BAP :: See You In California [LODAE]

ตอนที่ 4 : #LoDaeInCalifornia : 2 : Romeo Part : Golden Sunshine

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 440
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    8 ต.ค. 59

(c)              Chess theme
  






“I really just want to be the warm yellow light that pours all over everyone I love”

 




 

            ผมลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนที่นาฬิกาแขวนบนผนังห้องนอนบอกเวลาบ่ายโมงตรง นึกงงอยู่ที่ตัวเองนอนยาวจนเกินเลยคำว่าสายไปมากโข ทบทวนว่าเมื่อคืนทำอะไรจนดึกดื่นรึเปล่า ร่างกายถึงได้ทวงคืนการพักผ่อนขนาดนี้

            โอเค แล้วผมก็ได้รับคำตอบเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงขยับยุกยิกในอ้อมแขนของตัวเอง รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากของผมได้ไม่ยากขณะที่ก้มหน้าลงไปสูดดมกลุ่มผมบริเวณท้ายของของอลิซที่นอนแนบแผ่นหลังชิดหน้าอกของผม เธอขยับคอหนีด้วยความจั๊กจี๋จนผมต้องซุกไซ้ซอกคอเธออยู่หลายที






            จำได้รางๆแล้วล่ะว่าเมื่อคืนผมดื่มกับอลิซจนหมดไปหลายขวดและกระป๋อง จากนั้นเราก็กระโจนขึ้นเตียงเพื่อฟัดกันไปหลายยก สาเหตุของการฉลองก็จำกัดความไม่ได้นัก เพียงแต่อลิซซื้อเหล้าเบียร์เข้ามา และเราก็ดื่มกันจนเมายับ มีเซ็กส์กันจนเตียงส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด เปลือกซองถุงยางกระจายอยู่เต็มพื้น กลิ่นกายของเราสองคนผสมกันกรุ่นอยู่ทั่วห้อง

            ไม่แปลกเลยหากเราจะยังนอนหมดแรงอยู่บนเตียงจนตื่นบ่ายแบบนี้

            ผมเคลื่อนมือไปตามผิวที่เนียนนุ่มของเธอ อลิซมีผิวที่ประดับไปด้วยกระสีน้ำตาลกระจายอยู่ทั่วตัว ผมมองว่ามันคือเสน่ห์ของเธอ ผมตวัดผ้าห่มที่คลุมตรงเอวของเราของคนออกก่อนจะสัมผัสสะโพกกลมกลึงของเธอที่มีชั้นในสีดำปกปิดอยู่ ต้นขาเธอยังเร้าอารมณ์ผมได้ไม่หยอก

            ผมเพิ่งรู้ตัวเมื่อไม่นานมานี้เองว่าชอบตอนที่ได้ปล่อยให้อลิซได้นอนหลับหนุนอยู่บนแขนข้างหนึ่งของผม และตื่นมาเจอเธอนอนหลับไม่รู้เรื่องอยู่ใกล้ๆแบบนี้ ตอนที่ได้กดจมูกลงบนข้างแก้มของเธอ จ้องมองดูริมฝีปากสีเชอร์รี่นี้ขยับขยุกขยิก ดูน่าจะเป็นการเติมพลังชีวิตของผมได้อยู่มากโข

            แต่สิ่งที่เย้ายวนใจผมได้มากเลยตอนนี้ก็คือหน้าอกเปลือยเปล่าที่ผมบรรจงลูบคลึงอยู่ต่างหากล่ะ อลิซค่อยๆลืมต่างขึ้นตามแรงสัมผัสของผม เธอส่งเสียงอื้ออึงเล็กน้อยเมื่อผมบีบยอดอกที่เริ่มแข็งเป็นไต ผมเคลื่อนใบหน้าลงไปกระซิบแนบชิดใกล้ใบหูของเธอ “หิวจัง ขอกินเธออีกได้มั้ย”

            อลิซส่งเสียงหัวเราะในลำคอก่อนจะลุกขึ้นนั่งแล้วกดร่างผมจนพลิกนอนหงาย ปอยผมที่ระบายอยู่ทั่วไหล่ของเธอทำให้เธอเป็นเหมือนภาพวาดที่แขวนอยู่ตามกำแพง เนินร่างสวยสล้าง ดวงตาสีน้ำตาลอมทองที่จ้องมองผมอยู่ ริมฝีปากของเธอที่ก้มลงมาประกบกับปากของผม ลิ้นของเราที่ผลัดกันสร้างความสุขให้กันและกัน ฝ่ามือของผมยกขึ้นลูบไล้แผ่นหลังของเธอพร้อมกับที่เธอสัมผัสกลุ่มผมของผมอย่างอ่อนโยน

            แสงแดดที่ลอดผ้าม่านจากหน้าต่าง สาดความสว่างสีเหลืองทองไปทั่วห้อง เงาที่วูบไหวตามสายลมที่พัดผ้าม่านปลิวไปมา ผมกลับรู้สึกว่าอลิซสวยขึ้นมากกว่าทุกวัน ฝ่ามือเธอที่สัมผัสขมับของผม เลื่อนมาตามรูปแก้มและสันกราม เธอสัมผัสโดนปราศจากการเอื้อนเอ่ยคำพูดใดๆ แต่หัวใจของผมกลับอุ่นวาบราวต้องกับแสงแดดข้างนอกนั่น

            “จ้องหน้าฉันทำไม” ผมเอ่ยถามเธอพร้อมรอยยิ้ม

            “เธอล่ะ จ้องฉันทำไม” เธอตอบด้วยคำถาม

            ผมดึงเธอเข้ามาจูบอีกครั้งอย่างไม่เคยเบื่อ ก่อนจะขยับยันตัวขึ้นพิงหัวเตียงเมื่ออลิซปีนขึ้นมานั่งทับตักของผมเอาไว้ทั้งๆที่ริมฝีปากของเรายังไม่ยอมละออกจากกัน

            หน้าอกของเธอบดเบียดกับแผ่นอกของผมจนรู้สึกดี ความนิ่มหยุ่นของมัน สีสดบริเวณยอดของมัน ทำให้ผมเสพติดเหมือนตอนที่ลองเล่นยาครั้งแรกสมัยเริ่มเป็นวัยรุ่น ไม่ได้ลองกับใครที่ไหนไกลเลย ก็กับผู้หญิงที่กำลังนั่งอยู่บนตัวผมตอนนี้นี่ล่ะ

            “มีความสุขจัง” ผมเอ่ย

            อลิซเงยหน้าหัวเราะจนเสียงดังลั่นห้อง “อย่ามาปากหวานหน่อยเลย ฉันไม่มีอะไรจะให้นายหรอกนะ”

            “เธอให้ฉันเยอะแล้ว ตั้งแต่เมื่อคืน” ผมก้มมองชั้นในสีดำของเธอ

            “ฉันต้องทวงนายคืนหน่อยสิ” อลิซบีบปลายจมูกของผม

            “ทวงอะไร” ผมหัวเราะแม้จะรู้ว่ามันแฝงความเจ้าเล่ห์ไปด้วยก็ตาม

            อลิซชกไหล่ผมเบาๆ “สองวันก่อนยัยวาเนซซ่ามาพร่ำเพ้อกวนประสาทฉันจนแทบบ้า เรื่องที่ว่าได้นอนกับนายน่ะ น่ารำคาญชะมัด”

            ผมยิ้มเมื่อคิดไปถึงใบหน้าของนางแบบที่รู้จักกันแต่ไม่ได้สนิทชิดเชื้อมาก อาจเพราะเราเจอกันที่บาร์ และเธอทอดสะพานให้ผมอย่างชัดเจนและเราก็ไม่รังเกียจซอกมุมในบาร์ซะด้วย ดังนั้นมันก็จบลงที่หนึ่งถุงยางเท่านั้น ไม่มีการสานต่ออะไร

            “โธ่ ได้นายครั้งเดียวทำมาอวด” อลิซกำกลุ่มผมของผมแน่นติดมือจนผมต้องร้องโอดโอย

            “ฉันเจ็บนะเนี่ย”

            “นายก็เหมือนกันนั่นล่ะ ยัยวาเนซซ่านั่นนายเอาลงไปได้ยังไง ปากเสียซะขนาดนั้น”

            “ก็ตอนเอากันเธอแทบไม่ได้พูดอะไรเพราะเอาแต่ครางน่ะสิ” ผมเอนหลังพิงหัวเตียงมองหน้ามู่ทู่ของอลิซ

            “ฉันกับยัยนั่นใครเด็ดกว่ากัน” อลิซจ้องหน้าผม

            และผมก็ไม่ใจร้ายพอจะแกล้งเธอได้ลง “ก็ต้องเธออยู่แล้วสิ”

            “กับผู้หญิงคนอื่นที่นายนอนด้วยล่ะ”

            “เธอมาก่อนคนอื่นอยู่แล้ว”

            อลิซมีสีหน้าพอใจขึ้นมาทันที รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏทั่วใบหน้าของเธอ “ไม่ได้แค่แกล้งพูดเอาใจฉันใช่มั้ย”

            “ฉันดูเป็นคนแบบนั้นเหรอ” ผมยกมือขึ้นลูบผมเธอ “แล้วเธอล่ะ...”

