Vanilla Sundae

ตอนที่ 3 : 02 - ช่วงนี้พอร์ชมีเพื่อนใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,168
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 806 ครั้ง
    15 พ.ย. 62



02


ช่วงนี้พอร์ชมีเพื่อนใหม่




            “เดี๋ยวพี่ๆ จะขออัดเสียงไว้ แล้วก็จะมีช่วงที่เราต้องบันทึกวิดีโอด้วยนะคะ”


            “ครับ”


            “โอเค งั้นเรามาเริ่มกันเลย...”


            ดีที่เป็นสัมภาษณ์แยก ศิฑากับนาทีเลยไม่ต้องนั่งทำหน้าอิหลักอิเหลื่อใส่กัน แถมยังรู้สึกผ่อนคลายขึ้นด้วยเพราะไม่ต้องกลัวว่าพอตอบอะไรไปเด็กนั่นจะเอาไปใช้เป็นอาวุธทำลายเขาทีหลัง เห็นนิ่งแบบนั้นในใจโคตรร้ายเลย ดีที่คนอย่างพอร์ชรู้ทันเลยระวังตัวตั้งแต่เนิ่นๆ


            คำถามที่พี่ทีมงานถามก็ไม่ต่างจากที่เคยสัมภาษณ์กับสื่ออื่นเท่าไหร่นัก ก็จะมีพวกประวัติที่เจาะลึกกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับเอ็กซ์คลูซีฟชนิดรู้แห่งเดียวในโลก ส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปที่กิจกรรมที่ทำ หนังสือที่อ่าน ของรักของหวง หรือแม้กระทั่งตารางเวลาที่เขาทำในแต่ละวัน เอาตามจริงพอร์ชก็เป็นคนไม่ค่อยมีอะไรลึกลับซับซ้อนเท่าไหร่หรอก เป็นอย่างที่ทุกคนเห็นนั่นแหละ


            แต่คอนเทนต์ปลีกย่อยที่แตกต่างจากทุกครั้งเห็นจะเป็นการเน้นหนักไปตรงไลฟ์สไตล์ซึ่งอาจเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ เขาเคยอ่านคอนเทนต์ของทางเว็บเหมือนกัน มีแต่คนเจ๋งๆ ทั้งนั้น พวกสายครีเอทีฟ พัฒนาแบรนด์ หรือแม้กระทั่งเป็นคนที่เจ้าของกิจการตั้งแต่อายุยังน้อย


            พอครั้งนี้จะเขียนเรื่องคนบันดาลใจ เขาเลยต้องเค้นส่วนดีของตัวเองออกมาให้มากที่สุด แรกๆ ก็เครียดอยู่หรอก แต่พอหันไปดูนาที


            พอร์ชก็รู้สึกภูมิใจในตัวเองขึ้นมาปุบปับ อย่างน้อยข้อหนึ่งที่เขามีเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัดนั่นคือการพูด


            ร่ายไปเลยมหากาพย์ชีวิตและความดีงามที่เคยสร้าง เริ่มตั้งแต่เรียนมัธยมยันมหาลัยเลยก็ได้ ยิ่งเป็นเรื่องการใช้ชีวิตให้รอดในโลกที่แสนโหดร้ายใครๆ ก็ต้องนึกถึงโพชิเป็นคนแรกเสมอ


            “พอร์ชมีศิลปินที่ชอบมั้ย”


            “มีครับ”


            “ใครเอ่ย?”


            “พัคบิงซู”


            “เอ่อ...พี่ว่าพอร์ช พัคการกินก่อนนะ”


            “ขอโทษที่ผมเล่นมุกไม่ฮาแล้วพาทุกคนสตัน ความจริงแล้วผมชอบหลายคนเลยครับ แต่ถ้าเอาแบบที่ตามมานานเลยก็คือไอยู”


            “โอเค น้องพอร์ชนี่ตลกมากเลยนะคะ” การสัมภาษณ์ดำเนินต่อไปจนกระทั่งจบลง พี่ทีมงานต่างเอ่ยคำชมพลางหัวเราะร่า


            คือจะถือว่าเป็นคำชมแล้วกัน


            “ถ้าพี่อยากฟังผมเล่นมุกอีกก็บอกได้เลย”


            “เป็นธรรมชาติอะไรขนาดนี้”


            “บางทีก็เป็นธรรมชาติ บางทีก็เป็นบ้าครับ”


            “เหมือนแฮชแท็กทวิตเตอร์ของเราใช่มั้ย”


            “ถูกต้องที่สุด”


            “ตอนนี้เราก็คุยกันมาพอสมควรแล้ว เดี๋ยวขอเก็บฟุตเทจอีกนิดหน่อยนะคะ โดยจะให้พอร์ชเล่าถึงแพชชั่นในการใช้ชีวิต และสื่อว่ามันส่งผลยังไงกับเราในตอนนี้”


            “ไม่มีปัญหาครับ” คราวนี้เป็นคำถามที่ทางทีมไม่ได้บอกไว้ แต่ดีที่ไม่มีใครเร่งให้ตอบเหมือนคำถามรอบไฟนอลนางงามจักรวาล อย่างน้อยเขาก็พอมีเวลาเรียบเรียงคำพูดอยู่พักหนึ่ง


            “ถ้าพร้อมแล้วบอกพี่ได้เลยนะคะ”


            “พร้อมแล้วครับ”


            “งั้นมานั่งโซฟาตรงนี้เลย”


            สตูดิโอมีฉากกั้นสีเหลืองพาสเทลเตรียมเอาไว้ก่อนแล้ว ตรงจุดกึ่งกลางสุดเป็นตำแหน่งของโซฟาสีฟ้าอ่อน รายล้อมไปด้วยกล้องถ่ายภาพ ไฟสำหรับเตรียมถ่ายงานและแล็ปท็อปราคาแพง


            โพชิก้าวเท้าไปตรงกลางฉาก หลังได้รับคำสั่งให้นั่งลงในท่าที่สบาย การอัดวิดีโอจึงเริ่มขึ้นอย่างราบรื่นแทบไม่มีอุปสรรคใดๆ เลย


