(แก้ไขเนื้อหา)The Seoul's Eyes [Kookv]

ตอนที่ 1 : Prologue: Eyes on you

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 725
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    8 ม.ค. 64

 


 

สงครามเป็นสิ่งที่อยู่คู่มากับมนุษย์ตั้งแต่ไหนแต่ไร เกือบทุกรุ่นทุกสมัยของชีวิตมักมีอย่างน้อยหนึ่งสงครามเกิดขึ้นและมันเป็นสิ่งที่ควบคุมหรือห้ามไม่ได้ ทันทีที่ข้อตกลงระหว่างทั้งสองฝ่ายหรือมากกว่านั้นไร้ซึ่งทางออกหรือได้เดินมาถึงจุดตัน ความขัดแย้งและไม่เห็นด้วยก็ผุดขึ้น นานวันก็มีแต่จะสร้างความบาดหมางระหว่างกัน ท้ายที่สุดสิ่งที่สงครามทำให้เกิดก็คือความเดือดร้อนของผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวกับมันแม้แต่น้อย                

ในดินแดนของประเทศเล็กๆแห่งนี้ก็มีประวัติศาสตร์มากมายที่ผู้ให้ความรู้ทั้งหลาย ณ สถานศึกษาต่างก็คอยเฝ้าสอนเด็กรุ่นใหม่ แต่หากลองถามและมองดูอีกครั้ง ไม่ว่าจะผ่านการอบรมมาเท่าใดก็คงไม่สามารถหยุดยั้งปัญหาเช่นนี้ได้ สงครามเกิดขึ้นกับเรามาหลายชั่วโคตร นานนับปีบ้าง หรือไม่บางครั้งก็ข้ามศตวรรษ พวกเราทำได้เพียงเปิดหนังสือและนึกถึงมันว่าทำไมคนในตอนนั้นถึงไม่หาทางแก้ไขที่ดีและมีเหตุผลกว่านี้ แต่รู้อะไรไหม ข้อคิดเช่นนี้ก็มักจะเกิดขึ้นมาในตอนที่ทุกอย่างสายไปแล้วเสียยังไงล่ะ                

ตอนนี้ก็อีกครั้ง ยามแสงสว่างของตะวันแล่นขึ้นมาแตะขอบฟ้า เสียงความวุ่นวายและเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดก็ดังขึ้น ราวกับภาพเหตุการณ์เดิมๆซ้ำแล้วซ้ำเล่าถูกฉายวนไปจนครบอาทิตย์หรือแม้กระทั่งเดือน พื้นถนนสีเทาที่เคยถูกปกคลุมไปด้วยกองใบไม้แห้งสีเพลิงจากสารทฤดู ณ ตอนนี้แปรเปลี่ยนเป็นรอยเลือดสีสดเลอะเทอะไปทั่วทุกตาราง กลิ่นคาวของมันยังโชยขึ้นมาอยู่เรื่อยๆตราบใดที่มันยังไม่จบ พร้อมกับความมืดมนที่เคลื่อนเข้ามาซ้ำความเจ็บปวดของผู้คนพร้อมกับดวงจันทรายามราตรี               

มันคือสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นเร็วเกินกว่าจะได้ตั้งตัวใดๆ ร่างกายนิ่งสนิทของเหล่าผู้เสียสละเพื่อประเทศถูกทิ้งอย่างไร้ความหายเกลื่อนกลาดไปทั่ว และไร้ซึ่งเวลาในการตอบแทนใดๆเราก็กลายเป็นหนึ่งในเหยื่อไปแล้ว ประชาชนไม่มีสิทธิ์รับรู้อะไรทั้งนั้นเกี่ยวกับมรสุมชีวิตครั้งนี้ คนบริสุทธิ์นับแสนคนล้มลง บางคนถูกลบหายออกไปจากชีวิต และบางคนถูกทิ้งไว้พร้อมความเจ็บปวด หลับใหลไปพร้อมกับประโยคหลอกลวงของรัฐบาลว่าพวกเขาจะจัดการกับวิกฤตในครั้งนี้และนำสันติกลับคืนสู่ประเทศ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีวี่แววของความสงบสุขเลยแม้แต่น้อย แล้วพวกเขาจะจัดการกับการสูญเสียในครั้งนี้เช่นไร กับชีวิตที่ไม่อาจตีค่าเป็นจำนวนได้ พวกเขาสามารถนำมันกลับมาได้หรือเปล่า…           

