BAP :: See You In California [LODAE]

ตอนที่ 5 : #LoDaeInCalifornia : 2 : Merlin Part : Tangerine Sunlight

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 339
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    8 พ.ค. 60

(c)              Chess theme
  







“I love him. He doesn’t know. But it doesn’t matter because he loves her.”

 






 

            ผมฮัมเพลงออกมาเบาๆขณะที่ยืนแต่งตัวอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ด้วยหัวใจที่เบิกบาน ผมชอบปิดเทอมชะมัดเลย ไม่ต้องไปโรงเรียน มีเวลาไปทำอะไรที่อยากทำตั้งมากมาย


            และสิ่งที่ผมอยากทำมากที่สุดตลอดเวลานั่นก็คือการได้อยู่ใกล้ๆโรมยังไงล่ะ!


            วันนี้ผมตื่นแต่เช้าตรู่ เรียกได้ว่าตื่นก่อนหกโมงอีกนะ ทุกคนจะต้องประหลาดใจแน่ๆเลยล่ะถ้ารู้เข้า ฮ่าๆ แต่เพราะผมเฝ้าดูพยากรณ์อากาศมาทั้งสัปดาห์แล้วนี่นา วันนี้จะมีคลื่นลมดีๆ จากประสบการณ์เฝ้าติดตามโรมมาเกือบสองปี เขาน่าจะออกมาเล่นเซิร์ฟแหงๆ


            ไม่รู้ว่าจะชัวร์รึเปล่า แต่ผมคิดว่ามันคุ้มค่ามากเลยนะที่จะขับรถไปดักรอเขาแถวๆหาดมาลีบู ผมว่ายังไงเขาก็น่าจะมาช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของวันนี้ล่ะ พอตัดสินใจได้ดังนั้นก็เป็นเหตุให้ผมต้องตื่นทั้งๆที่ก็ยังรู้สึกง่วงอยู่ค่อนข้างเยอะ ไม่เป็นไร! เพื่อโรม! เพื่อโรม!!


            ผมเลือกเสื้อยืดคอกลมสีเหลืองมาใส่เพราะคิดว่ามันน่าจะเข้ากับฟีลหาดมาลีบูแน่ๆ กับกางเกงยีนส์ตัวโปรด ใส่ชุดที่เราชอบก็เรียกความมั่นใจออกมาได้เยอะเลยนะครับ


            ผมรีบขับคุณรูบี้ออกมาจากบ้านตั้งแต่ยังไม่แปดโมงดีนักโดยที่มีเสียงคุณพ่อบ้านแม่บ้านตะโกนไล่ตามหลังว่าผมควรจะทานมื้อเช้าเสียก่อน แต่ไม่เอาหรอกครับ นี่ก็เริ่มสายแล้ว ถ้าโรมเกิดออกมาโต้คลื่นตอนเช้าแล้วผมไปไม่ทันนี่จะทำยังไงดีล่ะ


            ผมหงุดหงิดชะมัดเลยที่ไม่สามารถเร่งความเร็วได้ดั่งใจที่ต้องการ แต่ไอ้การจะไปเสี่ยงกับจีพีเอสของพี่ทิมก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก ผมยังอยากเห็นหน้าโรมไปอีกนานๆ ไม่อยากโดนลากตัวกลับไปอยู่ที่ชิคาโก้หรือลอนดอนหรอกนะ


            ข้างนอกน่าจะลมดีมาก ทำให้ผมตัดสินใจเปิดประทุนรถออก และนั่นก็ถือเป็นเรื่องที่ดีนะ สายลมและกลิ่นไอทะเลไกลๆลอยมาแตะจมูกผมเป็นระยะๆ สองข้างทางที่ผมจำได้ขึ้นใจเพราะขับไปกลับระหว่างมาลีบูและแอลเออยู่เป็นประจำ


            “วันนี้ขอให้โรมพูดกับฉันเยอะๆ” ผมอวยพรแกมร้องขอกับตัวเองแบบนั้น เพราะนับตั้งแต่วันเกิดเขาอาทิตย์ที่แล้ว เกือบสองอาทิตย์เห็นจะได้ ผมก็ไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้เขาอีกเลย โรมเริ่มรับแค่งานที่บาร์ พอผมไปดักรอที่บาร์ พวกคนที่นั่นก็ไม่ยอมให้ผมเข้าไปอีก ไม่ว่าจะใช้ลูกไม้ไหนเขาก็ส่ายหัวอยู่ท่าเดียว ขนาดผมยอมจ่ายเพิ่มขึ้นจากราคาค่าตั๋วปกติสิบเท่า ยี่สิบเท่า พวกเขาก็ยังไม่สนใจเลย


            สุดท้ายผมจึงได้รู้ความจริงจากปากของเดวิดว่าโรมสั่งไม่ให้ผมเข้าไปในบาร์ได้อีก ไม่อย่างนั้นเขาจะลาออกจากที่นั่น คิดดูเถอะครับถึงปริมาณความใจร้ายของคนๆนี้ ผมทำอะไรผิดนักหนา ถึงต้องกีดกันขนาดนี้ด้วย เนี่ย พูดไปแล้วก็อยากจะจอดรถร้องไห้สักยก


            “ฉันคิดถึงนายจะแย่อยู่แล้วนะ”

            มาลีบู วันนี้อย่าใจร้ายใส่กันนักเลยนะ

 




 

            “ให้ตายเถอะ หิวชะมัดเลย” ผมบ่นกับตัวเองรอบที่เกือบร้อยเห็นจะได้ ผมจอดรถเลียบชายหาดมาลีบูตอนเกือบๆสิบโมง และตอนนี้ก็เลยเวลาเที่ยงมาได้สักพักแล้ว ผมมองไม่เห็นแม้แต่เงาของโรม แม้จะสอดส่ายสายตาไปทั่วหาดยังไงก็ยังไม่เจอเขาเลยแม้แต่นิดเดียว


            ผมรู้ล่ะน่าว่าหาดมันกว้างใหญ่ แต่บรรดาคนที่จะเล่นกระดานโต้คลื่นน่ะ ยังไงก็ต้องมาเริ่มออกจากฝั่งแถวๆนี้แน่ๆ แถมกลางทะเลก็ยังไม่มีเงาร่างของโรมแม้แต่น้อย


            “เฮ้อ หรือว่าวันนี้จะมาเสียเที่ยวซะแล้ววะเรา” โชคจะไม่เข้าข้างผมบ้างเลยเหรอเนี่ย เศร้าชะมัด


            ผมยังไม่อยากถอดใจขับรถกลับง่ายๆ นี่เพิ่งจะนั่งรอมาแค่สองชั่วโมงเองนะ บางทีโรมอาจจะมาเล่นตอนเย็นๆก็ได้ สิ่งที่ผมควรจะทำก็คือตั้งใจอดนรอต่อไป


            “สู้ๆนะเมอร์ลิน เดี๋ยวโรมก็มา เดี๋ยวโรมก็มาแล้ว” และผมก็รู้ดีว่าต่อให้ได้เจอโรมแค่นาทีเดียว ทั้งหมดที่ตั้งใจทำมาตั้งแต่ตอนตื่นนอนมันก็จะต้องคุ้มค่ามากแน่ๆ


            “อดทนๆ ฮึบๆ!


            แต่ดูเหมือนว่าน้ำย่อยในกระเพาะของผมจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือสักเท่าไหร่กันนะ นอกจากจะส่งเสียงดังประท้วงแล้ว ยังส่อแววกัดท้องให้ผมต้องร้องโอดโอยขึ้นทีละนิด


            “อดทนหน่อยซี่ ถ้าฉันออกไปซื้อของมากินแล้วเกิดโรมมาตอนระหว่างนั้นพอดีล่ะ อดเจอเลยนะ ไม่ได้หรอก


            ผมพยายามสอดส่ายสายตามองไปทั่วรถว่ามีขนมซุกอยู่ตรงไหนบ้างรึเปล่า แต่ก็นั่นล่ะ ต้องยกความดีความชอบให้กับบรรดาคนดูแลรถของบ้านผม จัดการซะสะอาดเนี้ยบเชียว


            “เฮ้อ...” ถอนหายใจอีกสักรอบ


            ผมมองออกไปนอกรถสลับกับไถหน้าจอโทรศัพท์ดูรูปของโรมที่อัดแน่นอยู่เต็มคลังภาพไปด้วย นี่ถือเป็นการฆ่าเวลาที่ไม่น่าเบื่อเลยสำหรับผม ผมหัวเราะให้กับภาพของโรมที่ผมแอบถ่ายเอาไว้ได้ เวลาที่เขาหัวเราะ เขายิ้ม โคตรรหล่อเลยล่ะครับ ถึงแม้ว่าใบหน้าตอนที่เขาหันมาเจอผมถ่ายจะเต็มไปด้วยอาการขมวดคิ้วหรือปากที่อ้าตะโกนผมให้ผมเก็บมือถือลงนั่นล่ะ


            จะแบบไหนโรมก็ยังดูดีในสายตาของผมทั้งนั้น

            น่ะ...พูดอีกก็เขินอีก


            “นายชอบของขวัญวันเกิดที่ฉันทำให้มั้ยโรม ฉันอยากรู้จังเลย” เอาจริงๆผมก็แอบหวังอยู่ลึกๆนะว่าเมื่อเขารับมันไปแล้ว ทุกอย่างระหว่างเราอาจจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นก็ได้


            เพียงแค่เขาเปิดใจให้ผมสักนิด ให้ผมได้ก้าวเข้าไปใกล้ชิดเขาเพิ่มอีกสักหน่อย ในโลกนี้ไม่เคยมีใครเกลียดผมสักคน ทุกคนล้วนต่างก็รักผมทั้งนั้น แล้วทำไมเขาจะต้องเป็นข้อยกเว้นด้วยล่ะ


            เขาต้องรักผมได้แน่ๆ ถ้าแค่เขาลองให้โอกาสผมบ้าง

            แค่ให้ผมได้ลองเริ่มต้นสักครั้งก็ยังดี

 



            เสียงเตือนข้อความเข้าทำให้ผมละสายตาที่มองไปยังชายหาดมาสนใจสิ่งที่มีใครบางคนส่งมาให้


            “เซบาสเตียน...” ผมเอ่ยชื่อเพื่อนคนหนึ่งของพี่ชาย ผมหมายถึงพี่ชายคนรองอย่างดีแลน ผมรู้จักเขานานมาแล้ว เป็นหนึ่งในเพื่อนของแดนไม่กี่คนที่เรียกได้ว่าค่อนข้างจะสนิทกันในระดับหนึ่ง เขาส่งอะไรมาให้กันนะ


            “คนสวย เป็นยังไงบ้าง”


            ผมเบะปากให้กับคำทักทายนั้นพลางนึกกับตัวเองว่าไม่ได้ชอบขี้หน้าเจ้าหมอนี่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถึงแม้แดนจะพูดอยู่ประปรายว่าเซบไม่ได้เป็นคนเลวร้ายอะไร แต่สายตาและท่าทีขี้แกล้งแบบนั้นก็ทำให้ตัวผมเองไม่อยากจะพูดจาด้วยสักเท่าไหร่


            ก็แดนไม่ได้รู้นี่ว่าเจ้าบ้านี่คอยฉวยโอกาสหอมแก้มเขาไปแล้วไม่รู้ตั้งกี่รอบ แถมยังมาทำท่าหัวเราะชอบใจทีหลังอีก เป็นจอมนิสัยไม่ดี ชอบเรียกผมว่าคนสวย ไม่ก็จับผมที่ตัวเล็กกว่าเขามากนั่งตักอยู่ตลอด สักวันผมจะฟ้องให้พี่ทิมไปจัดการเขา คอยดูเถอะ


            ผมพิมพ์ตอบกลับเขาไปอย่างไม่อยากจะต่อคำด้วย ถามถึงสาเหตุและธุระของเขาในวันนี้


            “คำพูดคำจาเย็นชาเหมือนเดิม” เขาตอบกลับพร้อมสติ๊กเกอร์ชวนให้ปาโทรศัพท์ทิ้ง


            “ฉันจะไม่เสียเวลาคุยกับคนบ้าอย่างนายหรอกนะ” ผมตอบกลับเป็นข้อความเสียง


            ซึ่งเขาเองก็ทำแบบนั้นเช่นกัน “นึกว่าจะไม่ได้ยินเสียงหวานๆซะแล้วคนดี”


            “เก็บปากนายไปใช้จีบผู้หญิงคนอื่นเถอะ” ผมชักหงุดหงิด


            “ก็อยากใช้กับผู้หญิงคนนี้นี่นา”


            “ฉันเป็นผู้ชายเว้ย แค่นี้นะ!!


