อาคเนย์ - end

ตอนที่ 9 : 08 :: Anticlockwise

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 37,601
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3,316 ครั้ง
    1 ส.ค. 62




CHAPTER 8

ANTICLOCKWISE

 

 

อาคเนย์ (1) น. ทิศตะวันออกเฉียงใต้

อาคเนย์ (2) น. สิ่งสูญหาย

 

 

ไอ้บู มึงเคยคิดมั้ยว่าถ้าเราไม่ได้เกลียดกันเหมือนวันนี้มันจะเป็นยังไง

มึงจะพูดให้มันได้อะไรขึ้นมาวะ

ก็แค่เสียดายความทรงจำดีๆ เพราะตอนนี้กูจำอะไรเกี่ยวกับมึงไม่ได้แล้ว จำได้แค่ตอนที่เรายังเป็นเด็กแล้วเอาแต่วิ่งเล่นด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน กินไอติมด้วยกัน มึงไม่ชอบกินชีสเพราะบอกว่ามันเลี่ยน เวลาอาหารอะไรมีชีสอยู่ในนั้นมึงก็จะไม่กินเลย

กูไม่ชอบมึงก็ยังสั่งมา เหอะ!’

กูยังจำอีกหลายอย่างที่เป็นมึงเมื่อหลายปีก่อนได้นะ มึงชอบกินผักที่กูเขี่ยไว้ข้างจาน มึงชอบเล่นเกมเพลย์สเตชัน แล้วก็ชอบกินลูกอมรสโคล่า

...

มึงไม่ชอบไปหาหมอแต่มึงอยากเรียนหมอ วันวาเลนไทน์มึงมักได้ของขวัญเยอะแยะไปหมดเพราะเขารู้ว่ามึงชอบอะไร แต่จะมีใครสักกี่คนที่รู้ว่าความจริงแล้วมึงไม่ได้ชอบของพวกนั้น มึงแค่พูดส่งๆ ไป

          จะพูดให้มันได้อะไรขึ้นมา กูไม่ได้รู้สึกดีใจหรอกนะ

          เออ รู้...เห็นทีต้องไปละ

          ‘…’    

          ปีนี้กูไม่มีของขวัญให้นะ เกลียดกันแล้วก็ไม่รู้จะทำดีไปเพื่ออะไร ก็...สุขสันต์วันเกิดแล้วกัน

 

            นั่นคือความทรงจำอย่างหนึ่งที่ผมจำได้เมื่อปีก่อน วันเกิดอายุสิบเก้าของนายบูรพา

            วันนั้นผมเจอมันโดยบังเอิญที่คลับแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราเหม็นขี้หน้ากันฉิบหายแต่ไอ้เนย์ก็ยังโผล่หน้ามาหา พร่ำพูดแต่ความทรงจำชวนอ้วกจนผมเบื่อจะฟัง เราต่างเกลียดกันแต่ก็ต้องเจอหน้ากันทุกวัน แถมยังนั่งใกล้ๆ ในคลาสเล็กเชอร์ด้วยความจำใจ เฝ้าแต่คิดว่าอีกฝ่ายคงไม่มีทางหายไปไหน อย่างน้อยก็ภายในหกปีที่เราเรียนในมหาลัย

            ต่อให้เกลียดจนฆ่าแทบกันตาย ผมก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าชีวิตนั้นเคยชินกับการมีคนชื่ออาคเนย์อยู่ด้วยแล้ว

            “บูวันนี้กินข้าวเย็นด้วยกันนะ อีกครึ่งชั่วโมงพ่อน่าจะกลับถึงบ้านแล้ว” เสียงของแม่ฉุดผมขึ้นมาจากภวังค์ดำมืดหลังจมจ่อมกับมันเนิ่นนาน

            “ไม่ล่ะครับ”

            “อ้าว”

            “ผมว่าจะกลับคอนโดเลย พอดีมีเรื่องต้องจัดการนิดหน่อย”

            “เรื่องเนย์กับแม่เหรอ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็อย่าเลยลูก ยังไงเราก็เป็นแค่เพื่อนบ้านจะไปก้าวก่ายในชีวิตของเขามากเกินคงไม่ดี” แม่พูดด้วยสีหน้าเศร้าๆ บางทีการที่ใครสักคนหายไปจากชีวิตมันก็ทำให้เราทุกข์ได้ “เนย์เหนื่อยมาเยอะแล้ว ทั้งคณะที่เขาเรียนและการหย่าร้างของพ่อแม่ หากจมอยู่ตรงนี้นานๆ อาจทำให้เขาเจ็บ...”

            “ไม่ใช่แค่นี้หรอก” แม่พูดไม่ทันจบประโยคผมรีบเอ่ยแทรกทันที คนฟังทำหน้าสงสัยเล็กน้อยแต่ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกมา ผมคิดว่าตอนนี้มันคงถึงเวลาที่จะยอมรับความจริงสักที “ผมทำผิด”

            “ลูกรู้อะไรมาเหรอ”

            มือขวากำหมัดแน่นขณะพูด ก้มหน้ามองต่ำไม่กล้าสบตากับคนตรงหน้า

            “ผมจำได้ในตอนเด็ก” ความทรงจำสีหม่นย้อนกลับมาอีกครั้ง แม้จะนานมากแล้วแต่ผมก็ยังจำได้ดี “ไอ้เนย์เกิดก่อนแค่ไม่กี่วัน มันเกิดวันที่ 25 ส่วนผมเกิดวันที่ 31 พอฉลองคริสต์มาสเสร็จเราก็เตรียมบอกลาวันสิ้นปีกันต่อ”

            ละอายใจอาจเป็นความรู้สึกเดียวที่มีอยู่ในตอนนี้

            “ไอ้เนย์ไม่ชอบกินผัก ไม่ชอบกินเนื้อ แต่ชอบกินขนมจุกจิก มันนิสัยไม่ดีชอบแย่งเกมกดผมไปเล่น มันบอกผมตลอดว่าอยากเป็นวิศวกรแต่สุดท้ายดันสอบเข้ามาเรียนหมอได้หน้าตาเฉย ครั้งหนึ่งไอ้เนย์เคยพูดถึงความทรงจำเก่าๆ เกี่ยวกับผม วันนี้เลยอยากจะพูดถึงความทรงจำที่มีมันบ้าง แต่เราเหมือนกันอยู่อย่าง...”

            “...”

          “ไม่มีใครจำเรื่องราวของกันและกันในปัจจุบันได้”

            หรือจะพูดอีกอย่างคือเราต่างไม่ใส่ใจที่จะมองมันมากกว่า

            “ผมกับไอ้เนย์ไม่ได้รักกันอย่างที่แสดงออกให้แม่รู้ เรา...เกลียดกันมาก หลังจากจีนเสียผมทั้งเจ็บใจและแค้นที่มันเป็นต้นเหตุทำให้คนที่ผมรักต้องตาย” โลกมันมืดไปหมด เอาแต่คิดว่าที่ทุกอย่างเลวร้ายขนาดนี้ก็เพราะมัน แถมยังตั้งใจสารภาพรักทั้งที่ผมก็มีแฟนอยู่แล้วอีก

            พอทุกอย่างตีวนอยู่ในหัวการกระทำเหล่านั้นก็ไม่ต่างกับการสุมไฟ มันบอกรักผม มันพาจีนออกไปข้างนอก มันทำให้จีนตาย เหตุการณ์ร้ายๆ เกิดจากอาคเนย์เพียงคนเดียว ผมเฝ้าแต่ย้ำกับตัวเองมาตลอดหลายปี ยิ่งตอนที่ได้เห็นอีกฝ่ายหัวเราะและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็ยิ่งเจ็บแค้น

            มันทำราวกับว่าเรื่องทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้น พยายามจะลืมทั้งที่รู้ว่าผมไม่มีทางลืม

            “แม่” คราวนี้ผมเงยหน้าขึ้น สบตากับคนอายุมากกว่าตรงๆ “ผมเคยทำร้ายไอ้เนย์ เคยกระทืบมัน เคยหักข้อเท้า เคยแม้กระทั่งคิดจะข่มขืนมันด้วย ตลอดหลายปีที่มันเจ็บตัวก็มีผมนี่แหละที่เป็นสาเหตุ”

            “บู”

            แววตาซื่อตรงที่มองมาสั่นระริก แม่ไม่ได้เปิดปากพูดหรือด่าอย่างที่คิดเอาไว้นอกจากลากเท้าอย่างเชื่องช้ามายังโซฟา ก่อนทิ้งตัวยังฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก แต่ผมก็ยังทำใจกล้าพูดสิ่งที่ต้องการออกไป

            สักวันความลับก็จะไม่เป็นความลับอีก ต่อให้ฝั่งโน้นไม่พูด ผมก็คงทนความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้จนต้องพูดออกมาอยู่ดี

            “ตอนที่มันย้ายมาอยู่ห้องผมก็ยังทำร้ายมัน ไม่เคยรู้สึกผิดที่ทำร้าย มองแค่ว่านี่คือสิ่งที่มันสมควรได้รับแล้ว แม่จะบอกพ่อก็ได้นะ จะแจ้งตำรวจก็ได้ ทำอะไรก็ได้ขอแค่พาเนย์กลับมา”

            “...”

