(ชุดทะเลทราย - ออสเตรเลีย) บอดี้การ์ดทะเลทราย by ญนันธร

ตอนที่ 3 : แรกเจอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 189
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    3 มี.ค. 56

ตอนที่ 3

                ศลีนาหลับตาลงด้วยความอ่อนล้า หัวตาทั้งสองข้างร้อนผ่าวเพราะความทุกข์ จนป่านนี้เธอยังไม่ได้ข่าวจากพ่อผู้สูญหายซึ่งก็กินเวลาไปถึงสามวันเต็ม แต่อย่างน้อยเธอก็โชคดี ตลอดระยะการเดินทางอันเต็มไปด้วยความทรมานของเธอนั้น เธอยังมีโรเจอร์ซึ่งเข้ามาจัดการทุกอย่าง ทั้งเรื่องการเดินทางที่พักหรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ และเมื่อวานนี้เองเขาก็บอกเธอว่ามีสามารถหาคนนำทาได้แล้ว

                นั่นนับว่าเป็นข่าวดีที่สุดในระยะเวลาสามวันที่ผ่านมา

                การเดินทางครั้งนี้นับว่าเป็นเรื่องยาก มีคนน้อยนักที่จะเชื่อว่าซูอาร์มีอยู่จริง แต่พ่อของเธอและลุงโรเจอร์ยืนยันว่ามันมีโดยเฉพาะโรเจอร์ที่ยืนยันกับเธอว่าได้ไปสัมผัสมันมาแล้วด้วยตัวเอง ลุงโรเจอร์เล่าจากความทรงจำว่าจะต้องเดินผ่านทะเลทรายอันร้อนระอุ ลัดเลาะไปตามภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยอันตราย อาจจะมีสัตว์ร้ายหรืออะไรแฝงอยู่แต่นั่นก็ไม่น่ากลัวเท่ามนตรา หรือคำสาปของเหล่าผู้พิทักษ์สมบัติซึ่งนั่นก็คือชาวอบอริจิ้น ชนกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ก่อนจะโดนบุกรุกด้วยอารยธรรมที่บอกว่าตนเองสูงส่งกว่า หากเข่นฆ่าผู้อื่นเป็นผักปลา

                "ต้องตาย ผู้บุกรุกต้องตาย"

                เสียงหนึ่งดั่งแว่วเข้ามาในหัว และนั่นทำให้เธอรู้สึกขนลุกซู่ พ่วงด้วยอาการเย็นวาบบริเวณท้ายทอยอย่างไม่มีสาเหตุ แต่มันก็เป็นอยู่ในชั่วพริบตาเดียวเท่านั้นจากนั้นทุกอย่างก็กลับมาสู่สภาวะปกติ

                เธอรู้สึกตกใจกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นแต่เมื่อมันผ่านไปแล้วหญิงสาวส่ายหน้ากับความคิดของตัวเอง โลกนี้ไม่มีเรื่องลึกลับเช่นนั้นหรอก นี่มันยุคดิจิตอลที่เทคโนโลยีเสกทุกอย่างได้ราวกับเวทมนต์ และซูอาร์จะต้องเป็นดินแดนหนึ่งที่อยู่ลึกเข้าไปในทะเลทรายและเป็นดินแดนตกสำรวจเพราะความทุรกันดาร

                การเดินทางของเธอเริ่มต้นจากที่นี่ เนื่องจากคนนำทางที่จ้างเอาไว้สะดวกที่จะนัดพบ ณ อูรูลูแห่งนี้ นับว่าโชคดีที่เธอเจอเขาในเวลาอันรวดเร็ว แต่จนป่านนี้เลยเวลานัดมาหลายชั่วโมงแล้วเธอก็ยังไม่เห็นหน้าเขาทำให้เริ่มรู้สึกกระวนกระวานใจ กลัวว่าหากนัดไม่เป็นนัดพ่อของเธออาจจะตกระกำลำบากมากกว่าเดิม

                ดาราสาวชื่อดังก้องฟ้าเมืองไทยมองก้อนหินก้อนใหญ่ตรงหน้าอีกครั้งสีของมันเปลี่ยนไปอีกแล้ว จากสีชมพูบานเย็นแสบตาตอนนี่เป็นสีแดงดั่งเลือดและสิ่งที่เห็นเบื้องหน้าทำใจเธอเสียอย่างประหลาด

                เลือด คือสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตเธอแต่มันก็คือมหัตภัยร้ายสำหรับเธอด้วยเช่นกัน

                "ลีนา"