            “ฟุตเทจน้องพอร์ชห้านาที เดี๋ยวทีมจะเอาไปตัดต่อให้ความยาวเหลือประมาณสองถึงสามนาทีนะคะ” หลังได้ยินคำอธิบาย เขาจึงพยักหน้าเข้าใจก่อนปลีกตัวมานั่งจกขนมตรงจุดเดิม


            ต่อไปเป็นตาของนาทีบ้าง คงเพิ่งสัมภาษณ์เสร็จแต่พอทิ้งตัวนั่งตรงโซฟาท่ามกลางแสงแฟลช เขาก็สังเกตเห็นท่าทางติดประหม่าของเด็กตัวสูงทันที


            “น้องนาทีพร้อมหรือยัง”


            “ครับ”


            “งั้นเริ่มเลยค่า อย่าลืมยิ้มด้วยน้า” พูดไปแค่นั้นแหละ พอร์ชก็ได้เห็นรอยยิ้มแหยๆ ของเด็กคนนั้นตอบกลับ ไม่นานตากล้องจึงเริ่มกดอัดวิดีโอ


            ระหว่างนี้ก็เฝ้าสังเกตการณ์สลับกับกินขนมและเล่นมือถือไปด้วย กว่าจะรู้ตัวสองหูก็ได้ยินเสียงจากคนตรงหน้าบอกเป็นสัญญาณว่าภารกิจดังกล่าวเสร็จสิ้นเสียที


            “ฟุตเทจของนาที ความยาวหนึ่งนาทีค่ะ”


            ฝัด! อีกฝ่ายไม่มีอะไรพูดหรือเป็นเขาที่พูดน้ำไหลไฟดับเกินไป


            นาทีนี่มันโคตรนาที สองคนต่างกันคนละขั้ว ถ้าอยู่ด้วยกันต้องมีตายกันไปข้าง โชคดีที่คงได้เจอแค่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนพอร์ชจะมีอิสระกลับไปนอนตากพุงที่ห้อง ดังนั้นจึงไม่มีอะไรต้องกังวลนอกจากทำงานตรงหน้าอย่างเต็มที่


            “เรียบร้อยแล้วเดี๋ยวลำดับต่อไปเราจะถ่ายรูปประกอบคอนเทนต์กันนะคะ ทีมงานเติมแป้งให้น้องหน่อยค่า” เพียงเสี้ยววินาทีที่คนพากันกรูเข้ามาหาเขา พัฟอ่อนนุ่มก็แตะลงบนแก้มบางเบาก่อนเลื่อนไปตามส่วนต่างๆ ของใบหน้า


            จุดนี้พรีเซนเตอร์แป้งต้องเข้าแล้วนะ


            มีนบุรี นิวหยวก ตบปุ๊บวอกปั๊บ รีทัชเชอร์ทำงานหนักแน่นอน


            เติมเสร็จก็ต้องนั่งรอทีมงานหญิงชายวิ่งวุ่นกับการเซ็ตฉากใหม่ ณ ขณะนี้เองที่กายสูงเดินกลับมานั่งลงข้างๆ อีกครั้งด้วยหน้าที่ใสกิ๊งดังเดิม


            “เติมแป้งยังอะ” เอ่ยถามอีกฝ่ายสั้นๆ ก่อนได้รับคำตอบเพียงการส่ายหน้า


            “...”


            “แต่ดูแล้วหน้าก็ไม่มันหนิ หูยดีเนอะ” ไม่พูดเปล่าเจ้าตัวค่อยๆ เลื่อนหน้าเข้าไปใกล้เด็กโย่งเล็กน้อย พร้อมจดจ้องไปยังผิวหน้าขาวผ่องซึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้า “ถามจริง หน้าเคยมีสิวมั้ยเนี่ย”


            “ต้องเคยสิ”


            “แล้วทำไมหน้าเนียน”


            อีกฝ่ายไม่ตอบในทันทีแต่เป็นกลับยื่นหน้าเข้ามาใกล้เขาโดยไม่ทันตั้งตัว เล่นเอาพอร์ชตกใจจนแทบหงายหลัง


            “ไม่รู้...”


            “ใกล้เกินไปแล้ว”


            “พอร์ชก็ไม่มีสิว”


            “ดูแลตัวเองไง นั่งสมาธิ” สิ่งที่พูดสามารถหมายถึงการนอนโง่ๆ อยู่บนเตียงได้ด้วย แต่คนฟังก็บ้าจี้พยักหน้าเออออไปกับเขาก่อนจะผละออกห่างจากเดิมเล็กน้อย ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ทั้งคู่ถูกทีมงานเรียกเข้าฉากพอดี


          เกือบตายโดยไม่รู้ตัวแล้วมั้ยล่ะ


            เรื่องถ่ายรูปสำหรับพอร์ชน่ะไม่มีปัญหาเท่าไหร่หรอก ถ้าพี่บอกให้ทำอะไรเขาก็ทำตามอย่างไม่เกี่ยงงอน แต่กับใครอีกคนนี่สิที่เก้ๆ กังๆ ทุลักทุเลจนเขาต้องเสนอหน้าเข้าไปช่วย กว่าจะผ่านไปได้ก็แทบปาดเหงื่อ และยิ่งยากเข้าไปใหญ่ตอนที่ศิฑาและนาทีต้องมาร่วมเฟรมกัน


            “น้องพอร์ชกับน้องนาทีเพิ่งรู้จักกัน แต่รูปที่อยากได้จะอารมณ์เหมือนเพื่อนที่เป็นกันเองประมาณนึงค่ะ”


            “รับทราบครับ” โพชิตอบทันที


            “งั้นเริ่มเลยนะคะ น้องๆ ครีเอตท่าทางกันได้เต็มที่”


            แชะ
!


