Fic Fairy tail Sleep on it [Zeref x OC]

ตอนที่ 3 : ภาค 1 : หวนคืน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,214
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 305 ครั้ง
    4 พ.ย. 63

::โชคชะตาบทที่ 1 – หวนคืน::

 

เปลือกตาสีงาช้างค่อยๆขยับช้าๆ สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาของเจ้าหล่อนนั้นคือห้องโถงสุดหรูและของประดับสุดอลังกาล ทั้งโคมระย้าแพงระยับส่องแสงประกายละอองสีทองสว่าง น้ำพุที่ไหลขึ้นไปด้านบน ไหนจะเพดานห้องที่ราวกับห้วงอวกาศ

 

แค่บรรยากาศรอบๆตัวก็บอกเป็นอย่างดีแล้ว ว่าที่แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ๆมีอยู่ในยุคของเจ้าหล่อน ร่างของหญิงสาววัยยี่สิบกว่าปีก้มลงร่างกายที่โปร่งใสของตนเอง พลางยันตัวลุกขึ้นจากพื้นเดินสำรวจทุกมุมของห้องราวกับไม่รู้สึกตกใจมากนักกับร่างกายของตนเอง

 

“คุณนี่...นิ่งกว่าที่คิดไว้เยอะเลยนะ ผิดจากที่รายงานเขียนเอาไว้” ชายร่างโปร่งพูดออกมาพร้อมถอนหายใจ ขณะที่คนที่ถูกกล่าวถึงนั้นทำได้เพียงเงยหน้าขึ้นมอง ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีแดงเพลิงคนเดียวกันกับที่มีอักษรประหลาดหมุนวนอยู่รอบตัวคนเมื่อครู่นี้กำลังยืนยู่บนโคมระย้า

 

“นิ่ง?” ซุยเซ็นทวนถามอย่างไม่เข้าใจ ส่วนอาคาริก็เพียงแค่กรอกตากับปฏิกิริยาที่ได้ “แล้วรายงานของนายมันเขียนเกี่ยวกับฉุนว่ายังไงล่ะ? ติ้งต๊อง ปัญญาอ่อนหรือว่าเป็นไบโพล่าร์?”

 

อีกฝ่ายไม่ตอบอะไรทำเพียงถอนหายใจและกระโดดลงมายืนต่อหน้าเธอ เขาขยับตัวหลีกทางให้วิญญาณสาวพลางผายมือเชิญเธอให้เดินไปยังพนังของห้องด้านหนึ่ง มันถูกประดับด้วยรูปวาดของหญิงสาวผู้มีเรือนผมสีเงินสว่าง แต่งองค์คล้ายกับราชินีในยุคสมัยใดสมัยหนึ่งในอดีตที่แสนจะห่างไกล ทันทีที่เจ้าหล่อนเดินเข้าไปใกล้ๆ เอื้อมมือหมายจะสัมผัสภาพนั้น...

 

“คนที่ต้องการพบคุณอยู่ในเส้นทางหลังผนังนี้”

 

ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสบนรูปนั้นร่างกายวิญญาณก็ถูกดึงมายืนอยู่โถงทางเดินตรงยาวแห่งหนึ่ง สองข้างทางมีรูปมากมายที่ถูกแขวนเอาไว้ ขณะที่ซุยเซ็นค่อยย่างก้าวเดินไปตามเส้นทาง รูปเหล่านั้นก็สะท้อนภาพในความทรงจำตั้งแต่เกิดมาในฐานะของโอมิยะ ซุยเซ็น...จนกระทั่งวาระสุดท้าย

 

ประตูบานใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่สุดทางเดิน สองข้างถูกประดับด้วยรูปปั้นแม่ทัพสองคนตั้งดาบไว้ราวกับปกป้อง หญิงสาวมองมันอย่างชื่นชมเพียงครู่เดียว ประตูตรงหน้าก็ค่อยขยับและเปิดออกเผยให้เห็นด้านใน ร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่บนโต๊ะทำงานตัวจ้อย ท่ามกลางกองภูเขาเอกสาร ตามพื้นทางเดินก็มีเอกสารวางแทนพรมทั่วห้อง

 

 “...อะ...ภาพอีหรอบนี้ เหมือนจะเคยเห็นผ่านๆจากเมะเรื่องไหนสักเรื่องแฮะ” เธอพึมพำกับตนเองพลางค่อยๆใช้เท้าแหวกเอกสารพวกนั้นออกจนพอให้สามารถเดินได้ แน่นอนว่าถึงแม้เท้าทั้งสองจะยังมีรองเท้าสวมอยู่ก็ตาม วิญญาณสาวก็ยังเลือกที่จะเดินเขย่งๆไปตามช่องว่างที่มีเหลืออยู่ประปราย เธอไม่ได้รังเกียจอะไรเอกสารที่มีคราบจุดดำๆบนตัวพวกนี้เท่าไหร่หรอก (?) 

