Vanilla Sundae

ตอนที่ 7 : 05 - ช่วงนี้พอร์ชอยากกินไอศกรีม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,112
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 484 ครั้ง
    21 ธ.ค. 62




05


ช่วงนี้พอร์ชอยากกินไอศกรีม




            “ไอ้ปั่นกลับห้องละ”


            “อืม”


            เพื่อนรักหนึ่งในสามกลับห้องอย่างปลอดภัยหลังไปเลี้ยงดินเนอร์ใต้แสงเทียนกับคนรักในวันครบรอบ ส่วนนาทีกับอู๋ก็หมดภารกิจเดินทางกลับมายังคอนโดที่เช่าอยู่ ขณะนี้เข็มบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือหมุนวนไปที่ห้าทุ่มกว่าแล้ว ถึงเวลาต้องแยกย้ายกันสักที


            “เชี่ยที ห้องมึงมีอะไรให้กูกินปะ หิวฉิบหายเลยว่ะ”


            ลิฟต์ไต่ระดับขึ้นไปยังความสูงชั้น 24 ระหว่างยืนนิ่งเพื่อนตัวดีก็หันมาถามเขาด้วยสีหน้าเว้าวอน ตอนไปก็ไม่ได้กินอะไรรองท้องกันทั้งคู่ แต่อู๋นี่รีบสุดเพราะกลัวไปไม่ทันถ่ายรูปกับนางเอกที่ปลื้มปริ่ม สุดท้ายกระเพาะเลยร้องโครกครากตอนขากลับอย่างที่เห็น


            “มีแต่มาม่า มึงกินมั้ย”


            “อะไรก็กินหมดแหละ เดี๋ยวกูทำเผื่อมึงสองห่อเลย”


            “นี่ห้องใครกันแน่”


            “เหยยย ห้องมึงก็เหมือนห้องกูนั่นแหละ รีบเปิดประตูเร็ว” โดนเร่งหน่อยเขาก็ต้องเร่งมือแตะคีย์การ์ดเข้าไปภายใน เพื่อนตัวกวนเลยไม่รอช้ามุ่งหน้าไปยังครัวเล็กๆ เป็นอันดับแรก จัดการหยิบจับโน่นนี่มาทำครัว จนในที่สุดเขาก็ได้บะหมี่กับไข่มาเป็นอาหารมื้อดึก


            “วันนี้กูโคตรมีความสุขเลยว่ะ ได้อยู่ใกล้คนที่ชอบ อี๊ดดดดดดด” ตะเกียบคีบเส้นใส่ปาก แต่ก็ไม่วายหวีดร้องในสภาพปากไม่ว่างอย่างนั้น


            “ใจเย็น เส้นมาม่าจะตีปากกูอยู่แล้ว” นาทีหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเส้นตามบ้าง


            วันนี้เรียกได้ว่าชีวิตวุ่นวายกว่าวันไหนๆ ยิ่งเห็นเพื่อนสนิทวิ่งเต้นไปมาด้วยท่าทางระริกระรี้เขาก็ยิ่งปวดหัว ทว่าก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ อู๋เป็นมนุษย์เล่นใหญ่ ตอนเศร้าก็ฟูมฟายไม่หยุด ตอนสุขก็หวีดแบบไม่มีพัก นานวันเข้าจึงกลายเป็นภาพจำที่ติดตาของเขากับเพื่อนร่วมคณะไปโดยปริยาย


            “มึง กูคอมพลีตแล้วเว้ย นอนฝันหวานไปอีกหลายคืน”


            “เข้าใจๆ”


            “แล้วหนังอะแม่งโคตรดี มึงเห็นกูแอบปาดน้ำตามั้ย คือ...” พูดไปน้ำตาก็จะไหลไป เล่นใหญ่อะไรขนาดนั้น ฮึบได้ประมาณนึงก็เปิดปากพูดต่อ “ฉากที่นางเอกตัดสินใจสารภาพรักกับพระเอกอะ กูนี่อยากตัดหน้าตัวเองไปใส่ตรงนั้นมาก”


            “กูหลับ” นาทีตอบกลับหน้าตาย


            “ไอ้เหี้ยที มึงเคยอินอะไรบ้างมั้ยเนี่ย”


            “หนังแม่งโคตรน่าเบื่อ”


            “ลืมไป มึงมันคนไม่มีหัวใจหนิ”


            “ถ้าไม่มีหัวใจกูจะรักเพื่อนอย่างมึงได้ไง”


            “โทษๆ ขอเปลี่ยนคำพูด หัวใจของมึงไม่ได้มีไว้เพื่อรักใครอื่นนอกจากเพื่อน ครอบครัว และหมา สัด!” ซึ่งความรักแบบหนุ่มสาวนั้นก็คือสิ่งที่เจ้าตัวผลักไสมาตลอดหลายปี


            บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหมดชามอย่างรวดเร็ว แต่อู๋ไม่พอแค่นั้นยังยกชามซดน้ำซุปลงคอจนหมดเกลี้ยง พอปากว่างก็เริ่มพล่ามต่อตามนิสัย


            “เออว่าจะถาม ก่อนหน้านั้นมึงซื้อตุ๊กตาตัวเหี้ยนั่นไปให้ใครวะ”


            “กระต่าย”


            “กระต่ายเหี้ย”


            “กระต่ายขาว”


            “เหมือนกันนั่นแหละ อย่ามาบ่ายเบี่ยง สรุปมึงซื้อให้ใคร” เงียบอยู่นานใครจะไปคิดว่าจะถูกจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัว


            “บอกมึงแล้วได้อะไร” น้ำเสียงที่เอ่ยแผ่วเบาลงเรื่อยๆ


            “เดี๋ยวนี้มีความลับกับเพื่อนนะสัด นัดเจอสาวที่ไหนไม่ยอมบอก”


            “ไม่ใช่ไม่บอก มันไม่มีอะไร”


            “จริงอะ”


            “กินเสร็จยัง จะได้รีบกลับห้อง”


            “พูดแบบนี้ยิ่งแปลก เออๆ ไม่เสือกก็ได้ เดี๋ยวให้ไอ้ปั่นไปสืบเอง” อู๋รู้ดีว่านาทีเป็นคนยังไง ถ้าไม่ตอบก็คือไม่ ดังนั้นจึงไม่อยากกดดันหรือเร่งเร้าจะเอาคำตอบนอกจากหยิบมือถือขึ้นมา ส่งข้อความให้หนึ่งในก๊วนแก๊งสำหรับตามสืบต่อไป



          AU.UA

มึง กูสงสัยว่าไอ้ทีจะแอบชอบใครคนหนึ่งอยู่ว่ะ ตามเสือกเร็ว!





 

 




            ผ่านสมรภูมิรบจากคณะมาแล้ว พอร์ชกับพลีสก็พากันทิ้งร่างนอนตายอยู่ที่คอนโด เตียงของพอร์ชถูกจับจองโดยเพื่อนตัวเขื่อง นอนทีกินพื้นที่ของเตียงจนไม่เหลือที่ให้เขาได้แทรกร่างลงไป สุดท้ายก็ต้องเฉดหัวตัวเองมานอนโซฟาแทนทั้งที่เป็นเจ้าของห้อง


            โลกไม่ยุติธรรมกับพอร์ช


            “เชี่ยพอร์ช” เสียงอู้อี้ของคนที่ฟุบหน้าอยู่บนหมอนเรียกชื่อเขา “ไอ้พอร์ช”


            “...”