            “แม่รู้ แม่รู้ดีว่ามันอยู่ที่ไหน แม่รู้ว่ามันไม่ได้ไปไหนไกลแค่อยากจะหนีจากผม เพราะงั้นพาไอ้เนย์กลับมาได้มั้ยครับ หรือไม่แม่แค่บอกผมก็พอ บอกว่ามันอยู่ที่ไหนเดี๋ยว...”

            “บู” แม่ไม่ปล่อยให้ผมพูดต่อ สีหน้านั้นเต็มไปด้วยความผิดหวัง ขณะเดียวกันน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าก็ค่อยๆ ไหลลงมาในที่สุด “ทำกับเขาขนาดนั้นยังต้องพาเขากลับมาอีกเหรอลูก”

            “ผมแค่...”

            “แม่ผิดหวังในตัวบูมากนะ ที่ผ่านมาแม่เลี้ยงลูกมาโดยไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วลูกเป็นคนยังไง แม่ไม่ได้เรื่องเลยใช่มั้ยที่ไม่เคยมองออกเลยว่าลูกสองคนเกลียดกันมากแค่ไหน”

            บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความอึดอัด ความจริงบ้านเราคุยกันน้อยอยู่แล้ว ยิ่งเป็นสถานการณ์ยากลำบากแบบนี้ก็ยิ่งมึนตึงหนักกว่าเก่า ผมไม่รู้ว่าต้องทำยังไง ที่ผ่านมาเก่งไปซะทุกเรื่องแต่พอเอาเข้าจริงก็แก้ปัญหาอะไรไม่เคยได้

            “ลูกจะกลับคอนโดไม่ใช่เหรอ” นานเหมือนกันก่อนน้ำเสียงติดสั่นเล็กน้อยจะเอ่ยออกมา

            “แม่อยากด่าผมมั้ย”

            “ด่าแล้วใครเจ็บล่ะ ลูกไม่เจ็บหรอกเนย์ต่างหากที่เจ็บไปแล้ว”

            “...”

            “ส่วนเรื่องตามหาก็ขอให้พอเถอะ ปล่อยให้เขาได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ดีแล้วที่เขาจากไป อย่างน้อยมันก็ดีกว่าตอนที่เขาต้องอยู่กับลูกอย่างทรมาน”

            คำพูดของแม่จบความคิดหลายอย่างที่ผมต้องการจะเอ่ย เลยจำต้องเก็บมันเอาไว้แล้วเดินออกมา

            คนเราต้องอายุเท่าไหร่ถึงไม่สามารถใช้คำว่าเด็กได้แล้ว สำหรับผมการมีอายุมากขึ้นไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงความเป็นผู้ใหญ่ เพราะอายุ 20 ปีเต็มของบูรพาในปีนี้เหมือนมีไว้แค่บอกเวลา ทว่าความรู้สึกต่างๆ กลับยังคงทิ้งไว้ในอดีต

            ไม่มีใครพาอาคเนย์กลับมาอีกแล้ว

            และแน่นอน คำบางคำที่อยากจะบอกมันก็ไม่มีโอกาสพูดออกมาอีกเช่นกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

           

            ผมตื่นเช้า เช้ามากๆ ถ้าเทียบกับปกติ

            สมองยังไม่ได้พักผ่อนเท่าที่ควรเพราะเมื่อคืนนอนแทบไม่หลับ แม่ไม่รับสายผมอีกเลยต้องโทรหาพ่อเพื่อถามไถ่ความเป็นไป โชคดีที่คำตอบไม่แย่เท่าที่ควรเลยพอปล่อยวางเรื่องนี้ได้บ้าง แต่กับคนที่จากไปแล้วนี่สิ ต่อให้พยายามสลัดออกจากหัวเท่าไหร่มันก็ไม่เคยทำได้เลย

            บนถนนที่เต็มไปด้วยรถติดในตอนเช้าส่งผลให้ผมต้องติดแหงกอยู่บนถนนนานนับชั่วโมง ในใจไม่เคยสงบเลยเพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องฟุ้งซ่าน ผมหยิบมือถือขึ้นมา กดไปที่โซเชียลมีเดียต่างๆ ของไอ้เนย์เพื่อหวังว่ามันจะอัพเดตอะไรให้เห็นบ้าง ทว่าความหวังก็ไม่เคยเป็นจริง

            ชื่อของอาคเนย์ไม่มีอยู่ในการค้นหาอีก

            เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และทุกช่องทางในการติดต่อสูญหายราวกับไม่เคยมีอยู่ มันหายไปพร้อมกับคนเป็นเจ้าของซึ่งไม่รู้ว่าตอนนี้มีตัวตนอยู่ส่วนไหนของโลก

            ผมไม่เคยบันทึกเบอร์ของอีกฝ่ายไว้และไม่คิดจะจำ หรือถ้าหามาได้คำตอบก็มีอยู่อย่างเดียวคือไม่มาทางโทรติด ดังนั้นเลยเหลือทางเลือกเดียวนั่นคือไปหาเพื่อนของมันที่คณะ

            “ไอ้อั๋นกูขอคุยอะไรด้วยหน่อย”

            มนุษย์หน้าจืดสวมแว่นหนาเตอะแต่นิสัยจริงๆ ตรงกันข้ามกับหน้าตาสุดขั้วนี่แหละเพื่อนสนิทไอ้เนย์ ผมเดาว่าทั้งคู่ต้องรู้ความลับของกันและกันไม่มากก็น้อย เลยอยากถามให้แน่ใจอีกสักครั้ง

            “กูทำอะไรอยู่มึงไม่เห็นเหรอ ไปนั่งที่มึงได้แล้วไป” เจ้าของชื่อเงยหน้ามองด้วยสายตานิ่งเฉยพร้อมกับปัดมือไล่กรายๆ

            “กูขอเวลาแค่ห้านาที”

            “เดี๋ยวอาจารย์ก็เข้าแล้ว มีอะไรมึงค่อยคุยท้ายคาบเถอะ”

            ความร้อนใจทำให้ผมไม่พูดพร่ำทำเพลง ก้าวเท้าเดินขึ้นบันไดสโลปไปอีกสองก้าว ก่อนจะเงื้อมือรั้งคอเสื้อของอีกฝ่ายขึ้นจนเจ้าตัวร้องโวยวายยกใหญ่

            “มึงทำเหี้ยอะไรวะไอ้บู”

            ผมไม่ตอบ แต่ฉุดมันขึ้นมาจากเก้าอี้แล้วรีบจัดการลากตัวออกห้องท่ามกลางสายตาสงสัยของเพื่อนๆ

            “ไอ้สัดปล่อยกูได้แล้ว!” หลังลากมันมายังห้องน้ำผมก็ยอมปล่อยมือจากคอเสื้ออย่างง่ายดาย “มีอะไรก็รีบๆ พูดมา”

            “ไอ้เนย์ไปไหน”

            “มึงจะถามทำไม ต่างคนต่างอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” ไอ้อั๋นตอกกลับแทบจะทันที มันรักไอ้เนย์มากนั่นเลยเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้มันไม่ค่อยชอบขี้หน้าผมสักเท่าไหร่

            “กูถามว่าไอ้เนย์ไปไหน! มันได้บอกอะไรมึงมั้ย”

            “บอก”

            “บอกว่าไง”

            “มึงจะอยากรู้เรื่องของกูกับมันทำไมวะบู”

            “มึงอย่ามากวนประสาทกูให้มาก” ผมยกมือตบกำแพงเพื่อระบายอารมณ์ที่พร้อมปะทุอยู่ทุกเมื่อ

            “มันไม่ได้บอกว่าจะย้ายไปที่ไหน กูเจอไอ้เนย์แป๊บเดียวตอนมันเอาเอกสารลาออกมายื่นที่คณะ แล้วก็สั่งลาเล็กน้อยเพราะคงไม่ได้เจอกันอีก”

            “...!!

            “แม่งก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ อย่างน้อยมึงจะได้รู้สึกดีขึ้นไง”

            “ก่อนไปมันได้พูดอะไรถึงกูมั้ย” ผมกัดฟันถาม พยายามความคุมอารมณ์สับสนบางอย่างเอาไว้ไม่ให้ระเบิดออกมา

            “มึงคาดหวังอะไรวะบู”

            “ไอ้อั๋น กูจะถามย้ำอีกครั้ง ถ้ายังตอบไม่ตรงคำถามมึงได้เจ็บตัวแน่”

            “โอเคกูบอกก็ได้ ก่อนไปไอ้เนย์มันยิ้ม”

            “กูไม่ได้อยากรู้ว่ามันทำหน้ายังไง! มึงอย่าเล่นลิ้นให้มันมาก”

            “ทำไมใจร้อนจังวะ เออ มันบอกแค่ว่าขอให้กูสมหวังกับทุกอย่าง แต่แปลกดี...”

