{WONHYUK}When I fall in LOVE the PAIN&When U COME BACK to me

ตอนที่ 49 : COME BACK-[7]=สิ้นสุด?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,355
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    28 มี.ค. 54

อาทิตย์ต่อมา

 

                วันนี้เป็นการรวมตัวกันของทีมงานที่จะทำโปรเจคหนังสั้น การประชุมกันครั้งนี้จะเป็นการวางแผนงานล่วงหน้า เพื่อสรุปงานทั้งหมด

 

ซึ่งแน่นอนล่ะว่าสุดท้ายแล้วผู้กำกับที่ถูกคัดเลือกก็คือชเว ซีวอน

 

การประชุมในวันนี้ทุกๆฝ่ายจึงมาอยู่กับพร้อมหน้าทั้งผู้กำกับ ผู้ช่วยผู้กำกับ ฝ่ายฉาก ฝ่ายแคสติ้ง ฝ่ายเสื้อผ้า หรือแม้กระทั่ง ผู้เขียนบทอย่างฮยอคแจวันนี้ก็มาร่วมเข้าประชุมด้วยเช่นกัน

 

“เอาล่ะครับ ถ้าเกิดว่ามาครบกันหมดแล้ว ผมจะขอเริ่มการประชุมเลยนะครับ” ซีวอนซึ่งถือว่าเป็นคนที่มีบทบาทมากที่สุดได้รับเป็นประธานใหญ่ในการประชุมครั้งนี้

 

เสียงตบมือพอเป็นพิธีเมื่อผู้เขียนบทซึ่งเป็นคนที่ทำให้เกิดโปรเจคนี้ขึ้นมา ยืนขึ้นเพื่ออธิบายเกี่ยวกับบททั้งหมด

 

“สวัสดีครับ ผมลี ฮยอคแจ รับหน้าที่ในการเขียนบทครั้งนี้ ต่อไปต้องฝากตัวด้วยนะครับ” ร่างบางโค้งหัวรับเสียงปรบมือเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวคร่าวๆทั้งหมดให้ทีมงานได้รับฟัง

 

“เรื่องนี้มีชื่อเรื่องว่า บุคคลที่โง่เพราะความรักก็จะเป็นเรื่องราวหลักๆของคนสามคน ผู้ชายสองคนเป็นเพื่อนสนิทที่เติบโตมาในบ้านเด็กกำพร้าด้วยกัน แล้ววันหนึ่งก็มีผญ.อีกคนเข้ามาในชีวิตอันสงบสุขของทั้งคู่ แล้วแก่นเรื่องก็คือเมื่อทั้งสามต่างแอบรักใครอีกคนจนกลายเป็นวงกลม สุดท้ายแล้วเลยกลายเป็นวังวนที่คลายออกไม่ได้” ฮยอคแจที่ใช้ปากกาชี้ไล่ไปตามกระดาษที่แปะอยู่ที่บอร์ดซึ่งทำมาประกอบความเข้าใจของทุกคน

 

“คนแรก...เป็นตัวหลักของเรื่องเลย แพก ซันโฮ เป็นเด็กที่เติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า มีเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวก็คือโอ จุนกอล ทั้งสองเติบโตขึ้นมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก แพก ซันโฮ นั้นมีอุปนิสัยใจเย็น ร่าเริง ยิ้มง่าย แล้วก็มองโลกในแง่ดีมากๆ ชอบคิดมากกว่าพูด แต่ก็เป็นประเภทพูดน้อยต่อยหนักด้วยครับ” ฮยอคแจชี้ไปที่วงกลมที่เขียนชื่อ “แพก ซันโฮ” เอาไว้

 

“เอ่อ...ซันโฮนี่แปลว่าปะการังรึเปล่าครับ?” หนึ่งในทีมงานยกมือขึ้นถามเมื่อเห็นว่าฮยอคแจพูดจบแล้ว

 

“ครับ ซันโฮที่แปลว่าปะการัง มันมีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องครับ” ฮยอคแจยิ้มแล้วตอบคำถามนั้นก่อนจะเคลื่อนมือไปชี้ยังคนที่สอง

 

“คนต่อมาก็คือ โอ จุนกอล เป็นคนที่เติบโตมาพร้อมกับซันโฮ นิสัยใจร้อน ชอบการลุยมากกว่าการคุย รักใครรักจริง แค้นใครแค้นมาก คือเป็นคนที่ชอบพูดจาโผงผางน่ะครับ คิดยังไงก็พูดแบบนั้นเลย....” ฮยอคแจปรายตาไปมองประธานของโต๊ะเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าร่างสูงมองมาที่ตนก่อนอยู่แล้วจึงรีบเสหลบตา

 

“อ่อ...หมายความว่าถ้าเปรียบแพก ซันโฮเป็นสีน้ำเงิน โอ จุนกอลก็จะต้องเป็นสีแดงใช่มั้ยคะ?” ฝ่ายเสื้อผ้าถามขึ้น

 

“ก็...ประมาณนั้นครับ ทั้งสองคนมีความแตกต่างกันสุดขั้ว แต่ก็เป็นเพื่อนที่รักกันมาตลอด”

 

“แล้วนักแสดงอีกคนล่ะ...” ซีวอนหยั่งเชิงลองถามดูบ้าง อยากจะรู้ว่าร่างบางจะมีปฏิกริยายังไง

 

แต่ร่างบางก็ยังทำเพียงยืนนิ่งแล้วอธิบายงานต่อ โดยไม่มีอาการสะทกสะท้านใดๆทั้งสิ้น

 

ร่างสูงจึงทำได้เพียงซ่อนสีหน้าของความปวดร้าวเอาไว้ในใจเพียงเท่านั้น

 

“นักแสดงหลักคนสุดท้ายก็คือคิม ดันบี เธอเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของนายทุนผู้อุปถัมภ์สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของจุนกอลและซันโฮ และยังป่วยเป็นโรคหัวใจอีกด้วยครับ ลักษณะนิสัยของเธอก็จะเป็นเด็กผู้หญิงที่เงียบ เงียบมากๆ เธอไม่ยอมพูดกับใครเลยจนกระทั่งมาเจอทั้งสองหนุ่มที่สถานเลี้ยงเด็ก และนั่นจึงเป็นต้นกำเนิดเรื่องราวทั้งหมด” ฮยอคแจสรุปรายชื่อนักแสดงเท่านี้

 

ทีมงานจึงพากันจดลักษณะตัวละครคร่าวๆเสียก่อน

 

“เอาล่ะครับ...ถ้าเรียบร้อยกันแล้ว ผมจะขอเริ่มที่เนื้อเรื่องคร่าวๆทั้งหมดนะครับ ถ้าหากเป็นบทละเอียด ผมจะจัดเป็นชุดให้ทุกฝ่ายอีกครั้ง” ฮยอคแจเคาะโต๊ะเรียกทุกคนเบาๆ ซึ่งทุกฝ่ายก็ทำเพียงพยักหน้ารับเท่านั้น

 

“เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงโอ จุนกอลและแพก ซันโฮเด็กชายวัย 12 ปีที่วิ่งเล่นด้วยกันมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทที่รักกันมาก เรียกได้ว่าตายแทนกันได้เลยทีเดียว แต่ในความเป็นเพื่อนนั้น มันก็มีความสัมพันบางอย่างซุกซ่อนอยู่ เมื่อแพก ซันโฮได้แอบรักเพื่อนสนิทของตัวเองในส่วนที่มากเกินที่ควรจะเป็น และจุนกอลนั้นก็ไม่มีท่าทีว่าจะรับรู้ได้เลย ซันโฮจึงได้แต่เพียงเก็บงำความรู้สึกนี้ต่อไป เพราะกลัวว่าจะต้องสูญเสียจุนกอลไป” ฮยอคแจลากเส้นเพื่อนแสดงความสัมพันธ์ขึ้นมา

 