            ยังไม่ทันได้จัดท่าทางเสียงชัตเตอร์ก็ดังระรัว เขากับรุ่นน้องเลยต้องรีบกอดคอยิ้มแหยใส่กล้องแบบกะทันหัน ทว่าดูเหมือนพี่ตากล้องสุดเซอร์แกจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่เลยบิลด์เพิ่มอีก


            “ยังดูเกร็งๆ หน่อยนะครับ อาจจะลองเปลี่ยนท่าให้ดูสนิทกันกว่านี้นิดนึง”


            อย่างไหนที่เรียกว่าสนิท ในหัวพอร์ชกำลังประมวลผลวุ่น ไม่คิดเลยว่าหลังจากนั้นชั่วพริบตาเสียงของใครอีกคนจะแทรกขัดจังหวะซะก่อน และนั่นก็ทำให้ใครหลายคนถึงกับสตั๊น


            “ผมต้องอุ้มพอร์ชมั้ยครับ”


            “ไม่ต้องค่าาาาา” เมื่อทีมงานได้สติต่างคนต่างรีบโพล่งเสียงแหลม เฮ่อ
~ ใครเขาคิดว่าพออุ้มแล้วจะทำให้ดูสนิทกัน นี่ไม่ใช่เวดดิ้งสตูดิโอสักหน่อยจะได้แนบชิดไม่ให้เหลือช่องว่างน่ะ


            “เอาอย่างนี้ดีกว่า ไม่ต้องมองกล้อง แต่เปลี่ยนเป็นมองหน้ากันแทนได้มั้ย” พี่ตากล้องแนะนำ ทุกคนจึงเห็นด้วยพยักหน้าหงึกหงัก


            ทั้งสองยังคงยืนอยู่กลางเฟรม ทิ้งระยะห่างระหว่างกันประมาณหนึ่ง แต่ถึงจะไม่ใกล้กันมากทว่าคนตัวเล็กก็ยังคงได้กลิ่นตัวซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของนาทีอยู่ดี ตอนที่ถ่ายเดี่ยวมันไม่รู้สึกอะไรหรอกเพราะชินแล้ว นอกจากย้ำว่าให้เป็นตัวของตัวเองดีที่สุด แต่พอต้องมาอยู่กับใครอีกคนที่เพิ่งรู้จักกันแถมยังมายืนจ้องตากันอีก เลยทำให้รู้สึกประหม่าแปลกๆ


            เพลงมา! แต่เรา...ก็หากันจนเจอ~


            เวรเอ๊ย ซีนหนังรักมาอีกแล้ว ใครครีเอตโพสิชั่นนี้ขึ้นมากูถามจริ๊งงงง


            “เดี๋ยวพี่นับหนึ่งถึงสามค้างท่านี้เลยนะ”


            โอเค มองตาก็มอง...


            หลังได้รับสัญญาณนับหนึ่งถึงสามพอร์ชก็เปลี่ยนโฟกัสสายตาไปยังใบหน้าหล่อเหลาของรุ่นน้อง ซึ่งดูเหมือนเจ้าตัวจะมองอยู่ก่อนแล้ว


            “หนึ่ง สอง สาม...”


            แชะ
!


            แสงแฟลชสาดส่องเข้ามาบนใบหน้า เขายังคงนิ่ง เริ่มนับเลขในใจต่อจากตากล้องเพราะได้รับคำสั่งให้ค้างอยู่ในท่าเดิม สี่ ห้า หก...


            ฉิบหายละ


            ดวงตาคู่คมที่จดจ้องไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป ลึกเข้าไปยังนัยน์ตาสีดำไม่ต่างจากหมึก พอร์ชมองเห็นเงาตัวเองบนนั้น สมองมันโล่งไปหมด มือไม้ก็ไม่รู้ต้องวางไว้ตรงไหน ได้แต่ภาวนาว่าเมื่อไหร่จะได้ยินคำสั่งให้เปลี่ยนจากท่านี้ไปเป็นท่าอื่นสักที


            แปด...เก้า...


            “เอาล่ะ เปลี่ยนท่าได้ครับ” เสียงเข้มแทรกในโสตประสาท เขาเบือนหน้าหนีพลางเกาคอแก้เก้อ


            ดีที่มองตากันไม่ถึงสิบวินาที กลัวว่าเดี๋ยวจะเหมือนหนังรักน้ำเน่าที่ตกหลุมรักกันแค่มองตา โอเค คิดว่าเขาคงจินตนาการเกินขอบเขตมากไปหน่อย


            “เดี๋ยวลองเปลี่ยนไปมองด้านซ้ายทั้งคู่เลยนะ แล้วก็คิดถึงเรื่องตลกๆ เข้าไว้ พี่อยากได้ภาพที่ทั้งคู่หัวเราะอย่างเป็นธรรมชาติน่ะ”


            ไม่มีอะไรยากเกินความสามารถ แต่ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าถ่ายรูปแค่นี้กลับกินเวลาไปเกือบชั่วโมง กว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจและได้ฤกษ์งามยามดีกลับบ้านเวลาก็ปาไปตั้งห้าโมงเย็น แถมพอออกจากออฟฟิศกลับพบว่าฝนยังคงตกปรอยๆ โดยไม่มีท่าทีว่าจะหยุดอีก


            โชคดีที่พลีสเพื่อนรักอยู่แถวนั้นพอดี เขาเลยส่งข้อความขอให้อีกฝ่ายแวะมารับซะหน่อย ไม่นึกเลยว่าระหว่างรอจะเห็นคนตัวสูงยืนล้วงกระเป๋ากางเกงมองสายฝนที่ตกลงมาด้วยอารมณ์ศิลปินอยู่ก่อนแล้ว


            “นึกว่าจะกลับแล้วซะอีก” หลังเดินไปยืนเคียงข้างกับนาที พอร์ชก็ไม่ลืมล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงด้วยท่าทางเลียนแบบ


            คูลไง อยากคูลบ้าง


            “ฝนตกครับ” เจ้าตัวตอบเสียงเรียบ สองหูมีแอร์พอดเสียบอยู่คล้ายกำลังฟังอะไรสักอย่าง


            “อ้อ”


            “พอร์ชกลับยังไง”


            “เดี๋ยวเพื่อนมารับ แล้วนี่ขับรถมาคนเดียวเหรอ”


            “ครับ”


            “ไม่เบื่อหรือไง กว่าฝนจะหยุดตกคงมืดค่ำพอดี”


            คราวนี้อีกฝ่ายไม่ได้เปิดปากตอบ แต่เลื่อนนิ้วขึ้นมาชี้แอร์พอดที่คาอยู่แทน


            “มีเพลงดีๆ ก็แชร์กันได้นะ”


