(ชุดทะเลทราย - ออสเตรเลีย) บอดี้การ์ดทะเลทราย by ญนันธร

ตอนที่ 4 : แรกจูบ...จูบแรก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 218
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    3 มี.ค. 56

ตอนที่ 4 

                แม้เวลาจะผ่านไปค่อนคืนแล้วศลีนาก็ยังไม่อาจข่มตาหลับลงได้ เธอยังกังวลเกี่ยวกับการหายตัวไปของพ่อ และรู้สึกว่าไกด์ของเธอไม่ใช่คนที่น่าเชื่อถือเลยสักนิด จะทำอย่างไรหากทุกอย่างล้มเหลว เธอจะไม่ได้เจอคนที่เธอรักอีกอย่างนั้นเหรอ หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีกครั้งเธอจะทำใจได้อย่างไร ในที่สุดความฟุ้งซ่านก็รบกวนหัวใจเธอจนไม่อาจนอนลืมตามองเต็นท์ได้อีกต่อไป การเดินเล่นในเวลาที่สงบอย่างนี้น่าจะช่วยให้จิตใจเธอผ่อนคลายขึ้นมาบาง หญิงสาวตัดสินใจออกจากเต็นท์ ไม่น่าเชื่อเลยว่ายามดึกของที่นี่จะรู้สึกหนาว ทั้งที่เมื่อตอนกลางวันนั้นร้อนจนผิวแทบจะไหม้

                เธอเดินไปเรื่อย ๆ โดยที่ในหัวมีความคิดประดังประเดเข้ามาอย่างมากมาย ไม่มีใครรู้หรอกว่าภายใต้ท่าทางอันเข้มแข็งของเธอนั้นซ่อนอะไรเอาไว้ หลังจากแม่หายไปเธอไม่เคยร้องไห้คร่ำครวญหาเลยสักครั้ง แต่ทุกลมหายใจเธอกลับคิดถึงและร่ำร้องอยากให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม อยากอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา และเจ็บปวดทุกครั้งเมื่อเห็นครอบครัวอันสุขสันต์ของคนอื่น เธอคิดถึงท่านทั้งท่านทิ้งเธอไป

                ศลีนานั่งลงตรงใต้ต้นไม้ ตรงนี้มีบึงขนาดไม่ใหญ่นัก คงเกิดจากการขุดเพื่อให้สัตว์ได้กินน้ำ เพราะที่ที่เธออยู่นี้เป็นฟาร์มปศุสัตว์ของคนที่รู้จักแต่เจ้าของไม่ได้อยู่ที่นี่มีเพียงคนงาน พวกเธอจึงต้องกางเต็นท์อาศัยกันชั่วคราวซึ่งก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากนัก และที่ไม่อยากพักโรงแรมเพราะอยากให้ทุกอย่างเป็นความลับ เธอเพิ่งจะรู้ว่าซูอาร์นั้นนอกจากจะเป็นดินแดนแห่งตำนานแล้วนั้นยังเป็นดินแดนแห่งขุมทรัพย์ด้วย มีนายทุนหลายคนที่อยากลองเสี่ยงลองไปผจญภัยและตามล่าหาขุมทรัพย์ในตำนานนั้น

                ความโลภมีอยู่ในมนุษย์ทุกชาติพันธ์ และเธอก็อยากรู้ว่าทำไมแม่ของเธอไปอยู่ที่นั่นหรือว่าท่านต้องการขุมทรัพย์เหมือนคนอื่น

                ความทรงจำเกี่ยวกับแม่เลือนรางเต็มที ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเธอพยายามที่จะลืม สายลมบางเบาที่โชยพัดมาทำให้น้ำตาเธอไหลริน หากเธอไม่คิดจะปาดทิ้งด้วยคิดว่าไม่มีใครเห็น หากจะอ่อนแอสักหน่อยคงไม่เป็นไร

                แต่มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิด...เพราะในความมืดมีใครบางคนซ่อนตัวอยู่ กว่าจะรู้ตัวก็สายไปแล้ว

                "คุณ หยิบเสื้อผ้าตรงนั้นให้หน่อย" เสียงหนึ่งดังขึ้นแทรกความเงียบเข้ามา

                เสียงนั่นทำให้เธอตกใจ ซึ่งมันก็ดังมาจากบึงน้ำ ที่ที่ไม่ควรมีใครไปอยู่ในนั้น หญิงสาวเพ่งสายตามองท่ามกลางแสงจันทร์เธอก็พบว่ามีใครบางคนกำลังลอยคออยู่