 

แค่กลัวจะเผลอไปเหยียบจนมันยับยู่ยี่น่ะ! จริงจริ้ง!!! ซุยเซ็นผู้นี้ไม่ได้กลัวว่าจะเดินไปเหยียบเชื้อราบนกระดาษ---แฮ่ม ไม่ได้กลัวจะเดินไปเหยียบรอยเปื้อนบนเอกสารพวกนั้นซะหน่อย ใช้เวลาเกือบ 5 นาทีในที่สุดซุยเซ็นก็พาร่างวิญญาณของตนเองมายังจุดปลอดภัย บริเวณด้านหน้าโต๊ะทำงานของหญิงสาวผมดำสนิทจนได้

 

‘ไม่คิดว่าผู้หญิงสวยๆแบบนี้ จะมีนิสัยเหมือนโคมุ-ติ๊ดๆ-ในชีวิตจริงนะเนี่ย’

 

 “โทษทีนะ จริงๆแล้วฉันไม่ได้มีนิสัยแบบหัวหน้าแผนกบางคนหรอก แต่งานมันเยอะเกินไปจนไม่มีเวลาเก็บต่างหากล่ะ” ฉับพลันผู้หญิงที่นั่งทำงานอยู่ก็พูดแก้ขึ้นราวกับได้ยินในสิ่งที่เธอคิด ทำเอาผู้มาใหม่ถึงกับสะดุ้งเฮือกจ้องมองอย่างพิศวง แน่ล่ะ...จะมีใครล่วงรู้ความคิดคนอื่นได้นอกเสียจากพระเจ้า?

 

...เงียบ...

 

คิ้วของวิญญาณสาวขมวดเข้าหากันอย่างสงสัยกับความเงียบที่ได้กลับมา เธอเอียงตัวก้มลงหมายจะมองหน้าอีกฝ่ายให้เห็นชัดๆ ไปจนกระทั่งเกาะโต๊ะทำงานเพื่อมองหาวงแหวนอย่างที่เทวดาในนิทานมักจะมีอยู่บนหัว อย่าหาว่างั้น งี้เลยนะ พูดในฐานะคนที่เคยเป็นโอตาคุคนหนึ่ง

 

สถานการณ์ที่ถูกทรัคซัง (?) ชนจนม่อง และโผล่มาในสถานที่แปลกๆที่ราวกับไม่มีจริงบนโลก ผนวกกับมีคนที่อ่านใจคนอื่นได้อยู่อย่างนี้ ถ้าไม่ใช่สูตรสำเร็จของเรื่องราวการไปเกิดใหม่ที่ต่างโลกแล้วจะเป็นอะไรได้อีก? ซุยเซ็นผู้นี้ขอถามเลย!

 

“มันก็จริงที่ว่านี่เหมือนสูตรสำเร็จของการส่งคนไปเกิดใหม่ต่างโลก แต่น่าเสียดายนะที่สถานการณ์ของคุณมันแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง” บุคคลต้องสงสัยที่ว่าเป็นพระเจ้าดังขึ้นมา เจ้าหล่อนเหลือบตาขึ้นมามองวิญญาณตรงหน้าแวบหนึ่งราวกับยืนยันตัวตน ไม่นานผู้ที่ต้องสงสัยว่าเป็นพระเจ้า (?) จะก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป “ขอโทษนะคะ คือฉันขอจัดการเอกสารบนโต๊ะนี้ก่อนจะคุยนะคะ”

 

 “...” ซุยเซ็นเงียบอย่างไม่เข้าใจคำพูดรวมถึงการกระทำของคนผู้นี้ แต่ก็ยอมเงียบทำตามที่ว่า

 

........

 

.....

 

...

 

“เอาล่ะ...” พระเจ้าสาวพูดหลังจากจัดการกับเอกสารปึกสุดท้ายเสร็จ เธอสะบัดมือวูบหนึ่งเหล่าบรรดาเอกสารที่ถูกโยนๆทิ้งจนรกยิ่งกว่าห้องของหัวหน้าแผนกวิทย์บางคน (?) ก็ถูกเก็บกวาดเสียเรียบร้อย จนทำให้วิญญาณที่กำลังรอรากงอกอยู่นั้นถึงกับอ้าปากค้างกับภาพที่เห็น

 

พลังของพระเจ้ามันช่าง...สะดวกสบาย!