            “...”

            “มันไม่ได้พูดอะไรถึงมึงเลย แม้แต่คำเดียวก็ไม่พูด”

            บางทีของขวัญที่ยื่นให้ผมในวันเกิดอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้รับ ผมพยายามนึกย้อนกลับไปในวันนั้นก่อนเราจะจากกัน อาคเนย์บอกอะไรเอาไว้

 

ตอนนั้นกูเคยคิดด้วยว่าถ้าไม่มีจีนกูกับมึงจะเป็นยังไง ยังจะโกรธเกลียดกันเหมือนในวันนี้มั้ย ยังจะรักกันได้หรือเปล่า ตอนนี้กูเลิกตั้งคำถามนั้นแล้วนะ

...

แต่กูจะถามว่าต้องทำยังไง ให้อยู่ได้โดยไม่มีมึงมากกว่า

 

            “มันจะต้องกลับมา มันจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น”

            ในใจแม่งโคตรต่อต้าน ผมไม่อยากยอมรับเลยรีบหมุนตัวออกจากห้องน้ำ จุดหมายที่ตั้งใจจะไปเลยก็คือคณะที่ไอ้ดินเรียนอยู่ มันเป็นเพื่อนคนเดียวที่รู้ความลับดำมืดของอาคเนย์เลยคาดหวังว่าจะได้รับคำตอบที่ต้องการ

            “ไอ้เนย์ไปไหน” คำถามชุดเดิมจู่โจมไปยังคนตรงหน้า ทว่าไอ้ดินในเวลานี้ไม่ได้มีท่าทางเกรงกลัวผมเหมือนก่อนหน้านั้นแล้ว

            “มึงจะถามหามันทำไม”

            “แม่จีนบอกว่ามันป่วยเป็น PTSD กูก็แค่อยากรู้ว่ามันรักษาตัวที่ไหนเท่านั้น” ป่วยมาตลอดสามปีแต่ผมไม่เคยรับรู้เลย นอกจากทำร้ายมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผลักให้มันตกลงไปในหุบเหวของความเลวร้ายไม่รู้จบ

            “ทำไม? อยากรู้เพื่อที่มึงจะได้ลากตัวมันกลับมาข่มขืนน่ะเหรอ กูว่าพอเถอะว่ะ แค่นี้ไอ้เนย์ก็เหมือนตายทั้งเป็นแล้ว”

            “กูไม่ได้ต้องการทำอย่างนั้น ก็แค่...” ผมพูดไม่ออก พยายามหาเหตุผลต่างๆ ในหัวทว่าสุดท้ายอีกฝ่ายกลับเบรกเอาไว้

            “ไม่ว่ามึงจะมีความคิดอะไรที่อยากตามมันกลับมากูว่าพอเถอะว่ะ จบกันได้แล้ว จำตอนนั้นได้มั้ยตอนที่มึงบุกมาห้องกู ตอนที่มันขอร้องว่าอย่าทำอะไรแต่มึงก็ยังลากตัวมันกลับไป คนที่โดนทำมันไม่ลืมนะเว้ย คนที่เอาแต่ฝันร้ายทุกคืนจะให้ลืมได้ไง”

            “ก็เพราะว่าเป็นอย่างนี้ไงกูถึงอยากเจอไอ้เนย์อีก”

            “งั้นกูถามหน่อย ถ้าคำตอบของมึงดีพอกูจะยอมบอกก็ได้”

            “อยากถามอะไรก็ว่ามา”

            “ถ้ามีโอกาสได้เจอกันมึงจะบอกอะไรกับมันวะ”

            “กูก็จะบอกว่ามันไม่มีสิทธิ์หนีกูไปไหนทั้งนั้น” ผมตอบทันที รู้สึกได้เลยว่าความร้อนผ่าวค่อยๆ แผ่กระจายไปทั่วร่างหลังรู้ซึ้งว่าสิ่งที่พูดออกไปมันโคตรจะสิ้นคิด และดูเหมือนคนตรงหน้าก็รู้สึกไม่ต่างกันเลยได้แต่คลี่ยิ้มสมเพช

            “มึงก็ยังเป็นคนเหี้ยๆ คนเดิม กูเคยสงสัยนะว่าทำไมไอ้เนย์ถึงได้รักคนอย่างมึงได้ จริงๆ มันก็มีคำตอบอยู่แล้วล่ะ ไอ้เนย์น่ะ...”

            “...”

          “รักบูรพาคนเดิมของมัน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่มึง”

 

 

 

 

 

 

 

 

            หนึ่งสัปดาห์หลังอาคเนย์จากไป

            ผมหาข้อมูลเกี่ยวกับ PTSD ไว้ค่อนข้างเยอะ บางเรื่องก็อาศัยปรึกษารุ่นพี่ในคณะเผื่อจะช่วยให้เข้าใจอะไรมากขึ้น อาคเนย์ป่วยด้วยโรคนี้มานานถึงสามปี มันคืออาการเครียดที่เกิดขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนใจ แน่นอนว่าอาการต่างๆ ที่ผ่านมาก็ตรงกับพฤติกรรมที่เจ้าตัวเคยเป็นทั้งหมด

            ไอ้เนย์ไม่เคยพูดถึงเหตุการณ์ในคืนนั้นอีก ต่อให้เค้นถามยังไงก็ไม่ยอมปริปาก แถมผลพวงอีกข้อที่เกิดขึ้นยังทำให้มันไม่กล้าขับรถอีกเลย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องย้ำเตือนอย่างดีว่าการทำจิตบำบัดสำหรับผู้ป่วยไม่ได้ผลเพราะเนย์ยังไม่สามารถเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัวได้ หนักไปกว่านั้นคือมันเคยพยายามฆ่าตัวตายเพื่อหนีความเจ็บปวดอยู่หลายครั้ง

            และผมไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าตัวเองเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้มันเป็นแบบนี้

            หลังประสบอุบัติเหตุรถคว่ำผมตราหน้ามันว่าฆาตกร ทำร้ายกันและกันมาอย่างยาวนานจนในที่สุดอีกฝ่ายก็ทนไม่ไหวตัดสินใจหายไปจากชีวิตของผม ความจริงควรรู้สึกดีไม่ใช่เหรอที่ไม่ต้องมีใครมาขวางหูขวางตาและทำให้รู้สึกเจ็บแค้นอีก แต่ทำไม...

            ผมตอบไม่ได้ ที่สำคัญ...ยังไม่กล้าถามความรู้สึกของตัวเองด้วยซ้ำว่ามันเป็นยังไง

            “ไอ้บูมึงจะไปไหนวะ”

            “ข้างนอก”

            “โดดเรียนอีกแล้วเหรอ รอบนี้อาจารย์สับมึงเละแน่”

            “ช่างเหอะ”

            “เดี๋ยวจะไม่จบเอานะเว้ย” เบื่อเพื่อนตัวเองว่ะ เดี๋ยวนี้จะทำอะไรก็มักถูกบ่นอยู่เสมอ

            “ไม่จบก็ช่างมัน”

            “สรุปมึงยังอยากเป็นหมออยู่มั้ยวะ กูล่ะโคตรสงสัยเลย”

            ผมหันไปฉีกยิ้ม หยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพายบ่าก่อนตอนกลับเสียงเรียบ

            “ไม่รู้ว่ะ”

            เมื่อก่อนอาจพูดได้เต็มปากว่าการเป็นหมอนั้นคือจุดสูงสุดของความฝัน แถมยังเข้ามาเรียนปีหนึ่งด้วยไฟอันคุกรุ่น ผมมีความสุขกับทุกอย่างที่เป็น ถึงต้องไปต่อยตีกับไอ้เนย์บ้างแต่มันก็ไม่เคยกระทบกับการเรียน ทว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ทุกอย่างค่อยๆ เปลี่ยนแปลง

            สองเท้าเดินตรงไปยังลานจอดรถ ทุกวันผมมักจะขับรถไปที่ไหนสักแห่งและก็ใช้เวลาอยู่กับสถานที่นั้นเพียงไม่กี่นาที มองให้รู้ว่าสิ่งที่ตามหายังอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า หากไม่เจอก็ภาวนาขอให้วันถัดไปคงได้เจอ

            รถยนต์เคลื่อนตัวมาจอดที่บ้านของใครคนหนึ่ง ถัดออกไปอีกไม่กี่เมตรก็คือบ้านของผม นานนับสัปดาห์แล้วที่ผมไม่ได้คุยกับแม่ หรือจะพูดอีกอย่างคือไม่กล้าสู้หน้าเลยเลือกจอดรถไว้ตรงกำแพงบ้านอีกหลัง มองลึกเข้าไปยังพื้นที่แห่งความทรงจำ

            เจ้าของบ้านไม่อยู่อาทิตย์หนึ่งแล้ว ป้ายประกาศขายก็ยังติดไว้ตรงจุดเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากเมื่อวาน