            “ปอร์เช่”


            “โหหห ไม่มีใครเรียกกูแบบนี้มานานแล้วนะ” ตอนแรกกะข่มตานอนไม่สนใจ ที่ไหนได้กลับต้องผงกหัวขึ้นมาเพราะขนาดแม่ก็ยังไม่เรียก ครั้งสุดท้ายที่ได้ยินคือจากเพื่อนสมัย ม.ต้น ซึ่งก็ผ่านมานานหลายปี


            “กูรู้ว่าถ้าเรียกมึงเฉยๆ แม่งไม่สนใจไง”


            “มีอะไร คนจะนอนพักผ่อน” วันนี้เหนื่อยมาก ขนาดเรื่องกินยังเป็นเรื่องรองเลย ดังนั้นถ้าพูดไม่มีสาระเขาจะถีบไอ้เพื่อนตัวปัญหาออกจากห้องให้มันรู้แล้วรู้รอด


            “ตุ๊กตาตัวเหี้ยนี่ใครให้ ก่อนหน้าก็ไม่มีหนิ”


            “กระต่าย” คนเป็นเจ้าของเน้นเสียงเข้ม หน้าตามันออกจะน่ารักใครใช้ให้เรียกน้องว่าตัวเหี้ยกัน


            “เหมือนกันนั่นแหละ มึงนอนกอดตุ๊กตาด้วยเหรอ ไม่น่าเชื่อว่ะ” เตียงของพอร์ชสะอาดมากเพราะไม่เคยเอาพวกตุ๊กตาหรือของเล่นอะไรมาว่างไว้ คราวนี้จึงเป็นเรื่องแปลกสำหรับพลีสมากๆ ที่ได้มาเห็นอะไรแบบนี้กับตา


            “ก็แฟนคลับให้มา แล้วเห็นว่าน่ารักก็เลยเอามานอนด้วย”


            “แฟนคลับคนไหน”


            “มึงไม่รู้จักหรอกน่า นี่จะซักกูให้มันได้อะไรขึ้นมาฮะ”


            “บ่ายเบี่ยงเก่ง มีอะไรเกิดขึ้นในงานฉายหนังรอบสื่อเหรอ เล่าให้ฟังได้นะ อยากเสือก” พอร์ชส่ายหัวให้กับความทุ่มเทเรื่องอยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้านของเพื่อนซะจริงๆ งานวันนั้นไม่มีอะไรมาก เขาแค่หลับในโรงหนัง หลังจากนั้นก็เจอกับนาที


            ที่ไม่ยอมบอกว่าใครก็เพราะไม่อยากให้พลีสหยิบไปโยงมั่วเป็นตุเป็นตะ แต่เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงวางตุ๊กตาที่คนตัวสูงให้มาไว้ตรงเตียงแทนที่จะถูกจัดรวมอยู่กับข้าวของที่แฟนคลับซื้อให้


            ตลกไปกว่านั้นคือตุ๊กตาตัวนี้ไม่ใช่ของที่นาทีตั้งใจให้ด้วยซ้ำ มันเป็นของเพื่อนเขา...


            “ไม่มีอะไร แค่กูดูหนังไม่รู้เรื่อง” สุดท้ายคนตัวเล็กจำต้องตอบเสียงอุบอิบ


            “เพราะมึงโฟกัสคนอื่นใช่มั้ย”


            “เปล่า กูหลับ”


            “ไอ้เวร กูก็นึกว่ามึงจะเจอใครสักคนที่เป็นเฟิร์สอิมเพรสชั่นกับเขาบ้าง” พลีสชันตัวนั่งขัดสมาธิ สายตาจดจ้องมาที่เขาไม่ลดละ “เพื่อนก็ลุ้นให้มึงมีแฟนกันหมด จะหวงความโสดไปทำไมวะ”


            “เรียนหนักขนาดนี้จะเอาเวลาไหนไปหาแฟน มึงคิดดู”


            “กูยังมีเลย เวลาบริหารเสน่ห์น่ะหาเมื่อไหร่ก็ได้”


            “นั่นมึงไง”


            มนุษย์พลีสเป็นพวกชอบใช้เสน่ห์กับชาวบ้านเขาไปทั่ว ดีหน่อยที่ไม่ชอบโชะใครแล้วทิ้ง มีแต่อ่อยสาวคนนั้นทีคนนี้ที พอรู้ว่าเขาชอบกลับก็จะรีบทิ้ง ถือเป็นผู้ชายนิสัยเหี้ยมหาญคนหนึ่งที่ใครต่อใครต่างพากันขยาด


            พลีสดีกับเพื่อน ดีกับพี่น้องชาวคณะ แต่ไม่ค่อยดีต่อใจคนบางคนเท่าไหร่


            “ถามจริง ตอนนี้มีคนที่มึงปลื้มบ้างมั้ย”


            “ไม่”


            “ไม่มีสักคนเลยเหรอ ใครก็ได้อะ”


            โพชิฉีกยิ้มกว้าง พร้อมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน... “เสือกหาพ่อเธอเหรอ”


            “ห่า”


            “รักไม่ใช่ใครก็ได้นะไอ้พลีส”


            “ห่อเหี่ยวฉิบหาย นึกว่าจะได้ยินข่าวดีจากเพื่อน” ว่าแล้วเขาก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงตามเดิม นึกเสียใจที่เซ้นส์ของตัวเองผิดพลาดนิดหน่อย แต่ก็แอบเผื่อใจเอาไว้ว่าพอร์ชอาจมีลับลมคมใน แค่รอวันที่จะเปิดเผยความจริงให้รู้เมื่อไหร่เท่านั้นเอง ส่วนตอนนี้เขาแค่อยากรู้อย่างเดียว


          ไอ้กระต่ายขาวที่อยู่บนหัวเตียงนี่เป็นของใคร?





 

 

 

 

 




            นี่เป็นวันจันทร์ที่นิสิตทันตะอย่างพอร์ชต้องปาดเหงื่อเพราะมีเรียนซะเต็มวัน เขาเจอกับพลีสในตอนเช้าเพื่อหาอะไรกินรองท้องง่ายๆ ก่อนเข้าคลาส โดยมีเพื่อนอย่างปั๊ม ปองแปง และตันหยงมานั่งร่วมวงเสวนาด้วย


            หัวข้อสนทนาก็หลากหลายตีกันวุ่น คนหนึ่งพูดเรื่องเกาหลี อีกคนคุยประเด็นการเมือง ส่วนเขาเป็นผู้ฟังที่ดีด้วยการฟังมันทุกประเด็นนี่แหละ จะออกความเห็นก็ตอนที่เพื่อนสนิทอย่างพลีสตั้งคำถามกับเขาโดยตรง


            “พอร์ช เย็นนี้ว่างมั้ย” เจ้าของชื่อคิดเงียบๆ ครู่หนึ่งก่อนตอบ


            “มีนัดคนไข้ เช้าเลกเชอร์ บ่ายเปอริโอ”


            “หมายถึงเย็นนี้ว่างมั้ย หลังเลิกเรียนอะ” ถามย้ำอีกรอบเพราะรู้สึกว่าไอ้เพื่อนตัวดีตอบไม่ตรงคำถาม จริงๆ ก็พอรู้แหละว่าพยายามบ่ายเบี่ยง ซึ่งก็เป็นไปตามคาด


            “ไม่ว่างจะกลับไปนอน มึงมีอะไรหรือเปล่า”


            “จะชวนไปดูหนัง”


            “หนังรักไม่ดู” วันไหนมีเรียนทั้งเช้าและบ่ายพอร์ชมักจะรู้สึกหมดพลัง อยากกลับไปนอนโง่ๆ ที่ห้องคนเดียวมากกว่าออกไปเที่ยวเล่น แต่ถ้าวันไหนมีของกินที่ชอบมาล่อตาล่อใจก็จะพิจารณาดูอีกที แต่กับพลีสที่มีความพยายามสูงยังไม่คิดย้อมแพ้ เอ่ยชักจูงอย่างต่อเนื่อง


            “อันนี้เป็นหนังนอกกระแส ดีนะมึง”  


            “อยากนอน”


            “หนังทริลเลอร์ปมน่าสนใจมากเลยนะ”


            “อยากนอน”


            “หนังเคยไปฉายที่เทศกาลโทรอนโตด้วยนะ”


            “อยากนอน”


            “หนังหน้ามึงอะ”


            “ดีกว่ามึงแน่นอน”


            จบเห่...


