(ชุดทะเลทราย - ออสเตรเลีย) บอดี้การ์ดทะเลทราย by ญนันธร

ตอนที่ 1 : เหยื่อ...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 523
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    3 มี.ค. 56

              

             

ตอนที่ 1

                ในเงามืดของยามราตรีก่อนที่พระอาทิตย์จะเคลื่อนสู่ท้องฟ้าไม่นานนัก รถเก๋งกลางเก่ากลางใหม่เลื่อนที่เข้ามาอย่างเงียบกริบแล้วจอดซุ่มอยู่ข้างเสาไฟที่ชำรุด สีดำของตัวรถแทบจะกลืนไปกับความมืดโดยรอบ มีเพียงเสียงครางเบา ๆ ของเครื่องยนต์เท่านั้นที่อาจทำให้ดูผิดสังเกต แต่อีกด้านหนึ่งของถนนทุกคนกำลังชุลมุนวุ่นวายกับงานในมือ จึงไม่มีใครสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบกายนัก

                หลายนาทีผ่านไป คนในรถสองคนก็ยังเฝ้ามอง ทุกอย่างยังดูปกติจนคนที่ทำหน้าที่ขับรถหาวออกมาก่อนที่เอ่ยกับเพื่อนที่มาด้วยกันคล้ายจะชวนคุยแก้ง่วง

                “คุณว่าใครคือเป้าหมาย” ปากทำงานแต่สายตายังไม่ละไปจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนทั้งหมด ซึ่งเป็นคณะกองถ่ายโฆษณาที่บินลัดฟ้ามาไกลจากประเทศไทย ซึ่งเป็นกองถ่ายโฆษณาที่ใหญ่อลังการมากทีเดียว เพราะขนทั้งคนทั้งอุปกรณ์มามากมายราวกับถ่ายภาพยนต์

                “ศลีนา”

                "ศลีนา" คนถามทวนคำตอบ ก่อนที่จะแสดงสีหน้าประหลาดใจ เพราะชื่อที่กล่าวมาคือดาราสาวชื่อดังเปรียบประดุจราชินีแห่งกองถ่ายโฆษณานี้ มีคนล้อมหน้าล้อมหลังตลอดเวลา มันดูอุกอาจและเสี่ยงเกินไป “มันจะกล้าถึงขนาดนั้นเหรอ”

                คนถูกถามมีรอยยิ้มบนใบหน้า หากไม่ใช่รอยยิ้มยินดีสักนิด

                “กล้าไม่กล้าก็คอยดูไปเถอะ”             

                นั่นคือคำตอบที่คนฟังรู้ว่ามันคือคำสั่งให้จับตาต่อไป

                "แล้วอีกทีมพร้อมหรือยัง"

                "พร้อมแล้ว โน่นไง ยืนอยู่ตรงโน้นตรงเสาไฟนั่น"

                ตรงตำแหน่งที่ถูกกล่าวถึงมีชายคนหนึ่งอยู่ในชุดของพนักงานโรงแรม ท่าทางซื่อ หน้าตาธรรมดาไม่มีพิษมีภัย ช่างน่าชมทางองกรที่สามารถมองหาคนทำงานได้เหมาะเหม็ง คงไม่มีใครรู้หรอกว่าหมอนั่นเป็นสายลับระดับชาติ

                "ถ้างานนี้เป็นอย่างที่เราคิด รับรองว่าจะเป็นการช่วยเหลือมนุษย์ชาติที่ยิ่งใหญ่ทีเดียวแต่ถ้าพลาดก็เตรียมตัวรับสงครามโลกครั้งที่สามเอาไว้ได้เลย"

                คำกล่าวนั้นทำให้คนที่ร่วมทางมาด้วยขยับตัวอย่างอึดอัด เหมือนมีความกดดันอันมหาศาลกดทับหัวใจเอาไว้ ต่างเฝ้ามองทุกอย่างเบื้องหน้าด้วยความลุ้นระลึก แต่นี่เป็นเพียงขั้นตอนแรกเท่านั้น ยังมีอีกหลายอุปสรรคต้องฝ่าฟันสำหรับงานนี้

 

                ภายในห้องแต่งตัวที่ถูกจัดเฉพาะสำหรับนางเอกดังประดับประเทศ หญิงสาวร่างสูงโปร่งนั่งอยู่หน้ากระจกเพียงลำพังหลังจากที่ได้แต่งหน้าทำผมและแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ใบหน้ารูปไข่ที่แต่งแต้มอย่างโฉบเฉี่ยวบัดนี้นิ่งสนิท สายตาทอดมองไปไกลแสนไกลแต่ไม่ได้มองจุดไหนเป็นพิเศษเพราะมัวแต่จมอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเอง

               

                และแล้วเธอก็กลับมาที่นี่อีกครั้ง กลับมายังดินแดนที่สร้างรอยบาดแผลอันแสนเจ็บปวดให้กับเธอ

           

                แม้จะตั้งปณิธานเอาไว้แล้วว่าจะไม่มีวันเหยียบย่างกรายมาอย่างเด็ดขาด แต่แล้วเธอก็ต้องผิดสัญญากับตัวเองเพราะงานโฆษณาสำคัญชิ้นสำคัญนี้ งานที่เธออยากปฏิเสธแต่ก็ไม่อาจทำได้ เพราะเจ้าของคือผู้มีพระคุณเกื้อหนุนให้โอกาสเธอได้ยืนอยู่ในวงการบันเทิงจนกลายเป็นนางเอกแถวหน้า ซึ่งเจ้าของผลิตภัณฑ์ก็ให้เกียติเจาะจงเธอเป็นพรีเซ็นเตอร์เพียงคนเดียวเท่านั้น

                ศลีนาหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน ตอนนี้ใจเธอร่ำร้องอย่างกลับบ้าน หรือจะพูดให้ถูกคือเธออยากไปไหนก็ได้ ไปให้พ้นจากที่นี่ ไกลจากภาพความทรงจำอันเจ็บปวด ก่อนหน้าจะมาถึงเธอคิดว่าเธอเข้มแข็งพอที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่ง แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าไม่ใช่ ใจเธอกำลังจะขาดลงในเดี๋ยวนี้

                ใจเธอระทึกตื่นกลัวขอบตาเธอร้อนผ่าวเมื่อคิดถึงความหลังที่ทำให้ชีวิตของเธอนั้นเปลี่ยนไปตลอดกาลอย่างที่ไม่เคยคิดฝัน

                แล้วความคิดของเธอก็สะดุดลงเมื่อได้ยินเสียงแหลมของผู้จัดการส่วนตัวดังมา

                “น้องลีนาขา เรียบร้อยหรือยังคะ” เสียงของผู้จัดการดังมาก่อนตัว และนั่นก็ทำให้ดาราสาวรู้ว่าเวลางานได้มาถึงแล้วเธอจึงลุกจากเก้าอี้เพื่อเตรียมตัวทำงาน

                ลิลลี่สาวประเภทสองผู้โด่งดังในวงการเข้ามามองหญิงสาวอย่างชื่นชม ไล่มองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ไม่มีส่วนไหนเลยที่จะดูบกพร่อง

                “งาม เริ่ด เชิด หรู สมกับเป็นน้องลีนาจริง ๆ เลยค่ะ” ผู้จัดการส่วนตัวสาวประเภทสองชมเปาะ มองหน้าสาวน้อยที่ตนเองปั้นมากับมือด้วยความชื่นชม “ใกล้ได้เวลาแล้วจ๊ะ ออกไปข้างนอกกันเถอะ”

                ศลีนาก้าวตามอย่างรวดเร็ว อยากทำงานให้เสร็จแล้วจะได้กลับบ้านสักที

                ยามเมื่อได้เห็นอูรูลูอีกครั้งใจเธอก็สั่นด้วยความหวาดหวั่น มือเธอเลื่อนมาจับกันแน่นอย่างไม่รู้ตัว เหงื่อชื่น ๆ ทำให้มือเธอเหนียวไปหมด

                "เป็นอะไรไปค่ะน้องลีนา หน้าตาไม่ค่อยดี" ผู้จัดการส่วนตัวถามไถ่ด้วยน้ำเสียงห่วงใยพร้อมกับเอากระดาษซับใบหน้าให้

                "เปล่า...เปล่าค่ะ ลีนาไม่ได้เป็นอะไร"

                "แน่นะคะ"

                "ค่ะ" เธอตอบรับก้าวเดินต่อไปข้างหน้าพยายามทำตัวให้ปกติที่สุดแม้ว่าในเวลานี้ใจเธอจะไม่ปกติก็ตาม

                แสงอาทิตย์สาดส่องความมืดทะมึนของพื้นที่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ทั้งพื้นทราย ก้อนหิน หรือต้นไม้เป็นทัศนียภาพอันแปลกตาอย่างน่าอัศจรรย์ งานนี้ต้องทำแข่งกับเวลาเนื่องจากใช้ฉากหลังเป็นอูลูรูซึ่งจะเปลี่ยนสีไปตามองศาของพระอาทิตย์ ด้วยความเป็นมืออาชีพไม่นานทุกอย่างก็เรียบร้อย

