Fic Fairy tail Sleep on it [Zeref x OC]

ตอนที่ 76 : ::โชคชะตาบทที่ 64 :: สายเลือดของวิหคเพลิง (ภาคทาทารัส ปฐมบท)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 530
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 48 ครั้ง
    18 ก.ย. 63

::โชคชะตาบทที่ 64 :: สายเลือดของวิหคเพลิง (ภาค???ปฐมบท)

 

~♪~

 

ร่างของหญิงสาวในชุดสีฟ้าขาวเริ่มที่จะขยับกายร่ายรำท่ามกลางลานหินที่ดูไร้ซึ่งชีวิต ทุกๆการสะบัดมือของเธอจะมีละอองแสงเล็กๆแผ่กระจายออกมารอบๆทันทีที่ละอองเหล่านั้นกระทบพื้นดินก็ปรากฏเป็นเหล่าสัตว์น้อยใหญ่รวมทั้งต้นไม้ที่ต่างส่งเสียงขับขานออกมาราวกับเสียงดนตรีตามจังหวะการร่ายรำของหญิงสาว เวลาดำเนินไปเป็นชั่วโมงกว่าที่ร่างเล็กๆนั้นจะหยุดลงพร้อมๆกับจับชายกระโปรงย่อกายถอนสายบัวอย่างงดงาม

 

ติ๊ง

 

ซุยเซ็นปาดเหงื่อที่ไหลเป็นสายของตนเองออกเล็กน้อยแล้วสะบัดมันลงสู่พื้นดิน ฉับพลันต้นหญ้าต้นเล็กๆก็ค่อยๆงอกขึ้นและแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ กลืนลานหินที่ดูไร้ซึ่งชีวิตเป็นป่าสีเขียวขจีที่สวยงาม หญิงสาวสูดหายใจเข้าเต็มปอดครั้งนึงแล้วเดินไปดึงผ้าคลุมสีดำของตนเองมาใส่เช่นเดิม

 

แก๊ง!

 

“อย่างที่คิด...ที่นี่ก็ไม่มี” ซุยเซ็นมองเครื่องประดับเก่าของชาวบ้านที่นี่ด้วยสายตาที่ว่างเปล่าพร้อมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วยกแผนที่ขึ้นมาดู...พร้อมๆกับเอาปากกาขีดฆ่าทิ้งจนเหลือเพียงที่สุดท้าย “ป่าต้องห้าม...ของสกาเล็ตสินะ”

 

แวบหนึ่งดวงตาสีดำสนิทของหญิงสาวสั่นไหวก่อนที่เธอจะหลุบตาลงกลับคืนสู่ร่างที่แท้จริงโผบินขึ้นไปบนฟากฟ้าตรงไปยังสถานที่ๆชอบแวะไปบ่อยๆ โดยใช้เวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมงดี ก่อนที่ซุยเซ็นจะค่อยๆร่อนลงสู่พื้นดินกลับร่างเป็นซุยเซ็นอีกครั้งหลังจากวนรอบๆป่าแล้ว

 

“ก็นะ...เวลามันผ่านไปนานขนาดนั้นแล้วแท้ๆ” ปากก็พูดไปงั้น แต่สภาพป่าต้องห้ามแห่งนี้กลับทำให้ใจของซุยเซ็นห่อเหี่ยว ป่าที่เคยอบอวลไปด้วยอีเทอร์นาโนบริสุทธิ์สูงและกลิ่นของสายลมที่อ่อนโยนกลับกลายเป็นแค่วันวานที่อาจจะไม่อาจหวนกลับ...สถานที่ตรงหน้านี้ไร้ซึ่งชีวิตและอบอวลไปด้วยกลิ่นของความตาย

 

วิ้ง!

