(Fic Gintama) My love รักวุ่นวายของเจ้าชายดาว S

ตอนที่ 48 : บทที่ 22 จุดจบและอดีตของคนที่ถูกเกลียดชัง (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,959
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    15 ก.พ. 58



 

                บันทึกพิเศษ : อุซางิ

 

                เลือด...สีแดงฉานไหลอาบทั่วผืนแผ่นดินอันแห้งแล้งเนื่องจากฝนไม่หยดลงพื้นเป็นเวลาหลายเดือน ราวกับต้องการลงโทษเหล่านักรบขับไล่และชาวสวรรค์ที่ต่อสู้กันโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

                ดาบ...ที่ทุกคนยกย่องสรรเสริญว่าเป็นเสมือนเครื่องแสดงถึงความแข็งแกร่งและศักดิ์ศรีของซามูไรได้คร่าชีวิตคนที่ยืนอยู่ต่อหน้าข้าคนแล้วคนเล่า

                ความเจ็บปวด...เพราะบาดแผลจากการสู้รบทำให้ผู้คน ณ ที่นั้นร่ำร้องระงม ทว่าบาดแผลภายนอกรึจะสู้แผลภายในจิตใจ มันเป็นแผลลึกเกินเยียวยา

                ร่างไร้วิญญาณ...ถูกนำไปนอนกองกันราวกับผักปลาไร้ประโยชน์ ประหลาดนักที่ข้าเห็นศพเหล่านั้นกองกันสูงเท่าภูเขาย่อมๆลูกหนึ่ง

และหนึ่งในนั้น...คือบิดามารดาของข้า

เปลวไฟ...ลุกท่วมกองซากศพและแผ่นดินที่ข้ายืนอยู่ สิ่งที่ข้าทำได้ในตอนนั้นมีเพียงยืนมองร่างของคนในครอบครัวของข้าถูกเผาผานเป็นเถ้าถ่านไปกับกองเพลิง แม้แต่เสียงร้องไห้ยังไม่สามารถหลุดออกมาจากปากข้าได้ด้วยซ้ำ

ข้าไม่เข้าใจ ทำไม? ทำไมต้องเกิดเรื่องอย่างนั้นกับข้าด้วย ทั้งๆที่ข้าและครอบครัวของข้าเป็นแค่ชาวนาธรรมดา ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับสงครามขับไล่ พวกเราอยู่ที่หมู่บ้านอันแสนสงบสุขซึ่งตั้งอยู่สุดเขตเอโดะ ไม่เคยคิดเลยว่าพวกชาวสวรรค์กับนักรบขับไล่จะเข้ามาทำสงครามโดยยึดเอาหมู่บ้านเราเป็นสนามรบ ด้วยเหตุนี้ถึงทำให้คนในหมู่บ้านของข้าโดนลูกหลงจึงล่มตายโดยไม่มีใครรับผิดชอบ เพราะเหตุนี้ถึงให้ชะตาชีวิตของข้าต้องเปลี่ยนไป แม้จะอยากกลับไปใช้ชีวิตสงบๆเหมือนตอนยังเด็กที่แทบจะจำความรู้สึกนั้นไม่ได้แล้ว ข้าก็ไม่สามารถทำได้

ความทรงจำในครั้งนั้นคอยหลอกหลอนทุกครั้งในความฝัน ชัดเจนอย่างกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

ภายหลังสงครามจบลง ข้าเหลือตัวคนเดียวเที่ยวเร่ร่อนไปทั่วเอโดะ อาศัยการขโมยเพื่อประทังชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งข้าถูกพวกค้ามนุษย์จับตัวไป พวกนั้นตั้งใจจะขายข้าให้ชาวสวรรค์ที่สนใจค้นคว้าทดลองมนุษย์โลกอย่างพวกเรา ข้าพยายามดิ้นรนต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดเพราะไม่ต้องการเป็นหนูทดลองหรือทาสของคนไม่มีหัวใจอย่างพวกมัน ข้าหยิบมีดปลอกผลไม้ที่ซ่อนไว้แทงเข้าที่ท้องของผู้ชายคนหนึ่งจนมิดด้าม มืออาบไปด้วยเลือดสกปรกของชายคนนั้น ตัวของข้าสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวจับหัวใจ นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าพลั้งมือฆ่าคนตาย