                "เรียบร้อยแล้วครับ" ทีมงานตะโกนบอกเมื่องานเสร็จซึ่งก็กินเวลาเกือบชั่วโมง หญิงสาวผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ ด้วยความโล่งใจ เธอกำลังจะได้กลับบ้าน ได้กลับไปยังเมืองไทยและสัญญาว่าต่อจากนี้ไปเธอไม่มาเหยียบที่นี่อีกไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

                "ไหวไหมน้องลีนา หน้าซีดจัง"

                "เดี๋ยวลีนาขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ"

                เมื่องานเสร็จเธอจึงเดินกลับเข้าห้องแต่งตัวเพื่อที่จะเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วกลับไปรับพ่อที่โรงแรม

                ความรีบร้อนทำให้เธอไม่ทันได้มองทาง หรือพูดให้ถูกคือใครบางคนโผล่มาตอนไหนไม่รู้ชนเธอเข้าอย่างจังจนกระทั่งเธอเซไปหลายก้าว

                เธอนิ่งหน้าอย่างไม่พอใจ แต่เมื่อเห็นคนที่มาชนเธอนั้นเป็นเพียงผู้หญิงร่างเล็ก แต่งกายสกปรก เนื้อตัวเหม็นสาบจึงไม่คิดจะถือสาซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกับที่ลิลลี่ตรงเข้ามา

                “เป็นอะไรหรือเปล่าน้องลีนา” ผู้จัดการส่วนตัวคนเก่งเดินเข้ามาถาม พร้อมกับกวาดตามองสำรวจเพื่อตรว

จสอบความเสียหาย

                “ไม่ค่ะ ไม่เป็นไร”

                จะว่าไม่เป็นไรก็ไม่ถูกนัก เพราะความรู้สึกหลังจากที่หญิงแปลกหน้าคนนั้นจากไปคือเจ็บบริเวณต้นแขนแต่แล้วมันก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเลื่อนผ้าขึ้นเปิดออกดูก็ไม่พบร่องรอยอะไรจึงคือว่าอาจจะโดนอะไรกัดเข้าจึงไม่คิดจะสนใจ

                “แน่ใจนะว่าไม่เป็นไร อะไรกันคนทั้งคนเดินมายังมาชนไปได้” เจ๊ลิลลี่ตวัดสายตามองอย่างไม่ค่อยพอใจนักซึ่งอีกฝ่ายเดินหายไปในกลุ่มชนเสียแล้ว

                “ช่างมันเถอะค่ะ"

                “งั้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะจ๊ะ เดี๋ยวพี่จะไปส่ง ความจริงไม่เห็นจะต้องรีบร้อนกลับอยู่เที่ยวกันก่อน นาน ๆ จะได้สปอนเซอร์ชนิดทุ้มสุดตัว น่าจะให้มันสุดเหวี่ยงหน่อย นี่อะไรมาแค่คืนเดียวก็มาหนีกลับเสียแล้ว”

                “ลีนาสัญญากับคุณพ่อไว้แล้วก็เลยไม่อยากผิดสัญญา เอาเป็นคราวหน้าก็แล้วกันนะคะ” ศลีนาตอบเลี่ยง เธอไม่เคยเล่าเรื่องปมในอดีตของตัวเองให้ใครรู้แม้แต่ผู้จัดการส่วนตัวที่เข้ามามีบทบาทสำคัญทุกเรื่องในชีวิตการเป็นนักแสดงของเธอในตอนนี้

                “จ้า...พี่รอได้เสมอ”

                “ไม่ต้องไปส่งลีนาก็ได้ค่ะ เดี๋ยวลีนานั่งรถไปเอง”

                “จะดีหรือจ๊ะ” ผู้จัดการส่วนตัวถามอ้อมแอ้มอย่างไม่เต็มเสียงนัก

                “ดีค่ะ มันไปส่งเขาไม่รอแล้วอย่ามาร้องไห้นะ”

                ลิลลี่มองไปยังกลุ่มของทีมงานที่กำลังเก็บของซึ่งใกล้จะเสร็จด้วยความลังเล อยากไปส่งดาราสาวในความดูแลก็อยากทำ แต่หากพลัดหลงกับคนพวกนั้นเห็นทีจะลำบากเพราะภาษาอังกฤษนั้นก็ไม่ได้แข็งแรงเท่าไหร่

                “โอเค งั้นเดินทางดี ๆ นะ มีอะไรก็โทรหาพี่แล้วกัน”

                เมื่อตกลงกันได้แล้วศลีนาก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าจุดมุ่งหมายคือโรงแรมที่อยู่ไม่ไกลนัก เธอจะไปรับพ่อจากนั้นก็รีบเดินทางออกจากออสเตรเลียเพื่อที่จะกลับเมืองไทย