 

ร่าบางสะบัดแขนเพื่อแผ่กระจายอีเทอร์นาโนกลับสู่ป่าแห่งนี้อีกครั้ง ก่อนที่ป่าที่เคยแห้งเหี่ยวรอบๆตัวหญิงสาวเริ่มกลับมามีชีวิตเฉกเช่นเมื่อหลายร้อยปีก่อน มันไม่ใช่เรื่องน่าอัศจรรย์ใจเสียเท่าไหร่ เพราะแต่เดิมอีเทอร์นาโนบริสุทธิ์สูงก็มักจะแผ่ออกมาจากตัวของวิหคเพลิงเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ซุยเซ็นเริ่มก้าวเดินไปตามเสาสลักหินเก่าๆตรงเข้าสู่หมู่บ้านลับแล...สถานที่ๆบรรพบุรุษของเธอถือกำเนิดขึ้นมา

 

“อย่างที่คิด” แต่ก็อย่างที่เธอคิด...สิ่งที่เหลืออยู่ก็ไม่ต่างอะไรกับสถานที่ก่อนหน้านี้ เจ้าหล่อนหยิบแผนที่อันเดิมขึ้นมาขีดฆ่าทิ้งแล้วมองขึ้นไปบนท้องฟ้าสีคราม “เอาล่ะ...จัดการเรื่องคาใจเรื่องแรกได้แล้ว...ต่อไปก็หินวิหคเพลิง...หลังจากนั้นก็...นั่นสิ”

 

หญิงสาวพึมพำกับตนเองถึงสิ่งที่ตั้งใจจะทำหลังจากนี้...ก่อนที่เสียงของหญิงสาวจะค่อยๆแผ่วลงไปเรื่อยๆ ก่อนที่เธอจะยิ้มออกมาน้อยๆ “ไปจัดการเศษซากอารยะธรรม (หุ่นเวทย์) ที่ริกกะเหลือทิ้งไว้ในหอคอยฝึกทหารทั่วดินแดนดีกว่า...หวังว่าเซเรฟคงไม่เบื่อที่ต้องมาตามป้าแก่คนนี้ตามล้างตามเช็ดอารยะธรรมเก่าของอาณาจักรฉันหรอกนะ หึๆ” ว่าจบเธอก็กลับสู่ร่างวิหคเพลิงโผบินกลับไปที่ราชอาณาจักรเวโรนิก้า

 

ณ ราชอาณาจักรเวโรนิก้า

 

ฮูก!

 

ซุยเซ็นที่มาเดินเล่นในราชอาณาจักรเวโรนิก้าในวันเฉลิมฉลองอะไรสักอย่างที่หญิงสาวไม่ใส่ใจเท่าไหร่นัก เพราะที่มาที่นี่แค่กลับมาหาเซเรฟเท่านั้น แต่เธอต้องแปลกใจเมื่อเห็นเจ้าบิสกิตที่ส่งเสียงร้องพร้อมๆกับค่อยๆบินต่ำลงมา “?”

 

ซุยเซ็นมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยแล้วหยิบจดหมายขึ้นมาอ่านดู

 

“ถึงซุยเซ็น

 

เรื่องที่เธอขอให้ฉันช่วย ฉันพอจะรู้แล้วว่า 3 คนนั้นทำงานให้ใคร รู้สึกจะเป็นราชาของอาณาจักรเวโรนิก้าแห่งนี้ที่ชื่อว่าครีม (?) ฉันมีธุระนิดหน่อยอาจจะไม่ได้กลับมาเร็วๆนี้ ระหว่างนี้ถ้าเสร็จธุระของเธอแล้วก็กลับไปหาพวกนัตสึบ้างก็ได้ ป่านนี้คงโดนเข้าใจผิดว่าตายไปแล้วด้วยซ้ำ

 

ปล. ส่วนเรื่องของรางวัลถ้าเจอกันอีกฉันก็ขอรับไปนะ

 

จากเด็กแก่แดดของเธอ เซเรฟ”

 

บรึ้ม!