เปลือกตาที่ไม่สามารถปิดลงมาเพราะยังเหลือห่วงช่างดูหดหู่ไม่น้อย เช่นเดียวกับประเทศอริที่โดนเราทำอย่างเจ็บแสบ เชื้อชีวภาพถูกส่งไปปล่อยจนประชาชนล้มตายกันไปค่อนนั่นคือสิ่งเดียวที่เราได้ยินมา รู้ตัวอีกทีเสียงระเบิดและกองไฟก็ลุกลามอยู่นอกหน้าต่างเสียแล้ว กลายเป็นกรรมที่ได้ร่วมกันก่อจากสองคู่แข่ง มันกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่เลวร้ายที่สุดของโลกที่สมควรถูกจารึกไว้เป็นคำเตือน ผมยังคงมองภาพตรงหน้านั้นทว่ากับด้วยความรู้สึกว่างเปล่า เหมือนกับว่ามันถูกลบเรือนออกไปเสียแล้ว ช่องข่าวในโทรทัศน์ถูกปิดลด้วยใครบางคนภายในบ้าน ก่อนที่ผ้าม่านสีขุ่นตรงหน้าจะถูกลากมาปิด แรงจับเข้าที่ไหล่บังคับให้ผมต้องหันตัวกลับไปอย่างไร้แรงฝืน ก่อนที่จะจำใจสบเข้ากับดวงตาคู่สวยตรงหน้าที่บัดนี้ได้หมองลงไปแล้วด้วยความระทม               

ผมยกมือเล็กของตัวเองขึ้นมาอย่างเชื่องช้าก่อนจะนำมันปาดหยดน้ำตาหลายหยดออกจากใบหน้าแม่ และยังไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดการกระทำของผมถึงได้ยิ่งทำให้เธอร้องไห้ออกมาอีกครั้ง ฝ่ามือสวยยื่นขึ้นมากุมมือผมไว้ก่อนที่เธอจะยันตัวขึ้นและออกแรงดึงให้ตามไป เสียงน่ากลัวข้างนอกกลายเป็นเพียงเพลงกล่อมเด็กของทุกคืนตั้งแต่นั้นมา ฝังลึกลงไปในเศษเสี้ยวของความทรงจำของเด็กในวัยผม ก่อนที่พวกเราจะถูกเคลื่อนย้ายตามใจรัฐอีกครั้งราวกับเป็นเพียงหุ่นเชิดธรรมดาที่กำลังหมดประโยชน์…            

ทว่ามันกลับไม่ใช่ หากมีความคิดที่ว่าในอีกหลายสิบปีหรือแม้กระทั่งร้อยปีข้างหน้าสถานที่ในอนาคตที่เคยวาดฝันไว้เมื่อยังเป็นเด็กจะก่อตัวขึ้นเป็นแดนสวรรค์ ผู้คนจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข และประเทศต่างๆจะรวมกันเป็นหนึ่ง โลกจะพัฒนาขึ้นด้วยกลไกมากมาย ธรรมชาติจะถูกดึงกลับสู่ผืนดิน และท้องฟ้าอาจจะกลับมาสดใสอีกครั้ง มันก็คงจะต้องดับลงอย่างน่าใจหายเพียงเพราะความต้องการและความโลภของมนุษย์ ที่ก็ยังคงจะไม่มีที่สิ้นสุด เพราะไม่ว่าจะที่ไหน ส่วนไหนของโลก หรือจุดใดจุดหนึ่งของชีวิต มนุษย์ก็ยังคงเป็นมนุษย์อยู่วันยังค่ำ อาจเพราะพวกเราถูกสร้างมาเช่นนั้น

 


“อ่าวเร็วๆ! ถ้าไม่อยากอดตายก่อนก็รีบสาวเท้าขึ้นรถไปซะ!” 

