อาคเนย์ - end

ตอนที่ 5 : 04 :: All or nothing

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 33,425
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,774 ครั้ง
    1 ส.ค. 62




CHAPTER 4

ALL OR NORTHING

 

 

สิ่งดีๆ ในชีวิตของมนุษย์มีอยู่มากมาย

สำหรับผมแล้ว มันอยู่ในอดีต

 

 

            พวกมึง เลิกเรียนแล้วไปร้องคาราโอเกะกันเถอะ

          ขอบายว่ะ พอดีมีนัดดูหนัง

          กับใคร

          ไอ้เนย์

          โอ๊ยยยยยยย เบื่อผัวเมียคู่นี้ว่ะ เมื่อไหร่จะคบกันสักทีวะ รำคาญ

            ผัวเมียบ้านพ่อมึงสิ!’ ผมตวาดลั่นหลังได้ยินประโยคเอ่ยแซวของเพื่อน ใบหน้ารวมไปถึงสองหูร้อนผ่าวไม่กล้าสบตากับใคร จะได้ยินก็แต่เสียงหัวเราะที่ดังขึ้นมาไม่ขาดสายของเพื่อนร่วมกลุ่มก่อนทุกคนจะแยกย้ายไปตามแพลนที่วางไว้

            ผมกับบูเป็นเพื่อนที่ตัวติดกันมาตั้งแต่เด็ก ต่อให้ชีวิตจะมีเพื่อนใหม่เข้ามามากมายแต่ก็ไม่มีใครที่แย่งตำแหน่งคนสนิทของเราไปได้ ทุกเย็นหากวันไหนเรียนหนักและอยากผ่อนคลายหน่อยเรามักจะพากันไปเดินห้าง หาของกินอร่อยๆ กินกันหรือไม่ก็จองตั๋วหนังเตรียมไว้เพื่อดูแก้เครียด วันนี้เองก็ไม่ต่าง

            เชี่ย ทำไมไม่มีคนเลยวะ ไอ้ตัวดีบ่นงุบหลังเราก้าวเข้ามาภายในโรงหนังทั้งสองมือเต็มไปด้วยป๊อปคอร์นและแก้วเครื่องดื่ม

            หนังมันใกล้ออกโรงแล้วป่ะ อีกอย่างแม่งก็เป็นหนังอินดี้ด้วย

          ดีๆ งั้นงานนี้ถือว่าป๋าเหมาโรงให้อาคเนย์แล้วกันนะครับ

          โอ๊ย ยอมใจความหน้าด้าน

            เพียงเท่านั้นเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นมาผะแผ่ว แม้แต่ตอนนี้แทรกตัวไปยังแถวของเก้าอี้จำนวนมากบูรพาก็ยังไม่หยุดหัวเราะ ต้องรอกระทั่งหนังฉายความสนใจทั้งหมดจึงถูกดึงดูดไปทั้งหมด

            นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราดูหนังรักด้วยกัน ทว่าวันนี้บางอย่างแตกต่างออกไป อาจเพราะบรรยากาศเงียบสนิทของโรงหนังที่แทบไม่มีคนเลย เสียงเพลง หรือแม้แต่ไดอาล็อกของตัวละครที่รับส่งกันไปมาส่งผลให้คนดูอินกว่าปกติ

            ไม่รู้ว่าตอนไหนที่ฝ่ามือของผมถูกเกาะกุมด้วยฝ่ามืออบอุ่นของเขา เลยอดไม่ได้ละสายตาจากหน้าจอกลับมาที่เสี้ยวหน้าหล่อเหลาอีกครั้ง ซึ่งเจ้าตัวก็มองอยู่ก่อนแล้ว

            มีอะไร ผมเอ่ยถาม หัวใจเต้นเร่าแทบทะลุอกยามมองลึกเข้าไปในสายตาฉ่ำปรือ

            โคตรโรแมนติกเลย จมูกสันโด่งโน้มมาชิดข้างหู ขยับริมฝีปากพูดเสียงผะแผ่วจนรู้สึกสะท้านไปทั้งกาย แต่ผมก็ต้องทำตัวให้เป็นปกติที่สุด

            กะ...ก็ดูหนังไปดิ

            ถ้าไม่ดูแล้วทำอย่างอื่นได้มั้ย

          ให้ทำอะไรวะ อย่ามาตลกน่า

          มึงก็ลองคิดดูดิเพลงเพราะแบบนี้ บรรยากาศโรแมนติกขนาดนี้ ตัวละครรักกันจนคนดูแทบสำลักตาย มึงไม่คิดอะไรเลยเหรอวะ

          ก็คิด...คิดว่าน่ารักดี ผมก้มหน้างุดไม่กล้าสบตากับเขา

            ใช่กูก็คิดแบบนั้น มึงอ่ะโคตรน่ารักเลยรู้ตัวป่ะ

            ยอมรับว่าประมวลผลแทบไม่ทัน กว่าจะรู้ตัวริมฝีปากก็ถูกครอบครัวโดยคนตัวสูงซะแล้ว แถมที่ตลกก็คือผมไม่คิดจะขัดขืน หนำซ้ำยังเป็นฝ่ายรุกจูบเป็นบางครั้งเพราะไม่สามารถควบคุมความรู้สึกมากมายที่ตีวนอยู่ในหัวได้

            รัก ใช่...ที่ผ่านมาผมรักเขา และคิดว่าเขาเองก็ใจตรงกัน

            เรายังเด็กมาก เป็นแค่เด็กอายุ 16 ที่ไม่รู้หรอกว่าความรักแท้จริงเป็นแบบไหน ทว่าสำหรับตอนนี้ความรักในวัยมัธยมของผมมีแต่เขาเท่านั้นที่ผมอยากมอบให้

            หนังความยาวสองชั่วโมงจบลงอย่างรวดเร็ว แต่ฉากรักบนเตียงของเราไม่ได้จบลงเพียงสั้นๆ เท่านั้น หลังตัดสินใจโทรบอกแม่ว่าจะกลับดึก โรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่งก็เป็นที่หมายต่อไป