            “โอเค้ กูไปกับไอ้ปั๊มก็ได้” จบประเด็นนี้ไปแล้วจะไม่เซ้าซี้อีก “นอนนะมึง ไม่ใช่ไหลตาย”


            “ถ้าจะตายคนแรกที่ไปก่อนคือมึง”


            “เดี๊ยะ! พอร์ช เดี๊ยะ!


            “กลัวๆ”


            เป็นอันว่าคำถามนี้จบไป วันนี้ทุกคนแยกย้ายทางใครทางมัน ใครอยากไปไหนก็มีอิสระเต็มที่ ส่วนศิฑานั้นขอนอนแผ่อยู่ในห้องให้สบายใจดีกว่า คิดได้เท่านั้นก็จัดแซนด์วิชห่อที่สองกับนมเข้าไปจนเต็มกระเพาะ ก่อนจะเริ่มต้นการเรียนในเช้าวันใหม่เฉกเช่นที่ผ่านมา


            หนึ่งวันผ่านไปเร็วเสมอไม่ว่าจะตอนสุขหรือทุกข์ พลีสที่อยู่คนละไมเนอร์คลาสนัดแนะกับปั๊มไปดูหนังนอกกระแส แก๊งสาวๆ ก็พากันไปเดินห้างผ่อนคลายความเครียด ส่วนเขาเป้าหมายหลักคือกลับห้อง แต่ยังไม่ทันตัดสินใจเดินทางไปยังสถานีรถไฟฟ้า ร่างสูงของใครคนหนึ่งกลับเรียกชื่อเขาซะก่อน


            “พอร์ช...” เด็กโย่งนี่


            คนตัวเล็กคิดในใจก่อนเดินดุ่มๆ ไปหาอีกฝ่ายที่นั่งรออยู่ตรงเก้าอี้


            “นาที มาเดินเล่นที่ตึกทันตะอีกแล้ว วันนี้มาหาพี่สาวเหรอ” แปลกแต่จริง ตอนนี้พอร์ชเริ่มสงสัยแล้วว่าสรุปนาทีเรียนที่นี่ หรือที่ไหนกันแน่


            “ครับ แต่พอดีพี่ยุ่งๆ เลยคุยได้แค่นิดหน่อย นี่ขนม” นอกจากขยันเดินเล่นแล้วยังขยันเอาขนมมาให้เขาอีก ครั้งก่อนยังกินแทบไม่หมด ครั้งนี้ก็มาอีกถุงใหญ่ กะให้เป็นเบาหวานและโรคเพื่อนพ้องตายไปเลยหรือไง


            “ให้เราเหรอ”


            “เพื่อนฝากมาให้” นาทีบอกสั้นๆ


            “อีกแล้ว” ครั้งก่อนก็เพื่อน ครั้งนี้ก็เพื่อน “คนเดิมเหรอ”


            “ครับ”


            “ฝากขอบคุณเพื่อนด้วยนะ” เขารับมาไว้ ก้มมองดูถุงขนมมากมายในถุงกระดาษสีหวาน สงสัยคราวนี้ต้องแบ่งเพื่อนในคณะบ้างแล้ว กินคนเดียวคงไม่ไหว


            “แล้วเป็นอะไร ทำหน้าเศร้า” ในเมื่อถามมาก็พร้อมจะตอบไป


            “วันนี้ขูดหินปูน”


            “แล้ว?”


            “ขูดเสร็จไปหนึ่ง เครียดมาก”


            “หนึ่งคนเหรอ”


            “เปล่า หนึ่งซี่! ไอ้ฟายกูอยากตายตอนนี้”


            “อย่าเพิ่งตาย ตายตอนนี้ตกนรกนะ อยู่ทำบุญเพื่อให้ตัวเองขึ้นสวรรค์ก่อน”


            “อยากตายที่แปลว่าอยากหายไปจากตรงนี้โว้ย!” แม่มไม่รู้ว่านี่ต้องการปลอบหรือยั่วให้เขาเป็นบ้ากันแน่ แต่แปลกดีที่คำพูดขออีกฝ่ายกลับทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากกว่าเดิม “แล้วนี่เดี๋ยวไปไหนต่อ”


            “ยังไม่รู้เลย พอร์ชว่างมั้ย”


            โดนคำถามแบบนี้จู่โจมแน่นอนว่าต้องตอบว่า ไม่ว่างเท่านั้น เขาอยากนอนมากกว่า ขนาดเพื่อนสนิทอย่างพลีสชวนไปดูหนังยังถูกปฏิเสธอย่างง่ายดาย มีเหรอที่เขาจะตอบตกลง


            “ทะ...ทำไมเหรอ” แต่อยากตีปากตัวเองตอนนี้ฉิบหาย แทนที่จะปฏิเสธกลับย้อนถามไปซะงั้น


            “พอดีเห็นว่ามีร้านไอติมอยู่ใกล้ๆ นี้เลยอยากชวนไปกิน”


            “นาทีชอบกินเหรอ”


            “ก็ไม่เชิงครับ แต่รสชาติโอเคอยู่นะ”


            ปฏิเสธไปโพชิ ต้องกลับไปนอนนะเว้ย ง่วงไม่ใช่เหรอ เรียนหนักมาทั้งวันดังนั้นความสุขหนึ่งเดียวที่ควรจ่ายเวลาไปกับมันก็คือการนอน เขาตบตีกับความคิดในหัวอยู่นานสุดท้ายก็ได้คำตอบที่แน่ชัด


            เด็ดขาด ใช่! เขาต้องเด็ดขาดเข้าไว้


            “ไปสิ...”