เสียงตะโกนเสียงดังอย่างน่ารำคาญซ้ำยังเป็นประโยคเดิมดังขึ้นหลายครั้งจากร่างท้วมของนายทหารคนหนึ่งที่กำลังยืนตรวจความเรียบร้อยอยู่หน้าแถว ลำเลียงผู้คนหลายช่วงอายุให้ขึ้นยานลำเล็กไป และแม้ว่าด้านในมันจะถูกเบียดอัดจนทรมาณแค่ไหน พวกเขาก็ไม่สนใจ ภายใต้ท้องฟ้าสีหม่นของค่ำคืนและแสงสีขาวสว่างจากเสาไฟที่ส่องลงมาเป็นจุดๆ กลุ่มคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประชาชนกำลังถูกกดขี่และทารุณอย่างไม่แลศักดิ์ศรีจากคนเป็นเสาหลักของประเทศ ท่ามกลางลานกว้าง มีเพียงแค่เสียงนกหวีดและเสียงแซ่ที่ถูกฟาดกระทบเข้ากับเนื้อจนเลือดซึมดังอยู่กับผู้ที่ขัดขืนกระบวนการของพวกเขา รายล้อมไปด้วยยานหลายลำและตู้ลึกลับแปลกตาหลายตู้ ก่อนที่เสียงโห่ร้องจากทิศไหนสักทิศจะดังขึ้นทำให้ทุกคนต่างหันกลับไปมองพร้อมกันด้วยสัญชาติญาณ รับรู้ความเจ็บปวดที่เห็นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน                

หนึ่งในทหารที่กำลังยืนคุมอยู่นั้นจำต้องละออกไปดู เมื่อปัญหาเริ่มจะก่อตัวขึ้นอีกครั้งยามหญิงสาววัยกลางคนหนึ่งปล่อยโฮออกมาเพราะยอมรับการจากลาจากบุตรคนเดียวไม่ได้ ทารกตัวเล็กที่ยังถูกห่อด้วยผ้าผืนนิ่มถูกจับแยกออกไปและจับวางใส่ตู้ใสขนาดเล็ก ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้ามาลากตัวเธอกลับไปยังแถว แต่เสียงกังวาลของเธอยังคงก้องไปทั่วอย่างไร้ที่สิ้นสุดพร้อมกับความหวังเดียวที่ถูกพรากไป

“หุบปากสิวะ! ถ้ายังไม่อยากตาย”

“ไอพวกชั่ว! สารเลวเห็นชีวิตคนอื่นเป็นของเล่น! อีรัฐเฮงซว-”

 

ปั้ง!

 

กระสุนถูกยิงออกไปพร้อมกับประกายไฟเล็กที่หัวปืนเพื่อหยุดเสียงร้องที่พวกเขาเห็นมันเป็นเพียงการเรียกร้องขอบุญ และชีวิตของเธอก็หยุดลงตรงนั้นทันทีเช่นกัน 

“ถ้าไม่อยากเป็นรายต่อไป…ก็เลิกจุ้นซะ เข้าใจมั้ย!”