 

“คิก!” คนที่ถูกชมนั้นหัวเราะเล็กน้อยกับความคิดนั้น พลางจิ้มนิ้วด้านหน้าเพื่อที่จะเรียกเก้าอี้และน้ำชามารับแขก นั่นยิ่งทำให้วิญญาณตรงหน้าตาลุกวาว ในหัวมีแต่คำว่า สุดยอด! เจ๋งสุดๆ! เต็มไปหมด “ขอแนะนำตัวนะคะ ฉันมีชื่อว่ามายูมิเป็นพระเจ้าคนที่ 53 ของเดสทินี่กรุ๊ปค่ะ”

 

ซุยเซ็นเดินมานั่งตรงข้ามอีกฝ่ายฟังประโยคแนะนำตัวนั้น พลางกวาดสายตาสำรวจอีกฝ่ายที่ดูจากหน้าตาแล้วน่าจะอายุไม่เกิน 16 สวมใส่ชุดนักเรียนมัธยมปลาย เรือนผมสีดำสนิทถูกรวบไว้หลวมๆ ดวงตาสีม่วงสุกสกาวด้านหลังกรอบแว่นนั้นมีแววขบขัน

 

แน่ล่ะ...ในเมื่ออายุจริงๆของมายูมินั้นเหยียบพันปีเข้าไปแล้ว

 

“ดะ...เดี๋ยวนะ เมื่อกี้มายูมิจังพูดว่าเดสทินี่กรุ๊ป?” ซุยเซ็นที่กำลังชื่นชมอีกฝ่ายอยู่เอะใจกับคำพูดเมื่อครู่นี้ขึ้นมา ไม่คิดมาก่อนเลยว่าที่แห่งนี้จะมีการแบ่งอาณาเขตให้พระเจ้าคอยดูแลอยู่ด้วย ซึ่งอีกฝ่ายที่ถุกถามก็ทำเพียงแค่บรรจงรอยยิ้มๆตอบกลับมา

 

ไม่มีคำตอบอะไรมากกว่านั้น หรืออีกนัยหนึ่งก็คือไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้นั่นเอง

 

“งั้น! ที่ฉันตายเพราะฝีมือพวกคุณเหรอคะ?!” วิญญาณสาวเปลี่ยนคำถามทันควัน ถึงเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะว่าก่อนที่จะถูกทรัคซังชนนั้นแวบหนึ่ง เจ้าหล่อนเห็นนายผมแดงคนนั้นอยู่ในเหตุการณ์

 

“ใช่ค่ะ...เพราะฉันเผลอดันสะดุดล้มตัดเส้นชะตาคุณกะทันหัน” มายูมิตีหน้าเศร้าพูดออกมาตามสูตรของอมิเมะแนวเกิดใหม่เหล่านั้น แน่นอนว่าซุยเซ็นมีหรือว่าจะเชื่อ ไม่ใช่แน่นอน...ก็เธอเห็นๆอยู่ว่าอีตาผมแดงคนนั้นมันทำท่าเหมือนร่ายเวทย์อะไรสักอย่างอยู่ตอนที่เธอจะขยับไม่ได้และโดนชนไป

 

“แน่ใจใช่ไหมคะ?” ซุยเซ็นถามย้ำโดยที่ไม่รู้สึกตัวว่าน้ำเสียงและสีหน้าของตนแปรเปลี่ยนไปมากแค่ไหน

 

“อ่า...พูดกันตามความเป็นจริงก็ใช่ พวกเราเป็นคนตัดบ่วงโซ่ของเธอกับโลกฝั่งนั้นเอง” มายูมิก้มหน้างุดๆพูดอธิบายด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้ม มือทั้งสองเขี่ยโต๊ะทำท่าทางราวกับเด็กโดนจับได้ว่าแอบทำความผิดมา “คะ...คือ...ทางเราพึ่งตรวจพบว่าวิญญาณคุณที่ควรจะอยู่ในห้วงเวลาของเอิร์ธแลนด์ ดันหลุดกระเด็นมาเป็นคุณในตอนนี้น่ะค่ะ...เอ่อ...”

 

“หรือก็คือฉันเกิดผิดที่?”

 

หงึกๆ

 

ไม่รู้ทำไม ซุยเซ็นถึงรู้สึกราวกับว่าพระเจ้าที่อายุเหยียบพันปีตรงหน้าเริ่มกลายร่างเป็นเด็กที่กำลังสารภาพผิดขึ้นมาซะอย่างนั้น อยากจะถามเหลือเกินว่าหน้าเธอนี่น่ากลัวมากขนาดนั้นเลยเหรอถึงทำให้พระเจ้าหงอได้ขนาดนี้?! 