“แต่แล้ววันหนึ่งวันที่นายทุนผู้เป็นบุคคลที่อุปถัมภ์สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้มาเพื่อเยี่ยมเยียนนั้น เค้าได้พาลูกสาววัย 10 ปีมาด้วย เธอเป็นเด็กที่ไม่พูดเลย นอกจากกับคนในครอบครัวบางครั้งเท่านั้น และจุนกอลก็ได้สัมผัสกับความรักเป็นครั้งแรกตั้งแต่ได้เห็นหน้าเธอ ด้วยความที่สนิทกับเพื่อนมากจุนกอลจึงบอกความรู้สึกทั้งหมดให้ซันโฮได้รู้ ก่อนจะพยายามทำความรู้จักกับคิม ดันบี แต่เรื่องราวกลับตาลปัต เมื่อดันบีดันรู้สึกชอบซันโฮแทน มันเลยกลายเป็นความรักที่เป็นวงกลม เพราะซันโฮนั้นก็ไม่เคยมองใครนอกเสียจากจุนกอลคนเดียว” ฮยอคแจลากปากกาสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นวงล้อขึ้นมา

 

“โห...นั่นมันแย่มากๆเลยนะเนี่ย” มินกิมองแล้วยังปวดหัวแทน แล้วแบบนี้มันจะลงเอยยังไงล่ะวะเนี่ย

 

“หลังจากนั้นทุกๆปิดเทอม ดันบีก็จะมาที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและเล่นด้วยกันสามคนอยู่เสมอๆ ยิ่งทำให้ความรักที่ต่างฝ่ายต่างรู้สึกนั้นมันแนบแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้บอกให้ใครรับรู้นอกเสียงจากตนเอง แล้วเรื่องราวมันก็เกิดทางแยกเมื่อถึงเวลาขึ้นม.ปลาย ดันบีจะต้องย้ายไปเรียนที่ฝรั่งเศสกับครอบครัว เธอจึงต้องหอบเอาความรักทั้งหมดที่มีต่อซันโฮจากไปด้วย และมีเพียงจุนกอลเพียงคนเดียวเท่านั้นที่บอกว่าจะรอเธอกลับมา ในขณะที่ซันโฮซึ่งรู้ดีจากการกระทำว่าหญิงสาวนั้นมีใจให้ตัวเอง แต่เค้าก็ไม่สามารถจะตอบสนองความรู้สึกของเธอได้”

 

ทีมงานที่ยังคงฟังอย่างตั้งใจ ก้มหน้าลงขีดเขียนคล้ายนักศึกษาเลคเชอร์ เพื่อเก็บรายละเอียดให้ได้มากที่สุด

 

“ห้าปีผ่านไป จุนกอลที่ได้รับทุนไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่โซลก็ได้กลับมายังสถานเลี้ยงเด็กอีกครั้ง โดยมีซันโฮไปรอรับ ทั้งคู่ต่างพูดคุยให้ทดแทนช่วงเวลาที่ไม่ได้เจอกัน แล้วจากนั้นไม่นานดันบีเองก็กลับมาจากฝรั่งเศสเช่นกัน ทำให้จุนกอลรู้สึกมีความสุขมากขึ้น แต่เรื่องราวต่างๆมันกำลังจะเกิดขึ้น เมื่อพ่อของดันบีหรือผู้อุปถัมภ์นั้นได้เรียกตัวของซันโฮเข้าไปคุยเป็นการส่วนตัว เพื่อแจ้งข่าวเรื่องที่ดันบีเป็นโรคหัวใจ และความรักที่ดันบีรอคอยเพียงซันโฮมาตลอด อยากให้ช่วยตอบความรู้สึกนั้นด้วย ซันโฮจึงต้องยืนอยู่บนความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน และบุญคุณที่พ่อของหญิงสาวมีให้ตนมาตลอด และสุดท้ายเค้าก็เลือกที่จะตกลง ทำให้ความสัมพันธ์ของซันโฮและจุนกอล รวมถึงดันบีแปรเปลี่ยนไปตลอดกาล.....” ฮยอคแจค่อยๆเล่าทีละส่วน ก่อนจะเล่าส่วนที่เหลือทั้งหมดต่อไปจนจบ

 

“เรื่องทั้งหมดก็เป็นแบบนี้ล่ะครับ” ฮยอคแจวางปากกาลง พร้อมกับเสียงปรบมือที่ดังขึ้น

 

“คุณฮยอคแจคะ...มัน...เป็นเรื่องราวที่สวยงามมาก” ฝ่ายเสื้อผ้าคนเดิมเอ่ยขึ้น

 

“ใช่ครับ...งดงามและเจ็บปวด” ฝ่ายดูแลเรื่องฉากชมบ้าง

 

“ขอบคุณครับ” ร่างบางทำเพียงยิ้มรับเท่านั้น

 

“แล้วเราต้องจัดหาส่วนไหนบ้างล่ะ” ซีวอนเบือนหน้าหนีจากร่างบาง หันไปถามฝ่ายจัดหานักแสดง

 

“ตามที่เจ้านายสั่งมา ท่านอยากได้นักแสดงหน้าใหม่ทั้งหมด และที่ผมลองจดคร่าวๆนั้น ที่เราต้องการก็มีนักแสดงหลักสามคน ทั้งรุ่นโตและรุ่นเด็ก พ่อของดันบี รวมทั้งเราต้องเซตคนให้ดูเหมือนสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าด้วยล่ะครับ” ฝ่ายจัดหานักแสดงสรุปโดยย่อ

 

“แล้วเรื่องฉาก......” ซีวอนเลื่อนสายตาไปมองคนต่อไป

 

“เอ่อ...ก่อนอื่น ผมมีคำถามหน่อยนะครับ” ฝ่ายดูแลเรื่องโลเกชั่นหันไปถามฮยอคแจ

 

“เรื่องทั้งหมดเนี่ย เกิดขึ้นในสถานเลี้ยงเด็ก กับบริเวณรอบเท่านั้นใช่มั้ยครับ”

 

ฮยอคแจพยักหน้าเล็กน้อย

 

“แล้วสถานที่ๆว่านี่...ตอนเขียนขึ้นมา คุณฮยอคแจสื่อให้เห็นถึงที่ไหนหรอครับ”

 

ร่างบางมีสีหน้าที่เจื่อนลงเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆตอบไปว่า

 

“เกาะเชจูครับ”

 

ซีวอนหันกลับไปมองหน้าร่างบางทันที ที่นั่น...อย่างนั้นหรอ? เค้าไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเองหรือหูฝาดไปใช่มั้ย?

 

“อ่อ...ครับ ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องมองหา........”

 

“เดี๋ยวผมจะไปดูโลเกชั่นเอง” ซีวอนพูดตัดขึ้นมา ทำเอาทีมงานทั้งหมดหันมามองที่หัวโต๊ะทันที

 

“ผมอยากจะทำความเข้าใจทั้งหมดด้วยตัวเองก่อน แล้วจะเป็นการรบกวนรึเปล่าครับ ถ้าจะให้คุณฮยอคแจไปดูเรื่องสถานที่กับผมด้วย” ซีวอนเงยหน้าขึ้นสบตากับร่างบาง

 

“ทำไมผมต้องไปด้วย” ฮยอคแจผงะไปเล็กน้อย

 

“ก็...จะได้ช่วยอธิบายเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครให้ผมฟังยังไงล่ะครับ เป็นอะไรรึเปล่าครับ?” ซีวอนรู้สึกสนุกที่ได้กวนประสาทคนตรงหน้านี้

 

ทีมงานได้แต่มองไปยังซ้ายทีขวาที ระหว่างสองคนนี้ เหมือนมันจะมีอะไรแปลกๆนะ?

