ยุง วัว กระต่าย คน จนกว่าเจ้าจะรักข้า... อีกครั้ง

ตอนที่ 2 : บทที่ 1 - ม้าเหยียบตาย -

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 385
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 74 ครั้ง
    24 พ.ค. 63

 

 

บทที่ 1

ม้าเหยียบตาย

 

“ข้ามิอาจวิวาห์กับเจ้าได้”

เสียงของนางเป็นดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางใจ

“ข้าเพิ่งจะอายุสิบหก ข้ายังต้องการอิสระในชีวิต อีกทั้งเจ้าก็รู้ว่าแท้จริงข้าแอบรักพี่หรูมานานถึงสองปี เจ้าเป็นเพื่อนกับข้ามาแต่เล็ก เจ้าย่อมเห็นใจและเข้าใจข้าใช่หรือไม่?”

ชายหนุ่มหมายเอ่ยปากว่าเขามิอาจเข้าใจ แต่เสียงของเขากลับติดอยู่ในลำคอยามมือบอบบางของนางสัมผัสลงบนมือหยาบกระด้างของเขาพร้อมแววตาเว้าวอน

“เจ้าผู้แสนดีกับข้าเสมอย่อมมิทำให้ข้าต้องลำบากใจใช่หรือไม่?”

แค่รับรู้ว่านางจะต้องหนักใจเพราะเขา หรือต้องเห็นนางเป็นทุกข์และน้ำตาไหลริน เพียงเท่านั้นก็มากพอให้เขาผู้แอบรักสตรีเบื้องหน้าเป็นต้องล่าถอย และปล่อยให้ครั้งนี้เป็นอีกคราที่เขาจำยอมและพ่ายแพ้แก่คำขอของนาง

“ข้าเข้าใจแล้ว เลี่ยงเฟิง” แม้น้ำเสียงจะเต็มไปด้วยความขื่นขมและปวดร้าว หากแต่เขากลับตอบรับด้วยรอยยิ้มเศร้า “ข้าเข้าใจเจ้าดี”

“ข้าคาดไว้แล้วว่าเจ้าย่อมเข้าใจ”

ครั้นหลังมือของเขาถูกมือบางตบลงเบาๆสองที บุรุษผู้ถูกปฏิเสธจึงเงยหน้ามองรอยยิ้มกว้างที่มาพร้อมกับแววตาสดใสและเสียงร่าเริงด้วยใจที่หม่นหมองลงมากกว่าเดิม

“ข้าจะรีบไปขอให้ท่านพ่อล้มเลิกพิธีหมั้นหมายของพวกเรา ส่วนเจ้าเองก็จงไปเอ่ยกับท่านอาซ่งเถอะก่อนที่ท่านอาจะเสียเงินจ้างหมอดูมาตรวจชะตาหาวันมงคล”

“ได้ และเดี๋ยวข้าจะให้แม่สื่อยกเลิกเทียบสู่ขอ”

“อู๋ซี เจ้าช่างเป็นเพื่อนที่แสนดีของข้าเสียเหลือเกิน”

คำของนางพาให้ความร้าวรานเกิดขึ้นในใจของเขาอย่างเฉียบพลัน

เป็นดั่งคำที่นางเอ่ย เขาเป็นได้เพียงเพื่อนที่แสนดี มิใช่บุรุษที่นางจะยินยอมมอบดวงใจรักใคร่อย่างพี่หรูของนางแต่อย่างใด...

ยามที่ชายหนุ่มกำลังจมอยู่ในห้วงความคิดและฝืนทนกล้ำกลืนความเจ็บปวดจากรักที่มิอาจสมหวัง หญิงสาวผู้โล่งใจกลับลุกขึ้นและก้าวเดินออกจากริมน้ำที่นางและเขามักใช้นั่งเล่นร่วมกันตั้งแต่ครั้งวัยเยาว์ เลี่ยงเฟิง สตรีร่างบางในชุดผ้าไหมสูงค่ามิได้สังเกตแม้เพียงน้อยว่าอู๋ซีนั้นหาได้ก้าวตามนางดั่งเงาตามตัวเช่นทุกครั้ง หญิงสาวผู้เบิกบานเร่งรีบกลับจวนเพื่อหวังแจ้งเรื่องสำคัญนี้แก่บิดามารดา แต่แล้วนางกลับต้องแผดลั่นอย่างหวาดผวาครั้นเจออึ่งอ่างตัวใหญ่น่าเกลียดน่ากลัวกระโจนมาเกาะแขนของนาง!