 

“คะ...คือคุณเซ--ซุยเซ็น”

 

“ฉันไม่โกรธอะไร พวกเธอแค่ทำตามหน้าที่ ผิดที่ฉันดันทะเล่อทะล่ามาอยู่ผิดที่เองต่างหาก ดังนั้นเลิกทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้สักทีได้ไหม?” ซุยเซ็นขมวดคิ้วพูดออกมาอย่างไม่ชอบใจนัก เธอมั่นใจอยู่หลายส่วนว่าสภาพหน้าเธอในตอนนี้ก็ปกติดี ยังคงเป็นพนักงานเงินเดือนวัย 20 กว่าปีที่แสนสวย

 

“ค่ะ...” มายูมิตอบรับ เธอก้มหน้างุดๆอยู่ครู่หนึ่งราวกับตั้งสติ พลันภาพลักษณ์ของพระเจ้าที่น่าเกรงขามก็ค่อยๆปรากฏขึ้นอย่างช้าๆ “ฉันจะส่งคุณกลับสู่บ้านเกิดที่แท้จริงค่ะ สู่เอิร์ธแลนด์”

 

“จะส่งฉันกลับ? ที่ไหน?” ซุยเซ็นขมวดคิ้ว รู้สึกคุ้นๆกับคำว่าเอิร์ธแลนด์อย่างบอกไม่ถูก แต่กลับไม่สามารถให้คำตอบตนเองได้ว่าสรุปแล้วที่แห่งนั้นคือที่ไหน มีลักษณะเป็นอย่างไร

 

“...” มายูมิเงียบอยู่นานพลางรวบรวมความกล้าถามออกไป “คุณรู้จักแฟรี่เทลใช่ไหมคะ?”

 

เป็นอย่างที่คิด ทันทีที่ได้ยินคำว่า แฟรี่เทล บรรยากาศภายในห้องก็อึดอัดขึ้นทันตาเห็น ซุยเซ็นนิ่งไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบนั้น ภาพเรื่องราวของแฟรี่เทลเท่าที่เคยดูมาไม่ถึง 10 ตอนดีร้อยเรียงกันในหัว วิญญาณสาวยอมรับจากใจว่าเธอชอบเนื้อเรื่องของมัน

 

แต่ส่วนหนึ่งในใจลึกๆมันร่ำร้องบอกว่า เธอเกลียดมัน เกลียดจนไม่อยากรับรู้อะไรจากมันอีกแล้ว

 

มายูมิมองคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกกล้าๆกลัวๆ เธอค่อยๆยันตัวลึกขึ้นเดินไปหาอีกฝ่าย มือข้างหนึ่งดึงเส้นผมเส้นหนึ่งมามัดไว้ที่ข้อมือของซุยเซ็น เหตุเพราะการที่จิตของซุยเซ็นหลุดกระเด็นมายังมิติใต้การดูแลของเธอนั้นทำให้ ร่างจริงที่เอิร์ธแลนด์ของอีกฝ่าย สูญเสียสมดุล พลังเวทย์ในร่างสลายหายไปจนหมด

 

“เส้นผมนี่คือพลังเวทย์ของฉันที่จะใช้รักษาพลังเวทย์ในร่างกายเธอจนกว่ามันจะกลับมาสมบูรณ์พร้อม เอาล่ะเตรียมตัวให้พร้อมนะคะ...การฝืนเปิดมิติที่ได้ได้อยู่ในการดูแลอาจจะเกิดข้อผิดพลาดสักเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นคุณจะไม่เป็นไรแน่ค่ะ” มายูมิว่าโดยที่อีกฝ่ายยังเงียบสนิท ใบหน้าของซุยเซ็นยามนี้ทำให้ผู้เป็นพระเจ้าถึงกับสั่นสะท้านไปทั้งตัว แต่ด้วยภาระและหน้าที่ๆรับฝากมาจากองค์อังคเซรั่มแล้ว เธอจึงตัดสินใจข่มความกลัวนั้นไว้ “เรื่องที่มันผ่านไปแล้วก็เป็นแค่อดีตที่ผ่านเลยไปนะคะ คุณควรจะปล่อยวาง”

 

“อือ...รู้แล้วล่ะ” ซุยเซ็นถอนหายใจกับคำพูดนั้นและทำได้เพียงหลับตารอรับชะตากรรมของตนเอง หลุมอากาศขนาดไม่ใหญ่มากนักปรากฏที่ด้านหลังของสาวเจ้า และกลืนกินวิญญาณของอีกฝ่ายเข้าไปจนไม่เหลือ ทิ้งไว้เพียงมายูมิที่กำลังยืนส่งองค์ราชินีแห่งสรรพสิ่งคนนั้นกลับสู่บ้านเกิดของตนเอง

 

แอ๊ด...

