อาคเนย์ - end

ตอนที่ 4 : 03 :: Again and again

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 35,934
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,936 ครั้ง
    1 ส.ค. 62




CHAPTER 3

AGAIN AND AGAIN

 

 

การเรียกร้องในสิ่งที่ยังไม่มั่นใจว่าเราสมควรได้

คือการฆ่าตัวตายด้วยวิธีการอ้อมๆ ที่เจ็บที่สุด

 

 

            “ไงมึง โทรไปก็ไม่รับ”

            “มีเรื่องนิดหน่อย”

            “เลยไม่มาเรียนว่างั้น แล้วนี่หัวกับตีนมึงไปโดนอะไรมาวะ”

            ไอ้อั๋นถามด้วยความสงสัย เราไม่ได้เจอกันมาสามวันหลังผ่านพ้นสุดสัปดาห์ที่โคตรวุ่นวายไป แถมภาพที่ผมมาเจอมันยังเป็นการเดินกะเผลกเข้ามาพร้อมกับแผลบนหัวอีกต่างหาก

            “หกล้ม” ผมตอบสั้นๆ ก่อนจะเหวี่ยงกระเป๋าเป้ไว้บนโต๊ะอย่างกระแทกกระทั้น

            “หกล้มแล้วเป็นขนาดนี้เลยเหรอ อย่ามาตอแหลน่า”

            “ก็ล้มตกบันได หมุนตลบหลายรอบจนลงไปนอนกองกับพื้นไง มึงสงสัยอะไรอีกมั้ย”

            “เออสัด ที่ถามเพราะเป็นห่วงหรอก”

            “กูตายยากแค่ไหนมึงก็รู้”

            ไอ้อั๋นยุติประเด็น ส่วนผมก็ไม่ได้อยากจะย้อนความหลังของบาดแผลบริเวณข้อเท้ากับหน้าผากนัก เพราะมันไม่ได้เจ็บแค่ตัว แต่ความรู้สึกเสียใจและเอาคืนมาไม่ได้มันก็ปลิดปลิวไปพร้อมกันด้วย

            “ได้เก็บชีทให้กูมั้ย” ผมสะบัดไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัวกลับมาโฟกัสถึงเรื่องตรงหน้าอีกครั้ง

            “อาจารย์อัปโหลดไฟล์ลง Google Drive แล้ว เข้าไปดูในกลุ่มได้เลย”

            “ขอบใจมาก”

            “ตั้งใจเรียนหน่อยนะ เห็นช่วงนี้มึงขาดเรียนบ่อย กลัวว่าจะไม่จบปีเอา” คนตรงหน้าพูดด้วยน้ำเสียงคร่ำเครียด ซึ่งไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก

            “เออน่ะ”

            “ไอ้บูก็ไม่ค่อยมาเรียนเหมือนกัน ถามจริงๆ นะ ช่วงนี้พวกมึงมีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า”

            “เปล่านี่” ผมไม่ได้บอกใครว่าได้ย้ายเข้าไปอยู่ห้องเดียวกับไอ้บู กะว่าตอนย้ายออกไปอยู่หอใหม่เมื่อไหร่ค่อยพูดเรื่องนี้อีกที      

            “ดีแล้ว เดี๋ยวเรียนจบไปก็คงไม่ค่อยได้เจอกันอีก ยังไงก็อดทนหน่อยแล้วกัน” เพื่อนตัวดียังคงพูดไม่หยุด

            มันคงเบื่อแล้วมั้งที่ต้องเห็นอาการบอบช้ำทางร่างกายของผมไม่ก็ไอ้บูอยู่บ่อยๆ

            “กูไม่รู้จะทนได้อีกนานแค่ไหนนี่สิ”

            “นี่สรุปมึงไปมีเรื่องกันมาจริงๆ ใช่มั้ย”

            “เปล่า แค่พูดลอยๆ”

            “เนย์ มีอะไรบอกกูได้ ถึงช่วยไม่ได้ก็อยากรับฟัง”