            “ผมฟังพอดแคสต์
Super Productive” เขร้! ดูดีมีสาระ พอร์ชก็ฟังนะพอดแคสต์น่ะ หัวข้อที่ฟังส่วนใหญ่ก็เป็นประเภทกินยังไงให้ไม่อ้วนกับวิ่งออกกำลังกายเพื่อสุขภาพซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ได้วิ่งหรอก แค่ฟังให้รู้สึกสบายใจแล้วหลอกตัวเองไปวันๆ เท่านั้น


            “พอร์ชฟังเพลงมั้ย ชอบอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า” ไม่น่าเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วนาทีจะเป็นฝ่ายหันมาถาม พร้อมกับถอดหูฟังออก


            “เราชอบ
Apink” เวลาพูดถึงคนที่ชอบจะระริกระรี้ขึ้นมาทันที


            “อ๋อ”


            “รู้จักเหรอ”


            “ใช่วงที่ร้องเพลงรัมปะปัมอะไรนั่นปะ”


            “นั่น
Black Pink” เฮ่อ~


            “ไม่ค่อยได้ตาม”


            “ช่างเถอะเนอะ ฟัง
Super Productive ต่อไปเถอะ”


            “ว่างๆ ผมจะลองไปฟัง
Apink ดู” เขาตอบด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ คือถ้าไม่ชอบก็อย่าฝืน


            “ฝากปั่นวิวด้วย”


            “ปั่นวิวแล้วได้อะไร”


            “ได้ลูกอมสองเม็ด”


            “เขาจะส่งมาให้เหรอ”


            “อยากได้รสอะไรล่ะ มะนาว มิ้นต์ สตรอเบอรี่ หรือช็อกโกแลต”


            “เลือกรสได้ด้วย?”


            “คนเรา...” นี่แยกคำว่าประชดไม่ออกหรือตั้งใจกวนประสาทกันแน่


            ปี๊นๆ


            เสียงแตรรถดังสั้นๆ โชคดีที่พลีสขับรถมาเทียบซะก่อน พอร์ชเลยไม่ต้องยืนเกาหัวเถียงกับมนุษย์เด็กนานๆ ก่อนไปก็ไม่ลืมทำตัวเป็นคนดีด้วยการหยิบร่มพับในกระเป๋าออกมายื่นให้อีกฝ่ายด้วยความสงสาร


            “เดี๋ยวเราไปแล้ว นี่ร่ม เราให้ยืมก่อนเพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ฝนจะหยุดตก” คนตัวสูงไม่ปฏิเสธรับไปถือไว้เขาจึงกำชับอีกรอบ “แฟนคลับเราซื้อให้ต้องรักษาดีๆ นะ”


            ร่มน้องกระต่ายสีขาวน่ารักแถมยังมีชื่อศิฑาเขียนไว้บนนั้นเป็นของที่ถ้าหายคงเสียใจมากๆ แต่ในเมื่อสถานการณ์คับขัน ความมีมนุษยธรรมก็สำคัญพอกัน


            วิ่งฝ่าฝนไปคงเปียกม่อลอกม่อแลกเหมือนตอนขามา ทว่าถ้ามัวแต่รอก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับ ฉะนั้นให้ร่มติดไว้นั่นแหละดีแล้ว


            “แล้วจะให้คืนเมื่อไหร่ครับ”


            “ถ้ามีโอกาสค่อยคืน ฝากรักษาด้วยนะ ไปล่ะ”


            “ไอ้พอร์ชเร็วๆ หิวแล้วโว้ยยยยยยย” เพื่อนรักลดกระจกลงลากเสียงยาวด้วยสีหน้าโมโหหิวสุดขีด พอร์ชเลยต้องจบประเด็นกับนาทีด้วยการโบกมือส่งท้ายก่อนผละออกมา


            รถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าแล้ว โพชิมองไปยังกระจกด้านข้าง เห็นร่างสูงห่างออกไปไกลเรื่อยๆ จนลับสายตา ไม่นานเสียงควายๆ ของเพื่อนพลีสก็ขัดจังหวะด้วยคำถาม


            “คนนี้เหรอที่มาสัมภาษณ์กับมึง”


            “อืม”


            “หล่อนะ เสียอย่างเดียว”


            “อะไร”


            “หล่อสู้กูไม่ได้”


            “โวะ
!


            ใครบนโลกนี้ก็หล่อสู้พลีสไม่ได้สักคน ทำใจแป๊บ


            “แล้วสรุปชื่ออะไร”


            “นาที”


            “แปลกฉิบหาย” คนนั่งหลังพวงมาลัยพึมพำเหมือนไม่ใส่ใจก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “เอาร่มให้เขายืมเหรอ มึงรักมากไม่ใช่หรือไง”


            “ก็สงสาร ฝนมันตก”


            “เกิดเขาทำพังนี่ยังไง นั่งร้องไห้?”


            “ประสาท กูกำชับแล้ว ถ้าพังกูจะให้มันคลานเข่ามาขอโทษกู”


            “โหดจังเลยยยยย สรุปกินอะไรดีวะ”


            “ขอคิดก่อน”


            เรื่องราวเกี่ยวกับนาทีกาลถูกตัดจบ ดวงตากลมโตจดจ้องไปยังถนนที่ยังคงมีสายฝนโปรยปรายลงมา อาหารค่ำก็คงเป็นอะไรเดิมๆ อย่างที่มักกินนั่นแหละ หลายปีมานี้ชีวิตประจำวันของพอร์ชออกจะซ้ำซากอยู่บ้าง อย่างเดียวที่เปลี่ยนเห็นจะเป็นอีเวนต์ที่รับจนมีโอกาสได้รู้จักกับเพื่อนใหม่มากมาย


            แล้ววันนี้พอร์ชก็ได้เพื่อนเพิ่มอีกหนึ่งคน คนคนนั้นชื่อนาทีกาล เขาแอดไลน์พอร์ชมา และที่สำคัญ...เขายืมร่มที่พอร์ชรักที่สุดไป





 

 

 

 