“กรี๊ด! อู๋ซี ช่วยข้าด้วย!!”

เลี่ยงเฟิงดิ้นเร่า กรีดร้องสุดเสียงพร้อมเรียกเพื่อนสนิทอย่างเคยตัว แน่นอนว่าชายหนุ่มร่างสูงผู้หลงรักนางย่อมไม่รีรอที่จะลุกขึ้นไปหาต้นเสียง ทว่าดวงตาที่เจ็บช้ำกลับเป็นต้องเบิกโพลง ใบหน้าหม่นหมองแปรเปลี่ยนเป็นตื่นกลัวยามพบว่าสตรีที่เขารักกำลังหลับหูหลับตาและก้าวกระโดดไปเบื้องหน้า อู๋ซีกระโจนพร้อมตะโกนเสียงดังลั่น

“เลี่ยงเฟิง! ระวัง!!”

เพราะความตื่นกลัวนางจึงหาได้ยินเสียงของอู๋ซีไม่ เลี่ยงเฟิงหลับหูหลับตา เหวี่ยงแขนสะเปะสะปะเพื่อให้อึ่งอ่างตัวใหญ่หลุดออกจากร่าง และยามร่างของนางล้มลง เจ้าอึ่งอ่างตัวเปื้อนโคลนจึงยอมกระโจนออกจากแขนเสื้อ ทว่ายังมิทันได้ผ่อนลมหายใจและหันไปโวยวายใส่อู๋ซีซึ่งมิก้าวมาช่วยเหลือ หูของนางกลับได้ยินเสียงร้องจากเบื้องหลัง

“ฮี่!”

ม้าเต็มวัยสี่ตัวกำลังวิ่งเตลิดมาประดุจกระแสน้ำเชียวพร้อมกับเกวียนขนเสบียงเกวียนใหญ่ที่โคลงเคลงยากจะควบคุม ข้าวสารและผลไม้ต่างกระเด็นกระดอนออกจากท้ายเกวียนมิต่างกับสติของเจ้าของเกวียนผู้กำลังแผดเสียงลั่นด้วยความตื่นตระหนกเพื่อให้นางรีบหนีให้พ้นทาง หากแต่เลี่ยงเฟิงกลับมิอาจทำอย่างใจปรารถนาได้

ภาพน่ากลัวเบื้องหน้าทำให้ร่างบางแข็งค้างราวถูกสาปและเนื้อตัวสั่นเทาเกินกว่าจะเคลื่อนไหว ใจของนางร่วงไปที่ข้อเท้า ปากของนางสั่นเครืออย่างตื่นตระหนก ดวงตากลมโตของนางสะท้อนเพียงความหวาดผวายามม้าห้อตะบึงมาประชิดกาย และกว่าสติของนางจะหวนคืนก็ช้าไปเสียแล้ว เพราะบัดนี้ กีบเท้าหน้าทั้งสองของม้าสองตัวกำลังยกสูงค้ำหัวนางและกำลังจะกระทืบเท้าลงใส่หัวของนางในไม่ช้า

เลี่ยงเฟิงยกแขนขึ้นบังใบหน้า หลับดวงตาแน่น หวังเพียงตนจะรอดพ้นจากความตาย บัดนั้น ร่างของนางพลันถูกโอบกอดและปกป้องไว้ด้วยอ้อมแขนแข็งแรงอบอุ่นที่นางคุ้นเคย แผงอกของอู๋ซีแนบชิดอยู่กับใบหน้าของนาง ทว่าปาฏิหาริย์มิอาจเกิดขึ้น อู๋ซีเพียงบุรุษธรรมดา แม้เขาจะกระซิบบอกว่านางจะไม่เป็นอะไร ทว่าเขาหาใช้ผู้วิเศษ

ชั่วอึดใจที่ความเจ็บปวดแล่นเข้ามาในทุกสัมผัส ยามหัว ลำตัว และกระดูกของนางและอู๋ซีถูกม้าเหยียบและฉีกกระชากไปทั่วร่าง ท่ามกลางความทุกข์ทรมานและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในโพรงปาก ใจของเลี่ยงเฟิงตัดพ้อ

สวรรค์... ท่านกล้าลิขิตให้ข้ากับอู๋ซีถูกม้าเหยียบตายเยี่ยงนี้ได้อย่างไรกัน...