            “เชื่อเถอะว่ามึงคงไม่อยากฟังหรอก” กลัวภาพที่มันมองผมจะเปลี่ยนไป

            “จริงๆ กูมีเรื่องนึงจะถามมาสักพักแล้ว แต่ก็ไม่กล้าสักที”

            “มีอะไร” ที่ผ่านมาเราคุยแต่เรื่องไร้สาระกันมาตลอด เพิ่งจะเห็นว่าไอ้อั๋นแม่งก็ซีเรียสกับเขาเป็นด้วย

            “ช่วงนี้เหมือนมีข่าวลือในคณะเรื่องของมึงกับไอ้บู” อีกฝ่ายหยุดพูดไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าสบตากับผม “เขาบอกว่ามึงสองคนเคยรักกัน”

            ทุกอย่างรอบตัวของผมคล้ายหยุดนิ่ง เนิ่นนาน....

            จนผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าควรตอบคำถามนี้ออกไปยังไงดี

            “รักแบบไหนล่ะ ถ้าแบบเพื่อนก็คงใช่มั้ง”

            “เปล่า กูหมายถึงแบบ...แฟนน่ะ”

            “ไม่” ผมยิ้ม

            “จริงดิ”

            “เราแค่เคยเป็นเพื่อนกันเฉยๆ”

            “อือดีแล้ว กูก็ว่าอยู่ข่าวลือจะเชื่ออะไรได้วะ”

            “รีบเข้าเรียนเถอะว่ะ เดี๋ยวโดนอาจารย์เช็กขาดอีกจะยุ่ง” ผมรีบเปลี่ยนเรื่อง ก่อนจะลุกขึ้นโยนแฟ้มบนโต๊ะใส่มือของคนตรงหน้าพร้อมกับก้าวฉับๆ ออกไป

            ประเด็นนี้ไม่เคยถูกพูดถึงในคณะมาก่อน เพื่อนเก่าสมัยมัธยมก็ไม่เคยปริปาก ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้อยู่สองทาง นั่นคือเป็นเรื่องจากปากของบูรพาเอง หรือไม่ก็เป็นเหตุการณ์ในร้านเหล้าคืนนั้น คืนที่ความลับหลายอย่างของผมไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไป

            และใช่! ข่าวลือที่ว่านั้นผิดทั้งหมด เพราะบูรพาไม่เคยมองอาคเนย์ในเชิงคู่รัก

            มีแต่ผมเท่านั้นที่เคยรักมันอยู่ฝ่ายเดียว...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ผมรู้สึกว่าชีวิตที่มีสีสันของตัวเองลดน้อยลงเรื่อยๆ หลังจากย้ายเข้ามาอยู่ห้องของไอ้บู

            จากที่หลังเลิกเรียนเสร็จจะต้องพาตัวเองกลับห้อง หรือดึกๆ หน่อยค่อยออกไปแฮงก์เอาท์กับเพื่อนทุกอย่างก็เปลี่ยนไป หอพักที่ติดต่อขอเช่ายังเข้าพักไม่ได้จนกว่าจะจัดการเรื่องสัญญาและการจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าเสร็จ ด้วยไม่รู้จะไปที่ไหนก็เลยยอมนั่งรถนานหน่อยเพื่อกลับบ้านที่อยู่ในเขตปริมณฑลแทน

            แม้ผมต้องหาข้ออ้างเรื่องบาดแผลที่ได้รับมาให้แม่เข้าใจอยู่นาน ทว่าทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดีเพราะเจ้าตัวไม่ได้ติดใจจะซักไซ้อะไรเพิ่มเติม

            วันนี้ที่บ้านเรายุ่งนิดหน่อยตรงที่แม่กำลังจะไปทัวร์ต่างประเทศกับเพื่อนๆ ข้าวของและเสื้อผ้าบางส่วนเลยถูกจัดใส่กระเป๋าเอาไว้อย่างเรียบร้อย แถมยังมีเวลาได้รื้อค้นเอาของเก่าๆ ออกมาทิ้งเพื่อจัดระเบียบบ้านไปในตัว