เด็กชายวัยเก้าขวบก้มหัวหลุบตาลงมามองที่ข้อมือเล็กของตัวเองที่กำลังถูกรัดด้วยเส้นพลาสติกสีขุ่นอย่างแน่นป้องกันการหลบหนีทว่ากลับไร้ซึ่งความหวาดกลัว ก่อนที่จะเงยหน้ากลับขึ้นมาอีกครั้งแล้วชะเง้อคอออกไปมองหัวแถว ตั้งแต่ที่พยายามหลบหนีออกมาพร้อมกับผู้เป็นแม่สุดท้ายพวกเขาก็จะทำให้ปลายทางของเราจบลงที่ตรงนี้ ดวงตากลมวาวใสซื่อบริสุทธิ์กวาดตาไปรอบๆเพื่อตามหาใครบางคนตามแถว เพาะพวกเขาถูกเรียงตามอายุ ซึ่งมันอาจทำให้เขาหาได้เร็วขึ้น ทว่าในเวลาแบบนี้ทุกอย่างมันกลับยากไปเสียหมด จำนวนคนนั้นเยอะเกินไป ไม่จำเป็นต้องเริ่มหาก็รู้จุดจบเสียแล้ว               

เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าจนเมื่อคันสุดท้ายของกลุ่มวัยเขามาหยุดลงตรงหน้า ฝ่าเท้าเล็กก็ก้าวตามขึ้นไปและนั่งลงบนเบาะสักที่ติดบานหน้าต่าง คาดหวังบางอย่างที่ไม่มีทางเป็นไปได้ และเมื่อยานพาหนะลำนี้เต็มเรียบร้อย ตัวของมันก็ลอยขึ้นจากพื้นช้าๆด้วยไอพ่นใต้ลำ ก่อนจะเคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปที่ไหนสักแห่ง ขับสวนทางกับอีกหลายลำไปคนละทิศ                

เด็กผู้ชายในเสื้อยืดสีขาวมอมแมมกับกางเกงขาสั้นเลือกที่จะวางสายตาเอาไว้กับความมืดด้านนอก ทว่าในวินาทีที่ยานสองลำนั้นจำต้องสวนกัน เมื่อกระจกบานใสของทั้งสองขนานกัน ร่างเล็กของใครอีกคนก็ปรากฏให้เห็นตรงหน้า ดวงตากลมโตสีมืดแปรเป็นเหลืองทองประกายขึ้นมาช้าๆยามแสงจันทร์สาดส่องเข้ามากระทบ จดจ้องอีกคนผ่านหน้าต่างอยู่เช่นนั้น และราวกับว่าเวลานั้นได้หยุดให้พวกเขา ใบหน้าจิ้มลิ้มเหมือนกระต่ายที่แปดเปื้อนไปด้วยน้ำตาของอีกคนหันมาสบกับเขาด้วยความบังเอิญและค้างอยู่เช่นนั้น เสี้ยวหนึ่งของเขารู้สึกว่าอีกคนนั้นหยุดร้องไห้ไป ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติ และเมื่อได้กระพริบตาอีกครั้งยานลำนั้นก็โฉบบินหายไปเสียแล้ว เหลือเพียงเงาสะท้อนใบหน้าสละสลวยที่ได้เค้าโครงมาจากมารดาบนหน้าต่าง และดวงตาสีเหลืองทองอร่ามที่ยังไม่จางหายไป

 

ด้วยความว่องไวของเทคโนโลยีใหม่ในเวลาไม่นานตัวยานก็จอดเทียบลง ณ ลานอีกครั้ง ทว่าคราวนี้ด้านหน้ากลับเป็นตึกทรงเกลียวขนาดใหญ่ สูงลิบลิ่วจนเฉียดขอบฟ้า ผู้คนมากมายแห่ลงมาจากยานและเมื่อครบตามจำนวนแล้วกลับพบว่าคนหายไปมากกว่าครึ่งเลยทีเดียว ร่างเล็กของเด็กชายตามคนอื่นมาก่อนจะหยุดนิ่งจ้องตึกตรงหน้าอยู่เนิ่นนาน ก่อนที่แรงกระทบไม่แรงมากบนหลังจะทำให้เขาก้าวเท้าเดินต่อ และก็กลับมาต่อแถวอีกครั้ง ไม่รู้ว่าจำต้องเดินตามคิวไปอีกนานเท่าไหน แต่แค่ตอนนี้มันก็หน้าเบื่อมากพอแล้ว                

