อาคเนย์ - end

ตอนที่ 8 : 07 :: Time machine

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 37,115
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3,050 ครั้ง
    1 ส.ค. 62




CHAPTER 7

TIME MACHINE

 

 

ทหารที่ไปสงครามถึงจะโชคดีรอดชีวิตกลับมาได้

แต่พวกเขาก็ไม่มีทางกลับมาเป็นคนเดิมได้อีก

ผมเองก็เช่นกัน...

 

 

            ตั้งแต่เล็กจนโต ผมจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองได้สูญเสียของรักไปแล้วเท่าไหร่

            ของเล่นชิ้นแรกพังคามือ รองเท้าคู่โปรดหายไประหว่างถอดทิ้งไว้ที่สนามเด็กเล่น พ่อจากไปในเช้าวันหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนที่ผมไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อ แม่หัวใจแตกสลายจากอุบัติเหตุในคืนนั้น หรือแม้กระทั่งรักแรก...ก็ยังรักษาเอาไว้ไม่ได้ คิดดูแล้วชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้มันแทบไม่หลงเหลืออะไรในอดีตเอาไว้เลย

            แท็กซี่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าบนถนนสายหนึ่งที่การจราจรค่อนข้างบางเบา ผมปาดน้ำตาออกจากแก้มพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง เส้นทางที่กำลังไปเริ่มไม่คุ้นตาแต่ผมก็ยังยืนยันหนักแน่นที่จะไป อาจเพราะไม่อยากฝันอีกเลยต้องออกไปเผชิญความจริงด้วยตัวเอง

            “ที่นี่ใช่มั้ย” คุณลุงคนขับแท็กซี่ถาม

            “ผมไม่แน่ใจ แต่จอดตรงนี้แหละครับ”

            ตัวเลขบนมิเตอร์หยุดลง ธนบัตรใบห้าร้อยถูกส่งให้คนเบาะหน้าก่อนผมจะได้รับเงินจำนวนหนึ่งกลับมา

            นาฬิกาบนมือถือบ่งบอกว่าตอนนี้เป็นเวลาตีหนึ่งกว่าแล้ว รอบตัวเงียบสงัด แต่ผมก็ยังแบกหัวใจพังๆ เดินไปตามฟุตบาธภายในโครงการหมู่บ้านแห่งหนึ่ง พ่อเคยบอกว่าหากวันไหนคิดถึงก็อยากให้แวะเวียนมาบ้าง ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันนี้ วันที่ตัดสินใจมาหาเขาอย่างไร้เหตุผล

            ผมจำรูปที่พ่อส่งให้ได้คร่าวๆ บ้านของเขาอยู่ในซอยที่สามนับจากทางเข้า แถมหน้าบ้านยังมีกล่องไปรษณีย์สีม่วงอยู่ตรงรั้วมันเลยไม่ยากหากเดินไปเอง

            ฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่มีในคราแรกเริ่มเจือจางลงเล็กน้อย ผมไม่ได้เดินเซทว่าก็ยังคงก้าวไปข้างหน้าได้ช้ากว่าปกติ ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล แค่เดินไปเรื่อยๆ หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว...ในที่สุดผมก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าบ้านเขา

            ชั่งใจอยู่นานจึงตัดสินใจกดกริ่งหน้าประตู ก่อนจะยัดถุงเท้าที่ถือเอาไว้ตลอดทางกลับใส่กระเป๋ากางเกงดังเดิม

            “ใครครับ อ้าว” ยังจำได้ดี เสียงที่ได้ยินบ่อยที่สุดในความทรงจำ ก่อนหน้านั้นมันเลือนรางในความฝัน หากแต่คืนนี้ทุกอย่างกลับค่อยๆ ชัดเจนทีละน้อย “เนย์...”

            “ขอโทษที่รบกวนตอนดึกๆ ครับ พอดี...พอดี...” ห่วยแตกจริงๆ แม้แต่วินาทีที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาผมก็ยังหาข้ออ้างดีๆ กับเจ้าตัวไม่ได้

            “เข้ามาก่อนสิ” พ่อไม่ได้รอฟังคำอธิบาย แต่รีบเปิดประตูให้

            “บ้านหลังนี้ใหญ่ดีเนอะ”

            “อืม”

            “ใหญ่กว่าบ้านของผมกับแม่อีก” ผมยิ้ม เดินไปข้างหน้าโดยไม่คิดสบตา

            เคยคิดมาตลอดว่าไม่มีวันที่ผมจะเหยียบมาที่นี่ คราวนี้เลยเหมือนกลืนน้ำลายตัวเองเข้าไปหลายอึก กว่าจะรู้ตัวผมก็ทิ้งก้นลงนั่งบนโซฟาตัวนิ่มซะแล้ว

            “เมาเหรอ”       

            “นิดหน่อย” ไฟตรงชั้นล่างถูกเปิดจนสว่าง พ่อเปิดตู้เย็น หยิบน้ำเปล่าออกมาพร้อมกับแก้วทรงสูง

            ดูเขาในตอนนี้ไม่เหมือนแต่ก่อนเลย เปลี่ยนไปมากทั้งชุดนอนที่สวมใส่รวมถึงท่าทางที่แสดงออกมา กำลังหวังอะไรอยู่วะ รู้อยู่แล้วว่ายังไงก็ไม่มีอะไรกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก

            “แล้วนี่ไปไหนมา” พ่อถามพลางนั่งลงข้างๆ แต่ผมเลือกขยับตัวเล็กน้อยเพื่อทิ้งระยะห่างระหว่างเรา

            “ปาร์ตี้”

            “ยังติดปาร์ตี้หนักเหมือนเดิม ดูแลตัวเองบ้าง เข้าไปเรียนหมอแล้วต้องพยายามให้เต็มที่ มันเป็นความฝันที่แกอยากทำมาตลอดเลยไม่ใช่เหรอ”

            “บ่นซะยืดยาวเลย” ไม่รู้ทำไมถึงอยากหัวเราะออกมา แต่เอาเข้าจริงกลับหัวเราะไม่ออก “ช่วงหลังมานี้ผมไม่ค่อยได้ปาร์ตี้หรอก แต่วันนี้ดันมีฉลองนิดหน่อยน่ะ” ผมกวาดตาไปรอบๆ มุมห้องนั่งเล่นของบ้านซึ่งกำลังนั่งอยู่ก็ถูกตกแต่งด้วยกล่องของขวัญและต้นคริสต์มาสไม่ต่างกัน

            “เลยเมาอย่างที่เห็นสินะ”

            “ไม่รู้สิ เวลาเมามันทำให้เราลืมได้นะ ลืมว่าพ่อหมดรักผมกับแม่แล้วจริงๆ”

            “เนย์...”

            “วันนี้วันเกิดผม”

            น้ำตาที่เคยเหือดแห้งค่อยๆ เอ่อคลอ ผมพยายามกะพริบตาถี่เพื่อไม่ให้มันไหลลงมาอย่างสุดความสามารถ คิดดูสิ ขนาดวันที่ผมลืมตาดูโลกเขายังจำไม่ได้เลย

             “ใครมาคะ” อีกฝ่ายยังไม่ทันได้ตอบอะไร คนมาใหม่ก็แทรกขึ้น

            เธออยู่ในชุดนอนสีขาว เดินลงจากบันไดชั้นสองมาอย่างช้าๆ ใบหน้าและน้ำเสียงอ่อนเยาว์แม้จะพอรู้ว่าอายุของเธอคงมากแล้ว ดูๆ ไปเธอไม่มีอะไรเหมือนแม่ของผมเลย

            “เนย์มาน่ะ คุณขึ้นไปนอนเถอะ”

            “กินอะไรมาหรือยังคะ” เธอหันมาถามผม เลยไม่รู้จะตอบอะไรนอกจากส่งยิ้ม

            ไม่นานพ่อก็เป็นฝ่ายตัดประเด็นด้วยการปราดเข้าไปพยุงเธอกลับไปยังบนห้อง ไม่ถึงห้านาทีเขาก็กลับลงมาซึ่งมันก็เป็นเวลาเดียวกับที่ผมตั้งใจเอาไว้ว่าจะกลับอยู่พอดี

            “เนย์จะไปไหน ถ้าเมาก็นอนที่นี่ก่อนมั้ย”

            “ไม่เป็นไรครับ เธอ...ท้องเหรอ” มันอดไม่ได้จริงๆ สุดท้ายก็ถามออกไปจนได้ ยิ่งตอนที่ได้เห็นหน้าท้องนูนโผล่โพ้นออกมาก็เหมือนเข็มนับพันพุ่งมาปักตรงกลางใจอย่างจัง

            “ห้าเดือนแล้ว”

            “สร้างเขาขึ้นมาก็เลี้ยงให้ดีด้วยล่ะ”

