Fic Fairy tail Sleep on it [Zeref x OC]

ตอนที่ 65 : ::โชคชะตาบทที่ 54 :: รีเดน อุลทราส (ภาคฟินิเชี่ยน)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 621
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 52 ครั้ง
    5 พ.ย. 61

::โชคชะตาบทที่ 54 :: รีเดน อุลทราส (ภาคฟินิเชี่ยน)

 

เวลาล่วงเลยมา 3 ปี

 

เขตเมืองของมนุษย์เริ่มเป็นที่ยอมรับของชาววิหคเพลิงและไม่มีปัญหาดั่งเช่นคราแรกที่เริ่มก่อตั้งประชาชนบางส่วนไม่ยอมรับก่อนที่จะยอมโอนอ่อนตามใจองค์ราชินี เพียงแต่ไม่เข้าไปยุ่งหรือคลุกคลีกับพวกมนุษย์เท่านั้นเอง ผู้คนจำนวนมากต่างย้ายเข้ามาที่เมืองมนุษย์ของอาณาจักรฟินิเชี่ยนและไม่เคยก่อความเดือดร้อนอะไรให้เลยเพราะต่างอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวของอำนาจต่างเผ่าพันธุ์

 

ขณะเดียวกันพวกเขาก็ได้รับรู้เรื่องของ “ริกกะ” เด็กหญิงชาวมนุษย์ที่ราชินีเซเรนเลี้ยงดูไว้เป็นบุตรบุญธรรม คนครึ่งหนึ่งเชื่อว่าเธอรักมนุษย์แต่อีกครึ่งหนึ่งไม่เชื่อว่าเธอรักมนุษย์และคิดว่าที่ราชินีคนนั้นทำแบบนี้เพียงเพราะนึกสนุกอยากเลี้ยงพวกเขาดั่งเช่นสัตว์ตัวหนึ่งเท่านั้น

 

สภาพบ้านเมืองของอาญาจักรฟินิเชี่ยนยังคงรุ่งเรืองดั่งเช่นที่มันเคยเป็นในครั้งอดีต อาณาจักรต่างๆที่จ้องจะบุกเมืองของเหล่าวิหคเพลิงต่างก็พ่ายแพ้ให้กับเหล่าแม่ทัพเอก บางครั้งก็มียกธงขาวยอมแพ้ตั้งแต่เห็นหน้าผู้นำทัพปกป้องอาณาจักรที่เป็นโครอฟหรือริยะก็มี

 

...และวันนี้ก็เช่นกัน...

 

“ท่านเซฟิเรีย...ทัพของเรากลับมาแล้วครับ” โครอฟรายงานแก่หญิงสาวที่กำลังนั่งอยู่หน้ากองเอกสารงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีของเมือง แต่ใจของเจ้าหล่อนไม่ได้อยู่ที่นี่หรอกนะ เอาแต่พะวงถึงทัพที่ออกไปป้องกันชายแดนมาหลายวันแล้ว

 

“งั้นหรือ?” เซเรนรีบวางปากกาขนนกของตนเองลงแล้วลุกพรวดเดินออกไปจากห้องทันที ทำเอาโครอฟที่เดินมารายงานข่าวยิ้มอ่อน เขายังจำได้ดี...เมื่อไม่กี่วันก่อนที่ริยะน้องชายสุดรักสุดหวงขององค์ราชินีอาสานำทัพไปปกป้องอาณาจักรแทนตัวเขาและแม่ทัพคนอื่นๆ

 

“ทรงเป็นกังวลมากไปแล้วพะย่ะค่ะ...อย่างองค์ชายริเบลซัสซะอย่าง...ฝั่งศัตรูมากกว่าที่ท่านควรกังวล”

 

โครอฟพูดติดตลกน้อยๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ริยะออกไปนำทัพปกป้องอาณาจักร แต่ถ้าให้พูดถึงครั้งแรกตัวเขาไม่รู้หรอว่าองค์ราชินีอาการเหม่อหนักกว่าหรือหรือเปล่า รู้แต่ว่าในตอนที่เขานำทัพกลับมาพร้อมๆกับองค์ชายริเบลซัสองค์ราชินีก็เสด็จออกมารับตั้งแต่ก่อนทัพถึงเมืองล่วงหน้า 3 ชั่วโมงและไม่ต้องพูดถึงเมื่อเห็นน้องชายในสายตา