คราวนี้ไม่ใช่การลำเลียงคนไปที่ไหนอีก หากแต่เป็นการคัดตัวเข้าตึก เจ้าหน้าที่มากมายยืนประจำอยู่ที่โต๊ะเล็กๆหน้าทางเข้าพร้อมกับอุปกรณ์บางอย่างในมือที่จะถูกยกขึ้นยิงที่บริเวณหน้าผากเมื่อหัวแถวไปหยุดอยู่ด้านหน้า การกระทำวนลูปไปเรื่อยๆอย่างน่าเบื่อ และถึงจะถูกสแกนต่อแล้วยังไงทุกคนก็ยังได้ผ่านเข้าไปอยู่ดี ความงุนงงเกิดขึ้นเป็นเหตุให้หัวคิ้วบางนั้นขยับเข้าหากัน จนเมื่อตัวเขาได้ไปยืนอยู่หน้าเจ้าหน้าที่แล้วก็ยังไม่เข้าใจว่าจะทำไปเพื่ออะไร               

คนตัวเล็กยืนรอให้ผู้ใหญ่ตรงหน้าเขาใช้เครื่องนั้นจ่อเข้ากับหน้าผากมนของตน เขาช้อนตามองใบหน้าหยาบของคนตรงหน้าเล็กน้อยก่อนที่อุปกรณ์นั้นจะประกบเข้าสัมผัสกับผิวหนังเขาจริงๆ

-Error-

“เครื่องเสียหรอวะ เสียอะไรตอนนี้” 

เป็นเพราะประโยคที่หลุดออกมาทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นไปมองอีกครั้ง และเมื่อคนตัวสูงตรงหน้าเดินออกไปจากโต๊ะ มุมปากเล็กก็กระตุกขึ้นเผยยิ้มมุมปากอย่างน่าแปลกใจ ก่อนที่เจ้าหน้าที่คนใหม่จะเดินเข้ามาเฝ้าแทนขณะที่อีกคนไปเตรียมเครื่องมือตัวใหม่มา 

“คุณเจ้าหน้าที่ครับ ผมเข้าไปเลยได้มั้ยครับ”

“ไม่ได้! อย่ามาขัดขั้นตอนไปหน่อยเลย ยังไงแกก็ไม่รอดออกไปหรอก”

“ว้า แย่จัง”

“…”

“แต่ผมก็ไม่ได้อยากออกไปอยู่แล้วนี่ครับ”

“พูดอะไรของแกไอเด็กบ้า ยืนเงียบๆสิวะ!” 

ร่างสูงของเจ้าหน้าที่จากรัฐยังคงยืนนิ่งไม่สะเทือนแม้ว่าคำพูดคำจาของเด็กตรงหน้าจะทำให้เขาแปลกใจไปแล้วก็ตาม เขาเลือกที่จะเชิดหน้ามองตรงและไม่กลับลงมาสบตาคู่กลม ทว่าจู่ๆแรงดึงจากชายเสื้อเครื่องแบบกลับสร้างความรำคาญให้เขาไม่น้อยจนอยากจะโยนเด็กตรงหน้าทิ้งอย่างเสียที ทำให้ต้องจำใจมองลงไป

“คุณเจ้าหน้าที่ครับบ” เด็กคนเดิมพูดขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงสดใสพร้อมกับรอยยิ้มทรงสี่เหลี่ยมที่กว้างจนทำให้ตาทั้งสองข้างปิด และเมื่อเจ้าหน้าที่เริ่มหมดความอดทนกับเขา เปลือกตาบางก็เปิดขึ้นเผยให้เห็นลูกแก้วสีเหลืองทองเป็นครั้งที่สองของวัน

“กรุณาเปิดทางให้ผมด้วยครับ”

“ไม่เว-”

“…”

