BAP :: See You In California [LODAE]

ตอนที่ 6 : #LoDaeInCalifornia : Special : 1 : Wedding Life Is Not Easy

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 467
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    9 ก.ย. 60

   
(c)              Chess theme
  


(ตอนนี้เป็นเพียงตอนพิเศษ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ (?) กับเนื้อเรื่องหลัก
การก้าวกระโดดของเนื้อเรื่องและความสัมพันธ์ของตัวละครอาจกระโตกกระตาก
และโปรดอย่าคาดหวังให้เนื้อเรื่องหลักสอดคล้องกับเนื้อเรื่องของตอนนี้
เพราะทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นได้ในฟิคของเรา / ด้วยรัก ขอให้อ่านอย่างสนุก)



อ่อ เมตตาคุณพระเอกเขาด้วยนะ : )

















“ True love is about growing up as a couple,
learning about each other and never give up on each other.”

 




 

            ว่ากันว่าผู้ชายเจ้าชู้มักจะได้ลูกสาว แล้วกรรมเวรที่เคยเหลวแหลกสมัยเป็นวัยรุ่นก็จะมาตกทอดให้ชดใช้ตอนแก่ด้วยการเห็นลูกสาวตัวเองโดนผู้ชายเจ้าชู้คนอื่นเข้ามาทำให้เสียใจต่อหน้าต่อตา ส่งผลให้กลายเป็นคนระแวงและหวงลูกสาวเข้าขั้นสุด

            แต่เวรเถอะ!

            ผมไม่ใช่คนเจ้าชู้สักหน่อย ทำไมจะต้องกลัวด้วยล่ะ

            โอเค ใช่แล้ว! ผมมีลูกสาว สวยมากด้วย เธอกำลังโตเป็นวัยรุ่น วัยที่สำคัญที่สุดในชีวิต และนี่ก็ทำเอาผมปวดหัวสุดๆไปเลย

            เพราะผมจดจำได้อย่างขึ้นใจเลยน่ะสิว่าตอนเป็นวัยรุ่นนั้นผมใช้ชีวิตสุดกู่แค่ไหน

            ทำไมผมจะไม่รู้ทันลูกสาวตัวเองล่ะ!

 

 



 

I trusted you

Yeah that would be my first mistake

 

 



 

            “ขมวดคิ้วพึมพำอะไรอยู่คนเดียวแบบนั้น เป็นบ้าเหรอ” เมอร์ลินหอบถุงกระดาษสีน้ำตาลซึ่งข้างในเต็มไปด้วยของที่ซื้อมาจากซุปเปอร์มาร์เก็ตเข้ามา เขาเดินผ่านผมตรงไปยังห้องครัวพร้อมหัวเราะร่า

            “ไปไหนมา” ผมถามทั้งที่ก็พอจะเดาออกอยู่แล้ว ผมไม่เห็นเขาเกือบสองชั่วโมงได้ถ้านับจากตอนที่ผมตื่น เมื่อคืนผมนั่งทำงานผ่านอินเตอร์เน็ตจนดึก ส่งผลให้เช้านี้ตื่นสายไปหน่อย

            “นี่ไม่รู้จะพูดเรื่องอะไรหรือเปล่าถึงถามแบบนี้” เมอร์ลินหันมาทางผมราวกับว่าผมพ่นคำไร้สาระออกไป “ไม่สบายก็ไปกินยาซะไป”













            “ถามก็ตอบสิ” ผมมองเขาจัดของใส่ตู้เย็นและตู้เก็บของกินเหนืออ่างล้างจาน

            “ไปซื้อของมาใส่ตู้เย็นเอาไว้นี่ไง ตาบอดหรือไง”

            ผมเลื่อนสายตามองเสื้อผ้าที่เขากำลังใส่ “จะออกไปข้างนอกนี่แต่งตัวดีๆไม่เป็นหรือไง” ผมหมายถึงกางเกงขาสั้นเหนือเข่า เสื้อยืดตัวใหญ่ที่ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นของผมเอง แล้วก็รองเท้าแตะ เขาตัวเล็กไม่เคยเปลี่ยน พอมาใส่เสื้อของผมแล้ว เวลาขยับตัวก้มทีคอเสื้อมันลึกจนเห็นเข้าไปถึงข้างในหมดแล้ว

            “นี่ โรม...” เมอร์ลินหยุดเก็บของ ยืดตัวตรงหันมาคุยกับผมราวกับว่ากำลังรำคาญใจขนาดหนัก “นายลืมไปหรือเปล่าว่าซุปเปอร์มาเก็ตที่ว่านี่อยู่ห่างจากบ้านเราไปไม่ถึงสิบห้านาทีนี่เองนะ จะให้ฉันใส่สูทผูกไทต์ออกไปเลยไหมล่ะ”

            ถึงแม้คำว่า บ้านเราจะทำให้หัวใจของผมอิ่มเอิบไม่น้อย แต่สีหน้าและน้ำเสียงของเขากลับทำให้ใจผมขุ่นได้ไม่ยาก

            “ถ้ากวนอีกทีจะเดินไปตบปากแล้วนะ” ผมพูดด้วยท่าทีที่เขาก็คงรู้ว่าผมพูดไปงั้น ไม่ได้คิดจะทำแบบนั้นจริงๆหรอก

            “ลูกล่ะ” เขาเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน

            “จูเลียตน่ะเหรอ”

            “แล้วนายมีลูกคนอื่นอีกไหมล่ะ หรือว่ามีที่ซุกซ่อนไว้อีก” เขาพูดขณะที่จัดของที่เหลือเข้าตู้ ผมมองเห็นผลเลม่อนสีเหลือง แครอทสีส้มจัด และกะหล่ำปลีสีม่วงด้วย

            “ตกลงชวนทะเลาะใช่ไหม” ผมโยนโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะหมดอารมณ์จะอ่านอีเมลที่ยังคั่งค้างเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน

            “ใครกันแน่ที่กวนประสาท ตื่นมาเจอหน้าก็หาเรื่องกันเลยเนี่ย” เขาจัดการพับถุงสีน้ำตาลเก็บเข้าลิ้นชักเพื่อเอาไว้ใส่ของอย่างอื่นวันหลัง แล้วเดินมาทางผมที่ตามมานั่งอยู่บนเก้าอี้โต๊ะกินข้าวเพื่อจะผ่านไปยังส่วนอื่นของบ้าน

            ผมดึงแขนเขาให้มานั่งอยู่บนตักพอดิบพอดี สอดแขนหนึ่งโอบรอบเอวคอดของเขาเอาไว้ เมอร์ลินในวัย 31 ปียังคงมีร่างกายที่ผอมบางเหมือนผู้หญิงอยู่เช่นเดิม ไม่มีส่วนเกินของไขมันแม้แต่น้อย ผิวตัวเนียนละเอียด เส้นผมนิ่มเหมือนวัยแรกรุ่น

            ผมซบหน้าลงบริเวณท้ายทอยของเขา มืออีกข้างที่ว่างก็ลูบไล้ต้นขาที่โผล่ออกจากกางเกงขาสั้นนั้น สลับกับอีกข้างที่โอบรัดเอวเขาไว้ไม่ยอมคลาย สูดผมความหอมของผิวตัวเขา ประทับจูบหลังต้นคอจนเขาต้องย่นคอหนี

            เมอร์ลินไม่ขัดขืนอย่างจริงจัง ปล่อยให้ผมได้สัมผัสร่างของเขาแบบนั้นอยู่หลายนาที เส้นผมประบ่าระต้นคอของเขาถูกจัดเป็นทรงอย่างดี กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มลอยละล่องจากเสื้อผ้าที่สวมอยู่ สะโพกอิ่มของเขาขยับเข้ามาชิดกับตักของผมเมื่อรู้สึกว่ากำลังจะตกจากเก้าอี้ รองเท้าแตะหลุดไปกองอยู่ที่พื้น




 

Yeah I… I’ve been lied to

 

 

 

 

            ผมสบถออกไปหนักๆหนึ่งทีเมื่อสัมผัสว่าเขาดื้อกับผมอีกแล้ว “ออกไปข้างนอกทำไมไม่ใส่กางเกงใน” มือข้างที่ล้วงเข้าไปจับต้นขาของเขาเมื่อเลื่อนขึ้นสูงก็เจอเพียงบ็อกเซอร์ตัวบางเท่านั้น

            เขาคงจับอารมณ์เสียของผมได้ “ก็ใส่บ็อกเซอร์อยู่ไง ไปแค่นี้เองไม่เป็นไรหรอก”

            ผมเลื่อนมือที่กอดเอวเขาล้วงเข้าไปในสาบเสื้อสัมผัสกับเนินอกนุ่มหยุ่นที่มีเนื้อนูนไม่ใช่แบนราบเหมือนกับผู้ชายคนอื่น จากนั้นก็กัดฟันแน่นกว่าเดิม “โอเค ไม่ใช่บ็อกเซอร์ยังพอรับได้ แต่นี่ไม่ใส่บราด้วยเหรอ”

            “โธ่โรม เสื้อยืดตัวนี้ของนายมันหนานะ ฉันดูแล้วว่าไม่เห็นหรอก” เขางอตัวจนแทบเหมือนกุ้งเมื่อผมขยับมือขยี้ติ่งไตของเขาด้วยความไม่พอใจ “อ๊ะ! โรม ฉันเจ็บ... เบาๆสิ” เมอร์ลินห่อปากร้องเมื่อผมยังบดบี้มันทีละข้างไม่หยุด “โรม... มู่เจ็บ...”

