยคนนี้เป็นแน่  ... คุมตัวมันไว้  ปิดตาปิดปาก มัดมือ มัดเท้าขังไว้ในรถลาก คุมตัวไว้ตลอดเวลา...  กลับหมู่บ้านไปตั้งหลักก่อน   ร่างสูงผลักร่างเล็กไปให้ลูกน้องคนสนิทสองคนให้จัดการตามคำสั่งก่อนที่ร่างสูงจะปลีกตัวออกมาโดยไม่ฟังเสียงจากเหล่าลูกน้องคนอื่นๆ

 

 

 

แม่xเอ๊ย! กลิ่นของมัน...   เกิดบ้าอะไรกับฉันกันแน่วะ!!!   ดวงตาสีเขียวใบไม้สบถออกมาด้วยความโมโหและสับสน  หากวินาทีที่เขาไม่ได้สติรีบผลักร่างเล็กออกไปละก็  เขาต้องเผลอขยับเข้าไปจูบทีโมธีแน่  ร่างสูงไม่รู้ตัวสักนิดว่ายิ่งจ้องหน้านานเท่าไหร่  เขาเองที่เป็นฝ่ายเคลื่อนหน้าเข้าหาใบหน้าหวานมากขึ้นเรื่อยๆ  ร่างสูงยืนนิ่ง คิดทบทวนตัวเองอยู่นานสองนานจนก็ได้คำตอบ

 

อยู่ห่างจากหมอนั่นสักพักแล้วกัน...

 

 

 

 

เป็นเวลาเกือบสองวันที่ทิมถูกจับขังอยู่ในรถลากสัมภาระแคบๆ กระดุกกระดิกตัวแทบไม่ได้ ยังดีที่ยังพอมีคนมาป้อนน้ำกับขนมปังให้ ทิมมีสิทธิ์ออกมาเดินได้แค่ตอนทำธุระส่วนตัวโดยต้องมีคนติดตามอีกสองคนหลังจากนั้นก็ต้องปิดตา มัดมือ มัดเท้าเช่นเดิม  ทิมไม่รู้ว่าคนพวกนี้จะพาเขาไปที่ไหน  แต่ก็ไม่คิดหนีหรือขัดขืนนั่นเพราะทิมจำเป็นต้องรู้อะไรหลายๆอย่างในยุคนี้ก่อน หรือต่อให้หนีไปได้แล้วยังไง เขาจะไปไหนต่อ  ดูเหมือนอะไรบางอย่างต้องการให้เขามาพบกับร่างสูงคนนี้มากกว่างั้นสินะ  

 

 

ขบวนม้า เดินทางมาถึงที่หมาย  ทิมได้รับอนุญาตให้เปิดตา ทิมมองโดยรอบ  สถานที่แห่งนี้เหมือนหมู่บ้านขนาดย่อม มีบ้านทำด้วยดินหลังเล็กชั้นเดียวประมาณสิบหลัง  มีไร่นาสวนผักผลไม้ไม่ใหญ่มาก พออยู่กินกันได้ภายในหมู่บ้าน  มีผู้หญิงและเด็กเดินไปมาให้บรรยากาศว่าเป็นหมู่บ้านจริงๆ  ทิมถูกดึงให้เดินไปยังบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ปลีกจากหมู่บ้านไม่ไกลนัก  เป็นบ้านสองชั้นทำด้วยอิฐเคลือบดินเหนียว มีปล่องไฟสองปล่อง มีบันไดทำจากหินและปูนอยู่ด้านนอกบ้านเชื่อมชั้นหนึ่งและชั้นสอง  ด้านทิศตะวันออกของบ้านมีสวนดอกลาเวนเดอร์ขนาดหนึ่งไร่ รอบๆมีการปลูกผักสวนครัวแยกย่อยเป็นของตัวเองอีกที พื้นที่โดยรอบถือว่าอุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้และลำธารเล็กๆ  มันคงน่าอยู่มากถ้าไม่ติดว่านี่เป็นบ้านของใครสักคนในสมาชิกชายปริศนาคนนั้น