            “อะไร มาย้อนถามฉัน”

            “กับผู้ชายคนอื่นที่เธอนอนด้วย มีใครเหนือกว่าฉันมั้ย”

            อลิซยื่นหน้ามาจูบปากผม “ไม่มีใครชนะไอ้หนุ่มอิตาเลียนคนนี้ได้สักคนเลยล่ะ”

            ผมเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักหัวเตียงหยิบกล่องเล็กๆออกมายื่นให้อลิซ ในนั้นมีกำไลข้อมือที่ผมตั้งใจจะซื้อเป็นของขวัญดีๆให้เธอสักชิ้น ก็เลือกอยู่นานว่าจะเป็นอะไรดี ก็หวังว่าเธอจะชอบนะ

 

            โดยเฉพาะจี้ “ROME’s QUEEN” ที่สลักอยู่ด้านใน

 

            อลิซมีทีท่าว่าจะพอใจอยู่ไม่น้อย เธอมองหน้าผมแล้วยื่นหน้ามาหอมแก้มซ้ายขวาย้ำๆอยู่หลายที “นายควรจะใส่ให้ฉันด้วยนะ”

            ผมทำตามที่เธอบอก มันเหมาะกับข้อมือเล็กๆของอลิซมากเลยล่ะ ผมนึกชมตาที่แหลมคมของตัวเอง

 

            “ฉันดีใจที่มีนายเป็นเพื่อนนะ” อลิซพูดออกมาขณะที่ปล่อยให้ผมได้สาละวนลูบไล้ไปทั่วร่างของเธอ

            ผมละปลายลิ้นออกจากยอดอกที่เริ่มบวมเป่ง เงยหน้ามองดวงตาสีน้ำตาลทองที่ก้มจ้องมองลงมา เผยรอยยิ้มน้อยๆให้เธอ “ฉันก็ดีใจ...”

            อลิซลูบใบหูของผมเบาๆ “สัญญาได้มั้ย”

            “ว่ามาสิ”

            “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...จะไม่เลิกเป็นเพื่อนกับฉันใช่มั้ย”

            ผมย่นคิ้วให้กับคำพูดของเธอ “มีอะไรรึเปล่า”

            “ฉันแค่คิดว่าถ้าวันหนึ่งไม่มีนาย ฉันคงจะเศร้าน่าดู”

            “ฉันจะไปไหนได้ เราอยู่ด้วยกันมาทั้งชีวิตแล้วนะ”

            “ใครจะไปรู้ โลกนี้มันกว้างใหญ่นะโรม แค่อเมริกานี่ก็ไม่รู้เท่าไหร่แล้ว”

            “แต่ฉันจะไม่ไปจากเธอแน่นอน หรือถ้าไป...ไม่ว่าจะที่ไหน เราจะไปด้วยกัน” ผมให้คำมั่น

            อลิซโน้มตัวมาสวมกอดผมเอาไว้แน่น “ฉันจะเป็นครอบครัวให้นายเองนะ”

            ผมยิ้มกับคำนั้น “นอกจากแม่...ฉันก็เหลือแค่เธอแล้ว”

            “ฉันรู้” เธอจูบแก้มผมเบาๆ

            “เธอเป็นเจ้าของกรุงโรมแล้วนี่นา” ผมหัวเราะพลางจับข้อมือที่สวมกำไลของเธอ

            อลิซหัวเราะเงยหน้าขึ้นจูบผมอยู่หลายทีและผมก็ชอบจูบของเธอมากเลย

 

 



            ผมกับอลิซกินมื้อเช้าด้วยกันในเวลาบ่ายสองโมง ก่อนที่เธอบอกว่าจะต้องออกไปทำธุระที่แอลเอแต่ก็บอกกับผมว่าจะกลับมากินมื้อเย็นด้วยกันคืนนี้ เธอบอกว่าไปเพื่อคุยเรื่องโลเกชั่นโปรเจคต์ถ่ายแบบ ซึ่งเธอดูตื่นเต้นกับมันมาก น่าจะรายได้ดีอยู่พอสมควรล่ะถ้าแบบนี้

            วันนี้ผมไม่มีงาน กลายเป็นวันหยุดที่ว่างเปล่าไร้แพลนขึ้นมาซะอย่างนั้น แต่ก็ดีเหมือนกัน วันนี้ลมและแดดดีจัง คาดว่าคลื่นที่หาดก็น่าจะดีไปด้วย ผมอยากจะออกไปเล่นเซิร์ฟบอร์ดสักหน่อย หลังจากห่างหายจากมันไปพอสมควร

            ผมสะพายกระเป๋าเป้และแบกกระดานโต้คลื่นสีฟ้าแถบแดงออกมาจากบ้านเพื่อไถเสก็ตบอร์ดตรงไปยัง Surf rider Beach สถานที่นัดรวมพลของเหล่านักกระดายโต้คลื่นของหาดมาลีบู อากาศดีๆแบบนี้ท่าจะมีลูกคลื่นสวยๆให้สัมผัสเยอะเลยล่ะ



            โชคดีเหมือนจะเข้าข้างผมในวันนี้ ขอบคุณที่วันธรรมดาแบบนี้ไม่มีคนเยอะมากนัก เสียงอึกทึกเซ็งแซ่จึงบางเบาลงไปมาก แต่ก็อย่างที่ผมคาดหวังไว้ก่อนแล้ว คลื่นที่ตีขึ้นสูงกลางทะเลนั่นเหมาะกับการออกไปโต้มากจริงๆ แค่ได้กลิ่นของหาดมาลีบู ผมก็ชักจะคึกคักขึ้นมาทันที

            ผมอยากจะดื่มเครื่องดื่มชูกำลังและป้องกันการสูญเสียเหงื่อสักขวดก่อนจะลงไปเล่นกับน้ำ ดังนั้นจึงวางแผ่นกระดาน และสัมภาระอื่นๆไว้บนพื้นหาด คนที่นี่เราค่อนข้างจะรู้จักกันดี จึงไม่ต้องกังวลว่าของจะหายง่ายๆ อีกอย่างร้านสะดวกซื้อก็เรียงรายอยู่แถวนี้เต็มไปหมด

            คลื่นทะเลมาลีบู...ฉันกำลังจะจับนายได้แล้วนะ

 

            ผมเดินดื่มเครื่องดื่มรสเปรี้ยวกลับมายังจุดที่วางสัมภาระก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นใครบางคนนั่งจุมปุ๊กอยู่บนกระดานสีฟ้าของผม ให้ตายสิ เขาจะทำให้วันหยุดของผมป่วนสินะ






            “ลุก...” ผมเอ่ยเมื่อเดินมาถึงที่แล้ว

            เขาหันมาพร้อมกับรยยิ้มกว้าง “โรม!!

            “ลุก...ก่อนที่ผมจะเตะคุณลงไปเอง” ผมไม่ชอบใครคนอื่นมาแตะกระดานของผมสักเท่าไรนัก

            “โหย ขี้หวงจังเลย” คุณหนูเมอร์ลินเอ่ยแต่ก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม

            ผมเดินเข้าไปพร้อมก้มตัวจับต้นแขนเขาดึงจนหลุดพ้นจากกระดานของผมในที่สุด “อย่ามาแตะต้องของๆผม”

            “พูดดีๆก็ได้นี่ ไม่เห็นจะต้องรุนแรงเลย” เขาพูดพร้อมกับลูบต้นแขน ทำเอารู้สึกผิดขึ้นมาเลย ท่าจะเจ็บล่ะมั้ง

            “มาทำไมครับ”

            “เย็นชาจริงๆ” เขาตัดพ้อ

            “วันนี้วันหยุดของผม ได้โปรดให้ผมได้ใช้มันอย่างสงบสุขด้วยเถอะครับ” ผมพูดออกไปตามตางโดยหวังว่าเขาจะเข้าใจ

            “คนใจร้าย” เขาตัดพ้อเพิ่ม “ทำไมไม่ให้ฉันไปที่บาร์ของนายอีกล่ะ”

            เขาน่าจะหมายถึงการที่ผมยื่นคำขาดกับที่ร้านไปว่าห้ามให้เขาซึ่งยังถือเป็นผู้เยาว์ไม่บรรลุนิติภาวะเข้ามาในร้านอีก แม้เจ้าตัวจะยอมจ่ายค่าตั๋วเพิ่มกี่เท่าก็ตามเถอะ ต้องขอบคุณที่ช่วงนี้ตารางงานผมค่อนข้างเยอะ และโชว์ก็เพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นค่าต่อรองในเรื่องนี้มันจึงสูงและคุ้มค่าอยู่พอสมควรในการฟังคำขอของผม

            เด็กแบบเขาไม่ควรมาสถานที่แบบนี้ และมากไปกว่านั้นเขาไม่ควรมายุ่งกับคนแบบผม มันไม่มีอะไรคุ้มค่ากันเลยสักนิด

            “ผมบอกคุณไปหลายครั้งแล้วนะครับ”

            “บอกอะไร...”

            “บอกว่าผมไม่ได้คิด...”

            “เค้กอร่อยมั้ย?!” เป็นอีกครั้งที่เขาไม่ยอมให้ผมได้พูดประโยคปฏิเสธจบและแทนที่ด้วยการเปลี่ยนเรื่องแบบนี้ นั่นทำให้ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เลยล่ะกับความดื้อดึงของเขา

            “เค้กอะไรครับ”

            “ก็เค้กวันเกิดของนายที่ฉันให้เมื่อคืนนู้นนนนยังไงล่ะ”

            ผมทำหน้าอ๋อเมื่อนึกขึ้นได้ก่อนจะพยักหน้า “ครับ” ก็ไม่เห็นเดฟมันบ่นว่าอะไรเลยนะ คงไม่แย่หรอก

            “จริงเหรอ” เด็กตรงหน้าตาเป็นประกายยิ่งกว่าเดิม “แสดงว่า...ว่า...”