                เธอหันไปมองข้างตัวก็พบว่ามีเสื้อผ้าของผู้ชายกองอยู่ แวบเดียวก็จำได้ว่ามันเป็นเสื้อผ้าของผู้ชายคนนั้น คนที่เธอไม่ชอบหน้าเขาอย่างรุนแรง

                สายตามองลงไปในบึงด้วยความโกรธขึง ถือดียังไงมาใช้ เธอจึงเมินเฉยเสียจนได้ยินเสียงเขาตะโกนมาอีกครั้ง

                "เร็วหยิบเสื้อผ้าให้หน่อย ผมหนาว"

                "ทำไมฉันต้องหยิบให้" เธอตะโกนกลับอย่างถือดี

                "ก็ผมหนาว นะคุณนะ ถือว่าเมตตากันสักครั้ง" เขากล่าวขอร้องได้ค่อนข้างน่ารัก แต่เธอก็ยังสงสัยว่าเขาลงไปทำอะไรในบึงนั้นจึงตะโกนถามอีกครั้ง

                "ลงไปทำอะไรในนั้น"

                "อาบน้ำ"

                "อาบน้ำ" เธอทวนคำตอบของเขาตาโต ใจจิตนาการถึงส่วนของร่างกายของเขาซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำด้วยใจระส่ำ เลือดร้อน ๆ พลุ่งพล่านจนรู้สึกว่าหน้าของตัวเองร้อนผ่าวไปหมดแล้วต้องรีบสลัดสิ่งที่อยู่ในหัวทิ้งออกไป "บ้า ห้องน้ำก็มี ทำไมไม่ไปอาบ มาอาบตรงนี้ทำไม"

                "ก็ผมชอบอย่างนี้ แบบโอเพ่นแอร์"

                เขาตอบมาด้วยน้ำเสียงเย้าหยอกและเธอก็คิดว่านั่นคือการกวนโมโหอย่างร้ายกาจ บางทีเธออาจจะเอาคืนเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเป็นการสอนให้เขารู้ว่าเธอไม่ใช่เพื่อนเล่น สองมือหยิบเสื้อผ้าเดินไปยังตลิ่งที่เขาลอยคออยู่ แสร้งยิ้มให้เขาอย่างใจดีพร้อมกับกล่าวด้วยเสียงอันอ่อนหวานเหมือนยามเป็นนางเอกผู้อารีย์ตอนอยู่หน้ากล้อง

                "มารับไปซิ"

                เขาลอยคอมาใกล้ ยื่นมาขึ้นมารับ แต่เธอกลับแกว่งมือไปอีกทางปล่อยเสื้อผ้าทั้งหมดให้ตกน้ำ สั่งสอนให้เขาได้รู้ว่าเธอคือนายจ้างเขาคือลูกจ้าง

                "อุ๊ย ขอโทษ" แม้ปากจะบอกอย่างนั้น แต่ดวงตาเธอพราวระยับด้วยความสุข และยักไหล่ให้เขาเพื่อกวนประสาทเขากลับบ้าง

                เขาหดแขนกลับ และระบายลมหายใจออกมา ดูเหมือนเขาจะโกรธ ซึ่งก็ทำให้เธอดีใจที่ทำให้เขาโกรธได้บ้าง ต่อจากนี้จะได้รู้ซะทีว่าใครเป็นใคร

                แต่ในทันใดนั้นเขาก็ยิ้มออกมา

                "ไม่เป็นไรหรอกครับคุณคนสวย ถ้ามันเป็นแผนที่คุณอยากเห็นผมเปลือยทั้งตัว"

                รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอหดหายไปในเดี๋ยวนั้น เมื่อเห็นเขาลอยตัวเข้ามาใกล้ตลิ่งแล้วทำท่าจะยืนขึ้น

                "จะ...จะทำอะไร" เธอละล่ำละลักถาม มองเขาด้วยแววตาอันตื่นตระหนก

                "ก็เสื้อผ้าผมเปียกหมดแล้ว จะใส่ได้ยังไง ก็คงต้องขึ้นฝั่งทั้งอย่างนี้"

                เมื่อเข้าใจจุดประสงค์ เธอก็ต้องเอามือมาปิดตาตัวเอง เพราะเขายังคงก้าวเข้ามา จนตอนนี้เขายืนขึ้นและน้ำนั้นลึกเพียงแค่ระดับเอว

