{KIHAE} Acc!deNT@lly บังเอิญ โลกกลม (หรือ) พรหมลิขิต ?

ตอนที่ 109 : {Accidentally}=[END]-[จบลงด้วยดี]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 371
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    6 ต.ค. 56






                “ยอโบ...ทำอะไรแต่เช้าน่ะ....” คิบอมที่เพิ่งเดินลงมาจากห้องนอนด้านบน เดินเข้ามาสวมกอดคนรักอย่างทงเฮที่กำลังให้ความสนใจกับสิ่งที่อยู่ในแลปทอปมากกว่า

 

                “ไม่เช้าแล้วล่ะมั้งคุณชายไบรอัน มองนาฬิกาหน่อยสิ จะสิบเอ็ดโมงอยู่แล้วนะ” ทงเฮหันไปแขวะแต่ก็อดยิ้มรับเบาๆไม่ได้ เมื่อคนขี้เซาฉวยโอกาสฟัดแก้มใสๆของตัวเองไปซะฟอดใหญ่

 

                “โหย...นิดหน่อยเอง เอ้าลุก!” คิบอมสะกิดร่างบางให้ลุกขึ้นแล้วเปลี่ยนเป็นตัวเองนั่งเก้าอี้นั้นและมีทงเฮนั่งอยู่บนตักแทน มือหนาเกี่ยวเอวบางเอาไว้อย่างหวงแหน

 

                “ไม่หนักหรอ น้ำหนักชั้นขึ้นมาตั้งสามโลแน่ะ” ทงเฮพูดพร้อมชูสามนิ้วประกอบท่าทางไปด้วย

 

                “ยังไม่หนักเลย กินเยอะๆอีกหน่อยสิครับ ผอมไป” คิบอมมองปากอิ่มของอีกคนอย่างหลงใหล การที่ได้เข้านอนพร้อมกันและตื่นมาพบใบหน้าของคนที่เรารักเป็นคนแรกนั้น มันเป็นความสุขที่เกินจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้เลยล่ะ

 

                “ไม่เอาแล้ว...อืดกว่านี้เดี๋ยวใครบางคนไม่รัก” ทงเฮพูดพร้อมขยิบตาให้ร่างสูงเล็กน้อยเลยเจอคิบอมบีบจมูกรั้นๆนั่นด้วยความหมั่นเขี้ยวทันที

 

                “ง๊า...ไอ้แก้มบวม ชั้นเจ็บ!

 

                “กล้าคิดหรอว่าจะไม่รักน่ะห๊ะ” คิบอมทำตาดุ

 

                “โหย ล้อเล่นหรอกน่า” ทงเฮรีบอ้อนด้วยการเอาหัวเล็กไปถูเข้ากับไหล่หนาของอีกคนทันที

 

                “ตลอดล่ะ ไม้นี้ทุกทีเลยนะครับที่รัก ยังไงก็รักนะรู้มั้ย ต่อให้ทงเฮจะอ้วน จะผอม จะเป็นยังไงผมก็รักทงเฮอยู่ดี ขอแค่ยังเป็นทงเฮคนที่รักผมก็พอแล้วล่ะ” คิบอมลูบผมอีกคนเบาๆ

 

                “ซึ้งแต่เช้า” ทงเฮยกมือโอบรอบคออีกฝ่ายเอาไว้

 

                “ไหนว่าสิบเอ็ดโมงแล้วไง” คิบอมขำ

 

                “เช้าของนายไง รักเหมือนกันนะ” ทงเฮผละออกมากดย้ำที่ริมฝีปากหนาอีกฝ่ายหนักๆ

 

                “ช่างยั่วจริงๆ” คิบอมกัดปลายจมูกคนรักแล้วเอาจมูกโด่งๆของตัวเองไปถูเล่นแทน สร้างความจั๊กจี้ให้ร่างบางเป็นอย่างมาก

 

                “งื๊อ...ไม่เล่นๆ ยอมแล้วคร้าบ” ทงเฮยกมือยอมแพ้คนขี้แกล้ง แต่ก็โดนร่างสูงกว่าสำเร็จโทษด้วยการมอบความหวานผ่านริมฝีปากให้อีกระลอกใหญ่ เป็นการเริ่มต้นวันที่อบอวลไปด้วยความรักจริงๆ

 

                “แล้วนี่ทำอะไรอยู่ครับยอโบ ยังไม่ยอมบอกเลย” คิบอมยอมให้อีกฝ่ายหันกลับไปจ้องหน้าคอมในที่สุด แต่คางหนาก็ยังคงเลยอยู่กับไหล่เนียนจากทางด้านหลังอยู่ดี

 

                วันนี้เป็นวันหยุดของทางมหาลัย ดังนั้นทั้งเค้าและทงเฮจึงได้พักผ่อนด้วยบ้านด้วยกันสองคน เนื่องจากพ่อและแม่ของเค้านั้นต้องไปทำงานกันตามปกติ

 

                ช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกันสองคนแบบนี้มันมีความหมายจริงๆนะ แม้ว่าพ่อกับแม่ของเค้าจะเข้าใจและยอมรับทงเฮโดยดีก็ตามเถอะ แต่เวลาได้อยู่กันลำพังแบบนี้มันก็ยังสะดวกกว่าล่ะน่า ตอนนี้ทงเฮเองก็ชอบแสดงออกความรักกับเค้าแล้วซะด้วย มีความสุขสุดๆเลยล่ะ ^^’

 

          อยากกอดก็กอดได้เลย หมั่นเขี้ยวก็ลากมาจูบซะ ถ้าเป็นแต่ก่อนคงถูกถีบกระเด็นออกมาแล้ว พอตกกลางคืนนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย คงต้องขอบคุณพ่อกับแม่มากๆเลยที่สร้างห้องของเค้าเห็นห้องเก็บเสียงตั้งแต่แรก ฮ่าๆ แม้ทงเฮจะยื่นกฎอาทิตย์ละสองวันก็ตามเถอะ ทำไงได้ก็ “กฎมีไว้ให้แหก” ไม่ใช่หรอ ^O^~

 

                “กำลังอ่านอีเมลล์จากฮยอคแจน่ะ รอบนี้ส่งมายาวมากเลย นายมาก็ดีแล้วจะได้อ่านพร้อมๆกันเลย มีรูปประกอบด้วย ฮ่าๆ เพิ่งจะเปิดพอดีเลย” ทงเฮบอกแล้วเลื่อนเม้าส์เริ่มอ่านข้อความเริ่มต้น

 

 

          “สวัสดีทงเฮ! นี่ชั้น ฮยอคแจเองนะ นายเป็นยังไงบ้างไปอยู่ที่นั่นเกือบครึ่งปีแล้วนะ เวลาผ่านไปไวจังเลยเนอะ ได้โทรคุยกันแค่ไม่กี่ครั้งเอง ขอโทษนะที่ไม่ค่อยได้ติดต่อนายไปเลย ช่วงนี้ชั้นเองก็ยุ่งๆมากเลยล่ะ แต่วันนี้ชั้นว่างล่ะ ก็เลยเขียนมาบอกนายเกี่ยวกับพวกเราทุกคน พวกเราคิดถึงนายมากๆเลยนะ

          เริ่มจากตัวชั้นเองกับไอ้ซีวอนก่อนก็แล้วกัน (นายอย่าแปลกใจนะที่ชั้นยังใช้สรรพนามแบบนี้กับมันอยู่ ทำไงได้จะให้มาหวานจี๋จ๋าคงสยองพิลึกเห็นกันมาตั้งแต่เกิด) ตอนนี้ไอ้วอนมันก็เริ่มเข้าไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับระบบและสายงานต่างๆในเครือของครอบครัวมันนั่นล่ะ เพราะอีกไม่กี่ปีพ่อมันก็คงอยากจะวางมือแล้วล่ะมั้ง โชคดีที่ไอ้วอนชอบงานด้านนี้ด้วยเลยไม่มีปัญหาอะไร ชั้นว่า...มันก็ทำได้ดีอ่ะนะ (แต่ชั้นไม่มีทางชมมันต่อหน้าหรอกนะ ฮ่าฮ่า) ส่วนชั้นก็ได้ใช้วิชาที่เรียนมานั่นล่ะเข้ามาช่วยงานที่บ้าน พ่อให้ชั้นเริ่มจากการออกแบบเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ สนุกดีนะ มานั่งประจำสาขาใหญ่ในห้างพ่อไอ้วอนนั่นล่ะ พ่อบอกว่าทันทีที่ชั้นเรียนจบจะยกสาขานี้ให้คุมต่อ ส่วนพี่โซรา รายนั้นก็กำลังจะมีข่าวดีอย่างที่ชั้นเคยเล่าให้นายฟัง นายตำรวจยศใหญ่เลยนะว่าที่พี่เขยของชั้นน่ะ หล่อเหลาเอาการ แถมยังปราบพี่ชั้นซะอยู่หมัด พ่อกับแม่แทบจะถวายพี่โซราให้ทันทีเลยล่ะ ฮ่าฮ่า (อ่อ พี่โซราบอกว่าเชิญนายกับคิบอมมาร่วมงานด้วยนะ) ที่ช่วงนี้ชั้นว่างก็เพราะว่าชั้นกับไอ้วอนกำลังเตรียมตัวจะไปเที่ยวฝรั่งเศสน่ะ ชั้นอยากไปมาก ตอนแรกก็เถียงกันอ่ะนะเพราะไอ้วอนมันอยากไปสเปนมากกว่า

 

                “อะไรเล่า! ก็กูอยากไปฝรั่งเศสอ๊า! กูจะไปปารีสกับชอมปาจ์ญ กูจะไปดูไร่องุ่น” ร่างบางกระทืบเท้าอย่างขัดใจ เมื่อคนที่เป็นทั้งคนรักและเพื่อนสนิทออกความเห็นว่าอยากจะไปอีกที่มากกว่า

                “สเปนมันก็มีนะเว้ย ไร่องุ่นอ่ะ แถมสเปนยังเป็นประเทศที่ปลูกองุ่นมากที่สุดในโลกอีก มึงรู้ไรบ้างเนี่ย ไปสเปนเหอะ กูอยากไปดูเค้าถ่าย CSI” ซีวอนแสดงความต้องการอย่างชัดเจน

                “มึงก็ห่วงแต่อิซีรี่ย์เรื่องนี้อ่ะ  ติดตามมาเป็นชาติแล้วเนี่ย ไม่เบื่อซักทีวะ!” ฮยอคแจทำหน้ามุ่ย กอดอกแสดงท่าทางว่ายังไงก็จะไม่ยอมแพ้

                “มึงอยากไปชอปปิ้งก็บอกมาเหอะ ไม่ต้องเอาองุ่นมาอ้าง” ซีวอนก็ยืนประจันหน้าอีกฝ่ายเช่นกัน

                “เออ! ถ้าใช่แล้วจะทำไม” ฮยอคแจเบ้ปากที่ถูกจับได้

                “งั้นก็แยกกันไป มึงก็ไปรอที่ปารีสแล้วกัน เดี๋ยวกูไปสเปนก่อนแล้วจะตามไป” ซีวอนพยายามหาทางออก

                “จะทิ้งให้กูไปคนเดียวหรอ? เออ!! ใช่สิ! เดี๋ยวนี้กูมันไม่สำคัญแล้วนี่หว่า ทำไม?! ที่มาดริดมันมีไรดีถึงอยากไปจังเลย หรือมึงนัดใครไว้ ใช่มั้ย? อ๋อ....มิน่าล่ะ” ฮยอคแจพยักหน้าขึ้นลง

                “ไปกันใหญ่แล้วมึง อะไรของมึงเนี่ยไม่เกี่ยวกันเลยเหอะ” ซีวอนถอนหายใจแล้วจะเดินออกจากห้องนอนของตัวเองไป

                “ถ้าไม่ใช่แล้วจะเดินหนีทำไมล่ะ! มึงมีคนใหม่ใช่มั้ยล่ะ ใช่มั้ยๆ” ฮยอคแจเดินไปคว้าแขนร่างสูงเอาไว้แล้วเขย่าไปมา

                “มึงจะบ้าหรอ! กูอยู่กับมึงแทบจะ24ชั่วโมง จะให้กูไปมีใคร” ซีวอนหันกลับมามองคนตัวเล็กที่ตาเริ่มจะแดงก่ำก็รู้สึกว่าตัวเองคงจะแพ้อีกครั้งแน่ๆ

                “แล้วนี่จะไปไหน เถียงแล้วเดินหนีอ๋อเดี๋ยวนี้อ่ะ เออ ใช่ดิ กูมันเป็นของมึงแล้วนี่ ได้กูแล้วก็จะทิ้งใช่มั้ยล่ะ จะทำยังไงกะกูก็ได้งั้นดิ กูมันง่ายนี่มึงจะเอาก็มาเอา ได้กูแล้วก็ไป ไอ้เหี้ย!!” ฮยอคแจพูดไปน้ำตาไหลไป

                “พูดอะไรเนี่ย ไปเอาคำพูดแบบนี้มาจากไหนห๊ะฮยอคแจ” ซีวอนเสียงเข้มขึ้นไม่ชอบให้คนรักดูถูกตัวเองแบบนี้

                “หรือมันไม่จริงล่ะ? มึงรักคนอื่นแล้วดิ ไปเลย! กูหาใหม่ก็ได้วะ เอ๊อ!! แค่นี้เอง เฮอะ!!” ฮยอคแจยังรั้นจนซีวอนฟิวส์ขาดกับสิ่งที่ได้ยิน ถลาเข้าไปบีบแก้มอีกฝ่ายทันที

                “ว่าไงนะ?”