            “ลูกอยากได้ของฝากอะไรมั้ย” แม่ถามขึ้นมาลอยๆ ขณะสองมือกำลังคัดแยกเสื้อผ้าบางส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้ใส่กล่องเตรียมบริจาค

            “ผมไม่อยากได้อะไรเป็นพิเศษ แล้วแต่แม่จะซื้อให้แล้วกัน”

            “แม่สัญญาว่าทริปนี้จะประหยัดเงินให้มากที่สุด”

            “ไม่ต้องหรอกครับ แม่ไม่ได้เที่ยวมานานเท่าไหร่แล้ว อยากได้อะไร อยากกินอะไรก็ซื้อเถอะ” ที่ผ่านมาเราเหนื่อยกันมามาก ควรถึงเวลาที่แม่จะได้พักผ่อนเหมือนคนอื่นสักที

            “ลูกอยู่คนเดียวได้ใช่มั้ย”

            “โธ่...ผมไม่ใช่เด็กเหมือนแต่ก่อนนะ” ปากว่าแต่มือก็ยังคงช่วยเก็บโน่นนี่ใส่ตู้ไปด้วย กระทั่งมาถึงตู้สุดท้ายที่เราไม่ได้เปิดมานาน “แม่...”

            “หืม”

            “เสื้อผ้าที่พ่อทิ้งไว้เราจะทำยังไงดี” แม่หันมามองด้วยใบหน้าเรียบเฉยก่อนตอบเสียงแผ่ว

            “เดี๋ยววานลูกหยิบออกมาจัดใส่กล่องแล้วกัน ตัวไหนยังดีอยู่ก็บริจาค ส่วนตัวไหนเก่ามากแล้วก็ทิ้ง”

            “ไม่ส่งกลับไปให้เขาเหรอครับ”

            “มันเป็นเสื้อแบบเดิมน่ะ” คำว่า เดิมพุ่งใส่อกผมอย่างจัง “ตอนนี้เขาไม่ใส่เสื้อผ้าแบบนี้แล้ว”

            ตอนไป พ่อเก็บข้าวของบางส่วนไปด้วยเกือบหมด แต่ก็ยังมีหลงเหลือเอาไว้ให้ดูต่างหน้าคล้ายกับบอกเป็นนัยๆ ว่าสักวันพ่ออาจจะกลับมา ทว่าเมื่อได้คำตอบจากแม่แล้วในใจของผมก็มีเพียงความสิ้นหวัง

            ลืมไปซะสนิทว่าเสื้อผ้าพวกนี้พ่อคงไม่ใส่แล้ว เสื้อเชิ้ตแขนสั้นที่มีกระเป๋าหน้าอกข้างซ้ายเป็นเพียงภาพจำของเขาที่ผมมีในวัยเด็ก กว่าจะรู้ตัวเวลาก็ผ่านไปนาน พ่อเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมากเพราะเขาไม่ได้แต่งตัวแบบนี้อีก

            บางอย่างก็มีเพียงอดีตจริงๆ ที่หลงเหลือให้คิดถึง

            “ทำไมทำหน้าอย่างนั้น” แม่ถาม ดึงผมออกจากภวังค์อย่างรวดเร็ว

            “ไม่มีอะไรครับ แค่กำลังคิดว่าเวลาเปลี่ยนอะไรก็เปลี่ยนไปหมด”

            “แม่ยังอยู่ที่เดิมไง”

            “จริงด้วย” แค่ไม่สุขเหมือนเดิม แต่ชีวิตก็ต้องอยู่ อยู่ให้ได้โดยไม่มีเขา

            “นี่ว่าจะถามอยู่เหมือนกัน มาช่วยแม่เก็บของแบบนี้บอกบูแล้วใช่มั้ย” มือที่กำลังจัดเสื้ออยู่ชะงักค้าง

            “ทำไมผมต้องบอกด้วย”

            “พรุ่งนี้มีเรียน ถ้าลูกไม่กลับห้องกลัวเพื่อนจะเป็นห่วงเอา”

            “มันไม่ห่วงผมหรอก”

            “ดูพูดเข้า จัดของเสร็จแล้วโทรหาบูด้วยนะ”

            “...”