            “โอ๋ๆ...อย่าเพิ่งโมโหสิ วันนี้ฉันมีของดีมาให้เธอดู รับรองว่าเธอจะต้องอยากรู้แน่ๆ”


            ผมขมวดคิ้วแทบจะเป็นปมทันที ค่อนข้างไม่ชอบน้ำเสียงแบบนี้ของหมอนี่เอาซะเลย แน่นอนว่าเซบเป็นเพื่อนของพี่ชายผม และผมก็มักจะถามเรื่องของแดนเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยจากเขาอยู่บ่อยๆด้วย


            “อะไร” และผมก็รู้ว่าผมฮุบเหยื่อของเขาเข้าเต็มเปา แต่ก็ช่างปะไร


            “เปิดกล้องคุยกันสิ ฉันอยากเห็นหน้าหวานๆของเธอจะแย่แล้ว” เขาใช้สรรพนามเรียกผมด้วยคำที่ใช้พูดกับผู้หญิงเสมอ


            เช่นหากเขาคุยกับแดนอยู่และจะพูดถึงผมแทนที่จะใช้ He เขากลับพูดว่า She อะไรที่เป็นของผม แทนที่จะบอกว่า His เซบก็จะเรียกว่า Her เขาพูดแบบนี้อยู่บ่อยครั้งมาก จนบางทีแดนก็มีเผลอติดมาใช้บ้าง


            นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าเวลาผมไปเยี่ยมแดนที่มหาวิทยาลัย ใครๆต่างก็เรียกผมว่า “Crawford’s little sister” และผมก็เบื่อที่จะต้องมานั่งแก้ไขความเข้าใจผิดนั่นอยู่หลายครั้งหลายคราก็เลยปล่อยเลยตามเลย


            แต่การที่ต้องทนฟังหมอนี่หยอดคำพูดเลี่ยนๆอยู่ตลอดเวลามันก็ชักจะเกินไปอยู่เหมือนกันนะ


            “ทำไมฉันจะต้องเชื่อนายด้วย”


            “โอ้โห เดี๋ยวนี้รู้จักเล่นแง่ขึ้นแฮะ” เขาส่งข้อความเสียงมาพร้อมกับเสียงหัวเราะ


            “คนอย่างนายมันไว้ใจไม่ได้”


            “พูดแบบนี้ฉันเสียใจนะเนี่ย” คราวนี้เขาพิมพ์ตอบกลับมา แต่กลับแนบรูปที่ทำเอาผมแทบนั่งไม่ติดเบาะรถเลยทีเดียว ภาพที่แดนกำลังจูบกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมไม่รู้จักมาก่อน อะไรกันนี่แดนมีแฟนแล้วงั้นเหรอ เมื่อไหร่ ทำไมผมไม่รู้เรื่องเลย “คราวนี้เราจะคุยกันดีๆได้รึยังคนสวยของฉัน”


            ไม่ต้องรอให้เขาส่งมาอีกผมก็กลายเป็นฝ่ายวิดีโอคอลไปหาเซบทันที “ใคร?!” ผมแทบจะตะคอกถามเขาเมื่อสัญญาณเราเชื่อมต่อกันได้สำเร็จ


            “จุ๊ๆ...ขอคำทักทายหวานๆให้ชื่นใจหน่อยสิ” หน้าตาของเขายังคงยียวนเสมอต้นเสมอปลาย ดูเหมือนหน้าตาไม่พอใจของผมยังคงเป็นของเล่นชิ้นโปรดของเขาตลอดเวลา


            “ฉันจะไม่ล้อเล่นอะไรกับนายทั้งนั้นนะ” ผมโกรธจะตาโตไปหมดแล้ว


            เซบาสเตียนหัวเราะชอบใจ “ขนาดตอนโกรธก็ยังน่าฟัดเลยล่ะ”


            “เซบ!!


            “โอ้ๆ ผมได้ยินแล้วครับเจ้าหญิงองค์น้อย ไม่ต้องตะโกนหรอก ไม่เจอกันเป็นปี ไหน สูงขึ้นรึเปล่าครับ อ้วนขึ้นรึเปล่า โตแค่ไหนแล้ว”


            “ตัวเท่าเดิม หนักเท่าเดิม จะอยากรู้ไปทำไม รีบเข้าเรื่องได้แล้ว”


            “ก็อยากรู้ว่าโตพอให้ฉันกินได้รึยัง” สายตาเจ้าชู้เขาปิดไม่มิดอีกแล้ว


            “ถ้าแค่จะมากวนประสาทกันก็แค่นี้นะ” ผมทำท่าจะตัดสาย


            “เดี๋ยวๆ เดี๋ยวก่อนสิคนดี แค่รู้ตัวว่ากำลังจะกลายเป็นหมาหัวเน่าแค่นี้ ถึงกับต้องอารมณ์เสียใส่กระผมเลยเหรอขอรับ”


            “เซบาสเตียน...” ผมชักโกรธจนเวียนหัว คนยิ่งโมโหหิวอยู่


            “ตกลงๆ” เขาพยายามกลั้นขำ “ไม่แกล้งแล้วก็ได้”


            “ใคร แฟนแดนเหรอ” ผมถามด้วยน้ำเสียงอ่อนลง แต่ก็ผสมอาการหวงพี่ชายไว้ไม่มิด


            “ดูจากรูปการณ์ก็คิดว่าน่าจะใช่นะ”


            “ใคร สวยมั้ย” เขาถามเพราะเห็นจากรูปไม่ชัดนัก


            “ชื่อเมแกน เป็นทอปของที่นี่เชียวล่ะ เท่าที่รู้เหมือนที่บ้านเขาจะเป็นคู่ค้าทางธุรกิจของบ้านพวกนายด้วยนะ แดนก็เข้าใจเลือกแฟนที่เป็นประโยชน์จริงๆ”


            “แดนไม่ใช่คนที่จะรักใครเพราะแค่เรื่องของธุรกิจหรอกนะ!” ผมดุเขาเสียงดังเลยล่ะ ข้อหาที่เขามาดูถูกพี่ชายที่ผมรัก


            “ขอโทษๆ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะหมายความแบบนั้น” น้ำเสียงเขาดูเสียใจจริงๆ ก็อย่างว่าถึงอย่างไรเขากับแดนก็เป็นเพื่อนกันมาค่อนข้างนาน “แต่พวกเขาน่าจะเริ่มคุยกันได้ไม่นานนัก”


            “แดนจริงจังกับเธอมั้ย” ผมถามด้วยเสียงหงอยๆ


            เซบมองผมแล้วก็ยิ้ม “นี่เสียใจจริงดิ”


            “แดนจะรักเธอมากกว่าที่รักฉันมั้ย”


            “นี่เมิร์ล” เขาเรียกชื่อผม “เธอน่ะนะ เป็นคนแรกในโลกเลยล่ะที่มีความหมายต่อแดนมันน่ะ เธอจะเป็นกังวลไปทำไม”


            “อะไรๆอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้ถ้าแดนรักผู้หญิงคนนั้นมากกว่าฉันขึ้นมาในสักวัน”


            “เลือดย่อมข้นกว่าน้ำนายไม่เคยได้ยินรึไง” น้ำเสียงเขาเหมือนจะดุผม “แฟนกันน่ะวันหนึ่งก็เลิกกันได้ แต่ความเป็นพี่น้องมันไม่มีวันยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงได้หรอกนะ”


            “จริงเหรอ”


            “นี่คนสวย ฉันไม่ได้อยากเห็นหน้าซึมเศร้าของเธอหรอกนะ” เซบเดาะลิ้นไปมาในปาก “คนที่นี่รู้กันหมดล่ะว่าคุณดีแลน ครอวฟอร์ดนั้นหวงและห่วงน้องสาวคนเล็กขนาดไหน ใครที่นี่มาทำท่าจะขอจีบเธอกันนี่เจอพี่ชายเธอตอกกลับหน้าแถมหงายหมด เธอไม่น่าจะต้องกังวลอะไรเลยนะ”


            นั่นก็ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย “ขอบใจนะ”


            “ไหนล่ะ รางวัลของฉัน” สีหน้าทะเล้นกลับมาแล้ว


            “นายนี่มันไว้ใจไม่ได้จริงๆนั่นล่ะ”


            “อ้าวไหงงั้น ทำดีกลับไม่ได้ดี” เซบาสเตียนร้องดัง “คราวหน้ามีอะไรฉันจะไม่รายงานเธออีก จำไว้”


            “นายจะเอาอะไร” และผมก็ไม่ไว้ใจตาที่เป็นประกายวาววับนั่นเลยจริงๆ


            “แปะโป้งไว้ก่อนดีกว่า รวบยอดกับค่าจ้างที่ผ่านมาที่เธอไม่เคยจ่ายให้ฉันด้วย” เขายักคิ้ว


            “จะเอาอะไรก็ว่ามาเลย ฉันไม่ชอบติดค้างใคร”


            “รอเธอโตเป็นสาวก่อน ตอนนี้ฉันไม่อยากเสี่ยงคุกหรือตารางหรอกนะ ไว้เธออายุครบ 18 เมื่อไหร่ ฉันจะตามไปคิดบัญชีทบต้นทบดอกแน่”


            “นี่ฟังนะ ฉันไม่มีวันโตเป็นสาวแบบที่นายต้องการหรอก” ผมจะต้องประสาทเสียกับเขาไปอีกสักเท่าไร


            เซบาสเตียนหัวเราะ “นี่เจ้าหญิง โตขึ้นแล้วแต่งงานกับฉันมั้ย”


            “แต่งกับผีไปเถอะนายน่ะ”


            “เธอติดหนี้ฉันนะ อีกสามปีมาจ่ายด้วย”


            “จ่ายอะไร”


            “ตัวเธอไง” เขาขยิบตา


            “ฝันไปเถอะ”


            “แล้วเจอกันในฝันนะจ๊ะคนดี วันนี้ฉันต้องไปแล้วล่ะ”


            “จะไปนรกขุมไหนก็ไปเถอะ เจ้าบ้า”


            ผมทุบพวงมาลัยรถไปอีกหลายทีหลังจากที่ภาพวิดีโอคอลตัดไป ไม่รู้ว่าจะโมโหเซบต่อดี หรือจะคิดมากเรื่องที่แดนมีแฟน โอเค ไม่ใช่ผมไม่รู้ว่ามีผู้หญิงมากมายแค่ไหนที่พยายามจะเข้าหาแดน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเพราะชอบแดนหรือเพราะชอบเงินของแดนกันแน่ แต่พี่ชายของผมก็มักจะวางตัวให้มีระยะห่างกับพวกหล่อนเสมอ แต่นี่ถึงขั้นกอดจูบกันในที่สาธารณะ ไม่น่าแปลกหรอกที่ผมจะกังวลใจ


            ผมจะไม่ยอมให้ใครมาแย่งพี่ชายผมไปหรอกนะ!

 





            ผมนั่งหิ้วความหิวรอจนเข้าสู่เวลาเกือบบ่ายสาม น้ำย่อยยอมแพ้ความดื้อดึงของผมไปนานแล้ว อาการปวดแสบท้องเล่นงานผมเป้นระลอก แต่ผมก็เลือกทำเป็นไม่สนใจ


            “รอถึงห้าโมงก็แล้วกันนะวันนี้ ถ้ายังไม่มา วันหน้าค่อยเริ่มใหม่ก็แล้วกัน” ผมเหลือบมองแสงแดดอ่อนๆที่สะท้อนอยู่บนเกลียวคลื่นไกลๆ


            โรมิโอ...ฉันอยากเจอนายจัง


            ทำไมโชคไม่ค่อยเข้าข้างฉันเลยนะ พระเจ้าครับ ผมไม่ได้เห็นหน้าเขามาหลายวันแล้ว อย่าใจร้ายกับผมนักเลยนะ ผมอยากเจอเขาจริงๆ


            หลับตาสวดอ้อนวอนอยู่หลายทีก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นด้วยความหวัง



            แต่ก็ไม่มี... ไม่มีแม้แต่เงา

            “เฮ้อ โอเคๆ ห้าโมงไม่มาจะขับกลับแล้วนะ”





 

            และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ โรม! โรมมาจริงๆด้วย ผมรอต่อไปไม่ถึงสามสิบนาทีผมก็เห็นเขาไถเสก็ตบอร์ดลงเนินมาแต่ไกล พร้อมกับสะพายกระเป๋าเป้และบอร์ดสีฟ้าแดงอันใหญ่


            ผมว่านี่น่าจะเป็นบอร์ดอันโปรดของโรมเลยล่ะ ผมเคยเห็นเขาเล่นมันไม่ต่ำกว่าสามถึงสี่ครั้งแล้ว


            ใจจริงก็อยากซื้อกระดานโต้เคลื่อนอันใหม่ให้เขาเหมือนกันนะ แต่ก็คิดได้ว่าโรมคงจะโยนมันทิ้งไว้แถวนั้นแน่ๆ ไม่แคล้วผมจะต้องยืนเสียดาย ฉะนั้นรอให้มีโอกาสดีกว่านี้ก่อนเถอะ ผมจะซื้อแล้วสกรีนชื่อตัวเองตัวโตๆรอบกระดานเลย คอยดู!