            เห้อมมมมม กับใจคนเราน่ะเปลี่ยนแปลงได้เสมอ พอร์ชคิดอย่างนั้น


            ได้ยินคำตอบคนตัวสูงก็คลี่ยิ้มน้อยๆ ให้ก่อนลุกขึ้นยืน กับเรื่องบางเรื่องของรุ่นพี่ปีสี่คนนี้นาทีไม่รู้รายละเอียดอะไรมากนัก ข้อมูลใน Google ก็บอกเพียงเล็กน้อย แถมเมื่อได้สัมผัสตัวตนจริงๆ เขาคิดว่ามีรายละเอียดปลีกย่อยมากมายที่แตกต่างจากภาพจำ


            “ปกติพอร์ชมาเรียนยังไง” เขาเป็นคนคุยไม่เก่ง แต่กับคนบางคนก็กระตือรือร้นอยากรู้ไปซะหมด


            “เช้านั่งวิน เย็นกลับบีทีเอส”


            “งั้นวันนี้ผมจะไปส่งเอง”


            “เฮ้ยไม่เป็นไร”


            “เป็นดิ”


            “กลัวรถติด”


            “ติดไปด้วยกัน”


            “ใจร้ายว่ะ”


            “ให้มันรู้ซะบ้างว่าตอนรถติดมันทรมานยังไง”


            “ฆาตกร! จงใจฆ่าคนให้ตายเพราะรถติด” ถึงจะปฏิเสธแต่เด็กนี่ไม่ฟังกันแล้ว เห็นเดินดุ่มๆ ทิ้งห่างไปไกลพอร์ชเลยต้องจำยอมกับเงื่อนไขที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้แม้จะรู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง


            เป็นครั้งแรกเลยที่ได้นั่งรถยนต์ของนาที ภายในค่อนข้างกว้างขวาง ไม่มีของตกแต่งรกหูรกตา มองไปทางไหนก็มีแต่สีดำกับกลิ่นอายความเป็นตัวตนของคนขับอยู่เต็มไปหมด ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ก็คือกลิ่น


            “วันนี้ไม่ฉีดน้ำหอมมาเหรอ” หลังรถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าได้สักพักเขาจึงตั้งคำถาม คนตัวสูงซึ่งนั่งหลังพวงมาลัยเลยขมวดคิ้วด้วยความสงสัย


            “จำได้ด้วย?”


            “จำได้ดิ กลิ่นมันหอมดี ตอนที่ไปดูหนังนาทีก็ฉีดมาไม่ใช่หรือไง” เขาจำได้ดีเลย ฝังอยู่ในเซรีบรัมจนถึงทุกวันนี้


            “ปกติผมไม่ค่อยได้ฉีดหรอก ยกเว้นตอนสำคัญ”


            “อ๋อ” พอร์ชพยักหน้ารับรู้ “แต่เราว่าที่เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ”


            นาทีหันมามองด้วยความสงสัย รอให้เจ้ากระต่ายขาวขยายความเพิ่ม


            “จริงๆ นาทีก็มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวอยู่แล้ว” อาจจะเป็นจากเสื้อผ้าที่ไม่รู้ว่าใช้ผงซักฟอกหรือน้ำยาปรับผ้านุ่มยี่ห้อไหน ทว่านี่กลับเป็นตัวตนของอีกฝ่ายที่เขารับรู้ได้ในทันที เลียนแบบยังไงก็ไม่มีทางเหมือน


            “สรุปพอร์ชชอบแบบไหน แบบฉีดน้ำหอมหรือไม่ฉีด”


            “อ้าว มาถามเราได้ไง ก็ต้องอยู่ที่ความพึงพอใจของเจ้าของดิ”


            “ไหนๆ ก็ถามแล้ว...” คนตัวสูงยังคงโฟกัสสายตาไปยังถนนขณะเปิดปากถาม พอร์ชไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายคาดหวังคำตอบแบบไหน แต่ก็เลือกตอบตามสิ่งที่ใจตัวเองคิดอย่างไม่ปิดบัง


            “ชอบแบบนี้มากกว่า มันดูเป็นนาทีกาลดี”


            “ขอบคุณสำหรับคำตอบครับ”


            “ขอบคุณสำหรับคำถามเหมือนกัน” ถ้าไม่กวนก็ไม่ใช่พอร์ชน่ะสิ


            สถานการณ์ตอนนี้มันออกจะแปลกอยู่หน่อยๆ ตรงที่น้อยครั้งมากที่เขาจะออกมากับเพื่อนใหม่แบบสองต่อสอง แถมเพื่อนคนนี้ยังไม่เหมือนคนอื่นอีก เขาค่อนข้างไว้ตัว เถรตรง และดูจะไม่ค่อยพูดเท่าไหร่ แรกเริ่มเดิมทีก็เคยคิดว่าจะทำยังไงให้อยู่กับอีกฝ่ายอย่างไม่อึดอัด ตอนนี้เขาเลิกตั้งคำถามนั้นแล้ว


          ถึงไม่พูดอะไรกันเลยสักคำ ก็ยังรู้สึกสบายใจที่ได้อยู่ด้วยกันอยู่ดี


            “ถึงแล้วครับ” รถเลี้ยวเข้าไปในซอยแคบๆ ด้านในเป็นที่ตั้งของร้านไอศกรีมซึ่งถูกทาสีและตกแต่งด้วยโทนสีชมพูพาสเทลดูมุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้งเป็นที่สุด ด้านหน้ามีต้นราชพฤกษ์ซึ่งกำลังผลิดอกอ่อนๆ อยู่ พอเปิดประตูเข้าไปด้านในกลิ่นหอมๆ ของไอศกรีมหลากหลายรสก็ลอยเข้ามาเตะจมูก


            ที่ร้านแทบไม่มีคนเลย เห็นมุมนอกสุดมีลูกค้าอยู่โต๊ะเดียว แบบนี้พอร์ชยิ่งสบายใจนั่งกินอย่างมีความสุข


            โต๊ะมุมขวาสุดของร้านติดกำแพงสีเหลืองเป็นจุดที่ทั้งคู่เลือกหย่อนสะโพกลงนั่ง ไม่นานสมุดรายการของอร่อยก็ถูกวางไว้ตรงหน้า พนักงานสาวไม่ได้ยืนกดดันพวกเขาแต่หมุนตัวไปทำหน้าที่อยู่ตรงเคาน์เตอร์ ทิ้งให้สองหนุ่มได้เลือกไอศกรีมกันอย่างเต็มที่


            “เคยมากินที่นี่ปะ” พอร์ชถามขณะเปิดดูเมนูไปมา


            “เคยสองสามครั้ง” เพื่อนในคณะเคยพามา แต่มันก็ผ่านมานานหลายเดือนแล้วนับจากครั้งสุดท้าย


            “มากับคนรู้ใจเหรอ”


            “ผมยังไม่มีแฟน”


            “ในอดีตไง”


            “ก็ไม่เคยมี”


            “ฮะ! จริงดิ” ไม่อยากจะเชื่อ ก่อนหน้านั้นที่เคยคุยกันก็คิดว่าอาจจะไม่เคยคบคนที่ตรงสเป็ก ที่ไหนได้ไม่เคยมีเลยเหรอ โกหกอยากให้ตกนรกจริงๆ แต่เมื่อเห็นสีหน้าของนาทีแล้วพอร์ชคิดว่าสิ่งที่ได้ยินกับหูมันอาจเป็นความจริง “มีชีวิตอยู่มาได้ยังไงไม่เคยมีแฟนเนี่ย”


            “แล้วพอร์ชล่ะอยู่มาได้ยังไงถึงไม่มีแฟน” โดนย้อนเข้าให้แล้ว เลิ่กลั่กจนไม่รู้จะกลอกตาไปทางไหน เพราะงั้นเขาเลยรีบเบี่ยงประเด็นไปพูดถึงเรื่องไอศกรีมดีกว่า


            “เฮ้ยยย อยากกินอันนี้ เห็นเขาเขียนว่าแคลอรี่ต่ำด้วย ดีเลยๆ”


            “กินเสร็จก็ต้องออกกำลังกายอยู่ดี”


            “เราขี้เกียจวิ่ง เราอยากนอนโง่ๆ อย่างเดียว”