            ใครคนนั้นไม่เคยกลับมา

            สิบนาทีให้หลังผมสตาร์ทรถยนต์กลับไปยังคอนโดของตัวเอง ข้าวของทุกอย่างยังถูกจัดวางเหมือนเดิม แม้กระทั่งห้องนอนของไอ้เนย์ที่มันเคยใช้ชีวิตอยู่ช่วงหนึ่งก็ด้วย ผมหาวิธีจัดการกับความฟุ้งซ่านในหัวของตัวเองด้วยการนั่งแยกหนังสือกองมหึมาในตู้ บางเล่มอ่านแล้ว ส่วนบางเล่มอยู่ในสภาพแย่หน่อยก็แค่ทิ้ง

            ผมหมกมุ่นอยู่กับมันนานนับชั่วโมงจนดวงอาทิตย์ค่อยๆ ลับขอบฟ้า ความมืดคืบคลานเข้ามาทีละน้อยนำพาเอาความหนาวยะเยือกเข้ามาด้วย

            หนังสือเล่มหนึ่งถูกหยิบขึ้นมาจากกอง ผมมองดูหน้าปกเก่าเกือบขาดภายใต้แสงอาทิตย์ที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง มันมีชื่อว่า ‘Revenge’ โคตรตลกเลยที่ช่วงหนึ่งดันอินกับการแก้แค้นใครสักคนมากถึงขนาดต้องซื้อหนังสือมาอ่าน

            และในที่สุดชีวิตผมก็เป็นอย่างที่หนังสือในหน้าสุดท้ายบอกเอาไว้

          สิ่งที่ได้รับจากการแก้แค้นสำเร็จไม่ใช่รสหอมหวาน หากแต่เป็นความฝาดเฝื่อนของน้ำตา

            ผมปิดหนังสือลง ไม่ได้ยัดมันใส่ลังกระดาษของหนังสือที่เตรียมทิ้ง แต่เลือกเดินออกไปนอกระเบียงพร้อมกับไฟแช็กอันหนึ่ง ผมแค่อยากทำลายมันในวิธีของตัวเอง ไม่ขาย ไม่บริจาค ไม่รีไซเคิล สิ่งเดียวที่ต้องการคือกำจัดให้หายไปจากโลกนี้ราวกับไม่เคยมีอยู่

            คงเหมือนความผิดของผมที่ต้องการปกปิดเอาไว้ ทั้งที่รู้ดีว่ามันไม่มีทางหายไปตลอดกาล

            เพราะมันยังคงอยู่ในความทรงจำ

 

 

 

 

 

 

 

            บู! บูรพากูกลับมาแล้ว

          ไอ้เนย์เหรอ มึงหายไปไหนมาวะ รู้มั้ยว่ากูตามหามึงตลอด

          พอดีกูไปพักร้อนน่ะ

          กลับมาคราวนี้มึงจะอยู่ที่นี่ตลอดไปมั้ย      

          ตลอดไป?

          ‘…’

          ตลอดไปไม่มีจริงนะบู

 

            “เนย์!!

            ผมสะดุ้งตื่นหลังเรียกชื่ออีกคนลั่นห้อง รอบกายว่างเปล่าก่อนจะพบว่าตัวเองกำลังนอนบนเตียงคิงส์ไซส์ภายใต้ความมืดของคอนโดห้องเดิม เหงื่อเม็ดโตผุดซึมตามร่างกายจนเปียกชื้น ผมก้มมองฝ่ามือของตัวเอง มันยังคงสั่นไม่หยุดเหมือนกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ถี่ระรัว

            คืนนี้ยังคงฝันเรื่องเดิมๆ มันเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่ออาทิตย์ก่อนหลังจากนั้นก็บ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนต้องไปพบหมอก่อนจะได้รับยาคลายเครียดกลับมา หนึ่งเดือนแล้วนับจากวันที่ไอ้เนย์ย้ายออกไป ผมทำทุกวิถีทาง ทั้งตามหาเองและฝากเพื่อนช่วยตามให้แต่ก็ยังคงไร้วี่แวว

            ความหวังเองก็ค่อยๆ ริบหรี่ลงจนมืดมน

            ผมก้าวเท้าลงจากเตียงเดินฝ่าความมืดไปยังห้องน้ำ จัดการวักน้ำเย็นๆ ขึ้นมาลูบหน้าให้ตื่นเต็มตา

            ภาพสะท้อนตรงหน้ากระจกดูบิดเบี้ยวไปหมด ความจริงแล้วมันอาจเป็นผลมาจากการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอในช่วงที่ผ่านมา ไม่รู้ทำไมวันนี้ถึงได้รู้สึกหม่นหมอง เริ่มเกลียดตัวเองขึ้นมาทีละน้อยจนอดไม่ได้เดินกลับมาที่โต๊ะทำงานอีกครั้ง โดยมีแสงไฟจากตึกสูงด้านนอกคอยส่องสว่างช่วยให้พอหยิบจับอะไรได้ถูก

            เท้าทั้งสองข้างย่ำกลับไปยังห้องน้ำ มองผมสีแดงเพลิงที่ถูกอาจารย์ต่อว่าต่อขานหลายครั้งแต่ไม่เคยจะย้อมกลับ เมื่อก่อนผมรักมันมาก ต่อให้ยาวกว่าเดิมจนโคนผมสีดำแทรกขึ้นมาผมก็ยังขยันไปเติมสีให้มันแดงเหมือนกันทั้งหัว ทว่าค่ำคืนนี้ ในช่วงเวลาที่ความสับสนและอารมณ์แปรปรวนเป็นใหญ่ ผมกลับรู้สึกเกลียดมัน...

            กรรไกรตัดกระดาษถูกเงื้อขึ้นเหนือหัว ใช้เวลาลองกะคร่าวๆ จากสายตาจากนั้นก็ตัดลงไป เส้นผมสีแดงกระจุกหนึ่งร่วงหล่นลงเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า พอก้มมองดูความรู้สึกสบายใจก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาด ผมเลยตัดอีก...

            ความจริงคงไม่ต้องพิถีพิถันมากนัก ถึงยังไงผมก็ตัดมันออกจนหมดอยู่ดี

            ครั้งหนึ่งเคยนอนตักจีน เธอลูบหัวผมแล้วก็เอ่ยปากชมไม่หยุด เธอชอบเส้นผมของคนที่ชื่อบูรพา แต่วันนี้ไม่ว่าเจ้าตัวจะชอบหรือไม่ก็ไม่มีจีนอยู่บนโลกนี้อีกแล้ว

            ผมมองภาพที่ปรากฏอยู่บนกระจก เอียงซ้ายและขวาอย่างช้าๆ ความจริงตัดผมจนเตียนก็ไม่ได้แย่ กว่าจะเดินออกจากห้องน้ำขอบฟ้าก็เปลี่ยนสีเป็นสัญญาณของเช้าวันใหม่ซะแล้ว

            ระเบียงเป็นจุดเดียวที่ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์อะไรมากไปกว่าการยืนสูบบุหรี่ ทว่าวันนี้กลับคิดแปลกประหลาดตรงที่อยากใช้เวลามองดูพระอาทิตย์ขึ้นดูสักครั้ง ผมเป็นคนที่ไม่ได้อินกับความเป็นธรรมชาติหรือแสงสวยๆ เหมือนใครหลายคน ดังนั้นจึงไม่รู้จะมีความอดทนมองมันได้นานแค่ไหน

            แน่นอนว่าไม่ถึงสิบนาทีผมก็ทนไม่ไหวเดินไปหยิบบุหรี่ยี่ห้อประจำขึ้นมาจุดสูบ ควันสีขาวลอยล่องไปในอากาศ ผมมองตามมันไปเรื่อยๆ จนจางหายไป ก่อนที่ท้องฟ้ามืดมิดจะค่อยๆ ทอแสงประกายสีแดงส้มในเวลาต่อมา

            บูรพาหมายถึงทิศตะวันออก เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นวันใหม่

            อืม...

            การเริ่มต้นวันใหม่ในวันนี้ก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่นัก

 

            บูกูไปก่อนนะ

          มึงจะไปไหน

          สักที่หนึ่ง แล้วเดี๋ยวจะกลับมา

          ไม่! มึงจะไม่กลับมาเพราะงั้นกูไม่ให้มึงไป

          สัญญาเลย...

          เนย์มึงจะไม่ฟังกูใช่มั้ย กูไม่ให้ไป ห้ามไป!’

          ลาก่อน

 

            ไม่!!