            เป้าหมายที่ปักหมุดเอาไว้ของพอร์ชโพชิในตอนนี้มีแค่เรื่องเรียนจบเท่านั้น แต่ชีวิตทันตะปีสี่ก็สาหัสสะบักสะบอมพอดู นี่ก็แค่เทอมหนึ่งเอง ยังเหลือปีสี่เทอมสองและปีห้ากับหกอีกทั้งปี โอ้โห ชีวิตตอนนี้ทั้งคลินิกและเลกเชอร์รัวๆ แบบไม่ได้หยุดพักแถมยังต้องปวดหัวกับรีเสิร์ชซึ่งต้องทำต่อเนื่องไปจนถึงปีห้าอีกด้วย


            แค่คิดหัวตาก็เต้นตุบๆ


            ดังนั้นเพื่อไม่ให้ตัวเองเครียดเกินไปพอร์ชจึงมักเข้าไปเล่นโซเชียลหรือไม่ก็อ่านหนังสือการ์ตูนสักสองสามชั่วโมงเป็นการผ่อนคลาย ซึ่งตอนนี้ก็เป็นเวลาของทวิตเตอร์แล้ว




          พอร์ชพ้อด @PorschePochi

เธอโพอะไร เราโพโกชิบตา




            หนึ่งจึก
!


            แค่บอก คิดถึงไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นยอดรีทวีตก็พุ่งไปไกล แถมหลายๆ คนยังเมนชั่นเข้ามาแซวและพูดคุยด้วยไม่ขาด เขาตอบเท่าที่จะตอบได้เพราะมีเยอะเกินจะนับ แต่บอกเลยว่าอ่านทุกข้อความจริงๆ ทว่ามีแอ็กเคาต์หนึ่งที่ได้อภิสิทธิ์เหนือกว่าใครเพื่อนตรงที่พอร์ชต้องตอบอยู่เสมอนั่นก็คือพี่ไมล์




          เมธัสเมธัส
@methusmile

@PorschePochi มึงโพโกชิบตา กูโพแล้วหัวใจ~




            ไมล์เป็นพี่ที่พอร์ชเคารพ แต่ก็กวนตีนกันเก่งฉิบหาย




          พอร์ชพ้อด @PorschePochi

@methusmile โพก่อนมั้ยล่ะมุกแบบนี้




            ไร้สาระกันจังแต่ก็ยังต่อปากต่อคำอย่างเมามัน ใครหลายคนเลยชอบจิ้นพอร์ชกับไมล์ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าพี่น้องคู่นี้สนิทกันมากเนื่องจากรู้จักกันตั้งแต่เรียนมัธยม แถมยังสอบติดมหา
ลัยเดียวกันอีก แต่ด้วยจำนวนปีที่เรียนต่างกันไมล์ เรียนนิเทศ เขาเรียนทันตะ ปัจจุบันพี่ชายสุดที่รักเลยชดใช้กรรมในมอจนหมด แล้วออกไปทำงานเบื้องหลังอย่างเต็มภาคภูมิ


            ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีคนตาดีจับแกไปเล่นหนังค่ายดัง ทุกวันนี้เลยได้เป็นตัวประกอบไปพลางๆ สลับกับทำงานเขียนบทในค่ายหนังที่ตัวเองได้ร่วมงานด้วย




          เมธัสเมธัส
@methusmile

@PorschePochi โพไม่ได้เว้ย เดี๋ยวไม่มีใครให้เล่น




            สงสัยว่างจริง พอร์ชเลยต้องตอบกลับอย่างไวว่อง


            ชีวิตประจำวันของพอร์ชโพชิในทวิตเตอร์ไม่มีอะไรมาก ไม่เล่นมุกโบ๊ะบ๊ะก็พูดเรื่องของกิน ห้าวหน่อยก็ไปกวนตีนคนนั้นคนนี้ อย่างไมล์ก็คือหนึ่งในเป้าหมาย ส่วนไอ้พลีสเพื่อนรักได้อำลาพื้นที่ของแอพฯ นกฟ้าไปอยู่ในอินสตาแกรมแทน นานทีปีหนถึงจะแวะเข้ามาแปะมีมหน้าเขาที่ออกจะทุเรศทุรังเป็นการเรียกเสียงหัวเราะในวันเคร่งเครียด


            ติ๊ง
~


            เล่นทวิตเตอร์ได้ไม่เท่าไหร่ไลน์ก็เด้ง โพชิกดนิ้วไปบนแจ้งเตือนบริเวณหน้าจอ เห็นเพื่อนทักมาคุยกันในกรุ๊ปก็รีบเข้าไปแจม มีเพียงเสี้ยวหนึ่งเท่านั้นที่เพิ่งสังเกตเห็น


            ไลน์จากนาทีกาลไม่เคยแจ้งเตือน


            นับจากที่พวกเขาเจอกันเมื่อหลายวันก่อน ตอนนี้อีกฝ่ายก็ไม่เคยทักทายกลับมาอีกเลย...





 

 

 




            “นาที”


            “หืม” ใบหน้าหล่อเหลาหันขวับ เห็นผู้หญิงหน้าตาน่ารักคนหนึ่งวิ่งลงมาจากบันไดสโลป พุ่งจู่โจมมาถึงตัวเขาด้วยสีหน้าตื่นเต้นถึงขีดสุด เขาจำได้ว่าเธอชื่อจิง เรียนคนละกลุ่มกับเขาแต่ดันเจอกันตอนย้ายมาเรียนวิชาเลือกที่เพื่อนสนิทอีกสองคนพากันส่ายหัว


            โต๊ะเลกเชอร์ซึ่งว่างอยู่ข้างตัวถูกจับจองโดยคนตัวเล็ก เธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้พร้อมเอ่ยปากถามเขาด้วยน้ำเสียงติดสั่นเล็กน้อย


            “เราเห็นรูปที่มีคนแท็กนาที หลายวันก่อน” จิงกลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่งก่อนพูดต่อ “พอดีเราเป็นแฟนคลับของพอร์ช แล้วเราปลื้มมากกกกก”


            “อ๋อ” เขาพยักหน้ารับรู้แต่ไม่ได้ขยายความเพิ่ม


            “พอร์ชน่ารักมากมั้ย”


            “ก็น่ารักนะ กวนตีน”


            “นี่แหละโพชิโพชิ”


            “...”


