(ชุดทะเลทราย - ออสเตรเลีย) บอดี้การ์ดทะเลทราย by ญนันธร

ตอนที่ 2 : ยาถอนพิษ...หรือยาพิษ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 406
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    3 มี.ค. 56

          

ตอนที่ 2

 

                ความกังวลอย่างมากมายทำให้ศลีนาทำอะไรไม่ถูกเลย แต่เธอรู้ว่าเธอจะกลับเมืองไทยโดยไม่มีพ่อกลับไปได้ด้วยไม่ได้ ตัดสินใจที่จะออกตามหาท่านหลังจากที่สืบรู้ว่าคนท้องถิ่นแล้วว่าซูอาร์ไม่มีมีจริง มันเป็นดินแดนในตำนานเท่านั้น อยากรู้เหลือเกินว่าอะไรดลใจให้พ่อของเธอไปตามหาแม่ที่นั่น

                 เธอจึงเดินกลับไปตั้งหลักที่โรงแรมและพยายามทบทวนหาคนช่วยเหลือ และคนแรกที่โผล่เข้ามาในความคิดก็คือโรเจอร์ บิดาของรัฐนนท์แฟนหนุ่มเพราะเธอเคยได้ยินท่านกล่าวถึงซูอาร์แต่ก็จับใจความได้ไม่มากนักเพราะดูเหมือนพ่อไม่ต้องการให้พูดถึงที่นั่น ตอนนั้นเธอไม่ได้สนใจนักแต่ตอนนี้ดินแดนแห่งนั้นเป็นสถานที่ที่เธอต้องรู้จัก

                และเมื่อขอความช่วยเหลือไปอีกฝ่ายก็ไม่รอช้ารีบบินมาหาเธอในทันที และในระหว่างที่รอโรเจอร์เธอจึงไปสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับดินแดนนี้จากคนในพื้นที่ซึ่งข้อมูลที่เธอได้มานั้นทำให้เธอถึงกับกุมขมับด้วยความกลัดกลุ้ม ซูอาร์เป็นดินแดนในตำนานเก่าแก่ของชาวอบอริจิ้น เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ต่างจากอูรูลู ซึ่งมีชาวอบอริจิ้นพื้นเมืองอาศัยและคอยดูแลอยู่ ซูอาร์เป็นส่วนหนึ่งบนเส้นทางแห่งความฝันที่เหล่าบรรพบุรุษของอบอริจินีสร้างขึ้นในสมัย จูคุร์ปา (Tjukurpa) หรือยุคแห่งช่วงฝันซึ่งเป็นสมัยที่พิภพกำบังเริ่มก่อตัว เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งสัตว์ซึ่งมีพลังอันเหนือธรรมชาติอันได้แก่มนุษย์ยานคูนีจาจาราหรือมนุษย์งูคาร์เป็ต และสัตว์อีกหลายอย่างที่มีรูปร่างอันแปลกประหลาดเกินจริง

                นี่คือข้อมูลที่ได้รับ ไม่มีใครรู้เลยว่ามันอยู่ในส่วนไหน หน้าตามันเป็นอย่างไร และจะเดินทางไปอย่างไร  ความหวังเดียวในตอนนี้คือโรเจอร์เท่านั้น เพราะอีกฝ่ายยืนยันว่ารู้จักมันดี

                โรเจอร์เคยเป็นนักวิจัยซึ่งทำงานที่เดียวกันกับแม่ของเธอ ตอนนั้นเธอยังเด็กจึงไม่รู้ว่าผู้ใหญ่ทำงานอะไรกัน หลายครั้งที่เคยไปที่ทำงานของแม่เธอก็พบการทดลอง หลอดแก้วบรรจุน้ำยาสีสันต่าง ๆ มีตั้งแต่หลอดเล็กเท่าไม้จิ้มฟันจนกระทั่งหลอดใหญ่ที่สามารถเอาคนใส่ลงไปได้ แต่หลังจากเกิดเรื่องการหายไปของแม่โรเจอร์ก็ลาออกทันทีพร้อมกับเปลี่ยนอาชีพตัวเองเป็นนักสำรวจและนักผจญภัยแทน

                เมื่อถึงเวลาศลีนาก็ไปรับโรเจอร์ตามที่ได้นัดหมายกันไว้ ผู้สูงวัยมาเพียงคนเดียวพร้อมกับสัมภาระที่ไม่มากนัก เธอจึงเข้าไปทักทายด้วยความยินดีในที่สุดเวลาที่จะได้ออกตามหาพ่อก็มาถึงสักที