            ที่นี่เราได้จูบกันเนิ่นนานโดยไม่ต้องกลัวใครมาเห็น ได้ลองในสิ่งที่ไม่เคยลอง ผมอยากโตเป็นผู้ใหญ่มาตลอด อยากทำอะไรก็ได้ที่คนมองเห็นว่าโตแล้ว อยากลองดื่มเหล้า อยากมีเซ็กซ์กับคนที่รัก อยากเป็นตัวของตัวเองโดยไม่มีอะไรมาตีกรอบให้ผมต้องเป็น

            และวันนี้ก็คือวันที่ผมได้ปลดปล่อย ถึงจะไม่รู้จักว่าแอลกอฮอล์รสชาติเป็นยังไง ทว่ากับจูบที่หวานล้ำของบูรพา ผมได้รู้จักมันแล้ว

            ซึ่งเราก็ปล่อยให้มันเกิดขึ้นจนถลำลึกไปไกล แต่ผมไม่เสียใจ...ผมไม่เสียใจที่ทุกอย่างเป็นแบบนี้

            แม้เขาจะไม่เคยบอกรักผมตลอดเวลาที่เรามีความสัมพันธ์กันเลยก็ตาม

            ครั้งแรกของผมมันเจ็บมาก แต่เราต่างก็มีความสุขร่วมกัน ได้กอดก่ายกันไว้ทั้งตัว ร่างกายทุกส่วนแนบชิดส่งมอบความอบอุ่นมาให้ ก่อนมันจะจบลงพร้อมกับน้ำตาด้วยความปิติยินดี

            ได้แต่หวังว่าวันหนึ่งเขาจะบอกรักผมหรือเริ่มต้นความสัมพันธ์ในรูปแบบใหม่ที่เป็นมากกว่าเพื่อน แต่รอแล้วรอเล่าจนเวลาล่วงเลยไปหลายเดือนผมกลับไม่ได้ยินประโยคนั้น มันเลยมีวันหนึ่งที่กลับมานั่งคิด หรือควรเป็นผมเองที่เป็นฝ่ายบอกกับเขา

            หลังรวบรวมความกล้าอยู่นานในที่สุดเราก็มีโอกาสได้อยู่ด้วยกันตามลำพังในห้อง มีคำพูดสวยหรูมากมายที่เตรียมเอาไว้เพื่อบอกกับเขา แต่มีประโยคหนึ่งที่เรียบง่ายและเข้าถึง นี่แหละคือสิ่งที่ผมอยากบอกเขาที่สุด

            อาคเนย์รักบูรพา...

            แต่เขากลับหยุดความฝันเพ้อเจ้อของผมไว้เพียงประโยคเดียว

            เนย์ กูเป็นแฟนกับจีนแล้วนะ

 

 

            เฮือก!!

            ผมสะดุ้งตื่นจากฝัน มันเป็นฝันที่เกิดจากความทรงจำในอดีต แม้จะผ่านพ้นมานานและไม่เคยคิดถึงมานานแล้ว ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายจิตใต้สำนึกของผมจะกลับไปกังวลอยู่กับภาพจำเดิมๆ ที่แสนเจ็บปวด

            ครั้งหนึ่งบูรพากับอาคเนย์เคยเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

            แต่ครั้งหนึ่งความรู้สึกรักของผมในครั้งนั้นกลับเป็นเพียงจินตนาการเพ้อฝันและจบลงอย่างรวดเร็ว

            กว่าจะผ่านพ้นเมื่อคืนมาได้ผมต้องพยายามอย่างหนักด้วยการสะกดกลั้นน้ำตาตัวเอง ทว่าสุดท้ายก็ไม่ได้ผลเพราะร่างกายมันเอาแต่ร้องสะอื้นไม่หยุด ขณะที่ไอ้บูเลือกเดินหนีออกจากห้องโดยไม่คิดหันกลับมามอง ถึงจะไม่ได้ทำร้ายให้รู้สึกเจ็บทางร่างกายก็จริง แต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ต่างกับมีใครสักคนหยิบมีดมาแทงที่อกเท่าไหร่

            ผมร้องไห้จนปวดหัว เรี่ยวแรงแทบไม่หลงเหลือให้ลุกขึ้นยืน ต้องสะกดจิตตัวเองอยู่นานให้ฝืนเปลือกตามองให้ชัด สิ่งแรกที่เห็นผ่านดวงตาทั้งสองข้างคือแสงไฟบนเพดาน มันสว่างจ้าจนต้องหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อปรับโฟกัสในการมอง

            รอบกายมีแต่ความว่างเปล่า ไอ้บูเองก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้ หลงเหลือเพียงตัวผมที่นอนหมดสภาพบนพื้นข้างเตียง ร่างกายชาดิกไร้ความรู้สึก และมักเจ็บทุกครั้งที่พยายามกัดฟันขยับส่วนใดส่วนหนึ่ง

            น้ำตาที่เคยเหือดแห้งไหลลงมาอีกครั้งอย่างกลั้นไม่อยู่ ผมกัดปากตัวเองแน่น ยอมทนต่อความเจ็บชาด้วยการใช้แขนดันพื้นและพยุงตัวเองขึ้นนั่ง ก่อนจะค่อยๆ ขยับปลายเท้าให้หายจากอาการชาแล้วกัดฟันลุกเพื่อยืนตัวตรง แม้จะรู้สึกได้ว่าการทรงตัวนั้นโงนเงนไม่ต่างจากคนเมา

ผมก้าวสองขาสั่นเทาไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า โดยไม่คิดสนใจกับสิ่งรอบกาย เพราะหัวใจแหลกเหลวนี้มันเอาแต่สั่งให้หนีไปให้เร็วที่สุด ไป...จากความเจ็บปวดที่เคยได้รับแต่ไม่รู้จักเข็ดหลาบสักที