 

เสียงประตูค่อยๆถูกเปิดออกพร้อมๆกับร่างของผู้หมุนกงล้อ 3 คนขยับตัวเข้ามาภายในห้องแห่งนั้น ทำเอามายูมิถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ เจ้าหล่อนเอามือเท้าเอวมองหน้าลูกน้องแต่ละคนด้วยความระอาใจ “ทีอย่างนี้ล่ะนะถึงจะมาได้...ทำไมตอนที่ฉันอยากให้ช่วยถึงมีธุระกันเก่งจัง? หื้อ? ไอริณ คารัน อาคาริ”

 

“ชะ...ช่วยไม่ได้นี่นามายูมิจัง กะ...ก็นั่นเป็นถึงราชินีแห่งสรรพสิ่งที่องค์อังคเซรั่มยังไม่กล้าหือ คะ...ใครจะกล้าไปมีเรื่องกับท่านล่ะ” ไอริณ 1 ในผู้หมุนกงล้อว่าพร้อมสีหน้าเหยๆ “นี่ขนาดที่เสียความทรงจำทุกอย่างไปแล้วนะ แต่บรรยากาศรอบๆตัวยังน่ากดดันเหมือนเดิม แค่แอบดูอยู่ด้านนอกยังแทบจะเป็นลมแหน่ะ”

 

หงึกๆ

 

คารันผู้เป็นคู่หูพยักหน้าตอบ

 

“คนที่มีพลังขนาดทำมิติสะเทือน พระเจ้ายำเกรงแบบนั้นฉันไม่ยุ่งเด็ดขาด” ไอริณว่าต่อพลางลูบแขนตนเองอย่างกลัวๆ ทำได้แต่หวังว่าชีวิตนี้เธอคงไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับคนประเภทนี้อีก

 

“แล้วรายงานที่ต้องเขียนส่งองค์อังคเซรั่มล่ะ?” นายอาคาริเปลี่ยนเรื่องถามถึงเหล่ามหากองเอกสารที่เคยอยู่ภายในห้องนี้ ซึ่งแน่นอนว่าพวกนั้นเป็นรายงา---เป็นจดหมายร้องทุกข์จากมายูมิถึงอีกฝ่าย ทันทีที่เขาเห็นรอยยิ้มเย็นๆก็รับรู้คำตอบได้เป็นอย่างดี “คุณนี่มัน...ให้ตายเถอะ! ไม่เคยเข้าใจความคิดของพระเจ้าจริงๆ”

 

.

 

.

 

 

ณ เรือโจรสลัด

 

“...เฮ้อ...” เหล่าชายหนุ่มอกสามศอก (?) พากันนั่งหงอยอยู่บนเรือ เมื่อคิดว่าอาเจ๊ที่ปล้นเรือพวกเขาจะไปแล้ว อาเจ๊ผมแดงสุดสวยคนนั้น นานๆทีจะมีคนสวย เก่ง ขนาดนั้นมาจัดการ...แค่คิดถึงความจริงก็พากันห่อเหี่ยวลงไปอีก ขณะที่กำลังมองท้องฟ้าอย่างหมดอาลัยตายอยากนั้นเอง

 

พวกเขาก็รู้สึกเหมือนเห็นอะไรบางอย่าง ลักษณะคล้ายกับคน ที่กำลังร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า คนที่รับหน้าที่เฝ้าระวังนั้นรีบดีดตัวขึ้นมาด้วยความตกใจ เขารีบคว้าเอากล้องส่องทางไกลเพื่อจะส่องดูว่าตนเองตาไม่ได้ฝาดไป “กะ...กับตัน!! มีเด็กผู้หญิงตกลงมาจากท้องฟ้าครับ!!”

 

“หะ...หา?!” ไม่ใช่แค่กับตันเรือ ที่ร้องอุทานออกมาพร้อมกัน นั่นรวมถึงพวกเอลซ่าด้วยเช่นกัน

 

“ตายแล้วๆ นั่นคนใช่มั้ยเนี่ย!” ลูซี่ร้องลั่นเมื่อเห็นคนจริงๆ แถมยังกำลังร่วงใส่เรือนี้ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย เธอรีบหยิบกุญแจมาหาเทพแห่งดวงดาวที่พอจะช่วยคนๆนั้นได้ น่าเสียดายที่ไม่มีเลยสักนิด เฉกเช่นเดียวกับพวกนัตสึ

 

“แฮปปี้ลุยเลย!”

