อาคเนย์ - end

ตอนที่ 7 : 06 :: Birthday memory

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 35,981
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,946 ครั้ง
    1 ส.ค. 62




CHAPTER 6

BIRTHDAY MEMORY

 

 

บูรพา (1) ว. ทิศตะวันออก

บูรพา (2) น. รักแรกของอาคเนย์

 

 

            ถ้าโลกมีสิ่งประดิษฐ์เจ๋งๆ สักอย่าง มึงอยากให้มันมีอะไรวะ

          นี่มึงอินกับหนังโดเรม่อนอยู่ใช่มั้ยไอ้บู

          เออ ตอบๆ มาเหอะน่า

          ถ้าอยากให้มีเลยก็คงเป็นเครื่องย้อนเวลา

          ย้อนทำไมวะ ไปอนาคตไม่ดีกว่าเหรอ

          อดีตมันดีจะตาย

          พูดอย่างกับว่าตอนนี้ชีวิตมันแย่อย่างนั้นแหละ

          เผื่ออนาคตไง มีเครื่องย้อนเวลามันดีนะ เวลาเศร้าๆ ก็จะได้พาตัวเองกลับไปตอนที่ยังมีความสุข หรือถ้าเผลอทำผิดพลาดเราก็แก้ไขได้ทันที ไม่ต้องเครียดหรือกังวลถึงผลกระทบที่ตามมาไง

          ขืนมึงย้อนได้โลกก็วุ่นวายหมดอ่ะดิ

          คงงั้น

          เอางี้ดีกว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จริงแต่ทำได้แค่ครั้งเดียว มึงจะทำอะไรวะเนย์

          กูเหรอ อืม...กูอยากกลับไปในที่ที่กูมีความสุขที่สุด ที่นั่นเป็นห้องสีขาวกับผ้าปูเตียงสีเดียวกัน ห้องที่มีหมอนเน่าๆ สองใบ ใบหนึ่งใช้หนุน อีกใบใช้ถีบตอนหลับ กูจะเดินเข้าไปในห้องนั้น ทิ้งตัวลงนั่งปลายเตียง มองดูนาฬิกาหกเหลี่ยมที่แขวนอยู่บนผนังเพื่อรอเจ้าของห้องกลับมา

          ที่มึงพูดนั่นห้องกูป่ะ

          อือ แล้วมึงจำวันนั้นได้มั้ยว่ามันเกิดอะไรขึ้น

          วันเกิดมึงไง

          ใช่ แล้วมึงก็เอาของขวัญให้กู เป็นของขวัญเดิมๆ ที่ชอบให้ทุกปี และกูก็มักจะตอบกลับมึงซ้ำๆ ว่าขอบคุณ

          ...

          ถ้าย้อนเวลากลับไปได้อีกครั้ง กูจะไม่พูดขอบคุณแต่จะบอกความในใจแทน

          สมกับเป็นเพื่อนที่โรแมนติกฉิบหาย ว่าแต่...มึงจะบอกอะไรกูล่ะ

          กูจะบอกว่ากูรักมึง

 

            ผมไม่รู้ว่าภาพเหล่านั้นถูกทำลายไปตั้งแต่เมื่อไหร่

            ภาพของเพื่อนสนิทที่รักที่สุดกลายเป็นศัตรู ความทรงจำสวยงามในอดีตมันเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่เท่านั้นแหละ พอโตขึ้นและได้เผชิญโลกอันกว้างใหญ่อะไรๆ มันก็เปลี่ยนไปหมด แม้แต่คำว่ารักที่เข้าใจมาตลอดว่าคงหมายถึงมิตรภาพของเรา ความจริงแม่งกลับเกินเลยกว่านั้น

            เราไม่มีไทม์แมชชีนเพื่อย้อนกลับไปในอดีต เรามีแต่ปัจจุบันที่เจ็บปวด เป็นรอยแผลที่ไม่มีทางรักษาหาย นอกจากปล่อยมันเอาไว้เพื่อย้ำเตือนความขมขื่นที่ผ่านมา

            “เป็นผมได้มั้ยที่ตาย”

            “...”

            “เป็นผมได้มั้ย...”

            จู่ๆ บทสนทนาในอดีตของเราทั้งคู่ก็วิ่งวนเข้ามาในหัว หลังจากได้ยินเสียงสั่นเครือของไอ้เนย์ละเมอออกมาไม่ขาดปาก ร่างกายทุกส่วนสั่นหงัก มีไข้สูง สายตาเลื่อนลอย ซึ่งผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะจัดการกับมันยังไง

            “หยุดเพ้อได้แล้ว” ผมเขย่าตัวมันแรงๆ เพื่อเรียกสติ ทว่าผลตอบรับกลับยังเหมือนเดิม “มึงรู้ดีว่าไม่มีทางย้อนเวลากลับไปได้ มึงรู้ดีว่ายังไงมึงก็ไม่มีทางตายแทนจีน”

            “เมื่อไหร่...เมื่อไหร่จะจบ แม่เนย์เจ็บ แม่ ฮือ...”

            ผมไม่รู้ว่าไอ้เนย์มันเกิดบ้าอะไรขึ้นถึงได้ละเมอเพ้อแต่ประโยคที่จับใจความไม่ได้ พอบอกให้หยุดมันก็ยิ่งแสดงอาการหนักกว่าเก่า ซึ่งเดาว่าคงมาจากพิษไข้ที่รุมเร้าจนร่างกายอ่อนปวกเปียกอย่างที่เห็น

            ยิ่งตะคอกอีกฝ่ายมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งได้ผลตรงข้ามจนรู้สึกหัวเสีย เลยต้องเปลี่ยนวิธีค่อยๆ ใช้สองมือกอบกุมใบหน้าร้อนผ่าวนั้นเอาไว้ จดจ้องไปยังดวงตาซึ่งเอ่อรื้นไปด้วยน้ำตาโดยไม่ได้คาดหวังว่ามันจะมองเห็นผมหรือเปล่า

            “อาคเนย์” น้ำเสียงที่เอ่ยออกไปอ่อนลงกว่าตอนแรกมาก

            “พอแล้ว ฮึก พอ...”

            “เนย์ มองหน้ากู กลับมาได้แล้ว” ไม่รู้ว่าสติของมันหลุดลอยไปไหน แต่มันถึงเวลาที่ควรกลับสู่ความเป็นจริงสักที ยังไงมันก็คงหนีความเจ็บปวดไปไม่ได้หรอก

            “บู”

            น้ำตายังคงไหลลงมาไม่ขาด แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้โฟกัสสายตาจะกลับมาจดจ้องที่ผมแล้ว

            “เงียบซะ”

            “บูรพา...”

            ใบหน้าที่บิดเบ้ค่อยๆ ผ่อนคลาย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่ทำเอาผมแช่ค้างอยู่กับที่ บอกตามตรงว่าไม่เข้าใจเหตุผลในการยิ้มของมันเลยสักนิด ไม่เข้าใจพอๆ กับเหตุผลว่าทำไมผมยังไม่ยอมผลักตัวเองออกไปสักที

            “นอนซะ” แม้จะสงสัยเกี่ยวกับความจริงที่ค้างคาอยู่ในใจมาตลอดหลายปีแค่ไหน ผมก็จำต้องปล่อยไปก่อนเพราะต่อให้พยายามบีบเค้นยังไง คงได้ยินเพียงเสียงร้องไห้แทบขาดใจของมันเพียงอย่างเดียว

            หลังจีนจากไปในอุบัติเหตุคืนนั้นไอ้เนย์ก็หายหัว

            ถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายออกจากโรงพยาบาลหลังรักษาตัวจนหายดีแล้ว แต่เราก็ไม่ได้คุยเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกเลย พอกลับมาเรียนตามปกติมันก็ทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยังใช้ชีวิตของตัวเองต่อไป ที่สำคัญคือไม่เคยรับผิดชอบต่อการกระทำแย่ๆ ของตัวเองสักนิดนอกจากให้แม่กับพ่อมาช่วยจ่ายเงินค่าทำศพ

            ผมรู้ดีในคืนนั้นมีรถคู่กรณีอีกคันที่มีสภาพเละเทะไม่ต่างกับเจ้าของ แถมฝ่ายนั้นก็ยอมรับผิดเองทั้งหมดเนื่องจากกล้องวงจรปิดจับภาพได้ รถยนต์คันดังกล่าวพุ่งมาด้วยความเร็วจนชนเข้ากับรถที่จีนนั่งมา แรงกระแทกของมันรุนแรงมากบวกกับความลื่นของถนนในคืนฝนตกทำให้รถเกิดการพลิกคว่ำหลายตลบก่อนจะจอดสนิท

            อุบัติเหตุในคืนนั้นอาคเนย์ไม่ผิดก็จริง แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้จีนตาย

            ถ้ามันไม่พาจีนออกไป ทุกอย่างคงไม่เป็นแบบนี้...