            “งั้นก็กินให้น้อย” คนตัวสูงแนะนำ แต่คิดเหรอคนอย่างโพชิจะทำตาม


            “คนเราอะ กินทั้งทีมันต้องให้คุ้ม ร้านนี้เขาเป็นไอติมโฮมเมดใช่มั้ย เนี่ยกินรสผลไม้มันดีต่อสุขภาพนะ” ปากพูดไปอย่างนั้นแหละ แต่เวลาออกไปกินเนื้อย่าง ปลาไหล หรือไม่ก็แซลมอนทีไรเป็นอันแฮปปี้ดี๊ด๊าทุกที อย่างว่าแหละกินผักผลไม้มันจะไปอร่อยเท่าเนื้อแรร์ๆ ได้ยังไง


            แต่พอร์ชก็ต้องคีพลุคคุณหมอฟันรักสุขภาพเข้าไว้ แม้ความจริงชาวบ้านเขาจะรู้ไปถึงไหนต่อไหนแล้วก็ตาม


            “สรุปจะกินอะไร” เห็นปากงุ้ยๆ พล่ามมาซะยาวเหยียด นาทีจึงรีบตัดเข้าประเด็นสักที


            “เอาเซ็ตนี้ เลือกรสได้”


            “จะกินคนเดียวหกสกู๊ปเหรอ”


            “เต็มที่กับชีวิตเข้าไว้ไอ้น้อง” พูดไปก็เลื่อนมือมาตบบ่ามนุษย์เด็กแก้เก้อ


            คนมันอยากกิน...


            “งั้นเอาอะไร ผมจะไปสั่งหน้าเคาน์เตอร์ให้”


            “เอามันม่วง เพราะมันม่วงคือธานอส*” เฮ่อออ คนเรา “เราอยากกอบกู้จักรวาล”


            “ด้วยการกินไอติมมันม่วงเนี่ยนะ”


            “ใช่ อีกรสนึงเอาสติกกี้ ชูวี่ ช็อกโกแลต” ชื่อยาวไปถึงทางด่วน


            “ครับ”


            “สกู๊ปที่สามมิ้นต์ช็อกชิพ สกู๊ปที่สี่บลูเบอรี่ ห้า แมคคาเดเมีย หก...ให้ทายว่าเราจะสั่งอะไร” ถามแบบนี้คือจำเป็นต้องตอบใช่มั้ย


            “มะนาว”


            “โหย โคตรเก่งเลยว่ะ ถูกต้องนะคร้าบ ผมจะสั่งรสมะนาวมากินฟินๆ เป็นสกู๊ปสุดท้าย” สาบานได้ว่าถ้ากินหมดนี่แล้วท้องไม่เสียกระเพาะของเจ้ากระต่ายขาวคงทำมาจากเหล็กกล้าเนื้อดี


            “ท็อปปิ้งล่ะครับ”


            “อัลมอนต์ ราดคาราเมล”


            “ไม่มีความเข้ากันกับอะไรที่สั่งเลย”


            “นี่ใครสั่ง พอร์ชไง”


            “โอเครอแป๊บนึง เดี๋ยวผมสั่งให้”


            “เฮ้ยจำได้เหรอ”


            “จำได้” นาทีตอบแค่นั้นก่อนลุกออกจากโต๊ะ พอร์ชมองตามแผ่นหลังรุ่นน้องตัวสูงซึ่งกำลังเดินดุ่มๆ ไปยังเคาน์เตอร์ ในใจก็ออกจะร่าเริงหายง่วงเป็นปลิดทิ้งเพราะนานๆ ทีจะได้ซัดโฮกของหวานอย่างมหาศาลขนาดนี้ ครู่หนึ่งอีกฝ่ายก็วกกลับมานั่ง รอไอศกรีมวนไป


            “ปีสามอีคอนเรียนหนักปะ” ตั้งแต่เจอกันมาหลายต่อหลายครั้ง ไม่มีครั้งไหนที่เขาได้รู้รายละเอียดของนาทีเลยสักครั้ง วันนี้เลยต้องเจาะลึกกันสักหน่อยจะได้ดูใส่ใจ


            “ก็เรื่อยๆ ครับ แค่ปีนี้ได้เลือกเรียนวิชาที่ตัวเองสนใจมากขึ้น” นาทีไม่ใช่พวกชอบหยิบมือถือขึ้นมาเล่นตอนอยู่กับคู่สนทนา ดังนั้นเจ้าตัวจึงมักสบตากับเขาตรงๆ เล่นเอาคนถามทำตัวไม่ถูกซะดื้อๆ


            “ดีเนอะ แล้วที่เราเจอวันก่อนใช่เพื่อนสนิทมั้ย อู๋น่ะ”


            “ใช่ครับ ผมสนิทกับคนไม่เยอะ ไอ้อู๋คือหนึ่งในนั้น พอร์ชล่ะ เพื่อนสนิทใช่คนไปรับตอนสัมภาษณ์หรือเปล่า”


            “ใช่ๆ นั่นไอ้พลีส”


            “ส่วนอีกคนเจอกันที่งานเปิดตัวหนัง”


            “พี่ไมล์ คนนี้น่ะเก่งมาก เขียนบทหนังที่เราเพิ่งไปดูกันด้วย” หลังดูหนังแล้วต้องให้ฟีดแบ็กกับรุ่นพี่ เขาก็ต้องแสร้งปาดน้ำตาซึ้งเหมือนคนอื่นๆ อีกฝ่ายจะได้ไม่หมดกำลังใจ ความจริงหนังแม่งดีมาก มีแต่เขานี่แหละผิดเองที่ไม่อิน


            “มีคนเชียร์ให้พอร์ชกับเขาคบกันเยอะเลย ไม่คิดจะคบจริงๆ เหรอ” คนฟังถึงกับสะอึกแทบพ่นน้ำดื่มที่เพิ่งมาเสิร์ฟใส่หน้าคนตรงข้าม อะไรดลใจให้พูดแบบนี้กัน


            “พี่ไมล์นี่เป็นพี่ที่สนิทเฉยๆ รู้จักกันตั้งแต่เรียนมัธยมแล้ว”


            “พอร์ชไม่อยากมีแฟนหรือไง” คำถามต่อมาพุ่งใส่เขาไม่บันยะบันยัง วันนี้อะไรเข้าสิงนาทีกันแน่ถึงได้พูดมากกว่าปกติแถมยังลงลึกมาถึงเรื่องความรักด้วย


            “เราไม่อยากมีแฟน เราแค่อยากกินเนื้อย่างอย่างมีความสุขมันก็แค่นั้น”


            วกกลับมาที่ของกินได้ไง คนตัวสูงถึงกับงงแต่ท่าทางของคนพูดที่แสดงออกมานั้นทำให้เขาต้องกลั้นยิ้มอย่างสุดความสามารถ บางทีก็อยากถามมากกว่านั้น แต่การเงียบอาจดีกว่า ใครจะคิดว่าสุดท้ายแล้วพอร์ชจะเป็นฝ่ายเปิดปากบอกด้วยตัวเอง


            “คือไม่รู้ว่าคนอื่นคิดยังไงนะ แต่อย่างที่เคยบอกไปครั้งก่อนว่าความรักมันไม่ทำให้อินเท่ากับการอยู่คนเดียว คือถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เจอคนที่ทำให้อยู่ด้วยแล้วแฮปปี้มากกว่า ตอนนั้นก็คงจะมีแหละมั้ง”


            “...”


            “แต่ตอนนี้คือไม่ อีกอย่างคือชีวิตที่เป็นอยู่ก็ดีมากแล้ว มีคนที่รักและคอยเป็นห่วงเลยไม่ต้องการใครอีก”


            “แปลก...” เสียงทุ้มพึมพำหลังได้ยินประโยคก่อนหน้า


            “เพื่อนก็ชอบพูดแบบนี้”


            “เปล่า ที่บอกว่าแปลกคือความคิดของเรา...”