            “เนย์ สุขสันต์วันเกิดนะลูก” เจ้าของคำพูดทำหน้ารู้สึกผิด

            “ไม่เห็นต้องทำหน้าอย่างนั้นเลย ที่ผ่านมาเราก็เคยฉลองวันเกิดด้วยกันไม่ใช่เหรอ” ผมลุกขึ้นยืน สบสายตากับคนตรงหน้าอีกครั้ง “ต่อไปพ่อไม่ต้องส่งเงินมาให้ผมแล้วนะ ยิ่งมีเด็กเล็กๆ ค่าใช้จ่ายในบ้านก็ยิ่งเยอะ อีกอย่าง...ผมเองก็ไม่ได้ใช้นามสกุลของพ่อแล้วด้วย”

            “มันเป็นหน้าที่ที่พ่อต้องจ่ายอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องกังวล...” ผมเอ่ยแทรกแทบจะทันที

            “ถ้ามันเป็นเพราะหน้าที่ก็อย่าเลย เห็นทีต้องกลับแล้วครับ”

            พูดไปก็คงได้ยินแต่ประโยคเจ็บแสบที่ไม่ได้ตั้งใจของเขากลับมา ดังนั้นรีบกลับก่อนน่ะดีแล้ว คิดได้เท่านั้นจึงเดินไปสวมรองเท้าและก้าวออกจากบ้านด้วยความรู้สึกมากมายซึ่งตีวนอยู่ในหัว

            พ่อเดินตามหลังมาไม่ห่าง จวบจนวินาทีที่พาตัวเองออกมาอยู่นอกรั้วบ้านหลังนี้ผมก็ยังฉีกยิ้มให้เขา

            “ลำบากยังไงก็โทรมาได้เสมอ เงินเดือนพ่อก็ยังจะส่งให้เหมือนเดิม”

            “ผมไม่เคยถามพ่อเลย วันนี้เลยอยากถามอะไรสักข้อได้มั้ยครับ”

            “ลูกอยากถามอะไร”

            “พ่อเคย...ภูมิใจในตัวผมบ้างมั้ย”

            “ภูมิใจสิ”

            “ผมเองก็เคยภูมิใจในตัวพ่อ แต่แปลกดีที่ตอนนี้กลับไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นแล้ว”

            “...”

            “อีกอย่างเผื่อคุณยังไม่รู้” สรรพนามที่ใช้เรียกเขาเปลี่ยนไป “ความฝันของผมไม่ใช่การเป็นหมอ แต่คือการเป็นวิศวกรอย่างที่คุณเคยเป็นเมื่อสิบปีก่อนต่างหาก”

            ไทม์แมชชีนพาผมไปในวันนั้น วันที่ได้เล่าความฝันให้พ่อฟังกันสองคนก่อนมันจะพากลับมายังปัจจุบัน ผมไม่ได้เรียนวิศวะ ผมไม่ได้เป็นลูกที่ดี และคงไม่สามารถปฏิเสธได้อีกว่าในตอนนี้...ผมไม่มีพ่อที่รักผมเหมือนวันวาน

          “ลาก่อนครับ”

 

 

 

 

 

 

 

 

            นาฬิกาบนมือถือบ่งบอกเวลาตีสามสิบสองนาที ผมกลับมาถึงบ้าน พาร่างระโหยโรยแรงขึ้นไปชั้นบนที่ยังคงเปิดไฟเอาไว้อยู่ แม่ไม่ได้หลับอย่างที่คิด พอเห็นผมเปิดประตูห้องนอนเธอก็รีบปรี่เข้ามากอด

            “เป็นยังไงบ้าง” วันเกิดปีนี้ผมควรจะมีความสุขที่สุดสิ แต่ทำไม...

            “ผมเมานิดหน่อย”

            “แม่พอรู้”

            “คืนนี้ไม่อาบน้ำได้มั้ยครับ”

            “แล้วแต่ลูกเลย”

            “ผมขอนอนกับแม่ที่ห้องนี้ได้มั้ย”

            “ขึ้นมาสิ”

            ผมถูกพาไปที่เตียง ทิ้งหัวลงบนหมอนนุ่ม รอบกายถูกโอบกอดโดยคนอายุมากกว่า ฝ่ามือบางเอาแต่ลูบหลังผมไปมาคล้ายกำลังกล่อมให้หลับเหมือนตอนเด็กๆ

            “ก่อนหน้านั้นผมไปหาพ่อที่บ้าน เขาดูเปลี่ยนไปเยอะเลย ไม่เหมือนพ่อคนเดิมที่เคยรู้จัก”

            “แล้วเขาดูมีความสุขมั้ย” น้ำเสียงนั้นเรียบนิ่งจนเดาอารมณ์ไม่ถูก

            “มั้งครับ”

            “เขามีความสุขก็ดีแล้ว เพราะงั้นเราก็ต้องมีความสุขบ้าง”

            “แม่ เราจะมีความสุขได้ยังไง” มันทำได้ยากเหลือเกิน

            หลายปีมานี้ผมสลัดจากฝันร้ายในอดีตออกไปไม่ได้เลย ถึงแม้จะพยายามหลอกตัวเองและสร้างกำแพงขึ้นมาปกป้องมากแค่ไหนมันก็ไม่เคยได้ผล ผมต้องฝืนทำตัวมีความสุขต่อหน้าคนอื่น สังสรรค์และทำตัวเหลวแหลก เป็นศัตรูกับคนนั้นคนนี้ไปทั่วเพราะไม่อยากให้ใครเห็นความอ่อนแอ

            แล้วไง สุดท้ายผมก็แพ้อยู่ดี

            “ต้องเดินไปข้างหน้านะเนย์ ต้องไป เจ็บแค่ไหน เท้าเหวอะหวะแค่ไหนก็ต้องเดิน”

            “ผมกลัวครับแม่ กลัวว่าวันหนึ่งที่ผมไม่อยากเดินแล้วมันจะเหลือทางออกเดียว”

            “ถ้าลูกเลือกทางออกนั้นแล้วแม่จะอยู่ยังไง”

            เราต่างรู้ว่าทางออกที่ว่าหมายถึงอะไร และผมก็เคยเลือกมันมาหลายครั้งแล้วแต่ไม่เคยสำเร็จสักที ตอนนั้น...ผมฝืนตัวเองไม่ได้ เลยกลัวว่าวันหนึ่งผมจะทำทุกอย่างไปโดยไม่รู้ตัว

            “ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากอยู่เพื่อแม่”

            “อาคเนย์ อยู่เพื่อตัวเอง”

            “...”

            “ที่แม่อยู่ได้ทุกวันนี้เพื่อเฝ้ารอวันที่ลูกมีความสุขนะ”

            “ผมรู้” วงแขนกอดกระชับอีกฝ่ายพลางซุกหัวลงกับซอกคอของเธอ “จะพยายามครับ”

            “ดีแล้ว แม่จะอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน”

            “...”

            “ต่อให้คนทั้งโลกหันหลังให้ลูก ยังไงแม่ก็ยังอยู่ที่เดิม”

            อาคเนย์ไม่ได้โชคร้ายไปซะทุกเรื่องเสียหน่อย อย่างน้อยผมก็ยังมีแม่อยู่นี่ทั้งคน และนั่นเป็นคำพูดสุดท้ายก่อนจะส่งให้ผมเข้าไปอยู่ในความฝันที่แสนยาวนาน...

 

 

            ธันวาคม

            อาคเนย์

          ผมฆ่าคนตาย ผมทำให้จีนตาย...

          มันเป็นอุบัติเหตุนะลูก อย่าร้อง อย่าร้องเลย

          มันเป็นความผิดของผม

          เป็นความผิดของอีกฝ่ายที่ขับรถมาชนลูกกับจีนต่างหาก ไม่ต้องกลัว มันไม่ใช่ความผิดของลูกเพราะฉะนั้นต้องก้าวต่อไปนะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นลูกของแม่ก็ต้องผ่านมันไปให้ได้

          ผมจะก้าวไปข้างหน้าได้ยังไง ในเมื่อมันไม่เห็นทางเลย

          ทำได้สิ อาคเนย์เป็นคนเข้มแข็งเสมอ

          ‘…’

          และเพราะเป็นอาคเนย์ แม่ถึงเชื่อใจว่าลูกจะต้องทำได้

 

 

            พฤษภาคม

            วันนี้ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหม่นหมองแปลกๆ คล้ายกับเมฆก้อนทะมึนกำลังก่อตัว ฝนคงกำลังจะตกในไม่ช้า ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง ความคิดในหัวสะเปะสะปะจนจัดระเบียบไม่ได้ วันนี้ต้องไปเรียนแต่ลึกๆ กลับไม่อยากไปเลย...