                "สวัสดีค่ะคุณลุง"

                โรเจอร์รับไหว้พร้อมกับยิ้มให้อย่างมีเมตตา "เกิดเรื่องขึ้นได้อย่างไร ไหนลองเล่าให้ลุงฟังอีกทีซิ"

                ศลีนาจึงเริ่มต้นเล่าเรื่องทั้งหมดให้อีกฝ่ายฟังอีกครั้ง ซึ่งเมื่อโรเจอร์ฟังจบก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย

                "ลุงคิดแล้วว่ามันจะต้องมีวันนี้"

                "หมายความว่ายังไงคะ" เธอถามขึ้นเพราะดูเหมือนโรเจอร์จะรู้อะไรมากกว่าที่คิด

                "ก็ไม่มีอะไรหรอ พ่อของลีนารักแม่ของลีนามาก ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะไปตามหา"

                "แต่ซูอาร์ไม่มีจริง" เธอค้าน จากข้อมูลที่ได้มาทำให้เธอเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่าดินแดนแห่งนั้นเป็นเพียงนิทานหลอกเด็ก

                โรเจอร์ยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าก่อนที่จะให้กล่าวในสิ่งที่หลานสาวเคลือบแคลงสงสัย

                "ลุงเคยคิดว่ามันไม่มี แต่ครั้งหนึ่งลุงได้ไปเหยียบที่นั่นพร้อมกับพ่อและแม่ของหนูรวมทั้งโทมัสด้วย"

                มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์อย่างเหลือเกิน หากฟังจากคนอื่นเธอคงคิดว่าตัวเองกำลังถูกหลอกแต่สำหรับโรเจอร์เธอกลับเชื่อทุกคำพูด เพราะไม่มีเหตุผลที่อีกฝ่ายจะกล่าวเท็จ

                "จริงเหรอค่ะ...งั้นคุณลุงก็รู้ทางที่จะไปใช่ไหมค่ะ"

                ผู้สูงวัยส่ายหน้า

                "ลุงจำแทบไม่ได้ ลุงพยายามกลับไปที่นั่นหลายครั้ง แต่ดูเหมือนทางเข้ามาจะถูกปิดปังด้วยอะไรบางอย่างทำให้ลุงเข้าไปไม่ได้"

                คำตอบนั้นทำให้ความกังวลเพิ่มพูนขึ้นมาในหัวใจของดาราสาว ถ้าโรเจอร์จำไม่ได้แล้วเธอจะออกติดตามพ่อได้อย่างไรกัน

                "แล้วเราจะทำยังไงกันดี"

                "พ่อของหนูไม่ได้ทิ้งอะไรเอาไว้เลยเหรอนอกจากจดหมาย เท่าที่ลุงรู้พ่อหนูน่าจะมีแผนที่ไปที่นั่น"

                "พ่อหรือคะมีแผนที่" เธอถามเพราะไม่มั่นใจ พ่อของเธอไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำแล้วจะมีแผนที่ไปซูอาร์ได้อย่างไร หรือถ้าพ่อมีก็น่าจะออกเดินทางไปตามหาแม่ตั้งนานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งออกไปตอนนี้ตอนที่ตัวเองอายุมากและสังขารก็กำลังร่วงโรยเข้าสู่วัยชรา

                "ลุงก็ไม่แน่ใจ ขอลุงดูของที่พ่อของหนูไม่ได้เอาไปหน่อยได้ไหม"

                "ได้ค่ะ"

                "งั้นเรารีบกลับโรงแรมกันดีกว่าเผือจะได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม"

                โรเจอร์พยักหน้าจากนั้นทั้งคู่ก็เดินทางกลับโรงแรมที่พักเพื่อไปหาเบาะแสเพิ่มเติมและวางแผนในการเดินทางตามหาศรุตพ่อของศลีนา

                 

                เมื่อไปถึงที่โรงแรม ศลีนาก็เดินนำเข้าไปในห้องพักที่พ่อของเธอเคยนอน เป็นที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งที่พ่อไม่ได้เอาอะไรติดตัวไปด้วยนอกจากกระเป๋าใส่เงิน เสื้อผ้าที่เอามาจากประเทศไทยอยู่ครบทุกชุดยกเว้นชุดที่ใส่ติดตัวไป มันเหมือนการจากไปอย่างกะทันหันโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า

