Fic Fairy tail Sleep on it [Zeref x OC]

ตอนที่ 74 : ::โชคชะตาบทที่ 63 :: หญิงสาวผู้เป็นนิรันดร (ภาคทาทารัส ปฐมบท)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 739
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 64 ครั้ง
    18 ก.ย. 63

::โชคชะตาบทที่ 63 :: หญิงสาวผู้เป็นนิรันดร (ภาค???ปฐมบท)

 

**ชี้แจง : ตอนนี้ไทม์สคริปไปช่วงที่พวกนัตสึจัดการมังกรที่มาจากอดีตได้แล้วนะคะ**


 

ร่างของหญิงสาวในชุดสีแดงเดินมาที่ลำธารพลางเอามือวักน้ำขึ้นมาดื่มแก้กระหาย หลังจากที่เดินทางผ่านทะเลทรายมาได้ ดวงตาสีน้ำตาลจับจ้องไปที่กวางตัวผู้ที่สง่างามตัวหนึ่งที่กำลังก้มลงกินน้ำฝั่งตรงข้ามด้วยรอยยิ้มน้อยๆ แต่จู่ๆกวางตัวนั้นก็ล้มลงไปนอนตายกับพื้น

 

เธอเหลือบตามองต้นเหตุที่ตอนนี้ปักอยู่กลางลำตัวของมัน...สิ่งที่ดูคล้ายกับอาวุธ หญิงสาวหลับตาลงแล้วหันหน้าเดินจากไป มันเป็นอย่างนี้ทุกครั้งตั้งแต่ที่เธอจำความได้ ผู้คนรอบๆตัวค่อยๆล้มหายตายจากเหลือแค่เธอที่ยังอยู่ที่เดิม

 

เพราะแบบนั้นเธอเลยไม่อยากที่จะลงหลักปักฐานหรือแม้แต่มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปผู้คนเหล่านั้นต่างค่อยๆเลือนรางหายไปจากชีวิตเธอ รู้ตัวอีกที รอบๆตัวของเธอก็เต็มไปด้วยหลุมศพของคนรู้จัก พวกเขาตายโดยที่ทิ้งเธอเอาไว้ที่เดิม...ทิ้งเอแคร์ไว้อย่างนั้น ไม่แก่ ไม่ตาย

 

เธอยกยิ้มเหยียดๆขึ้นมาก่อนที่จะเดินมาทรุดนั่งใต้ต้นไม้แห่งหนึ่ง...ล้วงมือหยิบสิ่งที่ติดตัวเธอออกมาดู หินแปลกๆที่ถูกแบ่งครึ่งสีฟ้าเขียว เอแคร์ไม่รู้ว่ามันคืออะไรและทำไมเธอต้องเก็บไว้แต่จะทิ้งมันก็ทิ้งไม่ลง

 

ทุกๆครั้งที่เธอจ้องมองหินนี่...เธอรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงร้องเพลงบางอย่าง ในภาษาที่เธอไม่รู้จักแต่กลับเข้าใจความหมายของมัน ถึงแบบนั้นเธอรู้สึกเหมือนตัวเองก็เคยขับร้องเพลงๆนี้มาหลายต่อหลายครั้งพร้อมๆกับร่ายรำหน้ารูปปั้นบางอย่าง

 

วิ้ง!

 

“อึก” เธอครางพร้อมๆกับเอามือข้าหนึ่งกุมหัว อีกข้างบีบหินอันนั้นไว้แน่น ลมหายใจเริ่มขาดห้วง ปากของเธอค่อยๆเผยอขึ้นกอบโกยอากาศเข้าปอดให้มาที่สุด

 

Samia dostia

(สิ่งที่ฉันเห็นในตอนนั้น)

Ari aditida

(สิ่งที่รู้สึกเมื่อยามหลับใหล)

Tori adito madora

(คือเธอนั้นแบกโลกไว้ทั้งใบ)

 

ภาพบางอย่างค่อยๆผุดขึ้นมาในหัวของเธอจนเอแคร์ต้องจิกเส้นผมของตนเองมากขึ้น ภาพของชายชราที่รู้สึกว่าตนเองรู้จักกำลังถือหนังสือเล่าบางอย่างให้เธอฟังด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง สายตาชายคนนั้นจับจ้องไปที่รูปปั้นบางอย่าง...ที่เธอจำมันแทบไม่ได้แล้ว...