            เพื่อนคงรออยู่ที่โต๊ะ ซื้อขนมมากองไว้จากนั้นก็ทำสงครามแย่งชิงกัน ซึ่งผมก็มักมีความสุขกับเรื่องง่ายๆ แบบนี้เสมอ

            แม่ครับ วันนี้...วันนี้ไม่ไปเรียนได้มั้ย

            ผมเดินลงไปยังชั้นล่าง บอกกับผู้หญิงที่กำลังทำอาหารอยู่ในครัวโดยไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าการกระทำทั้งหมดเป็นความจริงหรือยังอยู่ในความฝัน ปกติผมจะตื่นเต้นกับวันแรกของการเปิดเรียนเสมอ แต่วันนี้ไม่รู้เป็นอะไรถึงไม่ได้มีความรู้สึกนั้นหลงเหลืออยู่สักนิด

            ไม่สบายเหรอเนย์ ปวดหัวหรือเปล่า

          ไม่ครับ แค่...แค่ไม่อยากไป เหมือนกับว่าฝนกำลังจะตก

          วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใสนะลูก

          ผมคิดว่าอีกไม่นานมันจะตกครับ

          ได้ ถ้าอย่างนั้นก็โทรไปบอกเพื่อนด้วยนะ ส่วนแม่จะติดต่อไปหาครูประจำชั้นของลูกเอง

          ครับ

            เท้าสองข้างย่ำออกไปนอกบ้าน ผมไม่เคยสังเกตท้องฟ้าในแต่ละวันเลย ทว่าวันนี้กลับสนใจขึ้นมาเฉยๆ ก้อนเมฆสีเทาเข้มกำลังเคลื่อนต่ำลงอย่างน่ากลัว ไม่ต่างจากปีศาจร้ายในหนังสยองขวัญที่เคยดูเท่าไหร่ หากเป็นแบบนั้นเพียงชั่วพริบตาเดียวมันคงดูดกลืนผมไปจนหมด

            เนย์เป็นอะไรหรือเปล่า ลืมอะไรไว้หน้าบ้านเหรอลูก แม่เดินตามออกมา สีหน้าดูกังวลไม่น้อย ส่วนผมก็เอาแต่พูดทุกอย่างไปตามความคิด

            ท้องฟ้าวันนี้ไม่สวยเลย พายุกำลังจะมาแล้ว

            เนย์...

            ถ้าฝนตกลงมาอีกผมจะปลอดภัยเหรอครับ รถเราจะพังหรือเปล่า จะไถลไปบนถนนเหมือนที่ผมเคยเจออีกมั้ย

          เนย์ใจเย็นๆ ลูก ไม่มีพายุ ไม่มีฝน ไม่มีอะไรทั้งนั้น วันนี้ท้องฟ้าสดใส ลูกเห็นดวงอาทิตย์ตรงหน้านั้นมั้ย

          ผมไม่อยากนับเลขและเฝ้ารอให้ใครมาช่วยอีกแล้ว

          จะไม่มีเหตุการณ์ในวันนั้น แม่เดินเข้ามาประชิด เขย่าตัวผมไปมา ผมรู้...รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

            อีกไม่นาน อีกไม่นานมันจะเกิดขึ้นอีก

          ตื่นจากความฝันได้แล้วเนย์ ความเป็นจริงคือลูกยืนอยู่ตรงนี้และยังปลอดภัย

          ผมกลัว...

          ‘…’

          ถ้าไม่มีใครมาช่วย คราวนี้คงเป็นผมใช่มั้ยที่ตาย

            ไม่มีคำตอบใดหลุดออกจากปากของแม่นอกจากสีหน้าตกใจอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทุกอย่างประเดประดังเข้ามาพร้อมกันจนสุดท้ายก็ผลักดันให้ผมเผลอร้องไห้อออกมาโดยไม่รู้ตัว

 

 

            มิถุนายน

หกเดือนหลังจากเกิดอุบัติเหตุในคืนนั้น

วันนี้ต้องขอโทษคุณครูด้วยนะคะ พอดีอาคเนย์ไม่ค่อยสบายเลยจะขอลาหยุดอีกหนึ่งวัน ค่ะ...ขอบคุณมากนะคะ

โทรศัพท์บ้านถูกวางไว้จุดเดิม ผมนั่งนิ่งอยู่ตรงโต๊ะอาหาร กับข้าวแสนอร่อยฝีมือแม่พร่องลงไปเล็กน้อยแต่ร่างกายกลับไม่มีความอยากที่จะกินมันอีกแล้ว นับตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุผมใช้เวลาช่วงปิดเทอมสามเดือนอยู่กับบ้านโดยไม่ออกไปไหน และหลังจากเปิดเทอมได้ไม่ถึงสองเดือนผมก็ยังมาๆ ขาดๆ โดยไม่มีสาเหตุบ่อยครั้ง

ไม่รู้สิ บางที...มันก็ไม่มีเหตุผลรองรับหรอกว่าทำไปทำไม รู้แค่ว่าไม่อยากไป

ผมขอขึ้นไปบนห้องได้มั้ย

นั่งรอก่อนได้มั้ยลูก วันนี้พ่อจะลางานครึ่งวันแล้วพาลูกไปหาหมอ

ผมไม่ได้ป่วยสักหน่อย

แค่ให้หมอช่วยดูอาการให้เท่านั้น ไม่ต้องกลัวนะ

ทุกอย่างยังคงปกติดีครับแม่ อีกอย่าง...วันนี้เหมือนฝนจะตกด้วย ถ้าเราออกไปแล้วเกิดอุบัติเหตุจะทำยังไง

ท้องฟ้าของลูกดูหม่นอีกแล้วนะแม่พูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

ผมเองก็ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะอะไร ทำไมท้องฟ้าไม่เคยสดใสเลย แม่...

หืม

เมื่อคืนผมฝันเห็นจีนด้วย เธอบอกว่าจะมารับผมไปที่ไหนสักแห่ง ที่นั่นมีท้องฟ้าสดใส แสงแดดตอนเช้าก็อบอุ่น ผมอยากไปในที่แบบนั้น แม่ว่า...

อาคเนย์! จีนไม่อยู่แล้วนะ

ไม่จริง เธอไม่เคยไปไหนแต่แม่ไม่เคยรู้

...

เธอมาอยู่กับผมได้เดือนกว่าๆ แล้วนะ

 

 

คืนหนึ่งกลางเดือนมิถุนายน

แม่ครับ ผมขอออกไปเดินสูดอากาศข้างนอกหน่อยได้มั้ย

งั้นรอก่อนนะลูก เดี๋ยวแม่ทำกับข้าวเสร็จ... ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายพูดจบประโยคผมรีบเอ่ยแทรกทันที

ไม่ต้องหรอกครับ ผมไปแค่นี้เองแล้วจะรีบกลับมาก่อนฝนตกนะครับ

พูดจบผมไม่รอช้าคว้ารองเท้าขึ้นมาสวมแล้วเดินออกไปโดยไม่รอฟังคำทัดทานใดๆ จากแม่ แถวหมู่บ้านมีสวนสาธารณะอยู่ ผมมักมาเดินเล่นที่นี่เวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับความกังวลและอยู่ในอารมณ์เครียดจัด ยิ่งมาดึกเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเพราะมันค่อนข้างเงียบสงบ

อาคเนย์ ผมยิ้มออกมาทันทีเมื่อได้ยินเสียงหวานดังก้องในโสตประสาท

จีน

เธอบอกว่าชอบที่นี่ ผมเองก็ชอบไม่ต่างกัน

คืนนี้เล่นน้ำกันมั้ย เธอเอ่ยชวนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

ผมไม่สนใจหรอกว่านี่คือเรื่องจริง ความฝัน หรือจินตนาการที่สมองได้สร้างขึ้น แต่อย่างน้อยมันก็สามารถปลอบประโลมให้ผมไม่ต้องรู้สึกผิดที่ทำให้อีกฝ่ายต้องมารับเคราะห์กับเหตุการณ์ในคืนนั้น เห็นมั้ย...ตอนนี้จีนก็ยังมีความสุขดี

อย่าไปเลย มันมืดน้ำเสียงที่ตอบกลับคล้ายกับหุ่นยนต์อัตโนมัติ

เดินลงมาสิ น่าสนุกนะ

ไม่เอา เรากลัว...

กลัวเปียกเหรอ ถ้าฝนตกเนย์ก็เปียกอยู่ดี

‘…’

มาเถอะ ใต้น้ำมันสวยมากนะ เนย์ไม่อยากรู้สึกดีเหรอ เจ้าตัวไม่ได้สนใจสิ่งที่ผมพูด แต่เลือกหมุนตัวเดินลงไปในน้ำอย่างช้าๆ ผมชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงตัดสินใจก้าวขาไปข้างหน้าราวกับต้องมนต์ เบื้องหน้ามีก้อนหินจำนวนมากเรียงรายอยู่ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมความคิดเบื้องลึกถึงสั่งให้เอื้อมมือหยิบหินพวกนั้นขึ้นมา รู้ตัวอีกทีร่างกายมันก็ทำตามคำสั่งนั้นอย่างไม่มีเงื่อนไขซะแล้ว

หนึ่งก้อน สองก้อน สามก้อน...