                ถึงกระนั้นก็ยังหนีจากที่นั้นไม่ได้ พอตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าโลกที่ข้าเคยอยู่ไม่มีอีกแล้ว พวกนั้นวางยาสลบข้าก่อนจะส่งข้ามาเป็นทาสที่ดาวยาโตะ ดาวของนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวาล แม้จะพยายามหนีหลายครั้งก็หนีมาจากดาวแห่งนั้นไม่ได้ ที่นี่เป็นคุกชั้นดีของมนุษย์ที่แสนอ่อนแออย่างเรา ข้าไม่คิดถอดใจง่ายๆ ยังหาหนทางหนีไปจากที่นี่ทุกครั้งที่ตื่นนอนหรือแม้แต่ในความฝันก็ยังฝันเห็นพ่อแม่ของข้ากับบ้านที่ถูกเผาเป็นเถ้าถ่านบนโลก

                คืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด ข้าหนีออกมาจากที่นั่นได้ง่ายกว่าที่คิด เพราะฤทธิ์ยาสลบที่ผสมอยู่ในอาหารฝีมือข้านั่นเอง ต้องเก็บเงินมากพอดูกว่าจะซื้อยาสลบชนิดล้มช้างทั้งตัวมาได้ ชาวยาโตะนั้นแข็งแกร่งเกินคาด จะใช้ยาสลบธรรมดาไม่ได้

                เพื่ออยู่รอดที่ดาวยาโตะ ข้าจำเป็นต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ ข้าต้องฆ่าคนโดยไม่มีความรู้สึกสงสารมาทำให้เคว้เขอีก ต้องทิ้งความรู้สึกทุกอย่างภายในใจไปให้หมด ต้องไม่มีความรู้สึกใดๆทั้งนั้น!

                “มิกะ ไปนอนได้แล้วไป เดี๋ยวที่เหลือฉันทำเอง” เสียงที่ดังข้างหูทำให้ข้าหลุดจากภวังค์ก่อนจะหันไปสบตากับผู้หญิงที่เลยวัยกลางคนแล้วอย่างโอโทเสะ

                “ไม่เป็นไรหรอกคะท่านป้า มิกะขอล้างจานที่เหลือให้หมดกันนะคะ” ข้าแสร้งทำเป็นยิ้มแย้มอย่างที่เคย แม้ในใจจะรู้สึกง่วงจนอยากจะทำตามที่ป้าแก่บอกก็เถอะ ทั้งทามะและแคทธารีนก็เข้านอนกันหมดแล้ว เหลือแต่ข้ากับป้าแก่ที่ยังเก็บร้านอยู่

                ความจริงแล้วข้าก็สงสัยยัยป้าแก่อยู่เหมือนกัน ดูจากตาเหมือนหล่อนน่าจะรู้ว่าข้าไม่ใช่หลานสาวของตัวเองอยู่แล้วนะ แต่ทำไมถึงยอมรับข้าง่ายดายนั้น ไม่คิดอยากรู้หรือว่าทำไมข้าต้องปลอมตัวเป็นมิกะ เป็นคนแก่ที่แปลกจริงๆ

                “งั้นเธอไปปิดประตูร้านเถอะ เดี๋ยวตรงนี้ฉันจัดการเอง”

                “แต่ว่า...”