            “อะไรครับ” ผมถามย้ำเมื่อเห็นว่าเขายืนบิดไปบิดมา

            “นายก็เห็นของขวัญของฉันแล้วใช่มั้ย”

            “หืม ของขวัญ?” ผมย่นคิ้วเพื่อใช้ความคิดอีกรอบ อ่า คงจะหมายถึงของในซองถุงสีน้ำตาลที่ผมยกให้เดฟไปพร้อมๆกับเค้กเมื่อคืนวันเกิดนั่นแน่ๆ แต่ก็ไม่เห็นเดฟพูดอะไรเหมือนกัน น่าจะเป็นของมีราคาล่ะมั้ง ผมไม่ได้สนใจจะถามสักเท่าไรนัก “ก็ดีครับ”

            “จริงเหรอ??!!” เขากลับทำหน้าดีใจซะเกินควร “นายอ่านมันแล้วใช่มั้ย”

            ตำพูดของเขาทำเอาผมงงไม่น้อย แต่คิดว่าการไม่ต่อความยาวสาวความยืดน่าจะทำให้บทสนทนาวันนี้จบลงได้เร็วที่สุด

            “กลับไปเถอะครับ วันนี้ผมไม่มีเวลามาเล่นกับคุณหรอก”

            “นายจะออกไปโต้คลื่นเหรอ” เขากลับไม่สนใจสิ่งที่ผมพูดก่อนหน้านี้ซะอย่างนั้น

            “คุณก็เห็นผมถือกระดานนี่อยู่ไม่ใช่เหรอครับ”

            “ว้าว” เขาปรบมือเสียงดัง “ฉันขอนั่งดูนายเล่นนะ ตื่นเต้นจัง”

            “คุณเมอร์ลิน” ผมเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ “กลับไปเถอะครับ”

            “ไล่อยู่นั่นล่ะ ไม่เหนื่อยรึไง” เขาทำหน้ามู่ทู่

            ผมถอนหายใจซ้ำอีกรอบ “นั่นเป็นคำถามของผมต่างหากครับ คุณน่ะ ไม่เหนื่อยเหรอ”

            “ไม่เหนื่อย” เขากลับตอบได้ทันที “และจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆด้วย”

            “ผมจะทำยังไงกับคุณดีเนี่ย”

            “ก็ยอมให้ฉันจีบอย่างเป็นทางการซะทีสิ” เขายังคงรั้นตามประสาเด็กไม่มีผิด

            “ผมไม่อยากจะเถียงกับคุณแล้วนะครับ และผมก็ไม่อยากจะพลาดคลื่นลูกสวยๆของวันนี้ด้วย ช่วยกรุณาให้ผมได้พักผ่อนอย่างสงบสุขด้วยเถอะครับ”

            “นายพูดเหมือนฉันเป็นตัวน่ารำคาญอย่างไรอย่างนั้นเลย”

            “ก็..ชะ....” ผมรู้สึกโล่งใจที่ตัวเองยั้งปากไว้ได้ทันก่อนที่คำว่าใช่จะหลุดออกจากปาก เมื่อเห็นสายตาของคุณหนูจอมดื้อตรงหน้านี้แล้วก็ใจร้ายต่อไม่ลง

            “ขอฉันนั่งดูนายเฉยๆจากตรงนี้เถอะนะ จะเฝ้าของให้นายอย่างดีเลย ไม่ไปกวนนายหรอก นายอยู่ตั้งกลางทะเลนู่น ฉันจะไปเข้าใกล้นายได้ยังไงล่ะ จริงมั้ย”

            ผมฟังเหตุผลข้างๆคูๆของเขาแล้วก็คิดว่ายอมแพ้เขาไปน่าจะดีกว่า เถียงต่อไปเขาก็ไม่น่าจะยอมกลับไปง่ายๆ และที่สำคัญผมก็ได้ยินเสียงคลื่นที่ตะโกนเรียกผมชัดเจนยิ่งขึ้นไปทุกที

            “ผมห้ามยังไงคุณก็ไม่เคยฟังนี่ครับ” ผมพูดแล้วก็เดินแบกกระดานโต้คลื่นออกมา ถอดเสื้อตัวนอกทิ้งไว้บนกระเป๋าเป้แล้วเตรียมลงไปสู้ศึกกลางทะเลทันที

            รู้สึกกังวลใจอย่างไรก็ไม่รู้ เหลือบสายตาไปมองด้านหลังก็เจอคุณหนูตัวน้อยนั่งกอดเข่าจ้องมองที่ผมตาแป๋วเหมือนเดิม งานนี้ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้วล่ะครับ

            คาดว่าถึงผมโต้คลื่นเสร็จกลับมาก็ยังจะเจอเขานั่งอยู่ตรงนี้นั่นล่ะ



 

            ผมนอนราบไปกับกระดานขณะที่พาตัวเองออกห่างจากฝั่งไปเรื่อยๆ คลื่นวันนี้แจ่มจริงๆ เรียกได้ว่าปลุกความตื่นเต้นได้จากทุกอณูรูขุมขนของผมได้เลย แสงแดดที่กระทบกับผืนน้ำจนทุกอย่างเป็นสีฟ้าสลับกับสีท้อง

            ชีวิตที่ผมภาคภูมิใจในมาลีบู

            ผมพอใจที่ทรงตัวอยู่บนกระดานและตั้งรับคลื่นลูกแรกได้เป็นอย่างดี แสงอาทิตย์สาดผ่านร่างของผมโดยที่ไม่แสบตามาก คลื่นลูกต่อมาพัดให้ผมขึ้นไปสูงกว่าเดิม ช่วงเวลาแบบนี้เหมือนผมจะเอื้อมมือไปแตะแผ่นฟ้าได้เลยล่ะ





            ผมชอบตอนที่ได้ขึ้นอยู่คลื่นที่สูงมากๆ ยิ่งสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะตอนที่เอื้อมมือขึ้นไปแล้ว เหมือนว่าผมจะคว้ามือของแม่เอาไว้ได้ บนสวรรค์นั่น แม่คงกำลังลุ้นอยู่แน่ๆว่าผมจะคว่ำลงในคลื่นลูกไหน

            คงจะไม่หรอกนะครับแม่ ลูกชายแม่ออกจะเก่งขนาดนี้

 

            ผมเริ่มฝึกเล่นโต้คลื่นครั้งแรกตอนอายุสิบสาม แม่ซื้อกระดานให้เป็นของขวัญวันเกิดของผม มันเป็นสีเขียวมรกตแบบที่แม่ผมชอบ มีชื่อผมเขียนอยู่ที่มุมหนึ่งด้วย แม้ผมจะผิดหวังนิดหน่อยที่มันเขียนเป็นชื่อเต็มของผมเลยก็ตาม แต่ถ้าหากพลิกอีกด้านแล้วก็จะเจอเข้ากับชื่อของแม่และ...ผู้ชายคนนั้น ผมไม่อยากจะยอมรับสักเท่าไหร่ แต่เขาก็เป็นคนที่ทำให้ผมเกิดมา

            แม่ขอร้องให้ผมใช้มันบ่อยๆ และผมก็ไม่อยากทำให้แม่ผิดหวังจึงฝึกอย่างจริงจังอยู่ไม่นาน ผมก็ถือว่าพิชิตลูกคลื่นได้อยู่ไม่น้อยในขณะที่อายุเท่านั้น ผมยังจำได้ไม่ลืม ภาพที่แม่คอยมานั่งดูผมโต้คลื่นอยู่ที่ริมฝั่ง ยาวที่แสงแดดทอประกายสีทองแบบนี้ แม่จะเอาเสื่อมาปูบนพื้นหาด มีตระกร้าอาหารที่ทำเองไม่กี่อย่าง เป็นปิกนิกบนหาดมาลีบูที่เราได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข

            ผมที่ตัวเปียกจากน้ำทะเลจะรีบวิ่งมาด้วยความเหนื่อยจนโหย และกินแซนวิชหลากไส้ของแม่จนเกลี้ยงกล่อง รับฟังคำชมของแม่ว่าวันนั้นผมเก่งแค่ไหนกับการเอาชนะคลื่นที่เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ปิดท้ายด้วยพุดดิ้งเนื้อเนียนที่แม่บรรจงทำให้ผมกินอย่างดี

            ดวงตาของแม่ตอนนั้นมันสว่างสดใสเสียยิ่งกว่าพระอาทิตย์ของมาลีบูอีกล่ะครับ เธอเป็นผู้หญิงที่สร้างโลกทั้งใบของผมขึ้นมา ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายเมื่อเธอจากไป

            บ้านที่เคยคิดว่าหลังเล็กๆ พอเหลือผมอยู่ตัวคนเดียวมันกลับกว้างใหญ่มากมาย จะเดินไปตรงไหนก็เหมือนจะเหลือพื้นที่เยอะแยะไปหมด ถ้วย จาน ชาม แก้วน้ำที่เคยใช้สองชุด กลับเหลือเพียงผมคนเดียวที่ต้องดูแลตัวเอง เสียงหัวเราะของแม่ที่เคยก้องไปทั่วบ้าน กลับถูกแทนที่ด้วยเสียงร้องไห้ของผมในทุกค่ำคืน

            ผมเริ่มกลับมาคิดทบทวนเมื่อไม่นานนี่เองว่าจะเอายังไงกับชีวิตตัวเองต่อไป เหมือนคลื่นซัดลูกเดียวผมก็อายุ 22 ปีแล้วตอนนี้ ก็คิดว่าควรจะมองหาลู่ทางในวันข้างหน้าเอาไว้หน่อย แต่ถึงจะพูดแบบนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าผมคิดจะโยกย้ายไปไหนหรอกนะครับ ตั้งแต่ที่จำความได้ผมก็อยู่ที่นี่มาตลอด และคิดภาพตัวเองอยู่ที่อื่นนอกจากในเขตมาลีบูไม่ออกเลยสักนิด