                "อย่านะ เธอร้องห้าม"

                "ทำไม ทีเมื่อกี้ทำทำไมไม่คิด" เสียงเขาติดจะดุเหมือนผู้ใหญ่กำลังสั่งสอนเด็ก

                "ฉัน...ฉันไปล่ะ"

                เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไรเธอก็เตรียมจะวิ่งหนี ไม่น่าเอาตัวมาเสี่ยงกับคนอย่างเขา สุภาษิตที่เขาว่าอย่าเอาทองมาครูดกับกระเบื้องเห็นจริงก็คราวนี้ หากยังไม่ทันได้ก้าวขา มือของเธอก็ถูกดึงเอาไว้ จากนั้นก็ถูกระตุกจนเสียหลักจนหงายหลัง

                "ตูม"

                เธอสัมผัสได้ถึงความเย็นของน้ำ จากนั้นก็รู้สึกเหมือนตัวเองจมลงเรื่อย ๆ เธอพยายามอ้าปากร้องขอความช่วยเหลือ แต่ผลที่ได้รับคือการที่น้ำทะลักเข้าปากเข้าจมูกแทน เธอจึงดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง เพื่อไม่ให้ตัวเองจมน้ำ และในนาทีนั้นเธอก็รู้สึกได้ว่าตัวเองถูกคว้าขึ้นมาให้พบกับอากาศบริสุทธิ์

                ศลีนาสำลักน้ำเป็นผลให้ไอจนหน้าดำหน้าแดง ก่อนที่จะหยุดนิ่งอย่างเหนื่อยหอบ

                "คุณว่ายน้ำไม่เป็นเหรอ"

                เสียงทุ้มนั่นทำให้เธอลืมตาทันที และสิ่งแรกที่พบคือแผงอกกว้างปกคลุมด้วยเส้นขนสีน้ำตาลอมทองของผู้ชายที่เกือบทำให้เธอจมน้ำตายตาย ปฏิกิริยาแรกที่โต้ตอบคือการผลักไส

                "อยู่นิ่ง ๆ ซิคุณ เดี๋ยวจมน้ำไปแย่นะ"

                คำขู่ของเป็นเป็นการเตือนว่าตอนนี้เธอกำลังอยู่กลางน้ำ ความกลัวทำให้เธอยึดเขาไว้อีกครั้งพร้อมกับเงยหน้ามองเขาด้วยดวงตาวาววับเพราะความโกรธ แต่สิ่งที่เห็นทำให้เธอถึงกับอึ้งและสะท้านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ประกายตาสีเขียวเข้มล้ำลึกนั้นมันเหมือนมนต์สะกดที่ตรึงเธอไว้ราวกับคำสาป โลกทั้งโลกหยุดหมุนในชั่วขณะอย่างไร้สาเหตุ

                เธอเผยอปากเพื่อที่จะบอกให้เขาพาเธอขึ้นไปบนฝั่งแต่เขาก็ทาบเรียวปากลงมาเสียก่อน

                ในนาทีนั้นเองเธอรู้สึกถึงความอุ่นจัดที่แปรเปลี่ยนเป็นความร้อนแรง ความแผ่วเบาในตอนแรกและค่อย ๆ ทวีความหนักหน่วงแต่กระนั้นก็ยังเต็มไปด้วยความอ่อนโยน เต็มไปด้วยความหวานซาบซ่านและไออุ่น

                เธอยกมือขึ้นอย่างงวยงง ใจหนึ่งก็บอกให้ผลักเขาออกห่างจากตัว แต่ใจหนึ่งกลับรู้สึกดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น มีบางอย่างที่ขาดหายไปมาเติมเต็มในความรู้สึกในที่สุดความความคิดอันหลังก็เป็นฝ่ายชนะไปโดยปริยาย อารมณ์ความรู้สึกหมุนคว้างเหมือนกำลังยืนอยู่กลางทอร์นาโด ใจเธอเหมือนกำลังถูกแผดเผาด้วยร้อนเร่าอันแสนหฤหรรษ์

                ไม่รู้ตัวเลยว่าเลื่อนมือไปโอบรอบคอแข็งแกร่งนั่นเมื่อไหร่ แต่เธอรู้สึกได้ถึงความปลอดภัยเหมือนมีเกราะปกป้องแผ่นกระจายมาจากตัวเขา ร่างกายซุกซบเบียดเข้าหาโดยไม่ได้ตั้งใจ ตอบสนองการชักนำอย่างลืมสิ้นทุกอย่างรอบกาย