                เสียงเรียกนั้นหยุดความคิดของเธอในทันควัน หญิงหันไปทางเสียงเรียกอันคุ้นเคย ไม่ไกลจากที่เธอยืนนักก็ได้เห็นรอยยิ้มหล่อเหลาบาดใจของคนคุ้นเคยหัวใจของเธอกระตุกวาบด้วยประหลาดใจและความปริ่มเปรม

                "พี่นนท์" เธอขานรับด้วยการเรียกชื่อเขา พร้อมกับเดินเข้าไปหาทั้งที่เขาก็กำลังเดินตรงมา พี่นนท์หรือรัฐนนท์คือแฟนหนุ่มของเธอ แม้จะมีชื่อเป็นไทยแท้แต่เขากลับมีเลือดไทยไหลเวียนอยู่เพียงครึ่งเดียวเขาจึงมีรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมคามหล่อเหลาไม่แพ้พระเอกบางคนที่เธอเคยร่วมงานด้วย

                "พี่เดินตามหาเสียทั่ว มาอยู่ที่นี่เอง" เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดบนหน้าผากเกลี้ยงเกลาของชายหนุ่ม บ่งบอกว่าเขาคงเดินตามหาเธอมาพักใหญ่

                "พี่นนท์ พี่นนท์มาได้ยังไงค่ะ"

                "ก็นั่งเครื่องบินมาไงจ๊ะ" เขาตอบพร้อมเผยรอยยิ้มขี้เล่น

                "พี่นนท์มาทำไมคะ มีธุระทางนี้เหรอเปล่า" ที่ถามเพราะแปลกใจเนื่องจากอีกฝ่ายกำลังมีงานอันยุ่งเหยิงเกี่ยวกับการทดลองและวิจัยซึ่งเป็นโครงการที่ค่อนใหญ่ ซับซ้อนและลงทุนด้วยเม็ดเงินจำนวนมาก ซึ่งผู้ที่ออกทุนให้เขาก็คือ มิสเตอร์คาลอส เดลโน ซึ่งเป็นเจ้าของ เดลโนซีนกรุ๊ปผู้โด่งดังในวงการเภสัชกรรมของโลกนั่นเอง

                "อ้าว พี่ก็มาเป็นเพื่อนลีนานะซิ งานทางโน้นพอให้คนอื่นทำได้ พี่ก็ขอตัวมา"

                คำตอบของเขาทำให้เธอซึ้งใจอย่างเหลือเกิน รัฐนนท์เป็นน่ารักอย่างนี้กับเธอเสมอ เขาเป็นผู้ชายที่ยอมสละเวลาอันมีค่า เวลาอันเป็นเงินเป็นทองมาเป็นเพื่อนยามที่เธอเดือดร้อนถึงขีดสุด เธอช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้แฟนทั้งฉลาด ทั้งหน้าตาดีและช่างเอาใจใส่

                "ขอบคุณนะคะ พี่นนท์น่ารักที่สุดแต่ลีนาก็อดเกรงใจไม่ได้ ความจริงเดินทางไปกับคณะสำรวจก็ไม่ได้ลำบากอะไร"

                "พวกนั้นเป็นผู้ชายที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า จะไปไว้อกไว้ใจได้ยังไงกันแล้วอีกอย่างไม่มีคุณอาก็เป็นหน้าที่พี่ที่ต้องดูแลลีนา"

                การเดินทางในครั้งนี้เป็นการเดินทางเป็นคณะที่ค่อนข้างใหญ่ มีคนร่วมคณะหลายคน หลายตำแหน่งที่ไม่น่าจะเกี่ยวกับการตามหาคนอย่างเช่นมีหนึ่งในนั้นเป็นนักธรณีวิทยา หรือนักประวัติศาสตร์และภาษาศาสตร์ แต่โรเจอร์ก็ให้เหตุผลว่าทุกคนเป็นเพื่อนเก่าที่ต้องการช่วยเธอตามหาพ่อ เธอจึงไม่ขัดข้องอะไร เพียงแต่ขัดใจเล็กน้อยที่การเดินทางนั้นออกจะล่าช้าเมื่อมีคนเพิ่มมากขึ้น

                "ดีเหมือนกันคะ เพราะลีนาไม่รู้จะคุยกับใครเหงาจะแย่"

                "แล้วที่ยืนหน้าเศร้าอยู่นี่เป็นเพราะคิดถึงพี่อยู่ใช่ไหม" ชายหนุ่มแอบอ้างตามประสา ซึ่งเธอก็ชินเสียแล้ว

                "เปล่าซักหน่อย ลีนาเป็นห่วงพ่อค่ะ ไม่รู้ว่าพ่อจะเป็นอย่างไรบ้าง"

                "น่าน้อยใจจัง พี่รึคิดถึงลีนาจนรีบบินมา"