บ้านตามคำบรรยายค่ะ

 


ทิมถูกพาเข้ามาในบ้านโดยมีชายหนุ่มสองคนซึ่งทั้งสองคนนี้ก็คอยดูแลทิมมาตลอดสองวันนั้นเอง  ทั้งคู่เป็นอัลฟ่านิสัยดี ไม่ใช่คนน่ากลัวแต่อย่างใด คงเพราะรุ่นราวคราวเดียวกันกับทิม บางครั้งบางคราวยามที่ไม่มีใครอยู่  สองหนุ่มจะแอบแก้ผ้าปิดตากับปากให้ทิมได้พักผ่อน แถมยังชวนคุยจนทิมไม่รู้สึกกลัวด้วย

ขอโทษนะที่แก้มัดเธอไม่ได้ มันเป็นคำสั่งของหัวหน้า   เอิร์ด  พูดกับทิมขณะกดให้ร่างเล็กนั่งลงบนพื้นบ้านที่สะอาดไร้ฝุ่น

 

ทิมพยักหน้าเข้าใจ  ไม่เป็นไรครับ... ”  ร่างเพรียวหันไปมามองรอบบ้าน  “ ที่นี่ที่ไหน

 

จะตอบแบบไหนดีล่ะ  บ้านหลังนี้เป็นของหัวหน้า แต่หมู่บ้านที่เราเดินผ่านเป็นของพวกเราก็คงได้   เอิร์ดตอบพล่างนั่งยองๆเท้าคางมองทิม

 

ทิมมีสีหน้าชั่งใจ  โปรดบอกผมหน่อยได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมีทหารบุกทำร้ายพวกคุณ  พวกคุณกำลังทำอะไร   ทันทีที่ถามออกไป ปฏิกิริยาของชายหนุ่มก็เปลี่ยนไป  แววตาสดใสมืดมนลงจนเยือกเย็น

 

... ราส์ อัลกูล จับชาวบ้านที่เป็นชาวโอเมก้า ทั้งหญิง และชาย กักขังไว้ในปราสาท มันจับคนพวกนั้นไปขาย แล้วยัง--- ”  เอิร์ดเล่าด้วยสีหน้าโกรธแค้น แต่ยังไม่ทันพูดจบ  แจซ  ผู้คุมตัวทิมอีกคนซึ่งเฝ้าอยู่หน้าระตูบ้านมาตลอดได้ยินบทสนทนาของเอิร์ดก็เข้ามาขัด

 

เฮ้ย  พอได้แล้ว  เอ็งไม่ควรเล่าเรื่องนั้นกับคนนอกนะเว้ย!   แจซไม่พอใจแต่ก็พยายามเก็บอาการไม่ให้ทิมเห็น  คิดหรือว่าคนตาไวอย่างทิมจะดูไม่ทัน

 

เอิร์ดเบิกตาเหมือนเพิ่งนึกได้   ...  ข้าลืมไป  ชายหนุ่มลุกขึ้นเตรียมออกข้างนอก แต่ก่อนออกก็หันมาเตือนทิมอีกครั้ง    อย่าคิดหนีเชียว กลิ่นโอเมก้ารุนแรงขนาดนี้  ต่อให้หนีไปพันไมล์ หัวหน้าก็ตามเธอกลับมาได้อยู่ดี   แล้วทั้งสองก็ปิดประตูหายไป

 