                เช่นเดียวกันเขาก็บดเบียดกายเข้ามาหา มือของเขาข้างหนึ่งรัดเอวเธอไว้แน่น อีกข้างหนึ่งรองศีรษะของเธอเอาไว้เพื่อให้ได้รับสัมผัสของกันและกันอย่างเต็มที่

                เหมือนมีไฟสว่างไสวอยู่ในสมอง จิตใจล่องลอยไปสู่ฟากฟ้าอันแสนหวาน ดวงดาวนับร้อยนับพันที่ส่องแสงแข่งกันยังไม่งดงามเท่ากับสิ่งที่ก่อเกิดในตอนนี้ เธอเคลิ้มฝันอย่างไร้ขอบเขต อุ่นซ่านไปทั่วหัวใจมันเป็นความรู้สึกที่เธอไม่เคยคาดคิดและไม่คิดว่ามันจะมีอยู่จริง

                แล้วความรู้สึกนั้นก็สิ้นสุดลงเมื่อเขาขยับกายเลื่อนริมฝีปากอุ่นมาที่หน้าผาก มอบจุมพิตอันอ่อนโยนให้เธออีกครั้ง และนั่นทำให้เธอรู้สึกตัวว่าเมื่อครู่ทำอะไรลงไป

                เขาจูบเธอ และเธอจูบตอบ !!

                เธอตัวแข็งทื่อ ช๊อกไปกับสิ่งที่ได้รับรู้ ใจปฏิเสธทันทีว่ามันไม่จริง แต่ความอุ่นจัดที่ยังแต้มอยู่บนเรียวปากนั้นคือหลักฐานที่มัดตัวอย่างแน่นหนา

                ความอับอายมากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัวใจ นี่เธอเป็นบ้าอะไรทำไมถึงยอมเขาอย่างนั้น

                "เราทำความรู้จักกันแค่นี้ก่อนนะสาวน้อย" เขากล่าว ก้มมองเธอด้วยตัวตาพร่างพราวล้อเลียน ทั้งที่แขนยังอ้อยอิ่งอยู่ที่เอวคอด

                เธอสะบัดตัวหนีทันที ตกใจมากกว่ารังเกียจ

                "คุณฉวยโอกาส" เสียงนั้นแสดงถึงความโกรธ และที่มากกว่านั้นคือความอายที่เผลอไผลไปกับสัมผัสของเขา เธอเสียจูบแรกให้กับผู้ชายที่ไม่ชอบหน้าหรือเวลานี้จะเรียกว่าเกลียดเลยก็ว่าได้

                เขาไม่โต้ตอบอะไร ในสีหน้าไม่มีท่าทางแห่งความรู้สึกผิดแถมมียิ้มน้อย ๆ ส่งมาอีกต่างหาก

                เธอตัวสั่นไปหมด และเพิ่งรู้ว่าน้ำมันไม่ได้ลึกเลย แค่ระดับเอวเท่านั้น อีกครั้งที่เธออายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนใจเธออยากจะตบหน้าเขาที่บังอาจล่วงเกินและทำให้เธอรู้สึกอย่างนี้ แต่คิดว่ามันคงไม่คุ้ม ทางที่ดีควรพาตัวเองไปให้ไกล เธอจึงหมุนตัวเดินลุยน้ำไปยังฝั่ง นึกโกรธความขี้ขลาดของตัวเองที่ทำให้เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น ต่อจากนี้ไปเธอจะอยู่ให้ห่างผู้ชายคนนี้เมื่อเขาแสดงให้เห็นธาตุแท้แล้วว่าเลวแค่ไหน

 

                ดีแลนมองตามร่างที่เปียกปอนไป ศลีนาตัวจริงสวยกว่าในรูปถ่ายมาก เขายอมรับว่าตัวเองถึงกับตะลึงไปในทันที่ที่เห็นหน้าเธอ ทุกองค์ประกอบของหญิงสาวเหมือนนางในฝันของเขาอย่างไม่ผิดเพี้ยน ยิ่งได้เห็นแววตาอันทุกข์ร้อนเศร้าสร้อยของเธอมันยิ่งทำให้ใจเขาอ่อนยวบสงสารและเวทนาเธอขึ้นมาเป็นกอง เสียอย่างเดียวที่เธอดูเอาแต่ใจไปหน่อย และขี้หวาดระแวงแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เสน่ห์ของเธอลดลงไปเลยแม้แต่น้อย เวลาเธอหน้าง้ำด้วยอารมณ์โกรธมันทำให้เขารู้สึกดีกว่าเวลาที่เธอยิ้มอย่างเสแสร้งเป็นไหน ๆ