            ผมดึงมือออกจากใบหน้าขาวซีด มองดูอีกฝ่ายค่อยๆ พาตัวเองจมสู่ภวังค์อย่างช้าๆ ส่วนตัวเองก็รีบเร่งแล้วต่อสายหาใครบางคนที่พอจะช่วยเหลือได้บ้าง

            “พี่ว่างอยู่มั้ย พอดีมีเรื่องรบกวนนิดหน่อย อือ...คอนโดผม”

            คุยกับปลายสายเรียบร้อยผมก็วกกลับมาที่เตียง หลุบตามองคนที่นอนคุดคู้อยู่อย่างนั้นโดยไม่คิดขยับไปไหน คำถามมากมายประเดประดังเข้ามาในหัว ทำไมผมต้องช่วยมัน ทำไมถึงต้องเห็นใจ ในเมื่อที่ผ่านมามันก็จ้องจะทำลายชีวิตผมไม่จบสิ้น

            แค่นี้มันยังน้อยไปด้วยซ้ำ ถ้าทำได้ผมก็อยากให้มันเจ็บปวดกว่านี้อีกหลายเท่า

            ครึ่งชั่วโมงให้หลังคนที่ผมได้ขอความช่วยเหลือเอาไว้ก็ติดต่อกลับมา โฟมเป็นรุ่นพี่เอ็กซ์เทิร์น[1] ที่ผมค่อนข้างสนิทและไว้ใจในระดับหนึ่งเนื่องจากอยู่สายรหัสเดียวกัน ประกอบกับสภาพของไอ้เนย์ในตอนนี้ค่อนข้างแย่ เลยจำต้องรบกวนอีกฝ่ายให้มาดูอาการตอนกลางดึกอย่างช่วยไม่ได้

            ความจริงหากพาไปโรงพยาบาลตั้งแต่เกิดเรื่องก็คงหมดปัญหา แต่เพราะกลัวว่าสุดท้ายเรื่องราวจะบานปลายไปมากกว่านั้นเลยเลือกที่จะไม่ทำ

            “โทรเรียกกูซะดึกดื่นเลยนะมึง มีปัญหาอะไรวะ” ประโยคแรกโพล่งขึ้นหลังผมเปิดประตูเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย

            “จะขอให้มาช่วยดูอาการใครบางคนนิดหน่อย”

            “ไม่พาไปโรงบาลวะ”

            “ไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่” คนฟังขมวดคิ้ว รู้ดีว่ามันคงระแคะระคายกับคำพูดของผมค่อนข้างมาก พี่โฟมเป็นพวกที่ภายนอกดูสุขุมดูเยือกเย็นก็จริง ทว่าตัวตนจริงๆ นั้นกลับเป็นเพียงนักศึกษาแพทย์แกะดำที่มีนิสัยไม่ต่างผมเลยสักนิด แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เก่งและเรียนมามากพอจะช่วยดูอาการของไอ้เนย์ในตอนนี้ได้

            “เออๆ แล้วไหนล่ะคนที่มึงอยากให้ดู”

            ผมเดินนำไปยังห้องนอนเล็กจากนั้นก็หมุนลูกบิดประตู โฟมรู้จักไอ้เนย์ดี ถึงตอนนี้คงไม่ต้องเดาแล้วว่ามันกำลังอยู่ในอารมณ์ไหนหลังจากเห็นสภาพย่ำแย่ของคนที่มันรู้จัก

            “เนย์หนิ มึงทำอะไรมันวะ”

            “มีเรื่องกันนิดหน่อย”

            สองขาของคนอายุมากกว่าก้าวไปประชิดกับขอบเตียง เอื้อมมือไปแตะตรงหน้าผากขาวซีดของคนตรงหน้า

            อาคเนย์ซุกตัวอยู่ในผ้าห่มผืนหนา ถึงจะหยุดร้องไห้ไปแล้วแต่ก็ไม่สามารถปกปิดความเจ็บปวดที่ฉายสะท้อนเข้ามาในสายตาได้เลย นั่นจึงทำให้โฟมหันมามองผมด้วยสายตาไม่พอใจ

            “มีเรื่องจำเป็นต้องเล่นกันหนักขนาดนี้เลยเหรอวะ”

            “ผมกับมันก็เล่นแรงกันตลอดยังไม่ชินอีกเหรอ ตอนนี้พี่ช่วยดูมันหน่อย ก่อนหน้ามันเอาแต่เพ้อไม่หยุด โคตรรำคาญเลยว่ะ”

            “ดูท่าทางแล้วไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตัวร้อนมากนะ” มือที่แตะหน้าผากเลื่อนไปบนซอกคอ จากนั้นก็ค่อยๆ รั้งผ้าห่มออกจนเห็นร่องรอยที่ผมลงมือทำกับมันอยู่เต็มไปหมด

            “มึงทำเหรอ”

            “พี่ช่วยดูให้หน่อย”

            “กูถามว่ามึงทำมันเหรอ!

            “อือ”

            “ได้ขืนใจมันมั้ย”

            “เปล่า แค่ต่อยตีกันธรรมดา”

            “เล่นแรงไปนะ จิตใจของมึงอย่าว่าแต่เป็นหมอเลย เป็นคนปกติยังไม่ได้ด้วยซ้ำ”

            “เก็บไว้ด่าทีหลังได้มั้ย ตอนนี้ช่วยดูมันก่อนเถอะ”

            “แล้วนอกจากตัวร้อนก่อนหน้านี้มันมีอาการอย่างอื่นด้วยมั้ย”

            “แม่งเพ้อไม่หยุด ตาลอย ไม่ตอบสนอง”

            “ต้องพาไอ้เนย์ไปโรงบาล ยาพาราไม่ได้ช่วยให้หายหรอกนะ” หลังได้ข้อสรุป ผมรีบเถียงกลับทันที ยังไงก็จะไม่ยอมพาไปไหนทั้งนั้น

            “ผมไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่”

            “ไอ้เนย์ไข้สูงมาก อีกอย่างรอยนิ้วมือนิ้วตีนมึงกระจายตามตัวมันขนาดนี้จะให้อาการดีขึ้นในเร็ววันนี่ยิ่งไม่มีทาง” พี่รหัสส่ายหน้าไปมา ไม่มีใครพูดหรือขยับอะไรอีก นานเหมือนกันกว่าเจ้าตัวจะเอ่ยเสียงเรียบ

            “พาไปคลินิกพี่กู ปล่อยไว้แบบนี้ต้องแย่แน่”

            “อือ”

            ผมไม่ได้ทักท้วงนอกจากทำตามคำสั่งของคนอายุมากกว่า ใช้เวลาไม่นานก็อุ้มร่างติดสั่นและเพ้อออกมาเป็นครั้งคราวเข้าไปในรถ ระหว่างทางก็ยังไม่วายถูกก่นด่าไม่หยุดหย่อน

            “อย่าทำแบบนี้กับไอ้เนย์อีก กูไม่รู้หรอกนะว่าก่อนหน้านั้นมันเกิดอะไรขึ้น แต่ถึงแม้ว่าจะร้ายแรงแค่ไหนมันก็ไม่ควรลงเอยที่การใช้กำลัง อย่าทำเหมือนมันเป็นสิ่งของไม่มีหัวใจสิ”

            “ทีมันยังทำกับผมเหมือนไม่มีหัวใจเลย”

            “อีกหน่อยถ้ามึงโตขึ้นก็จะเข้าใจทุกอย่างเอง”

            “ผมโตพอจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้วกัน”

            “ถามจริง มึงเกลียดอะไรมันนักหนา”

            “เรื่องนี้พี่ไม่จำเป็นต้องรู้หรอก”

            “จบกันได้แล้ว”

            “เดี๋ยวผมสะใจเมื่อไหร่ก็เลิกทะเลาะไปเองนั่นแหละ”

            “ได้ยินข่าวลือมาว่ามึงสองคนเคยเป็นเพื่อนกัน ถามจริงเถอะตอนนี้มึงยังรู้สึกรักมันสักนิดหนึ่งมั้ย” ไม่เคยมีใครถามผมแบบนี้สักครั้ง เป็นครั้งแรกเลยที่ถูกจู่โจมและผมก็ได้แต่แค่นยิ้มออกมา “ที่ยิ้มแบบนี้หมายความว่ายังไง”

            “เคยรู้สึก...”

            “...”

          “ก็แค่เคย”

            ประโยคในรูปอดีต ยังไงมันก็เป็นแค่เรื่องที่เคยผ่านมาแล้วเท่านั้น...

 

 

 

 

 

 

 

 

            ครอบครัวของพี่รหัสผมเป็นหมอกันทั้งตระกูล และคลินิกที่เราอยู่ตอนนี้ก็เป็นของพี่สาวคนโตของบ้าน แถมยังโยนภาระให้เธอเป็นฝ่ายดูแลคนป่วยให้อีก ผมต้องให้ไอ้เนย์นอนพักที่นี่ไปก่อน พออาการดีขึ้นถึงค่อยพามันกลับไปที่คอนโดอีกครั้ง

            “บูไปนอนพักก่อนเถอะ ข้างบนมีห้องนอนแขกอยู่ ไปนอนกับโฟมก่อนได้”

            “ขอบคุณครับพี่เฟย์ แต่...”