ทิมรอให้เสียงฝีเท้าหายเงียบไป  ไม่รอช้ารีบควานหามีดพับขนาดเล็กออกจากกระเป๋าลับด้านในเสื้อกันหนาวซึ่งทิมทำขึ้นเองเพื่อเก็บซ่อนอาวุธไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน  ทิมใช้เวลาไม่ถึงสองนาทีก็ตัดเชือกที่มือและเท้าจนเป็นอิสระ  ทิมเก็บมีดไว้ที่เดิมก่อนเปลี่ยนมาสำรวจรอบบ้าน  ภายในบ้านมืดกว่าด้านนอกมากคงเพราะปิดหน้าต่างทุกบ้านจนแทบไม่มีแสงเข้า  เฟอร์นิเจอร์ก็ทำจากไม้ธรรมดาไม่ได้หรูหราอะไร หากเปิดประตูเข้ามาก็เจอห้องนั่งเล่น มีโซฟาและโต๊ะไม้ซึ่งเต็มไปด้วยกองเอกสารสารพัด  มีโต๊ะเก้าอี้อย่างละหนึ่งตัว ติดกับชั้นหนังสือขนาดใหญ่ริมหน้าต่างที่ถูกปิด  เข้าไปลึกอีกหน่อยก็เป็นห้องรับประทานอาหาร มีห้องหนึ่งห้องถ้าไม่ใช่ห้องนอนก็น่าจะเป็นห้องทำงาน  ทิมคิดจะเข้าไปส่องห้องที่ปิดอยู่ แต่อีกใจก็อยากสอดส่องด้านนอกด้วยเช่นกัน  ทิมเงยหน้ามองด้านบนก็เจอหน้าต่างวงกลมอยู่บนสุดในห้องนั่งเล่น  ทิมหยุดอยู่ด้านล่างหน้าต่างก็เห็นว่ามีที่จับพอยึดได้


ฮึบ!   ไม่รอช้า  ทิมกระโดดพรวดเดียวก็เกาะขอบปูนรอบหน้าต่างได้พอดี  ทิมชะโงกหน้ามองบรรยากาศด้านนอก  แต่แล้ว

 

นั่นแกคิดจะทำอะไร   ร่างสูงในชุดนายพรานเปิดประตูเข้ามาก็พบภาพร่างเล็กห้อยกลางอากาศเกาะขอบหน้าต่างอยู่

 

!!!   ทิมหันขวับด้วยความตกใจแต่ไม่แสดงอาการให้เห็น  ทิมปล่อยตัวลง โดยมีสายตาของร่างสูงมองแทบกินเลือดกินเนื้อ  ร่างสูงเดินตรงดิ่งเข้ามาจับแขนทิมแน่น

 

คิดจะหนีไปจากที่นี่งั้นหรือ  โง่สิ้นดี    ร่างสูงตะคอกใส่ด้วยความโมโห  ทิมมองกลับไม่แสดงอาการหรืออารมณ์อะไรออกมา  ร่างเล็กกว่าไม่มีท่าทีขัดขืนแม้ร่างสูงจะบีบแรงจนทิมอยากหักมืออีกฝ่ายให้รู้แล้วรู้รอด

 

ก็ไม่ได้คิดจะหนีอยู่แล้ว  ฉันรอคุยกับคุณอยู่ต่างหาก   ทิมแสร้งมองไปทางอื่น

 

ร่างสูงเลิกคิ้วงุนงงกับท่าทางเดาไม่ออกของทิม  ถึงอย่างนั้นก็ยังโมโหไม่หาย เหรอ  แล้วจะคุยอะไรกับฉันล่ะ พยายามไม่ขึ้นเสียงใส่ร่างเล็กกว่า

 

ทิมกลับมามองร่างสูงอีกครั้ง  ดวงตาคู่สวยส่งสายตาไปยังมือของร่างสูงที่จับแขนเขาแน่นให้ปล่อย  ร่างสูงทำเสียงขึ้นจมูกไม่พอใจแต่ก็ยอมปล่อยโดยดีแต่ยังเว้นระยะห่างไม่ถึงหนึ่งเมตรกันทิมหนีอยู่ดี  ทิมที่ไม่มีพื้นที่ให้ถอยก็เก็บอาการให้นิ่งที่สุด   คุณมีนามว่าอะไร   แม้ใจจริงจะรู้แล้วก็ตามแต่ก็ยังถามเพื่อเปิดทางให้เขาสามารถถามเรื่องถัดๆไปได้ง่ายขึ้น