                จูบเมื่อครู่มันทำให้เขารู้สึกถึงความต่างจากจูบครั้งไหนในชีวิต การตอบสนองของเธอช่างไร้เดียงสาแต่ก็ช่างเรียกร้องช่างออดอ้อนจนเขาแทบจะเกินเลยไปไหนต่อไหน โชคดีที่สามารถยับยั้งทุกอย่างเอาไว้ได้ทันการณ์ก่อนที่จะเสียงานใหญ่แต่กระนั้นเขาก็รู้ว่าได้ถูกเธอหมายหัวเอาไว้อีกหนึ่งคดี

                "เฮ้อออ" เขาถอนหายใจออกมามายาวเหยียด ก็ทำไงได้เมื่อเธอน่าปรารถนาอย่างเหลือเกิน ไม่เคยมีใครสั่งสอนเธอเลยหรือไงว่าไม่ควรออกมาเดินในยามค่ำคืนตามลำพัง

                ชายหนุ่มพยายามสะบัดไล่ภาพชุดนอนแนบเนื้อที่เปียกน้ำ ผมเผ้าที่ลู่แนบศีรษะ ริมฝีปากอิ่มที่เผยอเพราะความเหน็บหนาวออกจากสมองเพราะมันคือภาพอันร้ายกาจที่จะหลอกหลอนความเป็นหนุ่มของเขา ดูเหมือนงานง่ายจะไม่ง่ายอย่างที่คาดเอาไว้เสียแล้ว

                เพราะนอกจากเธอเขายังต้องเจอศึกนอกที่น่ากลัวอีกด้วย หรืออีกฝ่ายจะรู้เช่นกันว่าศลีนาคือยาที่จะถอนพิษที่พวกมันสร้างขึ้น        

                สาเหตุที่ทำให้เขามาสายในวันนี้ก็คือพวกมัน ด้านนอกไม่ไกลจากที่นี่นักเขาเห็นกลุ่มคนคุ้นเคยผู้เป็นอริเก่ารวมกันและเขารู้ว่าพวกมันคงจะทำอะไรบางอย่างที่ไม่ดีนัก ซึ่งก็เป็นอย่างที่คิดเมื่อเห็นรูปถ่ายของศลีนาอยู่ในมือของพวกมันคนหนึ่ง เป้าหมายของมันและเขาคือสิ่งเดียวกัน แต่มีหนึ่งเดียวเท่านั้นที่จะได้ครอบครองเขาจึงต้องลงมือจัดการก่อนที่มันจะรู้ตัว

                เขาเรียกพรรคพวกที่รอดำเนินการแผนสำรองมาช่วยเหลือ แต่อีกฝ่ายมีอาวุธหนักครบมือซึ่งฝ่ายเขาเกือบจะพลาดพลั้งสุดท้ายเขาก็ต้องกระโดดลงสังเวียนเอง และนั่นเองที่เป็นเหตุให้เขาต้องมาแช่น้ำเล่นในคืนนี้เพื่อขจัดคราบเลือดออกจากตัว

                ชายหนุ่มลอยคอไปคว้าเสื้อผ้าที่ลอยน้ำอยู่ เขาตั้งใจจะซักมันอยู่แล้วเพราะเสื้อตัวในเต็มได้ด้วยเลือดของคนพวกนั้นซึ่งเดิมเขาเทเหล้าลงบนตัวเพื่อกลบกลิ่นซึ่งมาสายเพราะเมาคงดีกว่ามาสายเพราะเป็นฆาตรกร แต่ตอนนี้ไม่ว่าเขาจะเป็นอะไรนายจ้างของเขาก็คงไม่พอใจ ซึ่งเขาก็ไม่แคร์เพียงแค่ให้งานสำเร็จก็พอ พรุ่งนี้เขาจะเริ่มดำเนินการตามแผนของตัวเองทันทีเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา

               