            “ไม่... ไม่ได้ผล” ผมรีบดักทางเมื่อเขาแสดงลูกอ้อนออกมาอีกครั้ง

            “มู่เจ็บนมนะโรม เบาๆ เดี๋ยวมันบวม” เขาบดเบียดสะโพกกับกลางลำตัวของผม เจ๋งเป็นบ้า ยัยปีศาจตัวนี้ ตั้งแต่เด็กจนโตขนาดนี้ ยังปั่นหัวผมได้ไม่หยุด

            “ทำไมพูดอะไรไม่ฟัง ทำไมต้องดื้อ ทำไมชอบทำให้อารมณ์เสีย” ผมใส่รัวเป็นชุด ก่อนจะรวบตัวเขาอุ้มเดินตรงไปยังห้องนอนของเรา วางเขาลงบนเตียงอย่างไม่ได้ถนอมนัก ถอดเสื้อตัวเองออกทางหัวโยนทิ้งไปบนพื้น

            “โรม มันเพิ่งจะสิบเอ็ดโมงเองนะ” เขาหันมองนาฬิกาบนผนังแล้วผวาดันอกผมไว้

            “อยู่นิ่งๆ ไม่งั้นเจ็บ” ผมปัดมือเขาออก

            เมอร์ลินยังคิดจะประวิงเวลา “เดี๋ยวลูกมาเห็นนะ อื้อ...” เขาเอียงหน้าหลบเมื่อผมโฉบเข้าไปงับบริเวณชีพจรตรงซอกคอ “โรม! ฟังมู่บ้างสิ!” เขาทุบที่ต้นไหล่ของผม แต่แรงของเขากับผมมันต่างกันเยอะนะ

            “จูเลียตไปเล่นที่หาดตั้งแต่ตอนที่ฉันตื่นแล้ว”

            “ไปอีกแล้วเหรอ...” เขาถามขณะที่ผมจัดการถอดกางเกงขาสั้นและบ็อกเซอร์ของเขาออกไปสำเร็จแล้ว ตามมาด้วยดึงเสื้อยืดตัวปัญหาให้หลุดออกไปด้วย “เมื่อวานก็เพิ่งไปกับฉันเองนะ โต้คลื่นสองวันติดเลยหรือไง”

            ผมเริ่มฉุนขึ้นมาอีกรอบ “ที่ไปเมื่อวานมาก็มีคนมาจีบนายอีกใช่ไหมล่ะ” ผมมองจนตาแทบขวางใส่เขา “เสน่ห์แรงไม่หยุดเลยนะ คุณหนูเมอร์ลิน”

            “ยัยหนูมาฟ้องนายเหรอ ตัวแสบ...” เขาเข่นเขี้ยว

            แต่ยังไม่เท่าผมหรอกนะ “นายต่างหากที่เป็นตัวแสบ ไปอ่อยมันหรือเปล่า ให้ท่ามันใช่ไหม” ผมใช้สองมือบีบไหล่เขาแน่น

            “จะบ้าหรือไง อ่อยอะไร ให้ท่าบ้าบอน่ะสิ ขืนทำแบบนั้นฉันก็โดนนายซ้อมพอดีสิ” เขาพยายามจะสะบัดไหล่ออกจากมือของผม “ฉันไม่ได้เล่นหูเล่นตาอะไรกับเขาทั้งนั้น”

            “อย่าให้จับได้ก็แล้วกัน” ผมพูดพลางจับเข่าของเขาแยกออก

            เมอร์ลินเบะปากด้วยท่าทางที่ผมหมั่นไส้เป็นที่สุด “ทำไม ถ้าจับได้แล้วจะทำไม กล้าซ้อมฉันจริงๆเหรอ งั้นฉันจะไปฟ้องแดนกับพี่ทิมนะ” ลอยหน้าลอยตาพูดอีกต่างหาก “เตรียมลายเซ็นสวยๆไว้เซ็นใบหย่าได้เลย”

            “หย่างั้นเหรอ...” ผมทวนคำพูด “จะให้ตบปากกี่ทีดีล่ะ” ผมเงื้อมือข้างหนึ่งขึ้น แม้เมอร์ลินจะเชิดหน้าท้าทายแต่แววตาเขาก็ยังสะท้อนความกลัวออกมาให้เห็นอย่างปิดไม่มิด “ทำไมวันนี้ดื้อนัก” ผมเป็นฝ่ายลดมือลงในที่สุด

            “จะเอามั้ย ไม่เอาก็หลบ ฉันจะได้ไปทำอะไรอย่างอื่นต่อ” เขายกเท้ามาเหยียบบนแก่นกายของผมเบาๆ

            “อย่าท้า ถ้าไม่อยากเดินขาถ่างให้อายลูกมันน่ะ” ผมตีต้นขาเขาเบาๆเป็นการเตือน “เอวยอกไปรอบที่แล้วไม่เข็ดใช่ไหม” ผมทวนความจำให้เขาอีกรอบจนใบหน้าเนียนนั้นขึ้นสีแดงจัด

            เขาคงไม่กล้าลืมหรอก ครั้งที่ไปปาร์ตี้กับเพื่อนจนเมาแทบจำทางกลับบ้านไม่ได้ แถมยังกล้าเรียกชื่อนายแบบคนอื่นให้ผมได้ยินตอนไม่มีสติอีก ตอนนั้นผมไม่สนแล้วว่าเขาจะตั้งใจไหม จะสลบไสลหรือเปล่า โชคดีที่จูเลียตไปค้างบ้านเพื่อนสนิทพอดี ผมจึงได้จัดการลงโทษเด็กดื้อไม่รู้จักโตคนนี้จนร้องไห้หมดไปหลายถัง

            เรียกได้ว่างดดื่มไปหลายเดือนเลยล่ะ

            ก็สมควรแล้วที่จะก้าวขาลงจากเตียงไม่ได้อยู่หลายวัน แลกกับอาการงอแงร้องไห้ว่าเจ็บเอว เจ็บก้นไม่หยุด หน้าอกบวมเป่งกับแก่นกายที่พองจนแสบ โยเยเป็นเด็กสิบห้าขวบ โกรธไม่ยอมพูดกับผมเช่นกัน แต่จะให้ทำไงได้ เขามันจอมกวนประสาทที่ไม่เคยเชื่อฟังคำพูดของผมบ้างเลย

            “ถ้าโรมยังพูดแบบนี้กับมู่อีก มู่จะร้องไห้จริงๆแล้วนะ” ตาแดงก่ำของเขาก็ทำให้ผมเดาได้ไม่ยากหรอก “อยากให้มู่หนีกลับไปอยู่ที่บ้านใหญ่ใช่ไหม จะเอาแบบนั้นไหม”

            “พูดไม่รู้เรื่องใหญ่แล้วนะ ไหนเคยคุยกันแล้วว่าทะเลาะกันยังไงก็จะไม่หนีออกจากบ้านน่ะ” ผมใช้มือยึดสะโพกอิ่มของเขาเอาไว้แน่น

 

 

 

Your eyes are ice cold blue

A mirror of the heart inside of you

 

 







 





            “จะเย็นชาอะไรนักหนา พูดดีๆกับมู่บ้างได้ไหมล่ะ” เขายกสองมือปิดหน้าแล้วเริ่มร้องไห้โดยไม่ยอมพูดอะไรต่อสักคำ

            ผมสบถแล้วยกมือเสยผมหน้าที่ตกลงมาปรกหน้าผากของตัวเอง สภาพเราสองคนตอนนี้ดูไม่ได้เลย เมอร์ลินนอนเปลือยเปล่าร้องไห้ กับผมที่กางเกงเลื่อนลงไปกองตรงต้นขาอย่างหมิ่นเหม่

            “เอะอะก็จะหนีกลับแต่บ้าน ถ้าไปแล้วพี่ทิมของนายไม่ให้กลับมาจะทำยังไงล่ะ”

            “จะหาผัวใหม่”

            “เออดี” ผมสวนทันที “ฉันก็จะได้หาเมียใหม่เหมือนกัน”

            “โรมีโอ!!” เขาปาหมอนอีกใบมาปะทะหน้าผมเต็มๆ ก่อนจะแผดเสียงด้วยความไม่พอใจ

            “อยากให้ทำไหมล่ะ ถ้าไม่อยากก็อย่าทำเองสิ นายมี ฉันมี เอาเลย ลองดู”

            “แม่ง!” เขาลุกขึ้นนั่งแล้วสบถใส่หน้าผม “แม่ง...”