 

 

 

 

 

-------------------------------

 

 

“ว่าอย่างไรนะเจ้าคะ?!”

เสียงของดวงวิญญาณผู้เพิ่งก้าวเข้ามาสู่ปรภพแผดลั่นด้วยความตื่นตะลึง ใบหน้าโศกเศร้าแหงนมองอย่างมิอาจเชื่อหู

“อู๋ซีกำลังจะเป็นเซียน?!”

“เดิมที อู๋ซีคือเซียนผู้ดูแลสวนดอกท้อ แต่เพราะความผิดโทษฐานปล่อยให้โอรสสวรรค์เสิ่นหวงเทียนจื่อขโมยผลท้อวิเศษก่อนถึงเวลาเก็บเกี่ยวมากถึงสิบผล เขาจึงต้องชดใช้ด้วยการเวียนว่ายในโลกมนุษย์สิบชาติภพ ตลอดเจ็ดชาติภพ อู๋ซีได้สร้างกุศลมามากนัก หากแต่ด้วยชาติภพที่แปดนี้ เขายื่นมือเข้าปกป้องสตรีเช่นเจ้าจนตนต้องประสบพบกับความตาย นับเป็นกุศลที่หาใดเปรียบเทียบได้ สวรรค์จึงเมตตาให้อู๋ซีกลับคือสู่ร่างเซียนและหวนคืนสู่สวรรค์”

“แล้วข้าเล่าเจ้าคะ?!” นางโพล่งถาม “ชะตาของข้า...”

“ชะตาของเจ้าย่อมแตกต่างกับเขา”

เสียงทุ้มเยือกเย็นที่แฝงไปด้วยความน่าสะพรึ่งของเจ้าผู้ดูแลปรภพผู้มีหน้าที่ตัดสินบาปบุญดังแทรกพร้อมเสียงกางม้วนกระดาษ พญายมอ่านเนื้อความ

“สตรีแซ่ลั่ว นามเลี่ยงเฟิง ถือกำเนิดในสกุลลั่ว สกุลซึ่งสร้างคุณงามความดีด้วยการเป็นขุนนางตงชินมานานนับหลายชั่วคน หากแต่ตัวเจ้ากลับหาได้เคยสร้างคุณงามความดีอันใด ยามเจ้าอายุห้าปี เจ้าคือตัวตั้งตัวตีในการทะเลาะวิวาทกับเด็กผู้อื่นแล้วเรียกร้องให้เติ้งอู๋ซีช่วยเหลือจนเขาหัวแตกมีแผลเป็นที่กลางศีรษะ ยามอายุหกปี เจ้ากลั่นแกล้งสาวใช้จนทำให้นางผู้หนึ่งเกือบสูญเสียนิ้วก้อย ยามเจ้าอายุเจ็ดปี เจ้าเริ่มหักยิงนกอีกทั้งยังบังคับให้อู๋ซียิงแต่เมื่อเขามิยินยอม เจ้าก็เอาแมงมุมไปหลอกเขา ยามเจ้าอายุสิบปี เจ้าฆ่าปลาตายด้วยการเทยาพิษลงในน้ำแล้วโบ้ยให้เป็นความผิดของเติ้งอู๋ซี ยามเจ้าอายุสิบเอ็ด เจ้าซุกซนจนเกือบเผาเรือนจนวอดวาย ยามเจ้าอายุสิบสอง เจ้าสั่งให้บ่าวสังหารสุนัขที่เคยกัดเจ้าอย่างไร้ปรานี ยามเจ้าอายุสิบสามเจ้าทำให้บิดามารดาร้องไห้เพราะเจ้าหนีออกจากบ้านไปนานสี่วัน ยามเจ้าอายุสิบห้า เจ้าทำเทวรูปในศาลเจ้าหัก หากแต่เอ่ยโทษเติ้งอู๋ซี ทำให้เขาได้รับโทษทัณฑ์ ยามเจ้าอายุสิบหก เจ้าเป็นเหตุทำให้เติ้งอู๋ซีชะตาขาด ต้องถูกม้าเหยียบและตายตกไปพร้อมกับเจ้า ทำให้แคว้นถัง ขาดอัครทูตอย่างเติ้งอู๋ซีจนพบความพินาศจากการรุกรานของแคว้นฉู่ บาปของเจ้าจึงนับได้ว่าเป็นบาปที่หนักหนาเสียจนเจ้ามิอาจเกิดเป็นมนุษย์ได้อีก”