            โรมซึ่งอยู่ในชุดพร้อมออกไปโต้คลื่นแล้วเดินมาวางของทุกอย่างไว้บนหาดแล้วเดินออกไป ผมไม่รู้หรอกว่าเขาจะไปไหน รู้แค่ว่าตอนนี้ผมจอดรถให้ดับสนิทและวิ่งตรงไปยังจุดที่เขาทิ้งเขาเอาไว้แล้วล่ะ


            “โหย เจ้ากระดานไม่เจอกันตั้งนาน ฉันคิดถึงนายจังเลย” ผมลูบๆคลำๆมันด้วยความดีใจ เห็นมั้ยล่ะ พระเจ้าจะต้องได้ยินถึงเสียงอ้อนวอนของผมแน่ๆ ผมก็ยังพอมีดวงใช่มั้ยครับเนี่ย


            ผมไม่รอช้ารีบหยิบโทรศัพท์มือถือมาถ่ายรูปคู่กับเจ้ากระดานเพื่อนรักนี่อยู่หลายชอต เสร็จแล้วก็นั่งทับมันอยู่อีกครู่ใหญ่ เฮ้อ มีความสุขชะมัดเลย










            จนกระทั่งได้ยินเสียง.. “ลุก”


            ผมรีบหันไปมองเพราะจดจำเจ้าของเสียงนี้ได้เป็นอย่างดี “โรม!!” ได้เห็นหน้าชัดๆแบบนี้แล้วหัวใจผมพองโตขึ้นเป็นกองเลยล่ะ


            “ลุก ก่อนที่ผมจะเตะคุณลงไปเอง” แต่ดูน้ำเสียงของเขาสิ ไม่ทันจะทักทายผมดีๆกลับเขม่นเขี้ยวใส่กันซะแล้ว


            “โหย ขี้หวงจังเลย” ผมอดประชดประชันใส่เขาไม่ได้ แต่ก็ต้องเปลี่ยนเป็นเสียงร้องแทนเมื่อเขาตรงเข้ามาลากแขนผมจนปลิวหลุดออกจากกระดานที่นั่งทับอยู่ โห เล่นจริง เจ็บจริงเลยนะเนี่ย “พูดดีๆก็ได้นี่ ไม่เห็นจะต้องรุนแรงเลย” แขนผมชาไปข้างหนึ่งแล้ว


            “มาทำไมครับ” เขาเปลี่ยนเป็นตั้งทำถามใส่ผมแทน


            “เย็นชาจริงๆ” ผมตัดพ้อเขาอีกรอบ


            โรมมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า “วันนี้วันหยุดของผม ได้โปรดให้ผมได้ใช้มันอย่างสงบสุขด้วยเถอะครับ”


            “คนใจร้าย” ทำไมเขาถึงได้เ่งเรื่องสรรหาคำพูดมาบั่นทอนกำลังใจของผมนัก นี่ผมเพิ่งได้เจอเขาไม่ถึงห้านาทีเลยนะ ไม่สิ แม้แต่สามนาทีก็ไม่น่าจะถึงซะด้วยซ้ำ “ทำไมไม่ให้ฉันไปที่บาร์ของนายอีกล่ะ”


            “ผมบอกคุณไปหลายครั้งแล้วนะครับ” เขาทำหน้าเหนื่อยหน่าย


            “บอกอะไร...”


            “บอกว่าผมไม่ได้คิด...”


            และผมไม่อยากฟังเขาพูดต่อเลย “เค้กอะไรมั้ย?!” นั่นสิ ผมควรถามเขาเรื่องเค้กที่ผมตั้งใจเลือกและของขวัญที่ผมตั้งใจและใช้เวลาทำเป็นอย่างดี เขาควรจะพูดถึงมันบ้าง หรือว่าแค่เพราะยังไม่มีโอกาสอันเหมาะเจาะ ก็นี่ไง ตอนนี้เลย ไม่มีอะไรจะเหมาะสมไปกว่านี้แล้ว


            “เค้กอะไรครับ” น้ำเสียงเขากลับทำให้ผมใจแป้ว


            “ก็เค้กวันเกิดของนายที่ฉันให้เมื่อคืนนู้นยังไงล่ะ” ผมลากเสียงยาว


            ผมทำหน้านึกอยู่นานก่อนจะตอบ “ครับ”


            นั่นก็เพียงพอจะสร้างรอยยิ้มบนหน้าของผมแล้ว “จริงเหรอ แสดงว่า...ว่า...”


            “อะไรครับ”


            “นายก็เห็นของขวัญของฉันแล้วใช่มั้ย” ผมลุ้นกับคำตอบมากเลย


            “หืมของขวัญ?” เขาหยุดคิด และนั่นทำเอาผมแทบยืนนิ่งๆไม่ได้เลย “ก็ดีครับ” เขาตอบในที่สุด


            “จริงเหรอ?!!” ผมแทบอยากจะถลาไปกอดเขาเอาไว้ “นายอ่านมันแล้วใช่มั้ย” ผมหุบยิ้มไม่ได้เลย ทั้งมีความสุข ทั้งอยากจะร้องไห้ อ่าน..อ่านแล้วเป็นยังไงล่ะ ทำไมท่าทีเขานิ่งเฉยเหลือเกิน



            นาย...

            นายจำฉันได้แล้วใช่มั้ย

            หรือ...ไม่ได้เลย



            “กลับไปเถอะครับ วันนี้ผมไม่มีเวลามาเล่นกับคุณหรอก”


            “นายจะออกไปโต้คลื่นเหรอ” เขาไม่เปิดช่องให้ผมถามเรื่องเดิมต่อ


            “คุณก็เห็นผมถือกระดานนี่อยู่ไม่ใช่เหรอครับ”


            “ว้าว! ฉันขอนั่งดูนายเล่นนะ ตื่นเต้นจัง” ผมนั่งรอเขามาค่อนวัน ไม่มีทางยอมโดนไล่กลับง่ายๆหรอกนะ


            “คุณเมอร์ลิน กลับไปเถอะครับ” ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาดูรำคาญผมมากเลย


            “ไล่อยู่นั่นล่ะ ไม่เหนื่อยรึไง”


            “นั่นเป็นคำถามของผมต่างหากครับ คุณน่ะ ไม่เหนื่อยเหรอ”


            ผมแทบไม่ต้องเสียเวลาคิดเลย “ไม่เหนื่อยและจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆด้วย”


            “ผมจะทำยังไงกับคุณดีเนี่ย”


            “ก็ยอมให้ฉันจีบอย่างเป็นทางการซะทีสิ” ผมสู้กลับ


            “ผมไม่อยากจะเถียงกับคุณแล้วนะครับ และผมก็ไม่อยากจะพลาดคลื่นลูกสวยๆของวันนี้ด้วย” เขาชี้ไปยังผืนทะเลเบื้องหน้าของเราทั้งคู่ “ช่วยกรุณาให้ผมได้พักผ่อนอย่างสงบสุขด้วยเถอะครับ”


            “นายพูดเหมือนฉันเป็นตัวน่ารำคาญอย่างไรอย่างนั้นเลย”


            “ก็...ชะ...” เขาทำท่าจะตอบแต่ก็เงียบไป ผมยังคงจ้องหน้าเขาด้วยสายตาที่อยากจะสื่อว่าผมจะไม่กลับไปง่ายแน่ต่อให้เขาออกปากไล่ผมอีกกี่ครั้งก็ตามเถอะ


            “ขอฉันนั่งดูนายเฉยๆจากตรงนี้เถอะนะ จะเฝ้าของให้นายอย่างดีเลย ไม่ไปกวนนายหรอก นายอยู่ตั้งกลางทะเลนู่น ฉันจะไปเข้าใกล้นายได้ยังไงล่ะ จริงมั้ย” ผมพยายามหว่านล้อมเขาสุดๆแล้วนะเนี่ย


            “ผมห้ามยังไงคุณก็ไม่เคยฟังนี่ครับ” เขาส่ายหัวทิ้งท้ายแล้วแบกกระดานสีฟ้าออกไปไต่ระดับผิวน้ำทะเลทันที ทิ้งผมให้นั่งเฝ้าของพร้อมรอยยิ้มของผู้ชนะ



            เห็นมั้ย...สุดท้ายโรมก็ต้องใจอ่อนให้ผม

            เหลือแค่รอให้เขาใจอ่อนรับรักเท่านั้นล่ะครับ ฮ่าฮ่า!

 








            โรมเริ่มไต่คลื่นลูกสูงๆได้แล้วตอนนี้หลังจากที่เขาเริ่มเล่นไปได้สักครึ่งชั่วโมง ผมถ่ายรูปเขาไว้เกือบร้อยชอตแล้ว เอาจริงๆด้วยระยะแล้วผมถ่ายไม่เห็นหน้าเขาหรอกครับ ก็เป็นแค่รูปคนๆหนึ่งโต้คลื่นอยู่กลางทะเลเท่านั้น


            แต่ถ้าคุณคลั่งไคล้ใครสักคนมากๆ ไอ้รูปเบลอๆเหล่านี้ก็ล้วนมีค่ากับหัวใจเราทั้งนั้น ท่ามกลางคนที่คล้ายคลึงเขานับร้อย ผมก็ยังดูออกอยู่ดีว่าคนไหนคือเขา


            อาจเพราะสายตาของผมจ้องมองแต่เขามาเป็นปีๆแล้วก็ได้


            ผมไม่พูดเกินจริงสักเท่าไหร่นัก แต่โรมตอนนี้ดูเหมือนเขาเป็นจ้าวทะเลตัวจริงเลยล่ะ ท่วงท่าของเขาตอนที่ปะทะกับคลื่นลูกใหญ่ช่างดูสมบูรณ์แบบ เขาสู้กับน้ำพวกนั้นเหมือนไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว ขนาดว่าตัวเปียกมาเกือบชั่วโมงแบบนี้เขายังดูแรงดีไม่มีตกเลย


            ผมพยายามเก็บภาพของเขาให้ได้มุมสวยๆ คืนนี้ผมจะอัพเดตภาพเหล่านี้หลังผ่านการปรับแต่งสีให้สวยขึ้นลงในเว็บไซต์ที่ผมทำให้เขาโดยเฉพาะ โพสล่าสุดของผมที่ตั้งในวันเกิดของเขามีคนคลิกเข้ามาดูเกินหลักพันแล้วนะ ไม่อยากจะอวดหรอก แต่ผมนี่โคตรภูมิใจเลย


            ผมร้องอย่างหวาดเสียวเมื่อเห็นว่าคลื่นลูกต่อมาที่พุ่งเข้าใส่โรมนั้นเรียกได้ว่าสูงจัด แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าเขาจะกลัวเลยแม้แต่น้อย โรมสามารถขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดของลูกคลื่นได้อย่างงดงาม ผมมัวแต่ตกใจจนกดมือถือถ่ายเอาไว้ไม่ทัน แต่การมองด้วยตาเปล่านั้น ผมก็รู้เลยว่าภาพเมื่อครู่จะเป็นภาพที่ผมไม่มีทางลืมได้ง่ายๆแน่


            เขาที่ผมตกหลุมรักมานานนั้น...ช่างงดงามเหลือเกิน

            ทุกอย่างที่ประกอบกันเป็นเขาขั้นมา...ทำให้ผมรักจนหมดใจ



 

            ผ่านไปสองชั่วโมงแล้วแต่โรมก็ยังคงลอยอยู่กลางทะเลแบบนั้น แบตเตอร์รี่มือถือของผมเหลือเพียงครึ่งผมจึงพักการถ่ายรูปเอาไว้เท่านั้นและเริ่มหันมาสนใจสัมภาระที่โรมวางทิ้งไว้แทน


            เป้ของเขาไม่ได้ปิดซิปผมจึงสามารถมองเข้าไปข้างในได้ไม่ยากนัก ผมรู้น่าเรื่องมารยาทพื้นฐาน แต่ก็ขอดูนิดหน่อยไม่ได้เหรอ ไม่ได้จะขโมยอะไรซะหน่อย


            ผมเปิดปากกระเป๋าของเขาให้กว้างขึ้นจนเจอชุดที่เขาน่าจะเตรียมมาเปลี่ยน เป็นเสียกางเกงยีนส์เสมอเข่าและเสื้อยืดลายขวางธรรมดาๆ แต่ก็ดูเป็นการแต่งตัวที่สมกับเป็นเขานั่นล่ะ


            แถวนี้พอจะมีร้านขายเสื้อผ้าบ้างมั้ยน้า ผมอยากแต่งตัวคู่กับเขาจังเลย ดีไม่ดีวันนี้ผมอาจจะขอเขาถ่ายรูปคู่กันบ้างก็ได้ ที่ผ่านมามีแต่ผมต้องคอยแอบถ่ายตลอดเลย