หนักนะแต่ก็อยากแบกมันไว้ จากนั้นก็พาตัวเองลงไปในน้ำ

จีนอยู่ตรงนั้น เธอไม่เคยหายไปไหน เราได้ทำอะไรด้วยกันมากมายราวกับที่นี่ถูกสร้างไว้สำหรับเราทั้งคู่ ใต้น้ำคงสวยงามมากสินะ อืม...ผมเองก็คิดอย่างนั้น

 

 

กรกฎาคม

หมอวินิจฉัยว่าผมมีอาการ PTSD[1] เรื้อรัง

แม่...ผมไม่อยากอยู่แบบนี้ ไม่อยากทรมานแบบนี้ ช่วยผมด้วย...ช่วยที

            น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลอาบแก้ม ผมซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม รอบกายคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นของสารเคมีเจือจางในโรงพยาบาล

            ทุกวันที่ตื่นขึ้นมารับรู้ได้แต่ความเศร้าหมอง ไม่มีวันใหม่ ไม่มีก้อนเมฆและแสงแดดสดใส ผมจมอยู่กับเตียงหลังเดิมอย่างสิ้นหวัง ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ผมไม่สามารถควบคุมความรู้สึกของตัวเองได้อีก จนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของร่างกายโทรมๆ ที่ชื่ออาคเนย์

          อดทนอีกหน่อยนะลูก อีกไม่นานลูกก็จะหาย

          ผมกลัว

            ถ้าเกิดไม่หายชีวิตหลังจากนี้จะเป็นยังไง

            ไม่มีใครให้คำตอบได้ ทุกคนเอาแต่บอกว่าให้อดทน อีกไม่นานทุกอย่างจะผ่านไป เมื่อไหร่ล่ะ...ผมถามซ้ำๆ นับตั้งแต่อุบัติเหตุในครั้งนั้นทุกอย่างก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละน้อย แรกๆ ผมยังปกติดี ยังปลอบใจตัวเองว่าจะข้ามผ่านทุกอย่างไปได้ แต่พอนานวันเข้า...กลับหนักหนากว่าเดิมราวกับแบกโลกไว้ทั้งใบ

          ไม่กินยาได้มั้ย

            คนฟังส่ายหน้า

            ไม่ถามผมถึงเรื่องคืนนั้นได้มั้ย ผมไม่อยากพูด...

          เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป’

          แม่พูดแต่คำว่าเดี๋ยวๆ สุดท้ายผมก็ไม่เคยผ่านมันไปได้เลย

          ...

          ผมไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไปทำไมในเมื่อตื่นขึ้นมาก็ต้องทรมานอยู่ดี

            ในคืนนั้นผมตัดสินใจว่าจะไม่ทนเจ็บปวดอีก ด้วยการหยิบปลอกหมอนขึ้นมารัดคอตัวเอง...

 

 

            สิงหาคม

            ผมแอดมิดเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม และก็อยู่ที่นี่มายาวนานนับเดือน แต่ละวันผันผ่านอย่างทรมานเพราะต้องต่อสู้กับฝันร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง หมอบอกว่าผมต้องเข้ารับการรักษาจากอาการที่เป็นอยู่

            ต้องรับยาหลายแขนงที่เขาให้ พอกินทีมันก็ไม่เคยดีขึ้น หนำซ้ำอาการยิ่งแย่กว่าเดิม

            แม่ ผมไม่อยากกินยาแล้ว

            พร่ำบอกทุกวัน ร้องไห้อยู่อย่างนั้นเพื่อให้อีกฝ่ายเห็นใจแต่มันก็ไม่เคยได้ผล

            ผมไม่ได้อยากทำจิตบำบัด ไม่ได้อยากถูกสะกดจิต ไม่ได้อยากพาตัวเองกลับไปในช่วงเวลาเลวร้าย ทุกคนเอาแต่พูดว่าผมต้องเผชิญหน้าถึงจะผ่านมันไปได้ ไม่จริง ทุกครั้งที่นึกถึงความทรงจำในคืนนั้น ผมสาบานกับตัวเองได้เลยว่ายอมตายซะยังดีกว่าต้องพูดมันออกมา

          คนเราจะอยากมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร

          ‘…’

          ในเมื่อสักวันก็ต้องตายอยู่ดี สู้เราไปเสียตอนนี้ไม่ดีกว่าเหรอครับ

 

 

กันยายน

ใบสมัครสอบ กสพท.[2] ที่เคยร่อนส่งเมื่อหลายเดือนก่อนกลายเป็นประเด็นที่ทำให้ผมต้องกลับมานั่งคิดถึงอนาคตของตัวเองอีกครั้ง

หมออนุญาตให้ผมกลับมาอยู่ที่บ้านได้แต่ก็ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด แม่ไม่เคยปล่อยให้ผมต้องอยู่คนเดียวเพราะกลัวจะคิดสั้นฆ่าตัวตายทั้งที่ความรู้สึกเหล่านั้นแทบไม่หลงเหลืออยู่แล้ว บางทีมันอาจเป็นผลมาจากการรับยาอย่างสม่ำเสมอ ทว่าหมอกลับบอกว่าการทำจิตบำบัดของผมยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร

ผมไม่ได้หายกลัว ยังคงหลีกเลี่ยงเวลาที่ต้องพูดถึงอุบัติเหตุในคืนนั้น โชคดีที่ไม่มีใครบังคับให้ผมต้องฝืนรักษาอาการให้หายขาดโดยเร็ว เลยอยากขอบคุณโลกนี้ที่มนุษย์ยังรู้จักคำว่า ค่อยเป็นค่อยไปอยู่บ้าง

เมื่ออาทิตย์ก่อนแม่พูดถึงเรื่องสอบเข้ามหาลัยซึ่งผมไม่จำเป็นต้องสอบก็ได้ เนื่องจากที่ผ่านมาเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลอยู่เป็นประจำ แต่คราวนี้แทนที่จะเห็นด้วยผมกลับคิดต่าง ผมอยากสอบ อยากลองดู ด้วยเหตุผลหนักแน่นข้อหนึ่งที่ว่าหากสอบเข้าไปเรียนได้แล้ว ผมจะยังมีโอกาสไถ่โทษให้กับบูรพาอีกใช่มั้ย

นานมาแล้วที่เราไม่ได้คุยกัน อยากถามว่ายังไงโกรธอยู่หรือเปล่า หรือถ้าอยากให้ทำอะไรเพื่อทดแทนสิ่งที่ขาดหายไป ผมยินดีทั้งนั้น...

 

 

ตุลาคม

ชีวิตประจำวันของคนชื่ออาคเนย์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ปิดเทอมภาคเรียนแรกของ ม.6 แม้ไม่ต้องไปโรงเรียนแต่ก็ยังทรมานกับการรับยาเหมือนเดิม ขณะเดียวกันนั้นก็ไม่สามารถทิ้งหนังสือและตำราเรียนไปได้ ยังดีที่มีพื้นฐานในห้องเรียนและการติวอย่างหนักตั้งแต่ขึ้น ม.ปลายมันเลยไม่ยากเย็นเท่าไหร่นัก แต่แม่กลับเครียดหนักกว่าเก่าเพราะกลัวว่าอาการ PTSD จะกำเริบจากสภาวะที่เป็นอยู่

แต่เชื่อเถอะ สำหรับผมไม่มีอะไรหนักหนาเท่ากับการไปเจอหมออีกแล้ว

 

 

สิงหาคมปีต่อมา

นายอาคเนย์เข้ามาเรียนปีหนึ่งในคณะแพทย์ได้สำเร็จ ถึงจะสอบเข้ามาได้อันดับเกือบท้ายๆ ของคณะแต่โชคดีเหลือเกินที่ยังได้เรียนกับบูรพา

ช่วงที่ต้องเลือกว่าจะเรียนที่ไหนหลังคะแนนออก เพื่อนหลายคนต่างพากันส่ายหน้า บ้างก็หัวเราะว่าทำไมถึงเลือกแค่ลำดับเดียวโดยไม่ใส่สำรองเอาไว้ ผมไม่ได้ให้คำตอบพวกเขานอกจากยิ้ม จริงๆ คำตอบมันก็มีอยู่ในใจ ในเมื่อไม่ได้รักที่จะเป็นหมอและอยากตามใครบางคนมาเรียน

มันจะมีความหมายอะไรวะถ้าไม่ได้อยู่ด้วยกัน

 

 

ตุลาคม

วันนี้ฝนตกหนักมาก ฟ้าร้องไม่หยุด ผมนอนอยู่ในซากรถสภาพบุบบี้คันหนึ่ง ร่างกายถูกอัดก็อปปี้จนหาทางออกแทบไม่เจอ

ช่วยด้วย...ช่วยด้วยน้ำตาไหลอาบใบหน้าจนมองเห็นภาพตรงหน้าแทบไม่ชัด ทว่าผมก็ยังเปล่งเสียงแหบแห้งออกมาจากลำคอ มันรู้สึกเจ็บและสิ้นหวัง ร่างทั้งร่างชาไปทั้งซีก แต่ก็ยังตะเกียกตะกายหาทางออก

หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า...

