Fic Fairy tail Sleep on it [Zeref x OC]

ตอนที่ 69 : ::โชคชะตาบทที่ 58 :: ช่วงเวลาแห่งการล่มสลาย (ภาคฟินิเชี่ยน)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 406
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    15 มี.ค. 62

::โชคชะตาบทที่ 58 :: ช่วงเวลาแห่งการล่มสลาย (ภาคฟินิเชี่ยน)

 


**NOTE!: ตั้งแต่ภาคนี้ไปอาจจะไม่ความกาวแล้วนะคะ**


ภายในทางเดินปราสาทยามค่ำคืน ระหว่างที่เซฟิเรียกำลังเดินกลับห้องของตนเองเพื่อพักผ่อนเตรียมตัวสำหรับพิธีเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์ครบ 1,000 ปี สายตาเธอเหลือบไปเห็นประตูห้องค้นคว้าของริกกะที่เปิดแง้มๆไว้พอให้แสงสว่างภายในเล็ดรอดออกมา ป่านนี้แล้วทำไมริกกะยังไม่นอนนะ?

 

เมื่อคิดได้ดังนั้นเซฟิเรียจึงค่อยๆย่างเท้าเดินไปแอบมองภายในห้องนั้นด้วยความระมัดระวัง เธอเห็นบุตรบุญธรรมของตนเองที่กำลังนั่งจมกองหนังสือมากมายก็อดที่จะยิ้มอย่างเป็นห่วงไม่ได้ นิสัยส่วนนี้ได้ใครมานะ...สงสัยต้องรีบไปบอกให้เข้านอนแล้ว พรุ่งนี้มีงานสำคัญแล้วแท้ๆ ไม่ไหวเลยเด็กคนนี้

 

เมื่อคิดได้แบบนั้นหญิงสาวเลยตั้งใจที่จะเปิดประตูเข้าไป แต่ร่างกายของเธอต้องหยุดชะงักเมื่อรับรู้ว่าภายในห้องนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ริกกะเพียงคนเดียว

 

“ไปถึงไหนแล้ว?” ชาล็อต...ผู้หญิงที่เป็นเพื่อนของริกกะเดินออกมาจากมุมมืดของห้อง

 

“เสร็จแล้วล่ะ...พรุ่งนี้คงเริ่มแผนการทั้งหมดได้” ริกกะตอบเสียงเรียบเย็นทำให้เซฟิเรียหายใจกระตุกไปเล็กน้อย ตั้งแต่งานเทศกาลเมื่อ 5 ปีก่อนเซฟิเรียสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายเปลี่ยนไป แต่ก็ไม่นึกว่าจะเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้

 

“พรุ่งนี้เหรอ...หึ เป็นวันที่ดีเลยไม่ใช่หรือยังไง” ชาล็อตนึกถึงวันพรุ่งนี้ที่จะมีเทศกาลใหญ่อีกรอบหนึ่งก็อดที่จะดีใจไม่ได้ “ที่จะทำให้เจ้าพวกวิหคเพลิงน่ารังเกียจนั่น...รับรู้ถึงพลังของมนุษย์ตัวเล็กๆอย่างพวกเรา”

 

!!

 

ราชินีแห่งวิหคเพลิงเบิกตากว้างถอยหลังร่นออกมาจากหน้าห้องของบุตรบุญธรรม ริกกะจะทรยศเธอ...คิดแบบนั้นสมองของเธอก็มีคำพูดมากมายของโฟราเชี่ยนและเหล่าแม่ทัพคนอื่นๆที่ดังก้องในหัวเธอ

 

พวกมนุษย์ปลิ้นปล้อนและตลบตะแลงเก่ง...พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่เชื่อใจไม่ได้!