            พักหลังมานี่ผมทำงานได้รายได้มากขึ้น นอกจากเป็นพนักงานขนย้ายซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบ้านของดาราแบะบรรดาเศรษฐีรวยๆจ่ายทิปหนักแล้ว ก็มีงานที่บาร์นี้ล่ะครับที่ผมได้ส่วนแบ่งเยอะขึ้นมากจริงๆ เงินเก็บในบัญชีก็เลยไม่ได้ทำให้ผมเป็นกังวลมากนัก เพราะผมก็ไม่ใช่คนที่ใช้เงินฟุ่มเฟือยอะไร นอกจากนี้เงินประกันของแม่ก็ยังเหลือต่อชีวิตของผมได้อีกมากโขหากมีกรณีฉุกเฉินอะไร ซึ่งผ่านมาหลายปีชีวิตผมก็คงเส้นคงวาดีนะ ไม่มีเหตุอะไรให้ต้องใช้เงินมาก

            พูดถึงเรื่องเงินแล้วก้ทำให้ผมฉุกคิดถึงบางเรื่องไม่ได้ สองปีที่แล้วเมื่อผมอายุครบ 20 ปี มีสมุดบัญชีเล่มหนึ่งถูกส่งมาถึงมือผม ผมคงจะไม่สนใจสักเท่าไหร่หากต้นตอของธนาคารนั้นจะไม่ถูกเปิดโดยสาขาในประเทศอิตาลี กับตัวเลขในบัญญีทั้งหมด 10 ล้้านเหรียญสหรัฐ เป็นตัวเลขที่คงจะเปลี่ยนชีวิตคนทั้งคนได้เลยทีเดียว แต่ผมกลับไม่ได้มีความรู้สึกตื่นเต้นไปกับมันเลยสักนิด จนตอนนี้สมุดบัญชีเล่มนั้นก็ยังวางอยู่ในลิ้นชักในห้องนอนของแม่ผม

            มันไม่ใช่ของผม...ผมพยายามพร่ำบอกตัวเองแบบนั้น

            ถึงแม้ลึกๆในใจจะรู้ดีก็ตาม ว่ามันเป็นของผมโดยชอบธรรม

            ผมพลิกตัวปรับองศาเมื่อคลื่นลูกใหญ่กว่าเดิมพักเข้ามา เกือบจะคว่ำจนหน้าทิ่มไปใส่น้ำทะเลแล้วล่ะ ยังดีที่ทรงตัวได้อยู่ ผมหวนคิดถึงคำพูดที่แม่เคยบอกกับผมเมื่อหลายปีก่อน ไม่นานมากนักก่อนที่เธอจะจากผมไป

 

            “เมื่อลูกอายุครบ 20 ลูกต้องสักตราประจำตระกูลนี้ลงบนหน้าอกข้างซ้ายของลูกนะโรม แล้วก็จะไม่มีใครมาทำอะไรลูกได้อีก”

 

            ผมไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำแบบนั้นเมื่ออายุยี่สิบปีมาเยือนผมเมื่อสองปีก่อน ผมไม่เข้าใจในสิ่งที่แม่สั่งเสียเลยแม้แต่น้อย ในเมื่อแม่พาผมออกมาจากที่นั่นเพื่อให้พ้นจากการแก่งแย่งชิงดี แล้วมีเหตุผลอะไรที่ยังอยากจะให้ผมไปข้องเกี่ยวกับที่นั่นอีก

            ตราเครื่องหมายราชสีห์สวมมงกุฎสีทองล้อมด้วยตัวอักษร GONZAGA ยังเด่นชัดในห้วงความทรงจำของผม และผมก็ยังไม่คิดจะสลักมันลงบนร่างกายของผมด้วยแม้จะต้องรู้สึกผิดของแม่อยู่มากก็ตาม

            ผมเกลียดตัวเองอยู่ในไม่น้อยที่มีความสามารถในทักษะสื่อสารภาษาอิตาเลียนได้ถนัดกว่าภาษาเกาหลีซึ่งเป็นบ้านเกิดของแม่ ด้วยความที่แม่เพียรบังคับให้ผมเรียนมาตั้งแต่เด็ก จนมันกลายเป็นความคุ้นชินไปโดยปริยาย ทุกวันนี้ผมก็ยังอ่านหนังสือที่เป็นภาษาอิตาเลียนอยู่บ้าง ส่วนมากจะเป็นนิยายรักๆใคร่ๆที่อัดแน่นอยู่เต็มชั้นหนังสือในห้องนอนของแม่ผมนั่นล่ะ

            ถ้าให้พูดถึงเรื่องของแม่ ผมคงเล่าได้ไม่มีวันเบื่อเลยล่ะ

 


            แต่กว่าที่ผมจะทุเลาจากความเศร้าในการสูญเสียแม่ไปเมื่อหลายปีก่อนได้ ก็เล่นว่าเกือบทำเอาผมเสียศูนย์ไปเยอะเลยล่ะครับ ความรู้สึกว่าโลกถล่มทลายลงต่อหน้าต่อตาผมไม่เคยลืมได้ลงเลย

            ครอบครัวของอลิซช่วยเหลือผมไว้มากตอนนั้น ทั้งทำเรื่องเป็นผู้ปกครองผมต่อ ช่วยจัดการเรื่องงานศพ คอยผลัดกันเวียนมาดูแลไม่ให้ผมอยู่คนเดียว หรือแม้กระทั่งพาผมไปพบจิตแพทย์เพื่อบำบัดความทุกข์จากการสูญเสียอยู่เป็นระยะ

            ไมเคิลพี่ชายของอลิซที่เริ่มเป็นนักศึกษาแพทย์ปีแรกๆ พูดคุยกับผมอยู่ไม่ห่างเลย เขาปฏิบัติต่อผมราวกับว่าเป็นพี่ชายแท้ๆ แน่ล่ะเขาอยากมีน้องชายมาตั้งแต่เด็กๆแล้วนี่นา และผมก็ถือเป็นหนี้บุญคุณเขาอยู่ไม่น้อย

            แต่อย่างไรก็ตามคนที่พยุงผมเอาไว้มากกว่าใครก็คืออลิซนั่นเอง เธอแบบย่องออกจากห้องตัวเองตอนดึกๆเพื่อมานอนกอดผมเอาไว้ตอนที่ผมยังคงละเมอจากฝันร้าน หรือบางคืนที่เสียใจจนนอนไม่หลับ เธอเล่านิทานหลอกเด็กให้ผมฟังอยู่หลายเรื่องแม้ตอนนั้นเราจะเริ่มเข้าสู่การเป็นวัยรุ่นกันแล้วก็ตาม

            เธอจูบปลอบผมท่ามกลางความมืดอยู่เป็นประจำ มือของเธอตอนนั้นราวกับช่วยค้ำจุนจิตใจที่แหลกสลายของผมเพื่อที่จะประกอบมันเข้าไว้ด้วยกัน ริมฝีปากของเธอแนบอยู่ที่ใบหูของผมซ้ำๆเพื่อทำให้ผมมั่นใจว่าทุกอย่างมันจะต้องดีขึ้นและเธอจะอยู่กับผมทุกที่ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม

            จูบปลอบประโลมของเราในวันนั้นจึงกลายเป็นจูบที่ลึกซึ้งยาวนานมาจนถึงวันนี้ แต่ความอบอุ่นแผ่ซ่านมันไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเลยสักนิด สีเชอร์รี่จากปากของอลิซยังคงทำให้ผมรู้สึกดีและผ่อนคลายอยู่เสมอ

            กระดานบอร์ดสีฟ้าขอบสีแดงที่ผมกำลังใช้โต้คลื่นอยู่ตอนนี้ก็เป็นของขวัญที่อลิซซื้อให้ในวันเกิดปีที่ 18 ของผม เธอบอกว่ามันสีฟ้าเหมือนกับท้องฟ้าใต้แสงแดดของหาดมาลีบู ผมก็ชอบไอ้กระดานแผ่นนี้มากเสียด้วย ถูกใจผมไปหมดรวมทั้งคนให้ด้วย นอกจากกระดานของแม่แล้วก็มีของอลิซนี่ล่ะที่ผมดูแลเป็นอย่างดีเสมอ

            เดฟเค้นถามผมอยู่หลายครั้งว่าควรจะจัดการอะไรๆให้มันเข้าที่เสียที และผมก็มักจะทำเมินเฉยต่อคำพูดนั้นของเขาจนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ที่ผมเริ่มมองถึงอนาคตของตัวเอง เรื่องของอลิซก็เข้ามามีผลต่อการตัดสินใจของผมมาก

            ตอนนี้ผมอายุ 22 แล้ว ส่วนอลิซก็  23

            ห้วงหนึ่งในความรู้สึกของผมมันมีความต้องการที่จะ...ขอเธอแต่งงาน

ผมรู้ว่าเราเป็นเพื่อนกันมานานและก็เพราะแบบนั้นที่ผมคิดว่าผมน่าจะอยู่กับเธอไปทั้งชีวิตได้อย่างไร้ปัญหาในเมื่อเรารู้้จักทุกซอมทุกมุมของกันและกัน ผมก็ชอบตัวเองอยู่ไม่น้อยตอนที่ได้อยู่กับเธอ