ผมเริ่มนับเลข ไม่รู้ว่านับไปถึงเท่าไหร่ แต่ในที่สุดผมก็ตื่นจากฝันขึ้นมาพบกับความเป็นจริงที่ว่าตัวเองกำลังถูกคนที่รักที่สุดตั้งใจจะทำร้าย

ในฝันอาคเนย์ติดอยู่ในซากรถท่ามกลางสายฝน

ความจริงอาคเนย์กำลังนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงในสภาพไม่ต่างจากศพ

บูตั้งใจจะข่มขืนผมเพื่อแก้แค้น และเอาแต่ตอกย้ำถึงอุบัติเหตุในคืนนั้น ความจริงที่อยากลืมมาตลอดถูกขุดคุ้ยขึ้นมาพูดไม่หยุดราวกับต้องการให้ผมฝังความทรงจำเหล่านั้นในสมอง มันเจ็บไปหมดทั้งร่างกายและความรู้สึก

เขาแปลการกระทำของผมผิดหมดทุกอย่าง การมาเรียนที่นี่เพื่ออยู่กับเขามีจุดประสงค์เดียวคืออยากชดเชยและขอโทษกับทุกอย่าง ไม่ว่าบูอยากให้ทำอะไรผมพร้อมทำให้โดยไม่มีข้อแม้ ถ้ามันแลกกับการที่เขาจะกลับมายิ้มและหัวเราะได้อีกครั้ง แต่ทุกอย่างกลับผิดพลาดไปซะหมด

เคยรู้ตัวมั้ย มึงมันโง่! คิดได้ยังไงว่ากูอยากอยู่ใกล้ กูจะอยากอยู่ใกล้กับฆาตกรอย่างมึงไปทำไมวะ

‘…’

กูจะอยากอยู่ใกล้กับคนที่ฆ่าคนที่กูรักไปทำไม ถามจริง!’ 

ความคิดอยากตายผุดขึ้นมาในสมองนับครั้งไม่ถ้วน

ถึงแม้ว่าสุดท้ายเขาจะไม่ได้ทำอะไรเลวร้ายเพราะผมยอมทิ้งศักดิ์ศรีทุกอย่างด้วยการก้มกราบเท้าเพื่อขอให้เรื่องทุกอย่างจบ แต่นั่นกลับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต

โลกไม่ได้สวยงามอีกต่อไปแล้ว

ภาพรักแรกของผมที่เคยมองก็ไม่ได้แสนดีดังเช่นในอดีตเหมือนกัน

 

 

            พฤศจิกายน

            อาคเนย์ไม่ใช่มนุษย์

            มีแต่ความรู้สึกตายด้าน ไม่รู้จักคำว่ารัก ไม่รู้จักเจ็บปวด ไม่รู้จักแม้กระทั่งความสุข จมจ่อมอยู่กับโลกมืดๆ ของตัวเองไปวันๆ โลกได้เปลี่ยนไป

            อาคเนย์เป็นเพียงสัตว์ประหลาดตนหนึ่งที่ใช้ชีวิตเพื่อแก้แค้นเพียงอย่างเดียว...

 

 

 

            เฮือก!!

            “เป็นอะไรหรือเปล่าลูก ฝันร้ายเหรอ”

            ผมได้ตอบคำถามแม่ทันที แต่พยายามดึงสติกลับมาอีกครั้งพร้อมกับควบคุมลมหายใจของตัวเองให้ช้าลง เหงื่อเม็ดโตไหลซึมเต็มแผ่นหลัง ร่างกายสั่นหงัก เจ็บชาไปทั้งซีกแต่ก็ยังฝืนปรือตามองคนเคียงข้างเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นอยู่นี้ไม่ใช่ความฝัน

            “ฮึก...”

            “เนย์”

            “อีกแล้ว”

            “...”

            “ผมไม่อยากฝันถึงมัน ไม่อยากเลยแม่” หลังตื่นจากฝัน ผมมักจะร้องไห้อยู่อย่างนั้นจนกว่าจะเช้า

            ฝันร้ายกลับมาเยือนครั้งแล้วครั้งเล่าในทุกคืนจนไม่กล้าหลับตาลง ไหนว่าเราจะผ่านมันไปได้ไง ทำไมเวลาหลายปีนี้สิ่งที่พยายามมาตลอดไม่เคยเห็นผล สุดท้ายผมก็หนีไม่เคยพ้น สุดท้ายก็ต้องเจ็บปวดกับเรื่องเดิมๆ

            ผมแลกชีวิตของตัวเองกับจีนไปตั้งแต่วันนั้น มีชีวิตรอดกลับมาเพื่อให้รู้ว่าคนคนหนึ่งสามารถตายทั้งเป็นได้ไม่รู้จบ แค่นี้ยังสูญเสียไม่พออีกเหรอ จะให้ชดใช้ไปจนถึงเมื่อไหร่กัน

            “ลูกเจ็บตรงไหน” วงแขนของแม่กอดผมแน่น ทว่ามันก็ยังคงเหน็บหนาวอยู่ดี

            “ไม่รู้ แต่เจ็บ...”

            “ลูกเจ็บแม่ก็เจ็บนะ” ไม่นานผมก็ได้ยินเสียงสะอื้นดังเล็ดลอดออกมา

            ท่ามกลางความมืดนั้น ผมไม่รู้เลยว่าเสียงร้องไห้ของใครดังมากกว่ากัน ถ้าผมจากไปแม่จะร้องไห้หนักกว่านี้มั้ย จะร้องไห้ทุกวันหรือเปล่า หรือถ้าอยู่เราก็ไม่มีวันหยุดร้องไห้เช่นกัน

            จะเลือกทางไหนมันก็เจ็บปวดอยู่ดี

            “อาคเนย์เราจะผ่านมันไปด้วยกัน...”

            “...”

            “จำตอนลูกยังเด็กได้มั้ย แม่เดาว่าลูกคงจำไม่ได้ ตอนนั้นลูกหัดปั่นจักรยานครั้งแรก” ความทรงจำสีหม่นจางย้อนกลับมาให้นึกถึงอีกครั้ง “จักรยานสีแดงคันเล็กนิดเดียว แถมยังมีตั้งสี่ล้อ ลูกปั่นมันทุกวันอย่างไม่เบื่อจนวันหนึ่งที่ลูกโตพอพ่อเลยถอดล้อทั้งสองข้างให้”

            “ลองปั่นดูสิ พ่อพูดแบบนั้นกับลูกใช่มั้ย”

            “ผมจำไม่ได้แล้ว” น้ำเสียงตอบกลับไปดังอู้อี้

            “จำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”

            “แม่เล่าต่อสิ”

            “ลูกจับจักรยาน พยายามจะปั่นมันทุกวันแต่ครั้งนี้ลูกกลับร้องไห้เพราะทำยังไงมันก็ไม่ไปข้างหน้าสักที ฝึกแบบนั้นอยู่เกือบอาทิตย์ก็ไม่เคยทำได้ ลูกร้องไห้ วิ่งมาอ้อนแม่บอกว่าขอล้อจักรยานเล็กๆ อีกสองล้อคืนได้มั้ย”

            “ผมพอจำได้แล้ว ตอนนั้น...แม่ไม่ยอมคืนให้และผมก็โกรธแม่”

            “นั่นเลยเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกไม่ปั่นจักรยานอีกเป็นเดือนเพราะเวลาล้มทีไรลูกก็จะเจ็บ จนกระทั่งวันหนึ่ง ไม่รู้นึกครึ้มใจอะไรถึงได้ลุกขึ้นมาพยายามอีกครั้ง คราวนี้ลูกล้มอีก แต่ก็พลิกมันขึ้นมา ลองใหม่...ทำแบบนั้นอยู่เรื่อยๆ ในที่สุดลูกก็ปั่นมันได้”

            “...”

            “เย็นวันนั้นลูกปั่นจักรยานไปทั่วหมู่บ้าน แถมยังกลับมาพร้อมกับบาดแผลเต็มไปหมด แม่ถามว่าเจ็บมั้ย ลูกบอกว่ายังเจ็บเหมือนเดิมแต่ก็มีความสุข ความสุขที่ได้สัมผัสหลังจากพยายามกับมันมาหลายครั้ง แล้วตอนนี้ล่ะ...”

            “...”

            “ลูกเคยล้มเลิกความตั้งใจ ร่างกายกับจิตใจเต็มไปด้วยแผลเหวอะวะ แต่จะปล่อยให้มันค้างคาอยู่แบบนี้น่ะเหรอ จักรยานของลูกยังพิงอยู่ตรงฝาผนังเหมือนเดิม บางที...มันอาจจะรอให้ลูกกลับไปลองปั่นมันอีกครั้งก็ได้นะ”

            แม่ไม่ค่อยได้เล่าเรื่องราวตอนผมเป็นเด็กบ่อยนัก มันเศร้านิดหน่อยตรงที่ผมไม่ค่อยอินกับมันเลย ต่างจากครั้งนี้ที่จู่ๆ จักรยานสีแดงคันเดิมซึ่งเป็นเพื่อนคู่ใจในวัยเด็กได้ย้อนกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง ก่อนค่อยๆ นึกถึงความรู้สึก ณ ขณะนั้น อะไรที่ทำให้ผมหัวเราะและยิ้มออกมาทั้งที่ร่างกายมีแต่แผลเต็มไปหมด

            บางทีมันอาจเรียกว่าความภูมิใจ

            นี่หรือเปล่าทางเลือกอีกทางหนึ่งที่เหลืออยู่

            “แม่...” ผมเงยหน้ามองคนที่นอนตะแคงกอดท่ามกลางความมืด

ผมอยากกลับไปลองปั่นจักรยานคันนั้น

            “ผมอยากซิ่ว[3]