            ผมพยายามนึกถึงร้าน OUTLET ที่น่าจะมีอยู่รอบๆบริเวณนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมีเสื้อแนวเดียวกับของโรมนี่รึเปล่า


            ลองสวดต่อพระเจ้าอีกรอบจะดีมั้ยนะ



            มือผมปัดป่ายไปจนเจอเข้ากับกระเป๋าเงินของเขา ผมมองซ้ายมองขวาอยู่หลายรอบจนมั่นใจว่าดรมยังไม่มีท่าทีจะขึ้นมาบนฝั่ง กลั้นใจเปิดมันออกดูโดยที่ไม่เอาออกมาจากกระเป๋า ขืนโรมเห้นว่าผมรื้อของส่วนตัวเขาขนาดนี้ล่ะก็ ผมต้องโดนโกรธมากแน่ๆ และผมก็ไม่อยากเสี่ยงให้เป็นแบบนั้นหรอกนะ


            กระเป๋าปีกซ้ายของเขามีรูปผู้หญิงคนหนึ่งดูสวยมากๆ แต่ภาพมันดูค่อนข้างจะเก่าแล้ว ผมเลยคาดเดาว่ามันอาจจะเป็นรูปแม่ของเขาตอนสาวๆก็ได้เพราะเด็กชายตัวเล็กที่เธออุ้มอยู่ทั้งรอยยิ้มนั้นก็ละม้ายคล้ายโรมอยู่ไม่น้อย ผมไม่เคยเห็นแม่ของโรมมาก่อน เดฟบอกว่าเธอเสียไปเมื่อหลายปีมาแล้ว แต่เขาไม่คิดเลยว่าเธอจะสวยขนาดนี้ โรมน่าจะสืบทอดรอยยิ้มเขาเธอมาเต็มเปา แต่เธอดูจะยิ้มเป้นมิตรมากกว่าคนที่เป็นลูกชายซะอีกนะ


            ผมผลักกระเป๋าอีกด้านขึ้นก่อนจะหน้าเสียเพราะมันคือรูปของโรมซึ่งถูกผู้หญิงคนหนึ่งกดจูบเข้าที่แก้มเข้าเต็มๆ โรมดูเด็กกว่าตอนนี้ค่อนข้างหลายปีอยู่ ผมเดาสถานะของทั้งคู่ได้ไม่ชัดเจนนัก ผมไม่เคยได้ยินว่าโรมมีพี่สาวหรือน้องสาว


            หรือว่านี่จะเป็น...


            ไม่หรอก ผมยังไม่เคยได้ยินว่าโรมมีคนรัก เดฟก็ไม่เคยพูดแบบนั้น หรือใครรอบตัวโรมก็ไม่เคยบอกเช่นกัน อาจจะเป็นรักแรกของเขา


            แต่แค่รักแรกก็ทำเอาผมปวดหน่วงที่ใจอยู่ไม่น้อยนะ ในรูปนี้โรมยิ้มกว้างแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลยล่ะ


            แสงสว่างวาบทำเอาผมตกใจจนแทบผงะ ก่อนจะถอนหายใจเมื่อเห็นว่ามันมาจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือของโรม ผมเลื่อนสายตาไปมองมัน แน่นอนว่าหากจะเปิดต้องเข้ารหัสซึ่งผมก็ไม่รู้ตัวเลขเหล่านั้น แต่ภาพที่ปรากฏอยู่บนจอก็ลดความอยากรู้อยากเห็นของผมไปได้โข

 

           ผู้หญิงคนหนึ่งนอนแผ่อยู่บนเตียงในสภาพที่ใส่เพียงกางเกงชั้นใดตัวเดียว ด้วยภาพที่เป็นขาวดำผมจึงไม่ได้เห็นรายละเอียดอะไรมากนัก แต่หน้าอกหน้าใจที่เปลือยเปล่าก็หราอยู่เต็มหน้าจอโดยที่เธอใช้มือจับข้อมือหนึ่งน่าจะเป็นของคนถ่ายให้กอบกุมหน้าอกข้างหนึ่งของเธอเต็มๆ พร้อมส่งยิ้มให้กับกล้อง


            ผมไม่อยากจะเดาว่าเจ้าของมือใช่โรมหรือเปล่า แม้ส่วนลึกๆแล้วผมจะจดจำได้เป็นอย่างดีก็เถอะ และจะดีกว่านี้ถ้าผมไม่รู้สึกว่าผู้หญิงในหน้าจอนี้คือคนเดียวกับผู้หญิงที่จูบแก้มโรมจากรูปในกระเป๋าเงิน


            มันคงจะดีกว่านี้ถ้าผมห้ามความเสียมารยาทของตัวเองตั้งแต่แรก

 




            “ใช่...ไปซื้อเสื้อ ไปหาเสื้อมาใส่คู่กับโรม” ผมพูดขึ้นเบาะๆซ้ำไปซ้ำมาคล้ายกับจะเรียกสติตัวเอง


            โรมยังโต้คลื่นอยู่กลางทะเล ส่วนผมกลับหยิบกุญแจรถมาขับวนหาร้านเสื้อผ้าแถวนี้ซะแล้ว ผมขับรถจังหวะแย่กว่าปกติ แต่โชคดีที่วันนี้ไม่มีรถแถวนี้เยอะเท่าไรนัก


            ผมจะก่อเรื่องไม่ได้ ผมจะเอารถไปชนไม่ได้


            แต่ตอนนี้เหมือนสติผมหายไปวูบใหญ่เลยล่ะ


            “บ้าน่า อย่าตีตนไปก่อนไข้สิเมอร์ลิน นายน่ะคิดมาก” ผมให้กำลังใจตัวเองด้วยการตบแก้มเบาๆ จากนั้นก็รู้สึกดีขึ้นทีละนิดเมื่อเห็นป้าย OUTLET สีแดงอยู่ไม่ไกล


            ความหน่วงในอกผมแทบจะหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อผมเห็นเสื้อเชิ้ตตัวหนึ่งลายเดียวกับเสื้อยืดของโรม ผมไม่ได้สนใจราคามันหรอกนะ เรียกได้ว่าไม่แพงในสายตาผมเลยด้วยซ้ำ ผมขอเขาเปลี่ยนใส่เลยในห้องลองพร้อมจ่ายเงินเพื่อรีบขับรถกลับมายังหาดที่เดิม เพราะกลัวว่าเย็นขนาดนี้แล้วโรมจะหนีกลับบ้านซะก่อน


            ไม่ได้ๆ ผมต้องรีบทำคะแนนสิครับ


            เมื่อผมกลับมายังจุดที่นั่งรอเขาตอนแรกก็เจอแต่กระดานโต้คลื่นที่เริ่มแห้งแล้ว เป้ของโรมหายไป ผมคาดว่าเขาน่าจะไปเปลี่ยนชุดที่บังกะโลเล็กๆแล้วนี้ ผมจึงนั่งรอเขาพร้อมกับดูพระอาทิตย์ที่เริ่มจะลาลับขอบฟ้าไปทีละนิด


            สีส้มแก่จัดสะท้อนให้ท้องทะเลยิ่งดูสวยจับใจกว่าเดิม


            ถ้ามีโรมมานั่งดูข้างๆผมตอนนี้มันคงจะเพอร์เฟ็คไปเลยล่ะ


            อยู่ไหนนะ รีบมาเร็วเข้าสิโรม แสงกำลังสวยเลย


            “ผมบอกคุณแล้วไงครับว่าอย่ามาแตะต้องของๆผม” เสียงของเขาทำให้ผมสะดุ้งรีบลุกออกจากกระดานสุดรัดสุดหวงของเขาทันที


            “โอเคๆ คราวนี้ลงเองได้”


            “นี่มันเย็นมากแล้ว กลับบ้านได้แล้วครับ”


            “อะไรอะ ไล่อีกแล้ว” ผมใส่เสียงผสมความน้อยใจเข้าไปเต็มที่เลยรอบนี้ “วันนี้เพิ่งได้คุยกันไม่กี่คำเองนะ”


            “แล้วคุณมีอะไรจะคุยกับผมล่ะครับ” เขาก้มหน้าแทบจะสุดคอเพื่อมองผม ด้วยความที่ผมสูงเฉียด 160 ไปนิดหน่อย เทียบกับโรมที่สูงเกิน 180แน่ๆแบบนี้แล้ว ผมดูตัวจ้อยไปใหญ่เลยล่ะ


            “ฉันคิดถึงนายนี่นา” ผมยอมรับตามตรง เหมือนกลั้นทุกความรู้สึกในตอนนี้ออกมาเป็นคำนี้ได้เท่านั้น


            “เอาเป็นว่าผมรับรู้แล้ว ตอนนี้ก็กลับบ้านได้แล้วใช่มั้ยครับ เดี๋ยวคนที่บ้านคุณจะเป็นห่วงเอาได้”


            “แล้วนายล่ะ เป็นห่วงฉันมั้ย” ผมยังแอบหวัง


            แล้วเขาก็พังมันซะดื้อๆ “ไม่หรอกครับ”


            “โหย จะโกหกกันหน่อยก็ไม่ได้”


            “ผมชัดเจนมาโดยตลอดนะครับคุณเมอร์ลิน อย่าเสียเวลาเลยครับ”


            “แต่ฉันไม่เคยคิดว่าที่ฉันทำมามันเป็นเรื่องเสียเวลาเลยนะ ไม่เคยคิดแบบนั้นเลยสักครั้ง” ผมโพล่งทั้งหมดที่อัดอั้นออกมา วันนี้มันเหมือนว่าทุกอย่างจะอัดมาเต็มๆจนผมเริ่มทนไม่ไหวแล้ว “ฉันอยากเจอนายฉันก็มาหา ฉันอยากได้ยินเสียงนายฉันก็มาหา ฉันไม่ได้ทำอะไรซับซ้อนเลยนะ แล้วทำ...”


            “ผมก็แสดงออกชัดเจนโดยที่ไม่ได้ต้องการทำให้อะไรมันซับซ้อนเลยนี่ครับ จริงมั้ย คุณต่างหากล่ะที่ไม่ยอมรับความจริงเอง”


            ผมอดตัดพ้อไม่ได้ “ใจร้ายอีกแล้ว”


            “กลับบ้านเถอะครับ มันเย็นแล้ว” เขาออกปากไล่ผมอีกครั้ง


            ผมยังไม่บรรลุความตั้งใจวันนี้เลยนะ “ขอถ่ายรูปด้วยได้มั้ย”


            “อะไรนะครับ”


            “ก็วันนี้อุตส่าห์ได้ใส่เสื้อคู่กัน” ผมชี้ที่เสื้อของผมและเขา


            “คุณออกไปซื้อมาตามผมต่างหาก นี่แอบรื้อกระเป๋าผมใช่มั้ยครับ” ท่าทีเขาดูโกรธอย่างที่ผมคิดไว้จริงๆด้วยล่ะ


            “ขอโทษ” ผมคิดคำอื่นไม่ออกนอกจากคำนี้ “แต่ฉันอยากถ่ายรูปคู่กับนายจริงๆนะ”


            “ผมจะไม่ถ่ายรูปคู่กับคุณหรอกครับ กลับไปได้แล้ว” เขายืนยันเสียงแข็ง


            “ขอถ่ายหน่อยเถอะนะ ฉัน...ขอร้อง” ผมแทบจะอ้อนวอนเขาอยู่แล้ว


            “ผมจะเดินไปส่งคุณที่รถ แบบนี้พอใจมั้ยครับ”


            แม้ข้อตกลงขอเขาจะน่าสนใจก็ตามเถอะ แต่วันนี้ผมอยากมีรูปถ่ายคู่กับเขาจริงๆนะ “ขอถ่ายรูปด้วยนะ”


            “ทำไมคุณดื้อแบบนี้”


            “ก็ฉัน...” ผมจะตอบได้ยังไงว่าพอผมเห็นรูปหน้าจอมือถือของเขาแล้วมันทำให้ผมอยากจะร้องไห้ออกมา ทั้งๆที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรู้สึกนี้มันเรียกว่าอะไร


            “ผมไม่อยากถ่ายรูปคู่กับคุณครับ”


            “มะ...ไม่ถ่ายคู่ก็ได้ แต่ถ่ายแบบนี้ได้มั้ย” ผมพยายามหาทางที่เป็นไปได้มากที่สุด รีบคว้ามือข้างหนึ่งของเขาที่ทำท่าหันหลังจะเดินหนีผมเอาไว้ แม้เขาจะกระตุกมือออก ผมก็จับเอาไว้แน่น รีบกดถ่ายทันที


            “ถ่ายให้ฉันรูปหนึ่งสิ เอาท่าแบบนี้เลยนะ” ผมยังไม่ปล่อยมือที่จับมือของเขาเอาไว้ แปลกใจอยู่นิดหน่อยที่คราวนี้เขายอมหยิบมือถือของผมไปกดถ่ายรูปให้ผมแต่โดยดี ไม่รู้ผมยิ้มทันก่อนเขากดปุ่มถ่ายรึเปล่า แต่เมื่อเช็ครูปดูแล้วผมก็รู้สึกแล้วว่าวันนี้ทั้งวันมันคุ้มค่าแล้วครับ แสงสวยอย่างที่ผมคิดไว้จริงๆด้วย ผมชอบสองรูปนี้มากๆเลย


            กลับบ้านแล้วผมจะปริ๊นแปะไว้ในห้องนอนเลย



                                            



            “แบบนี้ก็กลับบ้านได้แล้วใช่มั้ยครับ”


            “จิตใจนายนี่เอาแต่จะไล่ฉันทุกๆสามนาทีเลยใช่มั้ย”


            “ฟ้าเริ่มจะมืดแล้วนะครับ”


            “ฉันโมเมเข้าข้างตัวเองได้มั้ยว่านายเป็นห่วงฉัน”


            “คุณก็ทำแบบนั้นตลอดมานี่ครับ”


            “โรม นายสร้างมาจากน้ำแข็งรึยังไงเนี่ย ถึงได้เย็นชาจังเลย” ผมชักสีหน้าใส่เขาอีกครั้ง ไม่อยากจะนับรอบแล้วล่ะครับว่าวันนี้เขาเอ่ยปากไล่ให้ผมกลับบ้านกี่ครั้งแล้ว เหนื่อยจะคิดเข้าข้างตัวเองแล้วด้วยว่าเขาเป็นห่วง เพราะมันคงเกินคำนั้นมาโขใหญ่


            ผมมองดูโรมที่มีสีหน้าหงุดหงิดขณะจ้องโทรศัพท์ กะจะเอ่ยปากพูดอะไรสักหน่อย แต่ก็...