            มือติดสั่นถูกยกขึ้นลูบหน้าเพื่อให้คลายจากความง่วงงุน สลัดฝันร้ายที่ก่อกวนใจออกไปจนหมด

            อีกแล้ว...ผมฝันแต่เรื่องเดิมซ้ำๆ เข้าใจแล้วว่าความทรมานที่อาคเนย์เผชิญมาตลอดสี่ปีมีหน้าตาเป็นยังไง แต่นี่ผมแค่เผชิญหน้ากับมันเพียงหกเดือน ไม่รู้เมื่อไหร่ถึงจะสิ้นสุดสักที

            ทุกครั้งที่ตื่นจากฝันผมจะลากเท้าไปยังห้องน้ำ จัดการล้างหน้าด้วยน้ำเย็นจากนั้นก็หยิบบุหรี่ออกไปสูบที่ระเบียงเพื่อรอพระอาทิตย์ขึ้น ผมมักตื่นจากฝันในเวลาตีสี่เสมอและแต่ละวันจะนอนแค่สี่ชั่วโมง ต่อให้บังคับตัวเองนานกว่านั้นร่างกายก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรนอกจากตอบสนองแบบเดิมๆ

            Rrrr...!

            เสียงโทรศัพท์มือถือซึ่งวางอยู่ตรงหัวเตียงแผดเสียงร้อง ผมละสายตาจากท้องฟ้าในยามเช้ากลับมาสนใจชื่อบนหน้าจออีกครั้ง

            “อือว่าไง โทรมาทำไมแต่เช้าวะ”

            [กูว่าแล้วมึงต้องตื่น ฝันอีกแล้วเหรอวะ] เพื่อนในกลุ่มถามไถ่ความเป็นไป มันรู้ดีว่าช่วงหลายเดือนมานี้ชีวิตของผมวุ่นวายแค่ไหน ที่สำคัญ...ผมก็ไม่ได้กลับบ้านมานานแล้วด้วยเลยไม่รู้จะปรึกษาใคร มีพวกมันนี่แหละที่ทำหน้าที่เป็นผู้ฟังเสมอ

            “อือ คิดว่าถ้าว่างจะเข้าไปหาหมอ อาจจะต้องพึ่งยานอนหลับ”

            [ปล่อยวางมึง]

            “พูดน่ะมันง่าย รีบเข้าเรื่องเถอะ สรุปมีอะไร”

            [แค่จะโทรมาย้ำว่าวันนี้อย่าลืมเข้าเรียนด้วย]

            “ทำไม”

            [ก็ไม่ทำไม เพื่อนๆ มันถามหา]

            “ขอโทษทีว่ะ วันนี้กูติดธุระนิดหน่อย”

            [ไอ้เชี่ยบู...]

            “ฝากบอกเพื่อนกับอาจารย์ด้วยนะ เดี๋ยวกูส่งใบลาตามไปทีหลัง”

            [มึงไม่โอเคตรงไหนก็บอกกูได้นะ ถ้าช่วยได้ก็จะช่วย] ผมคลี่ยิ้ม เดินกลับมายังโต๊ะทำงานแล้วใช้มือที่ว่างอีกข้างดึงลิ้นชักโต๊ะออก ด้านในมีกระดาษสีขาวปึกหนึ่งที่ผมหยิบติดมือมาจากคณะด้วยเพราะค่อนข้างใช้เป็นประจำ

            จดหมายลา

            ผมไม่ได้เข้าเรียนมากี่ครั้งแล้ว จำแทบไม่ได้

            “ถ้าอยากจะช่วยก็ลาอาจารย์ให้กูแล้วกัน แค่นี้นะ ต้องรีบไปทำธุระแต่เช้า” ผมไม่รอฟังคำทักท้วงจากปลายสายรีบกดตัดอย่างรวดเร็ว

            พระอาทิตย์โผล่โพ้นขอบฟ้าไปอีกวัน ทุกอย่างถูกรีเซ็ตและนับหนึ่งใหม่เหมือนกับผมที่ต้องเริ่มต้นเช่นกัน ทว่าการเริ่มต้นครั้งนี้มันกลับเป็นเรื่องเดิมๆ ถามว่าหากมีใครคนหนึ่งยื่นมือมาช่วย โดยเสนอให้ผมขอพรได้หนึ่งข้อผมจะขออะไร คำถามนี้แทบไม่ต้องใช้เวลาคิดเลยด้วยซ้ำ

            เพื่อดึงบูรพาขึ้นมาจะวันคืนเก่าๆ ดังนั้น...

            ช่วยตามหาอาคเนย์ที

 

 

 

 

 

 

 

 

            หนึ่งปีหลังจากอาคเนย์จากไป...

            “ผมยาวแล้วหล่อว่ะ คราวนี้อย่าไปไถให้เตียนอีกนะ” ไอ้เพื่อนตัวดีเอ่ยแซว คงไม่ค่อยมีใครจำได้แล้วว่าเมื่อก่อนบูรพาเคยเป็นยังไง หลังลองตัดผมเองทิ้งในห้องน้ำในคืนนั้นผมก็ไม่ปล่อยให้ผมตัวเองยาวอีกเลย จะมีก็แต่ช่วงนี้นี่แหละที่เรียนหนักมากจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง

            “มึงก็เคยบอกว่าเท่ดีนี่”

            “สาวๆ กรี๊ดที่มึงเป็นแบบนี้มากกว่า จะทำสีไหนก็สวย”

            “เหอะ!” จะให้ย้อมก็คงไม่เอาอีกแล้ว

            หลังจากเผชิญกับสภาวะเครียดและนอนไม่หลับเรื้อรัง เพื่อนร่วมกลุ่มเลยชอบนัดแนะให้ผมออกมาข้างนอก อย่างวันนี้ก็ไม่มีอะไรมากแค่หาอะไรกินกันจากนั้นก็ชวนไปเดินเล่นกันต่อ ซึ่งแม่งเป็นเรื่องที่โคตรน่าเบื่อเลย

            “สรุปปีนี้วันเกิดมึงไปฉลองที่ไหนดี” บทสนทนาถูกเปลี่ยนประเด็นอย่างรวดเร็วจนคนฟังจับทางแทบไม่ทัน

            “กูเหรอ...ไม่ได้คิดว่ะ”

            “อะไรของมึงวะ คนอยาก...” ผมไม่ได้สนใจจะฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมากนัก เพราะสายตาดันไปเหลือบเห็นใครบางคนเข้า คนที่อยู่ในความทรงจำและเราไม่ได้เจอกันมานานเกือบปี

            อาคเนย์ มันอยู่ตรงนั้น

            “เฮ้ยไอ้บู! มึงจะไปไหนวะ บู!” เสียงเรียกของเพื่อนห่างไกลจนแทบไม่ได้ยิน ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมก้าวเท้าวิ่งตรงไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต คนตัวเล็กนั้นสวมเสื้อยืดสีแดงกับกางเกงยีนสีซีด ผมยังจำได้ดีนั่นคือมัน

            “เนย์! ไอ้เนย์!

            สองเท้าก้าวไปด้วยความเร็วที่มากขึ้น อากาศตอนนี้ค่อนข้างร้อนอบอ้าว วิ่งไปได้ไม่เท่าไหร่ผมก็ต้องหอบหายใจแต่กลับไม่คิดหยุด ยังคงตะโกนเรียกอีกฝ่ายซ้ำๆ

            “อาคเนย์”

            เพียงพริบตาเดียวภาพของคนตรงหน้าพลันหายไป ผมชะงักเท้า หมุนตัวมองโดยรอบ ในกลุ่มคนมากมายมหาศาลที่เดินขวักไขว่อยู่ตรงนี้ผมไม่เห็นอาคเนย์อีกแล้ว

            “มึงตามหาใครวะ” ไม่นานเพื่อนๆ ต่างก็วิ่งมาสมทบแต่ผมก็ยังคงมองหาคนคนนั้น

            “กูเจอมัน”

            “ใคร?”

            “ไอ้เนย์”

            “มึงตาฝาดแล้วบู”

            “ไม่ กูเห็นจริงๆ มันใส่เสื้อสีแดง”

            “คนนั้นหรือเปล่า” นิ้วมือเรียวชี้ไปยังผู้ชายตัวเล็กๆ คนหนึ่ง เขาสวมเสื้อแดงเหมือนไอ้เนย์เป๊ะ

            “กูไม่รู้”

            “ช่วงนี้นอนน้อยมึงคงหลอนไปเอง เดี๋ยวเรากลับกันเลยมั้ยมึงจะได้ไปพัก”

            ผมไม่ได้เถียงต่อนอกจากทำตามคำแนะนำของอีกฝ่าย ถึงตอนนี้...เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าสิ่งที่เห็นก่อนหน้านั้นเป็นอาคเนย์จริงๆ หรือตัวผมกันแน่ที่สร้างภาพหลอนขึ้นมาเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

            หนึ่งปีกับอีกสามเดือนนับตั้งแต่อาคเนย์จากไป...