                เธอปล่อยให้โรเจอร์รื้อค้นข้าวของของพ่ออยู่พักใหญ่ และลุ้นว่าน่าจะพอมีอะไรที่พอจะเป็นเบาะแสได้บ้าง แต่เมื่อโรเจอร์ตรวจของทุกชิ้นแล้วเขาก็ได้แต่ส่ายหน้า

                "ไม่มีอะไรที่พอจะช่วยเราได้เลยหรือคะ" เธอถามสีหน้ามีร่องรอยของความกังวลและผิดหวัง

                "ไม่มีเลย สงสัยพ่อของลีนาจะเอาแผนที่ไปด้วย"

                "แล้วเราจะทำยังไงดี เราจะออกตามหาพ่อยังไงได้บ้างคะ" เธอคร่ำครวญคล้ายคนที่ลอยอยู่ในมหาสมุทรกว้างใกล้จะหมดแรงว่ายน้ำเต็มที

                "ใจเย็นก่อน เดี๋ยวลุงขอติดต่อเพื่อนเก่าแถวนี้สักหน่อย ถ้าได้ความยังไงลุงจะบอก แล้วนี่แจ้งความไปหรือยัง"

                "เรียบร้อยแล้วค่ะ แต่ดูเหมือนจะไม่มีร่องรอยอะไร"

                "เอาล่ะเราทำดีที่สุดแล้วและลุงก็ขอรับปากว่าลุงจะพยายามช่วยเต็มที่"

                "ขอบคุณมากนะคะ หากไม่ได้คุณลุงลียาคงแย่"

                "ไม่เป็นไรหรอก เราไม่ใช่คนอื่นคนไกลหนูก็เหมือนลูกของลุงคุณหนึ่ง งั้นเดี๋ยวลุงไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องแล้วจะออกไปเลย ได้ข่าวยังไงจะรีบมาบอก อย่าคิดมากนัก"

                "ค่ะ"

                โรเจอร์เดินจากไปคงไปหาเพื่อนอย่างที่บอก เขาเป็นที่รู้จักของคนที่นี่พอควรดังนั้นเธอจึงฝากความหวังไว้กับเพื่อนสนิทของพ่อแม่คนนี้อย่างไม่เผื่อใจไปที่อื่นเลย

               

 

               

                 

                ร้านสไตล์คันทรี่ย์คราคร่ำไปด้วยชนชั้นกรรมมาชีพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกขาจรจำพวกคนขับรถบรรทุกขนส่งสินค้าและแวะมาเติมท้องระหว่างทางอันแสนยาวไกล  การเดินทางในเขตเนอร์เทิร์นเทริทอริค่อนข้างกันดารและยาวไกล  บางช่วงเป็นถนนที่ตัดผ่านทะเลทรายอันแห้งแล้งไม่มีร้านค้าการกักตุนเสบียงจึงเป็นสิ่งจำเป็น

                ชายหนุ่มหน้าตาร่างสูงผึ่งผายบนใบหน้ามีหนวดเครารกรุงรังสวมแว่นตาดำปกปิดใบหน้าชวนให้ดูน่ากลัวกว่าคนปกติเดินตัวตรงผ่านประตูกระจกร้านเข้ามา แต่เมื่อมองผ่าน ๆ ก็ไม่ได้แตกต่างจากลูกค้าคนอื่นในร้านสักเท่าไหร่นักเพราะส่วนใหญ่ลูกค้าที่มาใช้บริการที่นี่ล้วนแต่มีหน้าตาหน้ากลัวทั้งสิ้น ชายหนุ่มเดินตรงเข้าไปในที่นั่งด้านในสุดซึ่งเป็นมุมเสาอันเป็นสถานที่นัดแนะ

                ตรงนั้นมีชายคนหนึ่งกำลังกางหนังสือพิมพ์ออกสุดความกว้างจึงบดบังบุคลิกลักษณะทั้งหมด

                "ท่านครับ" เขาให้สัญญาณ

                "นั่งสิ" คนที่อ่านหนังสือพิมพ์อยู่เอยตอบทั้งที่ยังไม่ลดหนังสือพิมพ์ลง

                ดีแลนทำตาม พร้อมกับมองไปรอบด้านอย่างระแวดระวัง

                "ทำตัวตามสบายเถอะ ที่นี่ปลอดภัย"