 

มีเพียงมินกิเท่านั้นที่ส่ายหน้าไปมา คุณหัวหน้าทำแบบนี้แล้วมันจะสำเร็จรึเปล่าเนี่ย ดูก็รู้ว่าที่ทำไปทั้งหมดน่ะ ร่างสูงกำลังต้องการจะขอโทษคุณฮยอคแจ แต่ได้ท่าทางที่มันตรงข้ามกับความรู้สึกนี่สิ คงจะสมหวังยากอยู่หรอก

 

“เอ่อ....ผมมีเวลาเพียงหนึ่งวันเท่านะครับ ไม่ชอบค้าง” ร่างบางเน้นเสียงที่พยางค์หลัง

 

“ไม่เป็นไรครับ วันเดียวก็พอมากแล้วล่ะ” ซีวอนประสานมือสรุป

 

“เอาล่ะทุกคน ไปเตรียมตัวได้เลย ฝ่ายจัดฉากรอผมไปดูโลเกชั่นก่อน แต่คงจะต้องหลังจากที่เราจัดหานักแสดงได้แล้ว ส่วนฝ่ายจัดหานักแสดงให้ประกาศรับสมัครออดิชั่น ซึ่งอย่าให้วันคัดเกิดขึ้นเกินสัปดาห์หน้า กำหนดคุณสมบัติให้ชัดเจน ว่ามาในบทใคร ฝ่ายเสื้อผ้าก็เตรียมออกแบบไว้ได้เลย หากมีข้อสงสัยก็ปรึกษาคุณฮยอคแจ นอกจากนั้นรอประชุมเพื่อสรุปเรื่องทั้งหมดอีกครั้ง ใครมีข้อสงสัยรึเปล่าครับ?” ซีวอนถาม

 

ซึ่งก็ไม่มีใครติดใจอะไร เพราะได้สรุปทุกอย่างในส่วนของตนเองไว้หมดแล้ว

 

“อืม...ถ้าเรียบร้อยแล้ว ต้องขอบคุณที่มาประชุมกันในวันนี้ สวัสดีครับ” ซีวอนลุกขึ้นก่อน ทีมงานทั้งหมดจึงทยอยกันเดินออกจากห้องไป

 

ฮยอคแจเก็บงานทั้งหมดของตัวเอง และเตรียมจะกลับบ้านบ้าง

 

“เดี๋ยวสิ.........” ซีวอนเรียกไว้ขณะที่ร่างบางเดินผ่านตัวเองไป

 

ขาเรียวชะงักเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้หันกลับมา

 

“ครับ?............”

 

“เอ่อ...พอจะมีเวลาว่างไปนั่งดื่มกาแฟกันมั้ย” ซีวอนพูดเร็วจนลิ้นจะพันกัน

 

“ไม่มีครับ ขอโทษด้วย.....” ร่างบางตอบทันทีก่อนจะเดินออกจากห้องไป

 

“ฮยอคแจ....” ร่างสูงถลาไปจับต้นแขนอีกฝ่ายเอาไว้

 

ฮยอคแจหันกลับมามองมือของร่างสูงที่จับต้นแขนตัวเองอย่างตกใจ ก่อนจะตวัดสายตาแห่งความไม่พอใจกลับคืนไป

 

ทั้งสองประสานสายตาอยู่แบบนั้นโดยที่ไม่มีใครพูดอะไรออกมา จนกระทั่งโทรศัพท์ของร่างสูงดังขึ้น จึงต้องจำปล่อยร่างบางไปอย่างเสียดาย

 

ฮยอคแจเองก็เตรียมจะเดินออกจากห้องไปแล้ว ถ้าหากไม่ได้ยินประโยคต่อมาที่ร่างสูงพูดขึ้น

 

“ครับ?! ยอนฮีเป็นลม เอ่อ รบกวนพาเธอส่งโรงพยาบาลโซลด่วนเลยนะครับแล้วผมจะรีบไป” ซีวอนตัดสายแล้วนรีบพุ่งตัวออกจากห้องไปทันที

 

ทิ้งให้ฮยอคแจได้แต่มองตามอย่างตกใจ คุณยอนฮี...เป็นลม?  เมื่อสติกลับมาครบแล้วจึงจัดการรีบโทรหาฮยองจุนทันที

 

“จุน! ไปที่โรงบาลโซลเดี๋ยวนี้เลย คุณยอนฮีไม่สบาย เจอกันที่ด้านหน้านะ” ร่างบางพูดก่อนจะรีบหอบของไปที่รถของตัวเองทันที

 

 

ซีวอนนั่งรออยู่ที่หน้าห้องตรวจด้วยอาการเป็นห่วง เอาอีกแล้วนะยอนฮี เมื่อไหร่จะยอมรับความช่วยเหลือเรื่องเงินจากเค้ากันนะ

 

ต่อไปนี้เค้าเองก็จะไม่ยอมให้เธอต้องทำงานหนักอะไรแบบนี้อีกแล้ว

 

เหมือนว่าร่างกายของร่างบางจะดีขึ้น แต่ดูนี่สิ ล้มอีกครั้งแล้ว ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ สักวันมันจะต้องหนักจนเกินจะเยียวยาแน่ๆเลย

 

ซีวอนถอนหายใจหนักๆ เมื่อนึกถึงอาการของยอนฮีเมื่อรู้ว่าเค้าจะออกความช่วยด้านการเงิน

 

จะพูดยังไงดีนะ ถึงจะยอมเข้าใจ

 

ว่าแล้วก็พาลนึกไปถึงคนที่เพิ่งได้สัมผัสเมื่อไม่ถึงครึ่งชั่วโมงที่แล้ว ร่างสูงยกมือข้างที่จับต้นแขนของฮยอคแจขึ้นมามอง

 

แววตาคู่นั้น...ที่ได้สัมผัสทำเอาเค้าแสบไปทั้งหัวใจ เมื่อได้มองอีกครั้งในวันนี้ มันไม่ใช่แววตาคู่เดิมของคนที่เคยมองเค้าในปีก่อน

 

ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว

 

เรื่องราวของเค้าและฮยอคแจ มันจะไม่มีวันเหมือนเดิมได้อีกแล้วล่ะ

 

ซีวอนหลับตาลง ปวดหัวเหลือเกินกับทุกอย่างที่แล่นเข้ามาปะทะพร้อมกันแบบนี้ เค้าไม่ชอบสถานการณ์ที่กำลังเป็นอยู่ในตอนนี้เลย

 

เมื่อก่อน เค้ามั่นใจในตัวเองระดับสูงเลยล่ะ ว่าเค้าสามารถจัดการกับทุกอย่างได้ ไม่ว่ามันจะสาหัสสากรรจ์ขนาดไหนก็ตามเถอะ แต่พอมาเจออะไรแบบนี้ ยอมรับเลย เค้าเองก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน

 

เสียงฝีเท้าที่ค่อนข้างดังและใกล้เข้ามาเรื่อยๆทำให้ซีวอนเปิดเปลือกตาลง เพราะว่าโรงพยาบาลที่เคร่งไปด้วยกฎแบบนี้ย่อมไม่ชอบใจแน่ ถ้าหากว่ามีคนส่งเสียงดังรบกวนการทำงานแบบนี้

 

แต่พอเห็นว่าสองคนที่วิ่งมานั้นเป็นใครก็ยิ่งทำให้พูดไม่ออก

 

 

 

“ยอนฮี...เธอเป็นอะไร” ฮยองจุนที่มาสมทบอย่างรีบร้อนกับฮยอคแจที่หน้าโรงพยาบาลรีบเข้ามาถามซีวอนทันที

 

ผู้กำกับหนุ่มยังคงนิ่งเงียบไปตอบอะไร ทำเพียงปรายตาไปมองร่างบางที่ยืนอยู่ข้างๆคนตรงหน้าตัวเอง ไม่เข้าใจ

 

พากันมา...เพื่ออะไร?