                รัฐนนท์เป็นคนปากหวานอย่างนี้เสมอ ใคร ๆ ต่างก็หลงเสน่ห์ชายหนุ่มคนนี้ เท่าที่รู้มีเพื่อนร่วมงานของเขาหลายคนที่ชอบมองเขาด้วยแววตาที่แสดงว่าชอบพอจึงบางครั้งเธอเองก็แอบหวั่นใจเหมือนกัน แต่ความเอาใจใส่ที่เขามีให้ทำให้เธอยังมั่นใจที่จะคบเขาอยู่

                "พี่เชื่อว่าคุณอาต้องปลอดภัย" ชายหนุ่มผู้เป็นคนถามตอบอย่างอ่อนโยนและปลอบประโลมไปในที "แล้วตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง อาการกำเริบหรือเปล่า"

                เมื่อเขาถามเธอจึงนึกได้ว่ามีโรคประจำตัวซึ่งสามวันที่ผ่านมาก็ไม่มีอาการอะไรเลย

                "ตายจริงลีนาลืมเรื่องนี้สนิทมัวแต่ยุ่ง ๆ แต่นี่ลีนาไม่ได้ใช้ยาเลยแต่แปลกไม่ยักกะเป็นอะไร"

                "จริงเหรอ"

                "ค่ะ ไม่มีอาการแม้แต่นิดเดียว"

                "อาจจะเป็นเพราะอารมณ์เครียดที่ไปกดอาการเอาไว้ก็ได้ แต่พี่ว่าไม่ควรประมาท พี่เอายาที่ศูนย์วิจัยมาด้วย แต่ตอนนี้เหลืออยู่แค่สองหลอดเท่านั้นพี่กำลังให้คนทางโน้นทำเพิ่มอยู่ แต่อาจจะต้องรอหน่อย ยาตัวนี้มันเป็นสูตรลับของคุณอา ท่านไม่เคยเผบแพร่ให้ใครแม้แต่พี่ ก็ไม่เข้าใจว่าทำไม"

                ศลีนารู้ดีว่าทำไมพ่อเธอถึงไม่ยอมเผยแพร่ยานี้ให้ใครรู้แม้แต่รัฐนนท์ซึ่งเป็นศิษย์คนหนึ่ง เพราะท่านกลัวว่าหากฝ่ายชายรู้ว่าเธอเป็นอะไรเขาจะแสดงท่าทางรังเกียจ หรือดีไม่ดีหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปเธอเองนั่นแหละที่จะลำบาก ในเวลานี้รัฐนนท์รู้เพียงแต่ว่าเธอเป็นมะเร็งเม็ดเลือดชนิดหนึ่ง จะต้องให้เลือดและฉีดยากระตุ้นเท่านั้นแต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น บางทีเธออาจจะต้องบอกความจริงกับเขาว่าเธอเป็นอะไร หากเขารับไม่ได้และต้องการเลิกราก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ที่เขาจะทำได้

                "พี่นนท์ค่ะ"

                "มีอะไร" เขาหันมาถาม

                พอได้สบตาเขาลิ้นเธอก็เหมือนจะเป็นอัมพาตขึ้นมาเสียเฉย ๆ เธอจึงย้อนกลับไปถามใจตัวเองดูอีกครั้งว่าพร้อมที่จะสูญเสียรัฐนนท์ไปหรือยังแต่แล้วใจเธอก็บอกว่ายัง

                "อ๋อ...ลีนาลืมไปแล้ว" ในที่สุดเธอก็เลือกที่จะไม่สารภาพพร้อมทั้งยิ้มสดใสกลบเกลื่อน

                "ขี้ลืม เป็นเพราะขาดยาหรือเปล่า ขาดมากี่วันแล้ว"

                "สองวันค่ะ ครบฉีดเมื่อวานนี้ แต่ตอนนี้ลีนาไม่เป็นไรเลยนะคะ"

                "แต่พี่ว่าควรฉีด ไว้ใจไม่ได้หรอก"

                เพียงแค่ได้ยินคำว่าฉีดยาเธอถึงกับน่าเสีย เข็มเล็ก ที่จิ้มเข้าไปในเนื้อแม้มันจะเจ็บแปบเดียวก็จริงแต่เมื่อโดนบ่อย ๆ ก็ทำให้เธอขยาดอยู่เหมือนกัน

                "เอาไว้ก่อนได้ไหมคะ" เธอทำสายตาอ้อนวอน รู้ว่าจำเป็นแต่ยังไม่อยากเจ็บตัวตอนนี้

                "ดื้อจริง งั้นตอนเย็นก็ได้จ๊ะ หลังจากที่เราทานข้าวด้วยกัน"