 



            “โครก...”



 

            เวรแล้ว!! ผมยกมือกุมท้องตัวเองเอาไว้ทันที รู้สึกอยากจะเอาหน้ามุดผืนทรายใต้เท้านี่ให้รู้แล้วรู้รอด ผมมัวแต่ดีใจที่ได้คุยกับโรมจนลืมไปว่าวันนี้ทั้งวันตัวเองยังไม่ได้กินอะไรเลยสักคำ

 

           “แหะๆ ขอโทษนะ น่าอายจัง” เขาจ้องมองผมด้วยสีหน้าที่เดาความหมายไม่ออกเลย โอย ผมอายแทบบ้า


            “นายบอกแล้วนี่นาว่าจะเดินไปส่งฉันที่รถ ไปสิ กลับก็ได้ วันนี้โดนไล่หลายครั้งแล้ว” ผมทำท่าทีขึงขังเพื่อกลบเกลื่อนความอาย เอาเถอะไหนๆวันนี้ผมก็ได้ถ่ายรูปกับเขาแล้ว แม้จะไม่ได้เป็นรูปคู่ตามที่หวังเอาไว้สักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่แย่นะ ผมมีความสุขแล้ว กลับไปตั้งหลักเพื่อกลับมาสู้ใหม่ดีกว่า


            “ไปนั่งกินอะไรสักหน่อยมั้ย เดี๋ยวก็ขับรถกลับเป็นชั่วโมงๆไม่ไหว”


            ผมหันขวับกลับไปมองเขาทันที ตาผมเบิกกว้างราวกับไม่อยากเชื่อสิ่งที่เพิ่งได้ยิน อยากยกมือขึ้นมาตบแก้มตัวเองหลายๆทีว่านี่ไม่ใช่ฝันหวานที่ผมชอบเป็นบ่อยๆตอนกลางคืนใช่มั้ย “จะ...จะ...จริงเหรอ...”


            “อะไรครับ” เขาเหมือนจะกลั้นขำ


            เดี๋ยวนะ นี่...นี่เป็นครั้งแรกที่โรมยิ้มให้ผม ครั้งแรกในสองปี!!


            “นายชวนฉันกินข้าวด้วยเหรอ” ผมถามย้ำ


            “ถ้าคุณอยากกินนะ”


            “อยากสิ ฮึก...ฮือ...อยากร้องไห้” ขอบตาผมร้อนผ่าวไปหมดแล้ว พระเจ้า นี่จะให้ทุกอย่างผมในวันเดียวหมดเลยเหรอครับเนี่ย


            “ถ้าร้องก็กลับบ้านไปได้เลยครับ ถ้าจะกินก็ตามมา” เขารวบเป้ขึ้นบนบ่าพร้อมแบกกระดานโต้คลื่นและเสก็ตบอร์ดออกเดิน แน่ล่ะ ผมกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามเขาไปติดๆ


            ถ้านี่คือฝันแล้วล่ะก็ อย่าเพิ่งให้ผมตื่นเลยนะ!!

 





            “สั่งเยอะๆเลยนะโรม ฉันเลี้ยงเอง” ผมมองเมนูที่มีรูปอาหารละลานตาเต็มไปหมด ผมไม่เคยมาร้านนี้มาก่อน​ โรมต้องมาบ่อยแน่ๆเพราะพนักงานก็ทักทายเขาอย่างคุ้นเคย


            เขาเอื้อมมือมาโขกหัวผมเบาๆ นั่นยิ่งทำให้หัวใจผมเต้นรัวยิ่งกว่าเดิม “คุณเด็มกว่าผมตั้งกี่ปี ผมคงไม่หน้าทนขนาดให้คุณเป็นคนจ่ายหรอกครับ สั่งตามที่คุณอยากกินเถอะ ผมจ่ายเอง”


            “ฉันมีความสุขขัง งั้นไม่เกรงใจแล้วนะ” และผมก็หมายความตามที่พูดจริงๆ


            ผมเหลือบตามองโรมสั่ง เมนูของเขาเป็นเพียงสปาเกตตี้ง่ายๆกับเบียร์แก้วใหญ่ ส่วนผมน่ะเหรอ สั่งไปเพียบเลยล่ะครับ เรียกว่าสั่งจนแทบจำเมนูไม่ได้ว่าสั่งอะไรไปบ้าง


            “คุณจะกินหมดเหรอครับ” โรมเอ่ยถาม


            “เยอะไปเหรอ” ผมเริ่มหน้าเสีย “งั้นเดี๋ยวฉันจ่าย...”


            “ผมจ่ายได้ แต่คุณจะกินทิ้งกินขว้างก็ไม่ใช่เรื่อง”


            ดูเหมือนผมจะเสียคะแนนอีกแล้ว “ฉันก็แค่...”


            “แค่อะไรครับ”


            “คิดว่าถ้าสั่งมาหลายๆอยาง จะได้ใช้เวลานั่งกินกับนายนานๆ ฉันอยากเห็นนายใกล้ๆแบบนี้ให้นานสักหน่อยนี่นา” ผมสารภาพหมดเปลือก


            “โห้ คุณนี่เหลือเชื่อจริงๆ” เขาส่ายหัว


            “ก็ฉันชอบนายมากเลยนี่นา” ผมสารภาพกับเขาอีกครั้ง


            “ผมรู้แล้วครับ”


            “รู้แล้วเมื่อไหร่จะรับความรู้สึกของฉันซะทีล่ะ”


            “ถ้าคนถูกสารภาพรักจะต้องตอบรับทุกครั้ง โลกนี้ก็คงจะไม่มีคนอกหักหรอกนะครับ”


            นี่คือคำตอบของเขารึเปล่าแม้จะได้เห็นของขวัญของผมแล้วก็ตาม มิน่าล่ะ เขาถึงไม่มีทีท่าเปลี่ยนไปเลยแม้จะเห็นสิ่งที่ผมเขียนไว้แล้ว “แต่ฉันไม่ได้อยากถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของคนอกหักพวกนั้นนี่นา”


            “ขอโทษด้วยนะครับ ที่ทำให้คุณต้องไปอยู่ตรงนั้น”


            “ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว กินดีกว่า” วันนี้ผมเหนื่อยจะสู้แล้วล่ะ แถมยังหิวมากด้วย ถ้ากองทัพต้องเดินด้วยท้อง ผมก็ขอรีบกินอาหารตรงหน้าก่อนล่ะ


            “หิวก็กินไปเถอะครับ ทำแบบนั้นเดี๋ยวก็สำลัก” เขาพูดขึ้นหลังจากที่เห็นท่าทีลักลั่นของผม


            “ก็ฉัน..อยาก...” ไอชีสที่เต็มปากอยู่นี่ทำเอาผมพูดลำบากจริงๆ


            “ผมรู้แล้วครับ ไม่ต้องพูดซ้ำ” เขาคงหมายถึงรู้ว่าผมอยากยืดเวลาอยู่กับเขาให้นานขึ้น “เอาเป็นว่าตอนนี้รีบกินเถอะ ผมก็อยากจะกลับบ้านแล้ว”


            “งั้นเหรอ แหะๆ ก็ได้” ฟ้าเริ่มมืดมากแล้ว ผมคิดว่าตัวเองก็ควรจะรีบกลับเช่นกันก่อนที่จะมีใครในบ้านโทรศัพท์ไปฟ้องแดนหรือพี่ทิม อีกอย่างอาหารพวกนี้ก็อร่อยเหลือเกิน ผมยัดเข้าปากเท่าไหร่ก็มีแต่ความอร่อยที่มากขึ้นเรื่อยๆ


            โรมนั่งดื่มเบียร์ขณะที่รอผมจัดการอาหารให้หมด “ขอบคุณมากนะโรม”


            “อะไรเหรอครับ”


            “อาหารวันนี้อร่อยมากเลย” ผมดื่มน้ำล้างปาก “อร่อยที่สุดในชีวิตฉันเลย”


            “อะไรจะขนาดนั้นครับ” เขาพูดเหมือนไม่เชื่อ


            “ก็เพราะฉันได้นั่งกินกับนายยังไงล่ะ” ผมยิ้มอย่างมีความสุข


            และนั่น! ผมเห็นนะว่ามุมปากของเขายกยิ้มขึ้น เขายิ้มให้ผม คราวนี้เขายิ้มให้ผมจังๆเลยล่ะ!


            “ฉันตาฝาดรึเปล่าเนี่ยที่เห็นว่านายยิ้มให้ฉันน่ะ”


            “กินเสร็จแล้วงั้นผมเรียกเก็บเงินเลยนะ”


            “โหย เปลี่ยนเรื่องทำไม” ผมอยากถ่ายรูปเก็บไว้ชะมัด


            ขณะที่โรมรีบเศษเงินทอน ผมก็รีบอาศัยช่วงจังหวะชุลมุนคนเยอะไปขอใบเสร็จจากพนักงานมาเก็บไว้ โอ๊ย ผมจะเอากลับไปใส่กรอบเก็บไว้อย่างดีไม่ให้หมึกเลือนหรือกระดาษเหลืองเลยล่ะ จะจูบเช้าจูบเย็นเลย

           



            “มาสิ ผมจะเดินไปส่งคุณที่รถ” เอาโยนเสก็ตบอร์ดลงกับพื้นถนนแล้วเรียกผม


            “วันนี้นายใจดีกับฉันจัง” ผมหุบยิ้มไม่ได้เลย


            “ผมเห็นว่ามันมืดมากแล้ว ผมคงไม่ได้มีชีวิตสงบสุขต่อไปแน่ๆถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคุณและบรรดาครอบครัวของคุณอาจจะมาเอาเรื่องผม”


            “สรุปก็คือเป็นห่วงสวัสดิภาพตัวเองว่างั้น”


            “ก็คิดว่าใช่นะ” เขาหัวเราะได้อย่างน่าหมั่นไส้จนผมเผล็อยื่นมือออกไปชกไหล่เขาเบาๆ


            “ใจร้ายจริงๆ” ถึงแม้จะบ่นแบบนั้น แต่ผมกลับห้ามรอยยิ้มบนใบหน้าตัวเองไม่ได้เลย เราเดินมาเรื่อยๆบนถนนริมหาด สายลมเย็นๆทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นไปอีก


            “นี่ คุณเมอร์ลิน”


            “อะไรเหรอ” ผมหันไปมองเขาที่ทำสีหน้าจริงจัง


            “ถ้าสมมติผมบอกคุณว่าผมกำลังจะแต่งงาน คุณจะเลิกมาคอยตามผมแบบนี้รึเปล่า”


            ประโยคคำถามนี้จากเขาทำเอาทั้งภาพในกระเป๋าเงินและบนหน้าจอมือถือของเขาแล่นขึ้นมาฉายในหัวของผมสลับไปสลับมา ผมหยุดเดินและจ้องใบหน้าของเขา


            “บ้าน่า...” ผมพยายามยิ้มออกไป


            ไม่หรอกน่า... คงไม่ใช่หรอก ผมไม่อยากฟังเขาพูดต่อ


            และจะไม่ให้เขาพูดด้วย


            “หือ...”