                “กู......” อารมณ์ดื้อเมื่อกี๊มันสลายไปอย่างรวดเร็วทันที เมื่อได้สบกับดวงตาแข็งกร้าวของคนตรงหน้านี้

                “กูถามว่าเมื่อกี๊มึงพูดว่าอะไรนะ” ซีวอนกำมือที่ว่างอีกข้างแน่น  พยายามสะกดอารมณ์โกรธเอาไว้ ไม่อยากให้พายุถล่มจนอีกฝ่ายจะต้องเจ็บตัว เพราะคงจะเป็นเค้าอีกนั่นล่ะที่จะเจ็บมากกว่า...ที่หัวใจ

                “ขอโทษ ไม่ดื้อแล้ว ขอโทษ...ไม่พูดอีก ขอโทษ เจ็บ...ไม่พูดจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจ ปล่อยก่อนนะ ไม่มีคนอื่น ไม่กล้า ไม่เลย” ฮยอคแจพูดบอกอีกฝ่ายด้วยนำสียงตะกุกตะกัก จริงอยู่ซีวอนไม่เคยลงไม้ลงมือกับเค้า แต่ไม่ใช่ว่าไม่เคยแสดงอารมณ์ว่าไม่พอใจ ยิ่งกลายเป็นคนรักกันนานเท่าไหร่ เค้ารู้สึกตัวมากขึ้นเลยว่าซีวอนไม่ได้ตามใจเค้าทุกอย่างเหมือนแต่ก่อนแล้ว คล้ายกับว่าพอเวลาผ่านไปต่างทำให้โตขึ้น ซีวอนมีสิ่งที่ต้องผิดชอบมากขึ้น ความจริงจังก็มากขึ้นด้วย

                เหมือนกับตอนนี้ซีวอนในโหมดน่ากลัวแบบนี้ ทำให้เค้าดื้อต่อไม่ออกเลยล่ะ การคบกันเค้ารู้ดีมันจะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายนึงเป็นคนที่ยอมไม่งั้นคงไปกันไม่รอด เค้ารู้ว่าซีวอนเองก็รักเค้ามากเหมือนกัน แต่ก็นะบางทีมันก็อดแสดงความเอาแต่ใจออกมาไม่ได้ ก็มันนิสัยของเค้านี่นาพยายามแก้ยังไงก็ไม่หาย

                “อย่ากล้าแม้แต่จะคิด กูเอาตายแน่” ซีวอนยังขมวดคิ้วหนาไว้เหมือนเดิม

                “ไม่กล้านะ...ไม่มีจริงๆ มีมึงคนเดียวนะ ไม่ดื้อแล้ว อย่าโกรธนะ นะๆ...รักนะ อย่าทำตาแบบนั้นสิ มึงก็รู้ว่ากูกลัว อย่าตีนะ...” ฮยอคแจพูดไปตาก็แดงขึ้นทุกที จนซีวอนโกรธต่อไม่ลงคลายมือลงในที่สุด

                “จะตีได้ไงรักขนาดนี้ ขอโทษวันนี้งานหนัก ใกล้สอบย่อยด้วย” ซีวอนลูบแก้มที่เป็นรอยมือตัวเองเบาๆ

                “อื้ม...กูดื้อ กูเอาแต่ใจ แต่อย่าไม่รักกูนะ มีมึงคนเดียวนะ...นะๆ จริงๆนะ...ซีวอนรักนะ...อย่าไม่รักนะ ยังรักอยู่ใช่มั้ย บอกหน่อยดิ หลังๆมึงไม่บอกเลย บอกหน่อยอยากฟัง...บอกดิ” ฮยอคแจโหมดงอแงกลับมาอีกครั้งพร้อมอาการดึงชายเสื้ออีกฝ่ายไว้

                ซีวอนมองตาใสๆของร่างบางแล้วก็อดยิ้มบางๆไม่ได้ ทำขนาดนี้แล้วยังไม่รู้อีกหรอว่ารักมากขนาดไหน รักจนไม่รู้จะไปรักใครอื่นได้อีกแล้ว ตอนแรกใครกันนะปฏิเสธแทบตายที่จะเป็นแฟนกัน ดูตอนนี้สิมาง้องแง้งยืนยันสิทธิ์ซะอย่างงั้น ไอ้ไก่เตี้ยเอ๊ย

                เค้าเองก็รู้สึกผิดเหมือนกันที่เวลากลับบ้านยังเอาเรื่องงานกลับมาคิดอีก แต่การคุมคนเป็นพันๆนั้นสำหรับเด็กอายุยี่สิบอย่างเค้ามันก็หนักเอาการเหมือนกันนะ หลังๆเค้าเองก็รู้ตัวว่าเริ่มดุกับฮยอคแจมากขึ้น เนื่องจากเวลาที่ได้เจอกันก็ลดน้อยลงตามหน้าที่ที่มากขึ้น จากไปมหาลัยพร้อมกันก็มีไปบ้าง แยกกันขับรถไปเองบ้าง หรือที่เคยนอนกอดกันทุกคืนกลายเป็นบ้านใครบ้านมัน หรือถึงนอนข้างกันแต่นอนคนละเวลาก็มี แล้วแบบนี้จะไม่ให้เค้าคิดมากได้ยังไง

                ซีวอนเลื่อนมือไปโอบสะโพกอีกคนให้เข้ามาใกล้ชิดกับตัวเอง ก็จะเลื่อนมือสูงขึ้นมาเป็นกลางหลังโอบกอดฮยอคแจเอาไว้แน่นๆ ซึ่งร่างบางก็รีบทำแบบเดียวกันทันที

                กลุ่มผมหอมถูกสูดดมครั้งแล้วครั้งเล่า สำหรับเค้าแล้วฮยอคแจเป็นทั้งกำลังใจ ทั้งลมหายใจ และเป็นชีวิตเลยก็ว่าได้ ไม่มีทางเป็นไปได้เลยล่ะที่เค้าจะไปรักคนอื่นอีก

                “รักมั้ย...” ฮยอคแจยังไม่ยอมแพ้

                “รักครับรัก รักมาก...มากๆเลย รักฮยอคแจ โอเคมั้ยครับ” นานๆทีจะพูดดีๆแบบนี้นะ

                “ต้องรักคนเดียวนะ ห้ามมีคนอื่นนะ” ร่างบางเงยหน้าจากอกกว้างมาต่อรอง

                “ก็ลดดีกรีความดื้อลงหน่อยนะ ช่วงนี้ไม่ได้คอยตามใจแล้ว พยายามเคลียงานเพื่อพาไปเที่ยวนี่ล่ะ อย่างอแงนักนะใจมันห่วงตลอดนั่นล่ะ ทั้งตอนเรียนหรือทำงานแล้วไม่ได้เจอไม่ได้คุย ก็คิดมากตลอดเลยว่าทำอะไร อยู่ที่ไหนกับใคร อยากจะไว้ใจนะแต่ทำไม่ได้เลย หวงมากรู้มั้ยอย่าทำให้ห่วงนักเลยนะ จะเป็นบ้าแล้ว” แม้มันจะไม่ใช่คำพูดที่หวานหยดอย่างที่คู่รักอื่นๆชอบพูดแก่กัน แต่สำหรับฮยอคแจ สิ่งที่ซีวอนพูดมาทั้งหมดมันก็มากเกินพอสำหรับเค้าแล้วล่ะ

                “ก็มันคิดถึงอ่ะ อย่าหาว่าเวอร์นะ แต่อยากเจอ อยากกอด อยากจูบ จริงๆนะ” ไม่อายแล้วตอนนี้ อยากบอกออกไปตามที่รู้สึก ไม่อยากให้ต้องทะเลาะกัน เค้าปวดใจทุกครั้งเลยล่ะที่เห็นซีวอนหันหลังให้ ทางที่ดีที่สุดก็คงจะเป็นการพูดตรงๆแบบนี้เท่านั้น

                “แต่ก็ทำไม่ได้ มึงไม่มีเวลาให้เพราะทั้งเรียนหนักและต้องศึกษางานอีกเยอะก็เข้าใจ ไม่ได้อยากงี่เง่า แต่มันก็น้อยใจนะ เหงามากๆเลย ได้แต่นั่งมองรูปมึงอ่ะ คิดไปเรื่อยเลยว่ามึงจะอยู่กับใคร คนที่มาอยู่รอบๆตัวมึงก็สวยๆทั้งนั้นเลย กูกลัวมึงหวั่นไหว ดูหน้าอกหน้าใจผู้หญิงพวกนั้นดิ ยังกะนางเอกหนังไรเทือกนั้น กูจะไปสู้อะไรได้อ่ะ นมก็ไม่มี ตูดก็ไม่มี แถมมึงก็ได้กูแล้ว กูกลัวมึงเบื่อ” ฮยอคแจพูดงุ้งงิ้งเหมือนเด็ก

                “พูดแบบนี้อีกแล้ว...” ซีวอนเบะปากแล้วจัดการถอดเสื้อยืดเนื้อดีของฮยอคแจออกอย่างง่ายดาย

                “เฮ้ย มึงทำบ้าอะไรน่ะ” ฮยอคแจร้องอย่างตกใจกับการกระทำของอีกคน แล้วตกใจยิ่งกว่า เมื่อกางเกงวอร์มผูกเอวของตัวเองถูกกระตุกลงไปอยู่ที่พื้นพร้อมบ็อกเซอตัวเองแล้ว ดังนั้นร่างบางจึงเหลือเพียงชั้นในสีขาวตัวบางเท่านั้น

                สายตาซีวอนที่มองมาอย่างร้อนรุ่มนั้นทำเอาฮยอคแจต้องหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงฉ่าทันทีมือขาวจนเกือบซีดนั้นไม่รู้จะยกปิดส่วนไหนของตัวเองดี

                “เมียกูเป็นแบบนี้ล่ะดีแล้ว กูเลือกเองได้ และเลือกแล้วว่าเป็นมึง ไม่ได้เกี่ยวว่ามึงมีหรือไม่มีอะไร กูรักมึงจำไว้แค่นี้พอ เออใช่กูได้มึงแล้ว แต่กูก็ไม่ได้นอนกะใครนอกจากมึงจำไว้ด้วย แล้วอย่าให้กูรู้ว่ามึงไปอยู่ในสภาพนี้ต่อหน้าใครที่ไม่ใช่กู มึงเจ็บตัวแน่” ซีวอนจ้องหน้าคาดโทษ

                “ก็ไหนว่ารักกูจนไม่กล้าตีกูไง” ฮยอคแจบ่นอุบ

                “คนละเรื่องเลย กูทำมากกว่าตีแน่ถ้ามึงกล้าอ่ะ อย่าลองของด้วยการเอาเรื่องแบบนี้ขึ้นมาประชดเป็นครั้งที่สองด้วย ถ้าไม่อยากเห็นกูเป็นบ้า”

                “ไม่อยากๆ อย่านะ” ฮยอคแจรีบรับคำ ไม่อยากดื้ออีก

                “ก็เริ่มเตรียมของ วางแผนที่ๆอยากไปเลยแล้วกัน ฝรั่งเศสน่ะ” ซีวอนพูดหลังจากสวมชุดให้อีกฝ่ายแล้ว

                “หมายความว่า...” ฮยอคแจกลับมาร่าเริงได้อีกครั้ง

                “ก็จะไปไม่ใช่หรอปารีสน่ะ ยอมเพราะรักหรอกนะ” ซีวอนยิ้มด้วยรอยยิ้มเดิมที่ฮยอคแจหลงรักเป็นที่สุด

                “รักมึงที่สุดเล๊ย! ซีวอน!!” ฮยอคแจโผเข้ากอดร่างสูงเอาไว้แนบแน่น

                ซีวอนได้แต่ส่ายหัวไปมาแต่ก็ตอบรับกอดนั้นด้วยความอบอุ่นเช่นเดียวกัน

                ก็แน่ล่ะนะ ... เค้าเกิดมาเพื่อยอมไอ้ไก่เตี้ยตัวนี้จริงๆ ลี ฮยอคแจของชเว ซีวอน

 

 

                “สองคนนี้นี่ไม่เปลี่ยนเลยน้า เฮ้อ...” ทงเฮส่ายหน้าเบาๆ

                “ฮ่าๆ เอาเถอะ ผมว่าเค้ายังมีเวลาปรับตัวเข้าหากันอีกเยอะ” คิบอมยิ้มแล้วเอื้อมมือไปกดนวดบริเวณหว่างคิ้วของร่างบางเนื่องจากเจ้าตัวผูกจนจะเป็นปมอยู่แล้ว จากนั้นทงเฮจึงเลื่อนเม้าส์เพื่อไปอ่านข้อความที่เหลือต่อ

 

 

          ...สำหรับเพื่อนของนายและคิบอมคนแรกเลยนะ ซองมินกับคยูฮยอนน่ะ ชั้นเองก็ได้ติดต่อสองคนนี้บ้างเหมือนกัน ล่าสุดเห็นว่าซองมินเลิกทำงานร้านดอกไม้นั่นแล้วล่ะ และไปช่วยงานที่โรงเรียนศิลปะที่แม่ของคยูฮยอนเปิดอยู่ ทำเกี่ยวกับคอยจัดตารางเวลาเรียนและต้อนรับเวลามีคนมาสมัครเรียน เห็นว่าบางครั้งในคลาสจัดดอกไม้ซองมินก็จะเข้าไปช่วยดูด้วยนะธรุกิจครอบครัวจริงๆ ฮ่าๆ โชคดีไปที่คยูฮยอนเองก็ได้เจอกับพ่อของซองมินแล้วก็ไม่มีปัญหา ส่วนคยูฮยอนรายนี้ก็เก่งจริงๆชนะได้เหรียญทองโอลิมปิคอีกครั้งสุดท้ายชีวิตม.ปลายเลยล่ะ จนทางสมาคมยืนทุนให้ไปเรียนต่อมหาลัยเคมบริทแต่ก็ตามคาดนั่นล่ะที่เจ้าตัวจะปฏิเสธ และเลือกเรียนต่อที่มหาลัยโคเรียด้วยคะแนนสอบเข้าอันดับหนึ่งแทน

 

 

                “ชั้นว่าเพื่ออนาคต นายควรจะเลือกรับทุนนั่นนะคยูกี้” ซองมินทำหน้ากังวล ตอนนี้ได้เวลาปิดของโรงเรียนพอดีและคุณแม่ของคยูฮยอนนั้นก็ออกไปธุระกับคุณพ่อด้วย คยูฮยอนจึงมาช่วยเค้าเก็บของเหมือนทุกวัน

                “โหย นูน่าครับ...พูดเป็นร้อยรอบแล้วมั้งประโยคนี้น่ะ ผมยืนยันคำเดิมเป็นรอบที่101เลยก็ได้ว่าผมไม่ไปครับ ผมจะอยู่ที่นี่ ผมแน่ใจพันล้านเปอเซ็นต์” คยูฮยอนพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

                “แต่ชั้นไม่อยากขึ้นชื่อว่าเป็นตัวถ่วงอนาคตนายนะ” ซองมินยังคงไม่แน่ใจ

                “พอเลย เลิกคิดมากเถอะนอกจากจะขี้งมงายแล้วยังขี้คิดมากอีกนะคนเรา” คยูฮยอนยื่นมือมาขยี้ผมอีกฝ่าย

                “ว่าตลอดเลยนะ ไอ้เด็กติดเกมส์”