                คำบอกกล่าวนั้นทำให้ชายหนุ่มผู้ก้าวมาทีหลัง ผ่อนตัวลงพิงพนักเก้าอี้ตัวใหญ่ ถอดแว่นที่ตัวเองสวมออกมาแล้วเอามาคลึงเล่นในมือ 

                อีกฝ่ายยอมลดหนังสือพิมพ์และพับเก็บซึ่งเผยให้เห็นชายที่มีใบหน้าพิมพ์เดียวกันกับเขาเพียงแต่มีริ้วรอยบนใบหน้ามากกว่ารวมทั้งสีผมที่จางกล่าว จ้องมองมาด้วยสายตาไม่พึงใจนัก

                "นายมาสายไปสิบห้าวินาที"

                "นาฬิกาท่านเดินเร็วไปสิบห้าวินาทีต่างหาก"

                ดูเหมือนอีกฝ่ายคร้านจะเถียงจึงส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา "พร้อมที่จะทำงานหรือยัง"

                "พร้อมเสียยิ่งกว่าพร้อมอีกครับ" ชายหนุ่มตอบรับในทันที

                "งานไม่ง่ายไม่ยาก แค่นำยาไปให้ถึงซูอาร์"

                เมื่อได้รับคำสั่งคิ้วเข้มของชายหนุ่มขมวดเข้าหากันในทัน มองอีกฝ่ายด้วยสายตาแปลกประหลาด เพราะซูอาร์ไม่มีจริง

                "ล้อเล่นหรือเปล่าครับ"

                ผู้สูงวัยยิ้มเย็น ส่ายหน้าช้า ๆ ยั่วเย้า "ไม่ได้ล้อเล่น เรื่องจริง ฉันต้องการให้นายนำยาที่ว่านี้ไปให้ถึงซูอาร์ ภารกิจนี้จึงเรียกว่าภาระกิจซูอาร์ยังไงล่ะ"

                "แต่มันไม่มีจริง มันเป็นแค่ดินแดนในตำนาน"

                "ถ้าอยากให้มีมันก็มี" มือยาวล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อก่อนที่จะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งอออกมาส่งให้แก่ชายหนุ่ม

                ดีแลนรับมามองดูเพียงแวบเดียวที่ปราดตามองเขาก็ต้องเงยหน้าขึ้นมายังผู้บังคับบัญชาอีกครั้ง ในแววตาแสดงให้เห็นถึงความสงสัยอย่างเต็มที่ เนื่องจากในแผนที่ไม่ใช้สถานที่ที่เรียกว่าซูอาร์ มันคือสถานที่อื่น

                "นี่มัน...."

                "ใช่ นายต้องพายานี้ไปที่นั่น"

                "ทำไมครับ ทำไมต้องไปที่นั่น ในเมื่อห้องแลปที่ทันสมัยที่สุดของเราอยู่ในซิดนี่ย์"

                "ก็เพราะคนไข้ที่เราจะรักษาอยู่ที่นั่น นายก็รู้นี่ว่าเราไม่สะดวกที่จะย้ายคนเหล่านั้นมาเมืองใหญ่ ถ้าหลุดออกมาสักคนนึกไม่ออกเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น"

                เขายอมรับในเหตุผลนั้น มันเป็นเรื่องจริงที่ผู้ป่วยเหล่านั้นอาจจะก่อให้เกิดอันตรายอย่างมากมายจนอาจจะถึงขั้นเรียกว่าหายนะ

                "ก็ไม่แน่จะมีปัญหาอะไร สองสามวันคงจะไปถึง" เขากล่าวพร้อมกับเอากระดาษแผ่นนั้นคืนให้กับผู้ที่ยื่นมาให้ แอบนึกในใจว่าความจริงงานง่ายขยาดนี้ให้แค่เด็กฝึกหัดทำก็ได้ไม่เห็นต้องพึ่งมือพระกาฬอย่างเขาเลย

                "ไม่ต้องรีบนักหรอก เพราะการขนยาครั้งนี้ต้องทำอย่างละมุนละม่อม ห้ามให้ชอกช้ำ ห้ามไม่ให้มีบาดแผล และห้ามข่มแหงรังแก หรืออะไรก็ตามที่จะทำให้ยานั้นชำรุด"