แต่อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินใจคนเดียวปุบปับได้ ผมต้องปรึกษาและลองถามความรู้สึกของเธอก่อน แม้ว่าเอาเข้าจริงแล้วถึงเราจะแต่งงานกันมันก็ไม่ได้จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ทุกวันนี้เธอก็มาค้างที่บ้้านผมแทบจะตลอดอยู่แล้ว ผมรู้จักพ่อ แม่และพี่ชายของเธอเป็นอย่างดี เพื่อนฝูงรอบตัวเธอส่วนหนึ่งก็เป็นเพื่อนผมด้วยเช่นกัน งานแต่งงานของเราคงจะเป็นไปในรูปแบบที่ว่า “เฮ้ย ไอ้เจ้าสองคนนี้ยังจะต้องจัดพิธีกันอีกเหรอวะ” เป็นแน่

อลิซบอกว่าจะกลับมากินมื้อเย็นกับผมในวันนี้นี่นา ไม่แน่อาจจะเป็นโอกาสที่ดีที่ผมจะลองเลียบๆเคียงๆถามเธอก็ได้ ผมไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกขนาดจะไม่มีเงินจัดงานแต่งงานดีๆให้เธอหรอกนะครับ

เพียงแค่เธอตอบตกลง ผมจะเนรมิตทุกอย่างให้เธอเอง

 



 


ผมแปลกใจเล็กน้อยเมื่อเดินมายังจุดที่กองสัมภาระเอาไว้แล้วก็ไม่เห็นคุณหนูตัวป่วนที่คาดว่าจะนั่งเฝ้าของอย่างที่ปากว่าอยู่ ทิ้งไว้ก็แต่รอยเท้าเท่านั้น แต่ก็เอาเถอะ ยอมแพ้ไปง่ายๆแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน

ผมวางกระดานสีเหลืองไว้บนหาดแล้วคว้ากระเป๋าเป้ตรงไปยังห้องล้างตัวเพื่อเปลี่ยนใส่เสื้อผ้าที่แห้งสนิท

แวะซื้อเครื่องดื่มทดแทนเหงื่อที่เสียไปและจะเดินกลับมาหยิบกระดานก็งงหนักยิ่งกว่าเดิมเมื่อเจอคุณหนูคนเดิมนั่งอยู่บนกระดานโต้คลื่นของผมเหมือนเดิมไม่มีผิด ต่างกับเมื่อตอนบ่ายตรงที่เสื้อผ้าเขาเปลี่ยนไป และมันจะไม่อะไรเลยหากไม่ใช่ว่าเสื้อที่เขาสวมตอนนี้ลายเมื่อกับที่ผมกำลังสวมเปี๊ยบ

ผมถอนหายใจหนักๆ “ผมบอกคุณแล้วไงครับว่าอย่ามาแตะต้องของๆผม”

“โอเคๆ คราวนี้ลงเองได้” เขารีบขยับออกจากกระดานแผ่นสีเหลืองของผมทันที ก่อนจะที่ผมจะได้เข้าไปหิ้วปีกเขาอีกครั้ง

“นี่มันเย็นมากแล้ว กลับบ้านได้แล้วครับ” ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลาก็เห็นว่าห้าโมงกว่าแล้ว วันนี้ผมโต้คลื่นนานกว่าปกติจริงๆ อาจจะเพราะโหยหาที่ไม่ได้เล่นมาพักใหญ่แล้วก็ได้

“อะไรอะ ไล่อีกแล้ว วันนี้เพิ่งได้คุยกันไม่กี่คำเองนะ” เขาย่นคิ้ว

“แล้วคุยมีอะไรจะคุยกับผมล่ะครับ” ผมยืนก้มมองเด็กผู้ชายที่ตัวเล็กเหลือเกินในความรู้สึกของผม เทียบกับเด็กวัยเดียวกันเขาน่าจะยืนเป็นคนสุดท้ายของแถวในห้องเรียนเลยล่ะมั้ง ไม่แน่อาจจะเป็นคนสุดท้ายของชั้นเรียนเลยก็ได้

“ฉันคิดถึงนายนี่นา” เขาพูดด้วยแววตาซื่อๆ ไม่มีแววล้อเล่นหรือโกหกแม้แต่น้อย

นี่อาจจะเป็นข้อดีของการเป็นเด็กก็ได้นะผมว่า คิดหรือรู้สึกอย่างไรก็พูดออกมาได้เลย ไม่ต้องไตร่ตรองต่อผลที่จะตามมามากนัก

“เอาเป็นว่าผมรับรู้แล้ว ตอนนี้ก็กลับบ้านได้แล้วใช่มั้ยครับ เดี๋ยวคนที่บ้านคุณจะเป็นห่วงเอาได้”

“แล้วนายล่ะ เป็นห่วงฉันมั้ย”

“ไม่หรอกครับ” ผมก็ตอบได้ทันที

“โหย จะโกหกหน่อยก็ไม่ได้”

“ผมชัดเจนมาโดยตลอดนะครับคุณเมอร์ลิน” ผมบอกกับเขาอีกครั้งไม่รู้ว่าเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้ว “อย่าเสียเวลาเลยครับ”

“แต่ฉันไม่เคยคิดว่าทั้งหมดที่ฉันทำมามันเป็นเรื่องเสียเวลาเลยนะ ไม่เคยคิดแบบนั้นเลยสักครั้ง”

ผมถอนหายใจซ้ำๆให้กับความดื้อดึงของเขา ดวงตาใสแจ๋วของเขานั่นอีก มันดูไม่กลัวอะไรเลยสักนิด ทั้งๆที่โลกนี้มีความน่ากลัวซุกซ่อนอยู่มากมาย เขากลับไม่สะท้านสะท้านของสิ่งวูบไหวเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย

“ฉันอยากเจอนายฉันก็มาหา ฉันอยากได้ยินเสียงนายฉันก็มาหา ฉันไม่ได้ทำอะไรซับซ้อนเลยนะ แล้วทำ...”

“ผมก็แสดงออกชัดเจนโดยที่ไม่ได้ต้องการทำให้อะไรมันซับซ้อนเลยนี่ครับ จริงมั้ย คุณต่างหากล่ะที่ไม่ยอมรับความจริงเอง”

“ใจร้ายอีกแล้ว” เขาตัดพ้อ

นั่นก็ทำให้ผมเสียใจอยู่หน่อยนะ ที่ต้องทำร้ายเขาซ้ำๆแบบนี้ แต่จะให้ทำยังไงได้ ผมรู้ความรู้สึกของตัวเองดี และมันคงจะไม่มีวันเปลี่ยนเพราะเด็กอายุสิบห้าตรงหน้าผมคนนี้ด้วย

“กลับบ้านเถอะนะครับ มันเย็นแล้ว”

“ขอถ่ายรูปด้วยได้มั้ย” เขากลับเปลี่ยนเรื่องซะอย่างนั้น

“อะไรนะครับ”

“ก็วันนี้อุตส่าห์ได้ใส่เสื้อคู่กัน”

“คุณออกไปซื้อมาตามผมต่างหาก นี่แอบรื้อกระเป๋าผมใช่มั้ยครับ” มันทำให้ผมรู้สึกหัวเสียอยู่ไม่น้อยนะ

“ขอโทษ” เขาพูดหน้าเจื่อน “แต่ฉันอยากถ่ายรูปคู่กับนายจริงๆนะ”

“ผมจะไม่ถ่ายรูปคู่กับคุณหรอกครับ กลับไปได้แล้ว”

“ขอถ่ายหน่อยเถอะนะ ฉัน...ขอร้อง” เขาทำแววตาเป็นประกายเหมือนลูกแมวตอนขออาหารไม่มีผิด แต่มุกนี้มันใช้กับผมไม่ได้หรอกครับ

“ผมจะเดินไปส่งคุณที่รถ แบบนี้พอใจมั้ยครับ”

“ขอถ่ายรูปด้วยนะ”

“ทำไมคุณดื้อแบบนี้”

“ก็ฉัน...”

“ผมไม่อยากถ่ายรูปคู่กับคุณครับ”

“มะ...ไม่ถ่ายรูปคู่ก็ได้ แต่ถ่ายแบบนี้ได้มั้ย...” เขาพูดพร้อมกับดึงมือข้างหนึ่งของผมไปจับไว้ ผมเกือบลืมตัวสะบัดออก แต่เมื่อเห็นว่าเขาทำเพียงถ่ายรูปด้านหลังของผมที่มีมือเขาจับมือผมอยู่เท่านั้นก็รู้สึกอ่อนใจให้กับความพยายามของคนตรงหน้าจริงๆ

ใช่ว่าผมจะไม่รู้จักท่าโพสแนวนี้ แต่ที่เหลือเชื่อยิ่งกว่าก็คือการที่เขามีความสุขกับอะไรแบบนี้แม้จะรู้ว่าผมไม่มีทางตอบรับความรู้สึกเขาได้ตามที่ต้องการก็ตามเถอะ

“ถ่ายให้ฉันรูปหนึ่งสิ เอาท่าแบบนี้เลยนะ” เขายื่นโทรศัพท์มาให้ผม และผมก็อยากจะให้มันจบลงไวๆเช่นกันจึงยอมทำตามที่เขาขอ ยื่นมือหนึ่งของตัวเองให้เขาจับและกดถ่ายเขาที่ยิ้มกว้างให้กับกล้อง ยอมรับว่าเขาเป็นคนที่ยิ้มสวย แต่ก็ไม่น่าจะเอาความสุขส่วนใหญ่มาวิ่งไล่ผมแบบนี้เลย






“แบบนี้ก็กลับบ้านได้แล้วใช่มั้ยครับ”

“จิตใจนายนี่เอาแต่จะไล่ฉันทุกๆสามนาทีเลยใช่มั้ย”

“ฟ้าเริ่มจะมืดแล้วนะครับ”

“ฉันโมเมเข้าข้างตัวเองได้มั้ยว่านายเป็นห่วงฉัน”

“คุณก็ทำแบบนั้นตลอดมานี่ครับ”

“โรม! นายสร้างมาจากน้ำแข็งรึยังไงเนี่ย ถึงได้เย็นชาจังเลย” เขาส่งเสียงฮึดฮัด และผมก็ไม่อยากจะเถียงอะไรต่อด้วย

 ผมหยิบมือถือขึ้นมาดูอีกครั้งว่ามีสายเรียกเข้าจากอลิซบ้างรึเปล่า นี่ควรจะเป็นเวลาของมื้อเย็นแล้วนี่นา

และแล้วผมก็เจอเรื่องน่าเซ็งเข้าจนได้ อลิซส่งข้อความมาตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้วว่าวันนี้คงจะต้องยกเลิกนัดของเราเมื่อเธอต้องอยู่ปาร์ตี้ที่แอลเอต่อ ให้ตายสิ ผมเคว้งเลยแบบนี้

 


“โครก....”