 

“ผมถามว่าเธอเป็นอะไร!!!” ชายหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าอ่อนโยนหมดความอดทนตรงเข้าไปกระชากคอเสื้อของซีวอน

 

“จุน...อย่า!” ฮยอคแจพยายามจะเข้ามาห้ามแต่ดูเหมือนจะเป็นการเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงเสียมากกว่า

 

ซีวอนที่มีความสูงไล่เลี่ยกับฮยองจุนยังคงเงียบและจ้องตาชายหนุ่มตรงหน้าไร้ซึ่งความกลัวใดๆ แล้วเอ่ยออกมาด้วน้ำเสียงเย็นชา

 

“มีธุระอะไรกับ...ภรรยาของผม”

 

สิ้นคำถามนั้นมือที่เกาะอยู่ที่ปกเสื้อของซีวอนก็ถูกปล่อยให้เป็นอิสระทันที ฮยองจุนถอยหลังไปหนึ่งก้าว ซึ่งเค้าเองก็ไม่รู้ว่านี่คือที่มาของคำว่า “ถอยมาตั้งหลัก” รึเปล่า

 

                ไม่ต่างจากฮยอคแจที่ได้ยินถึงกับปล่อยมือที่พยายามห้ามฮยองจุนเอาไว้ออกทันที

 

ภรรยา...สองพยางค์สั้นๆแต่เป็นคำที่มีพลังมากมายจริงๆ

 

“ไม่...ไม่....จริง...ไม่......” ฮยองจุนส่ายหน้าไปมาแสดงออกว่าไม่เชื่อ เค้ายอมรับไม่ได้ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอจะสามารถทรยศต่อความรักที่เคยมีให้กันได้

 

คำสัญญา ความทรงจำที่ผ่านมามันไม่เคยมีความหมายต่อคุณเลยใช่มั้ย ยอนฮี?

 

ซีวอนถอนหายใจหนักๆ เห็นอาการคนตรงหน้าแล้วก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจอะไรเลย เพียงแต่ทว่าวันนี้สถานภาพของพวกเค้าทั้งสี่คนมันไม่ใช่เรื่องที่จะมาแก้ไขง่ายๆอีกแล้ว

 

ในเมื่อคนเราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้ แล้วจะดึงดันต่อไปเพื่ออะไรกันอีก?

 

ฮยอคแจเห็นเพื่อนสนิทอีกคนของตนเองเป็นแบบนี้แล้วก็เกิดความรู้สึกสงสารจับใจ แต่คงไม่เท่า...ที่กำลังสงสารตัวเค้าเอง

 

ได้ยินชัดเจนหรือยัง ถ้าอย่างนั้นก็เลิกหวังอยู่ลึกๆได้แล้วนะหัวใจ เค้าประกาศซะชัดแบบนี้ อย่าหลงโง่ต่อไปอีกล่ะ

 

“บอกผมมาว่ามันไม่จริง...คุณสองคนไม่ใช่.....” ฮยองจุนรู้สึกเจ็บเกินกว่าจะพูดคำนั้นออกมาได้

 

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณ...” ซีวอนยังคงมาดนิ่งเอาไว้

 

“เกี่ยว...มากด้วย”

 

“เหรอ?...แต่ทว่าผมไม่เห็นว่ามันจะเป็นแบบนั้นนะครับ คุณวิ่งเข้ามาถามถึงอาการยอนฮี โดยที่ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณเป็นใคร ถึงแม้ว่าผมจะเคยรู้จักว่าคุณเป็นคนที่ช่วยลูกชายผมเอาไว้ครั้งเมื่อไปสวนสนุกก็ตาม” ซีวอนพูดไล่ออกมาเป็นฉากๆเพื่อไม่ให้อีกดิ้นหนีไปได้

 

เพราะเค้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างสองคนนี้กันแน่

 

“ผม...ผมเป็น....คน........” ฮยองจุนกัดฟันแน่น เมื่อคำนั้นจะหลุดออกจากปากไป

 

ฮยอคแจเองก็หันไปมองสถาปนิกหนุ่มมากความสามารถเช่นกัน เพราะอีกฝ่ายมักจะไม่พูดถึงเรื่องของตัวเองมากนัก ทำให้เค้าไม่ได้รู้เรื่องของจุนมากเท่าที่ควร

 

“เป็นคนรักเก่าของเธอ” ซีวอนต่อประโยคนั้นให้จนจบ

 

“ผมยังไม่ได้เลิกกับเธอ!

 

“แต่เธอเลิกกับคุณแล้ว” น่าแปลกทั้งๆที่เป็นคนใจร้อนอย่างขีดสุด แต่ในตอนนี้ซีวอนกลับสงบนิ่งซะยิ่งกว่าน้ำแข็งเสียอีก

 

“ผมไม่ยอมรับคำนั้นของเธอ!” ฮยองจุนบอกเสียงแข็ง

 

ซีวอนพยักหน้ารับไม่คิดจะเถียงอะไรต่อไปอีก เพราะรู้ว่ายังไงอีกฝ่ายก็ไม่มีทางยอมรับง่ายๆแน่ๆ

 

เสียงมือถือที่ดังขึ้นทำให้ซีวอนต้องรีบรับเพราะกลัวว่าจะเป็นการรบกวนทางโรงพยาบาลมากไปกว่านี้

 

“สวัสดีครับ....เอ่อ...คุณครูคิม หรอครับ” ซีวอนหมายถึงครูประจำชั้นของซอกฮยอน ซึ่งตอนนี้กำลังโทรมาเตือนว่าเหลือซอกฮยอนกับเพื่อนอีกไม่ถึงสี่คนเท่านั้นที่ยังไม่มีผู้ปกครองมารับ

 

ซีวอนยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกาหน้าเครียด จิตใจพะว้าพะวงสองทาง

 

“เอ่อ คุณครูครับผมขอรบกวนฝากซอกฮยอนไว้ให้คุณครูดูแลอีกสักครู่ได้มั้ยครับ พอดีว่ายอนฮี แม่ของแกไม่สบายจนต้องเข้าโรงพยาบาลน่ะครับ เอ่อ...ผมเลย....” ซีวอนพูดด้วยความเกรงใจ

 

แต่อีกฝ่ายก็รับปากว่าจะช่วยดูแลต่อให้

 

“ขอบคุณมากนะครับ ยังไงรบกวนคุณครูอย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับแกเลยนะครับ ผมกลัวว่าซอกฮยอนแกจะช็อก”

 

เมื่อคุยกับเสร็จเรียบร้อบแล้วซีวอนจึงหันกลับมาสนใจบุคคลร่วมวงสนทนาต่อ

 

                ”ซอกฮยอนมีอะไร?”

 

                “ถึงเวลาต้องไปรับที่โรงเรียน คุณนี่ช่างสนใจเรื่องราวในครอบครัวของผมจังเลยนะครับ” ซีวอนเหน็บ

 

                “นั่นมันเมียผม!” ฮยอนจุงสติขาดผึงจนได้

 

                “ขอโทษนะครับ ที่ผมจะทำเป็นไม่รับรู้” ร่างสูงยักไหล่ จากนั้นจึงเสเดินไป

 

                “ผมยังพูดไม่จบ!” ฮยองจุนตามไปกระชากไหล่ซีวอนให้กลับมาพูดกันให้รู้เรื่อง

 

                ซีวอนถอนหายใจหนักๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย

 

                ฮยอคแจเห็นท่าไม่ดีแบบนั้นแล้วก็อยากจะเข้ามาห้ามแต่ก็รู้ตัวดีว่าตัวเองนั้นก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก

 

                “คุณยังไม่เข้าใจอีกหรอว่าผมต้องการจะสื่ออะไร?” ซีวอนพูดช้าๆและชัดๆ

 

                “ไม่...ผมไม่อยากเข้าใจอะไรทั้งนั้น”

 

                “ถ้าอย่างนั้นผมคงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพูดหรืออธิบายอะไรอีกต่อไป เพราะถึงอย่างไร คุณก็ไม่พร้อมจะรับฟังอยู่แล้ว”

 

                ฮยองจุนสะอึกไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี

 

                จนกระทั่งอีกสักพักต่อมา คุณหมอก็เปิดประตูออกมาแจ้งเรื่องอาการ

 

                “ครับ.......” ซีวอนตรงเข้าไปหาก่อนเป็นคนแรก

 