 

คราวนั้นเซเรนจับตัวน้องชายของตนเองหมุน 360 องศาเพื่อเช็คบาดแผลเกือบ 10 รอบยังดีที่ไม่หนักขนาดที่จับตัวน้องชายพลิกขึ้นพลิกลงล่ะนะ ยิ่งกว่าที่ตรวจเช็คแผลของริยะจนคนโดนตรวจมึนหัวไปพักใหญ่ๆคือ...งานบ้านเมืองที่กองอยู่เต็มโต๊ะ...กับเอกสารนับสิบๆแผ่นที่ถูกเซ็นแบบไม่ดู...จนโครอฟต้องหัวปั่นในการแยกเอกสารเพื่อให้องค์ราชินีทำงานใหม่อีกครั้ง

 

ณ หน้าปราสาท

 

“ริยะ...น้องเป็นยังไงบ้าง?” เซเรนที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาถึงหน้าปราสาทก็บังเอิญเจอน้องชายของตนเองพอดี ทำให้เจ้าหล่อนรีบเอ่ยปากถามอาการคร่าวๆของอีกฝ่าย ขณะที่ดวงตาสีฟ้าสวยไล่สำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้าหลายสิบรอบ

 

“แหะๆ...ผมปลอดภัยดีครับ...” ริยะหัวเราะแห้งๆ ทุกครั้งที่เขาออกไปพี่สาวมักจะมีท่าทีแบบนี้ทุกครั้ง นี่ยังดีกว่าเมื่อก่อนนะ! ไม่งั้นไม่อยากจะคิดเลยว่าตัวเองจะมึนหัวไปอีกกี่วัน “พวกเผ่าที่มารุกรานตอนเห็นผมก็ยกธงขาวยอมแพ้ง่ายๆเลยล่ะครับ”

 

“งั้นก็ดีไป” เซเรนเป่าปากโล่งใจก่อนที่จะไม่ลืมสำรวจร่างกายน้องชายอีกครั้งเพื่อตรวจสอบครั้งสุดท้าย “เผ่ามังกรอีกแล้วสินะ...ฟีนอลหรือว่าอุลทราสล่ะ?”

 

“รู้สึกว่าจะเป็นฟีนอลครับ...ส่วนอุลทราสตั้งแต่เมื่อ 9 เดือนก่อนก็ไม่ค่อยจะกล้ายกทัพมาเลย” ริยะพูดออกมาถ้าสังเกตจากธงศึกนาจะเป็นสัญลักษณ์ของอาณาจักรฟีนอลที่กำลังเหิมเกริมบุกยึดเมืองต่างๆกระทั่งมาถึงอาณาจักรของพวกเขา “แล้ว...เรื่องงานที่พี่วิจัยล่ะครับ...ไอ้อะไรนะ...ไฟ?”

 

“หลอดไฟเวทย์น่ะ...” เซเรนพูดแก้

 

“อา...นั่นแหละครับไปถึงไหนแล้ว?” ริยะพยักหน้าน้อยๆก่อนที่จะถามถึงความก้าวหน้า ถึงอาณาจักรฟินิเชี่ยนจะรุ่งเรืองเพียงใดแต่ก็เป็นยุคโบราณอยู่วันยังค่ำ ไม่มีเทคโนโลยีเวทย์มนตร์แต่อย่างใด ประชาชนในเมืองต่างใช้เทียนในการเพิ่มแสงสว่างยามกลางคืนเพราะเพียงแสงจันทร์และแสงดาวไม่เพียงพอที่จะทำกิจกรรมตอนกลางคืนดังเช่นลาดตระเวนหรืออ่านหนังสือ (สำหรับพวกหนอนหนังสือไม่ยอมหลับยอมนอน)

 