 

ฟุ่บ!

 

“คุณไม่เป็นไรใช่มั้ย?” แรงสัมผัสอันแผ่วเบาที่ไหล่ของเธอทำให้เอแคร์ได้สติ ภาพในอดีตเริ่มจะเด่นชัด ละอองไร้สีที่เปล่งแสงอ่อนๆที่อบอวลอยู่รอบๆตัวเธอคนนั้น เส้นผมสีดำสนิทเฉกเช่นดวงตา...ใบหน้าที่งดงามราวกับเทพธิดาจากสรวงสวรรค์

 

อา...ในที่สุดเอแคร์ก็จำได้ สิ่งที่เคยเลือนรางในวันวานกลับเด่นชัด ความทรงจำที่ขาดๆหายๆของเธอเริ่มค่อยๆกลับคืนมาทีละเล็กละน้อย ราวกับว่ามันกำลังรออยู่...รอวันที่จะได้เจอคนตรงหน้า

 

“คุณ? นี่! คุณ? คุณโอเคใช่มั้ย?” ซุยเซ็นโบกมือด้านหน้าหญิงสาวที่เอาแต่จ้องเธอตาไม่กระพริบ พลางเหลือบตาไปขอความช่วยเหลือจากคนที่อยู่ด้านหลัง แต่ดูเหมือนเซเรฟก็ส่ายหน้าไม่รู้เหมือนกัน “คุณ...คุณคะ?”

 

“!” เหมือนสติพึ่งกลับมาเอแคร์สะดุ้งตัวพลางส่ายหน้าเล็กน้อย “คุณ...”

 

“ไม่เป็นไรใช่มั้ย? พวกฉันเห็นคุณนั่งเหม่ออยู่ตรงนี้นานแล้ว” ซุยเซ็นถามแล้วกวาดตาสำรวจอีกฝ่ายเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีบาดแผลอะไร กระทั่งพอใจแล้วหญิงสาวก็ยิ้มแล้วเอ่ยลา “ถ้าคุณไม่เป็นไรแล้วพวกฉันขอตัวเดินทางต่อก่อนนะ”

 

หมับ!

 

“ดะ...เดี๋ยว” ในจังหวะที่ซุยเซ็นกำลังจะเดินออกไปเอแคร์คว้ามือเธอเอาไว้ เธอครุ่นคิดครู่หนึ่งราวกับว่าประโยคที่ต้องการจะพูดเมื่อกี้มันหลุดลอยหายไปกับความทรงจำที่เหมือนจะจำได้แต่ก็จำไม่ได้นั้น “คือ...พวกเราเคยพบกันมาก่อน...หรือเปล่า?”

 

“?” ซุยเซ็นขมวดคิ้วกับคำพูดของอีกฝ่าย... “ไม่นะ...แต่ถ้าเธอมีอายุเยอะพอๆกับเซเรฟก็อาจจะเคยเดินผ่านกันบ้าง...” เอแคร์เงียบไปภาพของตัวเองที่กำลังเดินอยู่อย่างไร้จุดหมายแต่พอหันกลับไปผู้คนที่เดินตามหลังเธอมาก็กลายเป็นหลุมศพเรียงรายกัน แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบไปซุยเซ็นเลยต้องรีบหัวเราะกลบเกลื่อน “ล้อเล่นน่ะอย่าใส่ใจเลย”

 

ว่าจบทั้งซุยเซ็นและเซเรฟก็พากันเดินจนลับสายตาเอแคร์ไป...นานมาก จนไม่รู้ว่าผ่านไปกี่วันแล้ว เอแคร์หลุบตาลงแบมือมองสิ่งที่อยู่ในมือเธอก่อนที่จะเก็บมันไว้ที่เดิมอีกครั้ง พลันก็รับเอาโมม่อนที่พึ่งบินกลับมาเพื่อจะออกเดินทางต่อ

 

“คราวนี้จะไปที่ไหนงั้นเหรอเอแคร์?”

 

หญิงสาวคลี่ยิ้มออกมาตลอดมาเธอไม่เคยรู้ และไม่เคยมีจุดหมายปลายทางในการเดินทาง...เพียงแต่ว่า...ครั้งนี้เอแคร์กลับเลือกที่จะไปที่เมืองๆหนึ่ง...เมืองที่เธอจำได้ลางๆว่ามีตราสัญลักษณ์เดียวกับที่หลังมือซ้ายของซุยเซ็น “แมคโนเลีย”

 

.