                “มันไม่สำคัญหรอกครับว่าผมจะเรียนที่ไหน ไปเรียนมหาลัยดีๆแต่ไม่มีความสุข จะมีประโยชน์อะไรล่ะครับ” คยูฮยอนพูดสบายๆ

                “แน่ใจได้ไงว่าไม่มีความสุข”

                “ก็เพราะที่นั่นไม่มีนูน่ายังไงล่ะครับ ผมถึงได้มั่นใจว่าผมไม่มีความสุขแน่ๆ หากเราต้องปล่อยมือกันอีกครั้ง แค่ครั้งนั้นครั้งเดียวก็เกินพอแล้วล่ะนะครับ ซองมิน...ผมขอล่ะ” คยูฮยอนเรียกชื่อเต็มแบบนี้ อีกคนเลยรู้ตัวว่าคนตรงหน้ากำลังจริงจังและไม่ได้ล้อเล่นแน่นอน

                ใจจริงๆลึกๆของเค้าก็ไม่ได้ต้องการให้คยูฮยอนไปหรอก แม้ปากจะบอกออกไปอย่างนั้น มันไกลมากเลยนะ คนละซีกทวีป เค้าเองก็กลัวว่าทุกๆอย่างจะเปลี่ยนไป แต่การที่อีกฝ่ายเลือกทำเพื่อเค้าขนาดนี้ มันยิ่งทำให้เค้าเชื่อแล้วล่ะว่าคยูฮยอนรักเค้ามากจริงๆ

                “ขอบใจนะ...” ซองมินส่งยิ้มหวานไปให้อีกคน

                “หืม...ขอบใจอะไรครับ”

                “ที่รักชั้นขนาดนี้ ขอบใจมาก” แค่นี้ล่ะ คยูฮยอนก็หลุดยิ้มกว้างออกมาทันที

                “โธ่...ไม่เห็นจะต้องขอบคุณเลย นูน่าก็นะ ผมสิที่ต้องขอบคุณนูน่าที่ยอมให้โอกาสผมอีกครั้ง ขอบคุณที่ให้อภัยผมเสมอ แม้ผมจะทำตัวไม่ค่อยดีก็ตาม ผมรักนูน่านะครับ และจะพยายามทำให้มันดีขึ้นไปเรื่อยๆ ให้นูน่าภูมิใจที่มีผมเป็นคนรัก รอหน่อยนะครับ ช่วยรอวันนั้นด้วย” คยูฮยอนเอื้อมมือไปจับมือนิ่มของคนรักเอาไว้

                “ถึงนายจะไม่พยายามทำแบบนั้น ชั้นก็รักนายจนไม่รู้จักรักเพิ่มยังไงแล้วล่ะคยูกี้ แค่ทุกวันชั้นได้เจอนาย คุยกับนาย ได้มีเวลาดีๆร่วมกัน ชั้นก็มีความสุขจนไม่ต้องการอะไรเพิ่มแล้ว แค่ขอให้เราเป็นแบบนี้ไปนานๆก็พอแล้วล่ะ รักนะ รักรักรักรัก รัก!!” จบประโยคซองมินก็ถูกรวบเข้าไปกอดโดยเด็กติดเกมส์แสนอัจฉริยะคนนี้ทันที ตามมาด้วยจุมพิตแสนหวาน

                “ได้ยินแล้วคร้าบนูน่าจอมงมงาย รักครับ รักมากเหมือนกัน ขอบคุณนะครับ และขอให้เราจับมือกันไว้แบบนี้ตลอดไป”

                เพราะผมเลือกแล้วว่ารักใคร ยังไงก็จะรักครับ...สุดที่รักของผม ลีซองมินของโจ คยูฮยอน

 

 

          ...มีคู่นี้แล้วจะขาดอีกคู่ก็ไม่ได้สินะ เพื่อนของคิบอมอีกคนน่ะ รายนี้ก็อัจฉริยะใช่ย่อย สมกับที่มีพ่อทำงานกระทรวงวิทยาศาสตร์จริงๆ เพราะชางมินสามารถสอบเข้ามหาลัยโซลได้ด้วยคะแนนอันดับหนึ่งเลยล่ะ ไม่รู้มันจะไปทำงานนาซ่ารึเปล่านะ ฮ่าๆ ได้ข่าวว่าเนื้อหอมน่าดู แต่ทุกคนก็คงต้องแห้วนั่นล่ะ ใครจะไปคิดว่ามันจะเลือกเด็กข้างบ้านของนายกันล่ะเนอะ ปีนี้มินโฮอยู่ม.หกแล้วนะ ได้รับเลือกเป็นประธานนักเรียนด้วยล่ะ ป็อปกว่าเดิมอีก ชางมินงี้หนวดกระตุกอยู่บ่อยๆ อาละวาดไม่เหลือมาดเลยล่ะเกิดเรื่องแต่ล่ะรอบ เจ้ามินโฮเป็นต้องแล่นมาหลบที่ชั้น ทำเอาชั้นตั้งตัวไม่ทันเลย ชางมินตามมาถล่มตลอด แต่ก็แปลกนะทะเลาะกันทุกวันแต่ชั้นก็เห็นมันก็รักกันดี เหมาะสมกันที่สุดแล้วล่ะสองคนนี้น่ะ นายว่ามั้ย? เจ้ามินโฮเพิ่งโทรมาเล่าให้ชั้นฟังเหมือนกันว่าพ่อมันได้เจอกับชางมินแล้วล่ะ หลังจากคลาดกันไปมาอยู่หลายครั้ง อย่างว่าแหละทำงานเป็นกัปตันนี่นา แต่คู่นี้ดูจะไม่ค่อยราบรื่นแฮะแม้ว่าฝ่ายแม่จะยอมรับชางมินมากก็ตามเถอะ แต่ดูทางพ่อค่อนข้างจะหวงลูกชายอยู่พอตัวเลย ยื่นคำขาดว่ามินโฮจะต้องสอบเข้ามหาลัยโซลให้ได้นั่นล่ะถึงจะยอมรับทั้งคู่ แต่ชั้นว่าดูๆแล้วพ่อเจ้ามินโฮจะต้องพอใจในตัวชางมินไม่น้อยนั่นล่ะ ไม่งั้นคงไม่ยอมให้มาติวลูกชายตัวองหรอก เข้านอกออกในบ้านประหนึ่งสมาชิกของบ้านไปแล้ว วันไหนที่จะพาแม่บินไปกะไฟลท์ด้วย ชางมินนี่เรียกได้ว่าพ่อคนที่สองของมินโฮเลย รู้สึกล่าสุดจะถูกระบุให้เป็นผู้ปกครองเวลาฉุกเฉินซะด้วยสิ พูดแล้วยังอดขำไม่ได้

 

                “มาทุกวันเนี่ย ไม่เบื่อรึไง...” มินโฮขมวดคิ้วทันทีเมื่อออกจากห้องน้ำหลังจากที่จัดการกับร่างกายตัวเองเรียบร้อยแล้วก็เจอคนที่สูงกว่านั่งอ่านหนังสืออยู่ที่เก้าอี้

                “มาหาเมีย” ชางมินตอบทั้งๆที่ยังไม่ละสายตาออกจากหนังสือเรียนของมินโฮ แต่คนฟังนี่สิร้อนฉ่าไปทั่วทั้งหน้าแล้ว

                “แล้วเจอยังล่ะ” ยังไม่วายกวนตามสไตล์

                “เจอแล้ว” ชางมินก็ยังคงตอบนิ่งๆ จนมินโฮเริ่มรู้สึกแปลกๆ

                “เจอแล้วก็กลับไปดิ นั่งทำบ้าอะไรอยู่อีกล่ะ” มินโฮเบะปากแสดงอาการไม่พอใจเช่นกัน วันนี้แม่ก็ไม่อยู่บ้านอีกแล้ว เพราะว่าเดินทางไปฮ่องกงกับพ่อของเค้า สงสัยไปชอปปิ้งตามประสานั่นล่ะ พ่อก็อีกคน ไหนว่าจะกีดกัน นี่เรียกหวงลูกแล้วหรอเนี่ย เค้าดูออกหรอกน่า ว่าพ่อชอบไอ้ไดโนเสาร์นี่ขนาดไหน แค่เอาเรื่องเรียนมาบังหน้าไม่ให้เสียฟอร์มเท่านั้นล่ะ

                “ไล่จังเลยนะ เดี๋ยวก็ปล่อยให้นอนคนเดียวเลย”

                “กลัวที่ไหน แล้วใครบอกจะนอนคนเดียว....”

                ปึ้ง!

                เสียงปิดหนังสืออย่างแรงทันทีที่มินโฮพูดจบจนเจ้าตัวต้องสะดุ้ง และเริ่มรู้สึกถึงลางร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ จนค่อยๆก้าวถอยหลังไปทางประตูอย่างรวดเร็ว

                “หยุดอยู่ตรงนั้นนั่นล่ะ จะไปไหน!” ชางมินสั่งเสียงกร้าว พร้อมกับหมุนเก้าอี้มาเผชิญหน้ากับเจ้าตัวแสบ

                “ปะ...เปล่า จะเอาผ้าขนหนูไปตาก” ต่อมแถของเค้าคงจะพิการแล้วล่ะ ไม่เคยโกหกไอ้โหดนี่ได้เลยซักครั้ง T^T

                “สงสัยเรื่องตอนนั้นจะยังไม่เข็ด...” ชางมินหรี่ตาดุมองไปยังยีราฟฟี่ของตัวเองที่ตอนนี้เริ่มขาจะสั่นแล้วล่ะ

                อาจจะเรียกว่ายิ่งกว่าสั่นก็ได้มั้ง แค่ได้ยินคำว่า “เรื่องตอนนั้น” ขนก็ลุกซู่ไปทั่วร่างแล้ว ใครว่าไม่เข็ดล่ะ โคตรเข็ดและไม่มีทางกล้าลืมด้วยซ้ำ ตอนที่เค้าอยากลองของแอบหนีเที่ยวกลางคืนครั้งแรกนั่นล่ะ พอแม่เดินทางไปกับพ่อโดยบอกว่าอาทิตย์นึงนั่นล่ะ เด็กวัยใกล้จะ18อย่างเค้ามันก็ต้องอยากลองกันบ้างทั้งผับหรือพวกแอลกอฮอลล์ แต่ขืนบอกชางมินล่ะก็ฝันเถอะว่าจะได้ไป ก็เลยบอกไปว่าจะไปติวหนังสือบ้านเพื่อน ไม่ต้องห่วง จากนั้นจึงปิดมือถือทันที ไม่ได้หนีนะ แค่ไม่อยากให้โทรตาม เห็นมั้ย? ไม่ได้หนีจริงจริ๊ง แถมเค้าก็ไม่ได้แต่งตัวมากเกินเลยนะ ก็เสื้อกล้ามเหมือนนักบาสตัวใหญ่ๆนั่นล่ะแล้วก็ขายาวทั่วไป เห็นมั้ยล่ะ ไม่มีอะไรน่าห่วง ดีที่เพื่อนเค้าซี้กะพี่ที่ร้าน พวกที่อายุเฉียดๆเลยได้รับการอนุโลม เฮเลยครับงานนี้ สุดเหวี่ยง แต่เอาจริงๆในใจลึกๆของเค้าก็กลัวอยู่นะ แต่คิดว่าคงไม่เลวร้ายอะไรมาก แต่ที่ไหนได้ พอกรอกเหล้าเข้าปากอึกแรกในชีวิตนั่นล่ะ ไอ้ไดโนเสาร์นี่ก็มายืนอยู่ตรงหน้าทั้งๆที่แก้วเหล้ายังคาปากผมด้วยซ้ำ เพื่อนสนิทผมยืนอยู่ข้างหลังผมพร้อมส่งสายตาประมาณว่า ยกโทษให้กูเถอะนะผมก็เริ่มเห็นความซวยของชีวิตแล้วล่ะครับ มันไม่ได้เข้ามาอาละวาดเหมือนทุกครั้งนะ เพียงแต่เดินมาหาผมแล้วเอาแก้วเหล้าออกจากมือ แล้วพูดสั้นๆแค่ว่า “ตามมา” ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ผมรีบเดินตามมันออกไปทันที พอถึงบ้านผม ทั้งๆที่ผมจะวิ่งขึ้นไปซ่อนบนห้องพ่อกับแม่เลยก็ได้นะ แต่โหมดเงียบของมันแบบนี้ทำผมปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้ ไอ้ไดโนเสาร์ไปนั่งอยู่ปลายเตียงพอผมจะไปนั่งใกล้ๆมันก็สั่งให้ลงไปนั่งกับพื้นห้อง เห็นโกรธอยู่หรอกนะเลยยอมน่ะ! ผมนั่งคุกเข่าลงต่อหน้ามันอย่างกล้าๆกลัวๆเลยล่ะ พอได้สบสายตาเท่านั้นจะหนีก็หนีไม่ได้แล้ว ใครว่ามันเงียบแบบนี้เรียกสะกดอารมณ์ชัดๆ

                “บอกมา...จะให้ทำยังไง” เสียงมันเข้มมากเลยล่ะ กรามนี่กัดจนเป็นสันนูนเลย โอย ผมตายแน่

                “ทะ...ทำอะไร....ไม่...ได้ทำอะไร...ผิด...” แล้วผมจะเสียงสั่นทำไมล่ะเนี่ย!

                “ไม่ผิดหรอ โกหกว่าไปติว ไม่ยอมบอกว่าที่ไหน แล้วยังมาปิดโทรศัพท์ใส่ เท่านั้นยังไม่พออายุถึงเกณฑ์แล้วรึไง! ริอาจจะไปเที่ยวที่แบบนั้นน่ะ แล้วดูแต่งตัวสิ แขนมันจะลึกไปไหนห๊ะ ที่สำคัญสุดใครสั่งใครสอนให้กินเหล้า นี่น่ะหรอที่เรียกว่าไม่ผิดชเว มินโฮ!!” มันใส่รอบเดียวหมดเลยล่ะครับ เออ ยอมก็ได้ว่าผิด!