มือข้างหนึ่งเอื้อมเกาะขอบประตูไว้แน่น สายตามุ่งตรงไปยังห้องส่วนตัวที่มักใช้หลับนอนในช่วงหลายคืนก่อน ถึงมันจะอยู่ติดกับห้องของไอ้บู แต่อย่างน้อยก็ยังรู้สึกปลอดภัยกว่ารวมถึงมีเวลามากพอสำหรับขอความช่วยเหลือจากใครสักคน  

พรุ่งนี้ก็หาย พรุ่งนี้คงดีขึ้น

กว่าจะลากสังขารมาถึงเตียงได้เรี่ยวแรงทั้งหมดก็อันตรธานหายไป ดวงตาที่ไม่เคยเหือดแห้งจากน้ำตาปรือขึ้นมองอย่างนึกฝืนเมื่อนึกขึ้นได้ว่าต้องทำอะไรต่อ ผมเอื้อมมือคว้าเอาโทรศัพท์มือถือที่วางไว้อยู่ตรงโต๊ะโคมไฟข้างหัวเตียง

เพื่อนคนเดียวที่คิดออกในตอนนี้ก็คือไอ้ดิน ถึงจะอยู่ในก๊วนแก๊งปาร์ตี้แต่มันก็เป็นคนเดียวที่ผมพอจะพึ่งพาและยอมให้มันเห็นสภาพย่ำแย่ในตอนนี้ได้ ไม่คิดเลย...หลังกดหน้าจอเพียงเสี้ยววินาทีสายตาพร่าเบลอนั้นจะสังเกตเห็นข้อความแจ้งเตือนปรากฏอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว

สายไม่ได้รับ 5 สาย จาก...แม่

ลืมไปซะสนิทว่าแม้ในวันที่แทบไม่เหลือใครผมยังคงมีแม่ คนที่คอยห่วงใยเสมอไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไร เลยไม่รอช้ากดไปยังเบอร์เดิมๆ ที่เคยโทรหาทุกคืน รอสายไม่นานอีกฝ่ายก็กดรับ

 [เนย์ วันนี้โทรหาไม่รับเลยนะ มัวแต่เที่ยวอยู่ล่ะสิ] แม่เริ่มต้นบทสนทนาด้วยการแซวตามความเคยชิน

“แม่...” ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามเค้นออกมาอย่างยากลำบาก

ต้องอดทนแค่ไหนไม่ให้ตัวเองร้องไห้

ทรมานแค่ไหนที่ต้องคุยกับเขาให้เป็นปกติที่สุด ผมอยากบอกแม่ แต่ก็กลัวว่าสุดท้ายจะทำให้เขาเสียใจที่มีลูกชายเป็นแบบนี้

[เป็นอะไรเนย์ ไม่สบายเหรอลูก]

“ปะ...เปล่าครับ แม่เป็นไงบ้าง”

[ดีจ้ะ เมื่อวานไปเที่ยวกับเพื่อนๆ หายเครียดไปเลย แล้วเนย์ล่ะลูกโทรมาแต่เช้า ที่โน่นน่าจะเพิ่งตีห้าเองนะ ได้นอนบ้างหรือยัง”

“ผมนอนแล้ว แม่...ผมหนาว แม่มากอดผมหน่อยสิ”

ไม่มีใครอยากกอดผมนอกจากแม่ ไม่มีใครอยากอยู่เคียงข้างผมอีกแล้ว

[ขี้หนาวจริงๆ เลยเรา ห่มผ้าหนาๆ ลูก แอร์ก็อย่าไปเปิดให้อุณหภูมิมันต่ำมากเดี๋ยวจะไม่สบายเอา แล้วบูล่ะเขาโอเคมั้ย อยู่ด้วยกันก็รักกันไว้นะ]

แม่จะรู้มั้ยคำว่ารักมันได้ตายจากหัวใจเราไปนานมากแล้ว ผมต้องทำยังไง ทำยังไงกับชีวิตที่เหลืออยู่...

[เนย์ฟังแม่อยู่หรือเปล่า เงียบไปเลย]

“คะ...ครับแม่ ผมกับบูโอเคครับ มันทำดีกับผมทุกอย่างเลย”

ต้องโกหกต่อไปจนกว่าจะตายเหรอ

[ดีแล้ว]

ทนอยู่กับคนแบบนั้นมาได้ยังไงตั้งนาน คนที่ทะเลาะทุบตี เตะต่อยหรือแม้กระทั่งฆ่ากันให้ตาย คนที่ยัดเยียดคำว่าฆาตกรมาให้ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูผิดไปหมด จะรักกันได้ยังไง แค่หวังไม่ให้เกลียดยังยากเลย

เจ็บจังเลยแม่...ผมเจ็บแต่กลับบอกใครไม่ได้

“มะ...แม่แค่นี้ก่อนนะครับ ผมง่วงแล้ว” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเริ่มสั่นพร่า พยายามอย่างมากเพื่อควบคุมตัวเองไม่ให้ร้องไห้โฮออกมา

ต้องแสดงน้ำเสียงให้ปลายสายรับรู้ว่ามีความสุขแค่ไหนเวลาที่พูดถึงคนชื่อบูรพา

ต้องโกหกหน้าตายยังไง ขณะที่ข้างในมันเจ็บยิ่งกว่าเพราะหัวใจเต็มไปด้วยแผลเหวอะหวะ

ผมไม่รู้จะพูดยังไง มันเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้ระบายความในใจกับตัวเอง แต่ปากกลับพูดอีกอย่างหนึ่งซึ่งขัดแย้งกับความจริงอย่างสิ้นเชิง

[โอเค ฝันดีนะครับสุดหล่อของแม่]

“ผมรักแม่นะ”

[รักเหมือนกันเลย]

“รักแม่”

[แม่รู้แล้ว]

รัก

สายถูกตัดไปนานแล้วแต่ผมยังคงจมจ่อมอยู่ในที่แห่งเดิม ตลกดีเหมือนกัน ผมนึกถึงตัวเองในอีกห้าหรือสิบปีข้างหน้าไม่ออกเลย ตอนที่ได้โตเป็นผู้ใหญ่และออกไปใช้ชีวิตของตัวเอง ถึงตอนนั้นผมจะยังเป็นอาคเนย์ที่ยังยิ้มและหัวเราะอย่างมีความสุขได้อยู่มั้ย