            “ฉันยังไม่พร้อมเลยนะ เรื่องแบบนี้ฉันต้องปรึกษาที่บ้านก่อน” ปิดท้ายด้วยเสียงหัวเราะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก


            “เฮ้อ!!


            “คิดว่ามุกแบบนี้จะทำให้ฉันตัดใจได้เรอะ ฝันไปเถอะ รู้จักฉันน้อยไปซะแล้ว” ผมยังคงทำเก่ง ถึงแม้ว่าในใจจะแกว่งไปเยอะแล้วก็ตามเถอะ


            “ถ้าผมบอกว่าไม่ได้โกหกล่ะ”


            “ไม่เอาอะ ไม่ฟังละ เดี๋ยวอาหารไม่ย่อย ไม่ฟังๆ” ผมตัดปัญหาด้วยการยกสองมือขึ้นมาปิดหู ส่ายหน้าใส่เขาเป็นพัลวันแล้วออกเดินต่อ


            “คุณทนขับรถไปกลับวันละหลายชั่วโมงแบบนี้ได้ยังไงกัน” โชคดีที่โรมเปลี่ยนไปเรื่องอื่น


            “ก็เพราะฉันอยากเจอนายยังไงล่ะ” ผมส่งยิ้มให้เขา


            “ความชอบที่มีต่อผมมันมีค่าให้ทำอะไรขนาดนั้นได้เลยเหรอครับ”


            “มันยังน้อยไปด้วยซ้ำล่ะถ้าเทียบกับปริมาณความชอบทั้งหมดที่ฉันมีให้นาย”


            “อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกกับผมมากขนาดนี้เนี่ย”


            คำถามของเขาทำเอาผมชักสงสัย “นายไม่เข้าใจของขวัญที่ฉันให้นายเลยหรือยังไงนะ” ถ้าเขาอ่านแล้วก็ไม่น่าจะสงสัยในความรู้สึกของผมแล้วสิ ทำไมกันนะ หรือผมจะยังทำไม่ชัดเจนพอ


            โรมเงียบไม่ตอบคำถามผมอีกจนกระทั่งเราเดินมาถึงที่ลานจอดรถ


            “ถึงรถของคุณแล้วล่ะครับ”


            และเมื่อเห็นรถเฟอรารี่สีดำที่จอดอยู่ข้างๆคุณรูบี้ผมก็รู้เลยว่าชะตาตัวเองใกล้ขาดแล้ว


            “แดน...”


            “หืม?” คนข้างๆผมเอ่ยถาม


            ถึงแม้รถจะติดฟิล์มดำทั้งคันแต่ผมก็มั่นใจว่าแดนกำลังมองมาที่ผมและเขาแน่ๆ “นายกลับเลยก็ได้นะโรม ขอบคุณมากที่เดินมาส่งฉันนะ” ผมเอื้อมมือไปผลักเขาให้เดินออกไป ไม่เอาล่ะ เอาไม่อยากให้แดนมาเผชิญหน้ากับโรมตอนนี้หรอกนะ


            “มีอะไรรึเปล่าครับ” เขาจ้องมองด้วยความสงสัย


            “เปล่าน่า แค่ แค่...” ผมกลืนน้ำลายลงคอ ไอ้บ้าเซบนั่นไม่บอกผมสักคำว่าแดนจะมาที่นี่!! “รถพี่ชายฉันเอง นายกลับไปก่อนเถอะ”


            “คุณตายแน่” ดูเขาสิ ยังจะมาเยาะเย้ยผมอีก


            “ไม่ต้องมาแช่งเลยนะ แดนไม่ใช่คนใจร้ายแบบนายสักหน่อย กลับบ้านไปเลย ชิ่ว!


            “ก็บอกแล้วว่าคุณไม่ควรมาวิ่งตามผมต้อยๆแบบนี้ ที่บ้านคุณเขาจะเป็นห่วงเอา ยังไงก็กลับบ้านดีๆนะครับ อย่ามาหาผมอีกเลย”


            “ไม่ฟัง! ยังไงก็จะมาอีก จะมาอีกแน่ๆ ไม่ยอมแพ้หรอก” ผมดึงดัน


            “เฮ้อ ผมไม่ก่อนล่ะ” เขายักไหล่แล้วไถเสก็ตออกไป ผมทำท่าฮึดฮัดไล่หลังเขาก่อนจะหันมาตามเสียงเรียกของคนด้านหลัง





            “จะกลับมั้ย บ้านน่ะ” แดนที่ไม่รู้เปิดประตูรถออกมาตอนไหนมองตรงมาที่ผม


            “กลับสิ” น้ำเสียงเหงาหงอยของผมก็ถูกส่งตอบออกไป


            แดนเอียงคอพยักเพยิดไปที่คุณรูบี้ “รีบขับตามมา มันค่ำมากแล้ว”


            “เพิ่งจะสองทุ่มเอง...”


            “คงไม่เองในความรู้สึกของพี่ทิม”


            “โมโม่อย่าเอาพี่ทิมมาขู่มู่นะ!” ผมทำหน้างอใส่พี่ชาย และเรียกชื่อเขาด้วยชื่อเล่นที่เรียกมาตั้งแต่เด็ก “จะมา

ก็ไม่บอกมู่สักนิดเลยอะ”


            “ฉันไม่เคยขู่นะเมอร์ลิน นายก็รู้” เขายิ้มให้ผม ซึ่งผมเกลียดรอยยิ้มแบบนั้นของเขาที่สุดเลยล่ะ


            “รู้แล้วๆ ก็กลับสิบ้านน่ะ กลับ!!” ผมตรงขึ้นไปนั่งประจำที่ของตัวเอง รอจนแดนออกรถแล้วจึงขับตามเขาไปติดๆ


            ด้วยความที่การจราจรวันนี้ค่อนข้างติดกว่าปกติ ผมกับแดนจึงกลับถึงบ้านในเวลาสี่ทุ่มครึ่ง เขาหลบฉากไปคุยกับพี่ทิมว่าพาผมออกไปกี่ข้าวเย็นมาและกำลังจะพักผ่อนกัน เท่าที่ได้ยินเหมือนวันนี้พี่ทิมจะยุ่งมากเพราะมีประชุมกับคู่ค้าหลายคน นั่นทำให้ผมรอดตัวไปได้เยอะเลยล่ะ


            พระเจ้าครับ วันนี้ท่านช่วยผมเอาไว้เยอะมากจริงๆ



            “ไม่ได้สลดเลยนะ สีหน้าเนี่ย” แดนพูดเมื่อเห็นผมยืนยิ้มหวานอยู่กลางห้องนอนของเขา แดนไม่ได้กลับมาที่นี่หลายเดือนแล้วล่ะ


            “เพราะมู่รู้ไงว่ายังไงโมโม่ก็ต้องปกป้องมู่ได้อยู่ดี”


            “เห็นคุณพ่อบ้านบอกว่านายออกไปจากบ้านตั้งแต่แปดโมง อย่าบอกนะว่าไปนั่งเฝ้าหมอนั่นทั้งวันน่ะ”


            “ใช่” ผมบอกอย่างภูมิใจ ผมกับแดนไม่เคยมีความลับต่อกันอยู่แล้วล่ะ ตอนนี้แดนคือชื่อผู้ปกครองหมายเลขหนึ่งของผมเพราะพี่ทิมมอบหมายให้เขาเป็นคนดูแลผม แต่หากเป็นการตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆผมก้ต้องขออนุญาตจากพี่ทิมอีกรอบอยู่ดี ยังดีหน่อยที่แดนค่อนข้างยืดหยุ่นกับผมมากกว่า


            “ฉันจะพูดยังไงกับนายดีเนี่ยเมอร์ลิน สองปีนี่มันน่าจะพอแล้วนะกับเรื่องไร้สาระเนี่ย”


            “โรมไม่ใช่เรื่องไร้สาระนะ! มู่ชอบเขา!! ต้องให้พูดกี่รอบโมโม่ถึงจะเข้าใจ!!


            “คิดว่าพี่ทิมจะเข้าใจกับนายด้วยมั้ยล่ะ” เขาพูดเสียงเรียบ


            และนั่นทำให้ผมโกรธขึ้นไปใหญ่ “โม่ก็ดีแต่เอาพี่ทิมมาขู่นั่นล่ะ”


            “เมอร์ลิน” เขาจ้องดุ


            “มู่ไม่กลัวโมโม่หรอกนะ เอาเลยสิ ไปบอกพี่ทิมเลย บอกเลยดิว่ามู่แรดแค่ไหน ถ้าโม่คิดว่าทนสิ่งที่จะเกิดกับมู่หลังจากนั้นได้ โม่ก็ทำไปเลย เอาเลย ยังไงมู่ก็ไม่เปลี่ยนใจจากโรมหรอก”


            แดนยกมือขึ้นนวดขมับ “ฉันไม่ได้นั่งเครื่องบินเป็นสิบชั่วโมงเพื่อมาฟังนายอาละวาดใส่แบบนี้หรอกนะ”


            “ก็โม่พูดให้มู่เสียใจทำไมล่ะ แค่โดนโรมไล่ทุกวันแค่นี้มู่ก็เสียใจมากอยู่แล้วนะ แทนที่โม่จะปลอบกลับมาซ้ำเติมกันแบบนี้น่ะ”


            “ก็เพราะไอ้หมอนั่นมันไม่เคยชอบนายเลยยังไงเล่า ฉันถึงอยากให้นายตัดใจ นายยังเด็กมากนะเมิร์ล นายไม่เข้าใจหรอกว่าความรักมันคืออะไรน่ะ”


            “โม่เอาอะไรมาตัดสินความรู้สึกของมู่กันล่ะ แค่เพราะว่ามู่เด็กกว่างั้นเหรอ แค่นี้เหรอถึงคิดว่ามู่รักใครไม่เป็น แล้วตัวโม่ล่ะ โม่รู้จักความรักดีแค่ไหนกัน รู้ดีว่ามู่แค่ไหน” ผมเถียงเขาอย่างไม่ลดราวาศอก


            ไม่บ่อยนักหรอกที่เราจะขึ้นเสียงใส่กันวันนี้ แต่อาจเพราะว่าวันนี้ผมเหนื่อยมากจริงๆ และแดนก็ดูจะถูกการเดินทางที่ยาวนานเล่นงานมาไม่น้อย


            เราจึงเหมือนระเบิดลูกย่อมๆที่กำลังอัดปะทะกันอยู่


            “ไม่ใช่พี่ทิมคนเดียวนะที่ตีนายได้น่ะเมอร์ลิน ฉันก็เป็นพี่ชายนายคนหนึ่งเหมือนกัน”


            แดนไม่เคยตีผม ผมไม่เชื่อว่าเขาจะตีหรือทำให้ผมเจ็บตัวได้ลงคอหรอก เขารักผมมาก ข้อเท็จจริงนั้นผมรู้ดี


            ผมจึงกอดอกเชิดหน้าท้าทายเขา


            แดนกำมือแน่น เขาสบถเป็นคำว่าอะไรสักอย่างที่ผมได้ยินไม่ถนัดนัก เขาแทบจะไม่มองหน้าผมด้วยซ้ำ


            และผมก็รู้สึกได้ว่าตอนนี้เขากำลังโกรธจริงๆ


            “โมโม่...”