ท่านปกป้องไปมันก็ไม่มีความหมายไม่ต่างอะไรกับเลี้ยงงูเห่าไว้ใกล้ตัวหรอก

หากวันหนึ่งพวกมันคิดจะกบฏ

สมมติว่าวันหนึ่งพวกมนุษย์กบฏต่อท่านขึ้นมาท่านจะทำยังไง

เมื่อถึงวันนั้นข้าจะฆ่าทิ้งซะ

.

.

.

 

เฮือก!

 

“ไม่!” เซฟิเรียเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงนอนของตนเองในสภาพที่เหงื่อโชก ก่อนที่เธอจะมองไปรอบๆตัวของตนเองพลางปาดเหงื่อตามใบหน้า “ฝันบ้าอะไรเนี่ย...” ก่อนที่จะเอามือกุมขมับตนเองพร้อมนวดเบาๆ

 

“ข้าคงเครียดมากเกินไป” รำพึงรำพันกับตนเองครู่หนึ่งหญิงสาวก็ลุกออกจากที่นอนเพื่อไปเตรียมตัวสำหรับพิธีศักดิ์สิทธิ์ในวันนี้ นับตั้งแต่จบงานเทศกาลที่โฟราเชี่ยนเป็นผู้จัดขึ้นทั้งเธอและริกกะก็ไม่ค่อยได้คุยกัน และอาจจะเป็นเพราะความเครียดจากงานต่างๆทำให้เธอฝันร้ายแบบนั้น

 

มันก็แค่ฝันร้ายปกติ...ใช่ เพราะภายในงานวันนี้ริกกะยังยิ้มให้เธอพร้อมอวยพรตามปกตินี่นา...เซฟิเรียพยายามพูดปลอบใจตนเองทั้งวันกระทั่งพิธีลิมฉลองในวันนี้ก็สิ้นสุดลงไป

 

ณ สวนหลังพระราชวัง

 

“พี่ครับ...” ริยะที่สังเกตเห็นความเครียดบนใบหน้าพี่สาวตลอดวันเดินมาหาอีกฝ่าย “วันนี้ทั้งวัน...สีหน้าพี่ไม่ค่อยดีเลย มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”

 

“เฮ้อ...พี่แค่เครียดเกินไปน่ะ” เซฟิเรียหันมาหาริยะก่อนที่จะยกมือขึ้นเพื่อสร้างเก้าอี้จากต้นหญ้าภายในสวน พลางผายมือเชิญให้อีกฝ่ายนั่งลง ซึ่งริยะเองก็นั่งลงไปกับเก้าอี้นั่น “แล้วหน่วยไนท์วูฟของน้องเป็นยังไงบ้าง”

 

“อือ...ถือว่าดีมากเลยครับ ถ้าไม่นับเรื่องที่ฟูหมินกับยูกัดกันเรื่องก้าวเท้าออกจากห้องจนพังปราสาทไปครึ่งหลังล่ะนะครับ” ชายหนุ่มพูดตอบออกมาด้วยน้ำเสียงที่มีความสุข แต่ประโยคหลังแอบเบาเสียงลงเล็กน้อย เมื่อได้ยินแบบนั้นเซฟิเรียก็หัวเราะคิกคัก

 

“งั้นก็ดีแล้วสินะที่พี่ไม่ให้โครอฟไปอยู่ด้วย...” เซฟิเรียแกล้งแซว

 

“ครับ” ริยะตอบรับก่อนที่บริเวณนั้นจะเงียบลง ทั้ง 2 คนซึมซับอากาศในยามค่ำคืนที่พระราชวังแห่งนี้ และเป็นฝ่ายริยะที่เริ่มพูดถึงเรื่องเก่าๆ “ผ่านมาตั้ง 1,000 ปีแล้วเหรอเนี่ย ตั้งแต่ตอนนั้น...”