            “นาทีรู้จักทวิตเตอร์แอ็กเคาต์ ForeverPochiPochi ปะ”


            “เราไม่เล่นทวิต”


            “แย่เลย คือเราจะบอกว่าเราดูแลแอ็กนี้เอง ตามถ่ายรูปพอร์ชตอนไปออกงานต่างๆ แล้วก็แวะไปให้กำลังใจด้วย ล่าสุดนี้นาทีพอจะรู้มั้ยว่าพอร์ชมีงานที่ไหนต่ออีก” เมื่อได้ยินคำถามเขาก็ทำได้แค่ส่ายหัว เพราะหลังจากวันนั้นก็ไม่มีโอกาสได้เจอหรือพูดคุยกับพอร์ชอีกเลย เรียกได้ว่าแทบลืมไปด้วยซ้ำ


            ความจริงเขามีไลน์ที่ขอไว้ก่อนหน้านั้น


            ตอนที่ตัดสินใจจะขอไอดีเพื่อแอดไปก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะเก็บไว้พูดคุยอะไรหรอก เขาแค่คิดหาวิธีทำลายความเงียบในวันนั้นไม่ได้ต่างหากเลยต้องขอ และที่เคยไปกวนตีนก็เพราะมันคือสิ่งเดียวที่ทำให้บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลงมากกว่า


            “แย่เลย เราก็ไม่กล้าไปรบกวนเวลาส่วนตัวของพอร์ชด้วย”


            “คือพอดีเรายืมร่มพอร์ชมาแต่ยังไม่ได้เอาไปคืน จิงจะไปด้วยกันมั้ย”


            “กรี๊ดดดดดดดดด” คนฟังกระโดดโหยง หวีดร้องออกมาจนคนในห้องต้องหันมามองด้วยความสงสัย กว่าเธอจะสงบสติอารมณ์ได้ก็ใช้เวลาอยู่นาน “เราอยากไปมาก แต่มันคงดูไม่ดีเพราะพอร์ชไม่ได้นัด”


            “...”


            “เอาเป็นว่าเราฝากขนมไปให้เจ้ากระต่ายได้มั้ย”


            “ได้สิ”


            “นาทีจะไปหาพอร์ชวันไหน”


            เขาหยุดคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะได้คำตอบที่ไม่อยู่ในแผนแต่แรก


          “วันนี้เลย”



 

 

 

 

 

 

 


            ตารางงานหลายข้อถูกจดลงบนไอแพดอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ที่บ้านสอนให้พอร์ชมีระเบียบและจัดตารางทุกอย่างด้วยตัวเอง อะไรสำคัญหรือไม่สำคัญก็ต้องจดให้หมด และนี่คือตารางของครึ่งสัปดาห์ที่เหลือ




          หนึ่ง - เย็นวันพฤหัสฯ นัดกินแซลมอนกับพลีส

สอง - บ่ายวันศุกร์มีคลินิก

สาม - เย็นวันศุกร์นัดกินชาบูกับแก๊งไมเนอร์คลาส (ตันหยงไม่มา ติดแฟน)

สี่ - คืนวันศุกร์เป็นต้นไป นอนข้ามวัน

*เพิ่มเติม - วันอาทิตย์ (สัปดาห์ถัดไป) 18.00 น. ไปงานเปิดตัวหนังของพี่ไมล์




            ตารางคิวงานของพอร์ชถือว่าแน่นมากๆ แต่ที่น่าลำบากใจสุดเห็นจะเป็นการนอนข้ามวัน วันหยุดเขาไม่อยากนอนเยอะเลย อยากตื่นไปเรียนมากกว่า อยากเรียน อยากเรียน อยากเรียนที่สุด


            เก็บสีหน้าหลอกตัวเองแป๊บ


            นานทีปีหนกว่าจะรับงานครั้ง ปกติก็ไม่ค่อยรับงานที่กินเวลานานๆ เท่าไหร่ แต่เหตุผลของการไปงานเปิดตัวหนังส่วนใหญ่ของเขานั้นเพราะมันไม่กระทบต่อเวลาเรียน ที่สำคัญคือได้ดูหนังฟรีด้วยเลยไม่ปฏิเสธ


            เขาเก็บไอแพดยัดใส่กระเป๋าก่อนเดินเข้าคลาสเฉกเช่นทุกวัน พุธมีคลินิกเช้า แต่ดีที่ว่างบางคาบในช่วงบ่ายเลยมีเวลาลั้ลลากับเพื่อน


            “พอร์ช กูมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง วันนี้พีคมาก” ระหว่างทางบทสนทนาของเขากับเพื่อนก็เริ่มขึ้น


            “มีอะไรว่ามา”


            “คืองี้ คนไข้แม่งหล่อสุดๆ ฮิปสเตอร์จนต้องร้องขอชีวิต”


            “แล้ว?”


            “กูเลยรายงานเคสไปว่าคนไข้เพศชาย หน้าตาดี...และเป็นไอดอลกู”


            “ไอ้ควายพลีส มึงไม่ถ่ายหน้าเค้าแปะลงไปด้วยล่ะ”


            “แปะได้เหรอ เดี๋ยวรีบเลย”


            “กูประโช้ดดดดด”


            “คิกๆ แล้วมึงล่ะวันนี้เป็นไง”


            “กูไม่มีเรื่องพีค มีแต่ซีนประทับใจเพราะถามคนไข้ว่าชามั้ยครับ”


            “แล้วไงต่อ” ตลกที่คนฟังดันถามเพื่อรอให้เขาตบมุกนี่แหละ สมกับเป็นเพื่อนรักจริงเชียว


            “คนไข้ตอบไม่เป็นไรค่ะ ชอบกินกาแฟมากกว่า กูถึงกับงงเลยมึง”


            “สัดพอร์ช กูแนะนำมึงเก็บมุกนี้ไว้เล่นที่บ้านคนเดียวนะ กะโหลกกะลา”


            “กูจะแจ้ง
!