เลี่ยงเฟิงอ้าปากค้าง น้ำตาของนางเอ่อนองท่วมขอบตา “วอนท่านพญายมโปรดเมตตา! ขอท่านโปรดละเว้นข้า! เลี่ยงเฟิงผู้นี้สำนึกในบาปที่ตนก่อแล้ว ขอท่านโปรดอย่าได้ลงทัณฑ์!”

“ความเมตตาของข้ามีให้แก่ดวงวิญญาณที่กระทำดีก่อนตาย” แววตาเย็นยะเยือกปรากฏ  “หากเพียงเจ้าสร้างยื่นมือช่วยเหลืออู๋ซีเพียงหนึ่งครั้ง ลิขิตสวรรค์และตัวข้ามีหรือจะไม่เมตตา ทว่าในชาติภพที่ผ่านมา บาปกรรมของเจ้าใหญ่หลวงเกินละเว้น เพื่อชดใช้กรรม เจ้าจะต้องเกิดเป็นเดรัจฉาน วนเวียนให้ผู้อื่นสังหารร้อยชาติภพ”

ลำพังเกิดเป็นเดรัจฉานก็นับว่าบัดซบมากแล้ว ทว่ายังต้องถูกสังหารร้อยชาตินับว่าบัดซบมากกว่าหลายขุม! ผู้ใดเล่าจะยินยอม!

เลี่ยงเฟิงคุกเข่าร้องขออย่างน่าเวทนา

“เรียนท่านพญายม! ข้ายอมรับผิด และข้าตระหนักแล้วว่าความผิดที่ข้าก่อนั้นสร้างความทุกข์ให้แก่บิดามารดาและอู๋ซีมากเพียงใด แต่หากข้าไปเกิดเป็นเดรัจฉานเช่นนั้นแล้วข้าจะสามารถชดใช้กรรมและตอบแทนคุณแก่พวกเขาได้อย่างไรกันเจ้าคะ สู้ส่งข้าหวนคืนร่างให้ข้าได้ทำคุณไถ่โทษพวกเขาทีเถิดเจ้าค่ะ ลั่วเลี่ยงเฟิงผู้นี้จะสาบาน ข้าจะมิก่อกรรมชั่วอีกแล้ว!

“ลิขิตสวรรค์มิอาจเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎแห่งกรรม จงสงบปากสงบคำ เก็บคำโต้เถียงของเจ้าและจงสำนึกในบาปที่เจ้าก่อเสียเถอะ”

“เรียนท่านพญายม”

มิทันได้เอ่ยจบคำ เสียงเรียบเย็นหนึ่งกลับดังแทรกพร้อมด้วยร่างของหนึ่งในคนสนิทที่ก้าวเข้า ในมือของเขาปรากฏม้วนกระดาษสีทองทอแสงเรืองรองม้วนหนึ่ง

“สาส์นจากสวรรค์ขอรับ”

นานมากแล้วที่ไม่มีสาส์นสีทองจากสวรรค์เช่นนี้ตกมาถึงมือของเขา ผู้พิพากษาดวงวิญญาณแห่งปรภพพลันสะบัดมือเรียกให้ม้วนกระดาษลอยมาอยู่ในมือขวา ครั้นคลี่อ่าน และกวาดดวงตาคมกริบไล่มองตัวอักษร สีหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยน เสียงกัมปนาทออกคำสั่งอย่างร้อนรน

“เร่งส่งคนไปขัดขวาง อย่าให้เจ้าเด็กนั่นเข้ามา!”