            “เนย์”

            “ครับ เดี๋ยวผมโทร”

            “ไหนๆ ก็พูดถึงบูแล้ว ตอนที่เก็บของแม่เจอนี่ด้วย” ร่างบางของคนอายุมากกว่าชันตัวขึ้น เดินไปหยิบของสิ่งหนึ่งที่วางอยู่ตรงโต๊ะ ก่อนจะนำกลับมายื่นให้ผมด้วยรอยยิ้ม

            “ลูกกับบูตอนอายุห้าขวบ กำลังน่ารักน่าชังเลย” ผมไม่คิดว่าจะได้เห็นภาพนี้อีกครั้ง มันนานมากแล้ว นานจนลืมไปซะสนิทว่าเคยมีรูปพวกนี้อยู่ เราสองคนนั่งอยู่ด้วยกันที่สนามหญ้าหน้าบ้าน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มจนรู้สึกใจหายเมื่อในวันนี้ทุกอย่างไม่อะไรเหมือนเดิมอีก

            “ผมเกือบลืมไปหมดแล้ว”

            “ลูกยังเด็กจำไม่ได้ก็ไม่เห็นแปลก แต่วันนั้นเด็กชายบูรพากับอาคเนย์หัวเราะเสียงดังมากเลย เป็นวันที่มีความสุขจริงๆ”

            “เหรอครับ”

            “อืม อีกอย่างลูกเอาแต่เรียกชื่อบูไม่หยุด เรียกบ่อยว่าคำว่าแม่อีกแน่ะ”

            “ผมเป็นขนาดนั้นเลยเหรอ”

            “มันอาจเป็นความผูกพันตั้งแต่แรก ลูกเกิดไล่เลี่ยกัน วิ่งเล่นด้วยกัน เข้าโรงเรียนอนุบาลพร้อมกัน พอโตหน่อยก็เข้าเรียนมัธยมและมหาลัยที่เดียวกันอีก จนแม่อดคิดไม่ได้ว่าถ้าวันไหนลูกไม่ได้อยู่ด้วยกันมันจะเป็นยังไง”

            “แม่ดีใจเหรอที่ผมอยู่กับบู”

            “ดีใจสิ ลูกเป็นเพื่อนสนิทกันไม่ใช่เหรอ”

            “ครับ”

            “แล้วตอนที่อยู่กับบูลูกยังมีความสุขเหมือนตอนเป็นเด็กอยู่มั้ย”

            ผมยิ้ม แต่ไม่ได้ตอบ...

            เรายังคงนั่งคัดแยกเสื้อผ้าอย่างเงียบเชียบ นานเหมือนกันกว่าทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อยและพร้อมขนย้ายเสื้อผ้าบางส่วนที่ต้องนำไปบริจาคลงไปด้านล่าง

            แม่เป็นฝ่ายเดินนำไปก่อน ส่วนผมหอบกล่องกระดาษลังเดินตามลงไป แผ่นหลังแสนโดดเดี่ยวที่เห็นมันทำให้ผมอยากร้องไห้ เห็นแม่เป็นแบบนี้ผมก็ไม่อยากให้ท่านต้องทุกข์ใจกับอะไรอีกแล้ว

            บางที การเก็บความลับบางอย่างเอาไว้ก็คงเป็นทางออกที่ดีที่สุดเหมือนกัน

            “แม่”

            “ว่าไงเนย์”

            “ที่แม่เคยถาม ความจริงแล้วตอนอยู่กับบู...”

            “...”