                ความสงสัยฉายชัดในแววตาของชายหนุ่มในทันที ยาอะไรจะดูบอบบางอย่างนั้น

                "แน่ใจเหรอครับที่พูดมาคือยา

                "แน่ใจซิ ส่วนนี่รูปพรรณของยา"

                ผู้เป็นเจ้านายยื่นกระดาษอีกใบมาให้เมื่อเขารับมาดูก็แทบจะน๊อกกลางอากาศ

                "ผิดใบหรือเปล่าครับ" เขาถามทั้งที่ยังไม่ละสายตาจากรูใบนั้น มันคือรูปของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีใบหน้าสวยงดงามเหมือนนางฟ้าก็ไม่ปาน บนใบหน้าเรียวของเธอนั้นประดับด้วยดวงตารียาวสีดำสนิท จมูกเล็กโด่งรั้นเชิดขึ้นน้อย ๆ รับกับริมฝีปากบางแต่อิ่มสีสดราวกับผลเชอร์รี่

                "ไม่ผิดหรอก ผู้หญิงคนนี้คือยา"

                "เป็นไปได้ยังไง" เขากล่าวเหมือนคนละเมอแล้วชวนให้นึกสงสัยว่าส่วนไหนของเธอที่จะมาทำเป็นยาได้ ในเมื่อหน้าตาของเธอนั้นคือมารร้ายที่ทำให้หัวใจเขาแทบระเบิดทันทีที่เห็นแค่รูปถ่าย

                "ผู้หญิงคนนี้เป็นดาราจากเมืองไทย เธอเคยได้รับเชื้อตอนเด็กแต่พ่อของเธอซึ่งเป็นแพทย์พยายามรักษาจนเธอไม่มีอาการ สามารถใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติ มันอัศจรรย์มากใช่ไหมล่ะ"

                ใช่อัศจรรย์ เขาไม่เคยเห็นมนุษย์ดูดเลือดคนไหนสวยอย่างเธอมาก่อน นั่นคือสิ่งที่เขารำพันในใจ

                "ฉันพยายามติดต่อขอสูตรยาจากพ่อของเธอ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมืออย่างดี แต่ตอนนี้พ่อของเธอหายไปบอกกับฉันเพียงแค่ว่าเลือดของเธอสามารถสกัดเป็นเซรุ่มรักษาคนของเราได้ ดังนั้นหน้าที่ของนายคืออารักขาเธอให้ไปถึงซูอาร์อย่างสวัสดิภาพ ทุกอย่างจะต้องทำอย่างลับ ๆ เพราะนายก็น่าจะรู้ว่าศัตรูของเรานั้นมันกว้างขวางและทรงอิทธิพลมากขนาดไหน ถ้ามันรู้เรื่องนี้เข้า ผู้หญิงคนนี้จะต้องตายอย่างแน่นอน"

                คำยืนยันนั้นทำให้เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เหลือบมองรูปของเธออีกครั้งด้วยความสงสาร เขาเคยเจอคนที่มีอาการอย่างเธอและรู้ดีว่ามันทรมานเพียงใด

                "ตอนนี้เธอหายดีแล้วใช่ไหมครับ"

                "ยังหรอก ระหว่างเดินทางก็ระวังให้ดี อย่าให้เธอกินนายและเอ้อ...นายก็ห้ามกินเธอด้วย" ผู้สูงวัยกล่าวดักคอทำหน้ากรุ่มกริ่มหยอกล้อ แต่เวลานี้เขาไม่มีอารมณ์ครื้นเครงเลยแม้แต่นิดเดียวเมื่อรู้ว่าต้องทำงานอะไร

                "ผมมีเวลาเท่าไหร่"

                "เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ และจำไว้ว่าภารกิจนี้ลับสุดยอด"

                "ไหวไหม ถ้าไม่ไหวจะให้คนอื่นทำ"

                มันเป็นภาระอันหนักหน่วงและลำบากใจที่จะทำเป็นอย่างยิ่ง แต่เขาก็ยังอยากจะทำงานนี้

                "ไหวครับ" เขาตอบด้วยน้ำเสียงอันเคร่งเครียดความรื่นเริงหายไปจนหมดสิ้น

                "ฉันรู้ว่ามันเสี่ยงที่ส่งไปนายไป แต่ฉันก็เชื่อว่าไม่มีใครอีกแล้วที่จะคุ้มครองศลีนาได้ดีเท่านาย ฉันเชื่อว่าไม่ว่าจะมีเกิดอันตรายมากมายขนาดไหน นายจะไม่ปล่อยมือเธอแน่"