                รถโรงแรมวิ่งมาจอดเทียบฟุตบาธ ศลีนาก้าวขึ้นไปอย่างรวดเร็วและเมื่อนั่งลงอย่างเรียบร้อย แล้วใจก็ล่องลอยไปสู้เหตุการณ์ในอดีตอีกครั้ง

                เธอเคยมาที่นี่เมื่อสิบปีก่อน มาท่องเที่ยวกันตามประสาครอบครัวที่แสนอบอุ่น ทุกอย่างเป็นไปอย่างปกติ จนกระทั่งเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาชมความงดงามของก้อนหินขนาดมหึมาที่สามารถเปลี่ยนสีได้ในแต่ละช่วงของวันซึ่งก็ไม่ได้ทำให้เธอผิดหวังเลย สีสันนั้นช่างงดงามจนหน้าพิศวง แต่แล้วเหตุการณ์บางอย่างก็เกิดขึ้น

                เธอถูกลอบทำร้ายอาการสาหัสและจากนั้นชีวิตเธอก็เปลี่ยนไปมีบางอย่างที่ไม่ปกติเกิดขึ้นกับร่างกาย มันเป็นภาวะที่ไม่มีใครในโลกนี้เคยเป็นหนำซ้ำแม่ของเธอก็หายไป ใครต่อใครก็บอกว่าแม่หนีไปกับชู้หลังจากที่ทำให้เธอตกอยู่ในอันตราย

                ทุกอย่างเหมือนฝันร้ายที่หลั่งไหลเข้ามา ทั้งที่ไม่อยากเชื่อเลยว่ามันคือเรื่องจริง อยากให้เป็นเพียงความเข้าใจผิด หากเวลาผันผ่านไปวันแล้ววันเล่าแม่ก็ไม่กลับมา การจากไปของแม่นอกจากเธอยังมีพ่อปวดร้าวอย่างที่สุด เธอเห็นพ่อร้องไห้เป็นครั้งแรกในชีวิตแต่ถึงกระนั้นท่านก็ไม่เคยเอ่ยถึงแม่อีกและตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาท่านก็ไม่มีใครเช่นกัน ยังคงรักแม่อย่างสุดหัวใจ หลายครั้งเหลือเกินที่เธออยากถามว่าแม่ทำอย่างนั้นได้อย่างไร หัวใจของแม่ทำด้วยอะไรถึงได้ทิ้งเธอกับพ่อได้อย่างเลือดเย็น

                ส่วนอาการของเธอก็แย่ลงตามลำดับ เธอถูกขังอยู่ในบ้านเป็นเวลาหลายเดือนเพราะอาการผิดปกตินั้น จนกระทั่งพ่อสามารถหายามาระงับอาการป่วยของเธอได้ จึงสามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติอีกครั้งแต่ก็เป็นชีวิตที่ไม่ปกตินัก

                พ่ออุทิศตัวเพื่อเธอโดยตลอด คอยดูแลทุกย่างก้าวจนกระทั่งเธอจบชั้นมัธยมซึ่งท่านก็ไม่ขัดข้องยามที่เธอเลือกเรียนทางด้านการสื่อสารมวลชนแทนที่จะเรียนด้านการแพทย์อย่างท่าน เพราะท่านรู้ว่าเธอเกลียดเข็มฉีดยาอันเป็นผลมาจากการรักษาตัว จากนั้นเธอก็ได้เข้าวงการบันเทิงจากการชักชวนของแมวมองด้วยหน้าตาและบุคลิกที่โดดเด่น ซึ่งพ่อของเธอก็ยินดีเพราะต้องการให้เธอมีชีวิตเฉกเช่นปกติ ไม่หวาดกลัวผู้คนหรือเก็บตัวกับสภาวะของโรคที่เป็นอยู่

                กาลเวลาได้พาให้เธอเข้มแข็งขึ้น เธอกลายเป็นนางสาวศลีนา ชุตานุกูลผู้ที่มีแต่คนชื่นชมหลงใหลในฐานะนางเอกผู้แสนจะเซ็กซี่แห่งวงการบันเทิงของเมืองไทย เธอมีชื่อเสียง มีการงานที่คนหลายคนต่างอิจฉา โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าเบื้องหลังของเธอนั่นต้องฝ่าฟันกับอะไรบ้าง ต้องพบกับเจ็บปวดแค่ไหน และโหยหาในสิ่งใด ไม่มีใครรู้เลยนอกจากพ่อส่วนสาเหตุนั้นก็เกิดจากโรคควบคุมตัวเองไม่ได้ชั่วคราวอันเป็นโรคที่พ่อบัญญัติขึ้นมาเองเพราะไม่มีโรคนี้บัญญัติอยู่ในตำราแพทย์เล่มไหนมาก่อน