          “ผมมีความสุขมากครับ” 

            เพราะความสุขของผมคือการที่ได้เห็นแม่ยังคงเป็นคนเดิม ผู้หญิง...ที่มีความสุขที่สุดในโลก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ผมต้องตื่นแต่เช้านั่งรถจากบ้านไปมหาลัย ดีหน่อยที่วันนี้ตารางเรียนไม่ค่อยแน่นเลยมีเวลานั่งรถกลับมาที่บ้านในช่วงบ่ายแก่เพื่อช่วยแม่จัดแจงกระเป๋าเดินทางและเอกสารก่อนขึ้นเครื่อง ทริปนี้แม่ณิก็ไปด้วยดังนั้นผมเลยไม่ค่อยกังวลมากนัก ยังไงเจ็ดวันที่ไต้หวันของแม่ก็ต้องสนุกแน่นอน

            “แม่เอาขนมปังติดกระเป๋าไปด้วยสิ” ผมเอ่ยเตือน

            “ไม่เป็นไรลูก เดี๋ยวไปกินบนเครื่องได้”

            “ถ้าถึงแล้วก็โทรมาบอกนะครับ”

            “จ้า”

            “แม่อย่าลืมเปิดโรมมิ่งตอนใช้งานด้วยนะ”

            “รู้แล้วๆ”

            “ให้ผมนั่งรถไปสนามบินเป็นเพื่อนมั้ย”

            “นี่ใครเป็นแม่ลูกกันแน่เนี่ย ไม่ต้องห่วงนะ นั่นไงแม่ณิมาแล้ว” ผมช่วยขนกระเป๋าทุกใบใส่หลังแท็กซี่ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยก็ได้เวลาต้องจากกันชั่วคราว

            “อย่าลืมโทรหาผมนะ”

            “โอเคจ้า”

            “นี่ถ้าผมขับรถให้แม่ได้ก็คงดี” ทั้งที่เมื่อก่อนเคยทำอย่างนั้น แต่วันนี้กลับทำไม่ได้ เจ็บปวดเหลือเกิน

            “ไม่เห็นเป็นไรเลยไม่ต้องกังวลหรอก แม่ไปก่อนนะ อาทิตย์หน้าเจอกัน” ผมโบกมือให้ มองดูคนทั้งคู่แทรกตัวเข้าไปในรถก่อนจะเคลื่อนตัวออกไปไกลจนลับสายตา ตอนนั้นเองถึงได้มีเวลาก้มมองกุญแจสำรองของบ้านในมืออีกครั้ง ไม่รู้ทำไมจู่ๆ ก็รู้สึกเหงากว่าเดิม

            ผมตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าอีกสี่วันที่เหลือจะไม่โผล่หัวไปที่ห้องของไอ้บูอีกนอกจากวันขนย้าย เพราะไม่อยากมีปัญหาจนลุกลามถึงขั้นใช้กำลังเหมือนทุกครั้ง ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดีจนกระทั่งเข้าสู่วันที่สาม...

            มีเหตุจำเป็นให้ต้องกลับไปยังคอนโดของมันเนื่องจากเผลอลืมเล่มรายงานเอาไว้ ซึ่งมันก็ดึกมากจนผมขี้เกียจเรียกแท็กซี่กลับเลยกะนอนที่คอนโดของไอ้บู เพื่อที่อีกวันจะได้เก็บของแล้วย้ายออกทันที

            ไม่คิดเลยว่าพอกลับมาแล้วเจ้าของห้องจะไม่อยู่

            ดึกดื่นป่านนี้มึงไปอยู่ไหนวะ

            แกรก!!

            แล้วก็เป็นเพียงเสี้ยววินาทีที่ความสงสัยทั้งหมดได้รับคำตอบ ผมหันขวับไปยังประตู ภาพที่เห็นคือร่างสูงกำลังตระกองกอดผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาในห้อง เนื้อตัวและเสื้อผ้าคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์ นั่นเลยทำให้พอรู้ว่าก่อนหน้านั้นบูรพาไปที่ไหนมา

ที่จริงก็เห็นภาพนี้บ่อยจนชินตาแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมมันถึงยังรู้สึกเจ็บอยู่

“กลับมาทำไม”

คำถามแรกจู่โจมเข้ามาทันทีที่เห็นผมนั่งอยู่ตรงโซฟาภายในห้อง

“ห้องนี้ก็เป็นของกูเหมือนกัน กูจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้”

“หน้าด้านดีว่ะ”

“ที่ผ่านมากูทำตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ทุกอย่าง แล้วมึงล่ะทำตามบ้างหรือเปล่า”