                คำพูดนั้นทำให้เขานิ่งอึ้ง และยอมรับว่ามันจริง เพราะเขาจะไม่มีวันทิ้งยาอันเป็นความหวังเดียวของชาลอตอย่างแน่นอน

                "เอาล่ะ งานฉันเสร็จแล้ว เดี๋ยวคงมีคนติดต่อนายมาอีกที แล้วจำไว้ว่าอย่าให้ใครจำนายได้อย่างเด็ดขาด ไม่ใช่นายเท่านั้นทุกคนที่เกี่ยวข้องก็จะได้รับอันตรายไปด้วย"

                "ครับผมจะไม่ให้ใครรู้ว่าผมเป็นใคร และจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด" เขารับปากอย่างแข็งขัน สายตาเหม่อออกไปภายนอก ริมฝีปากภายใต้หนวดรกรื้อเผยอขึ้นเล็กน้อย เมื่อคิดถึงวันที่จะได้ปลดเปลื้องความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจให้หมดไปเสียที

                "งั้นฉันไปก่อนนะ คุณนายบอกให้ไปซื้อของอีกยาวเหยียด" น้ำเสียงนั้นแสดงถึงความเบื่อหน่ายซึ่งตรงข้ามกับท่าทางอย่างสิ้นเชิง ทำให้ดีแลนอดยิ้มออกมาไม่ได้ในความรักที่ท่านมีต่อคุณนายของท่าน

                "ครับ เชิญตามสบายเถอะครับ"

                "มีอะไรจะฝากถึงเขาหรือเปล่า" คราวนี้น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด

                ชายหนุ่มยิ้มตอบด้วยท่าทางเช่นเดียวกัน แล้วกล่าวฝากไป "ฝากบอกด้วยแล้วกันครับว่าผมคิดถึงแม่มาก เสร็จงานนี้จะไปหาแม่ทันที"

                "แล้วทำให้ได้อย่างที่พูดล่ะ ไม่งั้นฉันคงต้องไปเผาไร่แก โทษฐานที่ทำให้แกไม่ยอมกลับบ้าน"     

                เมื่อกล่าวจบผู้สูงวัยก็จากไปอย่างเงียบกริบสมกับที่เป็นทหารฝีมือดีขององกรค์ลับพิเศษของประเทศที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่สำคัญ

                เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เขาจึงรับสายอย่างรวดเร็ว ด้วยน้ำเสียงที่สุภาพด้วยเกรงว่าจะเป็นเรื่องงาน ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง มีคนติดต่อให้เขาเดินทางไปยังซูอาร์ เขาจึงรีบรับปากและนัดพบในทันที

 

                นายแพทย์หนุ่มลูกครึ่งออสเตรเลียน-อินเดียนมองผู้หญิงที่นั่งหน้าตูมอยู่บนเตียงด้วยแววตาตำหนิ วันนี้เธอต้องการให้เขาโทรหาดีแลนซึ่งเขาก็ยอมทำตามแต่เมื่อฝ่ายโน้นไม่ยอมรับสายเธอก็ไม่พอแถมมาพาลใส่เขาจนไม่ได้ทำงานทำการอย่างอื่น

                "ตกลงจะให้ผมเจาะเลือดตรวจได้หรือยัง" น้ำเสียงของศัลย์ นายแพทย์หนุ่มจากเมืองภาระแสดงถึงความระอาและเหนื่อยอกเหนื่อยใจอย่างเหลือเกิน เมื่อมาเจอฤทธิ์คนไข้สาวจอมพยศ จอมเรียกร้องความสนใจ

                "ไม่ รอดีลก่อน" เธอยังคงยืนยันคำเดิม ทั้งที่เขาได้ทำตามทุกอย่างที่เธอบอกไปแล้ว

                "เดี๋ยวมันก็มา" ศัลย์กล่าวด้วยอารมณ์ที่ชักเดือดเมื่อเธอไม่เห็นใจถึงความรีบเร่งของเขา

                "ก็รอก่อน" เสียงที่ตอบกลับชักขุ่นมัว พร้อมกับสายตาที่แสดงถึงความไม่พอใจก็ตวัดมาสู่เขาอย่างเปิดเผย ซึ่งนั่นก็ทำให้ความอดทนเขาสะบั้นลง