 

ร่างสูงยกยิ้มมุมปากเจ้าเล่ห์  อยากรู้ไปทำไม   ร่างสูงยกแขนข้างหนึ่งยันกำแพงบีบบังคับให้ทิมถอยจนหลังชิดกำแพง  ร่างสูงยิ่งได้ใจเมื่อเห็นแววตาตื่นตกใจแม้ร่างเล็กจะพยายามระงับไว้ขนาดไหนก็ตาม

 

ทิมเหลือบตามองค้อนร่างสูงที่แกล้งเขาจนมุมแต่มีหรือที่ทีโมธีคนนี้จะยอม  แล้วคุณไม่มีชื่อเรียกหรือไง   ทิมกอดอกเงยหน้าประจันร่างสูงตรงๆไม่มีกลัว

 

ร่างสูงชักหงุดหงิดขึ้นอีกครั้ง  เขาไม่เคยเจอใครกล้าหือกับเขามาก่อน  การไม่ยอมง่ายๆหมายถึงท้าทายอำนาจของเขามากเกินไป  ฉันไม่มีความจำเป็นต้องบอกชื่อกับคนอย่างแก โอเมก้าน่าสมเพศที่ทำอะไรไม่ได้เลยอย่างแกน่ะ มีแต่เสียเวลาเปล่าๆ   ร่างสูงยื่นหน้าเข้าไปใกล้เน้นเสียงประโยคหลังดังๆชัดถ้อยชัดคำ

 

ทิมสะอึก  น่าแปลกนะ ทั้งที่ร่างเล็กเคยเจอคำต่อว่าด่าทอมากมายแต่ทำไมแค่คำไม่กี่คำถึงสร้างความเจ็บปวดได้มากขนาดนี้  แววตาคู่สวยแสดงความเจ็บออกมาจนร่างสูงชะงัก  ทิมขมวดคิ้วกัดฟันยกยิ้มเหมือนไม่สะทบสะท้านอะไรทั้งนั้น  เหรอ  ฉันก็สมเพศตัวเองเหมือนกันที่มีคู่โซลเมทเป็นคุณ  หัวหน้าจอมโจร...  

 

ร่างสูงได้ยินดังนั้นยิ่งเดือดมากกว่าเดิม  โว้ย!!  ฉันหมดความอดทนกับแกแล้ว ไอโอเมก้า ”  ร่างสูงจับข้อมือทั้งสองของทิมด้วยมือเดียวก่อนตะหวาดใส่  “ ถ้าแกยังอยากมีชีวิตอยู่ก็หุบปากแล้วฟังคำสั่งของฉันซะ!!  ไม่อย่างนั้นก็ไสหัวออกไปตายที่ไหนก็ไป!!   ร่างสูงเหวี่ยงร่างเพรียวจนล้มกระแทกพื้นท่ามกลางความตื่นตระหนกของทิมที่ไม่คิดว่าชายที่เป็นโซลเมทของตนจะกล้าทำร้ายเขาขนาดนี้

 

ร่างสูงเองก็ดูจะควบคุมตัวเองไม่ได้  เขาทำตัวเหมือนทุกอย่างบนโลกเป็นศัตรูกับเขา  ดูสับสนกระวนกระวาย ราวคนหลงทางไร้สติคิดหาทางออก  ร่างสูงที่ไม่รู้จะระบายความรู้สึกบ้าๆนี้ยังไงก็ได้แต่โมโหตัวเองจนเผลอทำร้ายร่างเล็กโดยไม่ตั้งใจ  แต่ด้วยทิฐิ  ร่างสูงไม่แม้จะหันไปมองอีกฝ่ายแม้แต่น้อย

 