                พ่ออธิบายว่า เธอได้รับสารพิษบางอย่างจากที่นี่จนทำให้เกิดอาการนี้ ท่านจึงพยายามคิดค้นยาต้านพิษแต่ตัวเชื้อมันฝังลึกในระดับ DNA จึงไม่สามารถฆ่าได้หมด เพียงแต่ช่วยระงับไม่ให้อาการกำเริบเท่านั้น

                เหตุนี้เองที่เธอรู้สึกผิดต่อพ่อของเธอนัก ท่านคงไม่อยากมาที่นี่สักเท่าไหร่ แต่เพราะต้องดูแลเธอท่านจึงต้องมา ดังนั้นเธอจะรีบทำงานแล้วรีบบินกลับจากนั้นก็จะพาท่านไปเที่ยวพักผ่อนในสถานที่ท่องเที่ยวที่สงบสักสองสามวันและครั้งนี้รัฐนนท์แฟนหนุ่มของเธอก็บอกว่าจะไปเที่ยวด้วยกันเพราะเขาสามารถลางานได้หนึ่งอาทิตย์ คิดมาถึงตรงนี้ใจเธอก็ค่อยสดชื่นขึ้น อีกเพียงแค่อึดใจเดียวเท่านั้น

 

               

                "คุณครับ ถึงแล้วครับ"

                เสียงเรียกนั้นทำให้ศลีนาลืมตาขึ้นมาอย่างมึนงง แล้วเธอก็พบว่าตัวเองเผลอหลับในรถของโรงแรมขณะเดินทางกลับที่พัก ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากสถานที่ที่เธอไปถ่ายโฆษณาสักเท่าไหร่เลย สิ่งแรกที่เธอทำคือการสำรวจตัวเอง แล้วก็พบว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีเธอจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

                "ขอบคุณค่ะ" เธอกล่าวขอบคุณจากนั้นก็ก้าวลงจากรถเพื่อกลับห้องพักและรับพ่อกลับเมืองไทยด้วยกัน

                ศลีนาเดินขึ้นลิฟท์ตามปกติ วูบหนึ่งเธอรู้สึกเหมือนถูกจับตามองและก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ มีคนหลายคนในลอบบี้จ้องมองเธอด้วยความชื่นชม แท้จริงมันเป็นเรื่องธรรมดาที่เธอจะต้องพบกับสายตาอย่างนี้ตอนไปไหนมาไหนเสมอ แต่น่าแปลกเหลือเกินที่เธอกลับรู้สึกเหมือนกำลังถูกคุกคาม หรือเพราะความฟุ้งซ่านจึงทำให้อุปทานไปเอง

                "เกิดอะไรขึ้นนะ ทำไมถึงเผลอหลับไปได้" เธอพำพัมอย่างสงสัยเพราะก่อนหน้าเธอไม่มีอาการง่วงนอนมาก่อนแต่บางทีอาจะเป็นผลจากโรคหรือยารักษาซึ่งบางครั้งมันก็ทำให้เธอทำอะไรลงไปอย่างไม่รู้ตัว เมื่อสภาวะทุกอย่างกลับมาปกติเธอก็เลิกที่จะสนใจมันออก

                หญิงสาวหยิบคีย์การ์ดออกมา ป่านนี้พ่อเธอคงตื่นแล้ว เรากำลังจะได้กลับบ้าน กลับไปใช้ชีวิตอย่างสองคนพ่อลูกตามเดิม

                "พ่อค่ะ ลีนากลับมาแล้วค่ะ" เธอตะโกนบอกพ่อตามปกติ แต่ไหนแต่ไรมาเสียงจะปรากฏก่อนตัวเสมอ

                แต่สิ่งที่เธอได้รับคือความเงียบ เงียบเหมือนกับไม่มีใครอยู่

                "หรือ...พ่อจะยังไม่ตื่น" เธอเดา แต่ถ้าพ่อยังไม่ตื่นก็ถือว่าผิดปกติ เพราะนี่มันก็เกือบจะแปดโมงอยู่แล้วธรรมดาพ่อของเธอจะตื่นเช้าอยู่เสมอ ศลีนาเดินไปยังห้องนอน บางทีท่านอาจจะอยู่ในนั้นและอาจจะไม่ได้ยินเสียงเรียกของเธอก็เป็นได้