“ท่านอา... เหตุใดจึงต้องเอ่ยถึงข้าด้วยวาจาน่ากลัวเช่นนั้นกัน?”

ทว่าช้าไป บัดนี้ปรภพกลับปรากฏร่างของแขกผู้มิได้รับเชิญ บุรุษผู้มีแสงเรืองรองสีทองมิต่างกับม้วนกระดาษจากสวรรค์ เจ้าของเสียงทุ้มร่าเริงเคลื่อนกายมาเบื้องหน้านาง ใบหน้าขาวสะอาดและหล่อเหลาส่งดวงตาลุ่มลึกยากจะตีความมาให้แก่นาง

“เจ้าน่ะหรือคือลั่วเลี่ยงเฟิง?”

“ท่านคือ...?”

“เสิ่นหวงเทียนจื่อ! ใครอนุญาตให้เจ้าเข้ามาที่แห่งนี้กัน?!”

บุรุษอ่อนเยาว์ผู้หล่อเหลาหาใครเทียบผินหน้าไปยังต้นเสียงดุดันพลางส่งยิ้ม

“ข้าได้ส่งสาน์สแจ้งล่วงหน้าแล้ว” ล่วงหน้าของเขาคือช่วงเวลามิถึงจิบชา (จิบชา – 5 นาที) ริมฝีปากของเขายกยิ้มพาให้ดวงตาหรี่ลง “ท่านอา คล้ายว่ายามนี้ใบหน้าของท่านจะชราลงจากเมื่อร้อยปีที่แล้วมากนัก”

ม้วนกระดาษสีทองพลันถูกปาลงบนพื้นอย่างมิไว้หน้า “จงเก็บเทียบเชิญของเจ้าคืน แล้วจงออกไปจากปรภพบัดเดี๋ยวนี้!!”

“ท่านอาอย่าได้ตระหนี่ ข้ามาที่นี่เพื่อแจ้งข่าวและพบหน้านางเพียงเท่านั้น” เขาผู้นั้นละเลยโทสะของท่านพญายม อีกทั้งยังก้าวมาประชิดและชันเข่าขวาลง บุรุษผู้มีกายส่องแสงสว่างดุจแสงตะวันขัดกับบรรยากาศมืดมนแห่งปรภพใช้มือหนาเชยคางนางขึ้นเพื่อพินิจ

“รูปโฉมเช่นนี้...”

เขาเว้นช่วงก่อนเอ่ยคำชม

“กล่าวได้ว่างดงามกว่าอึ่งอ่างราวสามส่วน คล้ายว่ามือที่เหี่ยวย่นของแม่นมชราของข้ายังอาจนับว่างดงามกว่าเจ้าเสียอีก”

ลั่วเลี่ยงเฟิง คุณหนูตระกูลลั่ว บุตรีวัยสิบหกปีของเสนาบดีกรมคลังลั่วลู่ผาย ผู้นับว่ามีใบหน้าดาษดื่นหาได้งามต้องตาได้แต่เบิกดวงตาโพลงพร้อมริมฝีปากที่สั่นเครือ นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่นางถูกดูหมิ่นดูแคลนเรื่องรูปโฉมซึ่งหน้าเยี่ยงนี้ อีกทั้งยังถูกเปรียบเทียบกับอึ่งอ่างและมือเหี่ยวย่นของหญิงชรานับว่าเป็นความอับอายของสตรีแรกเช่นนางมากนัก

เสิ่นหวงเทียนจื่อมองใบหน้าที่คล้ายจะมีน้ำตาของนางแล้วให้ดูแคลนมากขึ้นอีกห้าส่วน เขาคาดเดาได้ว่านางคงสะเทือนใจและอับอายกับรูปโฉมของตนจนมิกล้าสู้หน้าผู้ใดและคงหมายอยากสิ้นใจอีกครั้งที่คำนี้เอ่ยออกจากปากของบุรุษผู้ทรงอำนาจเช่นเขา

โอรสแห่งสวรรค์เปิดเผยแววตาหยัน ทว่ายามที่เขาผละมือออก..