ตรงไปได้เลยครับ

สิ้นคำพูด เด็กชายตัวเล็กก็ตรงไปที่ทางเข้าอย่างร่าเริงทันที ใบหน้าถูกดึงกลับมานิ่งอีกครั้งยามประตูอัตโนมัติตรงหน้าเลื่อนออกจากกัน เขาได้ยินเสียงวุ่นวายจากทางที่จากมาเล็กน้อยแต่ไม่ได้คิดจะสนใจ เท้าเล็กเดินมาตามเส้นสีแดงที่พื้นมาเรื่อยๆ จนสิ้นสุดทางเดินเขาก็ได้เข้ามาอยู่ในโดมกระจกกว้างเสียแล้ว ประตูด้านหลังปิดลงตามด้วยเสียงล็อกที่ดังขึ้น บรรยากาศข้างในนั้นต่างจากด้านนอกอย่างสิ้นเชิง เสียงพูดคุยสัพเพเหระตามภาษาคนร่วมทุกข์กึกก้องอยู่ใต้แผ่นกระจกมากมาย ก่อนที่ลำโพงจะเริ่มทำงานปล่อยสัญญาณเสียงที่ได้ฟังก็รู้เลยว่าเป็นเสียงของระบบ

 

ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่เดอะโซล ตึกหลวง ณ ใจกลางเมือง ที่ที่เมื่อท่านลืมตาขึ้นมาอีกครั้งจะพบกับโลกใหม่ เราจมกับความทุกข์กันมามากพอแล้ว ถึงเวลาที่ประชาชนจะต้องร่วมใจกันเปลี่ยนเพื่อพัฒนาประเทศนี้ให้ดีขึ้น’

‘เรามารวมตัวกันในที่แห่งนี้เพื่อทำการคัดเลือกผู้โชคดีที่เกิดมาพร้อมกับพลังวิเศษที่ถูกซ่อนไว้ข้างใน หนึ่งในนั้นอาจเป็นคุณ มันอาจฟังดูไร้สาระไปหน่อย แต่เชื่อเถอะว่าพวกคุณนั้นจะถูกเทิดทูนอย่างดี’

‘ขอให้ทุกท่านโชคดี เราจะเจอกันอีกทีในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า นับสาม…’

 

3

2

1

 

สิ้นสุดคำพูดไร้สาระของพวกเขา เสียงสัญญาณนับถอยหลังก็ดังขึ้นก่อนที่บางอย่างจะถูกปล่อยออกมาในรูปแบบของคลื่น ในวัยเช่นนั้นเด็กชายตัวเล็กไม่มีทางรู้เลยว่าพวกเขากำลังโดนทดลองอะไร เสียงประหลาดซัดกระทบเข้ามาในหูไม่เป็นจังหวะ ผู้คนด้านในต่างโอดครวญด้วยอาการประหลาด ทว่ามีเพียงเขาที่ยังคงยืนนิ่งหลับตาอยู่เช่นนั้น เชือกที่มือค่อยๆคลายออกด้วยตัวเอง จนเมื่อประตูอีกฝั่งของโดมเปิดออก ภาพของนาทหารนับสิบก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า คนเหล่านั้นมีท่าทีตกใจเล็กน้อยที่เด็กชายตัวเล็กเป็นเพียงคนเดียวที่ยังยืนแน่นิ่งอยู่ในขณะที่คนอื่นๆนั้นโดนคลื่นกระทบประสาทจนสลบล้มลงไปนอนทับกันหมดเสียแล้ว ขาเรียวเล็กเดินเลาะตามที่ว่างไปเรื่อยๆจนถึงปากทางออก และเผยยิ้มเยือกเย็นให้พวกเขา  

“ต้องไปไหนต่อหรอครับ”

“อยากรู้พลังจะแย่แล้ว”

 

  