                แต่คิดหรอว่าผมจะพูดว่าขอโทษ ไม่มีทางล่ะ ผมก็นั่งก้มหน้าอยู่แบบนั้นน่ะล่ะ รสชาติเหล้ายังไม่ทันได้รู้สึกหรอกนะ อารมณ์กลัวมันมาทดแทนจนลืมเมาเลยน่ะสิ

                “เร็ว พูดมาก่อนที่ชั้นจะหมดความอดทนนะ รู้มั้ยว่ามันยากแค่ไหนกับการข่มอารมณ์ไม่ให้พังไอ้ผับนั้นน่ะ ถ้าชั้นไม่โทรไปหาเพื่อนนายจนได้รู้เรื่องชั้นคงโดนเด็กมันหลอกเอาสินะ เห็นชั้นโง่ขนาดนั้นลยรึไงห๊ะ!!” ชางมินตวาดจนคนที่เด็กกว่าถึงกับสะดุ้งสุดตัว

                “มันก็ยังไม่เกิดอะไรนี่นา จะเอาอะไรนักหนาเล่า ก็กลับบ้านแล้วไง ดุจริงเว้ย!” สไตล์เดิมนั่นล่ะ ไม่ยอมใคร

                “นี่ยังไม่สำนึกอีกหรอว่าผิดน่ะ” ชางมินใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว

                “เออ! แล้วจะทำไม ดี! บ้าไปเลยนะ คราวหน้าจะทำอีก จะหนีอีก จะไปต่างจังหวัดเลยทีนี้ จะทิ้งโทรศัพท์ไว้บ้าน จะไปคนเดียว ไม่บอกใครด้วย ไม่ชอบให้ทำอะไรจะทำให้หมดเลย จะถอดเสื้อเดินมันให้รอบ จะกินเหล้าให้เป็นลังๆเลย คอยดู ห้ามไปเลย ไม่กลัวหรอก!!” มินโฮลุกขึ้นยืนกระทืบเท้าตะโกนใส่ชางมินด้วยความน้อยใจ และก็เป็นการกระชากความอดทนสุดท้ายของชางมินให้ขาดออกอีกด้วย มือหนาคว้าแขนอีกคนจนล้มไปกับที่นอน

                “โอ๊ย!! เจ็บนะ ปล่อย! ปล่อยนะ จะทำอะไร” มินโฮพยายามดิ้นขัดขืนเมื่ออีกฝ่าย ใช้เพียงมือเดียวก็สามารถรวบมือทั้งสองข้างของตนเองเอาไว้ได้แล้ว ส่วนมืออีกข้างก็จัดการกระชากเสื้อตัวบางของเค้าตามไปได้อีก แต่ที่น่าตกใจกว่ากลับเป็นตอนที่ร่างสูงใส่ผ้าขนหนูผูกมือข้างหนึ่งของเค้าเอาไว้กับโครงหัวเตียงน่ะสิ

                “จะ...ทำบ้าอะไรน่ะ ไอ้บ้า ไอ้โรคจิต ปล่อยนะ!!!” มินโฮพยายามดิ้นให้หลุด แต่ยากจริงๆ

                “ถ้าคราวนี้ชั้นทำให้นายหายพยศไม่ได้ไม่ต้องมาเรียกชั้นว่าชางมินเลย!” ชางมินพูดเสียงแข็งพร้อมกับปลดกระดุมที่เสื้อตัวเองออก มินโฮเห็นท่าทางอีกฝ่ายแล้วก็ต้องกลืนน้ำลาย มาโหมดโกรธแบบนี้เค้าไม่อยากมีอะไรกับมันเลยนะ ขนาดครั้งแรกว่าจะเบาจะพยายาม เบาบ้าอะไร! ครั้งแรกของเค้าแท้ๆมันล่อไปเกือบสี่ชม.อย่าว่าแต่เดินเลยแค่แยกขาออกจากกันเค้าก็ทำไม่ได้แล้ว ที่ยอดเยี่ยมกว่าคือทั้งแม่และพ่อรับรู้แต่ไม่มีใครว่าอะไรมันเลยน่ะสิ แม่คร้าบพ่อคร้าบผมลูกพ่อกับแม่น้า! ส่วนครั้งอื่นๆมันเจ็บน้อยลงก็จริง แต่ไอ้บ้านี่มันอึดยังกะกระทิง แล้วมาโหมดโมโหขั้นสุดยอดขนาดนี้เค้าไม่อยากจะจินตนาการจริงๆ

                “พะ...พี่ชางมิน...อย่าทำเลยนะ กลัวแล้ว...” ยอมอ่อนลงสักหน่อยเถอะวะ

                “สายไปมินโฮ ถ้าการที่ชั้นรักนายจนยอมนายมันจะทำให้นายเป็นได้ขนาดนี้ ก็ขอให้ครั้งนี้เป็นการทำให้นายได้รู้ไว้เลยว่า ชั้นไม่ได้โง่ให้นายสนตะพายจูงจมูกให้เชื่ออะไรก็ตามที่นายว่า อย่าคิดโกหกชั้นอีก และอย่าให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกด้วย ไม่ต้องกลัว ชั้นมีเวลาทั้งคืนให้นายสำนึก!

                หลังจากนั้นถึงผมจะร้องขอยังไงก็หยุดพายุลูกนี้ไม่ได้เลยล่ะครับ จะร้องขอ อ้อนวอน ทั้งน้ำตายังไงผมก็เจอไปหลายยกนับไม่ถ้วนเลยล่ะ มันทรมานผมทุกรูปแบบเลยให้ตายสิ ไม่มีได้พักแม้แต่นิดเดียว ทั้งคืนจริงๆนั่นล่ะครับผมเจียนจะหลับมันก็ไม่ยอมหยุดปลุกให้ผมตื่นทั้งตัวตลอด มองนาฬิกาตั้งแต่สี่ทุ่มกว่า มาเที่ยงคืน ตีสองก็แล้ว ตีสี่ก็แล้ว มันยังขยับตัวไม่หยุด คนหรือเครื่องจักรวะ! มันไม่เป็นไร แต่ผมเป็นนี่ ช่วงล่างผมชาจนไม่มีอารมณ์จะร่วมไปกับมันแล้ว ช้ำจนทั้งตัวผมเป็นรอยจ้ำเพราะฝีมือมัน จะส่วนไหนก็ไม่มีที่ว่างแล้ว ผมจะใส่ชุดไหนยังไงดีล่ะทีนี้

                “พี่ชางมิน...พอแล้ว...เจ็บมากครับ ยอมแล้ว หยุด...เถอะ ผมจะพังแล้ว ไม่รักผมหรอ...” ไม่ได้สำออยแล้วนะ ที่น้ำตาไหลตอนนี้ของจริงแล้ว ทำแบบนี้เค้าก็น้อยใจนะเหมือนไม่รักเค้าเลย ไม่สนใจเลยด้วยซ้ำว่าเค้าจะรู้สึกยังไง ใส่เอาๆเหมือนอยากได้แต่ตัว

                ชางมินก้มมองคนที่อยู่ใต้ร่างตัวเองทั้งๆที่ยังคงไม่ยอมหยุดการเคลื่อนไหวของเอว มือที่จับเอาขาข้างหนึ่งของเด็กดื้อพาดไหล่ก็ยังค้างอยู่แบบนั้น

                “ชางมินฮยอง...ขอโทษ มินโฮขอโทษก็ได้ สำนึกแล้วจริงๆ หยุดเถอะ มันแสบ ผมเจ็บจริงๆนะ ฮือ! แสบ....!!! หยุด!! โอ๊ย...พอแล้ว กลัวพี่แล้ว ผมไม่ดื้อแล้วนะ ผมรักพี่ จะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วครับ ฮือๆ...ผมเจ็บ อย่าขยับแรง...ฮยอง! ฮึกๆ” มินโฮส่ายหัวคลอนไปมาเมื่อชางมินเร่งเครื่องจังหวะสุดท้ายทั้งๆที่สกัดการปลดปล่อยของมินโฮ ร่างสูงก้มลงมาจูบปากคนรักหนักๆ ใช้ลิ้นยาวเกี่ยวพร้อมขบกัดริมฝีปากที่เคยโกหกเค้าอย่างลงโทษ

                “จำรึยัง...จะทำอีกมั้ย?” กระซิบถามแทบชิดริมฝีปาก

                “ครับ จำแล้ว ไม่ทำแล้ว” มินโฮรีบตอบ

                “ชั้นเป็นใคร...”

                “พี่ชางมิน แฟนของผม คนรักของผม ได้โปรดนะครับ...นะ ที่รัก” น้ำเสียงและสายตานี้ล่ะทำให้ชางมินยอมจบเรื่องในวันนั้นในที่สุด อารมณ์โมโหมันจบลงแล้ว แค่อยากให้คนตรงหน้านี้กลัวจนไม่คิดจะทำอะไรไม่ดีอีก คงยังเด็กเกินที่จะรู้ว่าใจเค้าสั่นแค่ไหนตอนที่กดมือถือจนแป้นแทบพังแต่ก็ยังติดต่อไม่ได้ ไอ้เรื่องโกหกน่ะรู้อยู่แล้วล่ะ แต่มันห่วงว่าจะไปไหน ที่แบบนั้นถ้าอยากไปทำไมไม่บอกมาตรงๆ ให้เค้าพาไปก็ได้ มาแอบไปแบบนี้เป็นใครบ้างจะไม่โกรธ พอไปถึงก็กำลังกรึ่มได้ที่เลย ดูสายตารอบข้างที่มองมายังเจ้ายีราฟของเค้าสิ มันน่าควักลูกตานัก เจ้าตัวก็ดูเหมือนจะไม่รับรู้เลย มันน่านัก! ให้ตายสิ

 

                “เข็ดแล้ว ไม่เอาแล้วนะ!” มินโฮรีบพูดออกมาทันที ไม่อยากเจอแบบนั้นแล้ว เค้าหลับไปตอนเกือบๆหกโมง คืนมาอีกก็ก็ใกล้บ่ายสองแล้ว นรกเลยล่ะความรู้สึกตอนนั้น มือที่เคยถูกมัดแม้จะถูกปล่อยแล้วแต่ก็ยังขยับเขยื้อนอะไรไม่ได้เลยทั้งตัว เงาที่สะท้อนกลับมาจากกระจกยิ่งทำให้เค้าหน้าแดง ก็ตามเนื้อตัวไม่มีตรงไหนจะไม่มีรอยเลยน่ะสิ แล้วดูท่าที่เค้าถูกจัดวางไว้สิ กางขาออกยังกับจะเชิญชวนใคร กลั้นใจมองไปทางกระจกก็ใจหายวาบ ช่องทางตรงนั้นก็เค้ามันช้ำจนเป็นสีแดงน่ากลัวเลยล่ะ ผิวรอบข้างนั่นอีกช้ำเป็นจ้ำๆเลย สมควรแล้วล่ะที่รู้สึกเหมือนร่างกายจะฉีกขาดออกจากกันขนาดนั้น ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเค้าไม่เคยดื้อสุดๆกับไอ้โหดนี่อีกเลยล่ะ รู้แล้วว่าเวลาดีมันก็ดีสุดใจ แต่เวลาร้ายก็ซาตานบนดินดีๆนี่เอง

                ชางมินถอนหายใจแล้วลุกจากเก้าอี้ไปยืนกอดอกที่หน้าต่างมองออกไปด้านนอกแทน มินโฮยืนเก้ๆกังๆ ปล่อยให้ความเงียบเข้าปลกคลุมแบบนั้นสักพัก จึงตัดสินใจเดินเข้าไปสวมกอดคนที่สูงกว่าจากทางด้านหลังพร้อมกับซุกหน้าลงกับหลังกว้างนั่นด้วย

                อัจฉริยะทางวิทยาศาสตร์ก้มลงมองมือที่เกี่ยวอยู่ที่เอวตัวเองอย่างแปลกใจแต่ก็อดยิ้มบางๆไม่ได้ นานๆทีล่ะมั้งเจ้าตัวดีจะมาทำอะไรแบบนี้

                “วันนี้...ดาวคณะนิเทศมาชวนชั้นไปดูหนังด้วยล่ะ...” ชางมินค่อยๆเล่าท่ามกลางความเงียบ แต่กลับเสียดแทงไปทั้งหัวใจของมินโฮ ทำไมเค้าจะไม่รู้ว่าไอ้โหดนี่มันฮอตขนาดไหน ทั้งหล่อ รวย ฉลาด ใครไม่ชอบก็บ้าแล้ว แต่มันก็ยังเลือกเค้า นี่ไงเค้าถึงไม่เคยเข้าใจว่าเค้ามีอะไรดีพอคู่กับมัน

                “แล้วนาย...พี่ตอบไปว่าอะไรล่ะฮะ...” มินโฮหลับตาไม่กล้ารับฟังคำตอบ

                “ก็ยังไม่ได้ตอบอะไร นายว่าไงล่ะ” ชางมินย้อนถาม ไม่เคยเลยสักครั้งที่มินโฮจะแสดงอาการว่าภูมิใจที่มีเค้าเป็นแฟน แทบจะไม่บอกใครเลยด้วยซ้ำ เค้าเองก็น้อยใจเป็นเหมือนกันนะ ต้องคอยกันใครต่อใครที่มาจีบแฟนเค้าออกไปก็เหนื่อยจะเป็นบ้าอยู่แล้ว เฮ้อ!

                “อย่าไปนะ....” หลังจากที่เงียบไปพักนึงมินโฮก็พูดออกมาจนได้

                “ห๊ะ? ว่าไงนะ...” ชางมินถามอีกครั้งแต่ที่ได้รับกลับมามีเพียงความเงียบและอาการสะอื้นเบาๆของอีกฝ่ายเท่านั้น ร่างสูงกว่าจึงรีบหันกลับไปหาทันที เจ้ายีราฟฟี่ร้องไห้!

                “ไม่เอานะ ไม่ให้ไป...บอกสิว่าไม่ไป....” มินโฮหมดฟอร์มในที่สุด

                “อะไร?” ชางมินงงไปหมดแล้ว

              “ก็ไม่ให้ไปไง พี่เป็นแฟนผมนะ ต้องไปดูกับผมสิ ไม่ยกให้ใครทั้งนั้นล่ะ ไม่แบ่ง ไม่ยอม ให้ไป ไปบอกเค้าอย่ามายุ่งกับแฟนผม! อย่ามายุ่ง ไม่งั้นผมจะตามไปอาละวาดให้คณะแตกเลยคอยดู!” มินโฮพูดไปป้ายน้ำหูน้ำตาไป จนชางมินอดจะยิ้มไม่ได้

                “สภาพดูไม่ได้เลย แฟนใครเนี่ย”

                “ยังจำมาขำอีก ตลกรึไง!