                "ลีนาเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมมานั่งเหม่ออยู่ตรงนี้" เสียงของรัฐนนท์ที่ดังมาเบื้องหลังเป็นผลให้ศลีนาสะดุ้ง อาการวัวสันหลังหวะมันเป็นอย่างนี้นี่เอง เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนทำให้เธอรู้สึกผิดต่อเขาผู้เป็นคนรักอย่างเหลือเกิน

                "ว่าไง เป็นอะไรใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว" ชายหนุ่มถามซ้ำเมื่อเห็นเธอไม่ตอบพร้อมกับเดินมานั่งลงข้าง ๆ

                "เอ่อ...ลีนาเป็นห่วงพ่อค่ะ" เธอตอบคำถามสั้น ๆ พร้อมกับหลบสายตา กลัวว่าความลับที่เธอตั้งใจจะเก็บไว้เปิดเผยออกมา

                "เดี๋ยวเราก็จะออกตามหาคุณอากันแล้ว อย่าห่วงเลย" เขาเอื้อมมือมากุมมือเธอเอาไว้ ซึ่งเป็นเหตุการณ์อันปกติที่รัฐนนท์มักจะทำอยู่เสมอ แต่วันนี้ใจเธอรู้สึกแปลก อยากชักมือกลับยังไงก็ไม่รู้ ดีที่โทรศัพท์เขาดังขึ้นเสียก่อน เธอจึงไม่ต้องทนกระอักกระอ่วนใจนาน

                ท่าทางของรัฐนนท์แลดูหัวเสียและมีอาการผิดปกติเล็กน้อยยามเมื่อมองที่หน้าจอ ซึ่งคงจะเป็นเรื่องงานที่ยุ่งอยู่ทางโน้น

                "พี่นนท์ไปรับโทรศัพท์เถอะคะ ลีนาไม่เป็นไร"

                "อืม เดี๋ยวพี่มานะ" เขาตอบรับแล้วเดินไปอีกมุมหนึ่งคงต้องการความเป็นส่วนตัวในการคุยเรื่องงาน เธอซาบซึ้งที่เขาทิ้งงานของตัวเองมาเป็นเพื่อนเธอ แต่ใจจริงก็ไม่อยากให้เขาทำอย่างนั้น เพราะเธอไม่รู้ว่าจะหาพ่อเจอเมื่อไหร่ จึงไม่อยากให้เขารอคอยอย่างไม่มีกำหนดอย่างนี้ ไม่อยากเป็นตัวถ่วงงานของเขาเลย

                เมื่อรัฐนนท์จากไปเธอก็ได้อยู่คนเดียวอีกครั้ง ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องคิดถึงเรื่องเมื่อคืนซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งที่ไม่มีอะไรที่น่าคิดเลยนอกจากความอัปยศและความอับอาย แต่เธอก็ไม่สามารถลบมันออกจากหัวได้ สัมผัสของเขายังคงตราตรึงไม่จางหาย มันยังตามหลอกหลอนเธออยู่ร่ำไป

                "บ้าจริง" เธอกล่าวออกมาอย่างหัวเสีย มันช่างเป็นเช้าที่หงุดหงิดที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้

                แล้วเธอก็รู้สึกเหมือนมีใครกำลังมองมาทางเธอ จึงอดไม่ได้ที่จะหันไปมองกลับ และเธอก็แทบจะเบือนหน้าหนีไม่ทันเมื่อพบว่าผู้ชายที่เธอพยายามขับไล่ออกจากหัวกำลังพิงรถจิ๊บเก่า ๆ ของเขาทอดมองเธออย่างสบายอารมณ์ และท่าทางนั้นยังกวนประสาทเหมือนเดิม

                เขาไร้จิตสำนึก ไม่มีมารยาท ฉวยโอกาส หน้าด้าน บ้ากาม ฯลฯ นั่นคือคำที่เธอสรรหามาด่าเขาในใจ จะเป็นไปได้ไหมหากเธอจะขอให้โรเจอร์หาคนนำทางคนใหม่ แต่นั่นก็อาจจะเสียเวลาไปอีกหลายวัน เธอถอนหายใจอย่างยืดยาว ไม่มีเวลาแล้ว เธอจะต้องเดินทางให้เร็วที่สุด ทุกนาทีที่ผ่านมีค่าอย่างยิ่ง

                รัฐนนท์เดินกลับมาอีกครั้ง บนใบหน้าของแฟนหนุ่มเต็มไปด้วยความยุ่งยาก ท่าทางของเขาทำให้เธออดห่วงขึ้นมาไม่ได้