            ผมยกมือตีแก้มเขาเบาๆ “แม่งอะไร... แม่งอะไรนะ”

            เขาไม่พูดอะไรต่อแต่กลับเอนหัวเข้ามาซบที่อกเปล่าของผมแล้วร้องไห้สะอื้นระลอกใหญ่ สองแขนก็สอดกอดเอวของผมเอาไว้แน่น ความเปียกชื้นจากคราบน้ำตาเปรอะไปทั่วหน้าท้องของผม

            “โรมใจร้าย”

            “พูดมาจะยี่สิบปีแล้ว ไม่เบื่อหรือไงคำนี้” ผมพยายามทำให้หัวตัวเองเย็นลง ใช้ฝ่ามือลูบแผ่นหลังของเขาเบาๆ

            “โรมใจร้ายกับมู่ โรมพูดไม่ดีกับมู่”

            “นายก็พูดจาไม่น่ารักใส่ฉัน” ผมดักคอ

            “จะอายุ 22 หรือ 38 โรมก็ยังใจร้ายกับมู่ คอยดูนะวันหนึ่งมู่จะไม่รักโรมแล้ว จะหนีไปไกลๆ”

            “จะหนีไปไหนได้ จะมัดไว้ให้ตัวติดกันเลย” ผมเขกหัวเขาเบาๆ “จะไม่รักฉันได้จริงๆเหรอ”

            “ไม่ได้หรอก” เขาตอบเสียงซื่อ “ไม่เคยไม่รักเลย”

            “งั้นก็อย่าหนีไปสิ” บทสนทนาแสนงี่เง่าเกิดขึ้นในห้องนอนแห่งนี้ซ้ำๆ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ทะเลาะและคืนดีกัน

            เมอร์ลินจัดแจงให้ผมนอนราบไปกับผืนเตียงจากนั้นจึงขยับมานอนทับร่างของผมเอาไว้ หัวกลมเล็กของเขาวางลงบนแผ่นอกของผมอย่างพอดิบพอดี ผมจึงใช้ฝ่ามือลูบตั้งแต่แผ่นหลังไปจนถึงสะโพกของเขา












            “โรมรู้ใช่มั้ยว่ามู่มีแต่โรมคนเดียว” เขาถามเบาๆ

            “รู้...” ผมตอบ

            “รู้ใช่มั้ยว่าตั้งแต่แต่งงานกันมามู่ไม่เคยนอกใจเลยสักครั้ง”

            “ก็รู้...”

            “มู่ไม่เคยไม่ให้โรมเอาเลยนะ ก้นพังเลือดออกก็ยอมมาหมดแล้ว”

            “นี่กำลังประณามฉันอยู่หรือเปล่า”

            “ก็โรมไม่เคยถนอมก้นมู่เลย” เขากัดผิวบนหน้าอกของผมเบาๆเหมือนโดนเขี้ยวแมวงับ “โมโหทีก็จ้องแต่จะทำร้ายก้นมู่ตลอด ชอบกัดนมมู่ด้วย มันเจ็บนะ ผิวตรงนั้นมันบางมากเลยนะรู้มั้ย”

            “สรุปคือไม่อยากให้ทำแล้วว่างั้น”

            “อยากให้ทำเบาๆต่างหาก” เขาหยิกเอวผมแรงไม่หยอก “อายุก็แก่ขึ้นมากแท้ๆทำไมแรงไม่ลดลงเลยนะ”

            “ฉันเพิ่งจะ 38 เองนะ จะรีบให้แก่ไปถึงไหน” ผมตบก้นเขาไปหลายที

            “โรมจะไม่ไปเอาคนอื่นนอกจากมู่อีกใช่ไหม”

            ผมหัวเราะเบาๆให้กับประโยคนี้ของเขา ยกมือขึ้นลูบผมบริเวณท้ายทอยของเขาเบาๆ “ฉันนอนกับนายคนเดียวมาสิบเอ็ดปีแล้วนะ” มือข้างหนึ่งของผมขยำแก้มก้นเขาไปด้วย “ถ้านายมีมดลูกฉันคงตั้งทีมฟุตบอลได้แล้วล่ะ”

            “ขอโทษนะที่ฉันท้องให้นายไม่ได้” เขาพูดเบาๆ

            “เราเคยพูดเรื่องนี้กันแล้วนี่นาเมิร์ล มันไม่ใช่ความผิดนายหรือเรื่องอะไรที่นายจะต้องมาขอโทษสักหน่อย” ผมลูบหลังเขาเพื่อไล่อาการคิดมาก “ฉันมีลูกสาวคนเดียวก็พอแล้ว” ก่อนจะหัวเราะสำทับ “แค่นี้ก็ปวดหัวจะแย่แล้วล่ะ มีเมียแบบนายก็เหมือนมีลูกสาวอีกคนนั่นล่ะ”

            “ไม่ตลกเลยนะ!” เขางับเข้าที่ไหปลาร้าผมจนได้

            “เอ้า ฉันพูดไม่ถูกตรงไหน คุณอาเมอร์ลินของยัยจูเลียตนับวันจะยิ่งทำตัวเหมือนพี่สาวเข้าไปใหญ่ อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะที่นายช่วยลูกสาวฉันปกปิดเรื่องที่มีหนุ่มมาจีบจูเลียตน่ะ”

            “โรมรู้...เอ่อ...คือ...” เขารีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองราวกับรู้ว่าเผลอพูดออกมาซะแล้ว

            “สองสาวบ้านนี้นี่ฮอตจังเลยนะ ไม่รู้ว่าฉันจะต้องตามหวงใครก่อนดีเนี่ย”

            “ฉันไม่ใช่สาวสักหน่อย นายก็ชอบล้อจังเลย” เขาทุบอกผมอีกที “จะมาตามหึงหวงอะไรอีกล่ะ ฉันก็แต่งงานกับนายจนลูกสาวนายโตขนาดนี้แล้วนะ”

            “ขนาดว่านายอายุ 31 แล้วแท้ๆ ยังมีไอ้เวรที่ไหนไม่รู้คอยดอดมาจะตีท้ายครัวฉันตลอดเลยเถอะ” ผมพลิกตัวขึ้นไปนอนคร่อมเหนือร่างของเขาไว้อีกครั้ง “แล้วเมียสุดเอ็กซ์ของฉันก็ไม่เคยระวังตัวเลยเสียด้วยสิ มันน่าโมโหชะมัด”

            “โรม! พูดจาทะลึ่งอีกแล้ว”

            “ก็กำลังทำเรื่องทะลึ่งกันอยู่นี่นา” ผมพูดพลางชูนิ้วกลางลอยผ่านหน้าเขาไปมา “ยังไงก็ต้องลงโทษที่วันนี้ดื้อไม่ใส่ทั้งบราและกางเกงในออกไปข้างนอกมานะ จะยอมรับโทษแต่โดยดีไหม”

            เขาทำหน้างอคล้ายจะดื้อแพ่งอีกครั้ง “มู่ยอมโรมก็ได้ แต่โรมทำเบาๆนะ เพิ่งทำกันไปวันก่อนเอง”

            “ทำเบาๆมันจะเรียกว่าลงโทษได้ยังไงล่ะ เจ็บสิดี จะได้จำว่าคราวหน้าอย่าทำอีก”

            “มู่จะไม่ลืมใส่ไปอีกแล้วนะโรม ทำเบาๆนะ เดี๋ยวมู่เดินไม่ไหว คืนนี้มู่จะไปดูละครเวทีกับเพื่อน”

            “ไม่เห็นบอกฉันเลยว่าจะไป แล้วเพื่อนที่ไหน” ผมเริ่มใจขุ่นอีกครั้ง

            “ลุคเพิ่งโทรมาชวนว่ามีงานจัดที่ซานฟราน กลุ่มนายแบบนางแบบที่รู้จักกันส่วนใหญ่ก็มา มู่เลยตกลงจะไป”

            “ลูคัสมาแคลิฟลอเนียเหรอ” ผมเอ่ยถามถึงลูกพี่ลูกน้องของเขาที่เราไม่ถูกชะตากันมากนัก “ไม่ให้ไป อยู่บ้านนี่ล่ะ”

            “แต่มู่รับปากลุคไปแล้วนะ” เขาเพิ่มน้ำเสียงขึ้น “โรมมีเหตุผลหน่อยสิ”

            “ไม่มี ไม่ให้ไป ถ้าไปเห็นดีกันแน่” ผมพลิกร่างเขาให้นอนคว่ำแล้วจับสะโพกอิ่มนั้นให้ลอยขึ้นสูง ท่วงทำนองจังหวะเราสอดประสานกันเป็นอย่างดี นิ้วที่ชุ่มไปด้วยน้ำลายของผมจึงสอดเข้าไปในร่างของเขาได้อย่างไม่ลำบากนัก