            ไม่มีประโยคใดตอบกลับมา หลงเหลือเพียงรอยยิ้มซึ่งมองเห็นได้เพียงเลือนราง และมัน...เป็นรอยยิ้มเดียวกับที่เคยมอบให้ในวันที่ผมปั่นจักรยานสีแดงเข้ามาในบ้าน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            หลังตัดสินใจว่าจะกลับไปรับการรักษา เราเลยต้องจัดการปัญหาต่างๆ ที่ค้างคาให้หมดในเวลาอันสั้น บ่ายวันที่ 28 ธันวาคมเรามีแพลนว่าจะไปหาใครคนหนึ่ง

            ผมหยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวซึ่งอยู่ในตู้ขึ้นมาสวมเพราะมันเป็นตัวที่ชอบที่สุด ยิ่งตอนได้ใส่กับกางเกงสแลคสีดำยิ่งทำให้รู้สึกมั่นใจกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ส่วนแม่เองก็ไม่น้อยหน้า เธอชอบสีครีม ดังนั้นทั้งเสื้อและกระโปรงเลยคุมโทนด้วยสีเดียวกันทั้งหมด

            คนอายุมากกว่าเดินอ้อมไปนั่งยังฝั่งคนขับ ส่วนผมไม่รอช้าปราดเข้าไปนั่งเบาะข้างๆ อย่างรู้หน้าที่ รถเคลื่อนตัวออกไปบนถนนเส้นหลักที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย แม้จะไม่ชินทางเท่าไหร่นักแต่ในที่สุดก็มาถึงจุดหมายจนได้

            เราสองคนเดินลงมาจากรถ เฝ้ายืนอยู่ตรงรั้วบ้านหลังใหญ่ ทำใจอยู่นานกว่าจะกดกริ่งลงไป เรื่องมันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดเพราะหลังจากนั้นเราก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากพ่อบ้าน ก่อนจะถูกเชิญเข้าไปภายในทันทีที่บอกจุดประสงค์กับอีกฝ่ายคร่าวๆ 

            แม่จับมือผมไว้ ริมฝีปากยังคงยกยิ้มให้กำลังใจขณะนั่งนิ่งอยู่ตรงโซฟาในห้องรับแขกโอ่โถง ผมกวาดตามองไปโดยรอบ เอาตามจริงผมเคยมาที่นี่เพียงครั้งเดียวเท่านั้นซึ่งมันก็ผ่านมาตั้งสามปีแล้ว

            “มีธุระอะไรเหรอ” ผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามา เธอดูดีทุกระเบียดนิ้วสมกับฐานะและนามสกุลที่ใช้อยู่

            “สวัสดีค่ะ”

            แม่ผมเป็นฝ่ายเริ่มประเด็น รอจนกระทั่งเจ้าของบ้านทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาจึงค่อยหาโอกาสพูด

            “คุณสบายดีนะคะ”

            “ก็อย่างที่เห็น” คนฟังตอบห้วนๆ

            ใครบ้างไม่เจ็บแค้นหรือเสียใจที่ลูกตัวเองตาย แถมคนที่ทำให้เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นก็ดันมานั่งอยู่ตรงหน้า ดังนั้นผมกับแม่เลยไม่นึกโกรธ ดีใจด้วยซ้ำที่เขายังต้อนรับแถมเชิญให้มานั่งถึงในบ้าน

            “ที่มาวันนี้คือ...” แม่หยุดพูดไปอึดใจหนึ่ง คล้ายกำลังเรียบเรียงคำพูดไม่ให้กระทบกับความรู้สึกของอีกฝ่ายมากนัก ทว่ากลับถูกเบรกหัวทิ่มเนื่องจากถูกเร่งเร้า

            “รีบเข้าประเด็นเถอะค่ะ วันนี้ฉันไม่ค่อยว่างจะรับแขกนานเท่าไหร่”

            “ขอรบกวนคุณแค่แป๊บเดียว เราอยากจะมากราบขอโทษถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอีกครั้ง อีกไม่นานเราจะไปแล้ว ที่ผ่านมาหากเนย์ทำอะไรให้คุณเจ็บแค้นหรือไม่พอใจ ทำให้คุณต้องสูญเสียสิ่งที่รักไปต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ”

            “พูดไปฉันก็ไม่ได้จีนคืนมาอยู่ดี”

            “ลูกสาวคุณไม่ได้ตายฟรีนะคะ มันแลกกับชีวิตของอาคเนย์ไปแล้ว”

แม่ตอบกลับอย่างไม่ลังเล เราต่างสลัดความกลัวตลอดหลายปีออกไปจนหมด ความกลัวที่ครอบงำจิตใจจนไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้นอกจากซุกตัวอยู่ที่เดิม ทิ้งแผลเหวอะหวะตามร่างกายเอาไว้โดยไม่คิดรักษา ก่อนที่วันหนึ่งความเจ็บเหล่านั้นจะวกกลับมาให้รู้สึกอีกเป็นระรอก

เราไม่อยากรู้สึกแบบนั้นแล้ว ไม่อยากหวาดระแวงว่าวันไหนความเจ็บจะกลับมาเยือนอีก

“อีกไม่กี่วันเขาจะเข้ารับการรักษาอาการ PTSD หลังติดอยู่กับอดีตนานถึงสามปี ฉันไม่รู้จะเริ่มอธิบายยังไงแต่ไม่อยากให้ลูกชายเพียงคนเดียวต้องร้องไห้อีกแล้ว วันนี้เราเลยอยากมาขอโอกาสสักครั้ง”

“...”

          “ให้อาคเนย์ได้ก้าวต่อไปข้างหน้าได้มั้ยคะ”

28 ธันวาคมเมื่อสามปีก่อนคือวันที่จีนจากไป

ส่วน 28 ธันวาคมในปีนี้คือวันที่อาคเนย์ในอดีตได้ตายจากไปเช่นกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

            31 ธันวาคม

            หลายคนเฝ้ารอวันนี้เพื่อนับถอยหลังก่อนเริ่มต้นปีใหม่โดยสมบูรณ์ ขณะที่ใครอีกคนซึ่งเป็นเจ้าของวันเกิดในวันเดียวกันก็คงกำลังเตรียมตัวสำหรับปาร์ตี้วันเกิด

            เราเกิดห่างกันห้าวันแต่ชีวิตต่างกันคนละขั้ว บางทีโชคชะตาก็ไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่ แต่ถ้าจะปล่อยให้มันเผชิญกับความเจ็บปวดเหมือนกับผมก็คงไม่อยากให้เกิดขึ้นเหมือนกัน

            ลิฟต์ไต่ระดับขึ้นไปยังชั้นหนึ่งของคอนโด ถึงจะกลัวที่ต้องเผชิญหน้า ทว่าเมื่อคิดว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกันความกล้ามันก็พุ่งพล่านขึ้นมาทันที

            ติ๊ง!

            ประตูลิฟต์เปิดออก ผมสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ย่างเท้าไปตามทางเดินอย่างช้าๆ กระทั่งมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องแสนคุ้นเคย แม่ฝากผมให้เอากุญแจห้องมาคืนกับผู้เป็นเจ้าของและผมก็ไม่คิดปฏิเสธ

            ก๊อก-ก๊อก-ก๊อก

            วินาทีที่เคาะมือลงไปบนประตูไม้ หัวใจพลันรัวกระหน่ำไม่หยุด ผมเฝ้ารอคอยทว่าเพียงไม่นานเจ้าของห้องก็เปิดประตูออกมาเผชิญหน้า ลองทายดูสิว่าไอ้บูกำลังทำหน้ายังไงหลังจากเห็นผม แน่นอน ทุกคนคงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่ามันคงทำหน้าถมึงทึงใส่ซึ่งแม่งโคตรจริงเลย

            “มาทำไม”

            “ขอเข้าไปข้างในได้มั้ย”

            มันไม่ตอบแต่เบี่ยงตัวหลบเล็กน้อยให้พอสำหรับการแทรกตัวเข้ามา ระหว่างเดินไปยังโซฟาเลยไม่ลืมบอกเหตุผลของการมาที่นี่ไปด้วย

            “แม่กูฝากเอากุญแจห้องมาคืนมึง”

            “กองไว้ตรงนั้น”

            “กำลังเตรียมตัวไปฉลองวันเกิดเหรอ ที่ไหนล่ะ”

            “ไม่ใช่เรื่องของมึง”

            ผมหัวเราะออกมาทันที

            “งั้นไม่รบกวนละ” ก่อนไปก็ไม่ลืมหยิบกล่องของขวัญชิ้นเล็กออกมาจากกระเป๋า ผมวางมันไว้บนโต๊ะโดยไม่ได้หวังว่าคนตัวสูงจะต้องการมันหรือเปล่า