 


ผมละสายตาจากหน้าจอไปมองคนที่ยืนหน้าแดงอยู่ตรงหน้า เสียงท้องร้องของเขานี่ไม่ใช่เล่นๆเลยนะ

“แหะๆ ขอโทษนะ น่าอายจัง”

ดูท่าเขาก็คงจะหิวอยู่ไม่น้อย เอาแต่นั่งเฝ้าผมมาหลายชั่วโมงแบบนี้ทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องจำเป็นจะต้องทำเลยด้วยซ้ำ

“นายบอกแล้วนี่นาว่าจะเดินไปส่งฉันที่รถ ไปสิ กลับก็ได้ วันนี้โดนไล่หลายครั้งแล้ว” เขาพูดทั้งๆที่ยังไม่หายจากอาการเขินอาย

แต่เสียงท้องร้องของเขานั้นก็ทำเอาผมรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย ไหนๆมื้อเย็นนี้ผมก็ชวดกินกับอลิซแล้ว ถือว่าผมได้ลดความเป็นมนุษย์ใจร้ายลงหน่อยคงจะไม่เป็นไร

“ไปนั่งกินอะไรสักหน่อยมั้ย เดี๋ยวก็ขับรถกลับเป็นชั่วโมงๆไม่ไหว”

เขาหยุดเดินทันทีแล้วหันหน้ามามองผมราวกับว่าได้เห็นสัตว์ประหลาด “จะ...จะ...จริงเหรอ...”

“อะไรครับ” ท่าทีแบบนั้นทำเอาผมอยากหัวเราะออกมาเหมือนกันนะ

            “นายชวนฉันกินข้าวด้วยเหรอ”

            “ถ้าคุณอยากกินนะ”

            “อยากสิ ฮึก..ฮือ...อยากร้องไห้” เขาตั้งท่าจะร้องจริงๆเสียด้วย

            “ถ้าร้องก็กลับบ้านไปได้เลยครับ ถ้าจะกินก็ตามมา” ผมเดินนำเขาไปยังร้านอาหารริมหาดใกล้ๆแถวนั้นซึ่งแน่นอนเขาเดินตามผมไม่ห่างเลยล่ะ

 


            เขากวาดสายตาดูเมนูไปทั่วก่อนจะร้องว้าวออกมาซะดัง “สั่งเยอะเลยนะโรม ฉันเลี้ยงเอง”

            ผมอดใจไม่ไหวเอื้อมมือไปเขกหัวเขาหนึ่งที “คุณเด็กกว่าผมตั้งกี่ปี ผมคงไม่หน้าทนขนาดให้คุณเป็นคนจ่ายหรอกครับ สั่งตามที่คุณอยากกินเถอะ ผมจ่ายเอง”

            ตาเขาดูจะเป็นประกายยิ่งกว่าเดิมเสียอีก “ฉันมีความสุขจัง งั้นไม่เกรงใจแล้วนะ”

            ผมสั่งเมนูเดิมที่เคยสั่งประจำเมื่อมาที่นี่ทั้งกับแม่และอลิซนั่นคือสปาเกตตี้ซอสคาโบนาร่าราดด้วยกุ้งและเบคอนอบชีส ก่อนจะนั่งมองคนตรงหน้าสั่งนั่นสั่งนี่เพิ่มอีกหลายเมนู

            “คุณจะกินหมดเหรอครับ”

            “เยอะไปเหรอ งั้นเดี๋ยวฉันจ่าย...”

            “ผมจ่ายได้ แต่คุณจะกินทิ้งกินขว้างมันก็ไม่ใช่เรื่อง”

            “ฉันก็แค่...”

            “แค่อะไรครับ”

            เขาเม้มปากลงเล็กน้อย “คิดว่าถ้าสั่งมาหลายๆอย่างจะได้ใช้เวลานั่งกินกับนายนานๆ ฉันอยากเห็นนายใกล้ๆแบบนี้ให้นายสักหน่อยนี่นา”

            “โห้...” เป็นอีกครั้งที่เขาทำให้ผมถอนหายใจจนได้ “คุณนี่เหลือเชื่อจริงๆ”

            “ก็ฉันชอบนายมากเลยนี่นา”

            “ผมรู้แล้วครับ”

            “รู้แล้วเมื่อไหร่จะรับความรู้สึกของฉันซะทีล่ะ”

            “ถ้าคนถูกสารภาพรักจะต้องตอบรับทุกครั้ง โลกนี้ก็คงจะไม่มีคนอกหักหรอกนะครับ” ผมยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่ม

            “แต่ฉันไม่ได้อยากถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของคนอกหักพวกนั้นนี่นา”

            “ขอโทษด้วยนะครับ ที่ทำให้คุณต้องไปอยู่ตรงนั้น” ผมยิ้ม

            “ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว กินดีกว่า” เขาเปลี่ยนเรื่องเมื่อพนักงานนำอาหารมาเสิร์ฟพอดี

            เขาคงจะดูหิวอยู่ไม่น้อยล่ะ ดูจากท่าทางการตักอาหารเข้าปากแบบนี้แล้ว แม้ผมจะแอบตลกอยู่บ้างเมื่อเข้าพยายามจะกินให้ทุกอย่างพร่องลงให้ช้าที่สุด แต่ก็ยังไม่สามารถเอาชนะความหิวของตัวเองได้

            “หิวก็กินไปเถอะครับ ทำแบบนั้นเดี๋ยวก็สำลัก”

            “ก็ฉัน...” เขาพูดทั้งที่อาหารยังเต็มปาก “อยาก...”

            “ผมรู้แล้วครับ ไม่ต้องพูดซ้ำ เอาเป็นว่าตอนนี้รีบกินเถอะ ผมก็อยากจะกลับบ้านแล้ว”

            “งั้นเหรอ...แหะๆ ก็ได้” เขาเร่งมือกินอาหารด้วยความหิว ส่วนผมก็จัดการในส่วนของตัวเองจนหมดแล้วจึงนั่งดื่มเบียร์ไปพลางๆ

            ความจริงเขาก็ดูไม่ใช่เด็กเลวร้ายอะไรหรอกนะ หากเรารู้จักกันในรูปแบบวิธีอื่น เขาอาจจะเป็นคนที่ผมมองว่าเป็นรุ่นน้องหรือน้องชายอะไรเทือกนั้น แต่นี่ก็คงจะเป็นไปไม่ได้แล้วล่ะครับ

            “ขอบคุณมากนะโรม” จู่ๆเขาก็พูดขึ้นมา

            “อะไรเหรอครับ”

            “อาหารวันนี้อร่อยมากเลย อร่อยที่สุดในชีวิตฉันเลย”

            “อะไรจะขนาดนั้นครับ”

            “ก็เพราะฉันได้นั่งกินกับนายไงล่ะ” เขาส่งริยยิ้มกว้างให้กับผม

            และผมก็ยกริมฝีปากยิ้มกลับด้วย เป็นรอยยิ้มที่ไม่รู้เหมือนกันว่าผมรู้สึกยังไง แต่หลักๆคงเป็นสงสารและเห็นใจเขาล่ะมั้งครับ กึ่งๆนับถือด้วยเลยล่ะ ขนาดว่าเจอผมไล่ให้กลับไปทุกครั้งขนาดนี้ เขาก็ยังกลับมาอยู่ที่เดิมทุกครั้ง

            “ฉันตาฝาดรึเปล่าเนี่ยที่เห็นว่านายยิ้มให้ฉันน่ะ”

            “กินเสร็จแล้วงั้นผมเรียกเก็บเงินเลยนะ”

            “โหย เปลี่ยนเรื่องทำไม”

            ผมส่ายหัวแล้วจึงเรียกพนักงานมาเพื่อจ่ายเงิน ก่อนจะอดขำไม่ได้เมื่อเห็นเขากุลีกุจอไปขอใบเสร็จเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก นี่ก็แอบเข้าข่ายโรคจิตอยู่เหมือนกันนะ

            “มาสิ ผมจะเดินไปส่งคุณที่รถ” ผมถือกระดานโต้คลื่น สะพายกระเป๋าเป้ และไถเสก็ตบอร์ดไปตามถนน

            “วันนี้นายใจดีกับฉันจัง” เขาหัวเราะ

            “ผมเห็นว่ามันมืดมากแล้ว ผมคงไม่ได้มีชีวิตสงบสุขต่อไปแน่ๆ ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคุณและบรรดาครอบครัวของคุณอาจจะมาเอาเรื่องผม”