เด็กหนุ่มถูกนำตัวมาในที่ที่พวกเขาเรียกว่าห้องแลปหลวง คนตัวเล็กถูกจับให้นั่งอยู่บนเตียงขาวสะอาดเช่นเดียวกับที่โรงพยาบาลที่เคยไปเมื่อทุกอย่างยังปกติ ภายในห้องขนาดเล็กที่มีผนังกั้นทั้งสี่ด้านเป็นกระจกใส เด็กชายตัวเล็กกวาดสายตาไปทั่วก่อนจะหยุดอยู่ที่ห้องด้านข้าง คนอื่นๆที่อยู่ในโดมเดียวกับเขาก่อนหน้านี้ยังคงนอนนิ่งสนิท ในขณะที่ชายร่างสูงอีกคนในชุดกาวน์สีขาวแต่กกลับไม่ได้ดูเหมือนแพทย์กำลังมุ่นอยู่กับหน้าจอ ร่างของใครบนเตียงนั้นมีบางอย่างถูกครอบอยู่ที่ศรีษะ มันดูหนักสิ้นดี เขาต้องโดนแบบนั้นด้วยหรือไม่ 

“สวัสดีจ้ะหนุ่มน้อย” สติของเด็กน้อยถูกเรียกกลับด้วยเสียงของใครบางคนพร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับอุปกรณ์บางอย่างในมือ ดวงตากลมใสมองตามมันจนคนที่เห็นอดขำออกมาไม่ได้

“เก่งจังนะ ทนคลื่นได้ยังไงกัน”           

เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเพราะรู้สึกว่ามันไม่จำเป็น เด็กน้อยยังคงนั่งมองการกระทำของอีกคนอย่างเงียบๆ เครื่องสแกนบางอย่างถูกยกขึ้ทาบที่ระดับหัวอีกครั้งจนคนตัวเล็กได้แต่ขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนจะเริ่มกระจ่างยามที่หญิงสาวอธิบาย 

“ว้าว เป็น Heavener จริงๆด้วยสินะ

“…”

“ค่าพลังเธอเยอะทีเดียว น่าแปลกนะเนี่ย แต่…ทำไมช่องไทป์ถึงไม่ขึ้นล่ะ”

“จำเป็นด้วยหรอครับ”

“ใช่สิ ไม่งั้นจะรู้ได้ไงว่าเธอมีพลังอะไร เกิดร้ายแรงขึ้นมาฉันตายได้เลยนะ” เด็กบนเตียงนิ่วหน้าลงเล็กน้อยก่อนจะเสมองไปทางอื่น

“แย่จริง เดี๋ยวหลังจากนี้คงต้องเอาผลไปตรวจใหม่” ว่าจบคนที่ได้ขึ้นชื่อว่านักวิจัยตามที่เขียนไว้บนเข็มกลัดที่อกก็นำสายสีเหลืองเส้นเล็กที่มีบางอย่างสลักอยู่ด้านบนมาพันที่ข้อมือเล็กก่อนจะก้มลงมาจ้องตาพร้อมกับระบายยิ้มจางๆมาให้

“หนุ่มน้อย”

“…”

“ต่อไปนี้นายคือผู้โชคดี ชื่อของนายคือ”

“…”

KT-30 เข้าใจมั้ย”

“…”

“แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะถึงฉันจะบอกให้เธอรู้ตอนนี้ ตื่นมาอีกทีเธอก็จำมันไม่ได้อยู่ดี”

“งั้น…ผมขอถามอะไรอย่างหนึ่งก่อนได้มั้ยครับ”

“เอาสิจ้ะ” หญิงสาวยิ้มตอบกลับมาอย่างไร้ภัยเมื่อเธอเชื่อสนิทใจว่าถึงอย่างไรความทรงจำของเด็กคนนี้ก็คงจะหายไปในไม่ช้า เด็กน้อยที่นั่งตากลมอยู่บนเตียงหันหน้าไปทางห้องข้างๆสักพักก่อนจะยกนิ้วป้อมของตัวเองขึ้นชี้ ทว่าอีกมือข้างที่ยังว่าง ก็ได้ถือวิสาสะยกมันขึ้นสัมผัสแขนของนักวิจัยสาวไว้เสียแล้ว