 

“นานแล้วจริงๆนะ” เซฟิเรียพูดออกมาเสียงแผ่ว ตั้งแต่ที่เธอลุกขึ้นสู้ก่อกบฏพร้อมๆกับเหล่าแม่ทัพในตอนนี้มันก็ผ่านมานานมากแล้วจริงๆ... “ริยะ...พี่มีเรื่องที่จะบอกน้องไว้ก่อน”

 

“อะไรครับ” ริยะหันมามองพี่ตนเองที่จู่ๆก็เอื้อมมือมากุมมือของเขาแน่น

 

“พี่ว่ามันถึงเวลาแล้วล่ะที่จะเปลี่ยนสมัย” เซฟิเรียพูดออกมาทำให้ฝ่ายน้องชายหยุดหายใจไปครู่หนึ่ง เขารู้ดีว่าที่พี่สาวเขาพูดถึงนั้นมันคือเรื่องอะไร เปลี่ยนสมัยเท่ากับเปลี่ยนการปกครองจากราชาหรือราชินีองค์ก่อนสู่องค์ใหม่ “พี่คิดมาตั้งนานแล้ว ว่ามันถึงเวลาแล้วที่พี่จะเข้าพิธีสู่นิรันดรและก็ว่าจะพูดเรื่องนี้กับพวกโครอฟในอีกไม่เกิน 50 ปีนี้”

 

ระยะเวลา 50 ปีนั้นไม่ได้นานเกินไปสำหรับเหล่าวิหคเพลิงเช่นพวกเขา 50 ปีมันเป็นเพียงแค่พริบตาเดียวเท่านั้น เมื่อคิดแบบนั้นริยะก็ไม่สามารถห้ามน้ำตาของตนเองได้ ชายหนุ่มค่อยๆยกมือขึ้นปาดน้ำตาของตนเองออกแล้วพยักหน้ายอมรับในสิ่งที่พี่สาวตัดสินใจไปแล้ว

 

“ครับ...ในเมื่อพี่ตัดสินใจแล้วผมก็ไม่---” ริยะเม้มปากพูดออกมาแต่ยังไม่ทันที่จะพูดจบประโยคดีเสียงกรีดร้องมากมายก็ดังขึ้นทำให้ทั้งริยะและเซฟิเรียมองหน้ากันทันทีพลันทั้ง 2 คนจะรีบไปดูว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น

 

พลั่ก!

 

“ยู!!” ร่างของแม่ทัพหนุ่มถูกผู้คนกลุ่มหนึ่งโยนมาในสภาพที่แม้จะไร้บาดแผล แต่ร่างกายของอีกฝ่ายค่อยๆสลายหายไปทีละนิด ริยะที่เห็นว่าคนที่เป็นทั้งองครักษ์ อาจารย์ และเพื่อนของเขาเป็นแบบนั้นก็หมายจะวิ่งไปช่วย แต่ทันทีที่แตะร่างของอีกฝ่ายนั้น...

 

เพล้ง!

 

ร่างของแม่ทัพหนุ่มก็แตกสลายไปทันที ริยะจ้องมองคนในชุดคลุมตรงหน้าอย่างเคียดแค้นไม่ต่างอะไรกับเซฟิเรีย เธอเรียกดาบประจำตัวเองออกมาหมายจะสังหารคนทรยศตรงหน้า

 

เคร้ง!

 

! เจ้า...ทำไมกัน! ทั้งๆที่ข้า...ทั้งๆที่ข้าเชื่อใจเจ้าแท้ๆ!” ทันทีที่ดาบกระทบกันกับคทาของอีกฝ่ายผ้าที่คลุมปกปิดใบหน้าของเหล่ากบฏทั้งหลายก็ถูกปลดออก และนั่นทำให้ริยะยิ่งเคียดแค้น

 

“เชื่อใจ...หึๆ...ท่านใช้แค่เป็นแค่เครื่องมือแท้ๆ!” ริกกะตวาดเสียงใส่อีกฝ่ายดวงตาสีน้ำตาลเข้มของอีกฝ่ายเปลี่ยนไปจนราวกับว่าเป็นคนละคนกับริกกะเมื่อก่อนหน้านี้ เธอแสยะยิ้มใส่ราชินีเซฟิเรียผู้แสนสูงศักดิ์เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องของเหล่าวิหคเพลิงทั้งหลาย “เพราะไหมล่ะราชินีเอ๋ย...เสียงสาปแช่งของพวกมันเพราะไหมล่ะ”