 

“อะ...อะ...” ใบหน้าของหญิงสาวแดงเถือกเมื่ออ่านจนจบประโยคสุดท้ายก่อนที่จะยกมือขึ้นมาปิดหน้าตนเองทรุดนั่งลงที่มุมมืดแห่งหนึ่ง บ่นงึมงำออกมา “ยะ...อย่าให้รู้นะว่าใครมันเป็นคนแนะ...คนที่ให้หนังสือวิปริตนั่นมาน่ะ แม่จะซัดให้เละเลย////”

 

(ลุงราดิสจามออกมาฉาดใหญ่ใส่หน้าเจ้าแดงทั้งตัวขณะที่เจ้าแดงที่กำลังเลือกหนังสืออยู่)

 

“เอ่อ...ใช่...ซุยเซ็นใช่มั้ยเอลรี่?” ขณะที่หญิงสาวกำลังโหยหวนกับตนเองที่รู้สึกคิดผิดที่บอกให้เซเรฟรุกจีบตัวเองอยู่ก็มีเสียงทัก...อันที่จริงน่าจะเป็นเสียงเบาๆที่หันไปถามคนที่มาด้วยกันมากกว่า แต่ด้วยความหูผีของหญิงสาวเลยทำให้เจ้าหล่อนหันไปมอง “อา...ใช่ซุยเซ็นจริงๆด้วย! ฉันฟูหมิน เหยากัง ฟูหมินไงจำได้มั้ย? ที่อยู่กิลด์ไนท์วูฟของน้องชายเธอไง”

 

“อา...ฟูหมินกับ...เอลรี่สินะ” ทันทีที่เธอเห็นทั้ง 2 คนก็คลี่ยิ้มออกมาน้อยๆลุกขึ้นเดินมาหา แต่ต้องขมวดคิ้วอย่างงุนงงว่าฟูหมินดูออกได้ยังไงว่าเป็นเธอ ก็นะ...เล่นใส่ผ้าคลุมทั้งตัวแบบนี้ “ว่าแต่...ทำไมมองออกล่ะว่าเป็นฉัน?”

 

“ฮะๆ ดูออกง่ายจะตายไป ส่วนนี่เอลรี่ เอลรี่ อามีเรียคู่หูฉันเอง” ฟูหมินหัวเราะออกมาพร้อมๆกับคำตอบ โดยที่หันไปแนะนำคนที่ยืนอยู่ข้างๆให้ซุยเซ็นรู้จัก ราวกับว่าไม่ได้ยินที่ซุยเซ็นเรียกอีกฝ่ายเมื่อครู่นี้ “เอลรี่ นี่พี่สาวสุดที่รักสุดหวงของมาสเตอร์ที่วิ่งวุ่นตามหามาหลายปี ชื่อซุยเซ็น”

 

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” หญิงสาวผู้มีเรือนผมสีชมพูอ่อนดวงตาสองสียิ้มน้อยๆก่อนก้มหัวทักทายอีกฝ่ายด้วยท่าทีอายๆ ซุยเซ็นเผลอมองอีกฝ่ายนานไปจนเอลรี่ต้องขยับตัวหลบหลังฟูหมินอย่างกลัวๆ จนทำให้ซุยเซ็นยิ้มแห้ง...

 

“ทะ...โทษทีนะที่จ้องนานไปหน่อย เธอดูเหมือนคนรู้จักของฉันน่ะ” ซุยเซ็นขอโทษอีกฝ่ายทันทีพลางหันไปหาฟูหมิน ใจก็ย้ำกับตนเองว่าคนที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่เหล่าแม่ทัพเมื่อสมัยก่อนแล้ว ตอนนี้เธอกับเหล่าคนตรงหน้าก็เป็นแค่คนรู้จักของน้องชายเท่านั้นเอง

 

“ไม่ต้องกังวลน่า เอลรี่น่ะขี้อายเกินไป!” แต่ฟูหมินก็ไม่ใส่ใจพูดออกมา

 