                "รอทำไม กะอ้อนมันอีกล่ะซิ แค่เจาะเลือดนิดเดียวอ้อนยังกะจะเป็นจะตาย"

                "อย่ามาว่าฉันนะ ลองมาเป็นสัตว์ทดลองอย่างฉันมั้งไหม โดนบังคับให้กินยา ฉีดยาสารพัด ตรวจโน่นตรวจนี่ เจ็บตัววันละหลาย ๆ ครั้ง คิดว่ามันสนุกนักหรือไง" ตอนท้ายของน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาเริ่มแดงราวกับว่ากำลังจะร้องไห้ออกมา แม้จะเป็นมุกประจำแต่นั่นก็ทำให้เขารู้สึกผิดได้ทุกที

                "โอเค โอเค รอก็รอ" เขากล่าวพร้อมถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน และยอมใจเย็นตามใจคนไข้อีกครั้ง ที่เธอพูดมาถูกทุกอย่าง การเป็นชาลอตไม่ใช่เรื่องสนุกเลย เธอต้องอดทวนต่อความเจ็บปวด ความทรมานและหนำซ้ำยังอุทิศตัวเป็นหนูทดลองเพื่อให้เขาได้ศึกษา แล้วนำผลการทดลองมารักษาคนอื่นอีกมากมาย ในใจลึก ๆ จึงอดชื่นชมและสงสารเธอไม่ได้ จึงหาทางเปลี่ยนเรื่องให้อารมณ์เธอคลายลง "แล้วเมื่อเช้าคุณทานอะไรได้เยอะไหม"

                "ก็ไม่เยอะเท่าไหร่ ฉันไม่อยากกิน"

                "กินหน่อยเถอะผอมจนจะปลิวอยู่แล้ว รู้ไหมดีลชอบผู้หญิงอวบ" นายแพทย์หนุ่มกล่าวหลอกล่อ รู้ว่ากำลังใจเดียวของเธอในยามนี้ก็คือดีแลนนั่นเอง

                "จริงเหรอ" ชาลอตคว้ากระจกขึ้นมามองตัวเอง ในกระจกนั้นสะท้อนภาพผู้หญิงคนหนึ่งที่แม้ใบหน้าจะผุดผ่อง หากซูบตอบเหลือเกิน ผมสีบอดน์ทองที่ครั้งหนึ่งเคยเงางามตอนนี้มันดูกระด้างยุ่งเหยิง ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน น้ำตาพาลจะหยดลงมาเสียให้ได้

                "เป็นอะไรไป"

                คำถามนั้นทำให้เธอรีบกรอกตาขึ้นฟ้า เพื่อให้น้ำตาที่กำลังคลออยู่ไหลกลับเข้าไป

                นายแพทย์หนุ่มเดินเข้ามาจากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ สายตาที่เขามองมามันเต็มไปด้วยความสมเพชเวทนาซึ่งเธอไม่ชอบมันอย่างเหลือเกินแม้จะห้ามปรามไปหลายครั้งแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมรับ ยังคงใช้ตาเช่นนี้มองเธออยู่เรื่อยไป

                "เดี๋ยวเราก็สามารถผลิตยาได้ อย่ากังวลไปเลย"

                มันคือคำปลอบใจที่เธอได้ยินเสมอ แต่ยิ่งนานวันเข้าเธอกลับรู้สึกว่าความหวังของเธอนั้นริบหรี่เต็มที บางทีเธออาจจะตายเสียก่อน ก่อนที่จะมีค้นพบยาตัวนั้น

                "ฉันไม่เป็นไรหรอก" เธอบอกอย่างที่เคยบอกทุกครั้ง ทั้งที่ไม่แน่ใจนัก

                "เอางี้ไหม เดี๋ยวหวีผมแต่งหน้าให้ ดีลมาเห็นจะได้ชื่นใจ"

                เธอหันไปมองเขาพร้อมกับสีหน้าที่แสดงถึงความแปลกใจ

                "แต่งหน้า หมอแต่งหน้าเป็นด้วยเหรอ"

                "เป็นซิ เคยแต่งแล้วก็ได้รับคำชมด้วยนะ" เขากล่าวด้วยรอยยิ้มที่แสดงถึงความภาคภูมิใจ