ยังจดจำภาพเลวร้ายที่ผ่านมาได้อยู่หรือเปล่า

            ผมอยากผ่านไปครับแม่ แต่มันยากเหลือเกิน

            ย้อนอดีตไม่ได้ เดินไปข้างหน้าก็ไม่ได้ ทำได้อย่างเดียวคือจมอยู่กับความเจ็บปวดและคงต้องยอมรับมัน

            อีกเบอร์ที่ผมตั้งใจติดต่อก็คือไอ้ดิน สำหรับตอนนี้มันได้กลายเป็นที่พึ่งสุดท้ายสำหรับผมแล้ว หลังรอสายอยู่นานผมก็ได้ยินเสียงครางเสียงงัวเงียตอบกลับมา

            [อือ...]

            “ดิน กูเนย์เองนะ”

            [รู้แล้ว แต่ช่วยโทรมาในเวลาที่คนปกติเขาตื่นหน่อยได้มั้ยวะ นี่มันตีห้าครึ่งมึงบ้าป่ะ]

            “คือกู...กูมีเรื่องนิดหน่อย จะ...จะเป็นอะไรมั้ยถ้ากูจะขอไปอยู่กับมึง” น้ำเสียงที่กลอกลงไปแหบพร่าเต็มที ซึ่งดูเหมือนอีกฝ่ายจะจับสังเกตได้จึงตอบกลับมาด้วยความตื่นตระหนก

            [มึงมีปัญหาอะไรป่ะวะ ทำไมเสียงแม่งเป็นอย่างนั้น]

            “กูรู้สึกไม่สบายนิดหน่อย เลยอยากขอ...ไปนอนด้วยสักคืน”

            [ได้ดิ ตอนนี้ก็ยังได้]

            “งั้น...เดี๋ยวกูไปหานะ...”

            หลังพูดคุยกันสั้นๆ ผมรวบรวมแรงที่เหลืออยู่ไปยังตู้เสื้อผ้า หยิบเสื้อแขนยาวขึ้นมาสวมเพื่อคลายความหนาวเหน็บที่ค่อยๆ เกาะกุมทุกอณูผิว ดีที่ไอ้บูไม่อยู่ห้อง เดาว่าคงกำลังสุมหัวอยู่กับเพื่อนแล้วเล่าเรื่องของผมอย่างสนุกปาก ที่ผ่านมามันชอบทำอย่างนั้นอยู่แล้ว ยังจะคาดหวังอะไรอีก

            ข้าวของส่วนตัวต่างๆ ผมตัดใจทิ้งเอาไว้แล้วเลือกหยิบเฉพาะของที่จำเป็นติดตัวไปเท่านั้น ไม่กี่นาทีให้หลังจึงรีบลงไปด้านล่างแล้วเรียกแท็กซี่ไปยังจุดหมายที่ตั้งใจเอาไว้

            สีหน้าของไอ้ดินย่ำแย่มากหลังเห็นสภาพผมที่ยืนโงนเงนแทบจะล้มอยู่หน้าประตูห้อง มันเลยอาสาช่วยประคองเข้าไปภายใน

            “นอนก่อนเถอะ หน้ามึงไม่ไหวแล้วล่ะกูว่า” เจ้าตัวไม่ถามอะไรด้วยซ้ำนอกจากไล่ให้ไปพัก

            สงสัยคงไม่ชินล่ะมั้ง ปกติผมไม่เคยแสดงด้านที่อ่อนแอให้มันเห็นเลยสักครั้ง แม้กระทั่งตอนที่บาดเจ็บหนักหนาที่สุดในชีวิตผมก็ยังสามารถยิ้มได้ แตกต่างกับตอนนี้ราวกับคนละคน

            “ขออาบน้ำก่อนได้มั้ย”

            “เออ ได้หมดแหละ ผ้าเช็ดตัวอยู่ที่ตู้เดี๋ยวกูหยิบให้”

            “ไม่...ไม่เป็นไร ขอบใจมึงมากนะ พอดีของกูก็มีอยู่ กูรบกวนไม่นานหรอกพรุ่งนี้ก็จะย้ายไปที่หอพักใหม่แล้ว”

            “กูไม่ได้ซีเรียส มึงจะอยู่นานแค่ไหนก็ได้”

            “อย่าบอกใครนะว่ากูมาหามึง”

            “ไม่บอกหรอก ไปอาบน้ำเถอะ”

            ผมใช้เวลาอาบน้ำนานนับชั่วโมง มันไม่ง่ายเลยที่ต้องสลัดภาพย่ำแย่ในอดีตออกไปจากหัวแล้วโฟกัสเพียงปัจจุบัน ต่อให้อยากลืมใจแทบขาดก็มักมีเสี้ยวหนึ่งที่คำพูดของไอ้บูแทรกเข้ามาให้รู้สึกเจ็บทุกครั้งไป ดังนั้นผมเลยใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำค่อนข้างนาน

            พอทุกอย่างเสร็จสิ้นก็จัดการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นจึงเดินตรงไปยังโซฟาซึ่งอยู่ตรงห้องนั่งเล่นพร้อมกับล้มตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยอ่อน

            “เฮ้ยไอ้เนย์ไปนอนเตียงไป อยู่แบบนี้เดี๋ยวก็เมื่อยแย่หรอก” เจ้าของห้องบอกเสียงเครียด

            “ไม่เป็นไรกูนอนได้ หนักกว่านี้กูก็นอนมาแล้ว”

            “เนย์กูถามจริง มึงมีปัญหาอะไรหรือเปล่าวะ”

            “เปล่า” ผมส่ายหน้าหวือ

            “อย่ามาปฏิเสธเลย ตาแม่งบวดหนักขนาดนี้ แล้วไหนจะรอยนิ้วมือที่คอมึงอีก อย่าบอกนะว่าไปมีเรื่องกับไอ้บูมาอีกแล้ว”