            “ทางนี้พี่ช่วยดูให้เอง อีกอย่างเพิ่งให้ยาลดไข้ไป เนย์คงยังไม่ตื่นเร็วๆ นี้แน่” พอได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกวางใจเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของคลินิก ตรงดิ่งไปยังมุมสุดของอาคารก่อนจะขอตัวเป็นกาฝากนอนกับรุ่นพี่ปีหกชั่วคราว

            ผมนอนไม่หลับตลอดทั้งคืนเพราะมีเรื่องให้กังวลเต็มไปหมด กว่าจะพาตัวเองเข้าไปอยู่ในความฝันก็เกือบเช้า นอนได้ไม่เท่าไหร่สองหูกลับได้ยินเสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่งแว่วเข้ามา ไม่นานเสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น

            ปังๆๆ

            คนเคียงข้างสบถออกมาไม่หยุดก่อนจะลุกงัวเงียไปเปิดประตู

            ภาพแรกที่เห็นคือสีหน้าไม่สู้ดีนักของคุณหมอเจ้าของคลินิก เธอมองมาที่ผม เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าเต็มไปด้วยความกังวล

            “บูลงไปข้างล่างหน่อย”

            “มีอะไรเหรอครับ”

            “เนย์ตื่นแล้วนะ”

            มันควรโล่งใจไม่ใช่เหรอเมื่อได้ยินอย่างนั้น แต่ผมกลับไม่ถามอะไรเพิ่มเติมนอกจากตามคนตัวเล็กลงไปยังชั้นล่าง ที่นี่มีห้องพักสำหรับคนไข้อยู่ห้องหนึ่ง ภายในมีเตียงขนาดเล็ก ถูกปิดล้อมด้วยผนังสีขาวสะอาดตาทั้งสี่มุม สิ่งที่ผมคิดเอาไว้คือการเห็นร่างบอบบางและซีดเซียวนอนอยู่บนเตียง แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น

            “แม่อยู่ไหน...”

            น้ำเสียงแผ่วเบาดังมาจากมุมหนึ่งของห้อง

            อาคเนย์ในตอนนี้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเมื่อมันกำลังกอดเข่าตัวเองแน่น สายน้ำเกลือยังคาอยู่ที่มือ ริมฝีปากพึมพำกับตัวเองอยู่อย่างนั้น ไม่โวยวาย ไม่ร้องไห้ ไม่มีน้ำตาสักหยด แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก

            “ไอ้เนย์” ผมเรียกชื่อมัน ก่อนจะได้รับสายตาว่างเปล่ากลับมา

            “ผมไม่อยากอยู่ที่นี่ครับ มัน...น่ากลัว”

            “เดี๋ยวถ้าหายดีก็จะได้กลับบ้านแล้วนะคะ” ท่ามกลางความสับสนงุนงงของคนในห้อง ดูเหมือนพี่เฟย์จะได้สติสุดเพราะยังคงสื่อสารกับคนตรงหน้าอย่างใจเย็น เธอพยายามย่างเท้าเข้าไปประชิด ทว่ายังไม่ทันได้สัมผัสตัวไอ้เนย์ก็แหกปากร้องลั่นขึ้นมาซะก่อน

            “อย่าเข้ามา! อย่าทำอะไรผมนะ”

            “ไม่ทำจ้ะ พี่อยู่แค่นี้เอง ไม่เข้าใกล้นะ” ไม่มีใครขยับเข้าใกล้มากกว่านั้น “น้องไม่ปกติแล้วนะบู จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย ต้องพาไปโรงบาลแล้วติดต่อแผนกจิตเวช”

            ความง่วงงุนในคราแรกหายเป็นปลิดทิ้งหลังได้ยินคำแนะนำจากอีกฝ่าย

            “ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้” ที่ผ่านมาเราทำร้ายกันมาตลอด เข้าใจว่าบาดแผลที่มีล้วนเกิดจากแผลทางร่างกาย แต่ไม่เคยคิดเลยด้วยซ้ำว่าจะส่งผลกระทบต่อจิตใจ บางที...ผมก็อยากให้สิ่งที่คาดคะเนไม่เกิดขึ้นจริง

            “เราไม่มีประวัติการรักษาของเขา ยังไงก็ต้องไป”

            “โอเคครับ” ไม่มีทางเลือกแล้ว ที่สำคัญคืออาการของไอ้เนย์ดันหนักหนากว่าที่คิด

            “แต่ตอนนี้เราเข้าถึงตัวเนย์ไม่ได้กลัวมันจะยิ่งไปกันใหญ่ ไข้ก็ยังไม่ค่อยลด ยังไงก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป”

            “ผมรู้”

            “โฟมไปรอข้างนอกพี่จะคุยกับเนย์หน่อย” เจ้าของชื่อพยักหน้าอย่างเข้าใจพลางเดินออกไปตามคำขอ มีเพียงผมที่ยังอยู่และยืนห่างจากคนทั้งคู่ค่อนข้างมาก

            “เนย์...ไม่สบายตรงไหนบอกพี่หน่อยได้มั้ยคะ” น้ำเสียงที่ดูใจเย็นนั้นทำให้บรรยากาศโดยรอบผ่อนคลายลงมาก เธอค่อยๆ ย่อเข่านั่งลงกับพื้นในระดับเดียวกัน ส่วนคนฟังเองก็ไม่ได้ตอบอะไรมากไปกว่าจ้องมองกลับด้วยสายตาเลื่อนลอย “เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

            “บูรพา”

            “...!!” อาคเนย์เรียกชื่อผมแทนการตอบคำถาม ผมเลยก้าวเท้าเข้าไปหาแต่กลับต้องชะงักค้างอยู่กับที่เมื่อมันห่อตัวแน่นกว่าเดิมพร้อมกับร้องเสียงหลง

            “เจ็บ อย่าทำได้มั้ย เจ็บ”

            “ไม่มีใครทำอะไรนะคะ ไม่มีอะไร” พี่เฟย์ส่งสายตากลับมาให้ผมออกไปก่อน ด้วยไม่อยากขัดคำสั่งเลยยอมเดินออกไปเงียบๆ และปักหลักอยู่ข้างประตูเพื่อเฝ้ามองสถานการณ์ไปด้วย

            ในหัวมันตีกันยุ่งเหยิงไปหมด เฝ้าแต่ถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือนี่เป็นแค่ละครฉากหนึ่งที่อีกฝ่ายกำลังแสดงเพื่อให้ผมประสาทเสียตาม เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นไอ้เนย์ก็คงทำสำเร็จไปแล้วเพราะผมกำลังจะเป็นบ้าอยู่รอมร่อ

            “แม่อยู่ไหน”

            น้ำเสียงเรียบนิ่งนั้นยังคงถาม

            “เดี๋ยวพี่โทรหาคุณแม่ให้น้า”

            “แม่มารับผมหน่อย ผมไม่อยากอยู่ที่นี่” ไม่มีเสียงสะอื้น มีเพียงประโยคบอกเล่าแบบโมโนโทนเท่านั้นที่ดังก้องในโสตประสาทคล้ายกับว่าคนพูดกำลังล่องลอยอยู่ในความฝัน

            “อีกไม่นานคุณแม่ก็จะมารับกลับแล้ว เพราะงั้นเนย์บอกพี่ได้มั้ยว่าเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

            “เจ็บตรงนี้” เพราะประตูห้องไม่ได้ปิด ผมเลยเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามือบางเลื่อนมาจับแขนของตัวเองพร้อมกับลูบไปมา

            “เจ็บที่แขนเหรอคะ” คราวนี้มันพยักหน้า พี่เฟย์เลยถามต่อ “แล้วเนย์เจ็บตรงไหนอีก”

            “ตรงนี้...” มือตบที่หน้าอกตัวเองเบาๆ

            “งั้นเดี๋ยวพี่ช่วยดูให้นะ พี่เข้าไปได้ใช่มั้ยคะ” เจ้าตัวส่ายหัวเป็นคำตอบ

            “ผมมีวิธี มันจะหาย...”

            ว่าแล้วใบหน้าไร้สีเลือดนั้นก็คลี่ยิ้มมุมปาก ผมไม่แน่ใจนักว่ามันตื่นขึ้นมาหรือกำลังอยู่ในภวังค์ที่ลึกที่สุดกันแน่ เพราะท่าทีที่แสดงออกในตอนนี้เป็นสัญญาณที่ไม่ดีเอาซะเลย

            “ปกติเนย์ทำยังไงถึงจะหายคะ พี่เองก็พอช่วยได้เหมือนกัน”

            “ไม่มีใครช่วยได้ หมอก็ช่วยไม่ได้ มีแต่ผม...”

            “...”