“ท่านเองก็เห็นจะงดงามกว่าหญิงคณิกาถึงสิบสองส่วนด้วยเช่นกันเจ้าค่ะ!”

โอรสสวรรค์ผู้เย่อหยิ่งได้รับคำกล่าวชม หากแต่เป็นคำชมที่พาให้ร่างสูงสง่าเป็นต้องชะงักพร้อมหางคิ้วที่กระตุกถี่ครั้นแว่วเสียงหัวเราะขบขันจากพญายมผู้กำลังยืนไหล่กระเพื่อมอยู่ไม่ห่าง ก่อนริมฝีปากหยักบนใบหน้างดงามยิ่งกว่าผู้ใดจะแย้มยิ้มยามพบแววตาท้าทายของนางผู้บังอาจต่อปากต่อคำกับเขา บุตรแห่งสวรรค์ผู้มิเคยถูกเปรียบเทียบกับนางคณิกากดเสียงทุ้มต่ำที่พาให้รอบกายของเขาเกิดบรรยากาศคุกรุ่นกลืนกินแสงเรืองรองรอบกายไปจนหมดสิ้น

“นับว่าเจ้าสร้างความประหลาดใจแก่ข้ามากนัก สตรีผู้ปากดีและทะนงตนหาได้มีคุณค่าคู่ควรกับการละทิ้งความเป็นเซียนของอู๋ซีแม้เพียงน้อย”

นัยน์ตาขุ่นเคืองของเลี่ยงเฟิงพลันเปลี่ยนเป็นสงสัย “ละทิ้งความเป็นเซียนหรือเจ้าคะ?!”

“ถูกแล้ว” เนื้อความคล้ายอธิบาย หากแต่น้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยแววเชือดเฉือน “อู๋ซียินยอมละทิ้งความเป็นเซียน ยินยอมเวียนว่ายอีกสามชาติเพื่อต่ออายุให้แก่เจ้า หากแต่สตรีไร้ค่าเช่นเจ้าเห็นจะยากที่จะสำนึกในบุญคุณของเขา เช่นนี้ ข้าผู้เป็นโอรสสวรรค์ขอบัญชา”

สิ้นคำ แรงกดดันบางอย่างก็พุ่งตรงมาที่ร่างของเลี่ยงเฟิงพาให้เนื้อตัวของนางหนักอึ้ง แม้จะฝืนตนให้มากเพียงใด ทว่าหัวของนางกลับยิ่งถูกแรงนั้นกดให้ต่ำลงอย่างมิอาจต่อต้าน ก่อนโอรสสวรรค์เบื้องหน้าจะเอ่ยวาจาประกาศิต

“ข้าจะให้เจ้าเวียนว่ายอีกสี่ชาติ เพียงหนึ่งชาติที่อู๋ซีรักเจ้าจากก้นบึ้งของดวงใจดั่งเช่นในชาติภพที่ผ่านมาและเป็นฝ่ายมอบจุมพิตให้แก่เจ้า เจ้าจะสมปรารถนาได้หวนคืนสู่ชาติภพที่เจ้าถือกำเนิดเป็นลั่วเลี่ยงเฟิงอีกครา”

เลี่ยงเฟิงได้ยินคำก็พาให้นิ่งงัน สตรีผู้หยิ่งผยองลอบคิด

ในชาติภพที่ผ่านมานางคือลั่วเลี่ยงเฟิง สตรีผู้สนิทสนมชิดเชื้อกับเติ้งอู๋ซีมาตั้งแต่ห้าขวบปีเช่นนาง มีหรือจะมิรู้ถึงนิสัยใจคอของเขา อีกทั้งมีหรือที่นางจะมิทราบว่าเขานั้นรักนางมากเพียงใด