ทิมยันตัวเองขึ้นอย่างยากลำบาก  ดวงตาสีฟ้าทะเลจ้องแผ่นหลังนิ่งพลันปล่อยให้ความโกรธครอบงำตัวเองบ้าง  เยี่ยม! นี่แหละที่ฉันต้องการ ฉันจะไสหัวตัวเองออกไปจากสถานที่บ้าๆนี้เอง  ขอบใจ!   ทิมหันหลังเดินเร็วไปที่ประตู  แน่วแน่แล้วว่าจะคิดหาทางกลับบ้านด้วยตัวเอง ไม่ขอยุ่งกับชายป่าเถื่อนคนนี้อีก  แต่แล้ว ยังไม่ทันที่เขาจะเอื้อมมือจับบานประตู  สองมือแกร่งก็ฉุดแขนเรียวจนร่างหงายหลังล้มกับพื้นอีกครั้ง

 

โอ๊ย! ”  ทิมร้อง ร่างสูงไม่รอช้าขึ้นค่อมยันมือปิดกั้นทางหนีโดยสมบูรณ์  แววตาร่างสูงตอนนี้น่ากลัวกว่าครั้งไหนๆ  แต่ต่างฝ่ายต่างถูกไฟทิฐิแผดเผาจนสิ้น ทิมไม่หวาดกลัวสายตาคาดโทษสักนิดซ้ำยังทุบตียกขาดันร่างสูงสุดแรง  ร่างสูงทนไม่ไหวรีบใช้มือรวบข้อมือร่างเพรียวอีกครั้ง  ทิมไม่หมดฤทธิ์ตะโกนกลับ

ปล่อย  ไล่ฉันไม่ใช่รึไง!!   ทิมตะหวาดใส่ร่างสูงด้วยความโมโห

 

หุบปาก!  คิดเหรอว่าจะออกไปได้ขณะยังมีลมหายใจ  ฉันคือกฎของที่นี่  ฉันคือหัวหน้าที่นี่  ถ้าแกคิดขัดคำสั่งหรือทำให้ฉันไม่พอใจ แกได้ตายศพไม่สวยแน่   ร่างสูงใช้แรงบีบแรงจนทิมคิดว่ามือของเขาไม่มีเลือดไหลเวียนแน่ๆ  ถึงกระนั้นทิมยิ่งไม่เข้าใจอารมณ์ผีเข้าผีออกของร่างสูงสักนิด  เมื่อกี้ยังไล่ให้ออกไป  ฉะไหนเปลี่ยนทิศเร็วอย่างนี้  แบบนี้ถ้าไม่ใช่นิสัยคนแก่ก็คงเป็นไบโพล่าจำพวกควบคุมตัวเองไม่ได้เป็นแน่

 

....

 

.....

 

ทั้งสองฝ่ายต่างเงียบ  จากตึงเครียดกลายเป็นเงียบสงัด  ทิมเป็นฝ่ายยอมแพ้ลดทิฐิลง

 

ทิมกลอกตาเหนื่อยหน่ายปล่อยกายไม่ขัดขืน ทิมพยายามพูดคุยดีๆอีกครั้ง    โอเคๆ  ยอมแล้ว  คุณต้องการอะไรล่ะ แล้วก็ปล่อยได้รึยัง   ร่างสูงขมวดคิ้วฉงนยอมปล่อยข้อมือทิมให้เป็นอิสระ  แต่ยังค่อมร่างเล็กไว้เหมือนเดิม

 

บอกความจริงเรื่องของแกทุกอย่างซะ   แววตาจริงจังปนขู่นั้นทำเอาทิมอึดอัดแน่นอกไปหมด

 

ร่างเพรียวอยู่ในสถานการณ์ที่รับมือยากมากถึงมากที่สุด  มีชายร่างสูงตัวโตน่ากลัวค่อมปิดทางหนี แถมยังจ้องไม่กระพริบ  ท่าคิดจะโกหกคงไม่เนียนแน่ๆ  ทิมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ชั่งน้ำหนักว่าบอกไม่บอกอยู่นานก็ได้คำตอบ  ฉัน... มาจากอนาคต...  

 

ฮะ  อะไรนะ?