“แล้ว...ทำไมถึงมาที่เวโรนิก้ากันล่ะ? เดทเหรอ?” หญิงสาวเปลี่ยนเรื่องคุยถามถึงข้อสงสัย แต่ทันทีที่ถามจบฟูหมินกลับมีท่าทีลนลานตอบออกมาอย่าตะกุกตะกัก

 

“บะ...บ้าเหรอ?! พวกฉันพึ่งทำภารกิจจบกำลังจะกลับ...มันผ่านเมืองนี้พอดีเลยแวะมาเดินเล่นซื้อของฝาก” ชายหนุ่มในชุดกังฟูสีดำแดงอธิบายออกมา แต่ไม่ทั้งหมด อันที่จริงฟูหมินกับเอลรี่มาที่เวโรนิก้าเพราะคำสั่งของมาสเตอร์ต่างหากเพื่อสืบเรื่องๆหนึ่ง แต่พยายามปิดบังมันเอาไว้ไม่ให้คนตรงหน้าดูออก

 

“แล้วกิลด์เป็นไงบ้างล่ะ?”

 

“ก็ดีนะ วุ่นวายดี...แต่ก็ไม่ทำให้รู้สึกแย่หรอก ออกจะชอบกันด้วยซ้ำ” ก่อนที่คิ้วเขาจะขมวดเข้าหากันเมื่อจำบางเรื่องได้ “จริงสิ...แล้วคุณจะไม่กลับไปที่แฟรี่เทลหน่อยหรือยังไงกัน? ฉันเห็นคนที่เคยอยู่ทีมเดียวกับคุณตอนนี้นั่งซึมกะทือไปหมดแล้วทุกครั้งที่ได้ยินชื่อคุณน่ะ”

 

แต่สิ่งที่ฟูหมินได้กลับมาคือรอยยิ้มน้อยๆของซุยเซ็น

 

“พอถามมาสเตอร์...มาสเตอร์ก็บอกว่าบางทีคุณอาจจะไม่กลับไปแล้ว” ฟูหมินยังพูดต่อราวกับว่าต้องการรับรู้คำตอบของหญิงสาว “ทำไมล่ะซุยเซ็น?”

 

เฮ้อ

 

ซุยเซ็นถอนหายใจน้อยๆแล้วยอมพูดออกมา “ก็อย่างที่ริยะว่า ฉันไม่กลับไปแล้วล่ะที่แฟรี่เทลน่ะ...” ฟูหมินเงียบเพื่อรอฟังต่อ “ส่วนเหตุผลว่าทำไม? ก็ไม่รู้สินะ...ฉันไม่ปฏิเสธหรอกว่ารู้สึกดีกับแฟรี่เทล...แต่ในตอนนี้ถ้าให้กลับไปฉันก็คงตอบทันทีว่าไม่กลับ ก็นะ...ความรู้สึกของคนแก่มันก็เข้าใจยากแบบนี้แหละ”

 

ปึกๆ

 

“...เข้าใจแล้วเอลรี่” ฟูหมินหันไปพูดกับเพื่อนร่วมกิลด์ตนเองแล้วขอตัวลากับซุยเซ็นทันที ซึ่งหญิงสาวก็ยืนโบกมือลาส่งพวกเขาอยู่ที่เดิม รอจนทั้ง 2 เดินไปจนลับสายตาเธอก็หมุนตัวเดินเข้าซอยใกล้ๆหายลับไปกับความมืด

 

มือเรียวลูบไล้ไปตามตึก...ริมฝีปากเหยียดรอยยิ้มออกมา ดวงตาสีดำค่อยๆวูบไหวกลับกลายเป็นสีเดิมอย่างที่มันเคยเป็น...ก่อนที่ร่างของหญิงสาวจะค่อยๆกลายเป็นสะเก็ดไฟไปทีละเล็กละน้อย

 

.

.

.