อู๋ซีรักนาง มิใช่รักแบบเพื่อนฝูง หากแต่รักแบบหนุ่มสาว เรื่องนี้ไยนางจะตาบอดมิรับรู้ แต่ถึงนางจะหักอกเขาด้วยเพราะนางได้มอบใจให้แก่พี่หรูจิ้ง บุตรชายของท่านหรูโหล ขุนนางกรมอาญาไปตั้งแต่อายุสิบสี่ปี ทว่านางนั้นเชื่อมั่นว่านางรู้จักอู๋ซีดี การทำให้เขาหลงรักนางอีกครั้งมิใช่เรื่องยาก เพราะในชาติภพที่ผ่านมา แค่เพียงนางออดอ้อน อู๋ซีก็พร้อมยินยอมทำเพื่อนางทุกอย่าง กับเพียงขอให้เขาผู้ยอมเสียสละความเป็นเซียนมอบใจรักให้นางอีกครั้งย่อมง่ายดายราวกับตอกไข่ใส่ชาม หากทว่า...

“ทูลโอรสสวรรค์” นางกล่าวอ้อมแอ้ม “เลี่ยงเฟิงผู้นี้หมายเก็บจุมพิตแรกเพื่อมอบให้แก่พี่หรู หากต้องมอบให้อู๋ซี...”

“มากความเช่นนี้ เห็นสมควรปล่อยให้เจ้าเวียนว่ายเป็นเดรัจฉานเพื่อชดใช้กรรม”

“หามิได้เจ้าค่ะ!

เลี่ยงเฟิงเร่งกล้ำกลืนความเอาแต่ใจ ดวงวิญญาณสาวเอ่ยเสียงร้อนรน 

“ข้ายินดีตอบรับจุมพิตจากอู๋ซีแล้วเจ้าค่ะ!!”

 “ดี” บัดนั้น มุมปากของเสิ่นหวงเทียนจื่อปรากฏรอยยิ้ม “เช่นนั้น เพื่อมอบความเมตตาแก่เจ้า ให้เจ้าจดจำและระลึกถึงข้อตกลง สี่ชาตินับจากนี้ เจ้ามิต้องดื่มน้ำแกงยายเมิ่ง”

เลี่ยงเฟิงหลุดถาม “เช่นนี้ อู๋ซีเอง...”

“แน่แท้ว่าเขาย่อมได้ดื่มน้ำแกงยายเมิ่งเพื่อลบล้างความทรงจำในทุกชาติภพ ยามมีชีวิตเขาจะลืมตัวตนในอดีต ลืมทุกเรื่องราวของเจ้า และลืมเลือนทุกความรู้สึกที่มีต่อเจ้า หากแต่ความทรงจำทุกอย่างจะหวนคืนยามเขาสิ้นอายุขัย ในเมื่อตกลงกันได้แล้วก็จงไปเกิดใหม่เสีย อย่าได้อยู่ให้รกหูรกตาข้า”

สิ้นคำ ดวงวิญญาณสาวผู้ยังมิทันได้ตั้งตัวหรือขานรับก็พลันถูกส่งไปเกิดยังโลกมนุษย์อีกครั้ง แต่ไหนเลยจะคาดคิดว่านางผู้เคยได้ชื่อว่าเป็นคุณหนูใหญ่แห่งจวนเสนาบดีลั่วจะตกระกำและเผชิญกับความอดสูด้วยการเกิดเป็น ยุงในชาติภพแรกเยี่ยงนี้

หากแต่ที่อดสูกว่านั้น คือ นางจะรู้ได้อย่างไรว่าอู๋ซีเกิดเป็นสิ่งใด หากเขาคือยุงตัวผู้ที่เพิ่งโดนกบกินเข้าไปเล่า มิเท่ากับว่านางเพิ่งสูญเสียโอกาสทำให้เขาหลงรักข้าไปหนึ่งชาติภพแล้วหรอกหรือ?!

เลี่ยงเฟิงในร่างยุงคิดอย่างคั่งแค้น

บุรุษสวรรค์บัดซบ! ข้าขอตั้งปณิธาน ตราบใดที่มังกรสามารถทะยานขึ้นสรวงสวรรค์ได้ ข้าผู้เกิดเป็นยุงก็ย่อมสามารถบินขึ้นสวรรค์ได้ด้วยเช่นกัน และในชาติภพแรกนี้ ข้าจะต้องดื่มกินเลือดของท่านให้จงได้ คอยดูเถิด!!