                “คนไข้ไม่ได้เป็นอะไรมากนะครับ ไม่ต้องเป็นห่วง เธออ่อนเพลียเนื่องจากว่าร่างกายได้รับการพักผ่อนน้อยน่ะครับ แล้วอาการโรคกระเพาะเรื้อรังของเธอก็กำเริบอีก ตอนนี้หมอให้น้ำเกลือไปแล้ว ถ้าหมดขวดก็คงกลับบ้านได้ครับ”

 

                “ครับ...ขอบคุณคุณหมอมากๆเลยนะครับ” ซีวอนค้อมหัวลาเมื่อคุณหมอเดินจากไป

 

                ฮยองจุนจึงหันไปมองซีวอนอีกครั้ง

 

                เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ซีวอนหันกลับมาเช่นกัน

               

                “ถึงผมออกปากไล่ยังไงคุณก็ไม่ไปใช่มั้ย?” ซีวอนถาม

 

                “ไม่มีทาง ผมมีเรื่องจะคุยกับเธอ”

 

                “เรื่องอะไรล่ะ?” ซีวอนหยั่งเชิง

 

                “ผมจะคุยกับเธอเท่านั้น” ฮยองจุนยืนกรานเสียงแข็ง

 

                “คุณรักยอนฮีงั้นหรอ?” ซีวอนลองถาม เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อยอนฮีแต่เพื่อ...ตัวเค้าเองต่างหาก

 

                “ผมรักเธอ รักไม่เคยเปลี่ยนแปลง” ฮยองจุนตอบทันที

 

                “แล้วคนข้างๆคุณนั่นล่ะ?”

 

                “ผมกับฮยอคแจเราเป็นแค่เพื่อนกัน!” ฮยองจุนตอบแล้วก็เอี้ยวตัวไปมองหน้าฮยอคแจโดยที่ไม่ทันได้เห็นรอยยิ้มที่มุมปากของซีวอน

 

                ฮยอคแจต้องรีบเสหลบสายตาที่ซีวอนมองมา รู้สึกร้อนวูบวาบแปลกๆ

 

                สมองของผู้กำกับหนุ่มประมวลผลอย่างรวดเร็วว่าจะเอาอย่างไรต่อไป เพราะดูท่าแล้วคนตรงหน้านี้ยังไงก็ดื้อไม่น้อย และเค้าก็ได้รู้แล้วว่าระหว่างสองคนนี้ไม่ได้เป็นไปตามที่เค้าคิด

 

                แต่เค้าจะเห็นแก่ตัวรีบทำอะไรหุนหันก็ไม่ได้ ต้องคิดถึงยอนฮีอีก...จะว่าไปยอนฮีเองก็ยังคงรักนายคนนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

 

                “ผม...กับฮยอคแจจะไปรับซอกฮยอนไปรอที่บ้านก่อน ส่วนคุณ...ก็รอรับเธอกลับบ้านด้วยก็แล้วกัน” ซีวอนเอ่ยออกมาในที่สุด

 

                “เอ๋?....” ฮยอคแจถึงกับร้องออกมา จะให้เค้าไปกับซีวอนอย่างนั้นหรอ แค่คิดก็อึดอัดแล้วล่ะ

 

                แต่สำหรับฮยองจุนแล้วมันเหมือนทางสว่างเพียงสายเดียวในความมืดมิด

 

                “ขอบคุณ...คุณมาก”

 

                นั่นทำให้ร่างบางปฎิเสธไม่ลงอีกเช่นกัน

 

 

               

                ระหว่างทางจากโรงพยาบาลมาจนถึงโรงเรียนประถมแห่งนี้ ทั้งซีวอนและฮยอคแจไม่มีใครเอ่ยประโยคใดๆออกมาพูดกันเลยแม้แต่น้อย บรรยากาศมันเลยเป็นเสียยิ่งกว่าคำว่าอึดอัดเสียอีก

 

                ฮยอคแจต้องอาศัยช่วงเวลาที่อีกฝ่ายเผลอลอบมองใบหน้าหล่อนั้น ไม่ต่างกับซีวอนที่ปรายตามองอีกฝ่ายอยู่เป็นระยะๆ

 

                อยู่ใกล้กันเพียงแค่นี้ เอื้อมมือไปก็คว้าถึง แต่กลับทำอะไรไม่ได้เลย...มันช่างน่าสงสารอะไรขนาดนี้กันนะ

 

                “ปะป๊า!!!” ซอกฮยอนที่เหลืออยู่เป็นคนสุดท้ายของโรงเรียนรีบวิ่งเข้ามาหาผู้ปกครองของตัวเองด้วยความดีใจ

 

                “ไง...ไอ้เสือ.....” ซีวอนยกมือขึ้นลูบหัวเด็กชาย

 

                “ทำไมวันนี้มารับช้าจังเลยฮะ แล้วมามี๊ล่ะ...” สายตาคู่เล็กกวาดไปมา

 

                “แม่เราเค้าติดธุระ...เลยให้ปะป๊ากับ....” ซีวอนหันไปมองคนที่ยืนอยู่เยื้องๆข้างหลังของตัวเอง

 

                “นี่คือพี่ที่อยู่กับพี่ชายฮีโร่นี่นา” ซอกฮยอนร้องเพราะจำอีกฝ่ายได้

 

                “สวัสดีครับ” ฮยอคแจก้าวเข้ามาแนะนำตัวเอง

 

                “เอ่อ ...แล้ว มะมี๊....?”

 

                “เดี๋ยวพี่ชายฮีโร่ของเราเค้าจะพามาส่ง ตอนนี้แม่เราเค้าให้ปะป๊ากับพี่คนนี้พาเราไปกินข้าวก่อน...เข้าใจนะ” ซีวอนรวบรัด

 

                ซอกฮยอนจึงไม่ทำอะไรอีกนอกจากพยักหน้ารับน้อยๆ

 

 

 

                เมื่อได้มีกาสเดินเข้ามาในบ้านหลังน้อยๆนี้แล้ว ฮยอคแจเองก็รู้สึกแปลกๆอยู่เหมือนกันเมื่อได้มองภาพของซีวอน ยอนฮีและซฮกฮยอนถ่ายร่วมกันในกรอบรูปที่วางอยู่บนโต๊ะ

 

                ในภาพทุกคนดูมีความสุขกันมากๆ

 

                มือซ้ายของร่างบางยกขึ้นมาแนบที่อกข้างซายของตัวเองทันที มันเต้นแรงขึ้นกว่าปกติเพียงแค่ได้เห็นภาพนี้เท่านั้น

 

                อาการเหม่อลอยทั้งหมดของร่างบางถูกขัดขึ้นด้วยเสียงเข้มๆนั้น

 

                “ขอโทษนะ....” ซีวอนเอ่ยขึ้น แม้ว่าเค้าจะยืนอยู่ตรงนี้มาได้สักพักแล้ว แค่เห็นร่างบางยืนมองรูปของพวกเค้าอยู่ก็อยากก้าวเข้าไปอธิบาย

 

                แต่สติที่ยังพอมีเหลืออยู่ก็เตือนให้เค้าอย่าทำแบบนั้น อย่าดึงเรื่องราวทุกอย่างให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม

 

                ในเมื่อมันไม่มีทางจะเป็นเหมือนเดิมได้อีก

 

                “อืม...” ฮยอคแจสะดุ้งเล็กน้อยแล้วหันกลับไปเผชิญหน้ากับเจ้าของเสียงนั้น

 

                “มีของสดบางส่วนอยู่ในตู้เย็น รบกวนช่วยทำอาหารง่ายๆให้ชั้นกับซอกฮยอนได้มั้ย? ชั้นจะพาลูกไปอาบน้ำ” ซีวอนตอบทั้งๆที่ไม่ได้หันมามองหน้าของร่างบางด้วยซ้ำ

 

                ฮยอคแจรับคำในลำคอ รู้สึกภายในนั้นมันกำลังตีบตันร่ำว่าจะเรียกร้องเพื่ออะไรสักอย่างที่ตัวเองไม่มีสิทธิ์

 

                ซีวอนเองก็ไม่ได้ต้องการจะให้เป็นแบบนี้เลย แต่เค้าเองก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว...ทำอะไรไม่ได้เลย

 

                จังหวะที่ฮยอคแจจะเดินสวนอีกฝ่ายออกไปนั้น ร่างบางก็ตัดสินใจถามอะไรบางอย่างออกไป

 

                “นายคงจะรัก...ซอกฮยอนมากๆเลยสินะ...” ความจริงอยากจะแทนด้วยชื่อของผู้หญิงที่กำลังป่วยด้วยซ้ำ

 

                ซีวอนนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะตอบออกมา แม้จะได้ยินเสียงของฮยอคแจเดินออกไปแล้ว

 

                “เท่าหัวใจ....”