                "พ่อค่ะ อยู่ในห้องหรือเปล่า ลีนาเข้าไปนะคะ" เมื่อเอ่ยปากขออนุญาตเรียบร้อยเธอก็เดินเข้าไป สิ่งที่เห็นก็คือเตียงนอนว่างเปล่าไร้เงาของพ่อ

                "พ่อค่ะ พ่ออยู่ไหน" เธอร้องเรียกด้วยเห็นว่าต้องรีบออกเดินทาง หากช้าอาจจะตกเครื่องได้

                ไม่มีเสียงตอบรับเช่นเคย ศลีนาเดินไปยังห้องน้ำ ห้องพักผ่อน และทุกส่วนของห้องพักก็ไม่มีเงาของท่านทำให้เธอเริ่มเป็นกังวล แต่ก็ไม่มากนักบางทีท่านอาจจะออกไปเดินเล่นเธอจึงโทรศัพท์ออกตามหา

                เสียงโทรศัพท์ของพ่อดังขึ้นในห้องนอนของท่าน เธอจึงเดินไปดู และก็พบว่ามันอยู่บนโต๊ะใกล้เตียงนั่นเอง

                "พ่อไปไหน ทำไมไม่เอาโทรศัพท์ไปด้วย" เธอเดินเข้าไปใกล้กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของท่าน แล้วก็พบว่ามีกระดาษแผ่นหนึ่งสอดอยู่ด้านล่าง จึงหยิบมันขึ้นมาดู

               

                'ลีนา พ่อรู้แล้วว่าแม่ของหนูอยู่ที่ซูอาร์ตอนนี้และกำลังต้องการความช่วยเหลือจากพ่อ หนูกลับเมืองไทยไปก่อนและพ่อจะรีบพาแม่ของหนูกลับไปหาหนูให้เร็วที่สุด

                                                                                                                                    รักเสมอ

                                                                                                                                      พ่อ

               

                เนื้อความในจดหมายสั้นกระชับ แต่สื่อความหมายชัดเจนทุกอย่าง พ่อกำลังจะไปหาแม่ที่ซูอาร์ทเพราะแม่ต้องการความช่วยเหลือทั้งที่แม่เคยทิ้งพ่อไปอย่างไร้เยื่อใย เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพ่อถึงทิ้งเธอไป

                "ทำไมพ่อทำกับลีนาอย่างนี้" ความรู้สึกที่ประดังเข้ามาคือโกรธและน้อยใจ ต่อมาคือความเป็นห่วง เพราะเธอไม่รู้ว่าพ่อจะไปที่นั่นคนเดียวได้อย่างไร แล้วสถานที่ที่ชื่อว่าซูอาร์นั้นอยู่ที่ไหนทำไมเธอไม่เคยได้ยินชื่อนี้เลย จริงอยู่ที่พ่อเธอมีความรู้ดีทางด้านภาษา แต่นั่นไม่พอหรอกที่จะออกตามหาแม่โดยลำพัง เธอจะต้องห้ามท่านก่อนที่ท่านจะเดินทางไปไกลกว่านี้

                นางเอกสาววิ่งออกจากห้องพักแล้วลงลิฟต์ไปชั้นล่าง พ่อคงยังออกไปไม่นาน เมื่อเธอสอบถาม รปภ. หน้าประตูก็ได้คำตอบว่าท่านออกไปเมื่อประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนที่เธอจะกลับเข้ามา มุ่งหน้าไปยังท่ารถของเมือง ศลีนาจึงไม่รอช้าที่จะตามไป เมื่อไปถึงเธอก็พบว่าตัวเองมาช้าไปเสียแล้ว ไม่มีท่านที่นั่น เธอหันรีหันขวางอยู่พักใหญ่ความเครียดความกลักลุ้มก่อหวอดอยู่ในหัวใจ ต่อจากนี้เธอควรจะทำอย่างไรดี ออกตามหาต่อหรือกลับปีรอที่เมืองไทย

 

                แม้อากาศจะเริ่มร้อนขึ้นมาจากแสงแดดอันจัดจ้า แต่ก็ไม่ได้ทำให้คนที่นอนแผ่หลาอยู่บนเตียงกว้างสะทกสะท้าน ดวงตาทั้งสองข้างยังคงปิดสนิท ทรวงอกกระเพื่อมสม่ำเสมอจนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะอันรกรื้อด้วยสมบัติมากมายกรีดร้องแทรกความสงบของยามเช้า

                ดวงตาสีเขียวเพียงแต่ปรือขึ้นเล็กน้อยก่อนที่จะคว้าหมอนที่ตัวเองหนุนปาไปยังสิ่งรบกวนการนอนอันแสนสุขจนมาตกมากระจายอยู่เป็นพื้นเป็นผลให้เสียงนั้นเงียบไป