            คราวนี้ผมไม่ตอบนอกจากเม้มปากเงียบ จิกนิ้วลงไปบนฝ่ามือตัวเองเพื่อควบคุมอารมณ์ไม่ให้เผลอร้องไห้ออกมาอีก

            “มันทำอะไรมึงมั้ย” ไอ้ดินถามกลับ เหมือนพอเดาออกว่าก่อนหน้าที่ผมจะมาที่นี่เกิดอะไรขึ้นบ้าง “ถามก็ช่วยตอบด้วยจะได้ช่วยกันแก้ปัญหา” เจ้าตัวยังคงคาดคั้นเอาคำตอบ ผมรู้ว่ามันห่วงแต่ก็น้ำท่วมปากเกินกว่าจะเล่า     

            “อืม” ด้วยไม่รู้ต้องทำยังไงเลยเอ่ยตอบประโยคเดิมๆ เป็นคำตอบ ตอนนั้นเองที่น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหล่ลงมาไม่ขาดสาย ความพยายามที่ผ่านมาพังทลายลงอีกครั้ง

            “มันซ้อมมึงเหรอ”

            “อือ”

            “แล้วทำมากกว่านั้นมั้ย”

            “ไม่ แค่พูดอะไรนิดหน่อย แต่มันดันแทงใจดำกูนี่สิ”

            “ไอ้เหี้ยเอ๊ยกูจะตามไปเอาคืนให้มึง”

            ไอ้ดินลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีโมโห สองมือกำหมัดไว้แน่นพุ่งไปหยิบกุญแจรถตรงเคาน์เตอร์ แต่สองเท้ากลับหยุดชะงักตรงหน้าประตูเมื่อผมทักท้วงเอาไว้ซะก่อน

            “เอาคืนแล้วได้อะไรวะไอ้ดินในเมื่อกูเจ็บไปแล้ว...”

            ที่ผ่านมาผลัดกันทำร้ายกันมาตลอด แล้วเป็นไง ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้น

            “มึงเจ็บมันก็ต้องเจ็บด้วยไง”

            “อย่าเลย”

            “มึงไม่เหมือนไอ้เนย์ที่กูรู้จักเลยว่ะ”

            “คนที่มึงรู้จักไม่ใช่อาคเนย์ตัวจริงหรอก เพราะจริงๆ แล้วกูกลัวไอ้บู กูเลยไม่อยากให้ใครเอาคืนอีก”

            “...”

            “ไอ้ดิน มึงช่วยกูด้วยนะ” ผมไม่เคยแสดงท่าทีอ่อนแอขนาดนี้มาก่อน ไม่เคยแม้กระทั่งเอ่ยขอร้องต่อหน้าเพื่อน ทว่านี่กลับเป็นครั้งแรกที่ผมเปิดปากบอกอีกฝ่ายตรงๆ “กูเจ็บจนแทบทนไม่ไหวแล้ว”

            “มึงไม่ต้องกลัว อยู่ห้องกูต่อไปเรื่อยๆ ก็ได้” คนฟังเดินกลับมายังโซฟาอีกครั้ง มันกอบกุมมือของผมเอาไว้ บีบกระชับไปมาอยู่หลายครั้งราวกับต้องการปลอบใจว่าผมไม่ได้โดดเดี่ยวอีกแล้ว อย่างน้อยตอนที่ต้องการความช่วยเหลือจากใครสักคนชีวิตก็ยังมีมัน

            “หลับเถอะ”

            “พรุ่งนี้กูจะเป็นยังไง”

            “นั่นเป็นเรื่องของพรุ่งนี้ อย่าเพิ่งกังวลกับมัน”

            “ขอบคุณนะ”

            “เพื่อนก็ต้องช่วยเพื่อนสิ”

            ผมหลับตาลง ปล่อยตัวเองจมลงในภวังค์ที่ลึกที่สุด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ปัง-ปัง-ปัง!

            เสียงเคาะประตูถี่ระรัวฉุดให้ต้องฝืนปรือตาขึ้นอย่างยากลำบาก มันรบกวนการนอนของผมค่อนข้างมาก แม้ยามนี้แสงอาทิตย์จะโผล่พ้นขอบฟ้าแล้ว แต่ผมก็ยังรู้สึกเจ็บจนไม่อยากลุกไปไหนอยู่ดี

            ทว่าเมื่อไม่มีใครยอมลุกไปเปิดประตูจังหวะการเคาะถี่ในคราแรกยิ่งเปลี่ยนเป็นหนักหน่วงขึ้นทุกที ส่งผลให้คนด้านในกึ่งเดินกึ่งสบถออกมาไม่หยุด

            “ซวยแล้วไอ้เนย์”

            แทบจะเป็นเสี้ยววินาทีด้วยซ้ำที่ไอ้ดินวิ่งหน้าตื่นจากประตูมาถึงตัวผมด้วยความรวดเร็ว มันพยายามเขย่าแขนผมพร้อมกับดึงให้ลุกขึ้น แต่เรี่ยวแรงที่แทบเป็นศูนย์ในตอนนี้กลับเป็นอุปสรรคค่อนข้างมาก

            ในใจอยากถามออกไปมากๆ ว่าเกิดอะไร แต่ไม่ทันได้เอ่ยเราต่างก็ได้คำตอบในที่สุด

            “แม่งเอ๊ย!” เสียงของมัน...

            ประตูห้องถูกเปิดอย่างง่ายดายโดยฝีมือของใครคนหนึ่ง หากเป็นบูรพามันคงไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะสะเดาะกลอนห้องคนอื่นแม้ไม่ได้รับอนุญาต   

            “กูบอกมึงแล้วไม่ใช่หรือไงว่าอย่าเสือกเรื่องของกูให้มันมากนัก” น้ำเสียงทุ้มต่ำตะคอกดังลั่น สีหน้าเองก็ดูเดือดดาลได้ที่ราวกับว่าใครอยู่ตรงนี้คงถูกฆ่าตายทั้งหมด  

            “บูมึงปล่อยไอ้เนย์มันไปเถอะ อย่าทำอะไรมันเลย”

            “...”