 

“เจ้า!” เซฟิเรียโกรธจัด ฝันเมื่อคืนเธอไม่ใช่แค่ความฝันแต่เป็นนิมิตบอกเหตุ...ถ้าเธอเชื่อมั่นมันแล้วล่ะก็บางทีเรื่องพวกนี้ก็ไม่เกิดขึ้น

 

“แล้วก็พวกแม่ทัพของท่านก็แสนจะจงรักภักดี...กว่าจะรู้ตัว ป่านนี้คงไปรอท่านที่โลกหน้าแล้วกระมัง” ริกกะยังคงพูดต่อไปขณะที่มือที่กำดาบของเซฟิเรียเริ่มสั่น เสียงกรีดร้องโหยหวนสาปแช่งพวกมนุษย์ของประชาชนดังลอดเข้าหูของเธอ รวมทั้งเสียงลมหายใจที่รวยรินของแม่ทัพคนอื่นๆเสียงมากมายที่เกิดเพราะเธอนำมนุษย์เหล่านี้มาที่อาณาจักร “รู้สึกผิดใช่มั้ย...หากท่านรู้สึกผิดมากนักก็ตายไปพร้อมๆกับพวกมันเสียสิ...”

 

ริยะที่ทนไม่ไหวกับพวกมนุษย์ตรงหน้ากรีดร้องลั่นด้วยเสียงของวิหคเพลิงก่อนที่จะกลับสู่ร่างที่แท้จริง เปลวเพลิงสีแดงค่อยๆแผดเผาบริเวณรอบๆทันที หมายจะเผาพวกมันให้เป็นจุลไป

 

กรีสสสส!!

 

“ไปหยุดมัน” ชาล็อตหันไปสั่งลูกน้องข้างหลัง และเมื่อคนที่ถูกสั่งร่ายเวทย์เพียงบทเดียวโซ่สีทองมากมายก็พุ่งเข้าไปรัดรอบตัวของวิหคเพลิงหนุ่ม ริยะกรีดร้องอย่างเจ็บปวดก่อนที่จะค่อยๆร่วงลงมาสู่พื้นดินข้างล่าง เซฟิเรียรู้สึกตัวรีบสะบัดดาบทิ้งแล้ววิ่งมาหาอีกฝ่ายที่ดิ้นอย่างทรมาณอยู่

 

“อดทนนะ..พี่จะช่วยเดี๋ยวนี้” เซฟิเรียพูดปลอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นไหวก่อนที่จะไล่สายตาสำรวจโซ่ที่รัดน้องชายเธอ ยิ่งอีกฝ่ายดิ้นโซ่นี่ก็จะรัดขึ้นเรื่อยๆและพยายามดึงจิตวิญญาณเหล่าวิหคเพลิงทั้งหลายสู่ห้วงแห่งความตาย เซฟิเรียพยายามที่จะทำลายโซ่พวกนั้น แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่โซ่นั่นก็ไม่ขาดซะครั้ง

 

“โซ่นั่นไม่ว่าท่านจะทำยังไงมันก็ไม่ขาดหรอก...เพราะว่ามันเป็นโซ่แห่งเจตนารมณ์ของคนที่ร่ายเวทย์ที่จะลากพวกวิหคเพลิงน่ารังเกียจเฉกเช่นพวกท่านสู่ความตายไปพร้อมกัน!

 

แก!! ไอ้พวกมนุษย์เนรคุณ!” ริยะตวาดด่าอีกฝ่ายอย่างเคียดแค้นพร้อมๆกับสร้างลูกไฟพุ่งไปหาริกกะ แต่เพราะบาดแผลทำให้ลูกไฟนั่นเฉี่ยวหน้าอีกฝ่ายไปแค่นั้น “อั่ก!