            ผมอยากเริ่มต้นใหม่ อะไรก็ได้ที่ช่วยให้หลุดจากวงจรที่เป็นอยู่นี้ ไอ้เพื่อนมันเลยคะยั้นคะยอให้หาใครสักคนมาเป็นเพื่อนคู่คิด หลังจีนจากไปผมก็ไม่เคยคบใครเป็นจริงเป็นจังอีกเลย จะมีก็แต่คู่นอนซึ่งก็ไม่ได้ช่วยให้ผมดีขึ้นหรือหายจากอาการวิตกกังวล

            “พี่บูอยากกินอะไร” แต่แล้ววันหนึ่งผมก็ได้เจอกับคนที่จะมาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป

            “แล้วแต่พายจะสั่งให้เลย”

            “งั้นเอานี่มั้ย” เธอชี้ไปตรงสมุดเมนูอาหาร จากนั้นก็เงยหน้าสบตาคล้ายจะถามความเห็น ผมพยักหน้าทันที เธอเป็นรุ่นน้องที่คณะกำลังเรียนอยู่ปีสอง รู้จักกันผ่านการแนะนำของเพื่อน...เพื่อน และก็เพื่อนอีกทีหนึ่ง

            พายเป็นคนน่ารักแถมแตกต่างจากทุกคนที่ผมเคยคบ เธอไม่มีอะไรเหมือนจีน แต่มีบางอย่างที่ผมชอบเธอ

            “ยิ้มอะไรพี่บู” ใบหน้าขาวเงยขึ้น

            “เปล่า”

            “ก็เห็นยิ้มกว้างอยู่เนี่ย พายมีอะไรแปลกไปเหรอ”

            “ไม่มีหนิ แค่พี่ชอบตอนพายยิ้ม”

            “จริงดิ”

            “อืม...”

            เธอมีรอยยิ้มเหมือนอาคเนย์

            “งั้นเดี๋ยวจะยิ้มกว้างๆ ให้เลย แล้วอย่าล้อว่าเค้าเหมือนคนบ้...” ผมละความสนใจจากใบหน้าของเธอเมื่อเห็นใครคนหนึ่งที่เพิ่งเดินผ่านหน้าร้านไป กระจกใสซึ่งกั้นเราเอาไว้ทำให้ผมเข้าถึงตัวอีกฝ่ายไม่ได้ แต่ร่างกายก็ยังคงมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรวดเร็วด้วยการวิ่งออกจากร้าน

            “เนย์! หยุด ไอ้เนย์” ขายาววิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่ลดละ สักพักทุกอย่างก็เป็นเหมือนเดิมตรงที่ใครคนนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย

            “โธ่เว้ย!” อยากตีอกชกหัวตัวเอง อาละวาดให้พอเพื่อระบายความรู้สึกอัดอั้นที่มีในอก สุดท้ายก็จำต้องเดินคอตกกลับมายังโต๊ะ ปกติพายมักจะยิ้มแย้มแล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้นเสมอ ทว่าครั้งนี้เธอกลับทำหน้านิ่งไม่เอ่ยอะไรออกมาผมเลยต้องเป็นฝ่ายเริ่ม

            “ขอโทษที พอดีเหมือนเจอคนรู้จัก”

            “พี่เนย์เหรอ” คราวนี้ผมพยักหน้าแทนคำตอบ “พี่รู้ตัวมั้ยว่าวิ่งตามเขาไปกี่ครั้ง แล้วพี่รู้ตัวหรือเปล่าว่าคนที่พี่วิ่งตามอาจไม่ใช่พี่เนย์จริงๆ”

            “กินเถอะ กับข้าวมาแล้ว” ผมเบี่ยงประเด็น

            “ไม่ไหวแล้วนะ”

            “...”

            “สามรอบ”

            “อะไร”

            “สามรอบที่พี่เอาแต่วิ่งตามหาเขา และเป็นอีกนับสิบๆ รอบที่ทำอย่างนี้ตอนอยู่กับพาย ใครสำคัญกับพี่กันแน่ คือถ้าพายไม่สำคัญเราก็เลิกกันไปเลยดีกว่า” น้ำเสียงเจือสะอื้นดังผะแผ่ว เธอไม่ใช่คนขี้โวยวายแต่ก็รู้ดีว่าผมทำให้เธอต้องเจ็บปวด

            ซึ่งมันก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องมารับจากคนเหี้ยๆ เลยสักนิด

            “อืม ถ้าพายอยากเลิกก็เลิกเถอะ”

            “พี่บูไม่คิดจะแก้ตัวหน่อยเหรอ อะไรก็ได้ที่...”

            “เลิกเถอะจะได้ไม่มีใครต้องเจ็บอีก”

            ให้เป็นผมได้มั้ยที่เจ็บปวดเพียงคนเดียว ให้เป็นผม...ที่จมอยู่กับมันโดยไม่ต้องมีใครเข้ามาแชร์ความเจ็บนั้นอีก

 

 

 

 

 

 

 

 

          บู กูอยู่ตรงนี้

          มึงรอก่อนนะเนย์ เดี๋ยวกูจะรีบข้ามถนนไป

          อย่าข้ามมาเลยเสียเวลาเปล่าๆ

          รอกูก่อน เนย์!’

          อาจจะต้องไปอีกแล้ว

          เนย์

          กูเป็นฆาตกร

          ไม่ใช่ มึงไม่ได้เป็น

          มึงบอกว่ากูเป็นฆาตกร กูอยู่ที่นี่ไม่ได้

          ‘…’

          เป็นฆาตกร มึงเรียกกูว่าฆาตกร

 

            หนึ่งปีกับอีกหกเดือนหลังอาคเนย์จากไป ผมฝันอีกครั้ง...

            ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาไม่หยุด เรื่องราวในอดีตหลั่งไหลราวกับสายน้ำถึงอยากลืมแค่ไหนก็ทำไม่ได้ ปฏิเสธไม่เคยได้ว่าครั้งหนึ่งเคยยัดเยียดคำว่าฆาตกรให้กับไอ้เนย์ ครั้งหนึ่งเคยทำร้ายจิตใจมันอย่างแสนสาหัสโดยไม่เคยรู้สึกผิด พอวันที่มันจากไป ผมกลับต้องจมอยู่กับคำพูดในอดีตและความฝันที่หาทางออกไม่เจอ

            ไอ้เนย์ยังวนเวียนอยู่แบบนั้นพร้อมกับจากไปในทุกคืน

            ผมเหนื่อยกับการจากลา ขณะเดียวกันความรู้สึกผิดก็ยิ่งมากขึ้นเป็นเท่าทวี วันคืนที่มีความสุขหายไปตั้งแต่อุบัติเหตุเมื่อหลายปีก่อน แล้วหลังจากนั้นผมก็จมอยู่ในขุมนรกที่ร้อนที่สุดหลังอาคเนย์หายตัวไปเช่นกัน จริงอยู่ทุกชีวิตต้องเดินไปข้างหน้าแต่ผมกลับยังติดอยู่ที่เดิม

            “จะทำยังไง...” ถามตัวเองซ้ำๆ ในทุกคืน สุดท้ายก็ไม่มีใครให้คำตอบได้

            ไอ้ดิน

            จู่ๆ ชื่อที่ลืมเลือนไปนานก็ผุดขึ้นมาในสมอง นานมาแล้วที่เราเคยคุยกัน มันรู้ว่าไอ้เนย์อยู่ไหน ไวเท่าความคิดผมรีบลุกออกจากเตียง สวมเสื้อผ้าลวกๆ จากนั้นก็ขับรถออกไป ผมรู้จักห้องของมัน รู้ดีว่าเวลานี้อีกฝ่ายคงกำลังนอนฝันหวานอยู่ แต่ความต้องการที่มีมากจนล้นก็ควบคุมไม่ได้เช่นกัน

            ก๊อกๆๆ

            มือขวาเคาะลงบนประตูไม้สองสามครั้ง ผมยืนหอบหายใจอยู่ตรงหน้า รอเวลาให้เจ้าของห้องเปิดประตูด้วยใจกระวนกระวาย เคาะครั้งแรกยังไม่มีการตอบรับผมก็เคาะอีกเรื่อยๆ จนได้ยินเสียงโวยวายดังขึ้นจากด้านใน

            “ใครวะ มาทำไมเอาป่านนี้” ไอ้ดินอยู่ในสภาพเมาขี้ตา ทว่าหลังจากเห็นผมดวงตาสองข้างก็เบิกโพลง

            “มึงมาทำอะไรที่นี่วะ”

            “ไอ้ดิน ที่มึงเคยถามกูเมื่อปีก่อน กูรู้แล้ว”

            “อะไรของมึง”

            “ในวันนั้นมึงถามว่าถ้าเจอกับไอ้เนย์กูจะบอกอะไรมัน”

            “...”

          “กูจะบอกว่าขอโทษ ขอโทษกับเรื่องที่ผ่านมา”

            ไม่เคยเลยสักครั้ง ผมไม่เคย...ขอโทษอาคเนย์กับสิ่งที่ทำลงไป จะมานึกถึงก็ตอนที่อีกฝ่ายจากไปไกลแล้ว

            “กูแค่อยากเจอมัน อยากขอโทษกับมันด้วยตัวเอง เพราะงั้น...” ผมกลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “มึงบอกกูได้มั้ยว่าไอ้เนย์อยู่ที่ไหน”

            เพียงเสี้ยววินาทีที่เอ่ยประโยคนั้นจบไอ้ดินก็หัวเราะออกมา

            “ดีใจที่มึงสำนึก แต่กูก็มีเรื่องจะบอกมึงเหมือนกัน”

            “...”