                “ไม่ต้องแต่หรอกน่า รีบๆไปเถอะจะไปได้ไปนอนสักที เห็นหาวตั้งหลายครั้งแล้วไม่ใช่เหรอ”

                “ท่านป้า...” นี่หล่อนสงสัยเห็นด้วยเหรอ หลังจากอยู่ด้วยกันมาเป็นเดือนข้าก็รู้สึกว่าป้าแก่เป็นคนดีกว่าที่คิด ชอบทำตัวเหมือนเป็นแม่อยู่เรื่อย แต่เพราะอย่างนั้นแหละถึงทำให้ข้ารู้สึกชอบผู้หญิงคนนี้ ผูกพันธ์จนเผลอคิดว่าตัวเองเป็นมิกะไปจริงๆ

                ข้าเดินไปปิดประตูตามคำสั่งของโอโทเสะ ทว่าไม่ทันปิดสนิทก็ถูกใครบางคนดันประตูไว้เสียก่อน คนคนนั้นเดินเข้ามาในร้านโดยไม่สนใจว่าร้านปิดแล้ว

                “คุณโซโกะคะ ร้านปิดแล้วนะคะ รบกวนคุณมะ...” ไม่รอให้ข้าพูดจบประโยค โอคิตะ โซโกะชักดาบออกมาจ่อคอข้า คมดาบเฉี่ยวผิวหนังนุ่มๆจนเลือดไหล แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังจ้องนัยย์ตาเย็นชาของเขา ไม่คิดจะหลบหรือเบี่ยงตัวหนี แม้ว่าข้าจะทำอย่างนั้นได้ก็ตามที

                “นี่มันเรื่องอะไรกันน่ะ” โอโทเสะเดินเข้ามายืนอยู่ข้างๆข้า

                “คำถามนั้นเป็นผมมากกว่าที่ต้องถามยัยนี่” เขามองข้าด้วยสายตาโกรธแค้น สายตาเช่นนี้เป็นสิ่งที่ข้าคุ้นชินมาเนิ่นนานนับตั้งแต่กลายเป็นนักฆ่า เป็นสิ่งที่ข้าไม่ได้อยากเป็นเลยสักนิด

                ข้าควรไม่รู้สึกอะไรกับความรู้สึกของเป้าหมายที่มีต่อตัวข้า แต่ทำไมเห็นชายตรงนั้นโกรธแค้นข้าแล้วจึงต้องรู้สึกเจ็บด้วย พยายามย้ำกับตัวเองว่าอย่าใส่ใจ อย่าสนใจเขาโดยเด็ดขาด

                “มิกะ ไม่สิ! อุซางิตั้งใจจะฆ่ายัยหมวย แล้วจะให้ผมอยู่เฉยๆได้งั้นเหรอ ถ้าผู้หญิงคนนี้ไม่มายุ่งกับยัยนั่นผมคงไม่ลงมือฆ่าหล่อนด้วยตัวเองหรอก” โอคิตะหันไปมองโอโทเสะแต่ไม่ยอมละดาบไปจากข้า “คุณเองก็เหมือนกันคุณโอโทเสะ คุณรู้อยู่แล้วว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่มิกะแต่ทำไมยังยอมรับกับทุกคนว่าใช่ ทำไมต้องให้ความร่วมมือกับฆาตกรอย่างยัยนี่ด้วย”

                ไม่เคยมีครั้งไหนที่เจ็บปวดเพราะการถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกรอย่างวันนี้เลย

                “ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าผู้หญิงคนนี้จะเป็นคนดีหรือว่าเป็นนักฆ่า ขนาดแมวขโมยไร้ที่อยู่ฉันยังให้ข้าวให้น้ำอยู่ทุกวัน หรือแม้แต่ปีศาจสีขาวที่เขาว่าอัตรายนักหนายังอยู่ที่นี่ได้ นับประสาอะไรกับนักฆ่าตัวเล็กๆคนนึง ให้อยู่ที่นี่จะเปลืองข้าวเปลืองน้ำซักเท่าไรกัน” ข้าหันไปมองโอโทเสะซึ่งพูดประโยคนั้นออกมาคล้ายไม่ใส่ใจกับความหมายของมัน ยายแก่คนนี้เป็นคนดีเกินไปจริงๆ หากอยู่ที่นี่ต่อไปรังแต่จะสร้างปัญหาให้พวกเขา