 

                ร่างบางที่แม้จะเดินออกไปแล้วก็ยังได้ยินอยู่ ทำเพียงพยักหน้าเบาๆกับอากาศแถวนั้นก่อนจะรีบก้าวเท้าเดินออกไปเร็วๆ ไม่อยากจะรับฟังอะไรอีก

 

                ด้านซีวอนที่แน่ใจว่าฮยอคแจเดินออกไปจริงๆแล้วก็ถอนหายใจออกมา แววตาเต็มไปด้วยความเสียใจ

 

                “แต่นาย...คือหัวใจของชั้น”

 

 

ที่โรงพยาบาล

 

                ฮยองจุนนั่งอยู่ข้างๆเตียงของผู้ป่วยมองยอนฮีที่ยังคงหลับพักผ่อนอยู่ สายตาคมมองไปยังขวดน้ำเกลือที่ใกล้จะหมดเต็มทีแล้ว

 

                คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน ไม่เข้าใจเลยทำไม...ทำไมต้องทำงานหนักแบบนี้ แต่พอเค้าได้มีเวลาอยู่กับเธอใกล้ๆแบบนี้

 

                ได้มองใบหน้าสวยที่ไม่ได้แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาเลย แต่มือเนียนที่เคยนุ่มยามได้สัมผัสตอนนี้มันบ่งบอกได้ดีว่าตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นเธอต้องทำงานหนักมากแค่ไหน

 

“อือ.........” หญิงสาวค่อยๆสะลึมสะลือลืมตาขึ้น ฮยองจุนผลุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที

 

“น้ำ....” เสียงหวานแต่ติดแหบพร่าเอ่ยขึ้นเบาๆ ร่างสูงจึงจัดตามที่ต้องการทันที รินน้ำที่อยู่บนโต๊ะหัวเตียงนำมาให้ร่างบางได้ดื่ม

 

ยอนฮีค่อยๆปรับสายตามองคนที่กำลังช่วยตัวเองอยู่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าไม่ใช่ซีวอน

 

“คุณ....!!” ร่างบางรีบผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงทันที

 

“ระวังหน่อยสิ...” ฮยองจุนพูดด้วยความเป็นห่วง

 

“คุณมาทำอะไรที่นี่” ยอนฮีถามเสียงแข็ง

 

“คุยกันหน่อยได้มั้ย?” ฮยองจุนถอนหายใจหนักๆแล้วถามออกมา

 

“ชั้นไม่มีอะไรจะคุยกับคุณอีก” ยอนฮีเบือนหน้าหนี

 

“แต่ผมมี มีเยอะแยะมากจนไม่รู้จะเริ่มต้นถามตรงไหนก่อนดี”

 

“ชั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตอบคำถามมากมายขนาดนั้นของคุณ”

 

“ถ้าอย่างนั้นผมจะถามข้อเดียว..............”

 

ยอนฮีถอนหายใจหนักๆ เพราะคิดว่ายังไงคนตรงหน้าก็ต้องถามคำถามเดิมๆที่ว่า “ทำไมคุณถึงทิ้งผมไป” ซึ่งยังไงเธอก็ไม่มีวันตอบได้แน่นอน

 

“ซอกฮยอน....เป็นลูกของผมใช่มั้ย?” แต่คำถามนี้สิที่ทำให้เธอถึงกับสะอึก ยอนฮีหันกลับมาสบตาอีกฝ่ายทันที

 

“คุณพูดบ้า....อะไรของคุณ...” ยากเหลือเกินที่จะบังคับเสียงไม่ให้สั่น มันยากจริงๆที่จะปิดบังอะไรต่อคนๆนี้

 

คนที่เธอไม่เคยเอาชนะได้เลย

 

“ผมนั่งคิดทบทวนดูดีๆแล้ว ผมรู้จักคุณดียิ่งกว่าใครๆ ไม่มีทางที่เด็กคนนั้นจะไม่ใช่ลูกผม คุณมีอะไรกับผม...ผมเป็นเจ้าของคุณคนเดียว”

 

ยอนฮีจิกป้าปูเตียงของทางโรงพยาบาลแน่น

 

“คุณมั่นใจได้ยังไง...ทำไมถึงมองชั้นในแง่ดีขนาดนั้น ไม่คิดว่าชั้นจะไปนอนกับคนอื่นได้แล้วเกิดท้องขึ้นมา จนต้องทิ้งคุณมั่งล่ะ?”

 

ฮยองจุนถอนหายใจหนักๆ แล้วสบสายตาอีกฝ่ายเพื่อบอกว่าเค้ากำลังเหนื่อยล้าจริงๆ กับการวิ่งตามเธอ ผู้ที่คอยวิ่งหนีเค้าไปตลอดเวลา

 

“อย่าให้ต้องถึงขั้นตรวจดีเอ็นเอเลยนะ ผมมองหน้าซอกฮยอน คุณไม่คิดบ้างเลยหรอว่าเราสองคนมีสายใยของพ่อลูกเชื่อมต่อกันอยู่ คุณจะปล่อยให้แกเป็นเด็กไร้พ่อแบบนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหน”

 

“ตอนนี้ชั้นมีคุณซีวอนแล้ว” ยอนฮีเบือนหน้าหนีจากใบหน้าที่เต็มไปด้วยความปวดร้าวของอีกฝ่าย

 

“คุณรักเค้าอย่างนั้นหรอ.....” ฮยองจุนแทบหยุดหายใจกว่าจะถามประโยคสั้นๆนี้จนจบ

 

ยอนฮีเกือบจะกลั้นน้ำตาไม่ไหวแล้วจริงๆ อยากจะจบบทสนทนานี้เร็วๆ

 

“รัก...................”

 

ฮยองจุนกำมือแน่น พยักหน้าราวกับรับรู้ทั้งที่ความจริงไม่ได้คิดแบบนั้นเลยสักนิด

 

“ถ้าอย่างนั้นผมคงไม่มีอะไรจะต้องพูดอีก....ผมจะไปบอกพยาบาลว่าคุณพร้อมจะกลับบ้านแล้ว” ฮยองจุนพูดจบก็เดินออกไปทันที

 

ยอนฮีมองตามประตูห้องที่ปิดลงแล้วก็ปล่อยให้น้ำตาร่วงหล่นลงมาทันที

 

“ชั้นรัก.......คุณ.............แต่เรารักกันไม่ได้”

 

 

 

“ว้าว! น่ากินจังเลยครับ” ซอกฮยอนรีบขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ เมื่อเห็นว่าอาหารมื้อนี้มีหน้าตาน่ากินมากแค่ไหน

 

“ถ้าอย่างนั้น ซฮกฮยอนก็ต้องทานเยอะๆนะครับ” ฮยอคแจถอดผ้ากันเปื้อนแล้วมาตักข้าวให้ทั้งสองคน

 

“ไม่ทานด้วยกันล่ะ” ซีวอนพูดเบาๆ

 

“ชั้นยังไม่หิวน่ะ...”