                เธอรู้ว่าทำไมรัฐนนท์ยอมตกลงง่ายดาย เพราะว่าเขามักจะชอบหาโอกาสอยู่กับเธอจนดึกเสมอซึ่งเธอก็คิดว่ามันคงไม่ใช่เรื่องผิดอะไรสำหรับคนที่เป็นแฟนกันแต่ไม่รู้ทำไมเธอไม่ค่อยชอบนักบางครั้งรู้สึกอึดอัดด้วยซ้ำจนต้องไล่ให้กลับทั้งที่อีกฝ่ายไม่ค่อยจะเต็มใจนัก

                "พี่นนท์รู้ไหมคะว่าไกด์ที่เรานัดมาหรือยัง" เธอถามถึงไกด์ที่จะนำทางไปยังดินแดนที่มีชื่อว่าซูอาร์ ใจร้อนเหลือเกินโดยเฉพาะเมื่อเวลาล่วงมานานขนาดนี้

                "อ๋อไกด์ ได้ข่าวว่ายังนะ แต่ไม่ต้องห่วงคุณพ่อโทรตามแล้ว บอกว่าอีกไม่เกินชั่วโมงน่าจะมาถึง"

                "นี่เขาสายไปเกือบสี่ชั่วโมงแล้วนะคะ" ศลีนากล่าวอย่างหงุดหงิดใจ เธอไม่ชอบคนผิดเวลา และในสถานการณ์อย่างนี้แล้วเธอแทบจะไม่อยากรอสักนาที

                "ลีนา พี่ว่าใจเย็นก่อนเถอะนะ ยังไงเราก็ต้องออกเดินทางพรุ่งนี้ ตอนนี้มันใกล้มืดแล้ว"

                เธอหลับตาลง ไม่โต้ตอบอะไรทั้งที่ในใจนั้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจและความทุกข์ ไม่มีใครเข้าใจหรอกว่าเธอรู้สึกอย่างไร ในชีวิตของเธอมีพ่อเพียงคนเดียว เมื่อท่านหายไปก็เหมือนกับชีวิตของเธอหายไปด้วย

                "เข้าข้างในกันก่อนไหม ข้างนอกอากาศร้อนจัง" รัฐนนท์ชักชวน

                "พี่นนท์เข้าไปก่อนเถอะนะคะ ลีนาขออยู่ที่นี่อีกหน่อย"

                "งั้นพี่เข้าไปก่อนนะ" ชายหนุ่มเอ่ยกราย  ๆ คล้ายกับขออนุญาต

                "ค่ะ พี่นนท์เข้าไปก่อนเถอะลีนาขออยู่ตรงนี้ต่ออีกสักพัก" เธอตอบรับ เพราะรู้ว่าแฟนหนุ่มของเธอนั้นเกลียดแดดจัดอย่างนี้ แม้จะเป็นช่วงที่เย็นมากแล้ว เขตนอร์ทเทิร์นเทริทอรี่ก็ยังร้อนจัดด้วยสภาพภูมิประเทศที่แห้งแล้งจนเกือบจะเป็นทะเลทราย

                สายตาของศลีนามองไปยังภูเขาหินเบื้องหน้าอย่างหดหู่ใจ เพราะนี่ไม่ใช่การสูญเสียครั้งแรก และหากเธอต้องพบกับความสูญเสียอีกครั้งเธอจะรับมือกับมันยังไง แค่คิดความเจ็บปวดก็คืบคลานเข้ามาในหัวใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "พ่อคะ อย่าเป็นอะไรไปนะคะ ลีนาไม่เหลือใครอีกแล้ว" เธอกล่าวอ้อนวอน หวังให้บรรพชนของชาวอบอริจินีผู้เป็นเจ้าของดั้งเดิมในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์นี้ช่วยปกปักรักษาพ่อเธอให้แคล้วคลาดปลอดภัย

 

                ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ศลีนายืนอยู่ในเต็นท์ส่วนตัวที่ปลูกขึ้นชั่วคราวสำหรับเธอโดยเฉพาะด้วยความกระวนกระวายใจ จนป่านนี้แล้วไกด์ที่นัดไว้ยังมาไม่ถึงแม้จะพยายามโทรเข้าก็ไม่ยอมรับสาย หรือเขาจะเบี้ยวไม่มาทำงานให้ และถ้าเป็นอย่างนั้นเธอจะต้องเสียเวลาหาไกด์คนใหม่อีก จนกระทั่งอีกหนึ่งชั่วโมงผ่านมาเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มเข้ามาใกล้เป็นผลให้เธอลุกจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่อย่างรวดเร็ว ชะโงกหน้าออกนอกเต็นท์ และความรู้สึกโล่งใจก็เกิดขึ้นเมื่อเห็นรถจิ๊บปุโรทั่งขับเข้ามา แม้จะมองเห็นคนขับไม่ชัดนักแต่เธอก็มั่นใจว่าคนที่ตัวเองรอคอยได้มาถึงแล้ว