“...” เซเรนที่นึกขึ้นได้ค่อยๆเหลือบตาไปทางอื่นๆ เธอเริ่มทำงานวิจัยครั้งนี้ตั้งแต่ที่ริยะออกไปรบแต่งานวิจัยไม่กระเตื้องขึ้นสักนิดเดียว...ซึ่งผู้เป็นน้องชายมองท่าทีนั้นออกมหรี่ตาลงจ้องพี่สาวอย่างคาดคั้นทำเอาเซเรนเหงื่อแตกพลั่กๆ

 

“ผมบอกแล้วไงว่าดูแลตัวเองได้น่ะ...” ริยะถอนหายใจแล้วพูดออกมา จำได้ว่าพูดประโยคนี้ไปมากกว่าพันครั้งแล้วแต่พี่สาวเขากลับไม่ยอมจำเสียที “พี่ได้ฟังสิ่งที่ผมบอกบ้างมั้ย?”

 

“ฟังสิ...แต่มันเป็นห่วง -3-” เซเรนทำปากยื่นพูดออกมาก่อนที่จะโดนน้องดีดกะโหลกไปหนึ่งที

 

“เลิกห่วงได้แล้วครับ! อีกอย่างครั้งนี้ก็มียูไปด้วยไม่เป็นอะไรแน่นอนอยู่แล้ว...และพี่ก็รีบกลับเข้าไปวิจัยต่อได้แล้วครับก่อนที่จะมีเรื่องไฟไหม้เมืองเกิดอีก” ริยะไล่พี่สาวที่ทำตัวเหมือนเด็กเอาแต่ใจกลับเข้าไปทำงานต่อ จะได้แก้ไขเรื่องที่ประชาชนชอบเผลอจุดเทียนทิ้งไว้ทำให้ไฟไหม้เป็นว่าเล่นทุกๆคืนน่ะนะ

 

ประเด็นคือถ้าพวกเขาไม่ใช่คนรับผิดชอบต้องวิ่งโล่ไปดับไฟจะไม่ว่าเลย

 

ถ้าจะถามว่าทำไมต้องให้พวกเขาไปดับไฟ...แน่นอนว่าประชาชนจะทำเองก็ได้ ถ้าไม่ติดที่ว่าจะมีประชาชนบางประเภทที่ลนจัดจนซัดไฟเผาบ้านตัวเองด้วยไฟจากขนไฟตนเองอ่ะนะ ล่าสุด...เมืองหายไปครึ่งแถบเพราะเหตุการณ์นั่นๆแหละและคนที่ลำบากดูแลก็คือ...พวกเขา! เหล่าแม่ทัพที่ควบตำแหน่งขุนนางและองครักษ์!

 

(*อาณาจักรฟินิเชี่ยนคนที่เป็นแม่ทัพคือคนที่ใหญ่ที่สุดรองจากราชินี...มีหน้าที่ครอบจักรวาลตั้งแต่ออกรบปกป้องบ้านเมืองยันจัดการปัญหาชีวิตของประชาชน แถมต้องดูแลราชินีจอมหนีเที่ยวอย่างเซเรนด้วย (อันหลังโดนกระซิบมาว่าแทบจะจับองค์ราชินีขังไว้เลยล่ะ 555+)*)

 

หลังจากที่เซเรนโดนน้องชายไล่กลับไปเธอก็เดินคอตกกลับเข้าไปเพื่อที่จะทำงานของตนเองต่อ...แต่สายตาเธอเหลือบไปเห็นริกกะที่ตอนนี้อยู่ในวัย 8 ขวบกำลังนั่งเล่นดอกไม้อยู่ในสวน “ริกกะ...ทำอะไรอยู่น่ะ?”

 

“เซเร---...ท่านเซฟิเรีย” เด็กหญิงมีท่าทีตกใจก่อนที่จะก้มมองสิ่งที่อยู่ในมือของเธอจะซ่อนก็ไม่ทันแล้ว “พะ...พอดีข้าอ่านมาจากหนังสือ...”