                ที่นี่ไม่ใช่ที่อยู่สำหรับข้า...ไม่มีที่ไหนที่คนอย่างข้าควรอยู่

                “ปล่อยเด็กคนนี้ไปเถอะโอคิตะคุง ถึงฆ่าไปก็ไม่เห็นได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา คนฉลาดๆอย่างนายคงรู้ดีใช่มั้ย”

                เขาลดดาบลงแล้วหันหลังกลับเตรียมเดินออกไปจากที่นี่ “ไม่ฆ่าไม่ได้หมายความว่าผมทำตามที่คุณพูด แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่มีค่าพอที่จะตายด้วยดาบของผม” เพราะเหตุใดจึงรู้สึกร้อนๆที่ขอบตาเหมือนน้ำตาจะไหล น้ำตาที่ไม่เคยไหลจากตาข้านับสิบปีไหลออกมาง่ายดายเพียงได้ยินคำพูดเย็นชาของเขา

                “วันนี้ฉันอาจปล่อยเธอไป แต่ถ้าวันไหนเธอโผล่มาให้ฉันเห็นหน้าอีก...อย่าหาว่าฉันโหดร้ายล่ะกัน”

                เขาเดินจากไปแล้ว ทิ้งความรู้สึกผิดไว้ในใจของข้า รู้สึกผิดต่อเขาเพราะหลอกลวงเขาโดยใช้หน้าตาที่บังเอิญเหมือนกับพี่สาวของเขา รู้ผิดกับทุกคนที่นี่ ทั้งคุณฮิจิคาตะ คุณคอนโด้ ป้าแก่โอโทเสะ ข้าทำให้ทุกคนที่นี่เดือดร้อน และที่สำคัญรู้สึกผิดกับคางุระจังมากที่สุด

                เป็นครั้งแรกที่ข้าทำเรื่องนอกเหนือแผนการ ข้ายอมรับว่าตลอดระยะเวลาที่ข้าอยู่ที่นี่ข้ารู้สึกหวั่นไหว จิตใจของข้ามันสั่นคลอน รู้อีกทีก็พบว่าตัวเองหลงรักโอคิตะเข้าซะแล้ว อิจฉาคางุระจังทุกครั้งที่หล่อนทำตัวสนิทสนมกับเขา เขาสนิทกับหล่อนจริงๆไม่ใช่การเสแสร้งอย่างที่เขาทำกับข้า ดูก็รู้ว่าเขาฝืนใจเพื่อจะสืบความลับจากข้าก็เท่านั้น เพราะอย่างนั้นถึงอยากกำจัดคางุระจังให้หายออกไปจากชีวิตของเขาซะ เผื่อว่าบางที...ข้าจะได้เข้าไปอยู่ในหัวใจของเขาแทนที่หล่อน

                แต่ก็ทำไม่ได้ ในใจเขายังมีแต่คางุระคนเดียว ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนนั้นแข็งแกร่งจนไม่มีที่ว่างให้ข้าเข้าไปแทรกได้เลย

ฉันน่ะ...” ข้าเอ่ยขึ้นมาหลังจากเงียบอยู่นาน “ฉันน่ะ...อิจฉาท่านมิตสึบะจริงๆนะคะ เป็นคนที่วิเศษมากเลย ใครๆก็ตกหลุมรักเธอด้วยกันทั้งนั้น  ไม่ว่าจะเป็นคุณโอคิตะหรือคุณฮิจิคาตะ  ทั้งๆที่ฉันมีใบหน้าที่เหมือนกับท่านมิตสึบะแท้ๆ แต่กลับเป็นที่เกลียดชังของพวกเขา อยากได้...อยากได้รับความรักแบบนั้นบ้าง แม้แค่เศษเสี้ยวก็ยังดี” ถึงจะพูดให้โอโทเสะฟังก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาอยู่ดี ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงอะไรได้