                "ใครโทรมาหรือคะ"

                "อ๋อ..เมย์ เขาโทรมาบอกว่าผลเลือดของลีนามีบางอย่างผิดปกติ อยากให้ส่งตัวอย่างกลับไปใหม่"

                คนที่ชายหนุ่มเอ่ยถึงเธอรู้จักเป็นอย่างดี เมย์ หรือเมษาคือผู้ช่วยของรัฐนนท์ เป็นคนที่มีอัธยาศัยไมตรีค่อนข้างดี เป็นมิตรกับเธอเสมอ

                "ผิดปกติยังไงคะ"

                "ตอนนี้ยังสรุปไม่ได้ พี่ขอตรวจเลือดลีนาอีกครั้งนะ"

                "ตอนนี้หรือค่ะ"

                "ใช่ ตอนนี้แต่ว่าเราไม่มีอุปกรณ์ เราอาจต้องไปที่โรงพยาบาล"

                "งั้นเอาไว้ก่อนได้ไหมคะ ลีนาอยากรีบออกตามหาพ่อ แล้วลีนาคิดว่าคงไม่มีอะไร เพราะตอนนี้ลีนาสบายดีทุกอย่าง" เธอพยายามบอกปัด ด้วยข้อแรกไม่อยากเจ็บตัวและข้อสองเธอไม่อยากเสียเวลา

                "พลัดอยู่เรื่อยเชียว" รัฐนนท์บ่นด้วยน้ำเสียงที่ไม่จริงจังนัก

                "นะคะพี่นนท์ ลีนาไม่เป็นอะไรหรอก" เธอส่งสายตาอ้อนวอนอีกครั้งซึ่งก็ได้ผลทุกครั้ง

                "ก็ได้ เอาไว้ก่อนก็ได้ แต่ระหว่างทางถ้าเจอโรงพยาบาลเราจะแวะและเจาะเลือดเพื่อส่งไปยังแลป ห้ามอิดออด ห้ามปฎิเสธอะไรทั้งสิ้นเข้าใจไหม"

                ศลีนายิ้มเฉ่งกอดแขนแฟนหนุ่มด้วยความยินดี "ขอบคุณนะคะ พี่นนท์ใจดีกับลีนาที่สุดในโลกเลย"

                "ก็พี่รักลีนานี่"

                ท่ามกลางแสงอรุณในยามเช้าคำบอกรักของเขาทำให้โลกของเธอสดใสขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยในวันที่อ้างว้างเธอก็ไม่ได้มีชีวิตที่เดียวดาย เธอยิ้มตอบให้กับสิ่งที่เขาให้มา แต่แล้วรอยยิ้มของเธอก็ต้องเลือนหายเมื่อมีใครบางคนเดินมาแทรกกลางอย่างไร้ซึ่งความเกรงใจ เมื่อเงยหน้ามองก็พบว่าเป็นผู้ชายที่เธอเกลียดขี้หน้านั่นเอง

                ดีแลน

                "ขอโทษนะครับที่ต้องมาขัดจังหวะฉากหวานระหว่างคุณสองคน แต่คุณควรจะรีบเตรียมของกันได้แล้วเพราะเรากำลังจะออกเดินทางในอีกสิบห้านาทีข้างหน้า"

                เธอตวัดสายตาไปมองเขา นอกจากที่เคยกร่อนต่อว่าเขาในใจ ตอนนี้ขอแถมให้อีกเรื่องหนึ่งคือไม่รู้จักกาลเทศะด้วย สงสัยจะไม่มีใครสั่งสอน

                "ไร้มารยาท" อดไม่ได้จริง ๆ ที่จะต่อว่า เมื่อไหร่กันที่เธอจะพบพ่อแล้วจะได้เลิกจ้างคนนำทางแสนกวนประสาทคนนี้สักที

                "ผมแค่มาเตือน กลัวว่าคุณจะลืมเวลา ดูเหมือนเป็นคนลืมตัวง่ายอยู่นะ"

                คำพูดธรรมดาของเขานั้นเหมือนธูปร้อนจี้ลงบนใจเธอ เธอรู้ว่าเขากำลังพูดถึงอะไร ใบหน้าร้อนผ่าวแดงซ่านทั้งโกรธทั้งอาย หากต้องรีบกลับเกลื่อนเพราะเธอไม่อยากให้แฟนหนุ่มรู้เรื่องนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเธอก็ยังแคร์ความรู้สึกเขาอยู่