                "เหรอ ใครกันนะที่ยอมให้หมอแต่งหน้าให้ ใจกล้าจัง" เธอกล่าวยิ้ม ๆ คิดไม่ถึงว่านายแพทย์อายุรกรรมผู้เย็นชาชอบปั้นหน้าดุจะมีความสามารถในด้านนี้ หรือว่า..."หมอแต่งให้ตัวเองเหรอ"

                "บ้าน่า...ผมไม่ใช่พวกอย่างนั้น คุณยายโรสแมรี่ต่างหาก แกสั่งไว้ว่าถ้าแกตายให้ผมช่วยแต่งหน้าให้แกหน่อย พอแต่งเสร็จนะลูกหลานแกกล่าวขอบคุณผมกันใหญ่ บอกว่าแต่งแล้วแกดูสาวขึ้นเป็นกอง ก็คงจะเพราะว่าแกตายหลายชั่วโมง เซลล์ก็เริ่มขยายตัวแกก็เลยดูตึง ๆ ไปโดยปริยาย"

                "แต่งหน้าศพ อีตาหมอบ้า ไปไกล ๆ เลย" ไม่พูดปล่อยเธอยังผลักร่างของเขาให้ออกห่าง คิดแล้วเชียวว่าเขาจะต้องไม่เคยแต่งหน้าผู้หญิงจริง ๆ

                "มันไม่ต่างกันหรอกน่า"

                "หมอกำลังว่าฉันเหมือนศพ"

                "ไม่ใช่อย่างนั้น เอาอย่างนี้ถ้าไม่เชื่อมือกัน คุณแต่งส่วนผมเป็นผู้ช่วยเอาไหม"

                ชาลอตลังเลอยู่ชั่วครู่นึกในใจนานแค่ไหนแล้วที่เธอไม่ได้แต่งหน้า ไม่ได้ออกงานสังคม ไม่พบปะกับโลกภายนอก เหมือนจะนานเป็นปี แต่ก็ไม่เห็นเป็นไร โลกของเธอทุกวันนี้ก็เต็มไปด้วยความสุข แค่มีดีแลนเธอก็ไม่ต้องอะไรอีกแล้วและบางทีเธอควรจะลุกขึ้นมาปรับปรุงตัวเองบ้าง ให้ดูสดใสเพื่อเขา

                "ก็ได้ ฉันจะลองแต่งดู"

                พอรับปากแล้วเธอก็หยิบเครื่องสำอางค์บนหัวเตียงค่อยๆ แต่งแต้มบนใบหน้า โดยศัลย์ทำหน้าที่เป็นคนคอยดูเท่านั้น ไม่นานนักใบหน้าของคนป่วยก็ดูมีสีสันขึ้น

                "เป็นไงบ้าง สวยหรือยัง" เธอถามเมื่อเก็บลิปติกลงในกระเป๋า

                "สวย สวยมาก" คุณหมอหนุ่มกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มเพื่อเป็นกำลังใจ ชาลอตมีสีหน้าที่สดใสกว่าเดิมอีกหลายเท่านัก ทำให้เธอมองดูงดงามไม่ต่างจากกุหลาบแรกแย้ม ซึ่งเขาอยากให้เธอเป็นอย่างนี้มากกว่าจะอยู่ในสภาพซีดเซียวเพื่อเรียกร้องความสนใจ

                แล้วเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ทั้งคู่หันไปทางประตูพร้อมกัน

                "สงสัยดีลจะมาแล้ว" ชาลอตเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง

                ไม่ทันขาดคำ ประตูก็เปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของชายสองคน ซึ่งไม่ได้มีบุคลิกลักษณะใกล้เคียงกับคนที่ทั้งคู่รอคอยเลยแม้แต่นิดเดียว ศัลย์ลุกขึ้นโดยอัตโนมัติบังร่างผ่ายผอมของชาลอตเอาไว้แสดงท่าทางปกป้อง แต่เพียงชั่วพริบตาโลกของเขาก็มืดลง จากนั้นก็ไม่รับรู้อะไรอีก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

22 ความคิดเห็น

  1. #15 K.chom (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 / 10:12
    ขอให้มาเถอะค่ะ จะคอยส่งกำลังใจให้นะคะ คุณพิ้งค์
    #15
    0
  2. #11 keytaya (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2555 / 03:16
    ใจร้ายจัง...
    #11
    0