                เมื่อเครื่องยนต์ดับลงเธอเห็นชายคนหนึ่ง ในเงามืดนั้นเขาดูสองใหญ่ราวกับกำแพงแต่การเคลื่อนไหวนั้นคล่องแคล่วว่องไวยามโหนตัวลงจากรถก็ไร้ซึ่งเสียงช่างเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เขาจัดเก็บสัมภาระอยู่ชั่วครู่ แล้วเดินเข้าไปในกระโจมใหญ่ กระโจมที่เปรียบเสมือนหน่วยบัญชาการ

                พอแน่ใจว่าเขาคือไกด์ที่เธอรออย่างแน่นอนแล้วจึงเดินตามเขาไป เธอร้อนใจเหลือเกิน อยากรู้ว่าเขาจะมีแผนอย่างไรในวันพรุ่งนี้ในการออกตามหาพ่อของเธอ เมื่อเดินเข้าไปภายในก็ปรากฎว่าทุกคนอยู่พร้อมหน้ากันทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่รัฐนนท์คนรักของเธอ

                แสงสว่างทำให้เธอมองเห็นไกด์นำทางของคณะชันเจนขึ้น ท่าทางของเขาดูน่ากลัว นอกจากความสูงหนาของร่างกายแล้วใบหน้าของเขายังเต็มไปด้วยหนวดเครา ผมสีน้ำตาลเข้มอมทองดูยุ่งเหยิง ดวงตาสีเขียวเข้มวาววาบอย่างน่าเกรงขาม และเมื่อได้สบตากับเขาทำให้ลมหายใจเธอกระตุกอย่างบอกไม่ถูก เหมือนถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงตรงเข้าช๊อตจนทำให้เธออึ้งไปหลายอึดใจจนกระทั่งโรเจอร์กล่าวขึ้น

                "หนูลีนามาพอดี ลุงกำลังจะให้ตานนท์ไปตาม รู้จักกันไว้ซิ นี่ดีแลนคนนำทางของเรา ส่วนนี่หนูศลีนาที่พ่อของเธอหายไปจนเราต้องออกตามหา" โรเจอร์เป็นคนแนะนำให้เธอและเขารู้จักกัน

                ไม่รู้ทำไมเธอถึงไม่ชอบเขาทันทีที่พบหน้า อาจจะเป็นเพราะลูกตาสีเขียวที่มองมายังเธออย่างไม่เกรงใจแล้วทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกสำรวจจนทำให้หายใจไม่ทั่วท้องรวมทั้งการมาสายของเขาทำให้เธอรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ไม่มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย

                "คุณคือคนนำทางของเราอย่างนั้นใช่ไหม" เธอซักเสียงเรียบเย็นหากไม่ปกปิดถึงความไม่พอใจ  มองเขาตั้งแต่หัวจดเท้าอย่างประเมิน และทันที่ที่มองเสร็จก็สรุปได้ว่าเขาไม่น่าไว้ใจเลยแม้แต่นิดเดียว

                "ครับ ผมคือดีแลน ฮันท์ คนนำทางที่พวกคุณติดต่อไป ตัวจริงเสียงจริงชัวร์" เสียงที่ตอบมาฟังดูอ้อแอ้พิกล

                "คุณมาสายกว่าเวลานัดมาก" เธอกล่าวตำหนิ เพราะเมื่อเป็นคุณจ้างเธอก็มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะพูด

                เขาเดินเข้ามาใกล้ ความสูงนั่นข่มให้เธอตัวเล็กไปถนัดตา จ้องมองเธอและมีรอยยิ้มน้อย ๆ บนใบหน้าจะว่าเป็นรอยยิ้มผูกมิตรก็ไม่ใช่ เป็นรอยยิ้มกวนใจเสียมากกว่า

                "ผมมีเหตุสุดวิสัย"

                เมื่อเขาเดินเข้ามาใกล้เธอก็ได้กลิ่นแอลกอฮอล์จากตัวเขา มันชัดเจนเหมือนเขาเอาตัวไปจุ่มในไหเหล้าก่อนเดินทางมาที่นี่ จึงสรุปได้ว่าที่เขาที่เขาผิดเวลาคงเพราะมัวแต่ไปกินเหล้าอยู่นั่นเอง ความไม่พอใจเพิ่มมากขึ้นและความไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นในใจอย่างทันที คณะเธอจะฝากชีวิตกับคนอย่างนี้เช่นนั้นเหรอ และไม่ใช่เพียงแค่คนในคณะนี้เท่านั้น พ่อของเธออีกล่ะ