            “สรุปก็คือเป็นห่วงสวัสดิภาพตัวเองว่างั้น”

            “ก็คิดว่าใช่นะ” ผมหัวเราะแล้วโยกตัวหลบกำปั้นน้อยๆของเขา

            “ใจร้ายจริงๆ” เขาบ่นพึมพำ

            ผมเดินมาตามทางเรื่อยๆพร้อมกับเขาแล้วจู่ๆไม่รู้อะไรดลใจทำให้ถามออกไป “นี่ คุณเมอร์ลิน”

            เขาที่กำลังพูดเจื้อยแจ้วจำต้องหันมาฟัง “อะไรเหรอ”

            “ถ้าสมมติผมบอกคุณว่าผมกำลังจะแต่งงาน คุณจะเลิกมาคอยตามผมแบบนี้รึเปล่า”

            เขาหยุดเดินและเงียบลงไปทันที ทำเอาผมสนใจในคำตอบอยู่เหมือนกันนะ

            “บ้าน่า...” เขาทำท่าทีเขินอาย

            “หือ” ผมงงจริงๆนะเนี่ย

            “ฉันยังไม่พร้อมเลยนะ เรื่องแบบนี้ฉันต้องปรึกษาที่บ้านก่อน”

            “เฮ้อ!!!” เขาไม่จริงจังกับคำถามของผมเลยสักนิด

            “คิดว่ามุกแบบนี้จะทำให้ฉันตัดใจได้เรอะ ฝันไปเถอะ รู้จักฉันน้อยไปซะแล้ว” เขาตบอกตัวเองอย่างมั่นใจ

            “ถ้าผมบอกว่าไม่ได้โกหกล่ะ”

            “ไม่เอาอะ ไม่ฟังละ เดี๋ยวอาหารไม่ย่อย ไม่ฟังๆ” เขายกมือขึ้นปิดหูและผมก็ไม่คิดจะย้ำประเด็นนี้ต่อเสียด้วย

           

            “คุณทนขับรถไปกลับวันละหลายชั่วโมงแบบนี้ได้ยังไงกัน”

            “ก็เพราะฉันอยากเจอนายยังไงล่ะ” เขาหันมายิ้มให้ผม

            “ความชอบที่มีต่อผมมันมีค่าให้ทำอะไรขนาดนั้นเลยเหรอครับ” ผมอดถามไม่ได้

            “มันยังน้อยไปด้วยซ้ำล่ะถ้าเทียบกับปริมาณความชอบทั้งหมดที่ฉันมีให้นาย”

            “อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกกับผมมากขนาดนี้เลยเนี่ย”

            “นายไม่เข้าใจของขวัญที่ฉันให้นายเลยหรือยังไงนะ” เมื่อเขาวกกลับมาที่เรื่องของขวัญวันเกิดอีกครั้งผมจึงหน้าเจื่อนลงเล็กน้อยเมื่อจำได้ดีว่าไม่ทันได้มองมันเลยด้วยซ้ำว่าของข้างในถุงคืออะไร แต่ก้ยกให้เดฟไปเสียแล้ว

            หากเป็นของราคาแพงจริงป่านนี้คงถูกขายทอดตลาดไปแล้วล่ะ

            ขอโทษด้วยนะครับคุณหนู

            “ถึงรถของคุณแล้วล่ะครับ” ผมผิวปากก่อนจะย่นคิ้วเมื่อเห็นว่ารถแม็คลาเรนสีทับทิมนั้นถูกจอดขนาบข้างด้วยเฟอรารี่สีดำคันสวยที่ต้องเรียกสายตาจากคนรอบข้างได้จริงๆนั่นล่ะ






            “แดน....” ผมเห็นอาการหยุดชะงักของคนข้างๆแล้วก็สงสัย

            “หืม?”

            “นายกลับเลยก็ได้นะโรม ขอบคคุณมากที่เดินมาส่งฉันนะ” เขาเอื้อมมือมาตบๆแขนผมแถมยังทำให้ผมแปลกใจด้วยอาการลุกลี้ลุกลน

            “มีอะไรรึเปล่าครับ”

            “เปล่าน่า แค่ แค่...” เขาหันมองผมที หันไปมองรถคันหรูนั่นที “รถพี่ชายฉันเอง นายกลับไปก่อนเถอะ”

            ผมห่อปากร้องอย่างเข้าใจ นี่คงจะเป้นตระกูลคนรวยของจริงเลยสินะเนี่ย รถแต่ละคันที่เหมือนซื้อบ้านได้ทั้งหลังจริงๆ

            “คุณตายแน่” ผมขู่สำทับเขาเมื่อพอจะเดาๆได้ว่าครอบครัวของเขาต้องไม่พอใจแน่ๆที่เห็นเด็กอย่างเขามาเที่ยวตะลอนๆไกลบ้านแบบนี้

            “ไม่ต้องมาแช่งเลยนะ แดนไม่ใช่คนใจร้ายแบบนายสักหน่อย! กลับบ้านไปเลย ชิ่ว!

            ผมหัวเราะเบาๆ “ก็บอกแล้วว่าคุณไม่ควรมาวิ่งตามผมต้อยๆแบบนี้ ที่บ้านคุณเขาจะเป็นห่วงเอา ยังไงก็กลับบ้านดีๆนะครับ อย่ามาหาผมอีกเลย”

            “ไม่ฟัง! ยังไงก็จะมาอีก จะมาอีกแน่ๆ ไม่ยอมแพ้หรอก”

            “เฮ้อ ผมไปก่อนล่ะ” ผมไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในครอบครัวของใครหรอกนะ น้องชายคนเดียว คาดว่าพี่ชายเขาน่าจะจัดการได้ ผมขอหลบฉากไปก่อนดีกว่า

            ผมไถเสก็ตไปตามถนน หันไปมองด้านหลังเมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของรถความเร็วสูงสองคันแล่นไปตามถนนสายยาวของมาลีบู น่าจะออกเส้นทางหลวงเพื่อกลับไปยังแอลเอแน่ๆ

            “ขอให้โชคดีนะครับคุณหนูเมอร์ลิน” หวังว่าพี่ชายคุณจะสั่งห้ามคุณไม่ให้มาเจอผมอีก

 



            ส่วนตอนนี้ผมก็ควรจะกลับบ้านไปอาบน้ำให้สะอาดเพื่อนั่งรออลิซเสร็จจากปาร์ตี้แล้วกลับมาดีกว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าวันนี้เธอจะมาค้างที่บ้านผมรึเปล่า

            ซึ่งผมคิดว่าถ้าเธอเมายับกลับมา บ้านผมก็น่าจะเป็นหลุมหลบภัยที่ดีที่สุดของเธอนั่นล่ะ เพราะป้ามอลลี่คงจะไม่ชอบใจสภาพยามเธอเมาเละแน่ๆ

           

            “รีบกลับมาได้แล้วน่าอลิซ ฉันมีเรื่องจะคุยร่วมกับเธอเยอะเลย”

 

            ก็ในเมื่ออนาคตเท่าที่ผมพอจะวาดฝันได้ออกในตอนนี้ มีแต่แผนการที่มีอลิซยืนร่วมอยู่ในนั้นด้วยทั้งนั้นเลยนี่นา มันก็คงจะไม่แปลกหรอก ถ้าเกิดว่าผมอยากจะให้อลิซมาร่วมตัดสินใจด้วย

            โดยเฉพาะเรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือ...เธอจะตกลงแต่งงานกับผมรึเปล่า

 

            น่าแปลกอยู่เช่นก่อน แต่ไหนแต่ไรมา ผมไม่เคยรู้สึกอยากถูกผูกมัดกับใคร ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะผมมาจากครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์นัก จึงเป็นปมหลักในใจของผม หากแต่ว่าตอนนี้ ความรู้สึกทำนองนี้มันวูบไหวขึ้นมาในใจของผมอยู่บ่อยครั้ง

            และเมื่อมองไปแล้วผมก็เจอแต่อลิซเท่านั้นที่ยืนอยู่เสมอไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมต้องการกำลังใจ

            เราอาจจะแต่งงานเพื่อเป็นคู่สามีภรรยาแบบเพื่อนสนิทก็ได้ ผมว่านั้นก็น่าสนุกดีเหมือนกันนะ

            เราไม่เคยเป็นแฟนกัน แม้กระทั่งถึงตอนนี้ก็ตาม มันคงจะตลกไม่น้อย หากเราจะข้ามขั้นไปสู่ขั้นตอนพิธีของการเข้าโบสถ์เลย

 

            เฮ้อ...ชักอยากให้อลิซกลับมาเร็วๆแล้วสิครับ

 

 





- - - - - - - - 



See You in Twitter with #LoDaeInCalifornia


- - - - - - - - 



"ห้ามแคปฉากล่อแหลมไปโพสในทวิตทุกกรณี"



- - - - - - - - 




Reference

 weheartit, tumblr


Chapter Soundtrack

YOUTH - by Troy Sivan



- - - - - - - -


It is the longest part I've ever written! Hope you all enjoy it!

Merlin would be your favourite character, I swear! Believe me, you love him!

See you next chapter when this reaches more 200 retweets on Twitter!