 

“มงกุฎดอกไม้งั้นเหรอ? สวยจังนะ” เซเรนหักทิศทางการเดินมายังสวนด้านหลังทันที หญิงสาวเดินลงไปนั่งข้างๆเด็กหญิงที่ตนรับเป็นลูกบุญธรรมเมื่อ 3 ปีก่อนที่ดูมีท่าทางเกรงใจเธอ ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะโฟราเซี่ยนที่มักจะทำตาขวางใส่ทุกรอบที่ริกกะเรียกเธอห้วนๆ

 

“ขะ...ข้าตั้งใจทำให้ท่าน” ริกกะพูดเสียงแผ่วๆราวกับไม่รู้ว่าสิ่งที่ต้องการพูดออกไปมันสมควรหรือเปล่า “...ข้า! ข้าแค่...ข้ารู้ว่ามันเทียบกับมงกุฎที่ท่านใส่ในงานพิธีสำคัญๆไม่ได้แต่!...แต่ถ้าท่านไม่รับ...”

 

“ขอบใจเจ้ามากนะ” เซเรนพูดออกมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง เธอรู้สึกดีใจที่ริกกะไม่ได้ห่างเหินเธอ ถึงแม้จะพยายามให้เด็กตรงหน้าเรียกตนเองว่าแม่หรือเซฟิเรียเฉยๆยังไม่ได้เลยก็ตามที หญิงสาวมองมงกุฎดอกไม้ในมือเล็กๆที่เสร็จเรียบร้อยแล้วก่อนที่เธอจะก้มหัวลง แต่ริกกะเหมือนจะไม่เข้าใจ “ในเมื่อเจ้าทำให้ข้า...ก็ต้องสวมมันให้ข้าด้วยสิ”

 

“...” ริกกะมองดวงตาสีฟ้าที่ช้อนตามองเธอด้วยใบหน้าแดงซ่านก่อนที่เธอจะยอมวางมงกุฎดอกไม้ของตนเองบนศีรษะของอีกฝ่าย

 

“แต่จะว่าไปเจ้าก็แปลกนะ...ข้าไม่เคยเห็นใครเอาดอกเยอบีร่า (ดอกเดซี่?) มาทำมงกุฎดอกไม้สักเท่าไหร่...ที่เคยเห็นก็มีเพียงดอกหญ้าต้นเล็กๆเท่านั้น” เซเรนกล่าวออกมาเธอแปลกใจที่อีกฝ่ายเลือกที่จะเอาสิ่งที่แปลกแยกจากบุคคลอื่นมาทำอะไรแบบนี้...

 

“ข้า...เอ่อ...ข้าพอจะรู้ความหมายมาจากหนังสือ...เลยคิดว่ามันเหมาะ...กับความรู้สึกของข้ากับท่าน” ริกกะพูดเสียงแผ่วๆแต่เซเรนได้ยิน เธอก็เอามือยกขึ้นลูบมุงกุฎเล่นๆ ก่อนที่เธอจะยิ่งแย้มยิ้มจนกว้างยิ่งกว่าเดิม

 

“...จะว่าไป...ริกกะเจ้าอ่านหนังสือออกรึ?” เซเรนนั้นไม่พูดแสดงความรู้สึกใดๆออกมา ก่อนที่จะแอบแปลกใจกับเด็กตรงหน้าที่สามารถอ่านหนังสือออกได้ ทั้งๆที่เธอไม่ได้สอน...จะมีบ้างที่เธอเข้าไปอ่านนิทานก่อนนอนให้ฟังบ่อยๆ

 

“ข้าจำที่ท่านเคยอ่านนิทานให้ฟังได้...เลยอ่านเองและก็พอจะรู้บางคำ” ริกกะตอบเสียงอ้อมแอ้ม และนั่นทำให้เซเรนมองออกว่าเด็กคนนี้มีพรสวรรค์บางอย่างที่เธอเองยังสัมผัสได้ เมื่อหญิงสาวเงียบไปพักใหญ่ๆริกกะจึงกลัวว่าจะถูกดุที่รื้อหนังสือนิทานออกมาอ่านเองเลยรู้สึกกลัว “ข้า...ข้าไม่ควรทำแบบนั้นสินะ”

 

“ริกกะ...” เด็กหญิงสะดุ้งเมื่อเสียงเซเรนเปลี่ยนไป มันเรียบนิ่งและจริงจังจนเธอไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไร “เจ้า...อยากเรียนหนังสือมั้ย?”