            “คือในวันนั้นกูโกหกมึงว่ะ ความจริงกูไม่รู้หรอกว่าไอ้เนย์ย้ายไปอยู่ที่ไหนหรือเป็นยังไง”

            “มึงโกหก!” ความอดทนขาดผึง ผมถลาเข้าไปกระชากคอเสื้อของคนตรงหน้า ออกแรงเขย่าไปมาจนหัวสั่นคลอนแต่กลับได้ยินเพียงเสียงหัวเราะชวนปวดประสาทดังเดิม

            “ต่อให้ฆ่ากูจนตาย มึงก็ไม่ได้คำตอบอะไรหรอก เพราะอะไรรู้มั้ย...”

            “...”

            “มึงมาช้าไป มารู้ตัวเอาป่านนี้มันสายไปแล้วจริงๆ”

            มือที่จับคอเสื้ออีกฝ่ายค่อยๆ คลายออก ผมถอยเท้าออกมา ร่างกายสั่นเทาไปซะทุกส่วนเลยทำได้เพียงยืนอยู่นิ่งๆ มองดูประตูไม้สีขาวปิดตัวลงโดยผู้เป็นเจ้าของ

            ลืมไปซะสนิท โลกนี้มีคำว่าสายเกินไปและผมคงไม่มีวันได้เจอกับใครคนนั้นอีกแล้ว

            “อาคเนย์...” ผมเรียกชื่อเขาก่อนหมุนตัวออกมา เดินลงบันไดไปทีละก้าว ผมยังจำได้ดีครั้งหนึ่งไอ้เนย์เคยบอกเอาไว้ว่าการนับเลขช่วยให้รู้สึกดีขึ้น ผมไม่เคยทำมาก่อนแต่วันนี้กลับอยากลองดูบ้าง

            “อาคเนย์หนึ่ง อาคเนย์สอง อาคเนย์สาม อาคเนย์สี่...”

            ต่อให้นับจนตายก็คงไม่มีทางได้คืนมา ถึงตรงนี้ชีวิตอาจมีทางออกสำหรับความเจ็บปวดเพียงทางเดียว นั่นคือปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่มันควรเป็น

            เพราะบางอย่างที่สูญหาย อาจหาเจอได้ในความทรงจำ

 

 

 

 

 

 

 

            สองปีหลังอาคเนย์จากไป...

            ยาคลายเครียดหมดไปอีกหนึ่งกระปุก และผมก็กินเม็ดสุดท้ายไปตั้งแต่เมื่อคืน ตื่นขึ้นมาก็ยังคงรู้สึกเหนื่อยเหมือนเดิมเพราะจมอยู่กับความฝันแสนยาวนาน

            วันนี้ท้องฟ้าสดใส วันใหม่เริ่มต้นขึ้น ผมอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดนักศึกษา จากนั้นก็มานั่งกินอาหารเช้าที่อุ่นด้วยไมโครเวฟ ค่อยๆ ละเลียดกินมันอย่างช้าๆ ไม่เป็นไรหรอก อีกหน่อยเวลาในชีวิตก็จะเหลือมากพอให้ทำอะไรได้อีกหลายอย่าง

            ผมจะนอนได้มากขึ้น ขับรถไปมองรั้วบ้านของไอ้เนย์ได้บ่อยขึ้น หรือที่ตลกหน่อยก็ตรงที่ผมสามารถวิ่งเล่นซ่อนหากับมันได้ทั้งวัน ไม่อยากเหนื่อยอีกแล้วแต่ก็คงต้องกัดฟันทำมันต่อไป

            โทรศัพท์มือถือซึ่งวางอยู่ข้างตัวถูกกดต่อสายหาใครคนหนึ่ง รอเพียงครู่เดียวถึงได้รับการตอบกลับ

            “แม่ วันนี้ผมจะกลับบ้านนะครับ อืม...ครับ” ผมพูดแป๊บๆ ก็รีบวางสาย

            กินข้าวเสร็จก็ไม่ลืมหยิบช้อนและจานวางไว้ตรงซิงก์น้ำ จากนั้นจึงหันไปจัดเตรียมเอกสารบางอย่างใส่กระเป๋า ไม่ต้องใช้หนังสือเรียน ไม่ต้องมีชีท ไม่ต้องมีไอแพดสำหรับจดเล็กเชอร์ ต่อจากนี้บูรพาจะมีเวลาว่างพอ และสองปีที่ต้องฝืนกับความสับสนต่างๆ ควรจบลงได้สักที

            หมอคือความฝันของผม แต่บางครั้งก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงอยากหยุดเดินในเส้นทางนี้ ใครถามผมคงตอบได้ไม่เต็มปากว่าได้เจอสิ่งที่ชอบกว่า

            จริงๆ จะบอกว่าตัวเองไม่เหมาะจะเป็นหมอก็อาจเป็นเหตุผลที่ดีที่สุด

            เมื่ออาทิตย์ก่อนรถยนต์ของผมถูกส่งเข้าศูนย์เนื่องจากอุบัติเหตุเล็กๆ ละแวกคอนโด ทำให้ต้องใช้ขนส่งสาธารณะเป็นหลักจนกว่ารถจะซ่อมเสร็จ

            เวลาเจ็ดโมงเช้าเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ชาวออฟฟิศคงกำลังแย่งขึ้นรถไฟเพื่อไปทำงาน บางคนยังเตรียมพรีเซ็นต์ไม่เสร็จ นิสิตชั้นคลินิกคงกำลังหัวหมุนกับคนไข้ ส่วนผมกลับรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมากกว่าทุกวัน เพราะแต่ละก้าวที่เดินไปข้างหน้ามันไม่เหลือความลังเลเอาไว้เลย

            วันที่มึงตัดสินใจลาออกจากคณะตอนนั้นมึงรู้สึกยังไงวะเนย์ มึงยังคงยิ้มเหมือนกูในตอนนี้มั้ย หากใช่...นั่นคือการตัดสินใจที่ดีแล้ว

            มึงอยากเป็นวิศวกรมาตลอด ถึงตอนนี้ไม่ว่ามึงจะอยู่ที่ไหนกูก็เชื่อมั่นว่ามึงคงกำลังทำตามความฝันอยู่แน่ๆ ส่วนทางนี้ถึงไม่รู้ว่าออกไปแล้วจะต้องทำอะไร แต่กูคิดว่าอีกไม่นานคงได้รู้

            ติ๊ด!

            ผมแตะบัตรที่เครื่อง เดินเข้าไปในพื้นที่ชานชาลาอย่างไม่เร่งร้อน จดหมายลาออกถูกเตรียมและเก็บอย่างดีในแฟ้มเอกสาร ตอนที่ตัดสินใจว่าจะลาออกจากการเรียนหมอผมไม่ได้ปรึกษาใครเลย จนตอนนี้ผมก็ยังคุยแค่กับตัวเอง

            แม่พูดกับผมน้อยลงเหมือนกับว่าความผิดที่เคยก่อไว้กำลังวกกลับมาทำร้ายอย่างสาสม เพื่อนที่อยู่ด้วยกันก็มีชีวิตและความสนใจที่ต่างกัน จะให้มานั่งเฝ้าเป็นกำลังใจให้คนที่นานๆ เข้าเรียนทีก็คงดูไร้เหตุผล อีกอย่างถึงผมไม่ออกตอนนี้อีกไม่นานทางคณะก็ต้องส่งจดหมายรีไทล์ไปที่บ้านอยู่ดี

            สู้ออกตั้งแต่ตอนนี้แหละดีแล้ว ความฝันเหี้ยอะไรช่างแม่ง เดินไปก็ไม่รู้จะเจ็บอยู่หรือเปล่า

            เท้าสองข้างหยุดลง ผมยืนอยู่ตรงพื้นที่สำหรับรอรถกับคนอื่นๆ อีกมากมาย รถไฟฟ้ากำลังมาในไม่ช้า ผมก้มมองนาฬิกาเรือนเดิมที่ไอ้เนย์มอบให้เป็นของขวัญ จากนั้นก็เริ่มนับเลขตามจังหวะการเคลื่อนที่ของเข็มวินาที

            หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก...