 

“ไม่ไหวหรอกไอ๊! เร็วขนาดนั้น” แมวสีฟ้าพูดออกมา

 

“เอลซ่าล่ะ!”

 

“แบบนี้คงได้” หญิงสาวผมแดงพูดพลางเปลี่ยนเกราะของตนเองเป็นเกราะพร้อมสู้ทำเอาเหล่าสมาชิกแฟรี่เทลสะดุ้งเฮือก เพราะชุดของเจ้าหล่อนนี่พร้อมรบสุดๆ

 

“ได้ที่ไหนกันละยะ!” ลูซี่แว้ดใส่ เธอมองบนท้องฟ้าเพื่อมองสถานการณ์แต่ต้องรีบกระโดดหลบทันทีเพราะคนๆนั้นกำลังใกล้จะปะทะกับพื้นเรือแล้ว ฉับพลันเธอก็เอามือปิดตาเพราะกลัวจะเห็นภาพอันน่าสยดสยอง

 

“เ--ย!! ไม่ทันแล้วว!” เสียงแหลมสูงร้องขึ้นด้วยภาษาแปลกๆ น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เหล่าลูกเรือด้านล่างทั้งหลายพากันหาทางช่วยคนๆนั้น จนเกิดความวุ่นวายขนาดย่อมๆ

 

ฟึ้ง!!

 

“ระ...รอดตายเพราะเวทย์แบบหวุดหวิดเลยนะเนี่ย...” ซุยเซ็นว่า ถือว่าเธอโชคดีก็ได้กระมัง เพราะในขณะที่กำลังจะปะทะกับพื้นเรือเจ้าหล่อนพลิกตัวและเอาแขนหมายจะยันพื้นเอาไว้ พลันวงเวทย์ก็ปรากฏทำให้ร่างของเธอค้างอยู่กลางอากาศ แต่มันก็สลายไป ร่างกายหล่นตุบลงกับพื้นเรือ เจ้าหล่อนค่อยๆลุกขึ้นมานั่งและเริ่มกวาดสายตาสำรวจรอบๆตัว คนหลายสิบคนกำลังจ้องเธอ...แถมยังทำหน้าราวกับเห็นผี... “หืม? มีอะไรหรือเปล่า? ตัวฉันมีอะไรน่าแปลกหรือไง?”

 

“...วะ...วิญญาณ!!” ลูซี่ร้องออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ตาเห็น แน่นอนว่าคนที่ถูกกลัวนั้นก็เอียงคออย่างมึนงง

 

“...ดูทำท่าเข้า...ทำอย่างกับเห็นผีกลางวันแสกๆ...ฉันก็อยู่ครบ 32 ดะ...” แม้ผู้มาใหม่จะไม่เข้าใจภาษาในโลกใบนี้ เธอก็หาได้สนใจมันเสียเท่าไหร่ พลางก้มลงสำรวจตนเองเผื่อเกิดมีแผลใหญ่หรือมีอะไรแปลกไปหากแต่ว่า...สิ่งที่พบคือร่างโปร่งใสและขาที่เลือนราง ซุยเซ็นค้างไปหลายวินาทีพร้อมกับคำว่า Sh*t ที่ดังก้องอยู่ในหัวหลายร้อยรอบ “Sh*t! ร่างตรูหายไปไหนเนี่ย!!”

 

“นี่หล่อนพึ่งรู้สึกตัวเหรอ!!”

 

“เธอ...เป็นใครและมาจากที่ไหน?” สาวผมสีแดงเพลิงในชุดเกราะเอ่ยถามออกมาด้วยท่าทีระมัดระวังตัวเผื่อเด็กสาวตรงหน้าอาจจะเป็นศัตรู ไหนจะภาษาแปลกๆที่ถูกพูดออกมาจากปากยาวเป็นชุดเสมือนไม่ใช่ภาษาของประเทศนี้

 

“...” วิญญาณสาวมองหน้าแต่ละคนนิ่งๆ ขมวดคิ้วลองทวนคำพูดนั้นในหัว ภาษาที่มั่นใจว่าไม่รู้จักก็ค่อยๆเริ่มจะเข้าใจทีละเล็กละน้อย เธอไม่รู้อะไรหรอกนะ แต่บางทีอาจจะเป็นโปรโมชั่นเสริมของคุณพระเจ้าก็ได้ (?) “อะ...เอ่อ...อะแฮ่ม! ฉันชื่อซุยเซ็น มาจากไหนก็...คงจะเป็นที่ไหนสักที่ในโลกนี้แหละ พอดีจำไม่ได้แล้วน่ะ” พร้อมอธิบายด้วยท่าทีเรียบเฉยราวกับไม่ใช่เรื่องของตนเอง

 

“สะ...แสดงว่าเธอตายไปแล้วน่ะสิ!” แฮปปี้ว่าออกมาด้วยหน้าซีดๆพร้อมกอดลูซี่แน่น

 

“ใช่ที่ไหน ฉันยังไม่ตายซะหน่อย!” ซุยเซ็นขึ้นเสียงเขียว “แค่เข้าร่างไม่ได้เฉยๆย่ะ!”