                “มาดุอีก! เดี๋ยวก็ไปซะเลยนี่”

                “ก็บอกว่าไม่ให้ไปไงเล่า! ไม่ให้ไป ไม่ให้ไปรักใครทั้งนั้นนั่นล่ะ รักผมได้คนเดียวนะ เข้าใจมั้ยๆๆๆๆๆ” มินโฮถามย้ำๆ

                “ครับๆ...หยุดร้องเถอะเจ้าเด็กขี้แย ก็รักอยู่คนเดียวเนี่ย เจ้าเด็กเอาแต่ใจ” ชางมินรวบตัวคนรักเข้ามากอดเอาไว้

                “ถึงผมจะไม่มีดีอะไรเหมาะกับพี่ แต่ผมก็รักพี่ไปแล้ว มีพี่เป็นแฟนคนแรกด้วย....”

                “มีชั้นเป็นเจ้าของจูบแรกและคนกระชากเวอร์จิ้นนายด้วย” ชางมินเสริม

                “อย่าขัดเซ่! เออ นั่นล่ะๆ ยังไงก็ห้ามทิ้งผมเข้าใจมั้ย ผมไล่ก็ห้ามไป ห้ามหายหน้าไปไหน ห้ามส่งสายตาให้ใคร ผมดื้อก็ห้ามเหนื่อย ผมเอาแต่ใจก็ห้ามท้อ ผมยังทำตัวเด็กก็ต้องรอ ทำให้ผมรักแล้วต้องรับผิดชอบผมไปตลอดชีวิตนะ รู้มั้ย?” มินโฮกระชับอ้อมกอดให้แน่นกว่าเดิม พร้อมกับเงยหน้าขบกัดคางของอีกคนเบาๆ

                “เออเนอะ มีขู่นะเดี๋ยวนี้ เพิ่งรู้ว่ายีราฟกัดเป็น หมู่นี้ชอบแสดงอะไรชัดเจนเนอะ ใครน้อ ชอบมาขโมยจูบกันตอนนอน เราหลับก็มาขโมยหอมแก้มเราซะงั้น” ชางมินยิ้มล้อเลียน

                “นี่รู้ตัวตลอดเลยหรอเนี่ย” มินโฮอายหน้าแดง

                “หัดทำบ้างสิเวลาพี่ตื่นน่ะ รอตลอดเลยนะ” ชางมินอมยิ้ม

                “ไม่เอา อายตายชัก” มินโฮส่ายหัว

                “ก็ค่อยๆเป็นค่อยๆไปไง เรายังมีเวลาเรียนรู้กันไปอีกนานนะ พี่รักมินโฮนะ ถ้าบางทีดุไปก็เพราะหวงเพราะรักนั่นล่ะ ดื้อได้แต่มันต้องมีลิมิต อย่าประชดแล้วทำอะไรที่มันเสี่ยงๆ พี่จะเป็นบ้าเอา” ชางมินเองก็อ่อนโยนขึ้นมากจริงๆนะ

                “ผมรักพี่นะ” มินโฮยิ้มหวาน

                “รักครับเจ้าตัวแสบ ถอนตัวถอนใจไม่ทันแล้วล่ะ” ชางมินยักคิ้ว

                “แน่นอนที่สุด ยกหัวใจให้ผมแล้ว ยังไงก็ไม่ให้คืนหรอกนะ ตลอดชีวิตเลย!

                นั่นล่ะที่ชั้นต้องการเด็กน้อย นานเท่าไหร่ชั้นก็คอยได้ ชั้นไม่เคยต้องการเลยคนรักที่เพียบพร้อมหรือสมบูรณ์แบบน่ะ แต่ที่ชั้นต้องการคือคนที่ชั้นรักและรักในสิ่งที่ชั้นเป็นได้จริงๆ ซึ่งทุกสิ่งที่ชั้นต้องการ รวมอยู่ในตัวนายหมดแล้ว ที่รัก ชเว มินโฮของชิม ชางมิน

 

 

                “แม่งไม่เปลี่ยนไปเลยเว้ย โหดเหมือนเดิม” คิบอมทำหน้าเหยเกกะนิสัยของเพื่อนตัวเอง

                “นายอย่าเป็นแบบนี้นะคิบอม ชั้นขอร้องล่ะ” ทงเฮล่ะนึกสงสารน้องชายข้างบ้านตัวเองซะจริง

                “โอ๊ย ขนาดนี้ก็ไม่ไหวนะครับยอโบ รักด้วยเลือดเกินไป” คิบอมกอดคนรักของตนเองอย่างเอาใจ ก็จริงนี่นาให้รักแบบคู่นี้รึสยองเกิ๊นนนน

 

          ...คราวนี้ก็มาถึงเรื่องของลุงเกิงสุดที่รักของนายบ้างนะทงเฮ พูดตามตรงคู่นี้ทำเอาพวกชั้นลุ้นจนหืดจะขึ้นคอ ลุ้นแล้วลุ้นอีก ที่เคยคิดกันแต่ก่อนว่าปัญหาคืออาจารย์เจย์ แต่ความจริงแล้วมันคือตัวอาจารย์ฮีชอลเองนั่นล่ะ เฮ้อ...สวยประหารใจแข็งจริงๆเลย สงสารลุงเกิงสุดๆอ่ะ แต่ลุงแกก็ทำพวกชั้นช็อกอีกครั้งด้วยการลาออกจากการเป็นอาจารย์นั่นล่ะ เหล่าลูกศิษย์โอดครวญกันใหญ่เลย ลุงแกบอกว่าครบกำหนดที่ให้ไว้กับครอบครัวแล้ว ต้องกลับไปรับช่วงต่อ ความจริงแกก็ไม่ได้อยากเป็นครูแต่แรกอยู่แล้ว ชั้นว่านายเองก็คงจะรู้เหตุผลที่ลุงแกมาเป็นครูนั่นล่ะนะ ฮะๆ ความรักมันยิ่งใหญ่ซะจริง ลุงแกชอบงานของครอบครัวมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว ก็เลยตัดสินใจจะกลับบ้านเกิดจริงๆซักที พวกชั้นนะแทบกราบอาจารย์ฮีชอลเลยล่ะ แต่จะว่าไปสงสารอาจารย์หน้าสวยแกอยู่เหมือนกันนะ เป็นชั้นก็คงตัดใจไม่ง่ายว่ะ รักมาเป็นสิบปีแบบนั้น จนอาจารย์เกิงเดินทางกลับไปได้เกือบๆเดือนนั่นล่ะ ก็มีเรื่องให้พวกชั้นช็อกกันอีกระลอก เมื่อมีข่าวมาจากฝั่งสาธิตฯว่าอาจารย์ฮีชอลลาออกอีกคนแล้ว ซีวอนก็มาบอกชั้นว่าอาจารย์ฮีชอลบอกให้อาจารย์เจย์จัดการหาตั๋วเครื่องบินไปมณฑลเหยหลงเจียง ประเทศจีนให้ คงไม่ต้องบอกแล้วล่ะมั้งว่าผลลัพธ์เป็นยังไง ให้ตายเถอะ เล่นเอาพวกชั้นถึงกับสวดมนต์ภาวนากับพระเจ้าเลยนะ

 

 

                ผมไม่เชื่อในพระเจ้า ไม่นับถือในศาสนาใดๆ แต่ครั้งนี้ผมขอภาวนากับอะไรก็ได้บนโลก ขอให้การตัดสินใจครั้งนี้ของผม...จะยังไม่สายไป

                ฮีชอลนั่งบอกกับตัวเองแบบนี้มาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ขณะที่กำลังนั่งรอรถบัสอยู่เพื่อมุ่งหน้าไปยังบ้านของคนที่เค้าตั้งใจบินข้ามประเทศมาหา

                โชคดีที่สมัยเรียนเค้าได้มีโอกาสเรียนภาษาจีนอยู่บ้างแม้จะไม่ได้ใช้มานานแต่ก็ยังพอสื่อสารเอาตัวรอดได้ ต้องขอบคุณเจย์เลยล่ะงานนี้ที่ช่วยเป็นธุระแทบจะทั้งหมดให้แก่เค้า ขอบคุณที่เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอ และภาวนาให้เด็กหน้าหวานตัวสูงคนนั้นใจอ่อนเห็นความพยายามของเจย์ซะทีด้วยเถอะ

                เมื่อขึ้นมาบนรถแล้วฮีชอลก็นึกไม่ออกเลยว่าตัวเองควรจะพูดอะไรดีถ้าหากได้พบกับอีกฝ่ายแล้ว ตอนแรกเค้าก็คิดว่าดีเหมือนกันที่เกิงกลับมาที่จีนแบบนี้ เค้าจะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดที่ไม่สามารถตอบรับความรู้สึกของอีกฝ่ายได้ แต่พอเอาเข้าจริงมันไม่ง่ายเลยกับการใช้ชีวิตตามปกติให้เหมือนเดิม

                ภาพของพี่แทบินถูกซ้อนทับด้วยภาพของฮันเกิงตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เค้าเอาแต่คิดถึงคนๆนี้แทนที่คนที่เคยคิดถึงมาตลอดหลายปี หลายๆสิ่งยิ่งเน้นย้ำให้เค้าเข้าใจว่าตัวเองนั้นโง่มากแค่ไหนที่ไม่เคยมองเห็นคนที่รักและหวังดีกับเค้ามากที่สุดแบบนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิงเคยทำให้เค้านั้นมันมากเกินกว่าใครคนไหนเคยมอบให้เค้าซะอีก

                แม้ว่ามันอาจจะยังไม่มากจนถึงขั้นรัก แต่เค้าก็มั่นใจว่ามันไปไกลเกินกว่าคำว่าเหงา ผูกพัน หรือชอบแล้วล่ะใจของเค้าตอนนี้ที่มีต่อผู้ชายที่ชื่อฮันเกิง ขอเพียงแต่มันยังไม่สายเกินพอที่เค้าจะบอกแก่เจ้าตัว

                รถบัสสีแดงจอดลงที่หน้าหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ฮีชอลตรวจสอบชื่อหมู่บ้านกับชื่อที่จดมาเมื่อพบว่าเป็นสถานที่เดียวกันก็รีบเดินหาบ้านหลังที่ตัวเองกำหนดให้เป็นเป้าหมายทันที วันนี้เป็นวันพุธซึ่งเจย์บอกว่าเป็นวันหยุดของทางร้าน ดังนั้นเกิงก็น่าจะอยู่บ้านสิ ตอนนี้ก็เพิ่งจะสิบโมงเอง ยังไม่น่าจะไปไหนนี่นา

                ฮีชอลลากกระเป๋าใบโตของตัวเองไปตามทางพร้อมกับสอดส่ายสายตามองตามป้ายบ้านเลขที่ต่างๆ ในที่สุดก็เจอสักที กับบ้านหลังที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนั้น

                “รวยไม่เบาเลยนะตาเจ๊ก....” ฮีชอลกัดฟันไล่ความเหนื่อยหลังจากต้องเดินกลางแดดมาพักใหญ่ๆ สูดลมหายใจลึกๆ ไม่มีเวลาเช็กสภาพตัวเองแล้ว ตอนแรกก็แต่งมาดีอยู่หรอกนะ ไม่ทันคิดน่ะสิว่าต้องมาเดินทางไกลทรหดอะไรแบบนี้ ช่างมันล่ะ จะคนจะศพก็ไม่สนใจแล้ว

          มือเรียวเอื้อมไปกดกริ่งสองครั้ง ที่หน้ารั้ว พร้อมกับรอการต้อนรับด้วยอาการใจเต้นถี่ ขอแค่เค้าไม่เอาน้ำมาไล่สาดก็พอแล้วล่ะร่างบางคิดในใจ

                แต่เมื่อผ่านไปหลายนาทีก็ยังไร้วี่แววว่าจะมีใครออกมาแสดงตัวว่าเป็นเจ้าของบ้าน ฮีชอลขมวดคิ้วเรียวแล้วตัดสินใจกดอีกครั้ง แต่ก็ยังเงียบเหมือนเดิม ใจที่กล้าก็เริ่มเสียแล้วล่ะ

                “เอาไงดีล่ะ.....” เสียงหวานสั่นเครือคล้ายคนจะร้องไห้ มือเรียวแตะลงบนกริ่งแต่ก็ไม่ยอมกด ชักกลับมาเสียอย่างนั้นอยู่หลายรอบ

                “ใครเอาเด็กขี้แยมาทิ้งไว้หน้าบ้านเนี่ย” เสียงทุ้มหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้ร่างบางเบิกตากว้างทันที ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเจ้าของเสียงนี้เป็นใคร เพียงแต่ตอนนี้ความกล้าบ้าบิ่นของเค้าเมื่อกี๊มันหายไปไหนหมดล่ะ!

                “เอ้า...ฟังภาษาจีนออกมั้ยเนี่ย ไม่ตอบก็หลบหน่อยครับ จะเข้าบ้าน” เสียงนั้นยังไม่ยอมหยุด ฮีชอลเบะปากก่อนจะยอมหันไปเผชิญหน้าในที่สุด

                “ฟังออก แต่อยากพูดภาษาเกาหลี”

                “อ่อครับ...ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรรึเปล่าครับ” ฮันเกิงยังคงเล่นไปตามบทได้อย่างไหลลื่น ทั้งๆที่ตอนนี้ภายในหัวใจของเค้าก็กำลังลิงโลดด้วยความดีใจอยู่เช่นกัน ความจริงวันนี้เค้ามีนัดดูตัวกับผู้หญิงที่แม่เค้าจัดหาไว้ให้ด้วยซ้ำแต่โชคดีที่สาวเจ้าเกิดติดธุระทำให้มีเหตุต้องเลิกไปเสียก่อน แม่ก็ไม่ได้บังคับเค้าเรื่องความรักอะไรหรอกนะ เค้าเข้าใจว่าท่านก็คงไม่อยากให้เค้าจมอยู่กับความฝันลมๆแล้งๆแบบนี้ล่ะมั้ง

                แต่การที่ได้เห็นใบหน้าสวยๆของฮีชอลยืนปาดเหงื่อเบะปากจะร้องไห้อยู่หน้าบ้านของเค้าอย่างในตอนนี้มันก็คงเป็นลางดีมากกว่าลางร้ายล่ะ!