.

.

 

“อิ่มแล้วค่ะ” เอแคร์พูดออกมาตามมารยาทพร้อมๆกับเช็ดปากของตนเอง ดวงตาสีน้ำตาลมองคนที่ช่วยเธอเอาไว้และตอนนี้ก็เดินมานั่งตรงข้ามเธอพร้อมรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนหน้า

 

“ไม่เป็นไรแล้วสินะ” ลูซี่ยิ้มพร้อมถามออกมาอย่างเป็นมิตรแต่หญิงสาวเลือกที่จะก้มหน้าพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

 

“อันที่จริงไม่ต้องกิน...จริงๆก็ไม่เป็นไร”

 

“เอ๊ะ?” >> ลูซี่

 

“อุ้ยตายจริง” >> มิร่า

 

“เอแคร์! พูดแบบนั้นไม่ได้นะ!” นกสีเหลืองที่ดูเหมือนลูกเจี๊ยบร้องออกมาอย่างตกใจแล้วรีบหันมาก้มหัวขอโทษลูซี่และคนอื่นๆ ซึ่งลูซี่ก็ตอบรับว่าไม่เป็นไร ก่อนที่โมม่อนจะเอ่ยแนะนำตัวเองกับหญิงสาวที่ดูยังไงคงไม่ยอมแนะนำตัวแน่ๆ “ฉันชื่อโมม่อน...เด็กคนนี้ชื่อเอแคร์ ฉันเก็บเด็กคนนี้มาเลี้ยงเมื่อหลายปีก่อน”

 

“กลับกันแล้วมั้ง!” เจ็ดกับดรอยตบมุกนั้นทันทีโดยมีเอแคร์พยักหน้ารับ

 

“ฉันชื่อลูซี่ยินดีที่ได้รู้จัก” เมื่อเห็นว่าบรรยากาศไม่ดีลูซ่จึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้น เธอยื่นมือไปหาโมม่อนเพื่อจับมือตามมารยาท แต่เมื่อยื่นไปหาเอแคร์ เธอกลับนั่งนิ่ง...ไม่ยอมจับมือกับลูซี่

 

“ฉันชื่อนัสสึ ดราก้อนเสลย์เยอร์นัตสึยินดีที่ได้รู้จักนะเอแคร์”

 

“ฉันแฮปปี้...ปลาหน่อยมั้ย?”

 

เอแคร์มองทั้ง 3 คนที่แนะนำตัวด้วยสายตาเรียบเฉยก่อนที่จะกวาดตามองรอบๆกิลด์เพื่อหาคนที่ทำให้เธอต้องมายังที่แห่งนี้ แต่เมื่อไม่เห็นคนๆนั้นเธอจึงลุกขึ้นหยิบกระเป๋าของตนเองขึ้นมาสะพาย “ขอบใจนะที่ช่วย...โมม่อน ไปกันเถอะ”

 

ขณะเดียวกันชาร์ลก็นั่งจ้องมองเอแคร์มาพักใหญ่ๆด้วยสีหน้าท่าทางน่ากลัวก็สะดุ้ง เธอเห็นภาพนิมิตล่วงหน้าถึงสัตว์ประหลาด ซากปรักหักพัง ลูกแก้วบางอย่าง คนตรงหน้าที่กำลังร้องไห้ไปเต้นรำไป...ยิ่งกว่านั้นคือภาพคนในชุดคลุมสีดำสนิทดูอันตราย 2 คนที่เข้าทำร้ายอีกฝ่าย “เดี๋ยวก่อน! ป่าที่เธอกำลังจะไปน่ะมันอันตรายนะ เหมือนกับจะมีเรื่องน่าเศร้าเกิดขึ้น”

 

“ป่าเหรอ? อ้ะ” เอแคร์หันไปมองชาร์ลที่รั้งเธอไว้แต่ฉับพลันเธอก็รู้สึกถึงภาพความทรงจำบางอย่างที่พุ่งผ่านประสาทรับรู้ของเธอ “จริงสิ ส่วนลึกของป่าบราวดารี่ (ไม่รู้ว่าเขียนถูกมั้ย เพราะฟังจากวีดีโอ)...ที่นั่น...ไปกันเถอะโมม่อน” แต่ระหว่างที่กำลังจะเดินออกไป