 

ณ ห้องขังใต้ดินของปราสาทประจำเมืองเวโลนิก้า

 

“อึก” เอแคร์กัดปากตนเองข่มเสียงร้องของเธอจากความรู้สึกเจ็บจากบาดแผลช่วงแขนของตนเอง...เธอพลาดถูกชิงเอาหินวิหคเพลิงอีกครึ่งหนึ่งไปได้อย่างไม่น่าให้อภัย... “บ้าชะมัด”

 

วูบ!

 

!!

 

“ไม่อยากจะเชื่อ...ใครจะคิดล่ะว่าสายเลือดสุดท้ายของหมู่บ้านลับแล...สายเลือดต้นกำเนิดของวิหคเพลิงจะกลายเป็นเธอที่เจอไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนได้” สะเก็ดไฟน้อยๆค่อยๆรวมตัวกันปรากฏเป็นร่างของซุยเซ็นอยู่ตรงหน้าของเอแคร์ด้วยใบหน้าเรียบเฉย

 

“เธอ...” เอแคร์มองอีกฝ่ายที่เคยเจอครั้งหนึ่งแต่จำไม่ได้ว่าช่วงไหนพูด ดวงตาของเอแคร์มองสบเข้ากับดวงตาของซุยเซ็นที่ไม่ใช่สีดำเหมือนอย่างเคย “...เธอเป็น อึก...ใคร?”

 

ฟุ่บ

 

“ฉันมาขอหินวิหคเพลิงคืน” ซุยเซ็นไม่ตอบแต่กลับเดินไปตรงหน้าเอแคร์ที่พยายามยันตัวลุกขึ้นกระเถิบหนีจนติดกำแพง เอแคร์รู้สึกกลัวสายตาของคนตรงหน้าเอามากๆ ยิ่งคำพูดและน้ำเสียงที่เย็นชาต่างจากเมื่อก่อนที่เคยพบอีก “มันอยู่กับเธอใช่มั้ย?”

 

“ถูกเอาไปแล้ว” เอแคร์ตอบ

 

“...” หญิงสาวเงียบไปก่อนที่จะยิ้มออกมาน้อยๆ ก็รู้อยู่แล้วล่ะว่าถูกจับมาแบบนี้หินก็คงจะถูกแย่งไปแล้ว...ซุยเซ็นทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามกับเอแคร์จ้องมองใบหน้าของเจ้าหล่อน “อยากให้ฉันช่วยมั้ย?”

 

“ไม่จำเป็น...ยังไงซะ...แผลแค่นี้ก็ไม่ตาย” เอแคร์เหลือบมองแผลเป็นของตนเองพูดเสียงเฉื่อยชา พลางพิงหัวที่กำแพง... “แต่ยังไงฉันก็ให้พวกมันคืนชีพวิหคเพลิงไม่ได้”

 

“ทำไมล่ะ?”

 

“พลังของวิหคเพลิงมีมากเกินไปที่จะควบคุม...ถ้าเกิด...” เอแคร์ยังพูดไม่ทันจบซุยเซ็นก็แทรกขึ้นมา

 

“วิหคเพลิงไม่มีวันคืนชีพได้จากหิน 2 ก้อน” ซุยเซ็นพูดออกมา หินวิหคเพลิงที่ถูกแบ่งเป็น 2 ก้อนนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในความดูแลสมัยที่เธอเป็นราชินีอยู่...ครึ่งหนึ่งราชอาณาจักรฟินิเชี่ยนรับหน้าที่เก็บรักษาดูแล...