            เขายังคงนิ่ง


            “พี่แดน...” ไม่บ่อยนักเช่นกันที่ผมจะเรียกเขาว่าพี่ เหตุเพราะว่าเราสนิทกันค่อนข้างจะมาก


            แดนถอนหายใจก่อนจะชี้ไปที่ประตู “ออกไป ฉันจะอาบน้ำ วันนี้เหนื่อยมามากแล้ว”


            “โกรธมู่เหรอ”


            “ออกไป”


            “มู่ไม่ไป มู่จะอาบน้ำกับโม่” ผมตรงเข้าไปกอดเอวเขาจากด้านหลังเอาไว้ ตอนนี้โม่สูงเกิน 175 แล้วล่ะ มีแต่ผมคนเดียวในบ้านเลยมั้งที่ยังตัวเล็กอยู่แบบนี้ “อย่าโกรธมู่เลยนะ มู่ขอโทษ”


            “นายก็รู้ว่ามุกนี้ใช้กับฉันไม่ได้ผล ออกไปได้แล้ว” แดนพูดพร้อมกับถอดกระดุมแขนของเสื้อเชิ้ตไปด้วย


            ผมรีบอ้อมไปถอดกระดุมเสื้อที่เหลือให้พี่ชายตัวเอง “อาบน้ำกับมู่นะโม่ มู่อยากให้โม่สระผมให้ เราไม่ได้อาบน้ำด้วยกันนานแล้วนะ โม่ไม่คิดถึงมู่เหรอ”


            “เฮ้อ ไม่เอา โตแล้ว” เขาพูดแบบนั้นแต่ก็ยอมให้ผมถอดเสื้อให้อยู่ดี ว้าว กล้ามท้องของแดนเริ่มขึ้นชัดแล้วล่ะ ถึงแม้จะไม่ได้เยอะเหมือนของลุคก็ตามเถอะ ผมอิจฉาพวกเขาจังเลย


            “อะไร เดี๋ยวนี้รังเกียจกันแล้วเหรอ อย่ามาอ้างว่าอ่างเล็ก อ่างอาบน้ำบ้านเราทุกห้องใหญ่พอจะอาบพร้อมกันสามคนยังได้เลยเถอะ” ผมรีบดักคอเขา พร้อมเอื้อมมือลงไปถอดเข็มขัดของจากกางเกงของแดน


            “อย่าซนน่า” เขาหยุดมือของผมเอาไว้แต่ไม่ทันแล้ว กางเกงเนื้อดีถูกผมไล่ลงไปนอนกองกับพื้นซะแล้ว “จริงเลยนายเนี่ย” เขาส่ายหัว “เอาแต่ใจจังเลย”


            “อาบน้ำให้มู่นะ อาบให้หอมๆแล้วนอนกอดกัน ไม่ได้โม้นะ แต่มู่ดีใจที่โม่มาหา จะนอนกอดแน่นๆเลยคืนนี้” ผมยิ้มให้เขา ไอ้ที่อยากให้แดนหายโกรธก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่มากกว่าก็คือความคิดถึงนั่นล่ะ แดนไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ผมได้อ้อนเขามากนักหรอกนะ


            แดนไม่ถูกอะไร แต่การที่เขาเอื้อมมือมาปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตให้ผมบ้างก็นับว่าความขุ่นใจของเขาน่าจะเจือจางลงไปเยอะแล้วนะ ผมจึงยืนยิ้มแป้นให้พี่ชายได้ถอดชุดออกให้ทั้งข้างบนข้างล่างจนหมดจากนั้นเราจึงเข้าไปอาบน้ำด้วยกัน


            ตอนที่อยู่บ้านในชิคาโก้ผมอาบน้ำกับแดนแทบทุกวันเลยล่ะ มาห่างบ้างตอนที่เขาต้องไปเรียนไฮสกูลที่อังกฤษ แต่ถึงอย่างนั้นพอเขากลับมาพักผ่อนที่อเมริกาทีไร ผมต้องได้ครอบครองเวลาส่วนใหญ่ที่จะอยู่กับเขาทุกที


            ก็แดนน่ะเป็นของผมนี่นา

 








            ผมแช่น้ำในอ่างโดยที่มีนั่งซ้อนตักของแดนซึ่งกำลังสระผมให้อยู่ แดนช่างขี้โกง เขาใส่กางเกงในอาบน้ำโดยอ้างกับผมว่าเขาโตแล้ว ร่างกายเขาไม่เหมือนผมที่ยังเด็กอยู่


            เหตุผลฟังไม่ขึ้นเลยสักนิด! เราก็มีเหมือนกันทุกอย่างนั่นล่ะ


            “โม่ขี้โกง โม่ขี้โกง” ผมบ่นอุบขณะที่นิ้วมือของแดนขยี้ไปทั่วหัว


            “โกงอะไร” เขาถามด้วยน้ำเสียงเอื่อยๆ


            “ชอบทำเหมือนมู่ยังเด็กนัก”


            “ก็ยังเด็กจริงๆ จะสิบห้าแล้วตัวยังนิดเดียว”


            “งั้นก็แบ่งความสูงมาให้มู่บ้างดิ เนี่ย โกงกันกระทั่งเรื่องของส่วนสูง”


            “งอแงใหญ่แล้ว” แดนหลุดขำออกมา


            ผมทำหน้างอใส่เขา “ให้มู่โป๊คนเดียว ขี้โกง” ว่าแล้วผมก็วาดขาเตะน้ำในอ่างเล่นขณะที่เขาล้างผมให้


            “เมิร์ล อย่าขย่ม” เขาเอ่ยขณะที่บีบสบู่ถูตัวผมเริ่มจากด้านหลัง นั่นยิ่งทำให้ผมได้ใจอยากแกล้งเขาขึ้นไปอีกด้วยการนั่งทับตักเขาซะเลย “ยังอีก ทำไมดื้อแบบนี้”


            ผมหัวเราะไม่หยุดจนกระทั่งเราทั้งคู่อาบน้ำจนเสร็จ แดนให้ผมเช็ดตัวและเป่าผมให้แห้ง ส่วนเขาก็แยกไปหยิบชุดนอนมาใส่


            ด้วยความที่นี่เป็นห้องของแดนและผมก็ขี้เกียจจะเดินกลับไปห้องตัวเองด้วย ดังนั้นแดนจึงหยิบเสื้อผ้าของเขามาให้ผมใส่และมันก็ตลกมาเลยที่กางเกงบ๊อกเซอร์ของเขาตัวใหญ่ไปจนหลุดออกจากเอวของผมไปกองที่พื้น


            “นี่นายกินข้าวบ้างมั้ยเนี่ย” แดนส่ายหัวเมื่อเห็นว่าผมยังยืนโป๊อยู่ “นี่ตัวเล็กที่สุดแล้ว ใส่แล้วก็จับขอบเอวเอาไว้แล้วกันเดี๋ยวก็นอนแล้ว” แดนพูดก่อนจะสวมเสื้อนอนแบบติดกระดุมหน้าให้ผม ซึ่งแค่เสื้อก็ยาวจนคลุมไปถึงสะโพกผมแล้วล่ะ


            “มู่มีเรื่องตลกจะเล่าให้ฟัง” ผมหัวเราะคิกคักขณะที่เดินกลับออกมายังห้องนอน “งานโครเชลล่าที่เพิ่งผ่านไปเนี่ย มู่ก็ไปมาด้วยล่ะ”


            “เห็นรูปที่นายถ่ายมาอวดแล้ว เป็นไงสนุกมั้ย เห็นถ่ายมาแต่วิวไม่เห็นมีรูปนายเลย” แดนถูกขณะที่โถมตัวลงนอนพิงหัวเตียงเอาไว้


            “กลัวโม่หัวใจวายตายถ้าเห็นรูป”


            “ทำไมล่ะ” แดนขมวดคิ้ว


            “รู้มั้ยว่ามู่น่ะได้เงินที่ชนะคำท้าเพื่อนมาตั้งสามพันเหรียญแน่ะ”


            “พนันอะไรกัน ทำไมเดิมพันสูงขนาดนั้น” แดนดูทำท่าจะสนใจขึ้นมาทันที


            “ก็จ่ายกันรอบวงเลยไง หลายๆคน มู่นี่สบายเลย ได้เงินสามพันเหรียญมาฟรีๆ” ผมขยิบตาให้เขา “ก็แค่แต่งหญิงไปเดินทั้งงานโดยไม่ให้ใครจับได้งี้ สบายๆ”


            “อะไรกันนะ ไหนเอารูปมาให้ฉันดูเลย” แดนผลุดลุกขึ้นยืนทันที “เล่นบ้าๆอะไรกันเนี่ย”


            ผมหัวเราะจนตัวโยนขณะที่เดินไปหยิบมือถือมาเปิดอัลบั้มที่ผมถึงกับแยกไว้เป็นอีกส่วนเพื่อเก็บรูปจากวันนั้นโดยเฉพาะ “นี่เลย สวยเปล่า...”


            แดนดูไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง “นี่นายจริงๆเหรอเมิร์ล”


            “พวกเพื่อนผู้หญิงช่วยมู่แต่งล่ะ นี่ดูรูปนี้ ยัดนมปลอมด้วยนะ มันเป็นซิลิโคลนนิ่มๆหยุ่นๆล่ะจั๊กจี้มากเลย แถมวิกผมนี่ก็คันสุดๆ ร้อนด้วย ส้นสูงก็เดินลำบาก เฮ้อ จะว่าไปพวกผู้หญิงเขานี่ก็ลำบากกันเนอะ เครื่องสำอางก็หนักหน้าสุด”


            แดนเลื่อนดูรูปนั้นรูปนี้ “กระโปรงมันไม่สั้นไปหน่อยเหรอ เด็กพวกนี้คิดอะไรกันอยู่นะ” เขาเขกหัวผมไปหลายที



            “โหย โม่อะ มีแต่คนชมว่ามู่สวยนะ โม่จะไม่ชมหน่อยเหรอ เนี่ยเดินไปทั่วงานมีแต่คนขอถ่ายรูป ไม่ยักกะจับได้สักคน”


            “มีอะไรน่าชม” แดนยักไหล่


            “เชอะ” ผมยู่ปากใส่เขาแล้วหัวเราะ “แต่มันสนุกสุดตอนไหนรู้มั้ย”


            “ตอนไหน”


            “ตอนที่ได้เงินสามพันเหรียญแล้วถลกกระโปรงยืนฉี่โชว์ยังไงเล่า”


            “เมอร์ลิน!!” แดนทำท่าจะเป็นลม “นายนี่มัน...นาย...”


            “อะไรเล่า ไม่ขำเหรอโม่ นี่มู่อุตส่าห์เก็บไว้เล่าต่อหน้าตอนเจอกันแบบนี้เลยนะ โหย เซ็งเลย”


            แดนค่อยๆนั่งลงพิงหัวเตียงแบบเดิม “ฉันว่าฉันควรส่งนายไปเข้าโรงเรียนสอนมารยาทครั้งใหญ่แล้วล่ะ ถ้าการเรียนที่อเมริกาจะทำให้นายสุดโต่งแบบนี้ ฉันควรย้ายนายกลับไปอยู่ที่อังกฤษ”


            “อะไร มู่ไม่ไปหรอกนะ มู่จะอยู่ที่นี่” ผมส่ายหัวทันที ไม่เด็ดขาด ผมจะอยู่ที่นี่ จะอยู่กับโรม


            “ขนาดยังไม่สิบห้าปีเต็มนายยังเป็นขนาดนี้ ถ้าโตไปกว่านี้ฉันจะรับมือนายไหวได้ยังไงเนี่ย”


            “ทำไมพูดแบบนั้นเล่า” ผมมองแดนที่นั่งเหยียดขาตรงก็ขยับไปนั่งคร่อมตักเขาเอาไว้ทันทีพร้อมวางสองแขนรอบคอของเขาเอาไว้ “มู่ออกจะเป็นเด็กดี”


            “ดีมาก...ดีจนฉันปวดหัวเลย” แดนส่ายหัวเบาๆ


            “วันนี้ยอมให้อ้อนด้วย ดีมาก” ปกติแดนไม่ยอมให้ผมกอดแบบนี้ง่ายๆหรอกนะ เขาน่ะเป็นพี่ชายจอมเย็นชาสุดๆเลยล่ะ ทั้งๆที่บรรดาพี่ชายคนอื่นๆออกจะชอบกอดรัดฟัดเวี่ยงผมด้วยซ้ำ


            “เหนื่อยเดินทาง ทั้งนั่งเครื่องบิน ทั้งขับรถไล่ตามนาย หมดแรงจะสู้ด้วยแล้ว” เขาทำท่าทีคอพับคออ่อน


            “ยังไม่ให้นอนหรอก เรามีเรื่องต้องคุยกันนะ” ผมแกล้งทำเสียงเข้ม แล้วยื่นหน้าไปงับปลายจมูกจนเขาร้องโอ๊ะ


            “นั่งดีๆ” เขาดุเมื่อผมสอดสองขาไปคล้องกับที่หลังเอวของเขา กลายเป็นลูกลิงผสมหมีโคอาล่าโดยสมบูรณ์ จะไม่ให้พี่ชายตัวดีหนีไปไหนได้หรอกนะ


            “โม่ เมแกนคือใครเหรอ” ผมถามออกไปจนได้


            “หึ...เซบาสเตียนวิ่งมาขายข่าวให้สินะ”


            “อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง ตอบมาก่อน” ผมจ้องเขาตาไม่กระพริบ


            “ก็คุยๆกันอยู่”


            “คุยนี่รวมถึงคุยบนเตียงด้วยป้ะ”


            “เมิรล์” แดนทำเสียงดุ แต่นั่นก็หยุดผมไม่ได้หรอกนะ


            “แล้วโม่นอนกับเธอรึยังล่ะ โม่ก็ตอบมู่มาสิ”


            “ลูกผู้ชายเขาไม่พูดถึงผู้หญิงลับหลังในเรื่องแบบนี้หรอกนะ”


            “มู่ไม่เอาสุภาพบุรุษอะไรทั้งนั้น มู่จะเอาคำตอบจากพี่ชายของมู่ ตอบมู่มาเดี๋ยวนี้เลยนะว่าโม่นอนกับเธอไปแล้วใช่มั้ย”


            และอาการเงียบของแดนก็เหมือนเป็นการยอมรับไปแล้ว


            “โม่จะรักเขามากกว่ามู่ใช่มั้ย”


            “ไร้สาระน่า” แดนตีก้นผมเบาๆ


            “โม่ใจร้ายที่สุดเลย” ผมทำท่าจะลงจากตักเขาแต่แดนกลับใช้สองมือกอดแผ่นหลังของผมเอาไว้แน่น “ปล่อยเลย ไม่นอนด้วยแล้วคืนนี้”


            “อย่างอนน่า ไหนว่าจะนอนกอดกันไง”


            ผมใช้สองมือแนบแก้มของแดนเอาไว้ “งั้นโม่ก็ต้องเลิกกับเธอ”


            “ยังไม่ได้คบกันเลย”


            “มู่ไม่ชอบเธอ บอกไว้ตรงนี้เลยนะ”


            “นายก็ไม่ชอบผู้หญิงทุกคนที่เข้ามาข้องเกี่ยวกับฉันทั้งนั้นล่ะ” แดนยิ้ม


            “ก็พวกเธอจะมาแย่งโม่ไปนี่” ผมเง้างอด


            “เฮ้อ...” แดนไม่พูดอะไรเพิ่มทำเพียงลูบแผ่นหลังผมขึ้นลง


            “โม่ไม่รักมู่แล้วเหรอ”


            “เฮ้อ...” เขาถอนหายใจซ้ำ


            “จะร้องไห้แล้วนะ” ผมเบะปาก


            “งอแงทำไม”


            “พูดดิ พูด...”