            “จีนบอกให้ผมขับรถ แต่ผมขี้ขลาด ผมไม่กล้าพอที่จะแตะต้องมันอีก” น้ำเสียงราบเรียบเริ่มสั่นเครือลงเรื่อยๆ คนพูดเองก็ค่อยๆ ก้มหน้างุ้มจนตอนนี้ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันกำลังทำหน้าแบบไหนอยู่ “เธอบอกให้ผมลองขับ ขับไปบนถนน”

            “เธอบอกเนย์เหรอ ในความฝันหรือเปล่า”

            “เธอมา” ไม่มีจีนบนโลกนี้อีกแล้ว เป็นไปไม่ได้หรอกที่เธอจะมา มีเพียงจินตนาการเท่านั้นที่ไอ้เนย์พยายามสร้างขึ้นและนั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกแย่เข้าไปอีก

            “มาหาบ่อยแค่ไหนคะ”

            “ผมไม่รู้ แต่พอผมไม่ทำตามเธอก็จะมาเรื่อยๆ ผมขับรถไม่ได้เพราะไม่มีความกล้าพอ แต่ในคืนนั้นผมจำได้ดี เลือดท่วมตัวเราทั้งคู่ ผมนับเลข...ร้องให้ใครสักคนมาช่วย หนึ่ง สอง สาม สี่”

            “เนย์นับถึงเท่าไหร่”

            “ห้า หก เจ็ด แปด เก้า...” ไม่มีคำตอบที่แน่ชัดนอกจากการนับเลขไปเรื่อยๆ ราวกับคนละเมอ

            ห้องทั้งห้องไร้เสียงรบกวน มีแต่เสียงของอาคเนย์เท่านั้นที่ยังเปล่งออกมาไม่หยุด ทั้งอึดอัดและทรมาน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเลขพวกนี้หมายถึงอะไร จนอยากจบทุกอย่างด้วยการโทรหารถพยาบาลให้รีบพาตัวออกไปซะ แต่ติดตรงที่ผมดันปล่อยให้มันเป็นแค่ความคิดเพียงอย่างเดียว

            “หนึ่งร้อยสิบสาม หนึ่งร้อยสิบสี่ นับเลขทำให้ผมหายเจ็บ”

            และนั่นคือคำตอบของคำถามในตอนแรก

            “ผมนับมันเรื่อยๆ เบื่อหน่อยก็เลยลองหยิบก้อนหินขึ้นมา ตอนนั้นผมดูหนังอยู่เรื่องหนึ่ง[2] นานมาแล้วที่ผมไม่ได้ดูแต่ก็ยังจำความรู้สึกนั้นได้ดี วินาทีที่ผู้หญิงคนหนึ่งหยิบก้อนหินก้อนแล้วก้อนเล่าใส่ลงในกระเป๋าเสื้อ จากนั้นก็เดินลงไปในน้ำ ผมชอบนะ...”

            ไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไงกับสิ่งที่ได้ยิน แต่ผมในตอนนี้ไม่ต่างกับการเดินลงไปในน้ำเหมือนผู้หญิงในจินตนาการของอาคเนย์เลย

            “ความรู้สึกนั้นดูไม่เศร้าเท่าไหร่ เหมือนจะ...ผ่อนคลายด้วยซ้ำ เลยลองทำตามบ้าง”

            “...”

            “หนึ่งก้อน สองก้อน สามก้อน...ตัวผมหนักไปหมด เดินก็ลำบาก แต่ไม่รู้คิดอะไรถึงรู้สึกว่ามันน่าสนุกดี”

            ผมไม่ได้อยากฟังต่อ แต่สองเท้ากลับเหมือนมีอะไรบางอย่างตรึงเอาไว้ให้อยู่กับที่

            “วันนั้นจีนมาหาผม เธอบอกมันน่าสนใจเลยอยากลองทำบ้าง เราเดินไปที่สนามหญ้ากว้างๆ ของสวนสาธารณะ ตรงนั้นมีสระที่กว้างมาก ผมถามเธอว่าเล่นน้ำตอนกลางคืนได้มั้ย เธอเลยตอบว่าได้”

            ไอ้เนย์หยุดพูดไปครู่หนึ่ง วนนิ้วชี้ไปมาบนพื้นราวกับกำลังนึกถึงเรื่องราวในอดีต

            “เราเดินลงไปด้วยกัน หินที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อและกางเกงดึงผมให้จมลงไปใต้น้ำ นั่นเป็นครั้งแรกเลย ครั้งแรกที่ไม่รู้สึกเจ็บอีก ได้แต่ปล่อยให้ตัวเองล่องลอยอยู่ในความมืด ในใจเต้นลิงโลดเหมือนได้รับอิสระ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า...ผมรู้แล้ว”

            “...”

          “การหายไปคือสิ่งที่ทำให้ผมไม่ต้องเจ็บปวดอีก”

 

 

 

 

 

 

 

 

            หน้าปัดรถยนต์เลื่อนไปที่ตัวเลข 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

            จุดหมายของผมเป็นบ้านหลังใหญ่ที่แสนคุ้นตา ตอนนี้ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมแม้กระทั่งต้นไม้ที่ปลูกเรียงรายตรงทางเข้าบ้านนั่นด้วย

            ผมมักแวะมาที่นี่เสมอเมื่อมีโอกาสเพื่อถามไถ่ความเป็นไปของคนในครอบครัว คราวนี้ก็เช่นกัน จะแตกต่างนิดหน่อยก็ตรงที่ในหัวของผมมันมีเรื่องบางอย่างค้างคาในใจมาหลายวันจนสลัดไม่ออก ท้ายที่สุดผมก็ต้องกลับมาหาคำตอบนั้นด้วยตัวเอง

            “อ้าวบู ไม่โทรบอกก่อนล่ะว่าจะมา” เสียงคนอายุมากกว่าเอ่ยทักทาย หลังขับรถเข้ามาจอดด้านในได้ครู่หนึ่ง

            “พอดีผมมาทำธุระแถวนี้ครับ เสร็จแล้วก็เลยแวะมาหาแม่ นี่ของฝากครับ”

            “ไม่เห็นต้องลำบากเลย” คนตรงหน้ายื่นมือมารับของเสร็จมันก็ถูกส่งต่อไปยังแม่บ้านซึ่งรอรับอยู่ก่อนแล้ว “เข้าไปคุยกันข้างในก่อนมั้ย”

            “ครับ” พอได้รับคำเชิญชวนผมก็ไม่ปฏิเสธเดินเข้าไปในบ้านทันที

            เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างยังคงจัดเรียงเหมือนเดิม เหมือน...แม้กระทั่งรูปครอบครัวซึ่งแขวนอยู่บนฝาผนัง

            “ช่วงนี้แม่เป็นไงบ้างครับ สบายดีมั้ย”

            “ก็ดีจ้า”

            “เพื่อนคนอื่นของจีนได้แวะมาที่บ้านบ้างหรือเปล่าครับ”

            “ไม่ค่อยหรอก” เธอมีสีหน้าเศร้าลงเล็กน้อย “ตั้งแต่จีนจากไป ก็ไม่ค่อยได้เจอเพื่อนของเขาอีก จะมีก็แต่บูเนี่ยแหละที่แวะมาหากันบ่อยๆ”

            ใช่ ผมมาที่นี่ค่อนข้างบ่อย มาเพื่อพูดคุยกับแม่ของเธอเพื่อหวังว่าจะคลายความโศกเศร้าในใจไปได้บ้าง

            ถึงครอบครัวจะมีลูกสาวและลูกชายอีกสามคน ทว่าก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการจากไปของลูกคนเล็กสร้างบาดแผลให้กับคนที่เหลืออยู่ไม่น้อย

            “ถ้าแม่อยากให้ผมทำอะไรก็บอกได้เลยนะครับ”

            “แม่ไม่มีอะไรหรอก แค่คิดถึงและแวะมาหากันบ้างก็ดีแล้ว”

            เครื่องดื่มถูกเสิร์ฟลงตรงหน้า ความจริงแล้วผมไม่ได้ตั้งใจแวะเข้ามาเพราะเป็นทางผ่าน แต่ตั้งใจจะถามไถ่อะไรบางอย่างเกี่ยวกับเหตุการณ์วันนั้นมากกว่า

            จริงอยู่...เรื่องราวในอดีตจบลงและผมได้รู้ความจริงอย่างกระจ่างชัดตั้งแต่ครั้งนั้น แต่ที่มาวันนี้ก็เพื่อตอกย้ำให้ตัวเองได้แน่ใจว่าสิ่งที่คิดมาตลอดมันไม่ผิด

            “บูมีอะไรจะถามแม่หรือเปล่า” ผมเกลียดตัวเองที่ขี้ขลาดจนไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง

            “ผม...”

            เหตุการณ์มันนานมาแล้ว เรื่องราวทุกอย่างที่ผมได้ฟังก็มาจากแม่ของจีนอยู่ฝ่ายเดียว เพราะไอ้เนย์เล่นหายหัวแล้วเลือกจะลืมทุกอย่างไป ผมไม่เคยสงสัยอะไรมาตลอดหลายปีจนกระทั่งเกิดเรื่องที่มันเพ้อหนักจนควบคุมสติไม่อยู่

            อาคเนย์ถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเมื่อหลายวันก่อน โดยมีพี่เฟย์ออกหน้าแทนให้ ไม่มีใครพูดถึงสาเหตุที่ทำให้ไอ้เนย์ตกอยู่ในสภาพนั้น แม่ของมันเองก็ไม่ได้ซักไซ้อะไร เดาว่าเธอคงรู้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกชายตัวเอง ทั้งจากบาดแผลภายนอก บันทึกการรักษาของหมอ รวมถึงอาการผิดปกติบางอย่างที่แสดงออกมา แต่เธอกลับเลือกที่จะไม่พูดมันมากกว่า

            ผมไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับการรักษาของคนป่วยมากนัก ฝั่งนั้นเองก็ไม่ได้บอกว่าต้องดูแลยังไงบ้าง เรื่องจิตแพทย์ที่พี่เฟย์พูดขึ้นตอนอยู่คลินิกก็ไม่ได้รับคำตอบที่แน่ชัด สิ่งเดียวที่รู้คือครอบครัวของอาคเนย์ค่อยๆ ปิดกั้นความจริงบางอย่างเอาไว้ไม่ให้ใครรู้

            “พูดมาเถอะ เกี่ยวกับจีนหรือเปล่า”

            “ครับ ผมอยากจะถามว่าในวันนั้นจีนได้โทรบอกแม่จริงๆ ใช่มั้ยครับว่าเนย์ชวนออกไปข้างนอก”

            คนฟังสะอึก คล้ายกับกำลังพาตัวเองย้อนกลับไปในอดีต

            “อือ แม่จำได้ดีเลย คนรถบอกว่าจีนไม่ยอมกลับแต่เพื่อนอาสาจะไปส่งที่บ้าน”

            มันแย่มากที่ทำให้เขาต้องรื้อฟื้นอดีตที่แสนเจ็บปวดซ้ำๆ แม้จะไม่อยากพูดแล้วก็ตาม

            “พอโทรไปเช็กจีนก็บอกว่าเพื่อนขอร้องให้มาช่วยซื้อของ ระหว่างนั้นแม่ก็เป็นห่วง ยิ่งเห็นฝนตกหนักเลยโทรไปถาม เขายังไม่ยอมออกมาทางนี้เลยทำอะไรไม่ได้นอกจากรอ”

            แม่หยุดพูดไปครู่หนึ่งก่อนจะหยิบแก้วน้ำดื่มขึ้นมาจิบ

            “ฝั่งแม่ก็ไม่รู้อะไรหรอก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้จีนจากไป”

            “...”