            “โรม... อึก... เบาๆ...” เขาจิกปลายเท้ากับผ้าปูเตียงจนขาสั่นเทา ผมขยับนิ้วทั้งสามจนได้ยินเสียงหยาบโลน “อ่าส์....” เสียงครางของเขากลับยิ่งกระตุ้นอารมณ์ดิบผมขึ้นกว่าเดิม

            “ยังจะไปอยู่ไหม” ผมถามอีกครั้ง

            อาการฝังหน้ากับหมอนก็พอจะทำให้รู้อยู่แล้วล่ะว่าคงจะดื้ออีกแน่ๆ ก็ดี ถ้าไปไหวก็เอาเลย เพราะผมจะทำให้ไปไม่ไหวเอง

            เสียงสอดกระแทกชั่วอึดใจตามมาด้วยเสียงร้องไห้โฮของคนร่างเล็กตรงหน้า ผมยึดสะโพกเขาเอาไว้แน่นแช่ค้างตัวตนที่แข็งจัดเอาไว้จนเริ่มเข้าที่ เมอร์ลินรัดผมแน่นคงเพราะความเจ็บด้วยแน่ๆ แต่ไม่นานความร้อนผ่าวก็เริ่มดึงดันให้ผมขยับจนได้

            “ฮึก เจ็บ... อ่าส์ เจ็บ...” เขาจิกผ้าปูจนเกิดรอยยับทุกทำนองที่ผมสอดใส่เขาไม่ละความเร็ว เสียงกระทบกันระหว่างต้นขาของผมและสะโพกของเขาไม่ใช่เสียงน่าฟังเท่าไรหนัก แต่มันกลับขับเคลื่อนความต้องการทางเพศของเราได้ดีเหมือนทุกครั้ง

            “แฮ่ก...” ผมสูดลมหายใจเข้าปอด เอนตัวไปฝังหน้ากับแผ่นหลังของเขา พรมจูบและฝากร่องรอยเอาไว้จนเต็มไปหมด มือข้างหนึ่งสัมผัสกับเนินอกนิ่มหยุ่มของเขาจนรับรู้ได้ถึงแรงรัดกระชับส่วนที่เชื่อมต่อเรากันอยู่ เขาเริ่มขยับสะโพกตอบสนองผมเรียบร้อยแล้ว

            “อื้อ... อึก... โรม... อาส์...” เสียงครางหวานลอยละล่องอยู่ในห้องนอนของผมกับเขา สะโพกอิ่มกระแทกกลับทุกครั้งที่ผมสอดใส่เข้าไปเต็มรัก เมอร์ลินขยับกางเข่าออกให้กว้างขึ้นพร้อมกดสะโพกลง เป็นสัญญาณให้ผมรู้ว่าเขาใกล้จะพาตัวเองไปถึงฝั่งฝันแล้ว

            เขาอยากให้แก่นกายตัวเองได้ถูไถกับที่นอนเพราะอยากจะปลดปล่อยเต็มที ผมเงื้อมือฟาดแก้มก้นเขาไปหนึ่งทีจนเกิดรอยแดง “จะทำอะไร” ถามเสียงเข้มพลางสอบสะโพกหนักขึ้น

            “งื้อ...”

            “ถามว่าจะทำอะไร” ผมจ้องดุเมื่อเขาเอียงหน้ากลับมาส่งสายตาอ้อน

            “ขอมู่สักรอบไม่ได้เหรอโรมนะ มันปวดมากเลย” เขาพูดพลางส่งสายตาไปยังแก่นกายที่สั่นระริกของตน จนผมต้องยกมือฟาดก้นเขาอีกครั้ง “อ๊ะ!... ฮึก...”

            “เคยสอนว่าไง” ผมทวนความจำ แต่เมื่อเห็นว่าเขายังเงียบจึงใช้ปลายเล็บสะกิดเข้าที่ยอดอกบวมเป่งอีกครั้ง “ไม่ได้ยินที่ถามเหรอ”

            “ระ... โรม...” เขาอ้อนวอนแต่เมื่อเห็นว่าผมไม่ใจอ่อนจึงยอมพูดจนได้ “ห้ามเสร็จข้างหน้า แฮ่ก... ต้อง... ต้องให้โรมทำให้เสร็จด้วยก้นเท่านั้น ฮึก...”

            “เพราะอะไร” ผมถามต่อขณะที่เอวก็เร่งจังหวะกระแทกให้หนักหน่วงขึ้น

            “เพราะ... ฮึก...” เขาสะดุ้งสั่นไปทั้งตัวเพราะผมแนบสนิทเข้ากับบริเวณที่ทำให้เขารู้สึกมากกว่าที่อื่น “เพราะมู่เป็นผู้หญิงของโรม เป็นเมียโรม...”

            ผมฝังหน้าเข้ากับลำคอของเขา สูดดมกลิ่นกายที่สัมผัสมากว่าสิบปี ดื่มด่ำรสจูบของคนๆนี้ที่ปั่นหัวผมได้ไม่เคยเบื่อ ดื้อกับผม งอแงใส่ผม ยังคงเป็นเด็กสิบห้าขวบเหมือนวันแรกที่เราเจอกัน

            ผมดูแลเขาเหมือนกับผู้แลผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเขาเป็นผู้ชายข้อนั้นน่ะผมรู้ แต่ช่างสิ เขาเหมือนผู้หญิงขนาดนี้ ทั้งอ่อนหวานและดื้อแพ่งในคนๆเดียว เป็นแมวเหมียวแสนพยศที่ต้องโดนผมปราบอยู่ตลอดเวลา

            เป็นภรรยาที่สร้างความหมายของคำว่าบ้านให้กับผมมาตลอดแปดปี

            คุณหนูเมอร์ลิน จอง ครอว์ฟอร์ด

            ผมเล้าโลมร่างกายเขาอยู่ต่อสักพักพร้อมแรงกระแทกที่พาเขาไปถึงฝั่งฝันได้ไม่ยาก จนกระทั่งร่างของเขากระตุกสั่นอีกครั้งพร้อมตอดรัดผนังด้านในแน่น ผมจึงทะลักลาวาร้อนส่งผ่านเข้าไปในร่างของเขา

            เมอร์ลินเกร็งตัวสะท้านเพราะไปถึงจุดสุดยอดโดยที่ไม่ได้หลั่งออกมา เหมือนเขาจะคุ้นชินกับความรู้สึกนี้ไปแล้ว หลังจากที่หลายปีให้หลังมาเขาสามารถสำเร็จความใคร่แบบแห้งได้โดยที่ผมไม่ต้องช่วยยับยั้งเหมือนแต่ก่อนแล้ว

            ด้วยเหตุนี้จึงยิ่งทำให้เขาเหมือนผู้หญิงขึ้นไปใหญ่เลยล่ะ

            ผมค่อยๆถอดถอนแก่นกายที่ยังไม่สงบดีออกมา เมอร์ลินจึงได้ทรุดร่างลงแผ่กับเตียง คราบน้ำกามของผมไหลย้อนออกมาเล็กน้อยจากช่องทางที่แดงก่ำของเขา ปีศาจน้อยของผมนอนหอบหายใจกับพื้นเตียง

            แต่ก็ใช่ว่าท่าทางของเขาจะรอดพ้นสายตาผมไปได้ อาการที่บดเบียดท้องน้อยกับพื้นเตียง เขากำลังช่วยตัวเองอยู่ยังไงล่ะ “ไม่เข็ดสินะ”

 

 

 

 

You can’t walk back in my life

You had your chance to be by my side

I don’t have to hear you cry to know

 

 

 

 

            “โรมใจร้าย” เขาพึมพำด้วยน้ำเสียงงอแง “โรมใจร้าย” คราวนี้ตามด้วยเสียงสะอื้น เขาถูไถร่างกายส่วนล่างไปกับผ้าปูเตียง

            “เดี๋ยวใจร้ายยิ่งกว่าเดิมให้ดู” ผมพูดพร้อมกับโชว์ซองพลาสติกสีเงินสองชิ้นในมือให้เขาดู ซึ่งเมอร์ลินก็ผงะถอยกรูดทันที ผมดึงข้อเท้าเขาเอาไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างยื่นซองดังกล่าวเข้าปากเพื่อฉีกมันให้เปิดออก ถุงยางอนามัยสีใสร่วงลงสู่พื้นเตียง

            คุณหนูตัวแสบร้องไห้โฮตั้งแต่ที่ผมยังไม่ได้ทำอะไรด้วยซ้ำ “ไม่เอานะโรม มันเจ็บ ไม่เอา” เขาดิ้นไปมาขณะที่ผมใช้ถุงยางแทนเชือกมัดรอบแก่นกายเขาเอาไว้แน่นส่วนโคนและส่วนปลาย ถามว่าแน่นแค่ไหน ก็แน่นจนผมแน่ใจว่าเขาไม่สามารถหลั่งออกมาได้แน่นอน