 

“จะไปทำอะไรที่ป่าที่มีสัตว์ประหลาดเยอะๆนั่นงั้นเหรอ” แฮปปี้ถามรั้ง

 

“ไม่รู้เหมือนกัน...แต่ยังไงก็ต้องไปให้ได้” เอแคร์พูดออกมาอย่างไม่เต็มเสียงเท่าไหร่นัก เวลาพูดถึงป่านี่ไม่รู้ทำไมใจเธอต้องสั่นสะท้านแบบนี้ ความรู้สึกลึกๆร่ำร้องราวกับบอกว่าอย่าไปที่นั่น ลูซี่ที่เห็นท่าทีแบบนั้นจึงตัดสินใจพูดออกมา

 

“งั้นให้ฉันไปด้วยสิ” ลูซี่โผล่งขึ้นมาแต่ยังไม่ทันที่เอแคร์จะปฏิเสธคนอื่นๆก็ตามมาสมทบเรื่อยๆจนสุดท้ายโมม่อนต้องเอ่ยปากขอร้อง สุดท้ายทีมนัตสึก็ได้ติตตามคุ้มครองเอแคร์ไปจนถึงป่าบราวดารี่

 

ระหว่างที่กำลังเดินทางบนรถไฟ ไม่รู้ทำไมลูซี่จึงอยากชวนเอแคร์คุยเพื่อที่จะได้สนิทๆกันเอาไว้จึงเอ่ยปากถามออกไป

 

“นี่ เอแคร์เป็นคนที่ไหนเหรอ?” เอแคร์เงียบไปพักใหญ่ๆก่อนที่จะตอบออกมาโดยไม่หันไปมอง

 

“จำไม่ได้หรอก...ท่าทางความทรงจำจะหายไปส่วนหนึ่ง” สิ้นคำตอบของเอแคร์ลูซี่ก็ทำท่าจะถามต่อเธอจึงรีบดักไว้ “แต่ก็มีส่วนที่จำได้นะ เช่นไม่ชอบพวกจอมเวทย์ยิ่งพวกสอดรู้สอดเห็นยิ่งแล้วใหญ่”

 

ลูซี่รู้สึกเหมือนตนเองโดนว่าอ้อมๆเธอจึงมุ่ยหน้าหันไปทางอื่นขณะที่โมม่อนพยายามพูดให้เอแคร์ขอโทษลูซี่ที่พูดไม่เหมาะสม...แต่มันไม่ได้ผล เอแคร์ยังคงนั่งมองออกไปด้านนอกขบวนรถไฟอยู่เหมือนเดิมจนทุกๆอย่างรอบข้างเงียบสนิท ไม่มีใครคิดจะคุยกัน

 

“จะว่าไป...ที่แฟรี่เทลมีคนที่สวยๆที่ใส่ชุดสีฟ้าขาว ผมและตาสีดำอยู่บ้างมั้ย? คนที่มีตราสัญลักษณ์แฟรี่เทลที่หลังมือซ้าย” ไม่รู้ทำไมแต่เอแคร์เลือกที่จะถามคำถามนั้นออกไป เธอรู้สึกติดใจสงสัยบางอย่างกับคนๆนั้น แต่รู้สึกคำถามของเธอจะทำให้สมาชิกทีมนัตสึหยุดหายไปไปครู่หนึ่งด้วยความตกใจ เมื่อเห็นว่านานแล้วไม่ได้คำตอบเอแคร์จึงหันมามองพวกลูซี่ “ไม่มีงั้นเหรอ?”

 

“...มี” เกรย์พูดตอบเสียงแผ่วแล้วหลุบตาลง

 

“เธอเจอซุยเซ็นงั้นเหรอ?!” นัตสึที่รู้สึกเหมือนว่าจะลืมอาการเมายานพาหนะของตนเองเงยหน้าขึ้นมาถาม แต่วินาทีต่อมาก็เอามือปิดปากก้มหน้าลงทันที และเอลซ่าเป็นคนสานต่อคำพูดของอีกฝ่ายเมื่อเห็นเอแคร์พยักหน้าตอบ

 

“ที่ไหน? แล้วเมื่อไหร่?” เอลซ่าลุกขึ้นยืนถามทันที

 