            “แปลกดีที่ครอบครัวของเขายังคงมีความสุขดี ขณะที่เราร้องไห้แทบขาดใจ แต่ก็นั่นแหละชีวิตต้องเดินไปข้างหน้า จะให้ย่ำอยู่กับที่ก็คงเปล่าประโยชน์ บูคิดอย่างนั้นมั้ย”

            “ครับ”

            คิดถูกแล้ว

            ผมไม่ควรเห็นใจคนที่ฆ่าคนรักของผม

            สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมีต้นเหตุมาจากมัน

            จะเจ็บปวดก็เพราะเป็นตัวของมันเอง ไม่ใช่ใครเลย...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          [ อาคเนย์ ]

            ผมขาดเรียนอีกแล้ว รอบนี้นานนับสัปดาห์เพราะต้องนอนโรงพยาบาลเนื่องจากอาการของโรคที่รักษาไม่หายกำเริบขึ้นมาอีก แม่ผมกลับจากทริปกับเพื่อนๆ หลังได้ยินว่าเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รอช้ารีบตามมาเฝ้าถึงเตียง

            ทุกคนปิดปากเงียบราวกับต้องการให้เรื่องเหล่านี้หายไปกับอากาศเหมือนทุกครั้ง แม่เองก็ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติมแต่ผมรู้ ดวงตาคู่นั้นที่มองมาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

            “เนย์ เราย้ายออกไปอยู่ที่อื่นกันดีมั้ย”

            วันนี้ผมเพิ่งออกจากโรงพยาบาล แม่ช่วยจัดแจงข้าวของรวมถึงอาหารและยาที่ต้องกินในทุกมื้อด้วย หลังว่างจากทุกอย่างเธอมักจะหยิบนวนิยายเล่มโปรดที่อ่านกี่ทีกี่ทีก็ไม่จบสักทีขึ้นมาเปิด คราวนี้ก็ไม่ต่าง ผิดแค่ว่าประโยคที่แม่พูดออกมานั้นมันชวนตกใจไม่น้อย

            “แม่เล่นตลกอยู่เหรอ นี่บ้านของเราจะให้ย้ายไปอยู่ที่ไหนกัน”

            “ไม่รู้สิ แค่คิดว่าเราควรไป”

            ผมฉีกยิ้ม ทิ้งตัวลงนั่งเคียงข้างอีกฝ่ายอย่างช้าๆ

            “อ่านนิยายแล้วอินอีกล่ะสิ ไม่ใช่ว่าอยากจะหนีก็หนีได้สักหน่อย” โดยเฉพาะเวลาที่เราไม่มีเงิน พ่อเองก็ไม่อยู่แล้วด้วย เหลือกันแค่สองคนจะดิ้นรนกันยังไง

            “อาการลูกกลับมากำเริบอีกแล้ว”

            “ตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้วครับ”

            “แม่ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาทำให้ลูกเจ็บปวดไปมากแค่ไหน แต่ถ้าลูกไม่อยากทนก็บอกแม่ได้เลย”

            “จะให้ผมทนกับอะไร ผมไม่ได้ฝืนสักหน่อย”

            “เนย์...” จู่ๆ น้ำตาเม็ดใสก็ไหลลงมาเปื้อนหน้าของแม่ เห็นแบบนี้ผมก็ไม่รู้ต้องทำยังไงนอกจากโน้มตัวเข้าไปกอดและเอ่ยปลอบด้วยคำเดิมๆ ว่า ไม่เป็นไรอยู่อย่างนั้น

            “ทุกอย่างมันโอเคกว่าแต่ก่อนเยอะนะแม่”

            “ไม่รู้สิ แต่ย้ายออกจากห้องของบูเถอะนะ”

            “ครับผมจะย้าย จริงๆ ก็เช่าห้องที่หอพักใหม่แล้วล่ะ แค่ยังไม่มีโอกาสขนของเข้าไป”

            “มันนานเท่าไหร่แล้ว หมายถึง...” คงจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ที่แตกหักเกินกว่าจะประกอบขึ้นมาใหม่ แถมยังร้ายแรงถึงขั้นใช้กำลังจนต้องผลัดกันเข้าไปนอนโรงบาลอยู่บ่อยครั้ง

            “ช่างมันเถอะครับ”

            “แม่ถามหน่อยสิเนย์”

            “อืม...”

            “ยังรักที่จะเรียนหมออยู่มั้ย”

            “รักครับ” แม้จะไม่แน่ใจคำตอบที่พูดออกไปเลยด้วยซ้ำ

            “ยังรักพ่ออยู่มั้ย”

            “รักครับ”

            ถึงจะออกปากพูดว่าอย่ากลับมายังไง ผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังเฝ้ารอวันที่เราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง แม้ความเป็นไปได้มันจะมีค่าเท่ากับศูนย์ก็ตาม

            “คำถามสุดท้ายและแม่จะไม่ถามอีก เนย์ยังรักบูอยู่มั้ย”

            “ผม...”

            “จริงๆ คำถามนี้ยังไม่ต้องตอบแม่ก็ได้ ตอบกับตัวเอง ถึงตอนนั้นลูกจะได้รู้ว่าควรทำยังไงต่อไป”

            มันเป็นคำถามที่ยาก ถามกี่ครั้งๆ ก็ไม่เคยตอบเหมือนกันทั้งที่มันมีอยู่แค่สองคำตอบ คือรัก หรือไม่รักเท่านั้น ผมอาจจะต้องใช้เวลาถามตัวเองอย่างจริงจังอีกสักครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ตอบได้และมันไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยก็คือ...

          บูรพา เป็นรักแรกของอาคเนย์

 

 

 

 

 

 

 

 

            ตั้งแต่เหตุการณ์วันนั้นผมก็แทบไม่เจอบูรพาอีกนับเดือน

            เสื้อผ้าและของสำคัญที่อยู่ในห้องถูกขนย้ายออกหมดแล้วระหว่างที่นอนพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล ผมไม่ต้องทำอะไรเลยแม่ก็จัดการให้หมดทุกอย่าง รู้ตัวอีกทีเราก็ได้กลับมาอยู่ที่บ้านสองคนแม่ลูกเหมือนแต่ก่อน

            ถึงเรียนคณะเดียวกัน อยู่แล็ปและที่นั่งใกล้กัน แต่เราก็มักหลีกเลี่ยงไม่มาเจอกันได้ดีเสมอ วันไหนที่ผมมาเรียนไอ้บูจะหายหัว ส่วนวันไหนที่เห็นร่างสูงนั่งโด่อยู่ในห้องผมก็เลือกจะเป็นฝ่ายหนีเอง เป็นอย่างนี้อยู่นานกระทั่งวันนี้...

            วันที่ 25 ธันวาคม

            มันคือวันคริสต์มาส เกือบทุกบริเวณประดับประดาไปด้วยไฟหลากสีรวมถึงต้นคริสต์มาสสูงตระหง่านตามแลนด์มาร์กสำคัญๆ บรรยากาศช่วงสิ้นปีดูครึกครื้นและเต็มไปด้วยสีสัน ราวกับว่ากำลังเฉลิมฉลองให้กับวันสำคัญอีกหนึ่งวัน นั่นก็คือ...

            วันเกิดของอาคเนย์

            ผมใช้เวลาเกือบทั้งวันไปกับการทำบุญและอยู่ฉลองกับแม่สองคนที่บ้าน ดึกหน่อยก็นัดหมายกับเพื่อนสายปาร์ตี้ว่าจะออกมาดิ้นกันในวันเกิดพ่วงวันคริสมาสต์

            “ขอให้มีความสุขมากๆ นะเว้ย”

            เกร้ง!!