 

“บอกทางแก้ข้ามาริกกะ” เซฟิเรียหันไปหาอีกฝ่ายซึ่งชาล็อตแสยะยิ้ม

 

“อย่าฝันซะให้ยากเลยราชินีเอ๋ย...เดี๋ยวท่านก็ได้ตามน้องชายที่น่ารักของท่านไปแล้ว” ชาล็อตพูดออกมาก่อนที่จะหันหลังไปสั่งลูกน้องอีกคนให้ร่ายเวทย์ใส่เซฟิเรีย แต่ผู้เป็นน้องพยายามใช้กำลังเฮือกสุดท้ายให้ไฟของตนเองโหมกระหน่ำสวนนี้ไว้กั้นตัวพี่สาวเขากับพวกกบฏเหล่านั้น

 

“แค่ก! หนีไปครับ...” ริยะพยายามดันพี่สาวเขาหนีไปแต่เซฟิเรียส่ายหน้าทั้งน้ำตา ริยะที่เริ่มเห็นว่าไฟของตนเองคงกันพวกมันได้ไม่นานนักตัดสินใจทำบางอย่าง เขาใช้เวทย์ที่เหลืออยู่ตอนนี้ผลักร่างพี่สาวขึ้นไปบนฟ้าพร้อมๆกับผิวปากให้เอลรี่บินมารับเธอหนีไป “ฝากพี่ผมด้วยนะเอลรี่...”

 

เอลรี่ในร่างมังกรที่หลบซ่อนตัวอยู่ในความมืดหลับตาลงน้อมรับคำสั่งสุดท้ายของริยะทั้งน้ำตา เธอรับร่างท่านราชินีบินหนีออกไปแม้จะถูกพวกมนุษย์ด้านล่างไล่ยิงเวทย์ใส่จนตนเองบาดเจ็บสาหัสก็ตามที

 

“ปล่อยข้านะเอลรี่! ปล่อยนะ! ข้าจะไปช่วยน้องข้า ข้าจะสังหารพวกมัน!!” เซฟิเรียกรีดร้องพร้อมๆกับดิ้นเพื่อที่จะให้เอลรี่ปล่อยเธอไป แต่ไม่ว่าจะทำยังไงเอลรี่ก็ไม่ปล่อยเธอเสียทีไม่ว่าจะโดนไฟเธอคลอกแค่ไหนก็ตาม

 

“เอาดาบมา” ด้านล่างริกกะเอ่ยสั่งลูกน้องให้หยิบดาบที่พื้นของเซฟิเรียขึ้นมาให้เธอเพื่อสังหารวิหคเพลิงตรงหน้า

 

กริ้ง...

 

“ผมขอสาปแช่ง...พวกแกจะต้องไม่ตายดี!!” ริยะพูดออกมาด้วยความเคียดแค้นก่อนที่จะถูกริกกะตวัดดาบในมือตัดหัวของเขาจะขาดกระเด็น พลันร่างกายของอีกฝ่ายก็แตกละเอียดกลายเป็นสะเก็ดไฟไป

 

“มะ...ไม่!!!!!!!!

 

ภาพนั้นฉายสะท้อนในดวงตาของเซฟิเรีย ภาพของน้องชายที่ถูกสังหารด้วยดาบของเธอ ภาพอาณาจักรที่ล่มสลายเพราะเธอ ภาพประชาชนที่ถูกฆ่าเพราะเธอ...ทุกๆอย่างพังทลายลงเพราะเธอ ยิ่งมองภาพตรงหน้ามันก็เหมือนกับโดนสลักภาพพวกนั้นไว้บนความทรงจำของเธอ น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลออกมาตามเส้นทางพร้อมๆกับเสียงกรีดร้องที่ราวกับใจของเธอได้สลายไปแล้ว

 

.