 

ฉันมาจาก กอตแธมในศตวรรษที่ 21...   ทิมรวบรัดตัดจบเอาดื้อๆ  ดวงตาสีน้ำทะเลมองปฏิกิริยาอีกฝ่ายที่ดูงงเป็นไก่ตาแตก

 

แกพร่ำเรื่องไร้สาระพอรึยังฮะ   ร่างสูงเริ่มหงุดหงิดเมื่อคิดว่าร่างเล็กพูดโกหกอีก

 

เป็นอย่างที่คิดไม่มีผิด  เรื่องแบบนี้ใครจะไปเชื่อกัน

 

ฉันพูดจริง   ทิมสบตาแข็งกร้าวยืนยันความจริง  ระหว่างฟาดฟันทางสายตา ทิมพยายามหาหลักฐานยืนยันการมาจากอนาคตของเขา  แต่ของแบบนั้นจะไปมีได้ยังไงกันเล่า!

 

คิดว่าฉันเป็นเด็กแปดขวบรึไง!  พอที ถามไปก็มีแต่เสียเวลาเปล่า แกคงมีดีแค่โกหก   ร่างสูงลุกขึ้นทิ้งทายประโยคด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเชิงตัดพ้อ  ร่างสูงเอื้อมมือจะจับกลอนประตู  แต่แล้ว

 

 

 

เจสัน... 

 

 

 

“!!!”  เจสันเบิกตาโตหันกลับมองร่างเพรียวที่ลุกขึ้นยืนสบตาเขา  แววตาไม่ยอมแพ้ฉ่ายประกายจนเจสันนิ่งงัน

 

ทิมย้ำ  เจสัน  ทอดด์ คือชื่อขอคุณ  หัวหน้ากบฏแห่งกอตแธม ต้นศตวรรษที่19 เด็กกำพร้าที่เติบโตมาจากสลัม  ผันตัวเองมาเป็นอาชญากร ผู้ร้ายที่น่ากลัวที่สุด   ไม่ต้องรอให้ร่ายยาวกว่านี้  เจสันก็เดินพุ่งตรงมาหาทิมแล้ว

 

แกรู้เรื่องนี้มาจากไหน   เจสันถามเสียงแข็ง  เขาจำได้ว่าเขาไม่เคยบอกชื่อกับเด็กหนุ่มนี่  ไม่มีใครเอ่ยชื่อเขาเล็ดลอดออกมาสักคำ  แม้เขาจะมีประกาศจับทั่วเมืองแต่ก็ไม่เคยมีใครรู้จักหน้าตาที่แท้จริงของเขา  แล้วทำไม...

 

ทิมเอียงคอทำเป็นไม่สะทกสะท้าน  ฉันบอกแล้วว่าฉันมาจากอนาคต และฉันก็รู้ประวัติของคุณดี  คุณเจสัน   ทิมเน้นชื่อเจสันชัดๆเหมือนว่า เขารู้ทุกสิ่งทุกอย่างของเจสัน

 

แกโกหก   ร่างสูงยังคงปฏิเสธไม่ยอมเชื่อ

 

ร่างเพรียวถอนหายใจเหนื่อยหน่าย  ฉันพูดความจริง  คุณเจสัน    ทิมเงยหน้าสบตากับร่างสูง พยายามทำความเข้าใจภายในแววตาสีเขียวสดคู่นั้นอีกครั้ง  จ้องมองลึกลงไปค้นหาความลับที่ซุกซ่อนเข้างในนั้น  โดยไม่รู้เลยว่าแววตานั้นจะทำให้เจสันไขว้เขวเผลอหลบตาร่างเพรียวไม่รู้ตัว

 

เจสันสถบหัวเสียหันตัวเดินออกจากบ้านอย่างรวดเร็ว

 

ปัง!