                แต่เธอไม่ใช่คนที่จะปรักปรำใครโดยไม่ถามไถ่

                "คุณดื่มเหล้ามาเหรอ"

                "ก็นิดหน่อย พอดีมีสังสรรค์ที่กับเพื่อนบ้านผมจะเลี่ยงก็เสียมารยาท" เขาสารภาพโดยที่ไม่มีท่าทางสำนึกว่าตัวเองผิดแม้แต่นิดเดียว

                คำตอบและท่าทางของเขาทำให้เธอโกรธ และเธอจะไม่มีวันร่วมงานกับคนอย่างนี้เป็นอันขาดจึงโพลงออกไปอย่างอดไม่อยู่

                "ฉันจะไม่จ้างคุณ คุณไม่มีความรับผิดชอบต่องาน"

                ทุกคนมีท่าทางตกใจยกเว้นผู้ที่เธอกล่าวเลิกจ้างซึ่งเวลานี้กำลังมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าทั้งที่ไม่มีเรื่องอะไรที่น่ายินดีเลยสักนิด เขายกไหล่ขึ้นเล็กน้อย มองเธอด้วยท่าทางที่แสดงถึงความเป็นต่อ แล้วกล่าวด้วยเสียเรียบ ๆ

                "แน่ใจนะครับคุณผู้หญิง แน่ใจว่าจะไม่จ้างผม"

                "ใช่ฉันจะไม่จ้างคุณ" เธอแผดเสียงไม่เอาชีวิตตัวเองและคนในคณะมาเสี่ยงกับคนพวกนี้แน่ นี่มันเรื่องสำคัญ เรื่องคอขาดบาดตาย ยอมเสียเวลาอีกหนึ่งวันเพื่อหาคนนำทางที่มีคุณภาพมากกว่านี้

                "โอเค งั้นผมกลับ" ชายหนุ่มทำตามที่กล่าว เตรียมจะหันหลังออกไป แต่ผู้ที่อาวุโสที่สุดในกลุ่มกลับรั้งเขาเอาไว้เสียก่อน

                "เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งไปเราจะจ้างคุณต่อ"

                คำพูดของโรเจอร์ทำให้ศลีนาไม่พอใจเป็นอย่างมาก เธอหันไปมองทางโรเจอร์อย่างไม่เข้าใจ ทำไมต้องง้อในเมื่ออีกฝ่ายไม่มีอะไรที่น่าจะง้อเลย

                "คุณลุงค่ะอย่ารั้งเขาไว้เลย จ้างคนอื่นดีกว่า เงินเราก็มี"

                "โธ่ หนูลีนาใจเย็นก่อน เรื่องนี้เราต้องใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์"

                ท่าทางโรเจอร์แสดงถึงอาการอ่อนอกอ่อนใจ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เธอยินยอม ยังคงยืนยันเจตนารมณ์เดิม คือไม่อยากร่วมทางกับคนขี้เมา คนไร้ความรับผิด

                "แต่คุณลุงค่ะ เราจะฝากชีวิตไว้กับคนอย่างนี้นะหรือคะ" เธอถามออกไปด้วยความขัดใจ มองเขาต้องแต่หัวจรดเท้าอีกครั้งไม่มีส่วนไหนเลยที่จะเรียกว่าดูดี ท่าทางของเขาดูปอนและโทรมมาก บนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยหนวดเคราส่วนผมเผ้าก็ดูยุ่งอย่างไร้การใส่ใจเพียงแค่เสยไว้อย่างลวก ๆ เสื้อผ้าของเขาก็ดูมอซอ เสื้อยืดสีขาวนั้นเปื้อนคราบอะไรบางอย่างแม้จะมีเสื้อยีนส์คลุมปิดไว้ก็ยังมองเห็นอยู่ดี ส่วนกางเกงยีนส์ก็ขาดหวิ่นอยู่หลายจุด เช่นเดียวกับรองเท้าผ้าใบที่มองไม่ออกว่ามันคือสีอะไร แค่ตัวเองเขายังดูแลไม่ได้ จะมาดูแลคนในคณะได้อย่างไร

                "เขาเป็นคนเดียวที่รู้เส้นทางไปซูอาร์ และลุงคิดว่าคนที่รู้ทางดีอย่างนี้คงไม่หาได้ง่ายนัก หรือบางทีอาจจะไม่มีเลยในชั่วชีวิตนี้ ดังนั้นเราจำเป็นต้องจ้างเขา" นั่นคือคำตอบของโรเจอร์