            มันเป็นหนึ่งในบทลงโทษที่ยัยปีศาจร้ายตรงหน้านี่กลัวที่สุดแล้วล่ะ

            “โรมใจร้าย ปล่อยมู่เลยนะ ไม่ให้เอาแล้ว” เขาโยเยทุบไหล่ผมเป็นพัลวัน

            ผมรวบสองข้อมือเล็กนั่นไว้เหนือหัวได้ด้วยเพียงแค่มือเดียว โน้มตัวลงไปสูดดมกลิ่นเหงื่อที่บริเวณซอกคอของเขา แม้เจ้าตัวจะเอียงคอหนีแต่ผมกลับสร้างรอยขึ้นสีเอาไว้ได้ไม่ยาก มือที่ว่างอีกข้างของผมกอบกุมหน้าอกข้างหนึ่งของเขาเอาไว้ ขนาดนี้เล็กแต่เหมาะมือของผมทำให้เคล้นคลึงแล้วเกิดเสียงกระเส่าได้เสมอ













            ปลายลิ้นอุ่นร้อนตามอุณภูมิร่างกายเชิญชวนผมให้ไล้เลียตั้งแต่ใบหน้าลงมาตามไหปลาร้าและหยุดอยู่ที่หน้าอกอีกข้างเขาเมอร์ลิน เสียงครางงอแงของเขายังไม่ละไปจากโสตประสาทผม ผมจึงตวัดลิ้นเลียที่ยอดสีแดงก่ำนั้นด้วยความแรงไม่หยอก เมื่อนิ้วอีกข้างบีบยอดอกขวา ผมก็ใช้ลิ้นเคล้นคลึงยอดอกซ้าย

            ส่งผลให้เมอร์ลินโก่งคอร้องจนลั่นห้องนอนของเรา

            “เบาๆ โรม...เบา...มู่แสบ... ฮึก...” เอวเล็กของเขาบดเบียดไปมา

            ผมละริมฝีปากมาจัดการยอดอกอีกข้างจนมันบวมเป่งไม่ต่างกัน ลูบไล้มือไปทั่วผิวเนียนที่ได้รับการบำรุงอย่างดี ก็แน่ล่ะ เครื่องประทินผิวแต่่ล่ะชิ้นของเขานี่ราคาแพงไม่หยอกทั้งนั้น

            ผมจับร่างของเขานอนตะแคงข้าง ยกข้างเรียวข้างหนึ่งขึ้นพาดบนบ่าของผม เผยช่องทางสีแดงก่ำที่มีน้ำขาวขุ่นเปรอะเปื้อน ผมจึงจ่ออาวุธตนเองเข้าที่ช่องทางนั้นอีกครั้ง

            “มู่เจ็บ โรมเบาๆได้มั้ย” ใบหน้าเปื้อนน้ำตาของเขากลับทำให้ผมยั้งอารมณ์รุนแรงของตัวเองไม่ได้ “อึก...” เขาสะอื้นฮักเมื่อผมสอดใส่เข้าไปทีละนิด “ไม่รักมู่แล้วเหรอ”

            “เล่นมุกนี้อีกแล้วนะ” ผมตบก้นเขาเบาๆเมื่อสามารถส่งตัวตนส่วนล่างเข้าไปได้จนสุดแล้ว

            “ไม่ถนอมมู่บ้างเหรอ ถ้ามู่พังไปจะทำยังไง” เขาใช้มือข้างหนึ่งลูบหน้าอกบวมเป่งตัวเอง “ถ้าซ่อมไม่ได้ขึ้นมาล่ะ”

            ผมขยับเอวตัวเองช้าๆหมุนวงเป็นวงกลม “นายไม่ใช่สิ่งของสักหน่อย”

            “แต่โรมกำลังทำเหมือนมู่แค่เป็นสิ่งของนะ”เขาจ้องตาผมไม่ละไปไหน “ไม่ได้ดั่งใจก็ทำรุนแรงใส่ เอะอะก็ลากขึ้นเตียงแบบนี้ ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้นะ มู่ไม่ยอมแต่งงานด้วยหรอก”

            ผมหยุดการเคลื่อนไว้ทั้งหมด “ต้องพูดขนาดนี้เลยเหรอ” จ้องตาเขากลับเช่นกัน “ตกลงจะทะเลาะให้ได้เลยว่างั้น”

            เขาเองก็จ้องผมไม่หยุด จ้องมองมายังจุดที่เรายังเชื่อมประสานกันอยู่ อารมณ์ผมน่ะหมดลงแล้ว แต่แก่นกายมันยังไม่คลายความตื่นตัวเอง

            บทรักที่ไฟดับมอดลงแล้วของเราจึงดำเนินต่อเงียบๆ อาจเพราะเราเคยทะเลาะกันคลางคันขณะที่ยังมีอะไรอยู่ แล้วครั้งนั้นเราเลิกทำกันทันที ซึ่งมันก็ไม่ส่งผลดีกับพวกเราทั้งคู่

            ไอ้หนูของผมแทบจะหักคาก้นเขา ตอนดึงถอนออกมาทำเอาเมอร์ลินเจ็บกว่าตอนสอดใส่อีก ส่วนผมก็ทรมานไม่แพ้กัน แทบจะต้องโร่ไปพึ่งโรงพยาบาล

            ดังนั้นต่อมาหากเราเกิดบ้าทะเลาะกันตอนมีเซ็กส์อีก ยังไงก็ต้องประคองบทรักไปให้ถึงฝั่งก่อน ค่อยมาทะเลาะกันต่อ หรือไม่ก็ปรับความเข้าใจกันอีกที ซึ่งมันก็ค่อนข้างดีนะ เพราะกว่าเราจะปลดปล่อยอารมณ์กันออกมา ถึงตอนนั้นก็แทบไม่อยากทะเลาะกันต่อแล้ว นอนกอดกันอีกหน่อยความขุ่นใจก็ละลายหายไป

            แต่คราวนี้เหมือนจะไม่โชคดีแบบนั้น

            ผมกระแทกเอวสอบเข้าสู่ร่างของเขาเร็วสลับช้า เขาส่งเสียงครางในลำคอเบาๆเมื่อโดนจุดสำคัญ ผมถอยออกมาจนเกือบหมิ่นเหม่จะหลุดจากนั้นจึงโยกเข้าไปอีกเต็มรัก สลับไปมาอยู่แบบนั้นเมื่อผนังเขาโอบรัดตัวตนของผมราวกับไม่อยากให้จากไปไหน

            เมอร์ลินอ้าปากค้างเบาๆเมื่อผมเน้นแรงไปยังจุดรู้สึกดีของเขาย้ำๆจนเขาหลั่งแห้งอีกรอบ แรงตอดรัดนั้นทำให้ผมยันตัวเองเข้าไปจนสุดแล้วปล่อยน้ำกามไว้ในร่างเขาอีกครั้งจนหมด

            ผมถอนความอ่อนตัวออกมา ปากทางของเขายังแดงก่ำไม่แพ้สีเชอร์รี่บนยอดอก เมอร์ลินสูดหายใจเข้าออกลึกๆอยู่หลายขึ้นจึงค่อยๆขยับตัวลุกขึ้น

            ไม่น่าแปลกใจนักที่เขาต้องเดินแยกขาออกจากกันค่อนข้างมากกว่าปกติ ผมมองดูเขาเดินไปยังตู้เสื้อผ้าเงียบๆ เลื่อนลิ้นชักชุดชั้นในออกมา ท่าโก้งโค้งก้มตัวของเขานั้นทำให้น้ำกามที่ผมฝากเอาไว้ค่อยๆไหลย้อนออกมา

            ผมมองเขาหยิบสิ่งของสำหรับสตรีเพศอย่างผ้าอนามัยออกมาใช้อย่างไม่แปลกใจนัก เขาแปะมันลงบนกางเกงในผู้หญิงแล้วสวมทับอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

            เมื่อเรามีเซ็กส์กันอย่างรุนแรงจนเขามีแผลหรือผมหลั่งในร่างเขาหลายรอบ เมอร์ลินจะตัดปัญหาด้วยการสวมผ้าอนามัยเพื่อไม่ให้เกิดการเปรอะเปื้อนนั่นเอง ตอนแรกผมก็ประหลาดใจอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อคิดได้ว่าผมเองก็ปฏิบัติต่อเขาเมื่อผู้หญิงในบางเรื่อง ฉะนั้นการใช้ของแบบนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก

 

 

 

 

Just go

I gave you my word and I promised to love you

Go, it’s over

 

 

 

            เมื่อเขาขยับใส่บราผมจึงเดินเข้าไปช่วยจัดการติดตะขอด้านหลังให้ มองเขาดันทรงให้เรียบร้อยผมจึงก้มลงประทับรอยจูบที่หลังคอของเขาอีกครั้ง “โกรธจริงเหรอ”