“แต่ทั้งหมดเป็นเพราะฉันทำตัวเองทั้งหมด ที่ทุกคนเกลียดฉันมันก็สมควรแล้ว”

“ฉันเคยบอกเธอแล้วใช่มั้ยว่าอย่าไปยุ่งกับโอคิตะ แต่เธอก็ยังไม่เชื่อฉัน” โอโทเสะพูดขณะที่ยังล้างจานอยู่ หล่อนไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองข้าสักนิด

“ข้าขอบคุณท่านมากนะ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา ข้าจะคิดถึงทุกคนที่นี่เสมอ ตลอดเวลาที่ข้าอยู่กับทุกคนที่นี่ข้ามีความสุขมาก”

“ถ้ามีความสุขทำไมต้องไปด้วยล่ะ” โอโทเสะหันมามองหน้าข้าที่จ้องหล่อนด้วยความแปลกใจ ทำไมถึงรู้ว่าข้าจะไป ข้ายังไม่ได้พูดว่าจะไปเลยด้วยซ้ำ “ฉันไม่ว่าอะไรหรอกนะถ้าเธออยากอยู่ที่นี่ต่อล่ะก็ แค่ต้องทำงานแบบไม่มีเงินเดือนให้เท่านั้นเอง”

“ขอโทษนะ แต่ว่าข้าต้องไปแล้ว” พูดแค่นั้นข้าก็เดินออกจากร้านมา รู้สึกได้ว่าโอโทเสะมองตามหลังข้าไปจนลับตา

ท้องฟ้ายังดำมืด มีเพียงแสงระยิบระยับจากดวงดาวบนฟากฟ้าที่ยังส่องแสงอยู่ สองเท้าก้าวเดินไปยังจุดนัดหมายที่อยู่ไม่ไกลเท่าไรนัก สะพานข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่งนึงของเอโดะคือที่ที่ข้าต้องไปพบคนคนนั้น คนที่ทำให้ข้ามชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้และทำให้ข้าเป็นนักฆ่าที่ไร้ความรู้สึก

ร่างสูงที่คุ้นตายืนอยู่กลางสะพานตามลำพังขณะที่ในมือกางร่มสีส้มแดงสีเดียวกับเส้นผมยาวๆซึ่งถูกรวบเป็นเปีย ชายคนนั้นเหม่อมองไปยังแม่น้ำเบื้องล่างราวกับว่ามีสิ่งน่าสนใจจนไม่อาจละสายตาจากมันไปได้ ทั้งที่มันไม่มีอะไรเลยนอกจากน้ำเท่านั้น ทุกครั้งที่เจอชายคนนี้มักจะเห็นรอยยิ้มประดับอยู่บนริมฝีปากบางเสมอ รอยยิ้มของเขาไม่ออกมาจากใจจริง หากแต่เป็นยิ้มอาบยาพิษต่างหาก

“มาช้าจังเลยนะ ^^ ซาจัง”

“ขออภัยเจ้าค่ะท่านคามุอิ”

“ไม่เอาๆ อย่าเรียกฉันอย่างนั้นสิ บอกตั้งกี่ครั้งแล้วว่าให้ทำตัวตามสบาย ไม่เคยจำสักทีสินะ” เขาเดินเข้ามาใกล้จนแผ่นหลังของข้าแทบจนแนบชิดกับแผงอกของเขา ลมหายใจร้อนๆปะทะใบหูของข้าอย่างแผ่วเบา แต่ก็เพียงพอให้หัวใจเต้นระรัว

เต้นแรงด้วยความหวาดกลัวต่อคนคนนี้

“เธอทำผิด รู้ตัวใช่มั้ย ^^” ข้ากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากก่อนจะพยักหน้ารับ

“ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าแต่เพียงผู้เดียว ขอท่านคามุอิโปรดอภัยให้ข้าสักครั้งเถอะเจ้าค่ะ ให้โอกาสข้าได้แก้ตัวสักครั้ง รับรองว่าจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวังเป็นครั้งที่สองแน่นอน”

“เสียดายจัง ฉันคงทำอย่างที่เธอขอไม่ได้หรอก เคยบอกแล้วใช่มั้ยว่าถ้าทำงานไม่สำเร็จจะเกิดอะไร เฮ้อ! ฉันไม่อยากทำอย่างนี้เลย แต่เธอบังคับให้ฉันทำเองแท้ๆ”

ได้ยินอย่างนี้ข้าก็เดาชะตาชีวิตที่เหลือของตัวเองออกแล้ว วันนี้ข้าคง...ต้องตายเพราะน้ำมือชายคนนี้แน่ๆ ต่อให้พยายามทำใจให้สงบแค่ไหนก็ไม่สามารถทำได้เลย ทั้งที่รู้ว่ามันต้องเป็นอย่างนี้แล้วก็เถอะ ธรรมชาติของมนุษย์ย่อมรักตัวกลัวตายกันทั้งนั้น

“ขอโทษนะ...” คามุอิกระซิบริมใบหู “แต่ช่วยตายสักทีเถอะ” มือใหญ่ที่แสนแข็งแกร่งทะลุผ่านร่างของข้าโดยไม่ทันตั้งตัว ก่อนเขาจะขยับออกไปยืนมองข้าอยู่ห่างๆ

ความเจ็บปวดโจ่มจู่ที่ท้องจนเริ่มชา ไร้ความรู้สึก เลือดสีแดงสดไหลอาบทั่วบริเวณท้อง ร่างเล็กๆซวนเซถอยหลังไปหยุดอยู่ที่ราวสะพานซึ่งกั้นไว้ไม่ให้คนเดินตกลงไปในแม่น้ำเบื้องล่าง

ทว่าร่างของข้ากลับไร้เรี่ยวแรง หงายหลังตกจากสะพานนั้นตามแรงโน้มถ่วงของโลกลงสู่แม่น้ำสีดำทมิฬเพราะสะท้อนภาพท้องฟ้ายามราตรี มวลน้ำมหาศาลโอบรัดข้าไว้ ช่างหนาวเย็นเยียบไปจนถึงกระดูก ทั้งมืดมิด ไม่ว่ามองไปทางไหนก็มืดไปหมด ลมหายใจของข้าแผ่วเบาเจียนจะหมดทุกทีๆ ความตายมันหนาวและมืดอย่างนี้เองเหรอ ที่แท้มันก็เป็นเช่นนี้นี่เอง

ในเวลาที่ร่างของข้าค่อยๆดำดิ่งไปสู่ความตายอันน่าหวาดหวั่น ความทรงจำ ณ ช่วงที่ได้พบกับผู้ปลดชีวิตของข้าก็ผุดขึ้นมา

วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกหนักเหมือนทุกวันที่ผ่านมาของดาวยาโตะแห่งนี้ ตัวข้าตอนนั้นอายุสิบสี่ปียังทำงานเป็นขโมยเพื่อยังชีพ แต่โชคร้ายระหว่างขโมยของนั้นถูกนักเลงละแวกนั้นจับตัวได้ พวกมันซ้อมข้าราวกับข้าเป็นกระสอบทราย ข้าต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดจึงตัดสินใจคว้าดาบของพวกมันตอนเผลอมาฟันคอพวกมันทุกคน เลือดสกปรกของคนพวกนั้นกระเซ็นใส่หน้าของข้าตั้งแต่เมื่อไหร่ข้าก็ไม่รู้ นัยย์ตาของข้าในตอนนั้นทั้งแข็งกร้าวทั้งดุดัน น่ากลัวยิ่งนัก