                "พี่ว่าเรารีบไปก็ดีกว่า ออกแต่เช้าก็ดีจะได้ไม่ร้อนมาก"

                เธอยอมเดินจากไป แต่ยังไม่วายแสดงสีหน้าบึ้งตึงใส่ ยังโกรธ ยังแค้น และยังคงไม่ให้อภัย

 

                ศลีนาเดินกลับไปที่เต็นท์ด้วยความแค้นเคือง เธอไม่เข้าใจเลยว่าเวรกรรมอะไรที่ทำให้เธอต้องมาเจอคนอย่างเขา แล้วจะมีวิธีไหนบ้างไหมที่จะไม่ต้องเดินทางร่วมกัน เพราะเธอชักทนพฤติกรรมที่เรียกว่าคุกคามอารมณ์ของเธอแทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว สุดท้ายเธอก็ได้คำตอบว่าไม่มี สิ่งเดียวที่ทำได้คือต้องทนเท่านั้นเอง

                เธอระบายอารมณ์กับข้าวของของตัวเองด้วยการจัดเก็บมันอย่างไม่ระวังนัก สิ่งของบางชิ้นที่เห็นว่ามันทนทานหน่อยเธอก็กระแทกกระทั้นมันอย่างรุนแรง เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของชายผู้ที่เธอเกลียดชัง

                เธอโยนสมุดบันทึกของพ่อลงกระเป๋าเดินทาง ซึ่งปกตินั้นเธอจะถนอมมันมากที่สุด ภายในบรรจุเรื่องราวหลายอย่างแต่น่าเสียดายไม่มีเรื่องราวเกี่ยวกับซูอาร์เลยสักนิด แต่กระนั้นเธอก็ยังเก็บมันเอาไว้กับตัว เป็นสิ่งแทนใจเอาไว้ดูต่างหน้าพ่อที่หายสาบสูบ

                "พลั๊ก"

                เสียงสมุดบันทึกกระแทกพื้นเพราะเธอโยนพลาด ศลีนาหน้าเสียและใจเสียเมื่อเห็นว่ามีกระดาษแผ่นหนึ่งหลุดออกมาจากสมุด เธอทำของที่เอาไว้ใช้ดูต่างหน้าพ่อชำรุด

                เธอเอื้อมไปหยิบสมุดหนังเล่มใหญ่ขึ้นมาด้วยความทะนุถนอมทั้งที่รู้ว่าช้าไปเสียแล้ว

                "ฉันไม่ได้ตั้งใจ" เธอกล่าวขณะหยิบกระดาษที่หลุดออกมา แต่แล้วคิ้วเธอก็ต้องขมวดเข้าหากันเมื่อพบว่าเนื้อระดาษนั้นไม่เหมือนกับกระดาษในเล่ม เธอจึงเปิดสมุดสำรวจและก็พบว่าตรงปกหนังนั้นมีช่องเล็ก ๆ แง้มอยู่ ดูเหมือนว่ากระดาษแผ่นนี้จะหลุดออกมาจากตรงนั้น

                ความสงสัยทำให้เธอคลี่กระดาษดู แล้วหัวใจเธอก็แทบจะหยุดเต้นเมื่อพบว่ามันคือแผนที่ไปซูอาร์

                เธอพลิกกระดาษดูอีกครั้งแต่ก็ไม่แน่ใจนักว่าจะใช่ของจริงหรือของปลอม ดังนั้นเธอจะต้องไปให้ผู้เชี่ยวชาญได้ตรวจดูซึ่งก็คือโรเจอร์ และหากมันเป็นของจริงเธอก็จะสามารถเดินทางไปที่นั่นโดยไม่ต้องมีผู้ชายคนนั้นร่วมทางไปด้วย ศลีนาเดินออกจากเต็นท์ของตนเอง จุดหมายคือกระโจมของโรเจอร์ซึ่งคิดว่าอีกฝ่ายคงจะกำลังเตรียมเก็บของอยู่เช่นกัน


ใครอ่าน ขอคอมเมนท์หน่อยนะคะ จุฟฟฟ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

22 ความคิดเห็น

  1. #20 rose2521 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 มีนาคม 2556 / 22:53
    ไม่น่าเอาไปให้โรเจอร์เลยนะเหมือนโรเจอร์เป็นตัวร้ายไงไม่รู้
    #20
    0