 

“โห ปะป๊า! พี่ชายคนนี้ทำอาหารอร่อยจังเลยครับ นี่ๆ ปะป๊าลองชิมอันนี้...” ซฮกฮยอนคีบอาหารอย่างหนึ่งขึ้นมาป้อนซีวอน

 

ซีวอนยิ้มอยู่ในใจ เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าฝีมือของร่างบางนั้นยอดเยี่ยมแค่ไหน แค่กำลังรู้สึกว่าตัวเองคิดถึงรสชาติอาหารแบบนี้จริงๆเลย

 

                สงสัยว่าตอนนี้ลิ้นของเค้าคงกลับมารู้รสสักที หลังจากที่ไม่เคยพบว่าอาหารที่ไหนอร่อยอีกเลย

 

                “กินเลอะแล้วนั่นน่ะ...” ซีวอกรีบหยิบกระดาษมาซับปากให้ลูกชายตัวน้อย

 

                ฮยอคแจนั่งมองภาพตรงหน้าแล้วก็อดยิ้มออกมาน้อยๆไม่ได้ ซีวอนคงจะรักเด็กคนนี้มากจริงๆ ไม่อย่างนั้นคนใจร้อนเอาแต่ใจตัวเอง จะมาทำอะไรแบบนี้ได้ยังไงกัน

 

                ชั้นอิจฉาเธอจริงๆ...ซอกฮยอน

 

                ซีวอนเงยหน้าเล็กน้อยก็พบว่าฮยอคแจจ้องมาที่ตนกับซอกฮยอนก่อนแล้ว แต่เมื่อสบตากับตนก็รีบหลบสายตาไป

 

                ร่างสูงเผลอยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะปรับสีหน้าราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

                มันยากจริงๆกับการต้องแกล้งทำตัวเป็นเย็นชา ทั้งๆที่เมื่อก่อนเค้าทำได้ดีกว่านี้นี่นา แต่ตอนนี้มันยากที่จะทำแบบนั้นจริงๆ

 

                ฮยอคแจตัดสินใจเลื่อนสายตาไปมองรูปตามผนังบ้านแทน เพราะไม่อยากให้ร่างสูงจับได้อีกว่าตนแอบมองอยู่

 

                บ้านหลังนี้ไม่ได้ใหญ่อะไรนัก แต่บรรยากาศมันเต็มไปด้วยความรัก นี่ล่ะมั้งสิ่งที่ซีวอนตามหามาตลอดชีวิต

 

                อาจจะเป็นคำว่า “ครอบครัวที่สมบูรณ์” ก็เป็นได้

 

                ซึ่งเค้าคงไม่มีวันทำให้คำนั้น สำเร็จได้แน่นอน เพราะเค้าเป็น “ผู้ชาย”

 

                สองคนพ่อลูกรวบช้อนเพื่อบอกอาการว่าอิ่มแล้ว ฮยอคแจจึงลุกขึ้นจะเก็บจานให้แต่ก็ถูกร่างสูงขัดเสียก่อน

 

                “ไม่เป็นไร เดี๋ยวชั้นล้างเอง พาซอกฮยอนไปทำการบ้านหน่อยเถอะ”

 

                ร่างบางจึงพากันจูงมือกับเด็กชายตัวน้อยออกไปที่ห้องนั่งเล่นด้วยกัน ปล่อยให้ซีวอนยิ่งเคว้งอยู่คนเดียวในครัว

 

                ร่างสูงเมื่อจัดการครัวเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ออกมานั่งที่เก้าอี้อีกฝั่ง นั่งมองฮยอคแจและซอกฮยอนช่วยกันทำการบ้าน

 

                ซอกฮยอนเองก็ดูมีความสุขไม่น้อยที่มีคนเข้ามาในชีวิตตัวเองแบบนี้ ก็คงจะตามประสาเด็กที่อยู่กับแม่เพียงลำพังมาตลอดนั่นล่ะ

 

                เสียงรถที่แล่นเข้ามาจอด เรียกความสนใจให้คนในบ้านไม่น้อย มีเพียงร่างสูงที่ถอนใจเงียบๆเมื่อพบว่าช่วงเวลาที่จะอยู่กับร่างบางมันหมดลงแล้ว

 

                ทุกอย่างต้องกลับสู่ความเป็นจริง

 

                “มะม๊า!” ซอกฮยอนวางดินสอแล้วรีบเดินออกไปหน้าบ้านทันที ซีวอนกับฮยอคแจจึงลุกขึ้นเดินตามไป

 

                ยอนฮียิ้มให้ลูกชายเล็กน้อย ก่อนจะเสหลบตาของซีวอนที่มองมาราวกับต้องการจะจับผิด

 

                “เอ่อ...คุณยอนฮีสวัสดีครับ” ฮยอคแจที่ทนบรรยากาศที่น่าอึดอัดนี่ไม่ไหว พูดขึ้นมา

 

                “ค่ะ ขอบคุณนะคะที่มาช่วยดูแลซอกฮยอน” หญิงสาวกล่าว

 

                “เอ่อ ครับ...ไม่เป็นไรครับ...” ฮยอคแจรีบเดินไปยืนอยู่ข้างๆฮยองจุนทันที

 

                “กลับกันเถอะ...” ฮยองจุนพูดเพียงสั้นๆ ขณะที่สายตายังไม่ละจากซอกฮยอนที่มองมาที่ตนก่อนแล้ว

 

                เด็กคนนี้....ต้องเป็นลูกของเค้า

 

                “พี่ชายฮีโร่! บ๊ายบายครับ” เด็กตัวน้อยยังคงโบกมือให้อย่างเริงร่า ทำให้เจ้าของฉายานั้นได้แต่ยิ้มรับบางๆ ก่อนจะแล่นรถออกไป

 

                ยอนฮีถอนหายใจหนักๆ ส่วนซีวอนก็ทำเพียงแตะไหล่เบาๆ เพื่อเป็นการให้กำลังใจเท่านั้น

 

                เรื่องราวมันเพิ่งจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งเท่านั้น...นี่มันเป็นเพียง

 

                ...การเริ่มต้น...





*********************************************

=[]=! อัพยาวเกือบ สามสิบหน้าเวิด โฮกกกก ไมอยากตัดตอนให้เสียอารมณ์อ่าน อิอิ.
เจอกันไปเต็มๆ เลยทีเดียว โฮะๆๆๆๆ

ทำกล่องออกมาส่วนหนึ่งแล้วนะคะ (ต้องทยอยทำ เพราะทำยากมาก)
มีรูปมาให้ดูเล็กน้อย จีนสั่งเผื่อมาประมาณสามสี่ชุดนะคะ (หนังสือ) ใครสนใจยังสั่งได้ค่ะ

 

ขนาดมีน้องมาช่วย ตั้งแต่สิบโมงถึงห้าโมง ยังได้แค่สิบหกกล่อง - -' โฮกกก ถ้าฉันต้องทำคนเดียวล่ะ?
ลืมถ่ายตอนเสร็จแล้วมา - -' บื้อมาก แต่ออกมาแล้วสวยมากค่ะ ทนทานแน่นอน 5555'
ไว้ตอนหนังสือเสร็จแล้ว จะมารวบรวมทุกอย่าง ทั้งหนังสือ กล่อง ที่คั่น โปสการ์ด นะจ๊ะ อิอิ.

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,987 ความคิดเห็น

  1. #1987 ฟาเรมี่ (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 31 มกราคม 2561 / 17:11
    เป็นอะไรที่ปวดหัวมาก 5555 มีเเค่ซอกฮยอนที่ไม่รู้เรื่องคนเดียว งื้อ
    #1,987
    0
  2. #1909 Redberrylips (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2555 / 02:06
    คือ สี่คนนี้ช่วยปากตรงกับใจได้ไหมคะ เฮ้ออออ
    #1,909
    0
  3. #1859 ae snoopy (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2555 / 17:09


    ทำไมถึงไม่พูดมันออกไปนะ
    #1,859
    0
  4. #1784 yoyo (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 4 เมษายน 2555 / 10:17
    หงุดหงิดอ่ะ ไม่เข้าใจอิช้อยมันเลยจริงจริ๊ง

    ถ้าคิดว่าทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิมไม่ได้

    แล้วแกจะพยายามเข้าใกล้ฮยอกเพื่อ?