                “ที่นี่ใช่บ้านของเจ้าของภัตตาคารอาหารจีนใกล้ๆนี่รึเปล่าครับ” ฮีชอลทำหน้าหมั่นไส้คนตรงหน้าเสียเต็มประดา

                “อ่อใช่ครับ มีอะไรหรอครับ?” ฮันเกิงตีหน้ามึน

                “ผมมาขอพบเจ้าของคนนั้นน่ะครับ ไม่ทราบว่าอยู่รึเปล่า” ฮีชอลปาดเหงื่อที่เกาะอยู่ตามใบหน้าด้วยอาการเหนื่อยล้า

                “ผมนี่ล่ะครับเจ้าของ มีอะไรกับผมครับ” ฮันเกิงเริ่มเป็นห่วงคนหน้าสวยนี่ซะแล้ว คงจะเหนื่อยจากการเดินทางนั่นล่ะ แล้วดูกระเป๋าสิ ยัดอะไรมามั่งเนี่ย ตัวก็ผอมนิดเดียว

                “ผมมาสมัครงานน่ะครับ” ฮีชอลเชิดหน้าขึ้น

                “หืม? ผมไม่ได้ประกาศรับสมัครนะ คุณมาสมัครตำแหน่งอะไรล่ะ” ฮันเกิงกลั้นขำ

                “อะไรก็เอามาเหอะ ผมทำได้หมดนั่นล่ะ กรอกเอกสารตรงไหนเนี่ย” ฮีชอลเริ่มจะวีนหน่อยๆแล้ว

                “โอเคครับๆ...งั้นเชิญด้านในดีกว่า” ฮันเกิงเปิดประตูรั้วแล้วเดินไปเปิดประตูบ้านต่อ ทิ้งให้ฮีชอลยืนหน้าเหวอมองกระเป๋าเดินทางของตัวเอง

                “หนอย...คนอะไรแล้งน้ำใจชะมัด จะช่วยยกหน่อยก็ไม่ได้” ปากเรียวบ่นมาตามทางด้วยน้ำเสียงที่จงใจให้อีกคนได้ยินนั่นล่ะ ฮันเกิงลอบยิ้มกว้างๆกับตัวเอง

                วิ่งตามมาก็ตั้งหลายปี ขอเล่นตัวบ้างเถอะนะยัยคนสวย

          “เอาล่ะ ผมว่าคงต้องมีการทดสอบคุณสมบัติกันซะหน่อยมั้ง ว่าคุณเหมาะกับตำแหน่งอะไร”

                “ผมต้องทำอะไรมั่งล่ะ” ฮีชอลมองไปรอบๆบ้านของฮันเกิงแล้วก็รู้สึกชอบอยู่ไม่น้อย โทนสีที่บ่งบอกความเป็นตัวตน และการตกแต่งที่ลงตัวมากๆจริงๆ

                “ก็...ผมจะถามอะไรนิดหน่อยนั่นล่ะ” ฮันเกิงมองตามสายตาเรียวแล้วก็รู้สึกอยากจะคว้ามากอดจริงๆ แต่ก็ยังต้องกลั้นใจไว้ก่อน

                “อืม...เอาสิ ว่าแต่บ้านน่าอยู่ดีนะ คุณอยู่คนเดียวหรอ” ฮีชอลหยั่งเชิง

                “อ่อ เปล่าหรอก ผมอยู่กับภรรยาน่ะ” สิ้นเสียงทุ้มเท่านั้น ใบหน้าหวานของฮีชอลก็กลายเป็นซีดเผือดทันที ขาทั้งสองข้างพยุงตัวเองเอาไว้แทบไม่อยู่ ต้องแสร้งลงไปนั่งบนเก้าอี้โซฟาใกล้ๆ บังคับเสียงตัวเองไม่ให้สั่น

                “หรอครับ ว่าแต่คุณจะถามอะไรผมล่ะ” นี่เค้ามาช้าไปอีกแล้วหรอเนี่ย ฮีชอลกัดริมฝีปากแน่นไม่ให้น้ำตาไหลออกมา

                “เลิกเล่นได้แล้ว อย่าร้องไห้นะ” ฮันเกิงเป็นฝ่ายยอมแพ้ในที่สุด ใครจะทนได้ล่ะคนที่รักมีอาการแบบนี้ต่อหน้าต่อตาน่ะ

                “คิดถึง...” ฮีชอลเงยหน้าบอกร่างสูงทั้งน้ำตา

                “มาซะช้าเลยนะ รอนานมาก” ฮันเกิงยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่

                “มาช้าก็ยังดีกว่าไม่มา ไหนบอกว่ารอได้...หนีไปมีเมียซะแล้ว ใจร้าย...” ฮีชอลปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอยู่แบบนั้น ไม่สนใจสภาพของตัวเองแล้ว คราบเหงื่อคราบน้ำตาผสมกันไปหมด

                “หมดสวยแล้วฮีชอล หยุดร้องเถอะนะ ชั้นใจไม่ดีทุกครั้งเวลาเห็นน้ำตานายน่ะ อย่าร้อง ไม่มีใครเป็นอะไรร้องไห้ทำไม” ฮันเกิงก้าวเข้าไปหาร่างบางทันที พร้อมจะคว้าร่างบางเข้ามากอดไว้

                แต่ฮีชอลกลับลุกแล้วถอยหลังออกไปทันที ใบหน้างดงามแต่ตอนนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาส่ายไปมาอย่างไม่ยอมรับ

                “ถึงนายจะมีใครใหม่แล้วก็ตาม ถึงชั้นจะมาช้าไปแต่ชั้นก็อยากจะบอกนายนะ อย่างน้อยให้นายรับรู้ไว้ก็ยังดีว่าทุกวันตั้งแต่นายกลับมาที่นี่ไม่มีวันไหนเลยที่ชั้นจะไม่คิดถึงนาย ชั้นร้องไห้คิดถึงนายทุกวัน จะทำอะไรก็พาลให้เห็นแต่หน้าของนายตลอด ชั้นไม่ชอบที่ตัวเองเป็นแบบนี้เลย ชั้นอยากเจอนายมากและเจย์บอกชั้นว่าชั้นเริ่มรักนายแล้วล่ะ ชั้นไม่รู้ว่าชั้นควรจะทำยังไงดี รู้ตัวอีกทีข้อมูลที่อยู่ของนายพร้อมตั๋วเครื่องบินก็มาอยู่ในมือของชั้นแล้ว ชั้นไม่รู้จะเตรียมตัวยังไงก็เลยโกยทุกอย่างลงกระเป๋าเดินทางมาแบบนี้นี่ล่ะ ฮึก...ชั้นกลัวมากเลยนะ ชั้นไม่ชอบนั่งเครื่องบินแต่ชั้นก็อดทน เพราะชั้นอยากจะมาเจอนายให้เร็วที่สุด...ฮึก! เพื่อบอกนาย...บอกนายว่า ชั้นคิดถึงนาย คิดถึงนายจริงๆนะเกิง” ฮีชอลพูดไปสะอื้นไปจนร่างสูงอย่างฮันเกิงทนไม่ไหว ก้าวเข้าไปหาอีกก้าว

                “อย่าเดินเข้ามานะ!” ฮีชอลร้องห้าม

                “ทำไม นายไม่อยากรู้หรอว่าภรรยาคนนั้นของชั้นเป็นใครน่ะ” ฮันเกิงพูดสียงเรียบๆ

                “ไม่ต้องมาเยาะเย้ยกันเลยนะ เออ ชั้นมาช้าไปเองนั่นล่ะ ฮือๆ...ช้าจนต้องเสียนายให้ใครไปอีกคน” ฮีชอลยกมือขึ้นไปหน้าเอาไว้

                ฮันเกิงเดินเข้าไปพยายามจะแกะมือเรียวออก แต่เจ้าของกลับไม่ยอม ฮันเกิงจึงตัดสินใจรวบร่างบางเข้ามากอดเอาไว้แทน

                ฮีชอลขัดขืนเล็กน้อยในตอนแรกก่อนจะยอมแพ้หัวใจตัวเอง โอบกอดฮันเกิงเอาไว้แน่นกว่าเสียอีก

                “คิดถึง! ชั้นคิดถึงนายเกิง คิดถึงมาก...” ฮีชอลซุกหน้ากับอกของอีกฝ่ายแล้วพูดคำนั้นซ้ำไปซ้ำมา

                “ชั้นได้ยินแล้วฮีชอล ได้ยินแล้ว ชั้นเองก็คิดถึงนายเหมือนกัน” ฮันเกิงลูบหัวอีกคนอย่างรักใคร่

                “แต่ชั้นมาช้าไปใช่มั้ย...นายคงรักคนอื่นไปแล้ว” ฮีชอลพูดอย่างเศร้าๆ

                “ก็บอกให้หยุดร้องไห้แล้วรับฟังก่อน นายทำมั้ยล่ะ มองไปทางนั้นสิ” ฮันเกิงชี้มือบอก

                ฮีชอลมองตามปลายนิ้วของอีกฝ่ายก่อนจะพบเข้ากับรูปวาดขนาดใหญ่บานหนึ่งแขวนไว้กับผนังในสภาพที่ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี และไม่ว่าจะมองยังไงนี่มันก็เป็นภาพเหมือนของเค้าสมัยม.ปลายชัดๆ

                “นี่มัน....” ฮีชอลพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ

                “นี่ล่ะภรรยาของชั้นเอง ตั้งแต่เจอกับเค้าครั้งแรกชั้นก็บอกกับตัวเองเลยล่ะว่าเค้าคือคนๆเดียวที่ชั้นอยากจะใช้ชีวิตร่วมไปด้วยตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ของชั้น เหลือเพียงแต่เค้านั่นล่ะ ยินดีจะอยู่กับชั้นมั้ย...” ฮันเกิงพูดออกมาอย่างจริงใจและหนักแน่น

                น้ำใสๆพากันเอ่อทะลักออกมาจากดวงตาคู่สวยของฮีชอลอีกรอบ พร้อมกับอาการพยักหน้ารับหลายๆครั้ง

                “ยินดีสิ...ยินดีมาก ด้วยความยินดีเลยล่ะ ฮันเกิง...ชั้นตกลง!” ฮีชอลโผเข้ากอดฮันเกิงที่อ้าแขนรอไว้ก่อนอยู่แล้ว

                จบสิ้นกันสักทีนะ ฮันเกิงบอกกับตัวเองภายในใจเบาๆ การรอคอยกว่าสิบปีของเค้าในวันนี้เดินมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว พร้อมกับการเริ่มต้นเรียนรู้กันและกันระหว่างเค้ากับฮีชอล เค้าไม่เสียใจเลยที่ต้องรอมานานขนาดนี้ หากย้อนเวลากลับไปได้ เค้าก็ยังจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ ยังยินดีจะรอคอยคนที่รักแบบนี้เรื่อยไป

                และในวันนี้สิ่งที่เค้ารอคอยมานานก็กำลังอยู่ในอ้อมกอดของเค้าเรียบร้อยแล้ว คนที่เค้าสัญญากับตัวเองว่าจะใช้ทั้งชีวิตของตัวเองดูแลให้ดีที่สุด อยู่ตรงหน้าเค้าแล้วล่ะ คิม ฮีชอลของฮันเกิง

 

 

 

          ...ชั้นเกือบจะจบอีเมลล์ฉบับนี้แล้วนะเมื่อกี๊ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าลืมเรื่องเพื่อนสนิทของนายอีกคนไปจองโมไง นายคนนี้ก็มีเรื่องให้แปลกใจน้อยกว่าคนอื่นเค้าที่ไหน ชั้นเองก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดอะไรมากหรอกนะตอนแรก แต่ซีวอนที่พักหลังไม่รู้ไปสนิทกับอาจารย์เจย์ตอนไหน ก็มาเล่าให้ฟัง ชั้นก็เลยเออๆออๆ รับรู้มาบ้าง ชั้นก็อึ้งนะที่ได้รู้ว่าความจริงแล้วอาจารย์เจย์เคยชอบจองโมมาก่อน ไม่สิจะเรียกว่าชอบมาตลอดเลยก็ได้มั้ง แต่พอมาเจออาจารย์ฮีชอลก็เลยคิดว่าตัวเองอาจจะแค่เอ็นดูจองโมตามประสาพี่ชายเท่านั้น พอยิ่งห่างไม่เจอกันหลายปีแล้วกลับมาเจอกันอีกครั้งอาจารย์แกก็เลยสับสนน่ะ พ่อตัดสินใจจะลองดูซักตั้ง จองโมก็ไม่ให้ความร่วมมือเลยน่ะสิ ชั้นเองก็ไม่ค่อยสนิทอะไรกับเพื่อนนายคนนี้มาก ไม่มีใครเดาท่าทีหรือความคิดของจองโมออกเลยซักคน ก็ได้แต่สงสารอาจารย์เจย์นะ อยู่ที่มหาลัยจองโมก็เอาแต่หลบหน้า ตกเย็นก็ยังไปเฝ้าจองโมทำงานที่ผับทุกคืนอีก ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่จะมีความชัดเจนซะที แต่เห็นแว่วๆมาเหมือนกันนะว่าล่าสุดเริ่มจะมีอะไรคืบหน้าล่ะ ซีวอนมันมาบอกชั้นว่าพักหลังๆอาจารย์เจย์ผู้เงียบขรึมชอบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่คนเดียว ความรักนี่มันทำอะไรได้มากจริงๆเนอะ นายว่ามั้ยทงเฮ?

 

               

                จองโมเช็ดแก้วใสชั้นดี พร้อมกับปรายหางตาไปมองริมสุดของเคาท์เตอร์บาร์ที่ตัวเองประจำอยู่อย่างไม่พอใจ นี่กะจะมานั่งเฝ้าทุกวันเลยรึยังไงเนี่ย!