            “มันไม่สบายถือว่ากูขอร้อง” น้ำเสียงเว้าวอนสะท้อนก้องในหู ซึ่งก็เป็นเพียงชั่วขณะเท่านั้นที่อีกฝ่ายแสดงท่าทีโอนอ่อนผ่อนตาม แต่เพียงไม่นานริมฝีปากได้รูปกลับกระตุกยิ้มเย็น

            “มึงไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะขอร้องกูได้ไอ้ดิน อยู่เฉยๆ ซะถ้าไม่อยากเจ็บตัว”

            “ไอ้บูกูขอ เพื่อนใครใครก็รัก”  

            “นี่ไม่ใช่เรื่องของมึง”

            “ไอ้เนย์เคยเป็นเพื่อนมึง ถ้ายังมีจิตสำนึกอยู่บ้างก็ปล่อยมันไปเถอะ”

            “ปล่อยเหรอ แล้วสิ่งที่พวกมึงทำกับกูล่ะจะให้เอาคืนยังไง ทำเหมือนที่พวกมึงรุมกระทืบกูที่ผับดีมั้ย”           

            “ไม่ต้องมาขู่กูหรอก อยากเคลียร์ก็ไปเคลียร์กันข้างนอก แต่ตอนนี้ไอ้เนย์มันไม่สบาย มึงทำมันขนาดนี้ยังไม่สาแก่ใจอีกเหรอ”

            “ยัง!

            “กูขอร้องล่ะ”

            “มึงขอร้องใช่มั้ย ได้ กูจะให้ตามที่ขอ”

            ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ!

            “ดิน!!

            กำปั้นหนักๆ เหวี่ยงลงบนใบหน้าเจ้าของห้องส่งผลให้ร่างของคนถูกกระทำเซถอยไปด้านหลัง แต่ไอ้บูไม่หยุดแค่นั้น มันตามไปซ้ำอีกหลายหมัดจนหน้าของไอ้ดินแตกยับไม่เหลือชิ้นดี

            ผมแหกปากร้องลั่นให้อีกฝ่ายหยุดแต่ก็ไม่ได้ผล หมัดแล้วหมัดเล่าระดมใส่หน้าไม่ยั้งจนร่างสูงโปร่งล้มลงไปกองแทบสลบคาพื้นอยู่รอมร่อ ด้วยเป็นห่วงเพื่อนผมเลยไม่รอช้ารวบรวมแรงทั้งหมดที่มีลุกขึ้นแล้วโถมตัวไปห้ามคนเลือดร้อนในที่สุด

            “ไอ้บู...พอเถอะกูขอ”

            “พูดได้แล้วเหรอ กูนึกว่าจะตายห่าไปแล้วซะอีก” แต่คำตอบที่ได้กลับไม่ใช่การเอ่ยด้วยความเห็นใจอย่างที่คิด

            “อึก...อย่าทำอะไรไอ้ดินเลย”

            “กูจะไม่ทำมากกว่านี้ แต่มึงต้องไปกับกู” มันไม่รอฟังคำทัดทานก็รีบรั้งผมขึ้นบ่าแล้วพากลับคอนโดโดยไม่รอฟังความเห็นใดๆ อีก

 

 

 

 

 

 

 

 

            “อาบซะ”

            “ฮืออออ...” ผมร้องครางออกมาเมื่อร่างกายสัมผัสกับน้ำอุ่น ก่อนจะปรือตาขึ้นด้วยความยากลำบากเมื่อพบว่าตัวเองถูกพามาแช่อ่างสีขาวในห้องน้ำแสนคุ้นเคย

            “กูอาบแล้ว”

            “คิดว่ามันสะอาดเหรอ ยิ่งจิตใจสกปรกอย่างมึงคงต้องใช้เวลาล้างนาน”

            “กูไม่อาบ”

“อยู่นิ่งๆ” เสียงทุ้มบอกกับผม

ตอนนั้นเองที่ความคิดในหัวถูกตีกระจายแล้วปล่อยให้ความกลัวแทรกซึมเข้ามาแทนที่

“อะ...ไอ้บู จะ...จะทำอะไรกู ออกไป ออกไปนะ” ผมพยายามใช้มือที่ไร้เรี่ยวแรงดันไหล่กว้างให้ผละห่างจากตัว แต่มันกลับทำตาขวางด้วยความไม่พอใจก่อนปาสบู่ใส่หน้า

“กูจะถูสบู่ให้”

“อย่ายุ่ง”

“ไอ้เหี้ยเอ๊ย”

มันสบถเสียงดังพลางลุกขึ้นเต็มความสูง ไม่นานก็เปิดประตูเดินออกไปโดยไม่เหลียวหลังมามองแม้แต่เสี้ยว

ความเงียบปกคลุมไปทั่วพื้นที่ ผมนั่งตัวสั่นอยู่ในอ่างอาบน้ำ ก้มดูร่างกายของตัวเองตั้งแต่บนลงล่าง ตามแขนและขาเต็มไปด้วยร่องรอยของการถูกบีบเค้นด้วยความรุนแรง ไม่มีตรงไหนน่าดูเลยสักนิด

ยิ่งลองเอามือลูบผิวตัวเองไปมาก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่าร่องรอยเหล่านี้ไม่มีทางหายไปในเร็ววัน ผมเอนหลังพิงกับอ่าง หลับตาลงอีกครั้งพร้อมทบทวนความรู้สึกของตัวเอง

 

          เนย์! เนย์ได้ยินเสียงแม่มั้ย

          อาคเนย์

          เนย์เป็นยังไงบ้าง มันยังโอเคอยู่ป่ะ

          ขอให้ปลอดภัย

          รถคันที่มันขับไปเละเป็นซากเลย รอดมาได้ยังไงวะ

          เพราะเนย์หรือเปล่าทุกอย่างเลยเป็นแบบนี้

          ใช่แหละ เพราะเนย์

          ใครคืออาคเนย์

          อ๋อ ฆาตกรคนนั้นอ่ะนะ ไม่น่ารอดมาเลย

 

            ความมืดมิดกับกลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้งอยู่ใกล้จมูก ผมถูกบีบอัดอยู่ ณ ที่ไหนสักแห่งที่มีอากาศบางเบาจนรู้สึกหายใจไม่ออก ของเหลวบางอย่างไหลหยดจากหน้าผากลงมาถึงปลายจมูก ผมพยายามอย่างมากเพื่อกระเสือกกระสนออกมาจากความอึดอัดนี้แต่ก็ทำได้แค่จินตนาการ

            ความเจ็บพลันแล่นไปทั่วอก จังหวะการหายใจถี่กระชั้นอ้าปากกอบโกยออกซิเจนเข้าไปทว่าก็ต้องแลกกับความเจ็บปวดบริเวณซี่โครงอย่างแสนสาหัส นานเข้าก็เริ่มคิดได้ว่าควรขอความช่วยเหลือ ช่วยด้วย...คือประโยคที่ผมเอ่ยออกไปซ้ำๆ

            ช่วยผมด้วย ช่วยเธอด้วย ช่วยเราด้วย...

            ไม่รู้ว่าพอจะมีใครได้ยินบ้างมั้ย แต่เราอยู่ทางนี้

            สติเลือนรางมันบอกกับผมว่าควรถอดใจได้แล้ว เพราะการรอคอยอันยาวนานใช่ว่าจะสัมฤทธิ์ผล หนึ่งวินาที สองวินาที สามวินาที ผมนับเลขในใจเหมือนนับแกะ ถึงยังไงก็ไม่มีทางถอดใจแม้จะได้ยินเสียงกล่อมมากมายในหูตลอดเวลาก็ตาม...

            กระทั่งเกิดแสงไฟสว่างวาบในม่านสายตา สมองและร่างกายทุกส่วนก็เหมือนถูกสับสวิตช์ไม่รับรู้สิ่งใดอีก ในช่วงเวลาที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความเป็นและความตายตอนนั้นผมนับเลขไปเท่าไหร่กัน ถ้าจำไม่ผิดผมนับเลขไปทั้งหมด 2,126 ครั้ง

            นี่คือการรอคอย ผมรอดมาได้แต่เธอจากไป

            ผมเกลียดตัวเอง

วันนั้นฝนตกค่อนข้างหนัก ถนนลื่น และผมก็ขับรถเร็ว

ผมเพิ่งอยู่แค่ ม.ปลาย ยังไม่มีใบขับขี่ด้วยซ้ำแต่เพราะเพื่อนๆ ในโรงเรียนขับกันก็เลยทำตามบ้าง ไม่คิดเลยว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้ทำมัน

ผมเคยขับรถได้ รักบูรพาได้ เดินเคียงข้างกับมันได้ พูดได้เต็มปากเลยว่าชอบทุกอย่างในอดีต อยากพาตัวเองกลับไปแล้วหยุดเวลาไว้แค่ตรงนั้น ที่นั่นมีพ่อด้วยนะ ครอบครัวเรายังอบอุ่นอยู่เลย ภาพของพ่อที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะกินข้าวพร้อมกับสวมเสื้อเชิ้ตตัวเดิมๆ ที่เคยใส่เป็นสิ่งที่ผมรักที่สุด

แม่ทำขนมจีนให้ เรานั่งกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน เล่าเรื่องราวที่พบเจอในแต่ละวันให้กันฟัง บางวันมีเรื่องตลก ส่วนบางวันก็มีเรื่องเศร้าเล็กน้อย แต่ผมก็ยังอยากนั่งฟังอยู่ดี

เสียดาย...

ไม่ว่าจะสุขหรือเศร้า มันไม่มีอีกแล้ว เหลือเพียงความว่างเปล่าที่อยู่รายรอบ

“ฮึก...”

ตอนที่ความคิดเหล่านี้พลุ่งพล่านอยู่ในหัว ผมค่อยๆ เอนตัวลง ปล่อยให้น้ำเข้ามาแทนที่ในทุกส่วนของร่างกายแม้กระทั่งใบหน้า การอยู่กับตัวเองมันก็ดีเหมือนกัน ได้ถามคำถามที่สงสัยมานานแต่ไม่ได้คำตอบสักที เลยอยากทบทวนคำตอบย้ำๆ อีกครั้งให้แน่ใจ

ผมชอบอดีต ดังนั้นผมเลยอยากกลับไป

กลับไปเหมือนวันนั้น วันที่ทุกอย่างยังเป็นของอาคเนย์...

 

อยากตายหรือไงวะ

จะอยู่ก็ไม่ได้ ตายก็ไม่ได้ มึงต้องการอะไร!’

เงียบซะ

มึงอยากให้กูทรมานกูก็เป็นอยู่นี่ไง อยากให้กูตายกูก็จะทำ ยังอยากให้ชดใช้อะไรอีก ฮึก...มันยังไม่พออีกเหรอ มันควรจบแล้วไม่ใช่เหรอ

‘…’

บู อึก...ฆ่ากูเถอะ ถ้ามึงสงสารกู ถ้ามึงสมเพชกู

‘…’

ช่วยด้วย ช่วยฆ่ากูที

 

ผมเคยกอดขาของบูรพาเพื่อขอให้มันฆ่าเมื่อนานมาแล้วแต่ก็ไม่เป็นผล ทว่าการไว้ชีวิตในและวันกลับนำมาซึ่งความเจ็บปวดมหาศาลยิ่งกว่าความตาย แค่คำพูดที่ตอกย้ำว่าผมเป็นฆาตกรซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันก็ทำให้ผมไม่สามารถละทิ้งทุกอย่างในอดีตและเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีก ดังนั้นตอนนี้ผมจะไม่ขอร้องมัน แต่จะเลือกทางเดินจากการตัดสินใจด้วยตัวเอง

ความจริงไม่จำเป็นต้องมีบูรพากับอาคเนย์ก็ได้

สำหรับผม บูรพาอยู่ได้ด้วยตัวเอง

ส่วนอาคเนย์...