 

“ข้า...ข้าเรียนได้?” เธอถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูตื่นเต้น

 

“ใช่...ข้าจะสอนเจ้าเอง” เซเรนพูดออกมาทำให้ริกกะยิ้มกว้างอย่างดีใจ โดยที่ไม่รับรู้ถึงสายตาที่จ้องมาจากทางด้านหลัง ดวงตาสีทองสว่างวาบอย่างไม่พอใจ โฟราเซี่ยนส่งเสียงกระแอมไอขึ้นมาครังหนึ่งทำเอาเด็กหญิงตัวสั่น

 

อะแฮ่ม!

 

“มีอะไร?” เซเรนหันหลังไปมองอีกฝ่ายที่ตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อนที่ค้านหัวชนฝาเรื่องที่จะสร้างเมืองมนุษย์ก็แทบไม่เคยจะย่างกายผ่านหน้าเธอเลยแม้แต่น้อย ทำให้ไม่มีโอกาสได้ง้อเลยสักนิด แต่ครั้งนี้โฟราเซี่ยนกลับมายืนอยู่ด้านหลังเธอ มันแปลกไปจากทุกที

 

“มีสาสน์จากอุลทราส...ว่าราชาจะเดินทางมาเจรจาสงบศึกและเจรจาเรื่องเขตการค้าที่นี่วันนี้ตอนบ่ายๆ” โฟราเซี่ยนพูดออกมาเสียงเรียบเย็นยิ่งทำให้ริกกะแทบไม่กล้าขยับ แค่ได้ยินเสียงก็ทำเอาตัวสั่นไปแล้วถ้าสบตากันตรงๆเกิน 1 นาทีคงได้ขาดอากาศตายแน่ๆ (กลัวจัดเลยสินะ)

 

“...งั้นเหรอ? ขอบคุณที่มาบอกนะ” เซเรนทวนคำรายงานจากโฟราเซี่ยนเบาๆในใจก่อนที่จะเอ่ยขอบคุณอีกฝ่ายที่อุส่าเอาข่าวนี้มาบอกทั้งๆที่ปราสาทของโฟราเซี่ยนเองก็อยู่ตั้งไกลจากที่นี่มาก (เจ้าหล่อนเป็นคนปลีกวิเลกไม่สุงสิ่งกับใครเท่าไหร่นัก นานน้าน! ทีจะมาที่ปราสาทที) “จริงสิ...จะว่าไปเจ้า---”

 

“ข้ามาบอกแค่นี้...อีกอย่างท่านไม่ควรเอาดอกเยอบีร่าไว้บนศีรษะท่านนานนัก...มันผิดธรรมเนียม” โฟราเซี่ยนกล่าวเตือนทำให้เซเรนกระพริบตาปริบๆ ไล่ข้อมูลในหัวถึงกฎและธรรมเนียมต่างๆของอาณาจักรทำเอาเธอสะดุ้งน้อยๆ “ข้ากลับล่ะ”

 

“อ๊า! เดี๋ยวสิ! ข้ายังมีเรื่องต้องคุยกับเจ้าอีก!” เซเรนรีบร้องห้าม นานๆทีจะมีโอกาสได้ง้อ ดังนั้นเธอไม่ปล่อยโอกาสนี้ไปแน่ๆ ก่อนที่หญิงสาวจะจับมงกุฎเยอบีร่าบนหัววางบนศีรษะของริกกะโดยที่จะไม่ลืมขอโทษด้วยรอยยิ้มอ่อนๆ “ข้าขอโทษนะ...งั้นข้าจะฝากเจ้าไว้ก่อนนะริกกะ...เดี๋ยวข้าขอตัวไปคุยกับโฟล์คก่อน...เจอกันคืนนี้นะ”

 

“อะ...อื้อ” ริกกะส่งเสียงตอบในลำคอเพราะพูดไม่ออกเลยสักคำ นับวันยิ่งรู้สึกว่าตนเองถูกเกลียดมากขึ้นเรื่อยๆ

 

หลังจากที่เซเรนเดินออกมาจากที่สวนแห่งนั้นพร้อมโฟราเซี่ยน

 