(I meant 200 real accounts!) I will look forward for your comments!


love and respect

@suanjean



 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

83 ความคิดเห็น

  1. #69 BYIT (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2559 / 02:49
    สงสารมูมู่จังเลย จะโดนแดนบ่นไหมอ่ะ555555 งื้อออ ถ้าโรมขออลิซแต่งงานอลิซจะแต่งไหมน้าาา อลิซจะรักโรมเหมือนที่โรมรักรึเปล่า แต่อลิซบอกให้สัญญาว่าจะเป็นเพื่อนกันนี่ นกไหมคะโรม
    #69
    0
  2. #68 CKOTTON (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2559 / 23:28
    สงสารพี่โรมนิดนึง เดี๋ยวต้องโดนอลิซเทแน่ๆ แต่วันนี้พี่โรมดีกับมู่นิดนึง ดีใจมากค่ะ ถ้าเป็นเรา คนที่เราชอบมาตั้งนานมาทำแบบนี้ให้ นิดๆหน่อยๆ เราก็เคลิ้มละ555555555 สู้ๆนะมู่ เดี๋ยวก็ได้ใจพี่โรมแล้ว
    #68
    0
  3. #67 bambi_salmon (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2559 / 01:40
    โอ๊ยยยยมู่น่ารักอ่ะะะ
    #67
    0
  4. #66 ploy-p-ploy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2559 / 01:23
    อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก /พ่นไฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ
    อิพี่โรมมมมมมมมมมมมมม โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
    มีความหมั่นไส้ เกลียดค่ะ เกลียด รักอลิซอะไรขนาดนั้น
    เกลียดดดดดดดดดดดดดดด ฮือออออออออออออออออออ
    แต่แบบ เออตอนนี้ดีหน่อย เหมือนโรมจะใจอ่อน? รึเปล่า
    นิดนึงอ่ะแหละ จะเพราะสงสารหรืออะไรก็ตามเหอะ
    แต่ดีตรงที่อย่างน้อยโรมก็ยังคิดว่ายัยมู่น่ารักอ่ะ
    ถึงจะคิดว่าน่ารำคาญมากกว่าก็เหอะ ก็ยังดี ก็ยังดี ฮืออออออ
    จริงๆแบบ โรมก็ไม่ผิดหรอกที่จะรักอลิซขนาดนั้น อลิซก็ไม่ผิด
    แต่นี่ทีมมู่ไง ฮือออออออออออออออออออออออออออออ
    มีความสงสัยสองเรื่องเรื่องแรกคือตกลงอลิซคิดยังไงกับโรม
    ส่วนเรื่องที่สองคือตกลงโรมรู้สึกยังไงกับมูมู่กันแน่
    มาอลิซก่อน คือแบบ อลิซก็ดูเหมือนจะชอบโรมนะ แต่บางทีก็ไม่
    แบบ เหมือนถ้ามองว่าอลิซเป็นผู้หญิงหัวนอกคนนึง
    โรมก็จะเป็นแค่เพื่อนอ่ะ ที่เป็นเพื่อนจริงๆ แถมอลิซยังบอกให้โรม
    สัญญาอีกว่าจะเป็นเพื่อนกันตลอดไปอะไรงี้ ก็เลยแบบสงสัย
    ไหนๆก็พูดเรื่องที่อลิซให้สัญญา จะบอกว่าอิพี่โรม น้ำเน่ามากค่ะ
    55555555555555555555555 หมั่นไส้คูณสิบล้าน
    ไม่รู้อ่ะ เราว่าโรมต้องผิดสัญญาแน่ๆ ต้องห่างกันแน่
    แล้วน่าจะห่างกันไกลด้วยอ่ะ ไม่รู้ เดา 555555555555555
    แบบที่ในตอนพี่เจคใบ้ไว้ไง ว่าโรมจะมา ....... แต่เอ๊ะ ลูก ลูกสาว
    ....... เอ๊ะ หรือจะได้แต่งงานแล้วนั่นลูกอลิ--- /ตบปาก
    แงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง ไม่เอาดิไม่เอาาาาาาาาา
    ไม่รู้อ่ะ ถ้าเดาจากเนื้อเรื่องเฉพาะในมาลีบูเราคิดว่าอลิซจะเซย์โน
    แต่ถ้าเอาจากพี่เจคมาประกอบ...... ไม่รู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    มาที่พี่โรมบ้างดีกว่า ไม่รู้อ่ะ บางทีโรมดูเป็นห่วงมู่จริงๆ
    ถึงแม้ปากจะเอาแต่บอกว่ารำคาญก็เหอะ เหมือนโรมรู้สึกว่า
    ตัวเองกับมู่ต่างกันเกินไปอ่ะ แบบ ยังไงดี แบบเหมือนโรมคิดว่า
    ที่ที่ตัวเองอยู่มันมืดเกินไปสำหรับเมอร์ลินอ่ะ 5555555555
    ไม่รู้ จะพูดยังไงดี เพราะแบบนี้ป่ะเลยยิ่งปิดกั้น แบบ 
    นางก็คิดว่าเด็กอย่างมู่ไม่ควรมาที่แบบนี้ ควรจะไปทำอะไรดีๆอ่ะ
    หรือความจริงนางก็แค่รำคาญ ที่เดามาทั้งหมดนี่ผิด 5555555555
    แต่ก็นะ ใจร้ายมากอ่ะ แบบ คือจะให้บอกว่าไม่ได้สนใจของ
    หรือให้คนอื่นไปแล้วไรงี้มันก็ดูใจร้ายใช่มะ แต่เราว่าทำแบบนี้
    มันดูใจร้ายกว่าอีกอ่ะ ถ้ามู่รู้ความจริงขึ้นมาก็คงรู้สึกแย่มาก
    แล้วอิพี่โรมเนี่ย มู่พูดขนาดนั้นไม่คิดจะอยากรู้เลยรึไงว่าของคืออะไร
    เห้ออออออออ อยากรู้หน่อยได้มั้ยล่ะว่าของคืออะไร คือนี่อยากรู้ไง
    5555555555555555 หวังว่าจะเฉลยเร็วๆนี้นะ แต่ต้องไม่แน่เลย ㅠ
    เมิร์ลไม่ยอมบอกอยู่ละในพาร์ทตัวเอง ก็ต้องรอให้พี่โรมเจอเพื่อนอ่ะ
    แต่เมิร์ลนี่พลังบวกสูงมากจริงๆนะ คือแบบ โดนไล่กี่ทีก็ยังไหวอ่ะ
    ถ้ามีงอแงก็จะแค่แนวแบบตัดพ้อเบาๆไรงี้ ไม่ถึงกับดิ่ง ยอมใจจริงๆ
    ชอบเวลานางเครซี่พี่โรม 55555555555555555 มีความน่ารัก
    มาถึงประเด็นสำคัญของตอนนี้ คุณแดนนนนนนนนนนนนนน!!!
    กรี๊ดดดดดด มาทำอะไรที่นี่คะคุณณณณณ 55555555555555555
    ตื่นเต้นสุด มาเช็คพฤติกรรมมู่? หรือยังไง อยากรู้แล้วค่ะ
    ชอบตอนที่โรมเดินมาส่งแล้วเจอรถแดนมากเลยอ่ะ 
    มูมู่แบบมีความน่ารักกกกกก แบบลุกลี้ลุกลนจนโรมสังเกตได้
    5555555555555 รอติดตามนะคะ ยัยเมิร์ลจะรอดหรือไม่
    ขอบคุณที่แต่งฟิคให้อ่านนะคะ 😍
    ปอลอ.เดี๋ยวเมิร์ลเดี๋ยวมู่ งงไปหมด 55555555555555
    ปอลอลอ. เหมือนพี่สวนจีนจะลืมแก้สีกระดานโต้คลื่นเนอะ เหลืองฟ้า
    ปอลอลอลอออออ. เลิกไล่เมิร์ลสักนาทีนึงจะตายมั้ยอิพี่โรมมมม!
    #66
    0
  5. #65 Jjjb (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2559 / 09:53
    มูมู่น่ารักน่ากัดที่สุดเลยอะ 😋 อยากให้มู่มีความสุขจริงๆบ้างจัง อ่านไปก็บีบหัวใจไปรู้สึกเจ็บแทนมู่นะ เศร้าอะจะอยู่อย่างรอคอยวันที่น้องมู่มีความสุขนะ ขอบคุณนะคะที่มาต่อ ชอบเรื่องนี้มากจริงๆ
    #65
    0
  6. #64 PrimiePrim (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2559 / 00:30
    คุณหนูมู่มีความตื๊อสูงมากกกกกกกกก โดนโรมปฏิเสธขนาดนั้นก็ยังไม่ยอมแพ้ แต่นี่ก็อ่านไปด่าโรมไปปป 5555555 ใจร้ายมากกกกกกกกกก รีบแต่งงานไปเลยมู่จะได้เจ็บแค่ครั้งเดียวไม่ต้องเจ็บซ้ำๆซาก แต่เป็นแบบนั้นก็สงสารมู่อีก ฮืออออออ TT โรมแม่งงงง ไม่รักก็ไม่ต้องมารักเลยนะมู่อ่ะ แล้วพี่แดนมทำไมค่ะ นี่สงสัย มาตามบัญชาพี่ทิมรึเปล่าหนออออ
    #64
    0
  7. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  8. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  9. #61 Jjjb (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2559 / 22:30
    ดีใจจังมาแล้ววววววว
    #61
    0
  10. #60 TeB_B (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2559 / 20:49
    แอบสงสารมู่อยู่นิดๆนะเนี่ย ยัยหนูของพี่ โดนหนุ่มปฏิเสธมายังจะต้องมาเจออะไรไม่รู้จากพี่ชายอีก???? แล้วนี่คุณแดนมาทำอะไรคะเนี่ย ทำไมลุ้นกว่าพี่โรมจะขออลิสแต่งงานอีก ฮือ
    #60
    0