ที่ข้ากลับมามีสติได้อีกครั้งเพราะเสียงปรบมือชื่นชมจากใครบางคนซึ่งแอบดูการต่อสู้ของข้าอยู่ห่างๆ พอหันไปตามเสียงนั้นไปก็พบดวงตาสีฟ้าสดใสจ้องมองข้าอยู่ก่อนแล้ว ชายคนนั้นยิ้มให้ข้าอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนเป็นเวลาหลายปี ทำให้คนเคว้งคว้างอย่างข้าคล้ายกับได้เจอคนที่สามารถพึ่งพาได้

เธอน่ะ...เก่งดีนี่ อยากจะมาเป็นพวกเดียวกับฉันมั้ยล่ะ ^^ พวกฆาตกรไงเขาพูดคำว่าฆาตกรออกมาได้เต็มปากเต็มคำโดยไร้ความรู้สึก

ในความรู้สึกข้าตอนนั้นรู้แค่เพียงว่าเขาเป็นคนที่น่าสนใจ และข้าก็เหลือตัวคนเดียว ชีวิตที่ไร้ค่านี้จะเป็นขโมยต่อไปหรือจะไปเป็นฆาตกรกับเขาก็ไม่ต่างกัน ข้าจึงไม่ลังเลที่จะติดตามเขา

ซาจัง ถ้าวันไหนเธอทำภารกิจไม่สำเร็จหรือเกิดหวั่นไหวเพราะศัตรูขึ้นมา ช่วยตายไปเถอะนะ สำหรับนักฆ่าแล้วไม่จำเป็นต้องมีความรู้สึก ไม่จำเป็นต้องมีครอบครัวหรือพวกพ้อง ถ้าเกิดความรู้สึกอยากมีสิ่งที่ฉันบอกขึ้นมาเมื่อไหร่ เธอก็ต้องตาย

เขาเอ่ยกับข้าตามลำพังในตอนที่พวกเรานั่งดื่มชาด้วยกัน ข้ารับปากเขา ข้ารับปากว่าจะทำตามนั้นและไม่เคยคิดเสียใจ แม้กระทั่งในตอนนี้ ในวินาทีของลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ของข้าซึ่งต้องจบลงเพราะเขา ข้าก็ไม่เคยคิดโกรธแค้น ทั้งหมดเป็นเพราะข้าทำผิดสัญญาที่มีต่อเขาเอง

คนไร้ค่าอย่างข้าได้มีชีวิตมาจนถึงตอนนี้ ได้เจอกับท่านคามุอิ ได้รู้จักกับโอคิตะและพวกคุณกิน สำหรับข้าถือว่าโชคดีมากเหลือเกิน


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

624 ความคิดเห็น

  1. #432 Peach_GS (@peach_jung) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2557 / 10:09
    เศร้าาาาา แต่งต่อเรวๆน้าา
    #432
    0
  2. #427 Hakuna Matata (@morgaina) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2557 / 12:24
    น่าสงสาอุซางิจัง....ตายซะแล้ววว #ขอบคุณค่าไรท์
    #427
    0
  3. #426 KuroKami (@kuronosakura) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2557 / 18:59
    หล่อยไม่ควรไปยุ่งกับคางุระจริงๆนั่นแหละ
    #426
    0
  4. #425 Aomme Aommy (@aom_pichaya) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2557 / 16:40
    เย้ๆๆๆๆมาแล้วๆๆๆไรค์แต่งซะหน้าสงสารเชียววว แต่ก้สมควรแหละ มาแต่งต่อน่าค่าาารอๆๆน่าาาาาารอโอคิตะกะคางุระจังน่าาาส
    #425
    0
  5. #424 sakusasu (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2557 / 15:17
    แต่งต่อน่าาาาาาาาาาาาาาาา ก็เห็นใจอุซางิอยู่หรอก แต่ก็สมควร
    #424
    0
  6. #386 net_269 (@net_269) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2557 / 15:23
    ง่าาาาาาาาาา อยากอ่านแล้ว
    #386
    0