“...ท่านไม่ควรสอนหนังสือแก่นาง” ยังไม่ทันที่เซเรนจะได้เปิดปากง้อก็โดนคดีไปอีกกระทงที่ทำให้หญิงสาวผู้มีเรือนผมสีดำสนิทโกรธ “ท่านก็รู้ว่าอาณาจักรโอลิเวียของข้าล่มสลายเพราะเหตุใด”

 

“มันไม่เหมือนกัน...ข้าแค่จะสอนให้นางเอาไว้เป็นความรู้...ริกกะเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์” เซเรนพูดปกป้องบุตรบุญธรรมของตนเองทันที พักเรื่องการง้ออีกฝ่ายที่เหมือนกับแมวดื้อไว้ก่อน “อีกอย่าง...โอลิเวียไม่ได้ล่มสลายเพราะว่ามนุษย์เสียหน่อยแต่เพราะศึกภายในต่างหาก”

 

“ข้าเตือนท่านแล้ว...พวกมันเลี้ยงไม่เชื่องหรอก” โฟราเซี่ยนที่ยอมแพ้จะพูดเรื่องนี้ก็เดินออกมาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ถึงเธอจะไม่ชอบอาณาจักรบ้านเกิดของตนเองเพราะโอลิเวียขับไล่ไสส่งเธอออกมาแต่เรื่องการล่มสลายของโอลิเวียใช่ว่าเธอจะไม่รู้ว่าสาเหตุจริงๆมันเพราะใคร...และเพราะอะไร

 

“เจ้ามีอคติมากไป” เซเรนที่มองโฟราเซี่ยนเดินออกไปแล้วพึมพำออกมา วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เธอพลาดการคืนดีกับอีกฝ่ายไป ไม่ใช่ว่าเธอไม่พยายามไปที่ปราสาทของโฟราเซี่ยนเพื่อคืนดีแต่ว่าสาวเจ้าเล่นกางอาณาเขตปิดกั้นสมบูรณ์แสดงชัดเจนว่าอีกฝ่ายไม่ต้อนรับใครหน้าไหนทั้งนั้น “เฮ้อ...ยุ่งยากซะจริง”

 

เซเรนพึมพำออกมาก่อนที่จะเดินกลับไปเตรียมตัวต้องรับแขก

 

.

.

.

.

 

ยามบ่าย

 

“สวัสดียามบ่าย” รีเดนราชามังกรเอ่ยทักทาย แอบทำให้เซเรนแปลกใจเล็กน้อยที่อีกฝ่ายผู้ซึ่งบินข้ามมาโดยมีโครอฟบินนำมาลงสู่พื้นและกลายเป็นร่างดั่งเช่นมนุษย์ธรรมดา และเหมือนรีเดนจะเข้าใจสีหน้าที่มีแววความสงสัยนั้น “มันคงไม่เหมาะหากข้าจะเป็นมังกรขณะที่ท่านเป็นเหมือนดั่งมนุษย์สามัญ”

 

“...” เซเรนรู้สึกเหมือนตนเองและเผ่าตนแอบถูกแซะว่าพวกเธอวิปริตชอบแปลงกายเป็นมนุษย์ชั้นต่ำจนทำให้รีเดนต้องยอมลดตัวแปลงกายเป็นมนุษย์

 

ฟุดฟิด

 

“ข้านึกว่าข่าวลือที่ท่านสร้างเมืองมนุษย์จะเป็นข่าวโคมลอย...แต่ท่าทางมันคงเป็นความจริง” รีเดนยังคงวพูดต่อไปหลังจากที่ได้กลิ่นสาปมนุษย์แตะจมูก “แต่น่าแปลก...ถึงเมืองมนุษย์จะอยู่ในอาณาจักรนี้แต่ที่นี่...แลจะมีกลิ่นแรงกว่าปกติ”

 