 

อีกครึ่ง...แต่เดิมมันคนที่ต้องดูแลมันเป็นหมู่บ้านลับแล...หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือหมู่บ้านวิหคเพลิง...แต่เพราะเหตุการณ์กบฏของเซเรนทำให้หินทั้ง 2 ก้อนตกมาอยู่ในมือของราชอาณาจักรฟินิเชี่ยนที่ต้องดูแล

 

แต่แล้ว...มันก็ได้กระจายหายไปตอนที่กรรมมันตามเธอทันตอนที่เซเรนถูกพวกมนุษย์กบฏแย่งชิงอำนาจมา...และคงเป็นคนของหมู่บ้านนั้นค้นหาจนเจอแล้วนำไปเก็บรักษาไว้มันเลยอยู่มาจนถึงปัจจุบัน...บางทีซุยเซ็นก็คิดว่าน่าจะให้มันสูญหายกลายเป็นเศษหินข้างทางไปซะยังจะดีกว่าอีก

 

“มันเป็นไปได้...” เอแคร์แย้ง “แต่มันไม่ใช่วิหคเพลิงจริงๆที่เคยมีชีวิตอยู่เมื่อหลายพันปีก่อน...ถึงจะไม่น่ากลัวเท่าตัวจริง แต่ยังไงมันก็อันตรายพอที่จะล้างบางมนุษย์ได้”

 

ซุยเซ็นนั่งเงียบสงบเช่นเดิมขณะที่เอแคร์จ้องมองมายังเธอ...เธอออกตามหาหิน 2 ก้อนนี้เพื่อจะชิงกลับมาก็จริงแต่ว่า...มันก็เป็นดั่งที่ตัวเธอเคยบอกเมวิสไป...ตอนนี้ผู้หญิงที่นั่งอยู่ไม่ใช่ทั้งซุยเซ็นและราชินีเซเรนอีกแล้ว...แต่เป็นตัวตนที่มีทั้งความรัก ความเอ็นดู ความเคียดแค้น ความเข้าใจผิด ความเสียใจ ความสูญเสียมากมายที่ถูกมอบให้มาโดยมนุษย์และมังกรที่เธอเคยรักและคิดที่จะอยู่ร่วมกันในราชอาณาจักรที่แสนสงบสุขของเธอ

 

...ความฝันเล็กๆที่ถูกทำลายจนแทบไม่เหลือชิ้นดี...

 

 “รู้อย่างนั้นทำไมเธอถึงยังยิ้มอยู่? ทำไมถึงไม่ยอมเข้าไปแย่งมันมาถ้าเธอต้องการมันขนาดนั้น” เอแคร์ส่งเสียงถามคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามเธอที่จู่ๆก็เงียบไปแถมยังระบายรอยยิ้มออกมา รอยยิ้มที่ดูมันขมขื่นพิกล แต่มันก็แค่แวบเดียวเท่านั้น

 

“หื้ม? ทำไมฉันต้องแย่ง...อันที่จริงฉันก็ไม่มีปัญหาอะไร ฉันไม่ได้อยากได้ขนาดนั้น...พูดๆไปแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ฉันต้องปกป้องแต่ฉันจะไปเอามันมาทำลายตอนหลังจากที่มันทำลายอาณาจักรนี้ไปแล้วก็ได้นี่นา”

 

ไม่มีใครขาวเต็มร้อยและก็ไม่มีใครดำเต็มร้อย...ถ้าเป็นตัวตนของซุยเซ็นก่อนหน้านี้ก็เหมือนกับผ้าขาว เหมือนเด็กพึ่งเกิดที่ยังไม่มีอะไรมาเปื้อน...แต่สำหรับเซเรน...ตัวตนของเธอคือความขุ่นมัวสีเทา...ผ้าขาวที่ถูกความเคียดแค้น ความชิงชังซาดใส่จนแทบจะไม่เหลือสภาพเดิม

 

ข่มใจแล้ว ข่มใจอีก...สุดท้ายสิ่งที่เธอเจอมาในอดีต แผลเป็นที่ถูกกรีดไว้...มันก็ยังเจ็บแปล๊บอยู่เมื่อนึกถึงมัน ไม่ใช่ว่ายึดติด...ไม่ใช่ว่าเธอไม่ให้อภัยและไม่เข้าใจ เธอเข้าใจทุกอย่างในจังหวะที่มันสายไปเสมอ...และครั้งนี้เธอเลยไม่อยากที่จะก้าวขาเข้าไปร่วมวัฏจักรพวกนี้อีกแล้ว