            แก้วเหล้ากระทบกันจนเกิดเสียง ถึงจะมากันไม่ครบเนื่องจากแยกย้ายไปตามก๊วนแก๊งของตัวเอง ทว่าบรรยากาศในค่ำคืนนี้ก็ทำให้ผมลืมความเศร้าหลายอย่างไปเยอะทีเดียว

            “อายุยี่สิบปีเต็มจริงๆ แล้ว ต่อไปไม่ต้องแอบแม่มึงมาแดกเหล้าแล้วนะ ฮ่าๆ”

            “โคตรเหี้ยเลย” ผมเถียงไอ้ดินกลับไป

            แอลกอฮอล์ เสียงเพลง รวมไปถึงแสงไฟปลุกเร้าความรู้สึกสนุกสนานให้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ยิ่งใกล้เที่ยงคืนมากขึ้นเท่าไหร่แต่ละคนก็งัดไม้เด็ดมาเซอร์ไพรส์มากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะของขวัญชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ประเคนมาให้ตรงกลางโต๊ะ บางกล่องถูกยุให้เปิด ณ ตอนนั้น ขณะที่บางกล่องยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์รอการแกะหลังผ่านพ้นคืนนี้ไป

            “เฮ้ย พวกมึง! กูว่าเราเจอก้างชิ้นโตอีกแล้วว่ะ” ดื่มด่ำกับบรรยากาศไปสักพักเสียงของเพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งพลันเอ่ยท้วง ผมหันไปมองยังทิศทางของนิ้วมือนั้นตามสัญชาตญาณ ก่อนหัวใจทั้งดวงจะรัวกระหน่ำอย่างหนักเนื่องจากเห็นภาพของใครคนหนึ่งในม่านสายตา

            “ไอ้บู...” ผมพึมพำเสียงแผ่ว ตรงข้ามกับไอ้ดินที่ดูตื่นตระหนกกว่าใครเพื่อน

            “ไอ้เนย์มึงรีบกลับเถอะ”

            สภาพไอ้ดินหลังถูกไอ้บูซ้อมยังติดตาอยู่เลย และผมก็ไม่มีความกล้าพอที่จะเอามันมาเสี่ยงอีกแล้ว

            “กู...”

            “จะรีบกลับไปไหนวะ รอเป่าเค้กก่อนเดี๋ยวค่อยแยกย้ายกันก็ได้” ดูเหมือนอีกหลายคนจะไม่เห็นด้วย พวกมันไม่เคยรู้ว่าหลังจากนั้นผมต้องเผชิญหน้ากับอะไร ยังนึกสนุกและไม่เกรงกลัวแม้สุดท้ายจะต้องจบลงที่การชกต่อยเหมือนเคย

            แน่นอนว่ายังไม่ทันได้ขยับตัวหรือหนีไปที่ไหนอย่างใจคิด ร่างสูงของบูรพากับเพื่อนก็เดินตรงดิ่งมายังโต๊ะของเรา ผมกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ตัวสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่

            “ขอนั่งด้วยคนสิ” ผมกลัว เป็นเพียงคนขี้ขลาดที่เอาแต่ก้มหน้า

            อาคเนย์ที่พยายามสร้างความกล้าหาญให้ตัวเองมาตลอดพังทลายไปนานแล้ว หลงเหลือเพียงความอ่อนแอที่ปรากฏให้เห็น

            “อะไรวะ พวกกูไม่ได้ต้อนรับมึง” หนึ่งในเพื่อนผมออกปากแทบถลาเข้าไปแลกหมัดกันอยู่รอมร่อ แต่มันผิดตรงที่อีกฝั่งดูใจเย็นและเข้าหาอย่างเป็นมิตร ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าการเป็นศัตรูแบบเปิดเผย

            “พวกกูขอนั่งด้วยสิ คืนนี้มันสำคัญนะเว้ย กูไม่ได้อยากมาหาเรื่องสักหน่อย”

            “ไสหัวไปไกลๆ”

            “มึงก็รู้ว่าเมื่อก่อนกูกับไอ้เนย์สนิทกันมากแค่ไหน เพื่อนอยากฉลองวันเกิดให้เพื่อนแค่นี้ไม่ได้เหรอวะ”

            ไอ้บูรู้ดีว่าวันนี้เป็นวันเกิดผม เพราะอีกไม่กี่วันก็คือวันเกิดของมัน วันสิ้นปี...

            ทุกปีเราจะฉลองด้วยกัน มอบของขวัญแล้วก็ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ แต่พอโตขึ้น หลายๆ อย่างเปลี่ยนไป เราก็ไม่ได้กลับมาทำอย่างนั้นอีกแล้ว

            “มึงถามไอ้เนย์สิ”

            “กูเคลียร์กันแล้ว มึงโอเคใช่มั้ยวะเนย์”

            บูรพาถามผมด้วยน้ำเสียงแกมบังคับ ทว่าผมกลับน้ำท่วมปากพูดอะไรไม่ได้ ทั้งมันและเพื่อนอีกสามเลยเข้ามานั่งแทรกอย่างถือวิสาสะ จนพื้นที่ตรงโซฟาโซนวีไอพีอัดแน่นไม่เหลือช่องว่าง ไม่มีใครพูดอะไรอีกนอกจากจ้องมองคนมาใหม่นิ่ง นานเหมือนกันกว่าอีกฝ่ายจะสั่งเครื่องดื่มและเริ่มต้นสนทนา

            จิตใจของผมไม่อยู่กับเนื้อกับตัวมาตั้งนานแล้ว ยิ่งเมื่อถูกสายตาคู่คมจดจ้องร่างกายก็ยิ่งแสดงปฏิกิริยาหนักกว่าเก่า รู้สึกราวกับถูกใครสักคนถือมีดมากรีดที่อกจนมันแหวกออกจากกัน

            แปลกดี ที่ผ่านมาต่างคนต่างหลบหน้ากันตลอด แต่ทำไมวันนี้มันถึงไม่ทำเหมือนอย่างเคย

            “กู...กูขอตัวก่อนนะ” เอ่ยออกมาเสร็จก็ตั้งท่าจะลุกขึ้น

            “จะไปไหนวะ หนีกลับเหรอ” ไอ้บูเหมือนจะรู้ทันรีบพูดแทรกทันที “อีกยี่สิบนาทีก็ถึงเที่ยงคืนแล้ว กูสั่งของขวัญพิเศษกับทางร้านเพื่อมึงโดยเฉพาะเลย นั่งก่อนสิ”

            “มึงตั้งใจทำอะไรไอ้บู วันเกิดกู...กูอยากอยู่กับเพื่อน”

            “แล้วกูไม่ใช่เพื่อนมึงเหรอ” มันดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่ดี หากประโยคนั้นไม่ได้มาจากปากของคนที่เกลียดผมที่สุดในชีวิต

            “มึงต้องการอะไรกันแน่”

            “พูดเหี้ยอะไร กูก็แค่อยากฉลองวันเกิดให้มึง ไม่ดีใจหรือไง” ท้ายประโยคแค่นยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาพาเอาคนฟังขนลุกซู่ ผมรู้จักสายตานั้นดี สายตาที่มักได้รับและลงท้ายด้วยความเสียใจของผมเสมอ

            “อยู่รอก่อนเถอะจิ้มลิ้ม พวกกูตั้งใจกับของขวัญวันเกิดชิ้นนี้มากนะเว้ย” หลังได้ยินเพื่อนของไอ้บูพูด ผมก็ส่งสายตาขวางๆ ใส่ทันที

            “กูไม่ชอบให้ใครเรียกแบบนี้”

            “โธ่...มึงก็มีผัวแล้วนะ จะให้เรียกว่าอะไรอีกล่ะ”

            “...!!

            นาฬิกาในชีวิตเหมือนถูกทำลายลงตรงหน้า เวลาคล้ายกับหยุดเดิน เสียงเพลงที่ดังอยู่เต็มสองรูหูกับแอลกอฮอล์ที่อยู่ในกระแสเลือดไม่สามารถลบความรุนแรงในประโยคนั้นออกจากความรู้สึกได้เลย

            ไอ้ดินเริ่มบีบมือ เพื่อนในกลุ่มเงียบสนิทจ้องมาที่ผมนิ่ง มันรู้อยู่แล้วว่าที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น ผมเคยนอนกับไอ้บูด้วยความเต็มใจ เคยรักกันมาก่อน แล้วไงอีก สุดท้ายวันเกิดปีนี้ก็คงพังไม่เป็นท่าเพราะพวกมันต้องการประกาศให้ผมรู้สึกอับอายจนอยากเอาปี๊บคลุมหัว

            ความโกรธอัดมวนอยู่ภายในอกจนต้องกำหมัดอีกข้างไว้แน่น อยากถลาเข้าไปกระชากคอเสื้อแล้วเขย่าจนหัวสั่นคลอน แต่ความจริงกลับทำได้แค่กัดฟันกลั้นน้ำตาไม่ให้รินไหล

            “มึงจะล้อมันทำเหี้ยอะไร” ปล่อยให้บรรยากาศอึดอัดอยู่นานในที่สุดไอ้บูก็เป็นฝ่ายพูดบ้าง “ถึงพูดความจริงไปไอ้เนย์ก็ไม่ยอมรับหรอก”

            “จะให้กูยอมรับอะไรวะ” อารมณ์คุกรุ่นที่พยายามอดกลั้นอย่างเต็มที่พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ

            ผมไม่กลัวอะไรอีกแล้ว ความลับ ความน่าสมเพช ความทรงจำแย่ๆ ที่ผ่านมาถ้าจะให้เพื่อนมันรู้ทั้งหมดก็ช่างแม่งประไร