อยู่ได้เพียงในอดีตที่ผ่านมา

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.774K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,364 ความคิดเห็น

  1. #3335 withmaBL (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 20:31
    บูรู้ได้ไงว่าเนย์มาอยู่กับดิน
    #3,335
    0
  2. #3319 Turngporn (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2563 / 02:11
    อิหยังว่ะบู
    #3,319
    0
  3. #3302 ผู้ชายที่ชอบทะเล (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 / 11:06

    ตอนอ่านแล้วมันเหมือนตัวเองกำลังลอยอยู่ในทะเลท้องฟ้าสีเทาที่กำลังเจอกับพายุ โดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ฟ้าจะเปิด Ps. มันเฉื่อยมากตอนนี้ https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-10.png

    #3,302
    0
  4. #3291 NuttBoonthajit (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2563 / 12:17

    อ่านไปร้องไห้ไป สางสารเนย์

    #3,291
    0
  5. #3282 joomtorain_ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 กันยายน 2563 / 20:16
    รักงานเขียนของพี่จิตติเรน ไม่เเปลกใจเลยว่าผลงานของพี่นำไปสร้างเป็นซีรี่ย์วายที่ได้รับการยอมรับ และคนอินทั่วบ้านทั่วเมือง😂 ขอบคุณผลงานดีๆที่สร้างขึ้นนะคะ 🤟🏻
    #3,282
    0
  6. #3269 KatCher (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 14:23
    หน่วงอ่ะ
    #3,269
    0
  7. #3264 Mareemintty (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2563 / 23:40
    เอาจริงบูเห็นแก่ตัวนะ
    #3,264
    0
  8. #3261 Bell_Kwan (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2563 / 22:30
    อึดอัดมากกกกกก หน่วงสุด
    #3,261
    0
  9. #3220 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 / 05:04

    อ่านแล้วอึดอัดนะไรท์ เครียดและหงุดหงิด

    Take care คับ

    #3,220
    0
  10. #3186 แอบแม่มาอ่าน (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2563 / 18:16

    ไม่ได้อ่านนิยายแล้วร้องไห้มานานแล้ว ฮือ

    #3,186
    0
  11. #3169 trois.z (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 17:56
    คือเนย์ขับรถชนแฟนบูหรือแฟนบูนั่งซ้อนท้ายเนย์เหรอ?? ถึงได้พูดว่าเนย์เป็นฆาตกร วัยรุ่นมันประมาทง่ายอยู่แล้วแหละ รู้สึกผิดที่ตัวเองเป็นสาเหตุให้เค้าตายได้ แต่ไม่ควรจมปลักว่าตัวเองมันเป็นฆาตกรไง ขึ้นชื่อว่าอุบัติเหตุ ใครเค้าก็ไม่อยากให้คนอื่นมาตายหรอก
    บูจะพาเนย์กลับไปทำไมในเมื่อเกลียดกันขนาดนั้น น้องเค้าตัดสินใจถอยออกมาแล้วป๊ะ พอเค้าจะไปจากชีวิตก็อย่าดึงเค้ากลับมา มันจะเจ็บกันทั้งคู่ ถ้าเอาเค้ากลับมาก็เคลียร์กันให้จบ จะได้ไม่ติดค้างกันอีก
    #3,169
    0
  12. #3151 YWDF (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 14:01
    ทำไมมมม~ Why~
    #3,151
    0
  13. #3143 Error_ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 05:20
    ปล่อยเนย์ไปเหอะ อ่านแล้วสงสาร ;(
    #3,143
    0
  14. #3085 swp_kream (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 01:06
    เริ่มจากการทำดี-ทำร้าย-แสร้งทำดีให้เขาไว้ใจ-ทำให้เขาเสียใจเหมือนเดิม
    #3,085
    0
  15. #3084 swp_kream (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 00:56
    โกหกแม่เพื่อให้เขาสบายใจแต่ความจริงแล้วเนย์เจ็บปวดมากขนาดไหนแต่เพื่อความสุขของเเม่เนย์เลยต้องทำ
    #3,084
    0
  16. #3056 Saaree6612 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 10:31
    แล้วบูรพาจะไปยุ่งทำไมอีก จบเห้อะ
    #3,056
    0
  17. #3041 Londar (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 16:28
    โอ๊ยอ่านแล้วน้ำตาไหล บูไม่น่าไปยุ่วกับเนย์แล้ว จบเถอะ
    #3,041
    0
  18. #3019 YONGNJ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 01:13
    อินมากเลยค่ะ;-;
    #3,019
    0
  19. #2994 Nop_2547 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 22:41
    มากจากร้ายเดียงสายังมาหน่วงอีกเห้อออ
    #2,994
    0
  20. #2986 Imnara (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 เมษายน 2563 / 11:50

    แล้วพี่-จะไปเอาน้องกลับมาทำไม เป็นห่าไรคะพี่!!

    #2,986
    0
  21. #2972 SeWanwi (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 เมษายน 2563 / 22:23
    ดินเนย์ ปัง ปั๊วะ
    #2,972
    0
  22. #2950 nuunaoppo5599 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 20:19
    พี่ดินหนูรักพี่!!!
    #2,950
    0
  23. #2937 25391839 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 16:34
    เจ็บมากเหลือเกิน ทำไมมันหน่วงหัวใจขนาดนี้

    ทำไม

    ฉันจะอ่านต่อไปได้มั้ย
    #2,937
    0
  24. #2921 elle000 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 01:53
    เอาล่ะ ฉันทีมพี่ดิน
    #2,921
    0
  25. #2908 Phetprapleng (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 01:27
    กลั้นมาได้ทุกตอนถึงตอนนี้น้ำตาแตก จังหวะที่ร้องขอให้ฆ่าตัวเองอ่ะคือแม่งโฮเลย เข้าใจความรู้สึกมากๆ เก่งแล้วอาคเนย์อยู่มาถึงวันนี้ได้ก็เก่งแล้ว เก่งมากๆเลย
    #2,908
    0