            ด่ากับเพื่อนรักยังไม่เต็มที่ ใครจะคิดว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปยังโรงอาหารของคณะ สายตาดันบังเอิญเห็นใครคนหนึ่งนั่งหัวโด่อยู่ลำพัง


            ขนาดยืนห่างไปร้อยเมตรก็ยังเห็น


            นาทีตัวสูงมาก สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวกับกางเกงยีน นั่งหน้ามึนอยู่กลางโรงอาหารในสภาพผู้คนขวักไขว่ ด้วยความที่ทำความรู้จักกันก่อนแล้ว เลยไม่รอช้าบอกกับเพื่อนครู่หนึ่งก่อนสาวเท้าเข้าไปทักทายอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม


            “ฮัลโหลนาที มาหาใครแถวนี้ครับ”


            “ต่อไปเรียกทีก็ได้ครับ ปกติเพื่อนเรียกแบบนั้น”


            “โอเชครับนาที”


            “มีปัญหาเหรอครับศิฑา”


            “รู้ชื่อจริงด้วยเว้ย” ฉับพลันคนตัวสูงเงยหน้ามองเขาก่อนจะหยิบร่มซึ่งวางไว้ตรงเก้าอี้ข้างตัวขึ้นมาวางบนโต๊ะ


            “ผมเอามาคืนพอร์ช”


            “ฮะ?” ร่มน้องกระต่ายปรากฏอยู่ตรงหน้า แต่พอร์ชก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี “นี่คือตั้งใจเอาร่มมาคืนเหรอ”


            “ใช่”


            “แล้วทำไมไม่ไลน์มาบอก”


            “กลัวรบกวน”


            “ก็เลยมานั่งอยู่ที่โรงอาหารแบบนี้เนี่ยนะ เกิดเราไม่มาที่นี่จะทำไง”


            “พอร์ชต้องมา เพราะพอร์ชน่าจะหิวบ่อย” นี่คือข้อสันนิษฐานหรือตั้งใจด่ากันแน่เนี่ย


            “ขยันจริงๆ มอเราโคตรไกลกันอะ”


            “พอดีผมแวะมาทำธุระแถวนี้ด้วย”


            “ค่อยยังชั่ว นึกว่ามาเพื่อคืนร่มอย่างเดียว สรุปมาคนเดียว?”


            “ใช่”


            ช่วยพูดให้ยาวกว่านี้ได้มั้ยขี้เกียจถาม แต่ก็เหมือนจะเป็นคำขอที่คงเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นก็ต้องพอร์ชแล้วล่ะที่เป็นฝ่ายเริ่มก่อน


            “กินข้าวมาหรือยัง ไปนั่งด้วยกันกับเรามั้ย เนี่ยเดี๋ยวแนะนำเพื่อนให้รู้จักด้วย”


            “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวมีเรียนต่อ”


            “อ้าว ต้องรีบกลับไปเรียนอีกเหรอ งั้นรีบไปเลย นี่ๆ ของกินระหว่างหิว” ไม่พูดเปล่าคนตัวขาวจัดการยัดแซนด์วิชโฮมเมดที่ซื้อติดกระเป๋าใส่มือรุ่นน้องตัวสูง


            “ขอบคุณครับ ส่วนนี่เพื่อนฝากมาให้” นัยน์ตาดำหลุบมองถุงกระดาษสีหวานซึ่งวางอยู่ข้างร่มลายกระต่ายมอมครู่หนึ่ง ในใจเลยอดไม่ได้ต้องถามให้คลายความสงสัย เนื่องจากคนตรงหน้าไม่ยอมขยายความอะไรเลย


            “เพื่อนที่คณะเหรอ”


            “เป็นเพื่อนที่ไม่ได้สนิทกันเท่าไหร่” นี่พอร์ชถามไม่ตรงคำตอบเองสินะ


            “สรุปเรียนคนละคณะ?”


            “คณะเดียวกัน”


            “แล้วยังไงอะ เขารู้ว่านาทีจะมาหาเราเหรอ”


            “พอดีลงวิชาเฉพาะด้วยกัน”


            ก็ยังไม่เข้าเรื่องอยู่ดี พอร์ชเหนื่อย พอร์ชอ่อนล้า...ช่างมันเหอะเนอะ


            “มีอะไรจะบอกต่อมั้ย”


            “เขาชอบพอร์ชมาก” โชคดีที่ตะล่อมกลับเข้ามาในสิ่งที่สงสัยได้แล้ว เขาจึงถามต่อแม้จะรู้สึกหวาดหวั่นลึกๆ ว่าอาจคุยกันไม่รู้เรื่อง


            “เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย”


            “ผู้หญิง”


            “ฝากขอบคุณเพื่อนด้วยนะ ดีใจมากจนปากกระตุก”


            “ปากกระตุกนี่ดีใจจริงๆ หรือแค่หิว แยกไม่ออก”


            “วอนซะละ อยากหาเรื่องก็ตัวๆ กันเลยมั้ย”


            “ไม่อะ ผมไม่อยากรังแกคนตัวเล็กกว่า แค่จับก็กระดูกหักแล้วมั้ง” สาบานได้ว่าตั้งใจจะคุยกันดีๆ นี่แป๊บเดียวเด็กผีเริ่มจุดไฟเตรียมปาระเบิดใส่กันโบ้มบ้ามซะอย่างนั้น


            “ไหนบอกจะรีบกลับไปเรียนไง เถียงกับเราแบบนี้เห็นทีคงอยากอยู่ต่อ”


            “ต้องกลับจริงๆ แล้ว ขอบคุณสำหรับร่มกับแซนด์วิชนะครับ”


            “อือ ไม่เป็นไร”


            ทุกอย่างเป็นไปด้วยความปุบปับ นาทีเดินลับสายตาไปแล้ว ขณะที่พอร์ชเองก็คว้าเอาร่มและถุงกระดาษลายน่ารักขึ้นมาถือไว้ หมุนตัวเดินกลับไปหาเพื่อนกลุ่มใหญ่ที่เริ่มจับจองที่นั่งกันแล้ว