            “อะไร” ไอ้บูถามขึ้นมาทันที ดวงตามองสลับระหว่างใบหน้าผมกับของชิ้นนั้นไปมา

            “ของขวัญ จริงๆ ก็มันก็ควรเป็นของมึงตั้งแต่สามปีก่อนแล้ว มันเป็นของจีนที่ตั้งใจให้มึง” เก็บเอาไว้ในลิ้นชักตั้งนานถึงเวลากลับไปสู่เจ้าของตัวจริงสักที ก่อนหน้านั้นมันพัง แล้วเข็มก็หยุดเดินไปหลายปี ไม่นานนี้เพิ่งมีโอกาสได้เอาไปซ่อมจนกลับมาใช้งานได้อีก

            กลับมาเดินเหมือนเดิมแล้ว

            เวลาของการก้าวไปข้างหน้าหลังจากจมอยู่กับอดีตมาเนิ่นนานก็เริ่มเคลื่อนที่เช่นกัน

            “ทำไมมึงไม่เคยพูดถึง” ใบหน้าหล่อเหลาขมวดคิ้วมุ่น

            “คงเพราะกูขี้ขลาดล่ะมั้ง” กลัวที่ต้องพูดถึงมันเพราะนาฬิกาเรือนนี้คือเครื่องย้ำเตือนความผิดพลาดที่ผมได้ก่อเอาไว้ “อือ...คงต้องไปแล้ว”

            ผมเดินกลับไปยังหน้าประตู สวมรองเท้าทั้งสองข้างจนเรียบร้อย

“เดี๋ยว!” แต่แล้วก็จำต้องหันไปมองคนตัวสูงอีกครั้ง เวลาเปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่างก็เปลี่ยนไป บูรพากับอาคเนย์คนเดิมก็ไม่อยู่แล้วด้วย

“ที่มึงพูดในวันนั้น ที่มึงบอกกับกูในวันเกิด...มันเป็นเรื่องจริงหรือแค่คำโกหกกันแน่”

“มึงจะสนใจอะไรวะ ต่อให้มันเป็นความจริงเราจะย้อนกลับไปแก้ไขมันได้เหรอ”

ไทม์แมชชีนของผมมีชื่อเรียกว่าความทรงจำ มันพาเราย้อนกลับไปให้รู้สึกได้ เจ็บปวด ร้องไห้ เสียใจ แต่ก็แก้ไขอะไรไม่ได้อยู่ดี

“บู ตอนนั้นกูเคยคิดด้วยว่าถ้าไม่มีจีนกูกับมึงจะเป็นยังไง ยังจะโกรธเกลียดกันเหมือนในวันนี้มั้ย ยังจะรักกันได้หรือเปล่า ตอนนี้กูเลิกตั้งคำถามนั้นแล้วนะ”

“...”

“แต่กูจะถามว่าต้องทำยังไง ให้อยู่ได้โดยไม่มีมึงมากกว่า”

ประตูห้องปิดลงเป็นการยุติทุกเรื่องราวระหว่างเรา

พรุ่งนี้ หลังจากพระอาทิตย์โผล่โพ้นขอบฟ้า ไม่ว่าสุขหรือเศร้า หัวเราะหรือร้องไห้ ยังรักหรือชิงชัง บูรพากับอาคเนย์...ก็คงเหลือเพียงแค่ความทรงจำ

 

 

 

 

 

 

 

 

[ บูรพา ]

วันเกิดของผมมันควรมีความสุขกว่านี้ เหมือนกับทุกๆ ปีที่รายล้อมไปด้วยเพื่อนที่เข้าใจ ทว่าก่อนหน้านั้นผมมีโอกาสได้เจอกับไอ้เนย์ ทำให้ความรู้สึกสับสนกลับมาตีวนอยู่ในหัวจนสลัดไม่ออก

แม้จะกลับมาถึงห้องแล้ว ผมก็ยังไม่สามารถข่มตาหลับได้นอกจากนอนพลิกตัวไปมาอยู่อย่างนั้น ภาพรอยยิ้มของมันที่มอบให้ก่อนจากไปติดตรึงในความรู้สึก ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหมายถึงอะไร แต่มันไม่เคยยิ้มแบบนั้นมานานแล้ว

Rrrr...!

เสียงเรียกเข้าปลุกผมในตอนเช้า หน้าจอปรากฏชื่อที่แสนคุ้นเคยจนไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายรอนานรีบกดรับทันที เราพูดคุยกันแค่ครู่เดียวก่อนสมองจะใช้เวลาประมวลผลเล็กน้อย

แม่ของจีนอยากให้ผมเข้าไปหา

แม้ไม่ได้บอกไว้ว่าเป็นเรื่องอะไรหรือสำคัญแค่ไหน แต่น้ำเสียงติดกังวลที่ได้ยินนั้นกลับเร่งให้ผมเป็นฝ่ายรีบรุดไปหาทันที

“จริงๆ ก่อนหน้าเราก็เคยคุยกันเรื่องจีนมาก่อน”

ไม่รอให้ผมถามเพราะเมื่อไปถึงแม่ก็เป็นฝ่ายเริ่มประเด็นอย่างเร็วรี่

“มีอะไรหรือเปล่าครับ”

“มันค้างคาใจแม่มานาน เพราะเริ่มละอายใจและสงสัยว่าสิ่งที่ทำไปมันถูกต้องแล้วเหรอ ก่อนหน้านั้นเคยลองหาเหตุผลต่างๆ นานาขึ้นมาประกอบ แต่พอหักลบกับความเจ็บแค้นที่เขาทำให้จีนตายแม่เลยมองว่ามันสมควรแล้ว”

ประโยคที่เปล่งออกมาดูแปลกไปจากทุกครั้ง ผมขมวดคิ้วนั่งฟังอย่างใจเย็นโดยไม่คิดถาม

            “เมื่อหลายวันก่อนเด็กคนนั้นมาที่บ้านกับแม่ของเขา มาขอโทษและขอโอกาสก้าวไปข้างหน้า”

            ผมกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ แต่ก็ยังคงนั่งนิ่ง

            “แม่...ไม่ได้พูดความจริงกับบู”

            อะไรกัน?

“เพิ่งรู้ว่าลูกชายเขาป่วยจากอุบัติเหตุแม้จะผ่านมาหลายปีก็ยังรักษาไม่หาย เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นความจริงแล้วไม่ได้มีแค่ครอบครัวเราที่สูญเสีย เขาเอง...ก็สูญเสียไม่แพ้กัน นั่นเพราะเรามัวแต่สนใจความรู้สึกของตัวเองจนปิดกั้นความจริงหลายอย่างไป”

“หมายความว่าไงครับ” ถึงจะเห็นเค้าลางความเป็นไปได้อยู่บ้าง ทว่าผมก็ยังอยากถามให้แน่ใจอีกครั้ง

“ในวันนั้นจีนโทรมาบอกแม่” น้ำตาหยดแรกไหลลงมา ผมเริ่มใจเสียเอื้อมมือหมายจะคว้าฝ่ามือของคนตรงหน้าเอาไว้แต่เธอกลับปฏิเสธด้วยการส่ายหน้า ก่อนจะเล่าความในใจออกมาจนหมดเปลือก “จีนเป็นคนคะยั้นคะยอให้เนย์ไปกับเธอเอง คนขับรถก็บอกแบบนั้น แต่ทางเรา...ตัวแม่เองกลับเป็นคนโทรไปเร่งเพราะไม่อยากให้พ่อโวยวายที่ควบคุมลูกไม่ได้”

“...!!

“แม้จีนจะบอกว่าฝนกำลังตกหนักมาก แม่ก็ยังยื่นคำขาดให้รีบกลับบ้านภายในเวลากำหนด ไม่สนด้วยซ้ำว่าจะเดินทางลำบากแค่ไหน ยังไงก็ต้องมา แต่ไม่เคยคิดว่าเหตุการณ์มันจะเลวร้ายกว่านั้น”

ความในใจพรุ่งพรูออกมาไม่ขาดสาย ความจริงที่อัดอั้นมาตลอดสามปีและผมไม่เคยรู้

“พอเกิดอุบัติเหตุแม่ก็เลือกโยนความผิดไปให้เขาเพื่อหวังว่าตัวเองจะได้รู้สึกดีขึ้น โดยไม่รู้เลยว่าเขาเองต้องจมอยู่กับความผิดเพียงลำพัง”

เคยรู้สึกมั้ย จู่ๆ ก็เหมือนโลกตรงหน้ากำลังถล่มลงมา

เพราะหลังจากนั้นไม่ว่าแม่ของจีนจะพูดอะไรมันก็ไม่เข้าหูอีกแล้ว ร่างทั้งร่างชาไปทั้งซีก ขนาดเดินกลับมาที่รถผมยังแทบไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

สามปีที่จมอยู่กับความจริงแบบผิดๆ สามปีที่เฝ้าแก้แค้นและสาดสีใส่กันไปมาตอนนี้สูญเปล่าทั้งหมด ผมขับรถกลับบ้าน มองเห็นรั้วสีขาวที่แสนคุ้นตาซึ่งอยู่ติดกันด้วยใจอันวูบโหวง

ป้ายประกาศขนาดใหญ่ถูกติดตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่คิดว่าแม่เองคงมีคำตอบสำหรับความสงสัย

            “แม่ ไอ้เนย์ไปไหน ทำไมถึงประกาศขายบ้าน”

            “ใจเย็นๆ ก่อนบู นั่งก่อนมั้ย”

            “มันไปไหน มันจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น”

            “บู เราไม่ได้เป็นเจ้าของเขานะ เรื่องที่ลูกถามแม่ก็ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน เขาไม่ได้บอกไว้”

            “...”