            “ทำไม”


          “มันดันบังเอิญเหมือนกัน”


            ที่ผ่านมาได้รับการเติมเต็มมาตลอดเลยไม่ต้องการอะไรอีก แต่บางอย่างเริ่มเปลี่ยนไป...เปลี่ยนไปทีละน้อย นาทีไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมมันถึงเปลี่ยน แต่ส่วนหนึ่งมันอาจเป็นเพราะเขาที่ได้เจอกับคนอย่างศิฑา



 

 

 

 

 



 

“นาทีกาลชอบกินไอติมวานิลลาซันเดเหรอออออ”


            เสียงลากยาวติดทะเล้นส่งผลให้คนตัวสูงเหลือบตามองคนพูดโดยอัตโนมัติ ไอ้วานิลลาน่ะไม่มีปัญหาหรอก มันดูปกติกว่าถ้วยไอศกรีมยักษ์ที่รวมทุกรสเข้าด้วยกันของโพชิมากกว่า

           
            “ผมกินมันอยู่รสเดียว”


            “จริงดิ คงเหมือนที่เราชอบมะนาว แต่กินอยู่รสเดียวก็แอบมีเบื่อบ้าง นี่กินแต่วานิลลาไม่เบื่อบ้างหรือไง”


            “ไม่ครับ”


            “...”


          “ผมเป็นพวกชอบอะไรแล้วก็จะชอบอยู่อย่างนั้น”


            “โคตรดี”


            “ร้านนี้ทำอร่อยนะ ชิมได้” ว่าแล้วมือหนาก็จัดการยื่นถ้วยไอศกรีมของตัวเองไว้ตรงหน้าของพอร์ช ซึ่งมีเหรอกระต่ายหิวอย่างเขาจะปฏิเสธก็จัดการจิ้มช้อนลงไปจึกหนึ่งก่อนยัดเข้าปาก


            กลิ่นหอมหวานละมุนลิ้นทำเอาเจ้าตัวหลงเคลิ้มไปครู่หนึ่งก่อนอุทานด้วยน้ำเสียงสดใส


            “อร่อยมากกกกกกก”


            “กินได้ครับ”


            “งั้นแบ่งกัน เราสั่งมาหกสกู๊ปเลือกได้เต็มที่ เพราะป๋าน่ะใจดีเลี้ยงหนูได้เสมอเลย”


            รวยกว่าพอร์ชก็ต้องเป็นพอร์ชชุบแป้งทอดแล้วล่ะ


            จากตอนแรกที่คิดว่าจะกินของใครของมัน คราวนี้พวกเขาแบ่งกันกินคนละครึ่งและพูดคุยด้วยเรื่องสัพเพเหระ


            “นี่ขอแชร์ประสบการณ์หนังรักที่ดูแล้วอินหน่อย” พอร์ชเป็นฝ่ายตั้งคำถาม


            “ทำไม”


            “เผื่อไปหาดู ปกติดูเรื่องไหนไม่อินเลยไง”


            “อืม...” คิดอยู่นานกว่าคนตัวสูงจะตอบ “ไม่มีอะ”


            “โห คนเรามันต้องมีอะไรสักอย่างที่เป็นข้อยกเว้นบ้างดิ อย่างเราโอเคกับหนังรักเรื่อง Tomorrow I Will Date with Yesterday’s You โคตรๆ”


            “ทำไม ชื่อมันยาวเหรอ”


            “ไม่ใช่โว้ย
! เนื้อเรื่องมันแฟนตาซี เลยไม่จำเป็นต้องเชื่ออะไรขนาดนั้น”


            “งั้นผมก็มีเรื่องนึง คู่กรรม”


            “ขอเหตุผล”


            “ตอนจบพระเอกตาย”


            “เชี่ย สปอยล์ เจอฟ้องแน่
!


            “เขารู้กันทั้งโลกแล้ว ฟ้อง สน.ไหนเหรอ”


            “มีย้อนว่ะ เดี๋ยวนี้ร้ายนะ”


            “ร้ายไม่เท่าพอร์ชหรอก”


            “เออจำไว้”


            “ไม่อยากจำ จำที่ไรก็ไม่ยอมเอาคืนสักที” เถียงกันไปมา
กว่าจะรู้ตัวท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสี แถมที่ยิ่งกว่านั้นก็ตรงที่ฝนดันตกปรอยๆ ลงมานี่สิ


            “เห็นทีต้องกลับแล้วมั้ง ถ้าตกหนักกว่านี้นาทีจะยิ่งขับรถลำบาก” ด้วยห่วงสวัสดิภาพและความปลอดภัยของรุ่นน้อง เขาจึงรีบรวบรัดตัดตอน


            “งั้นก็กลับกันเถอะ”


            ไอศกรีมเกลี้ยงไม่มีเหลือ จุดนี้หากอยู่ต่อก็คงไม่มีอะไรให้ทำแล้ว ต่างคนเลยต่างหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาทำตัวเป็นป๋าจ่ายแทนกันและกัน ทว่าพอร์ชไวกว่านั้นตรงที่เขารีบพูดก่อน


            “เราเป็นพี่ เราต้องเลี้ยง” ส่งสายตาเขม่นให้รู้ด้วยว่าเขาไม่ยอมแพ้


            “ผมโตแล้ว” แต่นาทีก็ไม่ยอมเหมือนกัน


            “เราก็โตแล้ว และเราก็เป็นพี่”


            “อย่าเอาอายุมาข่มหน่อยเลย” ได้ข่มตรงไหน แค่อยากจะดูแลคนอายุน้อยกว่าเท่านั้น


            “ไม่ได้ๆ มื้อนี้เราขอเลี้ยง”


            “ผมเป็นคนพาพอร์ชมา”


            “แต่เรากินเยอะกว่า ออกใครออกมันมั้ยล่ะ”


            “ผมแย่งพอร์ชกินจะให้ออกเยอะกว่าได้ไง”


            “โอเค” เขาได้ข้อสรุปแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้กลับ น้องพนักงานคงนั่งร้องไห้รอจนกว่าลูกค้าจะเถียงกันเสร็จซึ่งก็คงอีกนาน “เราหารสอง ออกคนละครึ่งดีมั้ย”


            นาทีคิดอยู่อึดใจหนึ่ง ตอนแรกเหมือนจะไม่ยอมแต่จนแล้วจนรอดก็พยักหน้ายอมรับเงื่อนไข


            รถยนต์เคลื่อนตัวออกจากร้านในเวลาหกโมงสิบห้านาที ท่ามกลางสายฝนโปรยปรายลงมาไม่มีหยุด ความเย็นและความชื้นส่งผลให้บรรยากาศโดยรอบทั้งเงียบเหงาและชวนให้ง่วงงุนไม่เบา พอร์ชจึงถือโอกาสขอเปิดเพลงจากมือถือของตัวเองเป็นการทำลายความเงียบ


            ทันทีที่จังหวะสนุกสนานบรรเลง โพชิก็หันไปถามคนข้างๆ


            “เคยฟังเพลงนี้ปะ”


            “ไม่เคยครับ”


            “เพลง A Lot Like Love ของ Baek A Yeon


            “อ้อ”


            “มันประกอบซีรีส์ที่ไอยูเล่น เราชอบไอยูเลยดู Moon Lovers ตาม”

 

“เพลงรักหนิ”


            “ถูกต้องนะคร้าบ ช่วงนี้ไม่อินหนังรักเลยพยายามเปิดเพลงรักฟัง เป็นไง ดูเป็นคนอินเลิฟยัง”


            “นิดนึง”


            “นิดนึงเองเหรอ ไรว้า”


            “...”