                เธอไม่อยากเชื่อเลย แต่เมื่อเห็นไปมองหน้าผู้สูงวัยเธอจึงรู้ว่าโรเจอร์ไม่ได้ล้อเล่น แต่ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ไม่อาจจะไว้ใจชายคนนี้ได้เลย

                "แน่ใจหรือคะว่าเขาไม่ได้หลอกเรา อาจจะมีคนอื่นที่รู้ทางอีกก็ได้"

                "ผมไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้น อีกอย่างซูอาร์ก็ไม่ใช่ที่นี่น่าไปนัก ผมเห็นแก่มนุษยธรรมหรอกนะนี่ถึงได้ยอมไป เพราะมีใครสักคนบอกว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งร้องไห้ฟูมฟายจะเป็นจะตายเพราะกลัวกลายเป็นเด็กกำพร้า"

                เสียงเขากล่าวคล้ายเย้าแหย่หลังจากที่เงียบไปพักหนึ่ง และคนที่เขากล่าวถึงก็คือเธอไม่ใช่คนอื่น ศลีนาตาวาววาบด้วยความโกรธที่มากกว่าเก่า ไม่ชอบให้ใครเอาความอ่อนแอและเรื่องคอขาดบาดตายนี้มาพูดเล่น

                "ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นของคุณ"

                "ดูคุณจะซีเรียสกับทุกอย่างเลยนะ ตกลงเอายังไง จะจ้างหรือไม่จ้าง ไม่จ้างจะได้กลับ"

                "ไม่จ้าง/จ้าง" ศลีนาและโรเจอร์กล่าวขึ้นพร้อมกัน

                ดีแลนยิ้มมุมปาก ส่งสายตาคล้ายหยันมาให้เธอ

                "นนท์ พาหนูลีนาออกไปข้างนอก เดี๋ยวทางนี้พ่อจัดการเอง" โรเจอร์กล่าวตัดบท

                ศลีนาไม่ค่อยพอใจในคำสั่งนั้นเท่าไหร่นัก เพราะรู้แน่ว่าโรเจอร์จะต้องให้ผู้ชายที่กำลังกวนประสาทเธอทำงานที่สำคัญนี้ต่อ แต่เพราะความเกรงใจเธอจึงจำต้องทำตาม จึงเดินออกจากเต็นท์อย่างรวดเร็วโดยไม่รั้งรอรัฐนนท์ที่เดินตามเธอมาตามคำสั่งของโรเจอร์

               

                ศลีนายืนหน้าบึ้ง ปกติเธอก็ไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลแต่ครั้งนี้มันมากเกินไปจริง ๆ สายตาของเขามันดูไม่น่าไว้วางใจ เหมือนเขามีจุดประสงค์บางอย่าง สายตามองออกไปเบื้องหน้า บัดนี้อูรูลูถูกปกคลุมด้วยความมืดแต่ก็ยังเห็นเป็นก้อนมหึมาอยู่กลางทะเลทราย

                "กลับเมืองไทยไหม"  รัฐนนท์กล่าวขึ้นเมื่อเดินตามมาทัน

                "ลีนากลับไม่ได้ ลีนาเป็นห่วงพ่อ"

                "แต่ที่นี่มันอันตราย ลีนาเองก็ไม่สบายอยู่การเดินทางไกลอาจจะทำให้อาการของลีนากำเริบได้นะ"

                ศลีนาเข้าใจที่รัฐนนท์มีความห่วงใยในตัวเธอ แต่เธอก็มีความจำเป็นที่จะต้องเดินทาง เพราะไม่อาจอยู่เฉยได้ ความรู้สึกผิดมากมายเกาะกินในใจ หากเธอไม่มาที่นี่พ่อคงไม่นึกถึงแม่แล้วเดินทางออกตามหาแม่อย่างแน่นอน

                "ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะลีนา"

                "อย่าโทษตัวเองอย่างนั้นซิ"

                "ก็จริงนี่ค่ะ ถ้าลีนาไม่มาที่นี่พ่อก็คงไม่หายไปอย่างนี้"

                "ลีนาต้องเข้มแข็งรู้ไหม"

                ใช่ตอนนี้เธอต้องเข้มแข็ง แต่มันยากเหลือเกินที่จะทำให้ตัวเองเป็นอย่างนั้นเมื่อสถานการณ์รอบกายของเธอมีแต่เรื่องอันวุ่นวายและเจ็บปวด

                "พี่นนท์ว่าผู้ชายคนนั้นเชื่อใจได้ไหมคะ" เธอถามความเห็นจากเขา

                "แล้วลีนาล่ะว่ายังไง"

                "ลีนาไม่ชอบเขา ลีนาเกลียดคนไม่ตรงเวลา ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่มีความใส่ใจ ท่าทางของเขาเหมือนกุ๊ยข้างถนนหลอกเราหรือเปล่าก็ไม่รู้ ลีนาไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้อีกแล้ว"