.

.

 

ในวันนั้นราชอาณาจักรฟินิเชี่ยนล่มสลาย ประชาชนในอาณาจักรฟินิเชี่ยนถูกสังหารหมู่โดยเหล่ามนุษย์ และมนุษย์ที่เหลืออยู่ได้ขึ้นครองอาณาจักรต่อ ประกาศก้องให้ทั้งโลกสะเทือนถึงอำนาจของพวกมัน ริกกะได้ถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นราชินีและได้รับขนานนามว่า “ราชินีผู้กล้า” และตามไล่ล่าวิหคเพลิงตนอื่นๆจนสิ้นเผ่าพันธุ์

 

บาทหลวงสูงสุดโครอฟรอดมาจากเวทย์สังหารวิหคเพลิงที่ริกกะเป็นคนคิดค้นขึ้นจากเสี้ยวหนึ่งของบทเวทย์สู่นิรันดรแต่ก็บาดเจ็บทางจิตวิญญาณสาหัส เขาได้หลบหนีออกจากอาณาจักรพร้อมๆกับภรรยาชาวมนุษย์และลูกชายของเขาไปอาศัยอยู่ในป่าลึก

 

 

.

.

.

 

หลังจากที่เอลรี่พาเซฟิเรียที่เหมือนจะไร้วิญญาณไปแล้วมาจนถึงที่ปลอดภัยเธอก็ค่อยๆลงสู่พื้นดิน ทันทีที่ร่างของเอลรี่ลงสู่พื้นดินเธอก็หมดแรงล้มลงกับพื้นหายใจรวยริน เธอกำลังจะตายเพราะพิษบาดแผลที่ได้รับมา

 

“เอล...รี่” เซฟิเรียที่เหมือนคนไร้วิญญาณนั่งบนพื้นดินในป่าแห่งหนึ่งพักใหญ่ๆก่อนที่เธอจะหันไปมองเสียงหายใจรวยรินข้างๆ พลันเอ่ยปากเรียกฝ่าย เอลรี่ที่ได้ยินแบบนั้นทำได้เพียงมองตาอีกฝ่ายเท่านั้นมังกรสาวขยับหัวกระทุ้งร่างของเซฟิเรียราวกับปลอบใจ “ข้า...”

 

กรร

 

เอลรี่ไม่สามารถขยับปากพูดได้จึงส่งเสียงออกไปคล้ายกับบอกว่าไม่เป็นไรก่อนที่ลมหายใจรวยรินหยุดไปเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเอลรี่ได้สิ้นลมหายใจ ตามเหล่าแม่ทัพคนอื่นๆของอาณาจักรฟินิเชี่ยนไปเช่นกัน

 

“ข้าขอโทษที่ทำให้เรื่องทั้งหมดเป็นแบบนี้...” เซฟิเรียเอามือลูบใบหน้าปิดเปลือกตาที่เปิดค้างอย่างนั้นลง เซฟิเรียกอดร่างมังกรสาวเอาไว้พร้อมๆกับร้องไห้ออกมา เหล่าต้นไม้ใบหญ้าและสรรพสัตว์ในป่าต่างเข้ามาใกล้ๆราวกับปลอบประโลมราชินีวิหคเพลิงตรงหน้า

 

กระทั่งผ่านมาปีเซฟิเรียจึงขุดหลุมเพื่อฝังร่างของเอลรี่เอาไว้ หญิงสาวจ้องมองหลุมศพตรงหน้าที่ไม่ใช่เพียงเอลรี่แต่เป็นสัญลักษณ์ของหลุมศพเหล่าประชาชนในอาณาจักรฟินิเชี่ยนรวมถึงแม่ทัพทั้งหลายและน้องชายของเธอ

 

ชิ้ง...