“...ข้าว่าพวกเราควรมาเริ่มการเจรจาได้แล้ว” เซเรนเปลี่ยนเรื่องก่อนที่จะเดินนำสู่ห้องที่เตรียมเอาไว้ ซึ่งระหว่างทางรีเดนที่อยู่ในรูปลักษณ์ของชายหนุ่มผู้มีเรือนผมและดวงตาสีแดงเพลิงก็เดินตามหลัง เขากวาดสายตาสำรวจไปทั่วปราสาทพลางเอ่ยชม

 

“ปราสาทท่านสวยจริงๆ”

 

“ขอบคุณ” ซึ่งเซเรนตอบกลับเรียบๆ

 

รีเดนเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรจากอีกฝ่าย แต่ระหว่างที่เดินตามมาสายตาก็เหลือบไปเห็นร่างของริกกะที่นั่งเล่นอยู่ในสวน แค่มองแวบแรกเขาก็รู้ได้ทันทีว่าเด็กคนนี้เป็นมนุษย์แต่เหมือนโครอฟจะรู้ตัวเลยเดินลดความเร็วมาขนาบข้างเขาเพื่อที่จะบังทัศนวิสัยไม่ให้เห็นริกกะ

 

“กาลเวลามันก็ผ่านไปนานมากแล้วนะตั้งแต่ที่ข้าเคยพบท่านเมื่อครั้งยังเยาว์วัย” รีเดนแอบยกยิ้มมุมปากแล้วชวนคุยอีกรอบ “ประมาณ...เกือบ 500 หรือ 600 ปีก่อนได้กระมัง...ท่านดูไม่แก่ลงเลยนะ”

 

“เผ่าของพวกเรามีอายุยืนยาวกว่าปกตินิดหน่อย” เซเรนพูดตอบกลับออกมาแต่ถึงแม้น้ำเสียงอีกฝ่ายจะราบเรียบแต่ก็ทำให้รีเดนยิ่งพึ่งพอใจเมื่อจับความรู้สึกที่แอบซ่อนมากับน้ำเสียงนั้น

 

“ถ้าอย่างนั้น...กว่าพวกท่านจะตายคงยาวนานน่าดู” รีเดนพูดจบก็โดนสายตาพิฆาตจากโครอฟทันที “ข้าขอเสียมารยาทถามได้หรือไม่?”

 

“อะไรล่ะ?”

 

“ท่านจะตายเมื่อไหร่?” จบคำถามนั้นเขาก้รู้สึกว่าตรงคอเจ็บแปล๊บๆ เพราะคมดาบที่จ่อคอของเขาซึ่งมันมาจากคนที่เดินขนาบข้างอย่างโครอฟนั่นเอง เซเรนที่ได้ยินคำถามนั้นก็หยุดฝีเท้าหันกลับมามอง

 

“เมื่อข้าต้องการ”

 

[05/11/61]

 

กลับสู่วนลูป 10 หน้าเช่นเดิมส่วนใครสงสัยเรื่องมงกุฎดอกเยอบีร่า (ความหมายของมัน) กลับไปอ่านบทที่ 45 ได้ค่ะมีแปะไว้อยู่และก็ได้รู้เจ้าของๆมันแล้วนะ 555+ เจอกันตอนหน้าคร่า!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 52 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

544 ความคิดเห็น

  1. #464 tas42768 (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 / 22:51
    สนุกมากค้าาาาไรต์เริ่มเฉลยแล้ววววบางที่คนที่ดึงนางมาอาจจะเป็นโฟราเซี่ยนเองไรต์แต่งดีมากอ้าเรื่องราวยิ่งใหญ่มากกกกฟินนนมโนแทนแฟรี่เทลต้นฉบับ55😁😊
    #464
    1
    • #464-1 Futari Mayu / Futawarashi Takuto(จากตอนที่ 65)
      5 พฤศจิกายน 2561 / 23:02

      ขอบคุณค่า เรื่องราวมันยิ่งใหญ่เกินไปน่ะสิคะ 555 กลัวตัวเองจะแต่งไม่สนุกเหมือนกัน แต่อย่าพึ่งมโนแทนแฟรี่เทลเรื่องหลักสิคะ ตั้งหน้าตั้งตารอภาคไฟนอลจบก่อนสิ
      ปล.ดึงใครรรรร//ไรท์เอ๋อไปแล้วค่ะ 555
      #464-1