 

----------------to be continued-----------------


100%

โหมดสาระ

- คุณยายเมิ่ง / เทพเมิ่งผอ (孟婆) เป็นเทพอาวุโสท่านหนึ่ง ประจำการในนรกภูมิ ช่วงจุดผ่านแดนจะไปเกิด บรรณศาลาที่ทำงานท่านตั้งอยู่ริมสะพาน “ไหน่ห่อเกี๊ย 奈何วิญญาณทั้งหลายที่ถูกตัดสิน ได้รับการลงโทษ เรียบร้อยแล้วจะไปเกิดใหม่ ต้องผ่านด่าน คุณยายเมิ่งก่อน ซดน้ำแกงโอชารส หรือ “น้ำเบญจรส 孟婆น้ำแกงห้ารสนี้ มีอานุภาพ ทำให้ลืมความจำในอดีตได้อย่างสิ้นเชิง ไม่เหลือความทรงจำสักนิดเดียว ทั้งความรัก ความโกธร ความชัง ดื่มเสร็จสรรพ ข้ามสะพานไหน่ห่อเกี๊ยไปเกิดใหม่ในภูมิวิถีหกจะไปเกิดกำเนิดอะไร ก็แล้วแต่บุพกรรม ตามแรงบุญแรงกรรม 

 

-          โอ้ย เลี่ยงเฟิง หนูช่างเป็นยุงตลกที่น่าหมั่นไส้และน่าดูแคลนไม่น้อยเลยลูก

-          โถ่ววววววว น้องยุงของไรท์ จะรอดไหมเนี่ยยยยยยยยยยย 55555555555+

-          นิยายไรท์ต้องแหวกแนวไม่เหมือนใครค่ะ ตอนหน้ามาติดตามสารคดี น้องยุง กัน!

-          ทูบีคอนทินิว

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 74 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #37 เงา (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 22:56

    บาปกรรมตั้งแต่เล็กเลย... หนูจะซนไปไหน

    #37
    1
    • #37-1 นิรนาม ^ ^*(จากตอนที่ 2)
      12 พฤศจิกายน 2563 / 10:31
      นิดหน่อยเองค่ะ 555555+
      #37-1
  2. #16 usaonly (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 08:19

    เลี่ยงเฟิงชาติท่ีแล้วหาความดีไม่พบเลยสักข้อ อู๋ซีรักนางยอมสละความเป็นเซียนให้นางได้เกิดใหม่ มาดูกันว่าจากถูกม้าเหยียบตายกลายเป็นยุง แล้วจะพบกับอู๋ซีชาติใหม่อย่างไรแต่ที่แน่ ๆ เป็นยุงที่มีมโนสูงมาก 555 ขอบคุณค่ะ

    #16
    1
    • #16-1 นิรนาม ^ ^*(จากตอนที่ 2)
      27 พฤษภาคม 2563 / 12:17
      รีดดด คิดถึงรีดจังเลยค่ะ // อู๋ซีดูน่าสงสารนะคะ แต่ที่จริงเลี่ยงเฟิง น่าอนาถ เอ้ย น่าสงสารกว่าเยอะเลยค่ะะะ #นี่แค่จุดเริ่มต้น กร๊ากกกกก // ขอบคุณน้าค้าาา
      #16-1
  3. #15 แอนัสเตเชีย (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 21:36
    สนุกค่ะ ชอบบบ รอตอนต่อไปนะคะ
    #15
    1
    • #15-1 นิรนาม ^ ^*(จากตอนที่ 2)
      24 พฤษภาคม 2563 / 08:54
      งื้ออออ ดีใจที่ชอบค่ะะะะ
      #15-1
  4. #14 Kapookkapui (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 21:09
    555 ดูท่าจะแค้นจัดเลย
    #14
    1
    • #14-1 นิรนาม ^ ^*(จากตอนที่ 2)
      24 พฤษภาคม 2563 / 08:54
      แค้นมากค่ะะะะ
      #14-1