            อาการนิ่งเงียบทำให้ผมเริ่มร้อนใจขึ้นมา

            “เจ็บมากเลยเหรอ” ผมลูบแก้มก้นเนียนของเขา

            “โรมจะมาสนใจอะไรตอนนี้” เขาสบตาผมผ่านกระจกแต่งตัวที่ติดกับตู้เสื้อผ้า “มู่ร้องจนแทบหมดเสียงว่ามู่เจ็บ ทำไมตอนที่เอามู่ โรมไม่หยุดบ้างล่ะ”

            “เราจะทะเลาะเรื่องนี้กันจริงๆเหรอ” ผมสบถ

            “มู่ไม่มีสิทธิ์พูดเลยว่างั้น”

            “ทำไม แล้วก่อนแต่งงานกันมา พูดเหมือนเราไม่ได้เอากันก่อนแต่ง” ผมจับไหล่เขาให้หันกลับมาเผชิญหน้ากัน “เราได้กันตั้งกี่ครั้งกว่าฉันจะเสี่ยงชีวิตไปขอนายจากตระกูลอันสู

งส่งเสียดฟ้าของนายมาได้เนี่ย”

            “อย่ามาว่าครอบครัวของมู่นะ” เขายกมือตบแก้มผมเบาๆ “ถ้าโรมจะโมโหแล้วขึ้นเสียงพูดจาไม่ดีใส่มู่ ลามปามที่บ้านของมู่ เราก็อย่าเพิ่งคุยกัน”

            “เมอร์ลิน”

            “บ้านโรมจะเป็นยังไง เคยมีประวัติมาแบบไหน มู่ไม่เคยก้าวก่ายเลยนะ” ดวงตาสองข้างของเขาแดงก่ำ “แต่ถ้ายิ่งอยู่ด้วยกัน แล้วโรมจะไม่ถนอมน้ำใจมู่บ้างเลยแบบนี้ มู่ว่าเราคงต้องมาคิดทบทวนกันใหม่แล้วล่ะ”

            “เดี๋ยวก่อน...” ผมคว้าต้นแขนเขาเอาไว้ “พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง” ผมจะไม่ยอมให้ความคิดเรื่องหย่าเข้ามาเป็นบทสนทนาของเราแน่ๆ

            “มู่ไม่ได้แต่งงานกับโรม เพื่อมาเป็นสิ่งของ เป็นสมบัติใดๆของโรมนะ ไม่ได้อยากแต่งงานแล้วมานั่งอยู่เฉยๆ เลี้ยงลูกของโรม รอให้โรมเลี้ยง มู่ก็อยากใช้ชีวิตนะ”

            “แล้วฉันไม่ปล่อยให้นายใช้ชีวิตตรงไหนกัน” ผมเผลอทำเสียงดังใส่เขาอีกจนได้ “เป็นผัวเมียกันอยู่ด้วยกันแล้วมันแปลกตรงไหน ผิดตรงไหนเหรอ นายเพิ่งจะมาพูดแบบนี้ในปีที่แปดแล้วเนี่ยนะ”

            “มู่อยากทำงาน มู่อยากไปเฝ้าร้าน มู่อยากไปแฟชั่นโชว์ มู่อยากเจอเพื่อน อยากเจอแดน เจอพี่ทิม เจอพ่อกับแม่ มู่อยากทำอย่างอื่นบ้างนอกจากเกาะติดอยู่กับโรมคนเดียว!

            “แล้วทีตอนเด็กๆใครที่มันแรดจนยอมทิ้งทุกอย่างเพราะอยากมาอยู่กับฉันล่ะ”

 

            เพียะ!!!’

            เสียงฝ่ามือของเขากระทบกับใบหน้าของผม

            ดังและชัดเจน

 

 

 

There’s nothing inside me that still feels connected

To you to me you’re already gone

 

 

 

 

            “เมอร์ลิน” ผมเอ่ยขึ้นเบาๆเมื่อเห็นอาการตัวสั่นของเขา

            “เราแยกกันอยู่สักพักเถอะ” เขาเอ่ยขึ้นเรียบๆ

            “หมายความว่ายังไง”

            “มู่ไม่ได้จะหย่า” เขาขัดผมขึ้นก่อน “แต่มู่ก็ไม่อยากทะเลาะกับโรมอีกแบบนี้ ทั้งๆที่เราแต่งงานกันเข้าปีที่แปดแล้ว แต่เหมือนทุกอย่างมันจะค่อยๆแย่ลงเรื่อยๆ”

            ผมเงียบไม่พูดอะไรออกไป

            “ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดจากตัวโรมหรือตัวมู่เอง แต่พักหลังๆมา ถ้าตัดเรื่องเซ็กส์ออกไป ระหว่างเราก็มีแต่ความเฉยชา”

            “นายคิดมากไปเอง...”

            “มู่ก็อยากให้ตัวเองคิดมากไปแบบนั้นเหมือนกัน แต่โรมรู้ตัวมั้ยว่าแต่ละวันโรมพูดกับมู่นับคำได้เลย โรมเอาแต่ทำงาน พูดจากับมู่ก็มีแต่ชวนทะเลาะ แล้วพอขึ้นเสียงใส่มู่เสร็จ โรมก็ลากมู่ขึ้นเตียง เอามู่เสร็จโรมก็ลุกไปทำงานต่อ แต่ละวันนอกจากจูเลียตแล้วมู่ก็ไม่ได้เจอ ไม่ได้คุยกับใครเลย”

            ผมเถียงเขาออกไปไม่ได้

            “โรมจำได้มั้ยว่าครั้งสุดท้ายที่เรานั่งกินข้าวด้วยกันโดยที่โรมไม่จับโทรศัพท์เลย มันเมื่อไหร่ หรือครั้งสุดท้ายที่เราออกไปเที่ยวด้วยกันโดยที่โรมไม่นั่งเช็คอีเมลเลยสักครั้งมันเกิดขึ้นตอนไหน”

            “ฉัน...”

            “หรือแม้กระทั่ง นอกจากตอนที่โรมสาบานในโบสถ์เมื่อแปดปีก่อน” เขากัดริมฝีปากตัวเองจนห้อเลือด “โรมเคยบอกรักมู่อีกครั้งบ้างหรือเปล่า”

            ผมยืนนิ่งเหมือนโดนสาป

            “โรมจำได้มั้ยว่าก่อนเราจะได้แต่งงานกัน โรมใช้ความพยายาม ใช้ความจริงจัง ใช้ความมุ่งมั่นแค่ไหน พิสูจน์ตัวเองว่าจะรักและดูแลมู่ไปตลอดชีวิตเหมือนที่เอ่ยสาบานไว้ โรมลืมความรู้สึกแบบนั้นไปแล้วเหรอ แต่เพราะมู่เชื่อคำพูดโรมไง ยังเชื่อเป็นเด็กโง่เหมือนตอนอายุสิบป้ายังไงยังงั้น”

            “ที่ถามว่าทำไมถึงมาพูดเอาในปีที่แปด โรมยังไม่เข้าใจเหตุผลอีกเหรอ”

            “...”

            “เพราะรักคำเดียวไงโรม ถ้าไม่มีคำๆนี้เหนี่ยวรั้งเอาไว้ มู่คงไปจากโรมนานแล้ว”

            “เมอร์ลิน...”

            “โรมใช้เวลาระหว่างนี้คิดทบทวนดูเถอะนะว่ามันเกิดอะไรขึ้น ปล่อยให้มู่ได้กลับไปใช้ชีวิตบ้าง แล้วเราค่อยมาดูกันว่าอยู่ในจุดไหนที่เราจะมีความสุขกันมากขึ้น” เขาเช็ดน้ำตาออกไปด้วยมือข้างหนึ่ง “มู่ไม่ได้ประชดเพราะโมโหหรือทำอะไรไม่มีสตินะ แต่มู่อยากพูดมานานแล้ว และวันนี้มันก็คงถึงเวลาแล้วล่ะ โรมอย่าเพิ่งดึงดันอะไรตอนนี้เลยนะ ถือว่ามู่ขอร้อง”

            “อย่าไป...” ราวกับผมเพิ่งค้นหาเสียงตัวเองเจอเมื่อตอนที่เขาแต่งตัวจนเสร็จแล้ว

            เขาไม่ได้เก็บกระเป๋าหรือเสื้อผ้าเลยสักชิ้น นอกจากกระเป๋าเงินกับกุญแจรถ เขาไม่คิดจะเอาอะไรติดตัวไปด้วยซ้ำ

            “อย่าไปเลยนะ” ผมกลายเป็นคนติดอ่างไปแล้ว

            “ฉันเหนื่อย โรม” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาจนบาดใจของผม “ฉันเหนื่อยแล้วจริงๆ”

            “ถ้านายไปแล้วไม่ยอมกลับมาล่ะ”

            “นายก็อย่าปล่อยให้เป็นแบบนั้นสิ”

            “อย่าไปเลยนะ อยู่ด้วยกันกับฉันเถอะ” ผมคว้าข้อมือของฉันเอาไว้

            ผมกลับค่อยๆดึงมือออกจากผม “ไม่ใช่ตอนนี้นะ”

            เขาเดินเข้ามาสวมกอดผมเอาไว้ แม้ไออุ่นจากลมหายใจของเขาจะรดอยู่บนหน้าอกที่เปลือยเปล่าของผม แต่มันกลับเย็นเฉียบไปจนถึงขั้วหัวใจ

            เมอร์ลินขยับตัวจูบปากผมเบาๆ ลูบใบหน้าผมอยู่สองสามครั้ง

            “กินข้าวให้ตรงเวลานะ ฉันซื้อของมาใส่ไว้เต็มตู้แล้ว ยัยหนูคงทำอาหารง่ายๆได้ไม่ยาก หรือไม่อย่างนั้นก็โทรสั่งมากินกันซะ”

            “อย่าเข้านอนดึกนัก กินกาแฟอย่าเกินวันละสามแก้ว พักสายตาจากจอบ้าง”

            “ถ้าเป็นห่วงขนาดนี้ ทำไมไม่อยู่ดูแลต่อล่ะ”

            เขาเงียบลงส่งเพียงรอยยิ้มบางๆแสนเศร้ากลับมาให้ผม “ชีวิตคู่นี่มันยากจังเลยเนอะ”

            “...”