                เจย์มองไปยังอดีตเด็กชายข้างบ้านตัวเล็ก ที่ตอนนี้กลายเป็นชายหนุ่มเต็มวัยที่ส่วนสูงช่างขัดกับหน้าหวานๆแล้วก็อมยิ้มเล็กน้อย เมื่อพบว่าแววตาคู่ใสนั้นแอบมองมาที่ตนอย่างขุ่นเคือง ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าเพราะอะไรกันนะที่ทำให้ตัวเองมานั่งเฝ้าเจ้าเด็กนี่ได้ทุกคืนไม่มีเบื่อเกือบจะครบเดือนอยู่แล้วแบบนี้ แต่ใจลึกๆมันก็ตอบว่าเพราะเป็นห่วงและอยากเห็นด้วยนั่นแหละ

                ตั้งแต่ที่ยอมตัดใจปล่อยมือจากฮีชอลไป ทำให้ตัวผมค่อยๆเข้าใจความรู้สึกของตัวเองแล้วล่ะว่า บางทีกับทุกสิ่งที่มีให้ฮีชอลนั้น อาจจะเกิดจากการดันทุรังของผมเพียงแต่ฝ่ายเดียวก็ได้ เพียงเพราะยึดติดกับคำว่าที่หนึ่ง อยากจะเอาชนะให้ได้ แต่เมื่อลองได้ถอยมาหนึ่งก้าวแล้วทำให้ผมกลับได้พบว่าผมมีเพียงความห่วงใยและปรารถนาดีต่อฮีชอลในฐานะเพื่อนเท่านั้น เพราะมันไม่มีเลยอาการพะว้าพะวง คิดมาก หรือกระวนกระวายใจเหมือนกับที่เจ้าเด็กบ้านี่ทำให้ผมเป็น แล้ววันที่ผมได้จูบเจ้าเด็กนี่อีกครั้ง ณ ที่ตรงนี้ ความทรงจำเก่าๆตั้งแต่สมัยเด็กมันยิ่งย้อนให้นึกไปถึงช่วงนั้นที่ผมได้เป็นเจ้าของจูบแรกของจองโม ตอนนั้นมันอาจจะเกิดเพราะความอยากแกล้งเจ้าเด็กแก้มย้อย ตาใส หน้าซื่อๆที่โดนเค้าแกล้งทีไรก็ร้องไห้ขี้มูกโป่งวิ่งไปฟ้องพี่ชายซึ่งก็คือเพื่อนสนิทของผมนั่นล่ะทุกที ไอ้เพื่อนก็มาไล่เตะผมกลับทุกทีให้ได้ฮาทุกครั้งไป แต่พอมันรู้ว่าผมไปจูบน้องชายมันเท่านั้นล่ะ เรื่องก็เกิดขึ้นเลยมันมาซักผมใหญ่ว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งตัวผมก็ตอบไปตามตรงว่าอยากจูบ หลบหมัดมันแทบไม่ทันเลยล่ะ ผมเลยเอ่ยปากขอน้องมันซะดื้อๆ บอกว่าฝากไว้ก่อนอีกสิบปีจะกลับมารับคืน ใครจะไปคิดล่ะครับว่ามันจะตกลงรับปาก แต่หลังจากนั้นเหอะ ผมยอมรับเลยทุกครั้งที่มีโอกาสน่ะ ริมฝีปากแดงๆกับแก้มใสๆของเจ้าตัวแสบนี่ไม่เคยพ้นเงื้อมมือผมหรอก จนหลังๆมันแสบนะแอบกัดปากผมซะห้อเลือดก็มี เห็นมั้ยล่ะ ฤทธิ์เยอะแต่เด็ก

                ผ่านมาแล้วสิบปีนะคิม โมโม่ พี่กลับมารับตัวนายคืนพร้อมด้วยหัวใจแล้วล่ะ ต่อให้ไม่รักก็จะบังคับให้รักแล้ว ขี้เกียจรอนายโตไปมากกว่านี้แล้วล่ะ ยี่สิบแล้ว ไม่เด็กแล้วล่ะ ดูสายตาผู้คนที่รายล้อมเจ้าเด็กนี่สิ คงจะมั่นใจว่าตัวเองหล่อมากสินะ หุ่นก็แห้ง ดีที่สูงอย่างเดียว ผมก็ไว้ยาวประบ่าตาก็หวานขนาดนี้ ยังจะอวดดีมาทำงานที่แบบนี้อีก ขอให้เลิกกี่ครั้งก็โดนตวาดกลับมาทุกที สุดท้ายเลยได้แต่มานั่งเฝ้านี่ล่ะ ได้แต่หวังว่ารังสีอำมหิตที่ผมพยายามแผ่มันจะมากพอให้พวกริ้นไรทั้งหลายจะไม่เข้าใจคนที่(ใกล้จะ)เป็นของผมนะ

                “เช็ดแก้วเสร็จยังวะไอ้สวย....” นั่นไงล่ะผมพูดไม่ทันขาดคำมารก็มาอีกแล้ว ไอ้แทวอน เพื่อนร่วมงานของจองโมเนี่ย ทำไมผมจะดูไม่ออกว่ามันมาคอยเทียวไล้เทียวขื่อเด็กของผม ฉลาดมากที่เอาความไหลลื่นมาหาเศษหาเลยตลอด จองโมนี่ก็ไว้ใจคนง่ายเกิน ไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามันมาแต่ล่ะทีโอบเอวบ้าง กอดคอบ้าง ลูบหลังบ้าง เฮ้ยนั่น!

                “เฮ้ย! ไอ้บ้า!!” จองโมสะดุ้งโหยงเมื่อแทวอนบีบสะโพกของตัวเองซะเต็มมือ

                “โหย ตูดนิ่มจังวะ ขอพี่ลองมั่งได้มั้ยน้อง ต้องต่อคิวมั้ย ฮ่าๆๆ” แทวอนยักคิ้วหลิ่วตาเหมือนไม่จริงจัง แต่มันกลับกำลังจะทำให้เจย์หมดความอดทนลงด้วยประโยคเหล่านั้น ก็ดูคนที่อยู่รอบบาร์แถวนั้นสิ เหมือนจะทำเป็นไม่สนใจแต่หูผึ่งเชียว แล้วสายตาแต่ล่ะคนทำไมจะต้องมองไปที่ส่วนล่างของจองโมด้วยล่ะ แม่งเอ๊ย!

                “บ้านแกเซ่! ไปไกลๆเลยไป เดี๋ยวปาด้วยแก้วนี่เลย ไอ้นี่นับวันยิ่งชักลามปาม” จองโมยกเท้าจะไล่ถีบจนอีกฝ่ายวิ่งออกไปซะก่อน

                “จองโม!!” เจย์ร้องเรียก ทำให้เจ้าของชื่อหันมาอย่างหน่ายๆ

                “จะรับอะไรเพิ่มครับ คุณลูกค้า” จองโมเบะปากอย่างไม่สนใจ

                “อย่าไปใกล้มันให้มากนะไอ้นั่นน่ะ ชั้นไม่ชอบ” เจย์ขมวดคิ้ว

                “นั่นมันเรื่องของคุณนี่ที่จะชอบหรือไม่ชอบใคร แล้วมันมาเกี่ยวอะไรกับผมด้วย ถ้าไม่สั่งอะไรผมขอตัวนะ”

                “อย่าอวดดีให้มันมากนะจองโม หัดดูคนรอบข้างบ้าง ถ้าเป็นไปได้มันข่มขืนนายกลางบาร์นี่แล้ว อย่ามั่นใจในตัวเองนักเลย”

                “อย่าคิดว่าทุกคนจะต้องคิดสกปรกเหมือนตัวคุณเองสิ กลับไปเถอะ ถ้าคุณจงใจมาหาเรื่องผมแบบนี้น่ะ”

                “ถ้าไม่เป็นห่วงจะมาเฝ้ามั้ย ไอ้เด็กงี่เง่า” เจย์จ้องหน้าด้วยความไม่พอใจ

                “เออ! ผมมันงี่เง่า จะมาสนใจผมทำไมล่ะ ใครไปขอร้องให้คุณมาเป็นห่วงกันไม่ทราบ ผมไม่ได้ต้องการเลยสักนิด คุณรั้นจะทำเองต่างหากล่ะ ท่านอาจารย์เจย์คิม” จองโมกัดปากสู้เช่นกัน

                เจย์มองใบหน้าหวานของอีกฝ่ายผ่านแววตาผิดหวังกับสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่นี้ พยักหน้ารับเบาๆก่อนจะวางเงินค่าเครื่องดื่มแล้วเดินออกไปทันที

                เหลือไว้แต่จองโมที่เริ่มจะทบทวนถึงสิ่งที่ตัวเองได้พูดออกไป ความรู้สึกผิดค่อยๆคืบคลานมาเกาะกินหัวใจมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นคนๆนี้ทีไรเค้าไม่สามารถบังคับตัวเองให้พูดจาดีๆได้สักที ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะตั้งแต่เรื่องในวัยเด็กแล้วก็ได้มั้ง เค้าว่าเค้าก็ไม่เคยไปทำอะไรให้หมอนี่นะ ตอนที่เจอกันครั้งแรกเค้ายอมรับเลยว่าแอบเก็บหมอนี่เป็นฮีโร่ในดวงใจด้วยซ้ำก็เล่นเท่ห์ซะขนาดนั้น แต่แล้วก็ได้รู้ว่าเพื่อนสนิทของพี่ชายตัวเองมันไม่ได้ต่างอะไรกับปีศาจเลยแม้แต่น้อย คอยแกล้งเค้าอยู่ตลอด ที่ช็อกสุดก็คงจะเป็นที่อยู่ดีๆก็อุ้มเค้าในตอนนั้นซึ่งยังตัวเล็กมากขึ้นไปจูบเฉยเลย นับจากที่เค้าเสียจูบแรกไปแล้ว ครั้งต่อๆมามันก็เลิกแกล้งเค้าด้วยวิธีอื่นๆ มาเป็นจูบไม่ก็หอมแก้มทุกครั้งที่มีโอกาสเลยล่ะ แม้เค้าจะดิ้นสู้แต่มันก็แรงเยอะชิบเป๋งเลย บางทีจูบต่อหน้าพี่ชายเค้าก็มี เค้าก็ได้แต่สงสัยทำไมพี่ไม่ว่าอะไรมันมั่ง จนกระทั่งอยู่ๆมันก็หายไป พี่บอกว่ามันไปเรียนต่อที่เมืองนอก ทั้งๆที่เค้าควรจะดีใจแต่มันเหมือนกับว่าบางสิ่งมันหายไปจากชีวิต มันเหงามากๆเลยล่ะ เนิ่นนานหลายปีที่ไม่มีแม้แต่การติดต่อกลับมาเลยสักครั้ง เค้าเฝ้ารอทุกวันว่าพี่จะพูดถึงมันบ้างแต่ก็ไม่เลย มีตอนที่อายุสิบห้าเท่านั้นที่พี่หลุดปากออกมาว่ามันเอ่ยขอตัวเค้ากับพี่ บอกว่าอีกสิบปีจะมารับคืน เค้าเก็บอาการได้ดีเลยนะตอนนั้น แต่ในใจมันเต้นตึกตักๆ พอได้เจอกันอีกครั้งหนึ่งกลับพบว่ามันรักใครอีกคนไปเสียแล้ว มันคงลืมผมไปแล้วล่ะมั้งในช่วงเวลาสิบปีที่หายไป ยังมีเพียงแต่ผมเท่านั้นที่รอมันกลับมา แล้วพอมันผิดหวังจากอาจารย์ฮีชอล ผมกลับมีค่าในสายตามันขึ้นมา แบบนี้จะไม่เป็นการดูถูกผมไปหน่อยหรอ!

                หลังจากไล่หมอนั่นไปแล้วเค้าก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเลย จนไม่อยากทำงานต่อแล้ว จึงขอลากลับตั้งแต่เที่ยงคืน ทั้งๆที่ปกติเวลาเลิกงานคือตีสอง เปลี่ยนชุดกลับเป็นปกติแล้วก็เดินออกมาทางด้านหลังร้านก็ต้องอึ้งยิ่งกว่า เมื่อเจอเข้ากับเจย์ที่นั่งบนขอบรั้วถนนท่ามกลางหิมะที่ตกลงมาปรอยๆ นี่อย่าบอกนะว่านั่งรออยู่ตรงนี้มาตลอด?

                “บ้านช่องไม่มีให้กลับหรอ มานั่งตากหิมะเล่นน่ะ” จองโมเดินล้วงกระเป๋าเสื้อโค้ทของตัวเองเดินเข้าไปถามคนที่นั่งอยู่

                “รอเด็กโข่งบางคนอยู่” เจย์สบตาอีกฝ่าย ในขณะที่จองโมให้ความสนใจกับบรรดาหิมะบริเวณผมและตามเสื้อผ้าของอีกฝ่ายมากกว่า

                “พาโบ...โง่จริงๆเลยอาจารย์” จองโมอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปปัดเกล็ดน้ำแข็งบางๆออกจากผมสีดำสนิทของอีกคน

                เจย์ยิ้มน้อยๆกับอาการของคนตรงหน้า ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือที่กำลังปัดผมของตัวเองอยู่ ทำให้จองโมชะงักเล็กน้อย

                “เกลียดกันมากเลยหรอ...” เจย์ถามเบาๆแต่เสียดแทงความรู้สึกของคนฟังได้เป็นอย่างดี

                “คิดว่าไงล่ะ...” จองโมกวนกลับ

                “อย่าเกลียดเลยนะ ไม่อยากให้เป็นแบบนั้นเลย” เจย์ดึงมือที่กุมอยู่นั้นมาแนบกับแก้มสากของตนเอง จองโมเม้มปากคิดอะไรเล็กน้อย ก่อนจะยกอีกมือหนึ่งของตนเองไปแนบแก้มอีกข้างของเจย์

                “ต้องการอะไร” จองโมมองตาอีกฝ่ายอย่างแน่วแน่ไม่หลบ ขณะที่เจย์ก็ยกมือแนบมืออีกข้างของเค้าเอาไว้ โชคดีที่เวลานี้ไม่มีใครจะสนใจเดินผ่านมาทางนี้เนื่องจากยังเป็นเวลาสนุกกันอยู่ในผับ ตรอกซอยเล็กๆนี้จึงเป็นที่ส่วนตัวพอสมควร

                “ยังไม่รู้ว่าต้องการอะไร รู้แต่วันนี้ไม่พอใจ แต่ไม่อยากทำให้นายเสียงาน เลยออกมาสงบสติอารมณ์ข้างนอกดีกว่า” เจย์ชักเสียงไม่พอใจเล็กน้อย

                “ไม่พอใจเรื่องอะไร...หรือไอ้แทวอน?” จองโมเลิกคิ้ว

                “นั่นก็ด้วยล่ะ แต่เอาจริงๆไม่พอใจหลายส่วนนั่นล่ะ ไม่อยากให้ทำงานที่นี่ แต่ถึงขอร้องยังไงก็ไม่เลิกอยู่ดี ก็ไม่เป็นไรพี่มานั่งเฝ้าก็ได้” เจย์ถอนหายใจ เลื่อนมือลงแล้วนำข้างหนึ่งไปโอบเอวจองโมให้เขยิบเข้ามายืนกลางหว่างขาของตนเอง กักกันสร้างอาณาเขตไว้ไม่ให้อีกฝ่ายหลุดไปไหนได้

                จองโมมองลึกเข้าไปในแววตาของอีกคนก็พบเข้าจริงๆนั่นล่ะความห่วงใยนั้น ไร้ซึ่งการเสแสร้งแกล้งทำจริงๆ พอย้อนถามใจตัวเองในวันนี้ มันเหนื่อยรึยังกับการวิ่งหนีต่อไปเรื่อยๆ คำตอบที่ได้ก็คือมันล้ามากพอแล้ว ตอนนี้เค้ากำลังสัมผัสคนที่รอมาตลอดหลายปีแล้ว จะทำอะไรก็ทำเถอะ อย่าปล่อยให้เค้าหลุดมือไปอีกครั้งเลย