 

“ไม่คิดเลยว่าคนที่ฉันอยากจะเจอจะเป็นคนแบบนี้” เอแคร์พูดเสียงผิดหวังเมื่อพบว่าคนที่เธอต้องการเจอนั้นจะเป็นคนที่เย็นชาได้ขนาดนี้...ดวงตาสีน้ำตาลจ้องไปที่ดวงตาสีดำสนิทของอีกฝ่ายด้วยความผิดหวัง... “ออกไปซะ! ในเมื่อเธอไม่คิดจะยื่นมือช่วยเรื่องนี้ฉันจะจัดการคนเดียว!”

 

“ไม่ว่าจะในยุคไหน...สายเลือดในตัวของเผ่าวิหคเพลิงก็ยังดื้อดึงไม่มีเปลี่ยนแปลง” ซุยเซ็นพึมพำออกมาเสียงแผ่วเบาแล้วค่อยๆกลายเป็นละอองแสงลอยไปในอากาศตามคำไล่ของเอแคร์...เสียงทำนองเพลงที่สมัยที่ยังเป็นราชินีเซเรนอยู่นั้นดังเข้ามาในหัวพร้อมๆกับตำนานการกำเนิดของวิหคเพลิง...

 

เรื่องราวแสนเศร้าของหญิงสาวต้องสาปและมนุษย์ผู้ดึงดันที่จะฝืนลิขิตสวรรค์

 

[09/06/2562]

 

บุลคลิกซุยเซ็นตอนนี้ค่อนข้างเหวี่ยงเดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย...การกระทำดูขัดแย้งกันเองมากๆ ซึ่งซุยเซ็นเองตอนแรกตามหาหินวิหคเพลิงเพราะหน้าที่ก็จริง แต่ตามไปถึงจนมีโอกาสแย่งมากแต่ก็ไม่ทำ...เพราะแผลเก่าในอดีต... (อ่านเหตุผลได้ในตอนก่อนหน้า)

 

เปิดปมใหม่อีกแล้ว...ปมต้นกำเนิดของวิหคเพลิงแบบกำเนิดจริงๆเลยนะ!

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 48 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

544 ความคิดเห็น

  1. #500 s_pace (จากตอนที่ 76)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 17:01
    ว่าแต่พวกแม่ทัพเกิดใหม่กับน้องชายนี่จำได้ใช่มะ รู้สึกเหมือนน้องชายจะเคยเรียกว่า’ราชินีจอมหนีงาน’ ที่สืบนี่ก็เรื่องหินไหมม
    #500
    1
    • #500-1 Futari Mayu / Futawarashi Takuto(จากตอนที่ 76)
      9 มิถุนายน 2562 / 18:22
      บอกว่าจำได้ก็ออกจะผิดไปหน่อยค่ะ เพราะถ้าจำได้จริงป่านนี้ฟูหมินคุกเข่าทำความเคารพเรียกว่าองค์ราชินีไปแล่ววว...แต่เรียกว่ารู้คร่าวๆจะดีกว่า...(ริยะรู้มาจากยู ส่วนยูรู้มาจากคำบอกเล่าและบันทึกฉบับคัดลอกของญาติของบรูคอีกทีหนึ่ง)
      #500-1
  2. #499 s_pace (จากตอนที่ 76)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 16:57

    เย้้้ ไรท์กลับมาแล้ว!! สู้ๆนะคะ ปมเพิ่มอีกแล้ว
    #499
    0
  3. #498 (จากตอนที่ 76)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 16:11

    แต่ก็สงสารพวกนัทสึนะ เฮ้อ

    #498
    0