            “ฉันพยายามประคองมันให้ดีแล้ว แต่เหมือนมันจะยังไม่พอ”

            “...”

            “ดูแลลูกด้วยนะ พูดคุยกับยัยหนูเยอะๆ เดี๋ยวแกจะเข้าใจผิดว่าพ่อไม่รัก”

            “ฉัน...”

            “ฉันน่ะ เห็นพ่อตัวเองทำงานหนักมาทั้งชีวิต ความรู้สึกของการไม่เป็นที่รักใคร่จากคนเป็นพ่อน่ะ โรมเองก็น่าจะเป็นหนึ่งในคนที่เข้าใจดีที่สุดนี่นา”

            เหมือนผมถูกตีแสกเข้าที่หน้าเต็มๆ

            “อย่าทำให้ลูกต้องมีชะตากรรมที่น่าเศร้าโศกเหมือนเราสองคนเลยนะโรม”

            “...”

            “อย่ารอให้มันสายเกินไปล่ะ”

 

 

 

 

I don’t need you in my life

Forgot what it’s like to be satisfied

 

 

 

 

            เขาทิ้งท้ายเอาไว้แค่นั้นแล้วเดินออกจากห้องไป ผมรีบคว้ากางเกงเอามาใส่ไว้ลวกๆแล้วเดินตามเขาออกไป

            แต่ก็ได้เจอจูเลียตยืนตาแดงก่ำอยู่กลางบ้าน เมอร์ลินลูบแก้มของเธอเอาไว้พร้อมจูบลงบนหน้าผากเบาๆ ยัยหนูกอดเอวคุณอาของเธอเอาไว้ไม่ห่าง

            “คุณอาจะไปไหน ทะเลาะกับปาป้าเหรอคะ ไม่ไปได้มั้ย” เธอหันมามองผม “ปาป้าห้ามคุณอาสิ ยืนนิ่งอยู่ทำไม ห้ามปล่อยคุณอาไปนะ”

            “จูเลียต ฟังก่อนนะ” เมอร์ลินพยายามปลอบเจ้าหญิงของบ้าน แต่เหมือนจะไม่ได้ผล

            “หนูจะไม่ดื้อ ไม่ซนเลย ไหนคุณอาบอกว่าถ้าหนูเป็นเด็กดีจะตามใจหนูยังไงคะ ปาป้าทำให้คุณอาเสียใจเหรอ คุณอาไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวหนูจะไปฟ้องคุณแม่ ฟ้องคุณลุงเบน คุณลุงเจค ให้มาจัดการปาป้าเลย ฟ้องนอนโน่ด้วย” เธอหมายถึงคุณปู่ของเธอ หรือพ่อของผมเอง

            เมอร์ลินยิ้มให้เธอพร้อมโอบกอดเธอเอาไว้แน่น “เป็นเด็กดีและดูแลปาป้าด้วยนะ” เขาจูบหน้าผากเธออีกครั้ง “ไว้อาจะมารับไปเที่ยวนะคะ”

            “คุณอาจะไปไหน หนูไม่ให้ไป”

            “ทำแบบนี้อาลำบากใจนะคะ ดูสิ ร้องไห้ใหญ่เลย ตาบวมแล้วจะไม่สวย ไม่มีหนุ่มมาจีบนะคะ”

            “ปาป้าห้ามคุณอาสิคะ” เธอผละเข้ามาเขย่าแขนผมเอาไว้ แต่สายตาของผมกลับจ้องอยู่ที่เมอร์ลินเท่านั้น

            “อย่าไป”

            เมอร์ลินส่ายหัว “ไว้คุยกันนะ” เขาส่งสายตาอ่อนโยนให้ลูกสาวของผมอีกครั้งแล้วเดินออกไปที่ประตูบ้าน

            “คุณอา!” เมื่อจูเลียตทำท่าจะวิ่งตามผมจึงคว้าเอวของลูกสาวเอาไว้ “ปาป้าปล่อยหนู! ปล่อยหนูนะคะ”

            “นิ่งไว้คนดี นิ่งไว้...” ผมกดริมฝีปากลงกลางกระหม่อมของเธอพร้อมลูบหลังเพื่อปลอบประโลมเอาไว้ด้วย “ไม่ร้องนะคะ หยุดร้องนะ”

            จูเลียตกำชายเสื้อของผมเอาไว้แน่น เธอร้องไห้อย่างหนักกับหน้าอกที่ไร้เสื้อของผม เสียงร้องไห้ของเธอดังชัดเจนยิ่งกว่าเสียงของเมอร์ลิน แม้เสื้อผ้าเธอจะเปียกชิ้นเพราะเพิ่งไปเล่นน้ำทะเลมา แต่ผมกลับรู้สึกว่าน้ำตาจะทำให้เธอจมความเศร้ามากกว่านั้น

            “ทำไมปาป้าไม่ห้ามคุณอา ทำไมปล่อยให้คุณอาไปแบบนั้น”

            “มันซับซ้อนนะ...”

            “มันไม่ได้ซับซ้อน! แต่ปาป้าปล่อยให้คุณอาไปเองต่างหาก!” เธอตะโกนใส่ผม “ถ้าคุณอาไม่กลับมาแล้วหนูจะทำยังไง ฮือ!!” เธอปล่อยโฮอีกระลอกใหญ่

            “ถ้าไม่มีคุณอาแล้วใครจะคุยกับหนูตอนที่อยู่ที่นี่” เธอพูดจาเชือดเฉือนหัวใจของผมอีกครั้ง “ปาป้าก็ไม่ค่อยมีเวลากับหนู ไม่ยอมคุยกับหนูเลย ถ้าไม่มีคุณอา หนูคงเหงาตาย”

            เหมือนผมถูกตีหน้าที่หน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวันนี้

            ผมยืนมองลูกสาวตัวเองยืนร้องไห้ปานว่าจะขาดใจ มองออกไปโรงรถที่รถหายไปหนึ่งคัน มองแสงแดดของมาลิบู กับลมร้อนที่พัดเอาความเย็นมากระทบกาย

            มันเหนื่อยจนอยากจะหายตัวไปเลยจริงๆ

            “จูเลียตหยุดร้องไห้ก่อน” ผมใช้สองมือประคองแก้มเธอเอาไว้ “ถ้าหนูยังร้องไห้แบบนี้ปาป้าคงจะขาดใจตายก่อนที่จะได้ทำให้อะไรๆมันดีขึ้นนะ”

            เธอโผเข้าสวมกอดผมเอาไว้แน่นและร้องไห้แบบนั้นอยู่อีกพักใหญ่จึงค่อยๆสงบลง ผมจึงปล่อยให้เธอไปอาบน้ำและเปลี่ยนชุดให้แห้งสนิท

 

 

 

To you to me you’re already gone

 

 

 

 

            “คุณอาจะกลับมาใช่มั้ยคะ” เธอถามขณะที่ผมกำลังใช้ไดร์เป่าผมให้เธอ

            ผมได้แต่เงียบไม่พูดอะไร

            “ปาป้าขา...” เธอตั้งเค้าจะร้องไห้อีกรอบ

            ผมวางไดร์ลงและนั่งลงเก้าอี้ข้างๆเธอ ซึ่งยัยเจ้าหญิงน้อยก็ขยับขึ้นมานั่งตักผมทันที “อายุสิบหกแล้วนะคะ”

            “อายุยี่สิบหนูก็จะนั่งตักปาป้าแบบนี้ค่ะ” เธอพูดพร้อมยกแขนกอดคอผมเอาไว้ “หนูขอโทษที่พูดจาไม่ได้ใส่ปาป้านะคะ”

            ผมลูบหลังเธอเบาๆ “แต่หนูก็พูดถูกทุกอย่างนะคะ” ผมจูบกระหม่อมเธออีกครั้ง

            “คุณอาจะกลับมาใช่มั้ยคะ” เธอทวนคำถามอีกรอบ

            ผมจึงถอนหายใจ “ปาป้าก็หวังแบบนั้นนะ”