“ฉัน...ไม่แน่ใจ” เอแคร์ผงะ เธอมั่นใจว่าเคยเจออีกฝ่ายเพียงแต่...ไม่มั่นใจเรื่องเวลา ความทรงจำเธอมักจะสับสนแบบนี้เป็นประจำ “อาจจะเมื่อไม่กี่เดือนก่อน...หรือเมื่อหลายปีก่อน...ฉันก็ไม่แน่ใจ”

 

คำตอบของเอแคร์ทำให้บรรยากาศของทีมนัตสึเปลี่ยนไปเป็นอึมครึมทันที เอลซ่านั่งลงเหมือนเดิมกอดอก พยายามข่มอารมณ์ของตนเองเอาไว้ พวกเธอยังจำวันแรกที่กลับมาได้ดี วันแรกที่กลับมาที่แฟรี่เทล

 

ตอนที่อยู่บนเกาะเทนโรวได้ยินมาว่าซุยเซ็นถูกซัดกระเด็นออกไปไม่เหมือนพวกเธอก็ค่อยโล่งใจหน่อย แต่เมื่อกลับมาสักพักยังไม่เห็นเพื่อนร่วมทีมคนสำคัญก็เค้นคอถามมาคาโอจนได้คำตอบว่าเธอหายตัวไป...หลังจากไปทำภารกิจกับบลูเพกาซัส ไม่รู้ว่าเป็นหรือตายไปแล้ว ตามหายังไงก็หาไม่เจอ

 

ตอนนั้นพวกเธอตกใจ...หนักสุดก็คงจะเป็นลัคซัสที่เผลอปล่อยสายฟ้าออกมาทำลายโต๊ะที่นั่งอยู่ กับนัตสึและลูซี่ที่นั่งซึมกันไปหลายวัน

 

.

.

.

 

ภายในบาร์แห่งหนึ่ง

 

“มาทำอะไรที่นี่น่ะ?” เซเรฟที่ระหว่างกำลังเดินเที่ยวเมืองกับซุยเซ็นอยู่ก็โดนสาวเจ้าลากมายังบาร์แห่งหนึ่ง แต่เมื่อถามก็โดนเจ้าหล่อนทำสัญญาณให้เงียบลง ตอนนี้สภาพพวกเขาทั้งคู่อยู่ในชุดผ้าคลุมสีดำเพื่อปกปิดหน้าตาและกำลังนั่งจิบเหล้าทำท่าแอบฟังอยู่

 

“400 ล้านเลยเหรอเนี่ย?” ชายร่างยักษ์พูดออกมาพร้อมๆกับกระดกแก้วเหล้าในมือ

 

“แปลว่า...แค่ไปจับยัยหนูที่มีหินอีกก้อนหนึ่งมาสินะ” ซุยเซ็นหรี่ตาลงเงียบหูฟังสิ่งที่ทั้ง 3 คนคุยกัน ตอนแรกเธอแค่จับสัมผัสว่า 3 คนนั้นมีกลิ่นไอแปลกๆก็เลยตามมา แต่คิดไม่ถึงว่าจะทำให้เธอรู้เบาะแสที่เดินทางตามหามานานแสนนานนัตั้งแต่เริ่มออกเดินทางไปกับเซเรฟ (ประมาณ 4 ปีได้) “งานขี้หมูแบบนี้ได้ตั้ง 400 ล้านจีเวล”

 

“อยากจะหัวเราะให้ฟันหักเลย”

 

“หินวิหคเพลิงน่ะ” ซุยเซ็นบีบแก้วแรงขึ้นเมื่อได้ยิน...เท่านี้ก็ยืนยันได้แล้วว่าสิ่งที่คนพวกนี้คุยกันคือสิ่งที่เธอตามหามานาน

 

“หินวิหคเพลิง” เซเรฟทวนคำๆนั้นเสียงแผ่วแล้วหันไปมองซุยเซ็นที่นั่งแกว่งแก้วในมือเล่นอยู่ด้วยแววตาที่มีคำถามเต็มไปหมด ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่อยู่ด้วยกัน (ตามจีบ) ทำให้เซเรฟรู้เรื่องของหญิงสาวมากขึ้น รวมถึงความลับของเธอที่เขาเริ่มรู้สึกตะหงิดๆใจมานานแล้ว “ตามหาสิ่งนี้เองงั้นเหรอ? ที่ผ่านมา?”

 

กริ้ง ปึก...