            “พูดแค่ว่าอยากไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กันสองคนแม่ลูก”

“ไอ้เนย์จะไปไหนไม่ได้ ผมไม่ให้มันไป”

“...”

“ผมไม่ให้มันไป!

ขาสองข้างแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงทรงตัวจนต้องทรุดลงกับเบาะ

ผมก้มหน้า สายตาจดจ้องนาฬิกาที่ถือเอาไว้ในมือขวา รู้อยู่แก่ใจว่าของชิ้นนี้ไม่ใช่ของจีนแต่เป็นของไอ้เนย์ นานมาแล้วที่เราเคยคุยกัน มันสัญญาว่าถ้าโตขึ้นจะซื้อนาฬิการุ่นนี้และยี่ห้อนี้ให้เป็นของขวัญวันเกิด และผมก็ได้รับมันจริงๆ ในวันที่ 31 ธันวาคม

หน้าปัดบอกเวลากำลังเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ก่อนภาพในม่านสายตาจะพร่าเบลอ มองเห็นเพียงเข็มวินาทีค่อยๆ หมุนย้อนกลับไปราวกับอยู่ในความฝัน

            ติ๊ก...ต่อก...ติ๊ก...ต่อก

            เพิ่งรู้คำตอบ

ไทม์แมชชีนของอาคเนย์หยุดทำงานแล้ว ขณะที่ไทม์แมชชีนของบูรพานั้นกำลังพาผมย้อนกลับไปในอดีต

 



[1] PTSD – Post Traumatic Stress Disorder (ภาวะผิดปกติทางจิตใจหลังเกิดเหตุการณ์รุนแรง)

[2] กสพท. - กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย เป็นการจัดสอบสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าศึกษาต่อในคณะแพทยศาสตร์และทันตแพทยศาสตร์ของมหาลัยทั่วประเทศ

[3] ซิ่ว - การย้ายคณะหรือสาขาจากมหาลัยหนึ่งเพื่อกลับเข้าไปเรียนปีหนึ่งใหม่อีกครั้งในคณะ สาขา หรือมหาลัยใหม่


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.05K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,362 ความคิดเห็น

  1. #3360 Nonxao (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 เมษายน 2564 / 14:18
    ตอนนี้เสียน้ำตาเยอะมาก เขียนดีมากจริงๆค่ะ😭
    #3,360
    0
  2. #3337 withmaBL (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:15
    จะกลับมารักกันมั้ย กลับมารักกันได้มั้ย
    #3,337
    0
  3. #3320 Turngporn (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2563 / 03:14
    หักมุมเข้าเรื่องซะทีลุ้นนนว่าจะรักกันได้ยังไงบูต้องโดนซะบ้างอย่ายอมง่ายๆนะเนย์
    #3,320
    0
  4. #3304 ผู้ชายที่ชอบทะเล (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2563 / 16:34
    รู้สึกเบามาก พอความจริงถูกเปิดหลังที่ปิดมานาน พ่อเนย์ก็ยังไงอ่ะ ไม่ชอบพ่อเนย์ว่ะ
    #3,304
    0
  5. #3293 NongBarth (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 / 11:38
    น้องเนย์เก่งมากๆ ส่วนบูอะหรอ
    #3,293
    0
  6. #3271 KatCher (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 16:31
    ฉากพ่อของเนย์คือบอกเลยไม่ไหวจริง ๆ แบบรู้สึกเจ็บปวดแทนเนย์ นายเข็มแข่งมากเลยเว้ย เชื่อนะว่าแม่กับเนย์จะผ่านมันไปได้
    #3,271
    0
  7. #3265 Mareemintty (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 00:35
    สงสัยมาก ในเวลาที่ลูกเป็นขนาดนี้แต่พ่อกลับไปแอบมีครอบครัวใหม่ จิตทำด้วยอะไร โคตรแย่
    #3,265
    0
  8. #3249 yooyang (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2563 / 15:19
    อ่านตอนนี้เเล้วโล่งขึ้นมากกกก ความจริงทุกอย่างถูกเปิดเผย สุดท้ายก็เหลือเเค่เวลาที่จะเยียวยาทุกอย่างโดยเฉพาะจิตใจของอาคเนย์ลูกแม่
    #3,249
    0
  9. #3239 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 09:04

    ผมกลับมาอ่านซ้ำอีกรอบในบทนี้สงสารทั้งเนย์และบูถ้าแม่จีนเล่าความจริงตั้งแต่ต้นไรท์คงต้องหามุกใหม่มาเขียนเรื่องเนอะ555555แซวเล่นนะไรท์อย่าเคืองกันนะไรท์

    Take care คับ

    #3,239
    0
  10. #3233 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 / 03:44

    ผมกลับไปเช็คเม้นของตัวเองจึงเห็นว่าตอนนี้เม้นผมหายไปไม่ได้เม้นคือพอดีว่าผมนั่งอ่านอยู่ที่โรงบาลถึงคิวผมที่พยาบาลมาเรียกพอดีก็เลยรีบออกเพื่อเช้าไปพบหมอ ก็เลยลืมเม้นคิดว่าเม้นไปแล้วโทษทีนะไรท์มาเม้นตอนนี้ก็เลยลืมไปแล้วว่าตอนนี้ผมรู้สึกอย่างไรสงสัยต้องย้อนกลับไปอ่านใหม่แต่ไม่เป็นไรเพราะผมรู้ตัวดีว่าเดี๋ยวผมก็ย้อนกลับมาอ่านใหม่อยู่ดีเพราะไม่เคยมีเรื่องไหนที่ผมอ่านจบครั้งเดียวแล้วไม่กลับมาอ่านใหม่สักครั้งแต่การอ่านซ้ำผมก็อาจไม่ได้เม้นเพิ่มนะไรท์คือหมดมุก555

    Take care คับ

    #3,233
    0
  11. #3200 miemieYG (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 02:02
    สายไปแล้วจ้าบู แกก็เริ่มต้นใหม่ได้แบ้วนะ
    #3,200
    0
  12. #3172 trois.z (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 01:53
    นี่คิดว่าเนย์ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่มันดีแล้ว ได้หลุดพ้นจากวังวนในอดีตซะที อยากให้ไปเจอคนใหม่ๆ สถานที่ใหม่ๆ บรรยากาศใหม่ๆ น้องแบกรับปัญหาด้วยตัวคนเดียวมาตลอด 3 ปี ควรพักได้แล้วเนอะ ส่วนบูมารู้ความจริงตอนนี้ก็คงรู้สึกผิดไปตลอด ควรได้รับความรู้สึกที่เนย์้เคยรู้สึกบ้างว่ามันเจ็บยังไง เนย์ปล่อยมือจากบูแล้ว บูก็ควรปล่อยมือบ้างนะ
    #3,172
    0
  13. #3155 YWDF (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 21:39
    ทำไม!!!!!?
    #3,155
    0
  14. #3137 pathaimars (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 15:59
    โอ้ยเจ็บไปทั้งหัวจายย
    #3,137
    0
  15. #3125 -JHKH- (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 / 09:46
    ฮือเศร้ามากค่ะ
    #3,125
    0
  16. #3118 Jaosom (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 12:42

    ทำไมชีวิตคนคนึงต้องมาพังเพราะความเห็นแก่ตัวของผู้ใหญ่คนด้วยนะ

    #3,118
    0
  17. #3101 เดือนสี่ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 16:31
    แม่จีน เทอมันร้ายยยยยอะะะ ;-; ทำร้ายใจคนอื่น
    #3,101
    0
  18. #3098 syn1/9 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 04:50
    หน่วงอะไรขนาดนี้นะ เห้อ
    #3,098
    0
  19. #3086 swp_kream (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 02:02
    มันถึงเวลาที่บูต้องได้รับความรุ้สึกนั้นแทนเนย์แล้ว
    #3,086
    0
  20. #3079 Eve-eve21 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 14:37
    มันสายเกินไปแล้วบู มัน3ปีมาแล้วนะ
    #3,079
    0
  21. #3075 สาวY (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 20:37

    ร้องไห้ทุกตอนเลยทำงัยดี😥😥😥

    #3,075
    0
  22. #3057 Saaree6612 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 12:38
    มันสายไปแล้วน่ะบู
    #3,057
    0
  23. #3045 Londar (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 17:35
    มีความสงสัยว่าเรียนด้วยกันมาตลอด บูไม่แปลกใจเลยหรอที่เนย์หายไป หยุดๆมาอยู่แบบนั้นไม่สงสัยอะไรเลยหรอ น้ำตาไหลเป็นทาง
    #3,045
    0
  24. #3044 Londar (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 17:34
    โอ๊ยใจชั้น ร้องไห้หนักมากไม่ไหวเลยจิงๆ
    #3,044
    0
  25. #3020 YONGNJ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 01:38
    น้ำตาไหลเลยค่ะ;-;
    #3,020
    0