            นับไปเรื่อยๆ จนกว่าการรอคอยจะสิ้นสุดลง

            “หนึ่งร้อยสามสิบสอง หนึ่งร้อยสามสิบสาม...” เสียงเคลื่อนตัวของรถไฟฟังดังในโสตประสาท อีกไม่นานมันจะจอดสนิทลงตรงหน้าแล้วพาผมเดินทางไปยุติความฝันในวัยเด็ก

            ยังไงฝันก็เป็นแค่ฝันอยู่วันยังค่ำ

            โฟกัสสายตาละจากนาฬิกาข้อมือเงยขึ้นมามองพื้นที่โดยรอบ ไม่รู้อะไรดลใจเหมือนกัน แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นผมดันไปเห็นคนหน้าเหมือนไอ้เนย์ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามอีกแล้ว ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่ามันไม่จริง

            แม้พยายามสะบัดไล่ความคิดเลอะเลือนออกจากหัว ทว่าสองเท้ากลับไม่เชื่อฟัง มันคงไม่เป็นไรหรอกหากลองวิ่งตามเหมือนทุกครั้ง

            โชคร้ายหน่อยที่รถไฟเคลื่อนมาจอดบังผมจึงไม่เห็นว่าคนตรงหน้าใช่อาคเนย์จริงมั้ย ดังนั้นสมองเลยสั่งการให้รีบหมุนตัวเปลี่ยนจากเดินเป็นวิ่งเพื่อข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งก่อนรถไฟอีกสายจะมาถึง ต่อให้ครั้งนี้ไม่ใช่มันผมก็ดีใจที่ได้วิ่งตาม ต่อให้ครั้งนี้จะล้มเหลวอีกแค่ไหนผมก็จะไม่เสียใจอีก

            ห้าสิบสามก้าว ห้าสิบสี่ก้าว ห้าสิบห้าก้าว...

            “เนย์! ไอ้เนย์”

            รถไฟอีกฝั่งมาจอดเทียบท่าแล้ว ผมวิ่งกระหืดกระหอบเรียกชื่อของคนในความทรงจำแม้จะไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่ในม่านสายตาแล้วก็ตาม

            “อาคเนย์”

            ผมกัดฟันใช้แรงที่เหลืออยู่ไปให้ทันก่อนประตูจะปิดทว่าเท้าสองข้างกลับชะงักค้างไม่ยอมก้าวขึ้นรถ ไม่ใช่เพราะคนในรถไฟขบวนนี้อัดแน่นจนเต็มอัตรา แต่เป็นเพราะคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าประตูกลับเป็นคนที่ผมพยายามตามหามาตลอดต่างหาก

            เป็นอาคเนย์จริงๆ มันยืนอยู่ตรงนี้เพียงเอื้อมมือ

            ยังตัวเล็กเหมือนเดิม น่ารักเหมือนเดิม เป็นอาคเนย์คนเดิมที่ผมเคยรู้จัก

            “จะขึ้นมั้ยครับ” ผู้ชายคนข้างๆ เอ่ยถามแต่ผมดันน้ำท่วมปากเกินกว่าจะพูดออกไป

            แปลกดีเวลาเพียงไม่กี่วินาทีก่อนประตูจะปิดลงเราได้สบตากันอีกครั้ง โคตรไม่เข้าใจในตัวเองเลย มีคำพูดมากมายที่อยากบอกหลังไม่ได้เจอกันในรอบสองปี

            ทว่าผมกลับทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการร้องไห้ออกมา

            รถไฟเคลื่อนตัวไปข้างหน้า แต่ภาพใบหน้าเฉยชาของมันกลับฝังอยู่ในความรู้สึกของผมไม่จาง สองปีแล้วที่เราไม่ได้เจอกัน สองปีแล้วที่ไม่ได้มีโอกาสพูดคำว่าขอโทษจากใจให้ได้ยิน ผมรู้ดี...โลกนี้มีคำว่าสายไป

            วันนี้มันมากับผู้ชายตัวสูงคนหนึ่ง ต่างคนต่างจับมือกันแน่นดูก็รู้ว่าความสัมพันธ์คงมากเกินกว่าเพื่อน

            ควรดีใจแล้วไม่ใช่เหรอวะ ทำไมถึงได้ร้องไห้อยู่อีก

            ระยะเวลาสองปี

          อาคเนย์เดินไปข้างหน้าไกลแล้ว ส่วนบูรพายังคงอยู่ที่เดิม...

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.316K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,363 ความคิดเห็น

  1. #3350 mp37gb (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 / 01:55
    สะใจโว้ยยย
    #3,350
    0
  2. #3329 JINGJOBAR (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 / 19:02
    ชั้นเข้าใจทุกคนอ่า แงงงเส้าชิบหายนิยายไรเนี่ยยน
    #3,329
    0
  3. #3305 ผู้ชายที่ชอบทะเล (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2563 / 17:19
    ทำอะไรไว้กับใครไว้ ก็จะได้อย่างนั้นกลับคืนอย่างร้อยเท่าพันทวีคูณ
    #3,305
    0
  4. #3272 KatCher (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 17:41
    เจ็บดีเนอะบูรพา!!!!!
    #3,272
    0
  5. #3250 yooyang (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2563 / 20:24
    เห้อออออ
    #3,250
    0
  6. #3241 touktickmeena (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 / 15:57
    บางทีบูรพาคงต้องได้รับบทเรียนที่อาคเนย์เคยเรียนบ้าง จะได้เข้าใจว่าชีวิตเป็นยังไง
    #3,241
    0
  7. #3235 Nielongforever9 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 / 21:27

    เจ็บซะบ้างนะบูรพา

    #3,235
    0
  8. #3223 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 / 09:01

    บางทีความเจ็บปวดก็เป็นกำลังสำคัญในการที่เราจะก้าวเดินต่อไปข้างหน้า

    Take cate คับ

    #3,223
    0
  9. #3204 Bea1_ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 03:34
    เนย์ก็เคยรู้สึกแบบนี้นะบู
    #3,204
    0
  10. #3201 miemieYG (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 02:14
    ปล่อยเนย์ไปเหอะ แล้วเริ่มต้นใหม่ซะ
    #3,201
    0
  11. #3175 trois.z (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2563 / 10:44
    เนย์เค้าเริ่มต้นใหม่แล้ว แต่บูกลับยังอยู่ที่เดิม บูก็ควรเดินไปข้างหน้าเหมือนกัน ความรู้สึกที่มันติดค้างให้จบ แล้วต่างคนต่างไปใช้ชีวิตของตัวเองดีกว่ามั้ย
    #3,175
    0
  12. #3156 YWDF (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 22:25

    เจ็บแค้นเคืองโกรธโทษฉันใย~
    #3,156
    0
  13. #3147 Error_ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 09:03
    2 ปีกับการรอคอยอันยาวนาน :)
    #3,147
    0
  14. #3139 ริษา (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 18:09

    เขาไม่ใช่ของแกอีกต่อไปบูรพา....ปล่อยเขาไปเถอะถือว่าขอ

    #3,139
    0
  15. #3109 427799 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2563 / 01:55
    อยากหักข้อเท้าแกว่ะบู
    #3,109
    0
  16. #3068 ketsakarnza2547 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 09:04
    เข้าใจแล้วใช่มั้ยบู ว่ามันทรมานขนาดไหน
    #3,068
    0
  17. #3025 Mei1080 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 19:46
    ถ้าเเม่ของจีนบอกความจริงบูเเต่เเรกเรื่องไม่เเย่ขนาดนี้อะ เด็ก2คนคงไม่เป็นเเบบนี้อะ
    #3,025
    0
  18. #3010 1443 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 13:15

    อ่านไปสมน้ำหน้าไปด้วยหุๆ

    #3,010
    1
    • #3010-1 MATINEEMAY(จากตอนที่ 9)
      28 เมษายน 2563 / 15:57
      เบาได้เบา รอยยิ้มชั่วร้ายมาก55555
      #3010-1
  19. #3006 nattakritta222 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 17:57
    ใจหนึ่งก็สมน้ำหน้าบูนะที่เป็นแบบนี้ แต่อีกใจก็สงสารเพราะบูก็สำนึกผิดแล้ว อีกอย่างคนที่ผิดก็คือแม่ของจีนที่ไม่ยอมบอกความจริงบู จนทำให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้
    #3,006
    0
  20. #3000 Pae29 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 00:57

    ชอบคำพูดของ แม่บูรพา “ทำกับเขาขนาดนั้น ยังจะตามเขากลับมาอีกเหรอ” ร้องจ้าาา ปล่อยเนย์ไปเถอะ ถือว่าขอ

    #3,000
    0
  21. #2984 namkhang43 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 11:27
    ก้าวไปข้างหน้าทีเถอะ

    สงสาร
    #2,984
    0
  22. #2958 parida666 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 เมษายน 2563 / 12:36

    ตื่นแล้ว กลับมาอ่านน้ำตาก็็ยังไหลอยู่ดี

    #2,958
    0
  23. #2929 elle000 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 02:54
    โห ใช้อีกคนเพื่อทดแทนอีกคน โคตรสุดเลยพี่
    #2,929
    0
  24. #2926 elle000 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 02:48
    เลิกยุ่งกับเขาเถอะ ทำเขาไว้ขนาดนั้นยังอยากจะเจอเขาอีกเหรอ
    #2,926
    0
  25. #2903 jellybear (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 มีนาคม 2563 / 12:09
    อึนไปหมดเลย
    #2,903
    0