“เจ้าตัวนั้น…คือตัวลบความทรงจำหรอครับ”

“ใช่ เดี๋ยวเธอก็ได้ใส่มันแล้ว”

“ผมไม่อยากใส่ครับ” ประโยคค้านของเด็กตรงหน้าไม่ได้ทำให้นักวิจัยสาวแปลกใจมากนัก จึงตั้งใจจะปลอบเด็กน้อยสักนิด ทว่าในเวลาต่อมาทุกอย่าก็ถูกกลืนลงคอทันทีเมื่อเธอบังเอิญสบเข้ากับดวงตาสีเหลืองทองที่สว่างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

“…”

“หลังจากที่คุณเดินออกจากห้องแลปนี้ไป คุณจะจดในบันทึกของผมทันทีว่าการลบความทรงจำนั้นเสร็จสิ้นไปแล้ว คุณจะเขียนชนิดของพลังผมลงในช่องว่างนั้นว่าลมและกรอกในช่องระดับว่าขั้นพื้นฐาน หลังจากนั้นคุณจะกลับมา และส่งตัวผมไปตามลำดับขั้นตอน”

“…”

“…”

ตามคำบัญชาค่ะ

 

 


 

 

۞

 

 

 

 

 

 

 

 

TBC…

#อย่าจ้องกุกวี

 

 

 

 

 

 

Talk:

สวัสดีค่ะ //ถอนสายบัว ได้เวลาเปิดตัวน้องใหม่แล้ว

สำหรับใครที่ตามมาจากเรื่อง H&O ก็ต้องขอบคุณมากๆเลยนะคะที่ยังตามเราอยู่ 5555

ยังใจหายอยู่เลยที่มีเรื่องใดเรื่องหนึ่งจบไป แต่ไม่เป็นไรค่ะ

ต่อจากนี้เดี๋ยวมาดูดีกว่า ว่ากุกวีในเวอร์ชั่นนี้จะเป็นยังไง

อยากแอบๆบอกไว้ เรื่องนี้แอบแซ่บค่ะ อ่ะจ๊าก

 

 


 

 

 

SQW
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

46 ความคิดเห็น

  1. #40 RUbeluga (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 มกราคม 2564 / 09:52
    แค่เริ่มก็น่าติดตามแล้วค่าา
    #40
    0
  2. #29 vVv-Tae (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2563 / 12:26
    มีพลังแบบนี้ก็ดูน่ากลัวนิดนึงนะคะ
    #29
    0
  3. #19 2024s (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2563 / 01:57
    ความพลังสะกดจิตนี้ อมก..ฉันขนลุก แล้วน้องหน้ากระต่ายจะจำพี่เขาได้มั้ยนะ
    #19
    0
  4. #17 Geass00 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2563 / 00:33
    นี้มันlelouch
    #17
    0
  5. #12 deffang (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 23:45
    แค่ตอนแรกก็ปังแล้วค่ะ ว้าวเลย สู้ๆนะคะ
    #12
    0
  6. #5 puncharatppai (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 / 16:40

    ขนลุกเลยอ่ะ
    #5
    0
  7. #4 Tylane (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 / 18:28
    น้องอาจเป็นคนเดียวในหมู่ผู้มีพลังที่ไม่โดนลบความทรงจำ เด็กกระต่ายที่จ้องตาคราวนั้นต้องลืมกันแน่ๆ เดาว่าโลกมาถึงจุดสงครามที่อาจไปต่อไม่ได้ เลยใช้เด็กที่มีพลังเข้าไปต่อสู้แทน ฮืออ ติดตาม 😂🤔
    #4
    0
  8. #2 Natthacha2005 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 18:46

    โหยย น้องเก่งมากแน่ๆเด็กเก้าขวบจริงมั้ย สนุกมากคับสู้ๆ
    #2
    0