                "พี่เข้าใจนะ" รัฐนนท์กล่าว พร้อมกับดึงรั้งแขนของคนรักให้หันมาหาตน จ้องลงไปในดวงตาของเธอ "ความทุกข์ของลีนาก็เหมือนของพี่ ลีนาใจเย็น ๆ พี่ว่าเรื่องนี้ปล่อยให้ลุงโรเจอร์จัดการ เขาน่าจะเข้าใจอะไรได้ดีกว่าเรา"

                ศลีนาระบายลมหายใจออกมา อาจจะเป็นเพราะใจเธอร้อนรุ่ม ทุกอย่างจึงดูขัดหูขัดตาไปหมด และเป็นอย่างที่รัฐนนท์กล่าว เธอไม่มีทางเลือก หากไม่ได้โรเจอร์เพื่อนสนิทของบิดาเป็นธุระให้เธอก็ไม่รู้จะเริ่มตามหาบิดาของตัวเองอย่างไรในดินแดนอันกว้างใหญ่นี้

                "ตกลงว่าเราต้องร่วมทางกับหมอนั่นจริง ๆ ใช่ไหมคะ"

                รัฐนนท์พยักหน้าแทนคำตอบ ซึ่งก็ทำให้เธอต้องถอนหายใจยาวออกมาอีกครั้ง

                "เอาเถอะคะยังไงก็ต้องลอง" เธอกล่าวอย่างปลง ๆ เมื่อไม่มีทางอื่นเธอก็จำเป็นจะต้องลองดู บางทีก็ต้องให้โอกาสทั้งตัวผู้ชายคนนั้นและก็เธอ

                "สบายใจขึ้นแล้วใช่ไหม" รัฐนนท์ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มนวล ซึ่งก็ทำให้เธอยิ้มออกมา

                "ขอบคุณนะคะที่ไม่เคยทิ้งลีนา" หลายปีที่ผ่านมาเธอมีรัฐนนท์เคียงข้างเสมอ เธอกับเขารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นเพราะรัฐนนท์เป็นเด็กอุปการะของพ่อ เมื่อโตขึ้นเขาก็กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์เป็นคนช่วยเหลือเธอเรื่องยารักษาโรคประหลาดที่เธอเป็นอยู่ และเมื่อถึงเวลาที่ควรจะหาใครสักคนสำหรับร่วมชีวิตในอนาคตเธอก็มองไม่เห็นใครนอกจากเขา ในวันหนึ่งเมื่อเขามาสารภาพรักเธอจึงไม่ลังเลที่จะตอบตกลง

                "พี่จะทิ้งลีนาได้ไงกัน"

                เสียงของเขานุ่มนวลมันก็เป็นความภาคภูมิใจที่เธอได้อยู่เคียงข้างเขา แต่แปลกในอารมณ์ที่อ้างว้างอย่างนี้เธอกลับรู้สึกว่าความอบอุ่นและความดีจากเขามันไม่พอ

                "เดี๋ยวลีนาจะไปอาบน้ำเข้านอน เตรียมตัวสำหรับวันพรุ่งนี้" เธอเอ่ยลาเมื่ออารมณ์ดีขึ้น หวังว่าผู้ชายคนนั้นจะทำได้อย่างที่พูด คือรู้ทางที่จะไปซูอาร์

                "ได้จ๊ะ ให้พี่ไปนอนเป็นเพื่อนไหม"

                "อย่าเลยคะ ยังไงมันก็ไม่เหมาะ" เธอปฏิเสธอย่างละมุนละไม จริงอยู่ที่เป็นสาวยุคใหม่แต่ก็ไม่ชอบอะไรที่มันลัดขึ้นตอน

                “แล้วยาตกลงลีนาจะไม่ฉีดจริง ๆ เหรอ”

                “ลีนาว่าเก็บเอาไว้ก่อนดีกว่า ค่อยฉีดตอนเริ่มมีอาการเพราะมันมีจำกัด ลีนาไม่รู้ว่าเราจะอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหน”

                “งั้นก็ตามใจ ถ้ามีอะไรก็เรียกพี่ตลอดเวลานะ"

                "ค่ะกู๊ดไนท์นะคะ" เธอตอบรับแล้วยิ้มหวานให้กับแฟนหนุ่มก่อนจะมุดตัวเข้าเต็นท์ตัวเอง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

22 ความคิดเห็น

  1. #19 rose2521 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 มีนาคม 2556 / 22:34
    ตกลงรัฐนนท์เป็นเด็กในอุปการะของพ่อนางเอก หรือโรเจอร์เป็นพ่อค่ะ
    #19
    0