 

 

ภายในบ้านเงียบสงบอีกครั้ง  ร่างเพรียวเมื่อเห็นว่าร่างสูงไม่อยู่  ขาเรียวยาวสวยทรุดลงกับพื้นทันที  ใบหน้าหวานซีดเลือดไม่เดิน ไม่คิดว่าตัวเองต้องใช้ไม้ตายบอกชื่อเจสันออกไป  ตอนแรกทิมคิดว่าจะโดนอีกฝ่ายฆ่าทิ้งเสียด้วยซ้ำ  โชคดีมากที่เจสันไม่ทำอะไร  ดูเหมือนจะสับสนมากด้วย  เป็นเรื่องยากมากที่จะเดาอารมณ์คนใจร้อนอย่างเจสันถูก

นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกันวะเนี้ย ทิมกุมขมับอย่างหัวเสีย   นี่เราย้อนอดีตมาอยู่ในยุคบ้าๆนี้ได้ยังไง   มันสมองอันชาญฉลาดหาเหตุและผลทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นไปได้และไม่ได้มาอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นกับตน  แต่ไม่ว่าอย่างไหนก็ไม่ช่วยให้หาคำตอบได้แม้แต่น้อย

 

คิดสิ ทิม  คิด!   ร่างเพรียวหลับตาแน่นกดดันตัวเองจนเริ่มปวดหัว  ทันใดนั้น

 

 

 

ติ๊ก  ต่อก  ติ๊ก  ต่อก

 

ทิมหยุดความคิดทุกอย่างในฉับพลันเมื่อได้ยินเสียงบางสิ่งเคลื่อนเป็นจังหวะสม่ำเสมอและสิ่งนั้นก็อยู่ในกระเป๋าเสื้อของเขาด้วย  ทิมล้วงกระเป๋าเพื่อดูของปริศนาด้านใน  นาฬิกาเรือนสีทองเงางาม  ตรงกลางฝาเปิดที่เคยกลวงโบ๋กลับมีแผ่นเหล็กทำลวดลายเป็นตราสัญลักณ์อะไรบางอย่างปิดเข็มนาฬิกาด้านใน  ทิมฉงนที่นาฬิกาเปลี่ยนไปจากตอนแรกที่ได้เหมือนว่าเรือนนี้เป็นเรือนใหม่แกะกล่อง  ทิมกดปุ่มเปิดฝา  เข็มนาฬิกานับวินาทีเคลื่อนที่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ  ดวงตาสีน้ำทะเลเบิกกว้าง

 

นาฬิกา  กลับมาเดินแล้ว ?

 

 

 

 

 

 .................................................................................................................................................................


สวัสดีค่า เป็นอย่างไรบ้างเอ่ย  เจอกันครั้งแรกก็ลงเอยแบบนี้ซะแล้ว 555555

ช่วงนี้เราสอบปลายภาคแล้ว(มหาลัยระบบ3เทอม เปิด ปิด ไม่พร้อมเพื่อน....) และกำลังปั่นโปรเจต(ซึ่งก็อู้มาลงฟิค) อาจหายไปสัก2-3วันหรือาทิตย์นึงนะ แต่ไม่ต้องห่วง เรื่องนี้เราปั่นถึงตอนที่4แล้ว แต่จะเสียเวลาอ่านทวนคำผิดเนี้ยแหละ  รอหน่อยน้า 

ขอบคุณนักอ่านทุกท่าน และทุกคอมเม้นค่าาาาาา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #22 KiNOZE (@spy_gang) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2561 / 19:32
    ทำไมชอบทำร้ายทิมมี่จังคะเจสัน เดี๋ยวตีมือแตกเลย (-___- ชอบทิมในเรื่องนี้จังค่ะ บอกไม่ถูก แต่ชอบทิมแบบนี้ค่ะ -////-)
    #22
    1
    • 22 พฤษภาคม 2561 / 20:26
      ดีใจที่ชอบมากๆค่ะ เราก็ไม่รู้ว่าจะดึงคาแรกเตอร์ทิมมี่ได้มากแค่ไหน&#8203; อยากอ่านคอมมิกแต่ไม่มีปัญญา กลัวแต่งหลุดนิสัยเหมือนกัน แต่จะพยายามไม่ให้หลุดนะคะ >/////<
      #22-1