 

“แสดงว่าเธอตอนนี้เป็นวิญญาณว่างั้น?” เกรย์เดินเข้ามาพร้อมเอ่ยถามพลางเอามือลูบผ่านตัวของเด็กสาว ทำเอาสาวเจ้าสะดุ้งเฮือกเส้นกระตุกจนเผลอซัดเข่าเข้ากลางท้องอีกฝ่าย ก่อนจะกระโดดถอยห่างไปหลายเมตร “อุก! มันเจ็บนะ!”

 

“เสียมารยาทอีตาวิตถาร!” (เขียนงี้เปล่าว้า?) ซุยเซ็นว่าพร้อมทำท่าอย่างกับสาวน้อยถูกลวนลาม ก่อนที่จะพาลแหวใส่คนที่เหลืออย่างไม่เกรงกลัว แหม...มีอะไรต้องกลัวก็ในเมื่อเธอเป็นวิญญา--- ยังไม่มีร่างให้เข้า “ใครใช้ให้เอามือมาทะลุผ่านร่างฉันกัน! ได้เรียนรู้เรื่องมารยาทกันมาบ้างหรือเปล่าเนี่ย?! แล้วพวกเธอจะไม่คิดแนะนำตัวเลยว่างั้น?”

 

“...ฉันเอลซ่า สการ์เล็ต” เอลซ่าขมวดคิ้วอย่างพิจารณาก่อนจะยอมลดการ์ดของตนเองลงเอ่ยแนะนำตัว อย่างไรคนตรงหน้าก็ดูจะใสซื่อเกินกว่าจะเป็นผู้มุ่งร้ายได้ พร้อมหันไปยังลูซี่และแฮปปี้ที่กอดกันอย่างกลัวๆอยู่...แน่ล่ะ...ตรงหน้านี่วิญญาณชัดๆ! “พวกเธอก็แนะนำตัวสิ”

 

“ฉะ...ฉันลูซี่” ลูซี่เอ่ยแนะนำตัวออกมาด้วยท่าทีกลัวๆ

 

“ฮะ...แฮปปี้” ตามด้วยแมวสีฟ้า

 

“ส่วนคนที่ไม่ใส่เสื้อผ้าชื่อเกรย์ คนที่นอนอยู่ตรงนั้นชื่อนัตสึ” ก่อนที่เอลซ่าจะเอ่ยแนะนำตัวอีก 2 คนที่สภาพไม่น่าจะลุกขึ้นมาแนะนำตัวไหว ซุยเซ็นที่ได้ยินดังนั้นแอบหยักหน้าหงึกหงัก ถ้าจำไม่ผิดมังงะเพียงตอนเดียวที่เธออ่านรู้สึกจะมีชื่อ 3 ใน 5 คนนี้อยู่ด้วยสิ ไหนจะตราสัญลักษณ์นกข้าง (?) ปีกห้าแฉกนั่นอีก (??) “เธอซุยเซ็นสินะ”

 

“อ่า” เจ้าหล่อนพยักหน้ารับ โดยที่มีสีหน้าค่อนไปทางกังวลกับร่างกายตนเอง

 

“ฉันขอฟังรายละเอียดที่เธอบกว่าเข้าร่างไม่ได้หน่อยสิ” เอลซ่าซึ่งพอจะมองท่าทีออกเอ่ยถาม เผื่อพวกตนสามารถช่วยอะไรได้ และเมื่อไททาเนียเอ่ยปากและแสดงท่าทีอยากจะช่วยก็ทำให้ทั้งเกรย์ ลูซี่และแฮปปี้หันไปมองแม่วิญญาณสาวตรงนี้ทันที

 

ซุยเซ็นมีท่าทีลังเลเล็กน้อยยามเมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่ตนรู้สุดท้ายก็ยอมเปิดปากพูดเท่าที่พอจะพูดได้ โดยละเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้าทิ้งไป จึงทำให้สิ่งที่พูดได้นั้นมีเพียงแค่เรื่องสั้นๆ “ไม่รู้เหมือนกัน...เท่าที่จำได้ก็แค่มีคนบอกว่าจะส่งฉันเข้าร่าง แต่ก็ดันหล่นตุบมาอยู่ที่นี่น่ะ...สะ...ส่วนร่างกายฉันอยู่ที่ไหน อันนี้ฉันก็...ฉันลืมไปแล้วน่ะ” 