                "ก็แค่นี้" เขากล่าวพึมพำขณะมองความเสียหายเบื้องหน้าอย่างไร้เยื่อใย จากนั้นก็ขมวดผ้าห่มแล้วเอามาหนุนแทนหมอนแล้วหลับต่อไป แต่ความฝันหวานก็ต้องสะดุดอีกครั้งเมื่อมีเสียงดังของโทรศัพท์ที่ตั้งอยู่ในห้องข้าง ๆ แทรกขึ้นมาอีก ชายหนุ่มตัดสินใจทำหูทวนลมไม่สนใจ จนกระทั่ง

                “เจ้านายครับ โทรศัพท์”

                นั่นคือเสียงของเด็กหนุ่มอายุสิบสามลูกครึ่งคนขาวอบอริจิ้นที่ถูกนำมาเลี้ยงเอาไว้เอาบุญหลังจากที่แม่เด็กเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน หากในตอนนี้ดีแลนยังไม่อยากรับโทรศัพท์จึงพลิกตัวหนีไปอย่างดื้อ ๆ พร้อมกับเอาผ้าห่มขึ้นมาปิดหน้าแสดงให้รู้ว่าไม่อยากรับรู้เรื่องราวอะไรทั้งสิ้น

                "เจ้านายครับ โทรศัพท์" เสียงนั้นเข้มขึ้น แสดงถึงความรำคาญอยู่เหมือนกัน

                "บอกให้โทรมาใหม่” เขาบอกปัด เมื่อคืนเขาเฝ้าม้าตัวโปรดตกลูกทั้งคืนกว่าจะได้นอนก็เกือบสว่าง ดังนั้นตอนนี้ยังไม่มีอารมณ์คุยกับใครทั้งนั้น

                “ผมบอกไปแล้ว แต่เขายืนยันว่าจะคุยให้ได้”

                “อะไรกันนักกันหนา เอามานี่ ถ้าเรื่องไม่สำคัญจริงฉันจะลากปืนไปยิงกระบาลมันแล้วกลับมายิงกระบาลแกอีกที” ชายหนุ่มกล่าวอย่างหัวเสียพร้อมกับคว้าโทรศัพท์มาจากลูกน้องแล้วกรอกเสียงอันหงุดหงิดของตัวเองลงไป

                “ฮัลโหล ถ้าจะโทรมาทวงหนี้ค่อยโทรมาพรุ่งนี้” เมื่อกล่าวจบก็ทำท่าจะกดวางหากเสียงห้าว ๆ กลับดังขึ้นมาเสียก่อน

                “ถ้าแกวางฉันจะส่งคนไประเบิดไร่แกตอนนี้”

                เท่านั้นเองตาที่ปิดอยู่ก็เปิดขึ้น ความง่วงงุนเมื่อสักครู่หายไปเป็นปลิดทิ้ง ร่างสูงกระเด้งขึ้นนั่งอย่างเรียบร้อยบนเตียงโดยอัตโนมัติราวกับว่าเจ้าของเสียงนั้นมายืนอยู่ตรงหน้า

                "ท่าน...ท่านเองหรือครับ" เสียงของเขาฟังดูเจื่อนอย่างเต็มที

                "ใช่ฉันเอง คราวนี้ยังจะลากปืนมายิงกระบาลฉันอีกไหม"

                “โธ่...ท่านครับ ท่านก็ทราบว่าผมมันคนปากพล่อย"

                "ข้อนั้นชั้นรู้ดีว่าแกมันทั้งปากพล่อย กวนประสาท จองหอง ยโสโอหัง”

                ดีแลนเอากระบอกโทรศัพท์ออกห่างจากหู ไม่อยากได้ยินคำสรรเสริญจากปลายสายในยามเช้าอย่างนี้ ครั้นจะบอกให้หยุดก็ไม่กล้าและคิดว่าอีกไม่นาน ท่าน ก็จะเหนื่อยจะหยุดไปเองแล้วก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ชายหนุ่มเอาประบอกโทรศัพท์มาทาบหูอีกครั้งเมื่อเสียงทางนั้นเงียบลง

                "ว่าแต่ท่านมีอะไรหรือครับที่โทรมาหากันเช้าอย่างนี้" เขาพยายามทำเสียงให้น่ารักหวังจะบรรเทาอาการขุ่นเคืองของอีกฝ่าย แต่ไม่ใช่เลยเขาเพิ่งรู้ตัวว่าพลาดเมื่อได้ยินเสียงเข้มดุกลับมา

                “เช้ากับผีแกซิ เหลือกตามองนาฬิกาเสียบ้างว่ากี่โมงก็ยามแล้ว”