    #1,784
    0
  5. #1742 danger poppular (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 20 มีนาคม 2555 / 22:36
     สงสารซอกฮยอน
    #1,742
    0
  6. #1650 LOVE_D2B_SJ (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2554 / 17:09
     เจ็บแทนรจริง
    #1,650
    0
  7. #1558 heart007 (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2554 / 02:42
    ทรมานจิตใจจริงๆเลย
    #1,558
    0
  8. #1432 แต้มฝัน (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 6 เมษายน 2554 / 20:32
    ปวดใจไปตามๆกัน

    ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้วเมื่อไหร่จะยอมรับความจริงกันนะ
    #1,432
    0
  9. #1431 KIMPABOWLAND (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 6 เมษายน 2554 / 17:06
    ยิ่งอ่านยิ่งบีบหัวใจ TT^TT
    ทำไมวอนถึงไม่บอกย๊อกเล่า ฮืออๆๆๆๆ
    โกรธวอนแล้ว ไม่ต้องใจอ่อนแล้วย๊อก
    ไม่ต้องไปสน อย่าได้แคร์
    อ๊ากกกกกกกกกกกกก
    #1,431
    0
  10. #1408 lovearron (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 2 เมษายน 2554 / 12:05
    อ้า~~~~แล้วมันจะลลงเอยยังไงเนี้ย ไม่เข้าใจกันซักที แล้วตกลงทำไมยอนฮีต้องเลิกกับจุนตัวอ่ะ
    #1,408
    0
  11. #1402 snowvirgin (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 1 เมษายน 2554 / 13:09
    เห้อออออออ ยอนฮีเธอจะทำให้เรื่องมันยุ่งยากมากไปกว่านี้รึเปล่าเนี่ย แต่ก็นะคนเราก็มีเหตุผลต่างกันอ่ะเนอะ แต่นึกถึงลูกบ้างก็ดีนะค่ะ เพราะเค้าก็คงอยากเจอพ่อตัวจริงบ้างแหละน่า

    แหมๆ ตาวอนพอมีสิทธิ์ก็ตักตวงใหญ่เลยน้า แต่ก็นะมีอะไรก็รีบทำเข้าเน้อ เวลาไม่รอใครนะจ๊ะ

    สงสารจุงอ่ะ แต่อย่าเพิ่งท้อนะ ไฟติ้ง

    พีเอสซึ ไรเตอร์ทำกล่องเองเลยรึค่ะ เก่งมากมายอ่า พยายามเข้าน้า ไฟติ้งคร่า ^.^
    #1,402
    0
  12. #1396 *Aphorist* (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 30 มีนาคม 2554 / 02:21
    สี่คนนี้จะฝืนความรู้สึกของตัวเองไปได้อีกนานแค่ไหนกันนะ?  เฮ่อออ  T^T
    #1,396
    0
  13. วันที่ 29 มีนาคม 2554 / 22:59
    เจ็บปวด แต่ก็สมน้ำหน้าวอนดี ฮึ่ย! ทำไว้เยอะ โดนซะมั่ง
    #1,395
    0
  14. #1394 jubjang (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 29 มีนาคม 2554 / 16:49
    เศร้าอ่ะ เมื่อไหร่จะเข้าใจกันซักที
    #1,394
    0
  15. #1393 piggy-oun (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 29 มีนาคม 2554 / 16:36
    ยิ่งใกล้เหมือนยิ่งห่างนะ
    ซีวอนทำแบบนี้ทำไม ยอนฮีอีกคน
    จะฝืนใจตัวเองไปทำไม เจ็บมั๊ยล่ะนั่น
    สงสารฮยอกแจกะฮยองจุน
    จะเป็นแบบนี้อีกนานมั๊ย ????
    #1,393
    0
  16. #1392 somjainuk (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 29 มีนาคม 2554 / 10:49
    ทรมารจิตมาก แต่ก็สนุก

    ยังไงก็จะคอยลุ้นต่อไปนะคะ
    #1,392
    0
  17. #1391 'SuJu__*Eunhyuk*__HAEEUN' (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 29 มีนาคม 2554 / 08:19
    อ่านแล้วอึดอัดง่ะ
    แบบสงสารรรรรร YY
    เหมือนยิ่งใกล้ ยิ่งไกล ยังไงไม่รุ้

    อยากให้กลับมารักกันสักที!!
    รอไรท์เตอร์มาอัพนะคะ :)
    #1,391
    0
  18. #1390 tokay (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 29 มีนาคม 2554 / 07:47
    เหมือนจะพยายามเข้าใกล้

    แต่วอนก็เหมือนจะพยายามห้ามใจตัวเองอยู่ตลอดเวลา

    ฉันไม่เข้าใจแก 2 คนเลยนะเฟ้ย วอนฮี  

    ไม่เข้าใจว่าจะทำให้เจ็บกันทำไมทั้งสอง 2 ฝ่าย ทั้งที่ก็รักกัน สงสานจุนฮยอกอ่ะ

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 29 มีนาคม 2554 / 07:47
    #1,390
    0
  19. #1389 moonoi (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 29 มีนาคม 2554 / 01:56
    แงๆๆๆ เศร้ามากอ่า

    สงสารทุกคนเลยอะ

    ทำไมถึงเป็นแบบนี้นะเนี่ย

    อึดอัดแทน เฮ้อออออ
    #1,389
    0
  20. #1388 KYUMIN SJ (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 28 มีนาคม 2554 / 23:38
    ต่างฝ่ายต่างไม่บอกกันและจะสำหวังไหมนิ

    โอ๊ยปวดหัว
    #1,388
    0
  21. #1387 UyunDH (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 28 มีนาคม 2554 / 22:26
    งงกะวอน==

    แกจะฮึดสู้ก็สู้ดิ

    แต่ทำแบบนี้ น่าเกลียดว่ะ

    เหมือนจะตัดใจ แต่ก็อยากอยู่ใกล้ฮยอก

    เกลียดแกกกกกกกกกกกกกกก!



    ไรเตอร์สู้ๆ

    ^^=V
    #1,387
    0
  22. #1385 geejajaa (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 28 มีนาคม 2554 / 19:52
    อะไรของวอน สรุปจะฮึดสู้เอาฮยอกมาเป็นของตัวเองอีกครั้งไหม



    ปวดใจจริงๆว์่นวายกันไปใหญ่แล้ว
    #1,385
    0
  23. #1384 mee (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 28 มีนาคม 2554 / 17:45
    อะไรของวอนฟร่ะเนี่ย

    เหมือนจะพยายามอยู่ใกล้ฮยอก

    อยากให้ความสัมพันธ์กลับมา แต่การกระทำกลับตรงข้าม เหมือนพยายามปฏิเสธฮยอก

    แล้วบอกว่าอะไรมันกลับมเหมือนเดิมไม่ได้ ทั้งทีตัวเองยังไม่คิดจะทำให้มันกลับมาดี

    อย่างนี้เห็นใจฮยอกอ่ะ
    #1,384
    0
  24. #1383 lovekyu (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 28 มีนาคม 2554 / 15:14
    อะไรกันนักหนาเนี่ย อีวอนแกจะมาทำเปนเย็นชาทำซากอะไร

    พออยู่คนเดียวก็มาเพ้อเจ้อคิดถึงฮยอก

    แล้วทำไมไม่อธิบายให้ฮยอกเข้าใจว่านังยอนฮีอะไรนั่นไม่ใช่เมียแก

    ขัดใจจริงๆ อยากจะเบิร์ดกระโหลกทั้งอีวอนและยอนฮีให้ได้สติซะที

    ยอนฮีก็นะ พอฮยอนจุงออกไป สะเหร่อมาร้องไห้ แกทำตัวเองนะ

    เข้าใจผิดกันไปหมด ตรูละปวดหัว TT
    #1,383
    0
  25. #1382 bastree (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 28 มีนาคม 2554 / 12:39
    ดื้อดด้วยกันทั้งคู่เลย
    ฮยอกอย่าไปสนใจมันอีกเลย วอนมันโง่
    ยอนฮีนั่นก็งี่เง่า ชักอยากจะตบขึ้นมาแล้วสิ มารจริงๆ
    #1,382
    0