            “ปาป้าจะไม่ตามคุณอาไปเหรอคะ”

            “ตามไปสิ แต่ไม่ใช่ตอนนี้นะ”

            “ทำไมล่ะคะ รีบตามไปตอนนี้เลย ไปเอากุญแจรถเร็วเข้า”

            ผมยิ้มบางๆอย่างขมขื่น “คุณอาเขาพูดว่าเขาอยากใช้ชีวิต ปาป้าก็จะให้เขาได้ใช้ชีวิต”

            “ใช้ชีวิตอะไรกัน หนูไม่เห็นเข้าใจ” เธอพูดพลางซุกหน้าเข้ากับอกของผม

            ผมกอดเธออยู่แบบนั้นสักพัก เธอก็เผลอหลับไปตอนบ่ายสามโมงกว่า คงจะเหนื่อยจากการเล่นโต้คลื่นแน่ๆ

            หลังจากจัดการอุ้มลูกสาวเข้าไปนอนยังห้องนอนของเธอเรียบร้อยแล้ว ผมจึงได้มีเวลากลับมานั่งทบทวนตัวเองดูบ้าง เสียงแจ้งเตือนข้อความและอีเมลยังคงได้ยินอยู่เป็นระลอก แต่ผมกลับไม่คิดจะเปิดพวกมันขึ้นมาดูเลยสักนิด

            ผมถอนหายใจอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง

            เพิ่งรู้ว่าบ้านตัวเองมันจะเงียบได้ขนาดนี้เมื่อไม่มีเขา

 

            อย่างที่เขาพูดจริงๆนั่นล่ะครับว่าชีวิตคู่มันไม่ง่าย การแต่งงานเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหายนะอีกหลายอย่างที่จะตามมา ตอนแรกผมกลับหัวเราะด้วยความไม่เชื่อ

            จนตอนนี้แทบจะกลุ้มใจตายเพราะปัญหาชีวิตคู่

            ใครจะรู้ผมอาจจะได้กลายเป็นพ่อหม้ายเมียทิ้งตอนอายุเกือบสี่สิบนี่ก็ได้

            แค่คิดก็ทุกข์ใจแล้วล่ะ

 

            เหมือนอย่างที่พ่อผมอวยพรหรือสาปแช่งก็ไม่รู้ในคืนแต่งงานว่าผมจะได้เรียนรู้ชีวิตขึ้นอีกมากโขเมื่อได้เป็นสามีและเป็นพ่อคน

            เขาบอกว่าเขาผิดพลาดมาเยอะและไม่อยากให้ผมเดินตามรอยของเขามากนักในเรื่องนี้ แต่สุดท้ายเชื้อมันก็ไม่ทิ้งแถว ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น

            แม่ครับ ผมอยากให้ผมยังอยู่ด้วยกันตอนนี้จังเลย

            อย่างน้อยๆแม่คงจะรับมือกับลูกสะใภ้ของแม่ได้ดีกว่าตัวผมเองเยอะเลย

 

            ตอนนี้ผมจะทำยังไงดีครับ

 

            จากที่กลุ้มเรื่องลูกสาวมีคนมารุมจีบ กลายเป็นว่ามันบานปลายกลายเป็นเรื่องราวชีวิตรักของผมซะเอง ให้ตายเถอะ แต่ละวันมีแต่เรื่องให้ปวดหัว

 

            นายคงต้องพยายามให้มากขึ้นแล้วล่ะมั้ง โรมีโอ อาเธอร์ กอญซากา ชอย

 

 


           

 

 

I trusted you

Yeah that would be my first mistake



           

 

            



 



- - - - - - - - 



See You in Twitter with #LoDaeInCalifornia


- - - - - - - - 



"ห้ามแคปฉากล่อแหลมไปโพสในทวิตทุกกรณี"



- - - - - - - - 




Reference

 weheartit, tumblr


Chapter Soundtrack

Just Go - by Jesse McCartney



- - - - - - - -


เป็นตอนพิเศษที่ตั้งใจจะเขียนไปแจกที่หน้าคอนแล้วล่ะ

ซึ่งตอนแรกตั้งใจจะเขียนเป็นเรื่องราวของโรมและลูกสาว

แต่เขียนไปเขียนมากลับออกมาเป็นแบบนี้แทน

เหมือนจะจบค้างคาเพราะตั้งใจจะเขียนพาร์ทโรมกับยัยหนูจูเลียตต่อ

เอาไว้เป็นว่ามันก็เป็นตอนพิเศษแบบมโนล่ะนะ ไม่เกี่ยวกับเรื่องหลัก

ถ้าใครรู้สึกว่าอยากให้มีต่อก็คอมเม้นท์ในนี้ หรือสกรีมในแท็กทวิตบอกกันบ้างนะ

เราไม่ได้เขียนฟิคนานแล้ว ด้วยภาระชีวิตต่างๆ แต่การได้เขียนก็ยังคงสนุกเสมอ

หวังว่าทุกคนจะสนุกไปกับเนื้อเรื่องตอนนี้ ที่เราเองก็ยังอยากให้มีตอนต่อไปอีก


ชอบหรือไม่ชอบยังไงก็บอกกันบ้างนะ


อ่อ

คิดถึงมากๆเลยนะ รักษาสุขภาพกันด้วยจ้ะ




love and respect

@suanjean



 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

83 ความคิดเห็น

  1. #82 PrimiePrim (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 กันยายน 2560 / 13:21
    คิดถึงคุณหนูเมอร์ลินกับคุณโรมมากๆเลย ฮือออออออออออออออ พี่สวนจีนมาอัพนี่แบบกรี๊ดอ่ะ  งื้อออออออออ อ่านพาร์ทนี้แล้วชื้นใจจจจ แต่ไหงจบแบบนี้ได้แงงงงงง ชีวิตคู่ไม่ง่ายจริงๆ อยากอ่านต่อไวๆแล้ววว โรมนี่ใจร้ายเสมอต้นเสมอปลายเลยนะคะ แงงงงงงงง รีบไปตามยัยมู่กลับมาเลยนะ จูเลียตร้องไห้ใหญ่แล้วน่ะ คุณโรมมมมมมมมมมมมมมมมมมม ถึงคุณโรมจะใจร้ายแต่ก็จะพยายามเมตตาคุณโรมนะคะ งึ้กกกกก รอพาร์ทหน้านะคะ <3

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 12 กันยายน 2560 / 13:22
    #82
    0
  2. #81 Pangtoon (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 กันยายน 2560 / 23:49
    ชอบค่ะ อ่านแล้วเข้าใจรูปแบบชีวิตคู่อีกแบบเลยค่ะ แต่ก็น่าจะเหมือนกับหลายๆครอบครัวในปัจจุบันนะคะ เข้าใจแล้วทำไมคนเราเลิกกันเพราะไม่มีเวลา ไม่ใช่ไม่มีเวลาเจอกันนะคะ แต่ไม่มีเวลาใส่ใจกันและกันมากกว่า ขนาดโรมอยู่กับจูเลียตกับเมอร์ลินทุกวันยังไม่ได้คุยกันเลย ปล1 พี่โรมใจร้ายมากเด้อ
    ปล2 เหมือนจะมีบางประโยคที่อ่านแล้วไม่เข้าใจค่ะ ไท่แน่ใจพี่สวนจีนพิมพ์ผิดรึเปล่า ถ้าไม่ใช่ขอโทษด้วยนะคะ
    #81
    0
  3. #80 19882531por (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 กันยายน 2560 / 21:13
    อยากให้มาต่อ อยากให้อยู่ด้วยกัน เพราะมันน่ารักมากก
    #80
    0
  4. #79 Ddae KimV Ddo (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 กันยายน 2560 / 20:38
    คิดถึงมากกกกกก ขอบคุณพี่สวนจีนที่มาอัพฟิคมากๆเลย นึกว่าจทิ้งกันไปแล้วซะอีก ยังสนุกเหมือนเดิม ขอบคุณที่กลับมานะคะ รัก...
    #79
    0
  5. #78 Kuma (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 กันยายน 2560 / 17:46
    รออ่านต่อนะคะพี่สวนจีนนนน ชอบฟิคพี่เสมอนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่า :)
    #78
    0
  6. #77 viva_kanun (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 กันยายน 2560 / 15:17
    ขอบคุณมากนะคะ ที่กลับมาเขียนงานดีๆ ให้อ่านอย่างชื่นใจ รักพาร์ทนี้เลย อยากให้มาต่อพาร์ทพิเศษนี้ อยากรู้ว่าโรมจะไปง้อยัยมู่กลับมายังงัย

    อยากให้ครอบครัวอยู่พร้อมหน้ากัน หนูจูเลียตเค้าก็รักคุณอาของเค้ามากเหมือนกันเนอะ ... เป็นครอบครัวที่น่ารักจริงๆ เลยค่ะ
    #77
    0