            “รัก” แดนตอบในที่สุด


            “จริงนะ” ผมหรี่ตามองเขา


            แดนเลื่อนมือขึ้นมาลูบผมที่เพิ่งแห้งสนิทของผม “รักครับ รัก ก็มีน้องอยู่คนเดียว จะไม่รักได้ยังไง”


            “มากกว่าเมแกนมั้ย” ผมยังต้องการความมั่นใจ



            “มากกว่าทุกคนบนโลกนี้เลย”



            และคำตอบนั้นก็ทำให้ผมหุบยิ้มไม่ได้เลย แดนเองก็ยิ้มเหมือนกัน แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว ต่อให้พี่ชายคนไหนของผมจะมีแฟน พวกเขาต้องสัญญาว่าจะไม่รักพวกเธอมากกว่าที่รักผม ถ้าหากผมขอให้เลิกก็ต้องเลิก ไม่รู้ล่ะ พวกเขาเป็นของผมนี่นา


            ผู้หญิงพวกนั้นล้วนมาทีหลัง จะให้สำคัญกว่าผมไม่ได้นะ!!



 

            “จะนอนได้รึยัง ออกไปซนมาทั้งวันแล้ว”


            “ยัง...”


            “จะเอาอะไรอีก นอนได้แล้ว ฉันเพลียมากแล้ว” แดนหาวให้ดูด้วยซ้ำ


            “โม่ต้องให้มู่ชาร์จพลังก่อน” ผมยิ้มกริ่มใส่เขา


            “ไม่เอาแล้ว บอกว่าโตแล้วไง” แดนส่ายหัวเป็นพัลวัน


            ผมไม่ให้เขาหนีหรอกนะ “โม่ชอบอ้างแบบนี้ตลอดเลย มู่เสียใจนะ”


            “ขี้อ้อนขนาดนี้เป็นน้องชายหรือน้องสาวกันแน่ห๊ะ...” แดนบีบปลายจมูกของผมแล้วบิดไปมา


            Everyone calls me as your beautiful sister, you know?” ผมยักคิ้วใส่เขา


            “สวย สวยมากๆเลย” แดนประชดประชันได้ตลกจนผมต้องหัวเราะออกมาแล้วหอมแก้มเขาหลายฟอด “นอน...”


            เสียงเขาขาดหายไปเพราะผมเริ่มการชาร์จพลังแล้วล่ะ ริมฝีปากนุ่มๆของเราจูจุ๊บกันหลายที อาจเพราะพี่น้องบ้านนี้ใกล้ชิดกันมาแต่เด็ก หรือเพราะผมห่างจากพวกพี่ๆหลายปีก็ไม่รู้


            ที่แน่ๆเพราะว่าแม่ของผมอยากได้ลูกสาวมากๆ และตอนแรกที่ไปตรวจอัลตร้าซาวน์หมอก็บอกว่าผมเป็นผู้หญิง ทุกอย่างจึงถูกเตรียมพร้อมสำหรับเด็กผู้หญิงเอาไว้ พอถึงกำหนดคลอดจริงๆผมดันออกมาเป็นผู้ชายซะอย่างนั้น


            แม่ผมเองก็คงจะผิดหวังไม่น้อย แต่ถึงอย่างไรก็ตามผมก็ถูกเลี้ยงมาแบบเป็นผู้หญิงบ้าง เป็นผู้ชายบ้าง แล้วก็โตมาแบบงงๆอย่างนี้ล่ะครับ


            ผมได้รับความรักจากทุกคนเป็นอย่างดี พี่ๆทุกคนต่างก็คอยปกป้องผม เล่นกับผม ตามใจผมเยอะที่สุดตามประสาลูกคนเล็ก รวมทั้งเรื่องของการกอดและหอม แม้แต่จูบผมก็สามารถทำกับพวกเขาได้อย่างไม่ขัดเขิน


            มีแต่แดนนี่ล่ะคอยปัดป้องผมตลอดเลย









            “พอได้แล้วน่า” แดนพูดขึ้นหลังจากปล่อยให้ผมฟัดจูบริมฝีปากเขาอยู่พักใหญ่ “นอนได้แล้ว จะเที่ยงคืนแล้วนะ”


            “ยังอะ ขออีกนิด” ผมพูดขณะที่ยังกดจูบไปทั่วใบหน้าของเขา นานๆทีแดนจะปล่อยให้ผมทำแบบนี้ ผมยิ่งต้องรีบอ้อนเขาไว้เยอะๆ


            แต่แค่แดนออกแรงผลักมาขึ้นเขาก็แทบจะอุ้มผมได้อยู่แล้ว เพราะร่างกายที่ผอมมาของผมนี่ล่ะ “เอาล่ะ นอนได้แล้วนะคะ” เขาพูดเสียงอ่อนหวานกับผมแบบที่ไม่ได้ยินบ่อยเท่าไรนัก


            ผมใช้น้ำเสียงที่มักจะใช้อ้อนพวกผู้ใหญ่อยู่เสมอ “พี่แดนนอนกอดหนูนะ”


            แดนพยักหน้าก่อนจะขยับให้ผมนอนดีๆบนเตียงจากนั้นเขาก็ตามเข้ามากอดผมเอาไว้ กดจูบที่หน้าผากผมอยู่หลายที “นอนได้แล้ว พรุ่งนี้จะพาไปเดินชอปปิ้งนะคะ”


            “แต่งหล่อๆให้หนูควงใช่มั้ย”


            “ถ้าเป็นเด็กดีก็จะตามใจทุกอย่างเลยค่ะ”





            ผมยิ้มกริ่มอยู่ในใจพร้อมกับเริ่มคิดวางแผนว่าจะซื้ออะไรไปให้โรมดีนะ มีพี่ชายมาให้ไถเงินง่ายๆแบบนี้เหมือนผมจะสบายไปใหญ่เลยล่ะ ผมจะซื้ออะไรให้โรมดี จะเป็นเสื้อ หรือกางเกง ไม่ล่ะ เอาเป็นรองเท้าดีกว่า ผมเห็นเขาใส่แต่คู่เดิมๆ ว่าแต่ว่าเขาใส่รองเท้าเบอร์อะไรนะ 45 หรือ 46 ผมกลัวซื้อผิดจัง


            “พึมพำอะไรอยู่นั่น นอนซะ” แดนกดหัวของผมให้ซุกเข้ากับอกของเขาอย่างพอดิบพอดี นั่นก็ทำให้ผมชอบมากนะ รีบยกแขนนอนกอดเขาแน่นทันที


            ผมไม่ชอบนอนคนเดียวสักเท่าไหร่ การที่แดนกลับมาวันนี้ก็ยอดเยี่ยมไปเลยล่ะ




            วันนี้เป็นวันที่ผมมีความสุขมากๆเลย ได้นั่งดูโรมโต้คลื่น ยิ่งไปกว่านั้นยังได้ถ่ายรูปกับเขา ได้กินข้าวโต๊ะเดียวกันอีก มันยอดเยี่ยมจนผมคิดว่าตัวเองฝันไปรึเปล่านะ


            ไม่สิ มันจะเป็นฝันไปได้ยังไง ใบเสร็จร้านอาหารก็ยังอยู่ในกระเป๋าที่ผมเก็บแยกไว้อย่างดี พรุ่งนี้ผมจะซื้อกรอบรูปกลับมาใส่มันด้วย เพื่อเป็นเครื่องเตือนความทรงจำดีๆที่เกิดขึ้นในวันนี้


            ให้ตายเถอะ ผมต้องนอนหลับไปทั้งๆที่ยังยิ้มอยู่แบบนี้แน่ๆ


            แดนหลับไปแล้วคงเพราะว่าเพลียจัด แต่ผมนี่สิ ยังเอาแต่นอนคิดถึงหน้าโรมอยู่เลย ไม่กล้าหลับไป กลัวตื่นมาแล้วความรู้สึกอิ่มเอิบที่เป็นอยู่ตอนนี้มันจะสลายหายไปหมด

 



            โรม...อย่าเพิ่งมีใครเลยนะ

            ช่วยเปิดโอกาสให้ฉันบ้างเถอะ

 

            ฉันชอบนายจนคิดว่าเปลี่ยนใจไม่ทันแล้วล่ะ

            ฉันชอบนายสุดๆไปเลยนะ!

           

 

            



 

 





- - - - - - - - 



See You in Twitter with #LoDaeInCalifornia


- - - - - - - - 



"ห้ามแคปฉากล่อแหลมไปโพสในทวิตทุกกรณี"



- - - - - - - - 




Reference

 weheartit, tumblr


Chapter Soundtrack

YEAH YEAH YEAH - by DABOYWAY



- - - - - - - -


Hello!! Long time to seeeeeee you all here!

I hope you haven't forgotten this fiction yet, right?

It is still the longest chapter (45 pages!)

I wish you would enjoy with their story and keep supporting me

by comment or hashtag on twitter as above

thank you and thank you




love and respect

@suanjean



 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

83 ความคิดเห็น

  1. #76 CKOTTON (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2560 / 20:17
    welcome back! we are still here by your side and support you naa, keep fighting na ka
    #76
    0
  2. #75 นมผงของจูนง (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 17:24
    เข้าใจโรมนะ ว่าไม่ชอบอะ แต่แบบ แกรจะเย็นชาใจร้ายกับน้องไปถึงไหนนน คอยดูเถอะ ซักวันแกจะต้องวิ่งตามขอความรักจากน้องมันบ้าง แล้วแกจะเข้าใจน้อง!!! มู่เขาไม่รักก็ปล่อยเค๊าไปเถอะ อยู่กับโม่อ้อนโม่อะดีแล้วหวงห่วงกันอย่างกะแฟนอะคู่นี้>//< เปลี่ยนคู่เลยได้มั้ยค่ะโยนโรมทิ้งไว้ตรงนั้น5555 #ใจบาปมาก



    อยากบอกไรท์ว่าเราพึ่งมาตามอ่านเรื่องนี้ สนุกมาก ชอบมาก ก.ไก่ล้านตัว ไรท์บรรยายได้ดีใช้ภาษาได้สวยมากอ่านแล้วทำให้มีอารมร่วม(?)ไปกับตัวละคร ค.รู้สึก สถานที่ ฟีลกู๊ดจริงๆค่าา ขอบคุณนะค่ะที่แต่งฟิคดีๆอย่างนี้ให้อ่าน ยังไงก็อย่าทิ้งฟิคเรื่องนี้ (ออบแจด้วย)น๊าา นานแค่ไหนก็จะรอติดาม เป็นกำลังใจให้ สู้ๆๆ นะค่ะไรท์//กอดๆ
    #75
    0
  3. #74 KUROBUTA (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2560 / 18:10
    ไม่ลุ้นว่าโรมจะชอบมู่เมื่อไหร่แต่ลุ้นตรงที่ถ้าทิมรู้เรื่องนี้อิมู่และโม่ต้องเจอกับอะไรบ้าง

    #ขอบคุณที่กลับมา ขอบคุณจริงๆค่ะ
    #74
    0
  4. #73 Ji(won)young (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2560 / 09:39
    พี่น้องบ้านนี้หวือหวากันตลอดจนบางทีก็คิดว่าคู่ไม่จำเป็น55555555
    #73
    0
  5. #72 Ddae KimV Ddo (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2560 / 00:12
    เปลี่ยนคู่ได้มั้ยคะ โรมเรมไม่ต้องละ โม่มู่ดีกว่า กลับมาคาวนี้งานดีมากชอบบบบบบ ยิ่งยาวยิ่งชอบบบ555555 สู่นะพี่สวนจีนรออยู่เด้อ
    #72
    0