 

“ใช่...” ซุยเซ็นรอจนพวกมัน 3 คนรวมถึงกาซิลออกไปจนหมดวางแก้วลงแล้วตอบคำถามของเซเรฟ มือหนึ่งก็แอบเนียนร่ายเวทย์กันคนดักฟังไว้อย่างแนบเนียน “ฉันหามันมานานแล้วตั้งแต่จำเรื่องทั้งหมดได้...”

 

“มันอันตราย?”

 

“พอๆกับปิศาจในหนังสือที่นายสร้างขึ้นมานั่นแหละ...เผลอๆ อันตรายกว่าด้วยซ้ำ” ร่างบางพูดออกมาพร้อมๆกับหยิบเงินออกมานับดูเพื่อจ่ายค่าเหล้า ปากก็ยังคงพูดต่อไป “ฉันต้องชิงมันมาก่อนที่หิน 2 ก้อนจะรวมเป็น 1”

 

“พอมีอะไรให้ฉันช่วยได้บ้างมั้ย?” เซเรฟถามเรียกอาการเลิกคิ้วสูงจากซุยเซ็นได้เป็นอย่างดี ก่อนที่เธอจะยิ้มออกมาน้อยๆ

 

“ถ้างั้นก็ฝากให้ช่วยหาให้หน่อยว่า 3 คนนั้นทำงานให้ใคร” เธอพูดออกมาแต่ต้องชะงักเมื่อเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่าย เขาขยับเข้ามากระซิบข้างหูของหญิงสาว

 

“เรื่องง่ายๆแค่นี้...ถ้าฉันทำสำเร็จอย่าลืมรางวัลล่ะ”

 

บรึ้ม!!

 

ใครก็ได้! เอาเซเรฟ ดรากูนีล เด็กใสซื่อ(?) ที่มีท่าทีเหมือนลูกหมาคนเดิมกลับมาทีเถ๊อะ! คนแก่จะหัวใจวายตายแล้ว!!

 


 

[13/04/2562]


 

สุขสันต์วันปีใหม่ไทยคร่าาาา (ที่จริงอยากเขียนเป็นตอนพิเศษแต่ดูจากตอนนี้แล้วน่าจะยาว เอาเป็นเรื่องหลักเลยแล้วกัน *ตอนพิเศษที่ไรท์ว่าไม่ใช่เรื่องของเอแคร์ในภาคมูฟวี่นะ*)


 

ปัจจุบัน...ขอหายหัวสักพักไปแต่งฟิครีบอร์นเรื่องขอโอกาสให้ฉันได้รักคุณได้มั้ย? ก่อนน้ะ! หุๆ -.- (อิไรท์มันสมัครไอดีใหม่เพื่อลงเรื่องนี้โดยเฉพาะ)
 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 64 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

544 ความคิดเห็น

  1. #495 KuThanarak2003 (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 22:32

    ขอบคุณครับ สู้ต่อไปครับ
    #495
    0
  2. #494 จันทิรารัตน์ (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 07:49

    ซันซัส?หรือลัคซัสคะ

    รออ่านต่อน้าาาา
    #494
    2
    • #494-1 Futari Mayu / Futawarashi Takuto(จากตอนที่ 74)
      14 เมษายน 2562 / 11:36

      ม่ายยยย ขออภัยอย่าสูงไรท์จะรีบแก้ค่ะ (ช่วงนี้แต่รีบอร์นเยอะไป)
      #494-1
    • #494-2 luknarj(จากตอนที่ 74)
      16 เมษายน 2562 / 11:03
      เรื่องรีบอร์นมาจากใหน-.-
      #494-2
  3. #493 คนที่เงียบๆ (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 00:54

    ยัยซุยเซ็นคนอื่นเขาซึมเรื่องเธอกัน ยังมีหน้ามารอให้เด็ก(?)จีบ *หมั่นไส้*


    ปล. พบคำผิด 1 ea ! เซเรฟมันเป็นเด็ก[ไสยซื่อ] ต่างหากล่ะ!

    #493
    1
    • #493-1 Futari Mayu / Futawarashi Takuto(จากตอนที่ 74)
      14 เมษายน 2562 / 01:07

      หุๆ กดไลค์ความเห็นนี้รัวๆ จริงค่ะต้อง ไสย สินะ

      555 #ผิด
      ปล.นางเอกเราใจแตกหนีตามผู้ไปแล้วคร่าาาาา *โดนเจ๊ซุยโบก*
      #493-1