            “ซีรีส์
Moon Lovers มีเพลงเพราะๆ หลายเพลงนะ ทำเอาติดเหมือนกัน อย่าง Say Yes ที่ Loco ร้อง หรือจะเป็น I Love You, I Remember You ที่ I.O.I ร้อง โคตรตลกที่ฟังเพลงรัก พยายามอินกับความรัก แต่ก็เข้าใจได้แค่ว่าจังหวะมันสนุกเท่านั้น ฮ่าๆ”


            “ปกติอินเพลงแนวไหน”


            “ปกติก็ฟังเพลงเอเชียเป็นหลักแหละ เราชอบแบบสาวๆ น่ารักอย่าง
Apink, IZ*ONE หรือไม่ก็ AKB48 คือจริงๆ ใครน่ารักก็ชอบหมด เคยฟังซิมซาลาบิมที่เขาแซวกันมั้ย” นาทีส่ายหัว “อันนั้น Red Velvet ร้อง Black Pink ก็ฟังนะ ท่อนที่นาทีเคยถามไง เป็นท่อนของเจนนี่”


            ยิ่งพูดก็เหมือนจะถลำลึกลงไปในโลกของตัวเอง จนลืมไปซะสนิทว่าคนข้างๆ อาจจะไม่อินกับเขาด้วยซ้ำ


            “ขอโทษทีนะที่พูดอะไรก็ไม่รู้ให้ฟัง”


            “ไม่เป็นไร ผมอยากฟัง”


            “ถึงจะไม่รู้เรื่องอะนะ”


            “ครับ อยากฟัง”

           
            ไม่ใช่กับทุกคนที่เขาอยากเปิดใจทำความรู้จัก แต่หากเป็นพอร์ชคล้ายกับมีอะไรดึงดูดอยู่ตลอดเวลา พอได้รู้จักก็ยิ่งอยากรู้มากขึ้นเรื่อยๆ อยากเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกของเขา อยากเข้าใจถึงสิ่งที่เขาเป็น ความรู้สึกเหล่านี้เรียกว่าอะไร...


            “ทำไมเป็นเด็กดีขนาดนี้นาทีกาล”


            “ผมไม่ใช่เด็กแล้ว โตพอจะดูแลใครสักคนได้แล้ว”


            “เข้าใจครับ ไม่เด็กก็ไม่เด็ก”


            และเรื่องราวของสาวๆ วงต่างๆ ก็ถูกเล่าเป็นเรื่องราว นาทีไม่รู้หรอกว่าคนที่เจ้ากระต่ายขาวเอาแต่พูดว่าน่ารักไม่หยุดหน้าตาเป็นยังไง แต่สิ่งหนึ่งที่รู้คือคำว่า น่ารักมันสามารถนิยามความเป็นศิฑาได้เช่นกัน


            “ข้างหน้านี้เป็นคอนโดเรา ส่งตรงนี้ก็พอ”


            “ครับ” รถเลี้ยวเข้าไปในพื้นที่พักอาศัย ก่อนจะจอดสนิทก่อนถึงประตูทางเข้าเล็กน้อย มือขาวปลดสายเข็มขัดนิรภัยออกจากตัว ก่อนลงไปก็ไม่ลืมเอ่ยส่งท้ายด้วยน้ำเสียงน่าฟัง


            “ถึงห้องแล้วโทรมาบอกเราได้มั้ย เป็นห่วงน่ะ”


            “ตัวเองยังเอาไม่รอดเลย”


            “เดี๊ยะๆ วอนตีนตลอด”


            “เห็นพอร์ชโมโหแล้วตลกดี”


            “สรุปถึงแล้วต้องโทรมาบอกนะ รับปากก่อน”


            “ครับ”


            “มีไลน์เราหรือเปล่า ตอนซื้อโทรศัพท์ใหม่ก็ไม่ได้บันทึกไว้หนิ”


            “ผมไม่ค่อยได้แชตคุยกับใคร ขอเปลี่ยนเป็นเบอร์โทรได้มั้ย”


            “ได้ดิ” พอร์ชกระดิกนิ้วระรัวเป็นเชิงขอโทรศัพท์ จากนั้นเขาก็จิ้มนิ้วไปบนตัวเลขสิบตัวของแป้นก่อนยื่นกลับไปให้


            “ขอบคุณครับ”


            “ค่อยๆ ขับรถล่ะฝนตกหนักขึ้นแล้วเนี่ย หรือจะขึ้นไปรอที่ห้องเราก่อน”


            “ไม่เป็นไร ผมจะค่อยๆ ขับไป”


            พอร์ชพยักหน้ารับรู้พร้อมกับก้าวเท้าลงจากรถ เขาโบกมือให้คนที่อยู่หลังพวงมาลัยหยอยๆ โดยที่นาทีก็ยังคงจับจ้องทุกการกระทำของอีกฝ่าย กระทั่งรถเคลื่อนตัวออกไปไกลจนลับสายตาพอร์ชถึงได้หมุนตัวเดินเข้าประตูไปอย่างเงียบเชียบ





 

 

 

 

 

 

 

นาทีกลับถึงห้องหลังจากนั้นประมาณชั่วโมงครึ่ง สิ่งแรกที่เขาทำเลยก็คือหยิบมือถือขึ้นมาต่อสายหาใครบางคน แต่แล้วเสียงเคาะประตูห้องกลับแทรกเข้ามาในโสตประสาทซะก่อน เจ้าตัวจึงต้องย่ำเท้าไปเปิดประตู ซึ่งแน่นอนมีอยู่ไม่กี่คนที่มักแวะเวียนมาที่ห้อง


            เพื่อนรักเพื่อนเวรอย่างปั่นกับอู๋


            “ไฮ~ ว้อทซัพแมน”


            “แมนพ่อง!


            [เฮ้ย ด่าเราทำไมอะ] ใครจะคิดว่าเวลาดันประจวบเหมาะกับใครอีกคนที่กดรับสายพอดิบพอดี


            “เปล่าครับ คุยกับเพื่อน” นาทีลนลานรีบแก้ต่าง เขาใช้เท้าเตะหน้าแข้งเพื่อนสนิทคนละทีก่อนปลีกตัวไปคุยตรงระเบียงตามลำพัง


            [อ๋อ ก็ว่าอยู่กดรับปุ๊บด่ากราดเราปั๊บเลยไง ใจนี่ตกลงไปอยู่ตรงตาตุ่ม]


            “กลัวผมด่าเหรอ”


            [ไม่กลัว เราถือคติด่ามาด่ากลับไม่โกง สรุปถึงห้องแล้วใช่มั้ย]


            “ถึงแล้วครับ”


            [โล่งอกไปที งั้น...แค่นี้ก่อนนะ เราว่าจะนอนสักงีบนึงน่ะ]


            “ครับ ฝันดีนะพอร์ช”


            [ฝันดีตอนหนึ่งทุ่ม ฮ่าๆ ฝันดีล่วงหน้าครับนาทีกาล บายยย] ลากเสียงยาวจบแต่ก็ยังไม่มีใครยอมวางสาย สักพักเลยได้ยินเสียงลากยาวจากปลายทางอีกรอบ [บายยยยยยย]


            “บายครับ”


            [วางสายก่อนดิ]


            “แล้วทำไมพอร์ชไม่วาง”


            [เราชอบให้คนอื่นวางก่อน รีบวางเดี๋ยวนี้เลยเราง่วงแล้ว]