            “ก็ความจริงไง ครั้งหนึ่งมึงเคยเป็นของกู และอีกไม่นานมึงก็อาจจะเป็นของใครอีกหลายคน”

            “ทำไม มึงจะยกกูให้เพื่อนมึงเหรอ”

            “ทำไมรู้ดีจังวะ”

            “นี่สินะของขวัญที่อยากจะเซอร์ไพรส์ กูแม่งโคตรรดีใจเลยว่ะ เอาเลย! มึงอยากให้มันมาเอากูต่ออยู่แล้วหนิ ดีซะอีกกูจะได้ของขวัญวันเกิดเป็นผู้ชายตั้งหลายคน รู้สึกดีฉิบหายเลยว่ะ” ผมแค่นหัวเราะ หากแต่ดวงตากลับร้อนผ่าวและพร่าเบลอทีละน้อย

            รอยยิ้มและเสียงหัวเราะในคราแรกหายไป เหลือแต่ผมที่กำลังเล่นสงครามกับไอ้บูเพียงสองคน

            มันไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้วอาคเนย์

            วันเกิดควรจะเป็นวันที่ผมมีความสุขที่สุด ทว่าตอนนี้มันกลับเป็นเครื่องย้ำเตือนถึงความโหดร้ายของการมีชีวิต ไม่น่าเกิดมาเลยจริงๆ น่าจะตายไปตั้งแต่ตอนนั้น

            และในที่สุดน้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ก็ไหลลงมา ผมรีบใช้แขนเสื้อเช็ดมันออกจากหน้า ก่อนเงยหน้าขึ้นเผชิญหน้ากับมันตรงๆ

            “อีตัว สกปรก ของเล่นที่ใช้แล้วทิ้ง ขยะ ไร้ค่า ไอ้น่าขยะแขยง มึงเห็นกูเป็นแบบนี้ใช่มั้ย”

            “...”

            “มึงเรียกกูแบบนี้ประจำเลยนี่หว่า” ยังความเงียบปกคลุมไปทั่วพื้นที่ มีเพียงเสียงเพลงจากคลับที่เปิดดังกระหึ่มอยู่ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้บรรยากาศแสนหดหู่สดชื่นขึ้นมาเลยสักนิด

            “อยากเอาก็เอาไปสิ อยากบอกเพื่อนกูนักมันก็ได้รู้แล้วว่าที่ผ่านมากูสกปรกแค่ไหน นี่กูจะบอกอะไรให้นะ” ผมหันไปมองหน้าเพื่อนในกลุ่มของตัวเอง พร้อมกับยกแก้วเหล้าขึ้นมาดื่มแล้วพูดต่อ “กูโดนไอ้บูมันเอาตั้งนานแล้ว ที่โกรธเกลียดกันก็ไม่ใช่อะไร ต้นเหตุเพราะกูทำแฟนมันตาย”

            “เนย์พอก่อน มึงเมาแล้วใช่มั้ย” ไอ้ดินพยายามห้ามแต่ผมไม่หยุด

            “เมื่อก่อนกูรักมันมาก เข้าใจว่าคนรักกันต้องเอากัน ฉิบหายเอ๊ย สุดท้ายก็ได้รู้ความจริงต้องมานั่งเจ็บใจกับคำว่าอยากรู้อยากลองของวัยรุ่น”

            “...”

            “ถ้าไม่ติดว่ามึงหนีไปมีแฟนกูก็คงปล่อยให้มึงเอาอีกเรื่อยๆ เพราะเข้าใจว่ามันคือความรัก กูแม่งสกปรกฉิบหาย สกปรกจนกูก็ยังรังเกียจตัวเองเลย ฮ่าๆ” เครื่องดื่มที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งถูกเทกรอกปาก ผมพูดไป หัวเราะไป เนื้อตัวสั่นเทิ้มแต่กลับรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย

            ไม่ต้องกลัวกับความลับอะไรอีกแล้ว ต่อให้ปิดไปก็ใช่ว่าผมจะเจ็บน้อยลง

            “มึงรู้ว่ากูรักมึงบู นานมาแล้วที่กูรักมึง”

            “...”

            “ที่มึงเจ็บ ที่มึงทรมาน มึงรู้ได้ไงว่ากูไม่เคยรู้สึก ที่ยังหัวเราะยังยิ้มได้รู้ได้ไงว่าข้างในไม่แหลกสลาย มึงเคยรู้อะไรบ้างในคืนนั้น กูอยู่ในรถที่บุบไปทั้งคัน เลือดอาบไปทั้งตัวแต่ก็ยังนับเลขโง่ๆ รอให้คนมาช่วย กูถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกร กูพาลูกสาวบ้านเขามาตายแล้วรู้ได้ยังไงว่ากูมีความสุข”

            ผมไม่เคยเดินไปข้างหน้าเลยสักวัน มีแต่จมอยู่กับอดีต

            “ไม่มีใครรู้ว่าช่วงเวลานั้นมันยากลำบากแค่ไหน แม่กูร้องไห้ทุกวัน ไปนั่งกราบเท้าคนอื่นเพื่อขอโทษอย่างคนไร้ศักดิ์ศรี แต่ไม่เคย...ไม่เคยเลยสักครั้งที่คนอื่นจะมองเห็น”

            มือหนึ่งคีบน้ำแข็ง เทเหล้าผสมกับโซดาลงไป ผมแทบไม่คนด้วยซ้ำแต่เลือกยกกระดกทันที

            “กูจมอยู่กับความรู้สึกผิดเป็นปีๆ พยายามหาโอกาสไถ่โทษและขอโอกาสจากมึง แต่คิดดูดิบู มึงให้อะไรกูวะนอกจากยัดเยียดคำว่าฆาตกรให้ มันเจ็บฉิบหายเลย...เจ็บยิ่งกว่าอุบัติเหตุในคืนนั้น แล้วจะให้กูหยุดได้ไง ไม่ให้กูแค้นจนอยากฆ่ามึงได้ยังไง”

            เหล้าแก้วที่สอง สาม และสี่ถูกส่งผ่านลำคอ

            “แม่กูโทรตามแล้ว ว้า...แย่จัง ยังไงกูขอกลับก่อนนะ ขอบคุณสำหรับของขวัญวันเกิดทุกชิ้นเลย”

            ผมแบกหัวใจพังๆ พร้อมกับกล่องของขวัญที่ได้รับออกมาเงียบๆ

            ไม่มีใครยื้อหรือพูดอะไรอีก สงสัยคงช็อกกับความโสมมในชีวิตของผมล่ะมั้ง แต่ช่างเถอะ ถึงเวลาแล้วที่ควรเผชิญหน้าสักที หนีมาตั้งนานทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าไม่มีทางหนีพ้น

            ใครบ้างล่ะจะหนีความจริงได้ แม้แต่ในฝันผมยังไม่เคยหนีมันได้เลย

            สองเท้าก้าวไปปาดน้ำตาไป หันซ้ายหันขวาเดินออกไปเรียกแท็กซี่ข้างนอก แต่เพราะการทรงตัวอันย่ำแย่จากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทำให้ก้าวเท้าไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ล้มลงไปกองกับพื้น ข้าวของที่ถือมาด้วยหล่นกระจายคนละทิศละทางแต่ก็ยังพยายามหยิบมันกลับมา

            ที่ทางออกค่อนข้างมืด ผมไม่เห็นอะไรเลย ยิ่งมีน้ำตาที่กำลังไหลไม่หยุดก็ยิ่งส่งผลให้การมองเห็นแย่ขึ้นไปอีก

            “เฮ่!!

            เสียงเฮดังขึ้นจากภายในร้าน ไม่นานเครื่องดนตรีหลากหลายชนิดก็ประสานเสียงกันเล่นเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้กับลูกค้าอีกหลายคนที่มาฉลองในค่ำคืนนี้ ผมเองก็เช่นกัน

             “แฮปปี้...เบิร์ธเดย์...ทูยู แฮปปี้เบิร์ธเดย์ทูยู ฮึก...”

            “...”

            “แฮปปี้เบิร์ธเดย์อาคเนย์ แฮปปี้เบิร์ธเดย์ทูยู” ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้มานั่งร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้ตัวเองในสภาพเมาแอ๋แถมยังนั่งกองอยู่กับพื้น สองมือควานเก็บของที่ตกหล่นทีละชิ้นทีละอัน

            หนึ่งชิ้น สองชิ้น สามชิ้น

            ผมคิดถึงก้อนหินที่เคยยัดใส่กระเป๋า สถานการณ์มันไม่ต่างกันเท่าไหร่เลย ช่วงเวลานั้นเป็นยังไงผมยังจำได้ดี สมองโล่ง ภาพตรงหน้าสวยงาม มันฟุ้งกระจายเหมือนอยู่ในม่านหมอกสีขาว ผมได้ยินเสียงเรียกหวานๆ ของใครคนหนึ่งคอยกระซิบข้างหูอยู่ตลอดเวลา

          เดินลงมาสิ น่าสนุกนะ

            ผมเคยสงสัยใต้น้ำนั้นเป็นยังไง สวยงามเหมือนในหนังที่เคยดูหรือเปล่า

            จวบจนวินาทีที่เดินลงไป ร่างกายจมดิ่งไปพร้อมกับหินหลายก้อนในกระเป๋า สวยงามจริงๆ ด้วย มีบูรพา มีอาคเนย์ มีพ่อกับแม่อยู่ตรงนั้น ผมอยากกลับไปอีกครั้งในความทรงจำสีสวยที่เคยผ่านมา

            “สุขสันต์วันเกิดอาคเนย์ ขอให้ได้ใช้ชีวิตในที่สวยๆ อย่างที่ต้องการ”

            ในสักวัน

            ผมบอกกับตัวเองเมื่อเก็บกล่องของขวัญชิ้นสุดท้ายซึ่งกองอยู่บนพื้นขึ้นมา จากนั้นจึงก้าวเดินไปตามทางแม้จะโซเซอยู่บ้าง ไม่นานแท็กซี่ก็จอดรับ ผมบอกจุดหมายกับเขาก่อนจะนั่งนึกถึงอดีต มือขวาค่อยๆ เลื่อนลงไปในกระเป๋ากางเกงซึ่งเก็บของชิ้นหนึ่งเอาไว้

            ฝ่ามือดึงของสำคัญออกมา แล้วยกมันขึ้นให้อยู่ในระดับสายตาเพื่อจะได้มองเห็นอย่างชัดเจน

            ถุงเท้า...