                “เด็กขี้แยในตอนนั้น เผลอแป๊บเดียวโตขึ้นเยอะเลยนะ” เจย์ยิ้มบางๆ

                “แป๊บเดียวที่ไหน คุณหายไปตั้งสิบปี” จองโมเน้นย้ำ

                “ก็...หายไปให้เด็กคนนั้นโตก่อนไง ไม่คิดว่าพอกลับมาจะกลายพันธ์ไปได้ขนาดนี้”

                “ไอ้กลายพันที่ว่าหมายความว่ายังไงกัน” จองโมขมวดคิ้วไม่พอใจ

                “ก็...สูงขึ้นมาก แต่ดันหน้าหวานกว่าเดิมซะอีก แต่ที่ไม่เปลี่ยนไปก็มีคือยังผอมแห้งเหมือนเดิม เสียงเป็นเป็ดเหมือนเดิม นิสัยซื่อๆ แต่ที่ไม่รู้ก็คือความรู้สึกยังเหมือนเดิมรึเปล่า” เจย์ยักไหล่เล็กน้อย

                จองโมนึกประโยคกวนๆอื่นๆที่จะมาพูดต่อ แต่มันก็ไม่มีแล้ว เหลือเพียงแต่ความรู้สึกภายในใจตัวเองล้วนๆเท่านั้น

                “คุณ...ใจร้ายมากเลยนะ หายไปโดยไม่ลาผมเลยตั้งสิบปี ทิ้งให้ผมรอถึงสิบปี ไม่มีแม้แต่การส่งข่าว ไม่มีแม้แต่จดหมายซักฉบับ และยังไปรักคนอื่นอีก ไหนว่าขอผมจากพี่แล้วไง...คุณมันคนไม่รักษาสัญญา” จองโมต่อว่าด้วยความน้อยใจ แต่กลับเป็นการทำให้เจย์ยิ่งชัดเจนในความรู้สึกของตัวเองทันที

                “ก็กลับมารับคืนแล้วนี่ไง จะไม่แก้ตัวใดๆทั้งสิ้นกับสิ่งที่นายพูดมา แต่วันนี้พี่กลับมาแล้วนะเจ้าโมโม่ จะให้โอกาสพี่ซักครั้งได้มั้ยล่ะ เริ่มต้นกันใหม่นะ...” เจย์เอื้อมมือที่ว่างขึ้นไปลูบแก้มของจองโมที่ยืนอยู่

                “ถ้าคุณหายไปอีกครั้ง หรือกล้าแม้แต่จะปล่อยมือผม บอกไว้เลยนะว่าผมมันไม่มีวันยอมแน่นอน เพราะผมจะไม่มีทางปล่อยมือคุณแน่” จองโมจ้องหน้าแววตาเอาเรื่อง แต่มันกลับดูน่ารักพิกลในสายตาของเจย์

                “เรียกแต่คุณกับอาจารย์อยู่ได้ ตั้งแต่กลับมาเคยได้ยินเสียงเรียกฮยองอยู่ไม่ถึงสองครั้งเองมั้ง” เจย์ขมวดคิ้ว

                จองโมอมยิ้มค่อยๆก้มตัวลงมาจนใบหน้าอยู่ในระดับเดียวกันกับเจย์ที่นั่งอิงริมรั้วถนนอยู่ แล้วกระซิบเบาๆ

                “เจย์ฮยองครับ...รักนะครับ ตั้งแต่สิบปีที่แล้ว จนถึงตอนนี้ ได้โปรดอย่าหนีไปรักใครอีกเลยนะ ผมขี้เกียจรอแล้ว รักผมซะทีเหอะ” พูดเสร็จก็ยักคิ้วกวนๆปิดท้ายอีกต่างหาก

                เจย์ยิ้มพร้อมหัวเราะขำเบาๆกับการบอกรักกึ่งขู่ที่น่ารักที่สุดในโลกเท่าที่เคยได้ยินมา ไร้ซึ่งความหวานจริงๆนะคิม จองโมแบบนี้สิถึงจะสมเป็นเจ้าตัวแสบของผม

                “ก็รักมาตั้งแต่ต้นแล้วเจ้าเด็กดื้อ ไม่งั้นคงไม่กล้าเสี่ยงกับฝ่าเท้าพี่นายหรอก ขอโทษที่ปล่อยให้รอนะ รักนายเหมือนกัน คราวนี้จะผลักออกล่ะ ให้สมกับที่รอคอยมานานซักที” เจย์พูดก่อนจะเลื่อนมือจากเอวขึ้นมาเป็นบริเวณท้ายทอยของอีกฝ่ายแล้วโน้มเข้ามาประกบริมฝีปากแทน

                จองโมก็เลื่อนมือของตนเองวางบนไล่ของเจย์ข้างหนึ่ง และแนบแก้มเพื่อองศาที่เหมาะสมอีกข้างหนึ่ง จากนั้นจึงตอบรับรสจูบที่คนตรงหน้ามอบให้ด้วยความรู้สึกทั้งหมดที่มี

                หิมะที่โปรยปรายลงมาอย่างบางเบาแต่สม่ำเสมอ คล้ายจะเป็นการร่วมแสดงความยินดีกับเรื่องราวความรักเรื่องใหม่ของโลกที่ถูกถักทอขึ้นโดยคนสองคนที่วันนี้ยอมลดทิฐิภายในหัวใจของตนเองจนหมดแล้ว เหลือเพียงความรู้สึกที่แท้จริงของกันและกันเท่านั้น

                เจย์มองใบหน้าของคนรักหมาดๆด้วยหัวใจที่พองโต มือที่เกาะกุมกันเดินเลียบไปตามหนทางที่ใช้กลับบ้านของจองโมนั้นทอดยาวออกไปเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งๆที่จะนั่งรถกลับเลยก็ได้ทั้งง่าย สะดวกและรวดเร็ว แต่น่าแปลกที่ทั้งเค้าและจองโมกลับยืนดีที่จะเดินกุมมือท่ามกลางแบบนี้มากกว่า และเค้าเองก็หวังว่าถนนมันจะยาวออกไปเรื่อยๆ ตอนนี้ไม่มีแล้วความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ หรือคนอาศัยข้างบ้าน มีเพียงเราสองคน มีพียงผมกับเค้า คิม จองโมของเจย์คิม

 

 

          ...นั่นล่ะนะ ทางนี้พวกเราก็สบายดีกันทุกคนล่ะ แต่คิดถึงนายกับคิบอมกันมาก หวังว่าพวกนายสองคนจะมาร่วมงานแต่งของพี่โซรานะ เพราะชั้นเชิญพวกเราทุกคนไปแล้วต่างพร้อมจะมากันทั้งนั้น ส่วนเรื่องการ์ดและรายละเอียดไว้เป็นทางการเมื่อไหร่จะรีบส่งไปให้นายเลยทันที หวังว่านายเห็นอีเมลล์ฉบับนี้แล้ว นายจะเขียนกลับมาเล่าเกี่ยวกับการใช้ชีวิตที่นั่นให้พวกเราฟังบ้างนะ ขอให้นายกับคิบอมมีความสุขกันมากๆ รีบกลับมาเกาหลีล่ะ อย่าลืมว่ามีคนที่นี่รออยู่อีกมากมาย โดยเฉพาะชั้น รักนายนะทงเฮ (นายด้วย คิบอม)

 

ดูแลสุขภาพกันด้วยล่ะ, ลี ฮยอคแจ

 

 

                ทงเฮยิ้มบางๆเมื่ออ่านอีเมลล์ฉบับนี้จนจบ พร้อมกับวางมือบนท่อนแขนที่โอบรัดตนเองจากทางด้านหลัง เค้าเชื่อว่าคิบอมก็จะต้องกำลังยิ้มเหมือนกับเค้าแน่ๆเลย

                “ไว้พี่ฮยอคแจส่งการ์ดมาเมื่อไหร่ เราก็กลับเกาหลีกันนะครับ” คิบอมจูบกลุ่มผมนิ่มของคนรักเบาๆ

                “คิดถึงที่นั่นจังเลยเนอะ” ทงเฮยิ้มหวานหันไปมองหน้าอีกฝ่าย

                “ครับ กลับไปคงมีเรื่องให้พูดคุยกันมากมายเลยล่ะ หวังว่าทุกคนจะสบายดี” คิบอมยิ้มกลับให้ทงเฮเช่นเดียวกัน

                “ปีกว่าแล้วหรอเนี่ย...ที่เราพบกันน่ะ คิบอม” ทงเฮยกมือข้างหนึ่งไล้ไปบนแก้มของใบหน้าคม

                “เนิ่นนานในความรู้สึกนะทงเฮว่ามั้ย เหมือนจะไม่นานแต่ก็มีหลากหลายเรื่องราวเกิดขึ้นมากเลยล่ะ มากจนบางทีผมก็เคยคิดว่ามันอาจจะไม่ใช่เรื่องจริง” คิบอมยกมือข้างนั้นของทงเฮมาจูบเบาๆ

                “ความรักมันยิ่งใหญ่มากพอให้คนเรายอมลัดฟ้าข้ามน้ำข้ามทะเลมาพบกันเลยเนอะทั้งชั้นและนาย หรือจะเป็นลุงเกิงกับอาจารย์ฮีชอล และอย่างอาจารย์เจย์กับจองโมสิ ขนาดแยกกันไปเป็นสิบปี...สุดท้ายยังได้กลับมาพบกันอีก” ทงเฮนึกไปก็อดยิ้มตามไปไม่ได้

                “ครับ...ความรักเป็นพลังที่ไม่มีขีดจำกัดเลยล่ะ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามันจะเกิดขึ้นตอนไหน ที่ไหน และกับใคร มันอยู่เหนือทุกการควบคุมเลยทีเดียว”

                “ชั้นไม่เคยรู้จักหรือพบกับความรักมาก่อนจนเมื่อวันหนึ่งได้พบกับนายนั่นล่ะ ชั้นถึงได้พบว่าการรักใครสักคนนั้นมันช่างเป็นเรื่องที่วิเศษที่สุดในชีวิต ขอบคุณนะคิบอม ขอบคุณที่เข้ามาเติมเต็มชีวิตของชั้น”

                “ผมต่างหากล่ะครับทงเฮ...ที่จะต้องเป็นฝ่ายพูดคำว่าขอบคุณ ขอบคุณที่ทงเฮเชื่อใจผม ขอบคุณที่ทำเพื่อผมถึงขนาดนี้ ยอมวางชีวิตไว้ในมือคู่นี้ของผม และผมอยากจะขอให้ทงเฮมั่นใจเลยว่าผมจะไม่มีวันปล่อยให้ความรักและทุกความรู้สึกที่มีมันลดน้อยลง ผมรักทงเฮ มันเป็นสิ่งที่ผมรู้สึกได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราพบกันเมื่อวันนั้นในสนามบิน และมันยังคงชัดเจนมาจนถึงตอนนี้ ซึ่งจะไม่มีวันเปลี่ยนไป”

คิบอมสบตาทงเฮพร้อมกับสื่อความรักที่มีผ่านทางดวงตาของกันและกัน อ้อมกอดที่มีให้กันนั้นเมื่อกับแสงแดดอ่อนๆที่ส่งประกายความอบอุ่นให้กับหัวใจได้มีแรงลุกขึ้นต่อสู้กับชีวิตในแต่ละวัน ไม่ว่าจะมีปัญหาใดๆ ขอเพียงใจเพราะมีกันและกันมันก็เพียงพอแล้วล่ะสำหรับความรัก ขอบคุณทุกสิ่งที่นำพาผมให้ได้มาพบกับเค้า ลี ทงเฮของคิม คิบอม

 

 

 

 

“พี่หน้าหวาน...พี่คิดว่าการที่เราได้มาพบกันที่นี่

เป็นเพราะความบังเอิญ หรือ โลกกลม กันครับ?

 

 

“นายคิดแบบนั้นหรอ แต่พี่กลับคิดว่า....มันเป็นเรื่องของ

พรหมลิขิต ต่างหากล่ะ น้องหน้าหล่อ”




















UPDATED 06/10/2013
ในที่สุดก็อัพจนจบ ลากยาวมาหลายปีเลยเรื่องนี้ : )
มีความทรงจำดีๆเยอะมากตลอดเวลาที่เขียนเรื่องนี้
เป็นฟิคเอสเจเรื่องสุดท้ายของสวนจีน ที่แฮปปี้มากๆ
ขอบคุณทุกคนที่ติดตามกันมาตลอด และฝากผลงานเรื่องอื่นๆด้วย

มีอะไรติดต่อทักทายกันได้เสมอ @suanjean  รัก และ รัก 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4,535 ความคิดเห็น

  1. #4535 HyukJewel (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 14 มีนาคม 2559 / 21:43
    ฮยอกแจกับมินโฮนี่เจอผอโหดจังเลยนะ สงสาร 55555
    จบแฮปปี้กันทุกคู่เลย
    เราคงได้อ่านฟิคเรื่องนี้อีกรอบนะ
    ชอบเคะที่ไม่อ่อนแอ แต่ขี้อ้อนแค่เวลาที่จำเป็น
    ชอบฟิคเรื่องนี้ ติดดาวเป็นเรื่องโปรดอีกเรื่องไปเลย
    ขอบคุณที่แต่งฟิคสนุกๆ นะคะ
    #4,535
    0
  2. #4452 piggy-oun (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2556 / 14:03
    จบแบบ Happy Ending กันทุกคู่เลยค่ะ
    #4,452
    0
  3. #4451 piggy-oun (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2556 / 14:00
    จบแบบ Happy Ending กันทุกคู่เลยค่ะ
    #4,451
    0
  4. #4450 jumpup0411 (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2556 / 13:22
    ฟินมากกกกกกกกกกกกกกกกกก

    อาจารย์เจย์คิมกะคิมโมโม่น่ารักมากๆค่ะ ^^

    #4,450
    0
  5. #4445 -((`คิมทงเฮ.รอ๑๓ (จากตอนที่ 109)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2556 / 01:27
    เพิ่งเห็นว่าจบแล้ว
    อ่านในหนังสือจนจะเปื่อยหมด
    (พยายามจะไม่อ่านแต่อใจไม่ไหวต้องหยิบมาอ่านทุกที)
    ตอนนี้อยู่หอมหาลัยไม่ได้หอบมาด้วย
    ว่าจะอ่านอีกสักรอบ :)
    #4,445
    0