            “ถ้าผมไม่วางล่ะ” เขาถามกลับอย่างนึกสนุก


            [เราก็จะหลับคาโทรศัพท์ เฮ้ย ไม่สงสารกันหน่อยเหรอ เฮ้ยคนเราอะ]


            “งั้นผมวางก่อนก็ได้ ตื่นมาแล้วอย่าลืมกินข้าวด้วย”


            [เรื่องกินเราไม่ลืมอยู่แล้ว]


            จากนั้นมือหนาก็เป็นฝ่ายกดวางสายด้วยตัวเอง สายตาจดจ้องหน้าจอพักหนึ่งเขาจึงหมุนตัวกลับไป แต่ยังไม่ทันได้ก้าวขาไปไหนนาทีก็เห็นไอ้เพื่อนตัวดียื่นหน้าสลอนมาเสือกก่อนแล้ว


            “มีอะไร” คนตัวสูงดึงหน้าให้เป็นปกติพลางย่ำเท้าเบียดไหล่คนทั้งคู่กลับเข้าไปในห้อง ไม่วายสัมภเวสีอย่างอู๋กับปั่นยังคงตามล้อเลียนไม่หยุด


            “มึงคุยกับใคร ทำไมยิ้มกว้างขนาดนั้น”


            “กูไม่ได้ยิ้ม”


            “มึงไปหลอกหมาที่บ้านไป เดี๋ยวนี้กิ๊กกับใครแล้วไม่ยอมบอกเพื่อนนะ”


            “กูไม่ได้กิ๊ก”


            “แล้วคนที่โทรศัพท์ล่ะ อย่าคิดว่ากูไม่เห็นเบอร์ที่มึงเมมไว้นะ” เรื่องสายตายาวขอให้บอกอู๋ แค่เพื่อนยกโทรศัพท์แนบหูเขาก็เห็นและพอเดาออกว่าเป็นคำไหน


            “มันไม่มีอะไร สรุปจะเข้าเรื่องได้ยัง มาหากูต้องการอะไรไม่ทราบ”


            สองหนุ่มยิ้มกรุ้มกริ่ม ยอมรับว่าเห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนจอเพื่อนรักจริง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่รู้อยู่ดีว่าชื่อนั้นหมายถึงใครกันแน่




            ‘Vanilla Sundae’




            คือชื่อที่ถูกบันทึกเอาไว้ในมือถือส่วนตัว อู๋ไม่รู้ ปั่นไม่รู้


            แต่คนเป็นเจ้าของเท่านั้นที่รู้ ว่าใครกันแน่ที่สำคัญกับคนไม่มีหัวใจอย่างนาทีกาล




          นี่กินแต่วานิลลาไม่เบื่อบ้างหรือไง
          ไม่ครับ
          ‘…’
          ผมเป็นพวกชอบอะไรแล้วก็จะชอบอยู่อย่างนั้น



 

 

อัพตัวอย่างตอนสุดท้ายแล้ว

ขอโทษที่มาช้าและขอบคุณทุกคนที่ซัพพอร์ตมากๆ เลย

หนังสือจะวางแผงในช่วงเดือนมกราคมค่ะ

เดี๋ยวคืบหน้ายังไงจะอัพเดตให้ทราบเรื่อยๆ นะคะ

รักเสมอ, วานิลลาซันเด





* Thanos – ตัวร้ายในภาพยนตร์จักรวาลมาร์เวล


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 484 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

273 ความคิดเห็น

  1. #268 juralak_5323 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 22:58
    มีอีบุ๊คมั้ยคะ
    #268
    0
  2. #265 weps (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 เมษายน 2563 / 11:22
    จะปเ็นลมๆๆๆ
    #265
    0
  3. #252 Lolo02 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 มกราคม 2563 / 16:51

    น่ารักมากกกเลย

    #252
    0
  4. #248 อีนางน้อย (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2562 / 15:04

    ค่อยๆๆจีบ ค่อยๆๆรัก ไปเรื่อย น่ารักดีอ่ะ แบบเขิลในความ นาทีกาล พิเศษที่ไม่พิเศษ โพชิก็น่ารักในแบบกะตุ่ยตัวอ้วนฮ่าๆๆ รอนะคะ.

    #248
    0
  5. #247 WonTaeKyu1013 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2562 / 14:13

    น่ารักมากกกกกกกก

    #247
    0
  6. #245 ohvng (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2562 / 00:22
    เขินอะเอาสิ่งที่ชอบมาตั้งชื่อคนที่ชอบ แอแง
    #245
    0
  7. #244 tarun_ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2562 / 20:22
    แอแง บังเอิญมาก ตอนเราอ่านนิยายเพลง A lot like love ของไอยูวนมาพอดี ฮื่ออออ พอร์ชชอบเพลงเดียวกับเราเลย มันละมุนไปหมด เหมาะกับมูทเรื่องนี้มาก
    #244
    0
  8. #241 stikkies (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2562 / 07:53
    รอeböök kaaa
    #241
    0
  9. #238 เป็นอากาศ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 17:43
    มันเป็นน่ารัก มันอบอุ่นแบบสีเหลืองพาสเทสอุแง้ทำไมน่ารักกันจัง;-;
    #238
    0
  10. #237 Teafrap (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 15:26
    จะขายตามร้าน b2s ทั่วไปเลยใช่ไหมคะ ?
    #237
    0
  11. #236 BaekKY_04 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 12:15
    โคตรน่ารักเลยยยย เนียนขอเบอร์เขาอี๊กกก นายนาที5555555
    #236
    0
  12. #231 b.mallow (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2562 / 14:59
    ยกพี่เค้าให้เป็นวนิลาซันเดที่ตัวเองชอบแล้วไม่เคยเบื่อคือรู้เลยนะคะว่าชอบมากขนาดไหน;________;;;;นาทีกาลลลแงงงงเขินมากเขินเป็นบ้า
    #231
    0
  13. #230 11-11 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2562 / 11:20
    แงงงน่ารักมากๆเลยย
    #230
    0
  14. #229 kbow (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2562 / 10:29
    น่ารัก
    #229
    0
  15. #227 happy1701 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2562 / 05:42
    ตอนอ่านแรกๆคิดว่านาทีกาลจะเป็นพระเอกที่เงียบๆนิ่งๆแต่พออ่านไปกลับไม่ใช่นางมีมุมกวนๆอยู่เยอะภายใต้หน้านิ่งๆนั่นหล่ะ ส่วนน้องพอร์ชอ่ะน่ารักทั้งตัวจริงและในนิยายเลย อยากได้เล่มเร็วๆแล้ว อยากรู้ว่าเจ้าเด็กนาทีจะจีบคนพี่ยังไง
    #227
    0
  16. #225 Abigail1543 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2562 / 00:37
    น่ารักกกกกกก
    #225
    0
  17. #224 pxearqq (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2562 / 23:45
    มาแล้วเย่่่่่่ โพชิ
    #224
    0
  18. #223 nn1998 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2562 / 23:44
    น่ารักกกก งืออิอิ
    #223
    0
  19. #222 Baibua22 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2562 / 23:28
    โพชิโพชิ น่าย้ากกก
    #222
    0
  20. #221 ขอเฉียงโหน่ย (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2562 / 23:26
    น่ารักทั้งสองคนเลยย ขอบคุณที่มาอัพนะคะ
    #221
    0
  21. #220 pinewillow (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2562 / 23:24
    อัยต้าวก้อนน้อยๆของแม่ งืออออออ
    #220
    0