 

เซฟิเรียวางมงกุฎที่คาดหน้าผากของตนเองวางบนหลุมนั้น พลางดึงปิ่นปักผมอันหนึ่งบนผมเธอออกมากรีดที่ข้อมือของตนเองจนเลือดสีแดงสดไหลรินลงสู่หลุมศพตรงหน้า ดวงตาสีฟ้าสวยเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง...ริมฝีปากของเธอค่อยๆเอื้อนเอ่ยคำพูดหนึ่งออกมา

 

“ข้า...เซเรน ฟีโอเนีย ดิ เรียรานี ขอสาบานแก่เหล่าวิหคเพลิงผู้ล่วงลับ...ข้าจะสังหารมนุษย์เหล่านั้นให้สิ้น! เอาเลือดของพวกมันมาล้างโทสะและชำระความแค้นของพี่น้องเรา!!!

 

[14/03/2562]

 

**ว่าด้วยเรื่องวิหคเพลิงในเรื่อง**

 

วิหคเพลิงในเรื่องนี้สามารถตายได้จากการอายุขัยหมดเพียงเท่านั้น (ยกเว้นระดับสูงสุดที่มีชีวิตเป็นอนันต์) แบ่งเป็น 3 ระดับเรียงจากระดับต่ำไปสูงคือ

1. ระดับธรรมดา (ประชาชนในอาณาจักรฟินิเชี่ยน)

2. ระดับปกครอง (เหล่าแม่ทัพและริยะ)

3. ระดับบลูฟินิกส์/ระดับมหาราชา-ราชินี (เซฟิเรีย)

 

ซึ่งในระดับธรรมดานั้นจะมีอายุขัย 500 ปี และระดับปกครองจะมีอายุขัย 3,000 ปี ส่วนระดับสูงสุดนั้นมีชีวิตเป็นอนันต์

 

ระดับสูงสุดจะสามารถตายได้เมื่อตนเองต้องการโดยต้องมีแม่ทัพเห็นด้วยกว่า 5 คนจึงจะเข้าพิธีสู่นิรันดรได้ ซึ่งเป็นพิธีที่จะสามารถพาวิหคเพลิงเข้าสู่นิทราอันเป็นนิรัน (ตาย) โดยเวทย์ที่ใช้ในพิธีคนที่จะได้รับรู้คือนักบวชสูงสุดที่ได้เข้าพิธีสาบานสัตย์ไว้แล้ว (โครอฟ)

 

**เวทย์ที่ใช้ในพิธีสู่นิรันดรนั้นแม้แต่ราชาหรือราชินีในแต่ละสมัยยังไม่เคยมีใครรู้ (แต่ว่าในหนังสือของบาทหลวงคนก่อนๆเคยบันทึกเพียงเสี้ยวหนึ่งของเวทย์นั้นไว้)**



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

544 ความคิดเห็น

  1. #475 ไนท์ เบล (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 14 มีนาคม 2562 / 20:09

    ไหงมันมาเเนวมาม่าได้ละT^T

    #475
    1
    • #475-1 Futari Mayu / Futawarashi Takuto(จากตอนที่ 69)
      15 มีนาคม 2562 / 01:01
      T0T มันเริ่มแล้วค่ะ
      ตามพล็อตตอนนี้มันเป็นช่วงดราม่าในภาคฟินิเชี่ยนแล้วจริงๆค่ะ
      (ความจริงภาคนี้พวกแม่ทัพรวมถึงริยะคุง...ฮือ...พวกน้องจบไม่สวยค่ะ T^T//รับไม่ได้หนักมาก)
      #475-1
  2. #474 คนที่เงียบๆ (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 14 มีนาคม 2562 / 19:41
    เอาความกาวเมื่อก่อน คืนมานะ!
    #474
    1
    • #474-1 Futari Mayu / Futawarashi Takuto(จากตอนที่ 69)
      15 มีนาคม 2562 / 00:59
      ขออภัยอย่างสูงค่ะ! บางทีความกาวของน้องอาจจะหายไปเลยก็ได้ //กราบ
      #474-1