                เหมือนกับเป็นคำสั่งอันเด็ดขาด ลูกตาสองข้างเหลือบไปมองนาฬิกาข้างฝาโดยอัตโนมัติ

                “สิบเอ็ดโมงครับ” เขาตอบเสียงอ่อย

                "ที่บ้านแกยังเรียกว่าเช้าอยู่หรือเปล่า"

                "เปล่าครับท่าน" เสียงเขาเบายิ่งกว่าเบา ต่อมาจึงได้ยินสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังมาทางโทรศัพท์

                “ฉันมีงานให้แกทำ”

                เป็นอย่างนี้ทุกที คิดอยู่แล้วว่านอกจากจะโทรมากวนเวลาพักแล้วต้องมีอย่างอื่นด้วย เพราะ ท่าน ของเขานั้นไม่เคยโทรมาถามว่า เป็นอย่างไร สบายดีไหม ไปเที่ยวไหนวันหยุด ปฏิสัมพันธ์คืองานและดูท่าจะเป็นงานใหญ่เพราะลงทุนโทรมาด้วยตัวเองอย่างนี้ แต่ตอนนี้เขายังไม่อยากทำงาน อยากพักอีกอย่างลูกม้าของเขากำลังอยู่ในช่วงน่ารักจึงอยากให้เวลามันอีกสักหน่อย

                “ผมเพิ่งได้พักแค่สามวันเองนะครับ อีกอย่างในไร่ยังไม่ค่อยเรียบร้อยเลย” ชายหนุ่มโอดครวญพร้อมทั้งเสยผมที่รกรุงรังให้พ้นไปจากใบหน้า

                “ถ้างานนี้แกไม่ทำฉันจะให้คนอื่นทำ”

                “งั้นให้คนอื่นทำ” เขากล่าวอย่างไม่ใยดี เพิ่งได้พักเรื่องอะไรจะกลับไปทำงาน

                “ไม่ถามหน่อยหรือว่างานอะไร”

                น้ำเสียงที่ถามมานั้นดูรื่นเริงผิดปกติจนทำให้เขานึกสงสัย ธรรมดาผู้เป็นเจ้านายจะชอบทำเสียงดุเข้มใส่ จะทำเสียอย่างนี้เฉพาะตอนกลั่นแกล้งเขาสำเร็จเท่านั้น

                “อยากรู้ก็ได้ครับ หากท่านจะกรุณาบอก”

                “งานคุ้มครองแล้วก็ดูแลยา”

                "ก็ไม่เห็นน่าสนใจตรงไหน"

                “เป็นยาที่ใช้รักษาอาการของชาลอต”

                "รักษาอาการของชาลอตอย่านั้นหรือครับ" เขาถามกลับด้วยความตื่นเต้น มันเป็นอะไรที่เขารอคอยมาตลอดชีวิตเลยก็ว่าได้ "ผมทำครับ ผมทำเอง" เอาอาสาอย่างกระตือรือล้น

                "รอฉันติดต่อไปอีกที ระหว่างนี้เตรียมตัวให้พร้อม"

                "ครับท่าน" เขารับปากก่อนจะวางสาย หัวใจเปี่ยมไปด้วยความหวังหากได้ยามาอาการของชาลอตจะดีขึ้นหากถ้ายาสามารถรักษาอาการนั้นให้หายขาด ชาลอตก็จะไม่ต้องทรมานอีกต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

22 ความคิดเห็น

  1. #18 rose2521 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 มีนาคม 2556 / 21:57
    รออัพค่ะ
    #18
    0
  2. #14 Nuuda Love Jung (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 / 08:57
    มาเยอะก้อได้น่ะค่ะ มันอ่านไม่สะใจ
    #14
    0
  3. #9 ม่านเมฆา (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2555 / 22:18
    ลียาพลาดแล้วค่ะ
    #9
    0
  4. #8 เม-ดา (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2555 / 17:05
    นึกภาพตามแล้ว โอ้ววววว
    #8
    0
  5. #7 K.chom (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2555 / 16:42
    พระเจ้า!!! ลียาขา..เธอกล้ามากเลยน๊า..บุกเข้าบ้านเค้าแล้วยังมาแก้ผ้าอาบน้ำท่ามกลางแสงจันทร์อีก555+
    สนุกจังเลยค่ะคุณพิ้งค์ เป็นกำลังใจให้ค่ะ อัพอีก อัพอีก โฉมจะรออ่านนะคะ
    #7
    0
  6. #6 tookta12 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2555 / 03:28
    รอผลงานมานานค่ะ    ส่งกำลังใจมาค่ะ
    #6
    0