            ของขวัญที่ผมมักได้รับจากบูรพาทุกปี ใครคนนั้นเคยบอกว่าหากมีถุงเท้าซานตาครอสก็จะเอาของขวัญมาให้ แล้วผมจะได้ทุกอย่างตามที่อธิษฐาน

            ทุกปีผมจะได้รับมัน

            ทุกปีผมจะได้ใส่ถุงเท้าคู่ใหม่เสมอ

            และปีนี้ก็เหมือนกัน

            “เมอร์รี่คริสต์มาสแอนด์แฮปปี้เบิร์ธเดย์อาคเนย์ ปีนี้ได้ของขวัญจากบูรพาอีกแล้ว”

            “...”

            “มันคือความจริง”

            แม้ผมจะซื้อให้ตัวเองมาหลายปีแล้วก็ตาม 

            ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป วันเกิดตอนอายุ 16 ของเรา ยังเหมือนเดิม...

            บูมักจะบอกว่าผมก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความสุขโดยไม่เคยสนใจคนที่กำลังเจ็บปวด ทั้งที่จริงๆ แล้วไทม์แมชชีนของผมมันยังคงทำงานอยู่เสมอ ผมไม่ได้ก้าวไปไหน ยังติดอยู่ในอดีตของวันวาน เอาแต่เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่จะได้เป็นอิสระสักที

            บูรพาไม่เคยรู้เลยใช่มั้ย

            ของวิเศษอย่างไทม์แมชชีนมีอยู่จริง

            และกูก็ได้รับแล้ว มันส่งมาถึง...เมื่อสี่ปีก่อน

 



[1] Extern - นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่หก

[2] The Hours – ภาพยนตร์ดราม่าซึ่งเข้าฉายในปี 2002


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.946K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,362 ความคิดเห็น

  1. #3336 withmaBL (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:04
    แม่จีนรู้อยู่ว่าคนที่โกหกคนอื่นคือใคร แม่จีนแม่งทำให้แย่ไปอีก ถ้าให้พูดตรงๆแม่งไม่มีใครผิดอ่ะ จีนเปนคนมาขอร้องเองอ่ะ เนย์ก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ใครตาย เนย์ขับรถของเนย์ แต่รถมาชนเอง จะให้เนย์ทำยังไงวะ
    #3,336
    0
  2. #3248 yooyang (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2563 / 14:33
    ถึงเนย์พูดว่ามันเกิดอะไรขึ้นคงไม่มีใรเชื่อ ในคนฟังเลือกจะเชื่อตามความรู้สึก หาหนทางจะทำให้เนย์มีความสุขไม่ได้เลย
    #3,248
    0
  3. #3222 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 / 07:44

    บูรพา บูรพา บูรพา -จะโหดไปไหน คิดดูดีดีว่าจริงๆแล้วใครกันแน่ที่เป็นต้นเรื่องว่ะ

    Take care คับ

    #3,222
    0
  4. #3214 Tn_bbb (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 17:54
    ประโยคที่เนย์บอกว่าแม่ไปนั่งกราบเท้าคนอื่นแบบไร้ศักดิ์ศรีคืออึ้งมาก ทำไมแม่จีนยังกล้าพูดว่าครอบครัวเนย์มีความสุขอ่ะ แม่งเอ้ยยยเครียดดด
    #3,214
    0
  5. #3208 Nielongforever9 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2563 / 23:36
    เห้อออสงสาร

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 28 มิถุนายน 2563 / 00:02
    #3,208
    0
  6. #3171 trois.z (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 02:08
    จีนมันขอร้องเนย์เองนี่นา แล้วแม่จีนพูดจริงรึป่าว อีจีนมันบอกชื่อมั้ยว่าชวนใครไปหรือยัยแม่มันมโนไปเองว่าเนย์ชวน คนตายไปแล้วพูดไม่ได้แต่ดูเหมือนจะอยากพาเนย์ไปอยู่ด้วยจังนะ บูก็รักแบบโง่ๆ ตัวเองมองเนย์ไม่ดีมาตั้งแต่แรก อคติมันบังตา สงสารเนย์ที่ต้องมาแบกรับความผิดมาตลอด
    #3,171
    0
  7. #3154 YWDF (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 17:04
    อรั่ก เขาพูดถึงสองคนกันอ่ะ อยากพิมพ์แต่แบบ เฮ้ออออ ถถถถถ
    #3,154
    0
  8. #3145 Error_ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 07:50
    ไม่รู้ว่าแม่จีนจะโกหกรึป่าว แต่ถ้าตอนสุดท้ายแม่จีนจะโกหก เราขอบอกเลยว่า เลวมากค่ะ :)
    #3,145
    0
  9. #3140 Jynnz16 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 18:32
    คุณแม่ทำไมพูดแบบนี้ค๊าาาาา
    #3,140
    0
  10. #3130 Kkkk (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 / 21:31

    น้ำตาหมดตัวแล้ว

    #3,130
    0
  11. #3100 เดือนสี่ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 / 17:33
    จีนนนน เทอมันร้ายยยย!!
    #3,100
    0
  12. #3061 P_earn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 17:06
    อีจีน แม่อีจีน ....
    #3,061
    0
  13. #3043 Londar (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 17:10
    โอ๊ยยยย ร้องไห้ไม่หยุด หน่วงไม่ไหวว
    #3,043
    0
  14. #3032 Soraya27012545 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 22:31
    ร้องไห้ไปหลายรอบแล้วนะ😭
    #3,032
    0
  15. #2999 Pae29 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 00:17

    ถ้าฉันเป็นอาคเนย์ ฉันคิดว่า ฉันก็เลือก ความตาย เอาหินใส่กระเป๋าแล้วเดินลงน้ำไปเลย บัดซบไปไหนชีวิต!! เดินไปกอดเนย์

    #2,999
    0
  16. #2977 มิ้วแฟนแจมินไง (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 05:47
    ก็ไม่รู้ว่าแม่จีนพูดโกหกหรือเป็นฝ่ายจีนที่โกหกแม่ไว้ก็ไม่รู้ แต่ทำไมไม่มาเคลียร์กันดีๆ บูรพาก็ไม่ได้จะฟังความข้างเดียวแต่เนย์ก็ไม่ยอมพูดอะไรอ่ะ คือถ้าคุยกันก็คงไม่ต้องทำร้ายกันไปเรื่อยๆแบบนี้
    #2,977
    0
  17. #2955 ลิลลี่ สตาร์ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 เมษายน 2563 / 03:49
    สรุปอีจีนยังไม่ตาย
    #2,955
    0
  18. #2943 PraewRattanakorn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 22:41
    สรุป ฉันเกลียดจีน5555555
    #2,943
    0
  19. #2940 25391839 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 19:40
    อ้าวทำไมแม่จีนพุดงั้นอะ
    #2,940
    0
  20. #2924 elle000 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 02:27
    อ้าว คุณแม่ ทำไมพูดแบบนี้ล่ะคะ5555555555
    #2,924
    0
  21. #2923 elle000 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 02:18
    นี่โกรธบูจนไม่รู้จะทำยังไงแล้วอะ เจ็บไปหมเ
    #2,923
    0
  22. #2919 jennanaka (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 01:40
    จุกมากกกถ้าเป็นเนย์ถือว่าเสียจนไม่รู้จะเสียอะไรแล้ว ถ้าเป็นบูคงแบบอึ้งมาก อยากใฟ้เนย์มีความสุข
    #2,919
    0
  23. #2900 nlull (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 11:07
    บูโว้ยย ถ้าเขาไม่เจ็บแล้วจะเป็นแบบนี้ม้ายคิดดู อคติบังตาหมดแล้ว
    #2,900
    0
  24. #2898 wilawanzaung (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 มีนาคม 2563 / 12:13
    คือเป็นเฮียอะไรอ่ะบู ทั้งเมิงทั้งแม่จีน คือโทดเนย์ เอาสมองส่วนไหนคิดอีเวง มันไม่ใช่ความผิดของเนย์เลย แต่พวกเมิงทำร้ายจิตใจเนย์อ่ะ เกลียดพระเอกเรื่องนี้มากก
    #2,898
    0
  25. #2891 ฟ่อน ค๊ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 มีนาคม 2563 / 22:02
    จุกมากกก
    #2,891
    0