            “ใครวะ โคตรหล่อเลย” ทำไมชอบมีแต่คนสนใจนาที เขาอยู่ตรงนี้ทนโท่ไม่หล่อหรือไง


            “รุ่นน้อง พอดีเจอกันตอนไปสัมภาษณ์งานน่ะ”


            “มีเบอร์มั้ย” ถามอีกละ


            “ไม่มี มีแต่ไลน์ แต่เขาไม่ตอบ”


            “พอร์ช มึงกั๊กเพื่อนอ่า”


            “ไม่ได้กั๊กก็แค่พูดความจริง” นาทีเหมือนคนไม่สนใจโลก เป็นตัวของตัวเอง และไม่ใช่ประเภทเข้าถึงตัวได้ง่าย แม้แต่คนที่สามารถเข้ากับคนได้ทุกรูปแบบอย่างเขายังต้องยกธงขาวยอมแพ้


            กับคนบางคน ก็ไม่รู้จะจัดเข้าไปอยู่ในโหมดความสัมพันธ์รูปแบบไหน เพื่อนใหม่ คนรู้จัก หรือแค่คนที่เคยร่วมงาน


            ติ๊ง!


            เสียงแจ้งเตือนจากมือถือดังขึ้น โพชิหลุดจากภวังค์ก่อนเลื่อนมือไปบนหน้าจอโทรศัพท์อีกครั้ง หนึ่งในข้อความล้านแปดของเขา มีไลน์ของใครคนหนึ่งเด้งขึ้นมา


            และมันทำให้อดแปลกใจไม่ได้ว่าจะมีวันที่เขาได้อ่านข้อความจากนาทีกาล




          Natheekarn
          ผมกินแซนด์วิชแล้ว อร่อยมากครับ




            สั้นๆ ง่ายๆ


            แต่ก็ทำให้คนเป็นเจ้าของแซนด์วิชชิ้นนั้นยิ้มออกมาได้ไม่ยาก


            บางทีก็ไม่ต้องเข้าใจหรอกว่าควรจัดคนบางคนเข้าไปอยู่ในโหมดความสัมพันธ์รูปแบบไหน แค่ปล่อยให้มันเป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็นโดยไม่มีชื่อเรียกเป็นตัวกำหนด มันอาจจะดีกว่าก็ได้

 

 

 

 

TBC…

เรื่องนี้อัพทุกวันศุกร์นะคะ ฝากเจ้ากระต่ายด้วยค่า

#RealGuysFiction


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 806 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

273 ความคิดเห็น

  1. #259 bbyobu (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:22
    ไรท์ติ่ง apink ด้วยหรออออ เราก็ติ่งเหมือนกันนนน อร้ายฉันดีใจที่ยังมีคนชอบน้องๆอยู่
    #259
    0
  2. #258 ourkide (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 / 02:32

    น้องนาที พี่ชอบหนูอะ มึนดีจัง

    #258
    0
  3. #240 tarun_ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2562 / 01:23
    แอแงงงงง น่ารักวร้เนนยนยนยน
    #240
    0
  4. #140 Tiw-Se (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 / 09:33
    คนไข้เพศชาย หน้าตาดี55555
    #140
    0
  5. #139 你我 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 / 03:08

    ออยากฟัดกระต่ายมั่กฟค่า

    #139
    0
  6. #126 jaisai09 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 / 09:44
    โบ๊ะบ๊ะ สมกับเป็นโพชิ 555
    #126
    0
  7. #124 WonTaeKyu1013 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 / 17:49

    นาทีกาลสืบเชื้อสายจากจุฑาเทพรึเปล่าคะ อ่อนนุ่มละมุนลิ้นมาก เริ่ดจริงๆ

    #124
    0
  8. #123 ZezzuN (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 / 00:34
    ก็คือนอนเอาไอแพดฟาดหัวด้วยความนารักของโพช ต่อไปวันศุกร์ก็มีอะไรให้รอแล้วล่ะนะ // ยิ้มปริ่ม
    #123
    0
  9. #122 mook1504 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 / 19:14
    แงงน่ารักกก
    #122
    0
  10. #121 ::Rabbit Hole:: (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 / 18:55
    ดีจังเนอะ ;-;
    #121
    0
  11. #117 Mook sawon (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 / 00:28

    นน่ารักมากๆอะ อ่านแล้วใจเหลวเปนน้ำ

    #117
    0
  12. #116 Neenasaeng (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 21:46
    น่ารักกกกก
    #116
    0
  13. #115 nn1998 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 19:43
    โพชิน่ารักกกก
    #115
    0
  14. #114 orawan0061 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 14:43
    กูจะแจ้ง กูจะแจ้ง! 55555 น่าร๊ากกกก
    #114
    0
  15. #112 Copper (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 12:50
    อะโห นาทีพูดน้อยแต่กวนหนักนะคะ แต่ยังไงก็รักโพชินะคะ เจ้าต่ายยย
    #112
    0
  16. #110 THEEEFERN (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 11:12
    พี่โพน่ารัก ติ๊งต๋องมากๆ5555
    #110
    0
  17. #108 Aunbrub09 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 10:24

    เจ้ากระตุ่ยโอ้นนนนนนนนนน

    #108
    0
  18. #107 Gukka (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 10:24
    เจ้านาทีคนซึนน
    #107
    0
  19. #106 b.mallow (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 03:28
    แงงงงงงเจ้ากระต่ายมันน่ารักน่าหมั่นเข้วนักเชียวกดวาร์ปไปวันศุกร์ค้าบ
    #106
    0
  20. #105 11-11 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 00:28
    อยากให้วันศุกร์เร็วๆจังง
    #105
    0
  21. #104 chomwi (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 00:20
    นาทีเป็นคนร้ายๆ
    #104
    0
  22. #103 anikarn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 / 23:10
    เมื่อไหร่จะวันศุกร์อีกนะ บ้าบออออ
    #103
    0
  23. #102 รออยู่ที่เดิม (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 / 22:10
    โพชินี่ก็อโพชิสุดๆไปเล้ยยยยย
    #102
    0
  24. #101 Rabbiitao (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 / 21:50
    ฮั่นแน๊~~
    #101
    0
  25. #100 Parn_sasinipa (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 / 21:23

    ความโพชิโพชิน่ารักกกกก
    #100
    0