 

“ไม่ใช่ว่าเธอตายไปแล้วหรอกนะ?” เกรย์ได้ฟังขมวดคิ้วพูดความคิดของตน

 

“บะ...บ้าเหรอ?! ฉันเชื่อว่าต้องยังอยู่แน่ๆ” ไม่งั้นพระเจ้าไม่ส่งเธอมาหรอก! วิญญาณสาวเถียงขาดใจโดยเก็บประโยคหลังไว้ไม่พูดออกมา “ถึงจะจำไม่ได้ก็เถอะ! ถ้าร่างไม่อยู่แล้วฉันจะมายืนหัวโด่อยู่ตรงนี้ได้ยังไงกัน?”

 

“มันก็จริง” เอลซ่าว่าพลางขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด ตามหลักแล้ววิญญาณแท้ๆไม่ควรจะมองเห็น และไม่สามารถใช้เวทย์ได้หากไม่มีร่างกายที่เป็นเสมือนภาชนะในการกักเก็บพลัง กระนั้นเจ้าหล่อนก็ยังนึกไม่ออกว่าเวทมนต์บทไหนที่สามารถใช้สร้างร่างจิตได้ รวมถึงคนที่ซุยเซ็นบอกว่าจะช่วยส่งกลับเข้าร่างแต่ดันจงใจส่งตัวเธอมายังสถานที่แห่งนี้ด้วย ซ้ำยังเหมือนเจ้าตัวจะความจำเสื่อมลืมกระทั่งวิธีการหยุดใช้เวทย์ของตนเอง สุดท้ายไททาเนียก็ถอนหายใจขอยอมแพ้ “ยังไงก็ตาม ขอให้เธอช่วยมากับเราด้วยจะได้หรือเปล่า”

 

“ก็ได้อยู่หรอกนะ” และด้วยเหตุนี้เองซุยเซ็นก็ได้ติดตามพวกเขาไปยังกิลด์แฟรี่เทลอย่างงงๆ

 

.......

....

 

ทางด้านองค์อังเซรั่มผู้ซึ่งโยนงานการตามราชินีแห่งสรรพสิ่งให้กลับคืนสู่โลกที่แท้จริงนั้นก็กำลังนอนกระดิกเท้าพลางยกน้ำมะพร้าวขึ้นดูดอย่างสบายใจ และวินาทีถัดมาเอกสารจดหมายร้องทุกข์จำนวนหลายหมื่นฉบับก็ร่วงกองแหมะอยู่บนร่างของเขา ซึ่งไม่ใช่ผลงานของใครอื่นเลยนอกเสียจากพระเจ้าของ DG

 

เอเมน~

 

[4/11/2563]

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 305 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

544 ความคิดเห็น

  1. #515 The Killer Princess (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 22:15
    โวยวายขั้นสุด
    #515
    0
  2. #510 baby-m2 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2562 / 20:04
    ชีวิตจริงถ้ากรี๊ดขนาดนี้นี่เรายื่นยาแก้เจ็บคอให้แล้วนะ! 5555 ละแมพไม่โหลดคืออะไรหนูววว ไม่ใช่มายคราฟนะลูก55555 #น้องเป็นคนตลก
    #510
    0
  3. #179 11563719 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 18:24
    ปัญญาอ่อน
    #179
    1
    • #179-1 Futari Mayu / Futawarashi Takuto(จากตอนที่ 3)
      14 สิงหาคม 2560 / 18:45
      คำพูดนี้มันตีได้ 2 ความหมายนะคะที่ว่าซุยเซ็นปัญญาอ่อน (ไรท์พยายามคิดแง่ดี)

      แต่สิ่งแรกที่ไรท์รู้สึกหลังอ่านเม้นนี้...บอกได้ประโยคเดียวค่ะ "ถ้าคุณไม่ชอบก็ไม่ต้องมาอ่านค่ะ"

      ถ้าหากเราเข้าใจผิดก็ขอโทษด้วยแต่แนวแต่ละคนไม่เหมือนกัน
      #179-1
  4. #152 YuRi666 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2560 / 13:45
    ส่งวิญญาณไปผิดที่หรอ(=[]=)!!
    #152
    0
  5. #8 SY.sasiwimon (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2560 / 20:53
    รอค่ะมาต่อนะค่ะสู้ๆค่ะ
    #8
    0
  6. #7 pimtiua (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 19:56
    ต่อออออออออออ
    #7
    0
  7. #6 PIN'PIN (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 17:18
    ชอบอาาาาาา จะรอนะคะไรท์
    #6
    0