“พล่ามอะไรมากมายวะ เป็นแม่กูเหรอ”

“กูเคยบอกว่าอย่าพาผู้หญิงมานอนที่ห้อง มึงฟังภาษาคนไม่เข้าใจหรือไง” เสียงที่เอ่ยออกไปเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ส่วนไอ้บูก็ได้แต่มองมาด้วยสายตาฉุนเฉียว หากแต่ริมฝีปากกลับกระตุกยิ้มราวกับสะใจกับปฏิกิริยาของผม

“แล้วจำข้อตกลงไม่ได้หรือไงว่ามึงไม่มีสิทธิ์มาเสือกเรื่องของกู” พูดจบก็รีบพาร่างบางตรงไปยังห้องนอนแต่ผมไวกว่านั้นตรงที่วิ่งมาขวางคนทั้งคู่ไว้

“มึงอยากเอากับผู้หญิงก็ไปเอากันที่อื่น”

อีกแค่วันเดียวเอง

“แล้วทำไมกูต้องทำตามที่มึงบอกด้วยวะ คนที่ควรไปคือมึงต่างหาก” มันผลักผมออก และดูเหมือนว่าอารมณ์ของผมในตอนนี้จะไม่คงที่นัก ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงความคุมมันไม่ได้ เลยรีบกระชากแขนคนตรงหน้าพร้อมกับรั้งไม่ให้คนทั้งคู่เดินไปยังเตียง

“มึงจะไปเอากันที่ไหนก็ได้ โรงแรม ม่านรูด แต่ต้องไม่ใช่ที่นี่!

ที่ที่มีกู

อยากร้องไห้ ปล่อยโฮออกมาจนสุดแต่ก็ทำไม่ได้

“บู สรุปจะเอายังไง” ผู้หญิงคนนั้นถาม ไอ้บูเลยตอบทันที

“ไปรอที่ห้องนอนก่อน”

“ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น กลับไปเลยเธอน่ะ” ผมตวาดลั่น ตอนนั้นแหละมั้งที่สายตาของบูรพาเปลี่ยนไป

เพียะ!

สมองของผมประมวลเหตุการณ์แทบไม่ทันเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก รู้ตัวอีกทีใบหน้าก็ชาไปทั้งซีก พร้อมกับเส้นผมบนหัวที่ถูกดึงอย่างแรงด้วยฝีมือของอีกฝ่ายจนมึนงงไม่เหลือสติ

“งั้นกลับไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวพรุ่งนี้โทรหา”

“แต่...”

“บอกให้กลับไปก่อนไง!!

เสียงเหี้ยมเกรียมพูดแค่สั้นๆ ไม่นานประตูห้องก็ถูกเปิดและปิดอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงผมกับไอ้บูเท่านั้นที่กำลังเล่นสงครามประสาทกันอยู่

“ปล่อยกู!” ผมกัดฟันบอกขณะความเจ็บแผ่นซ่านไปทั่วหัว

“อยากอยู่กับกูนักไม่ใช่หรือไง จะเรียกร้องให้กูปล่อยทำไมวะ”

“กูแค่ให้มึงไปเอากันที่อื่น มันยากนักหรือไง โอ๊ยยยยยยยย!

พูดไม่ทันจบประโยคร่างสูงก็ลากผมที่ร้องโอดครวญไม่หยุดเข้าไปในห้อง ทั้งที่เท้าข้างหนึ่งยังเดินกะเผลกจนแทบล้มลงกับพื้น

“มึงรู้ใช่มั้ยว่าถ้ากูพาใครมาที่ห้องมันหมายความว่ายังไง”

“ปล่อย”

“มึงไม่ให้กูไปเอาคนอื่นงั้นกูก็เอามึงแทนได้สินะ”

จู่ๆ ร่างกายพลันสั่นเทาขึ้นมาดื้อๆ ความกลัวที่อยู่เบื้องลึกถูกผลักออกจนสุดท้ายผมก็ปล่อยให้น้ำตาไหลโดยไม่นึกฝืน กลิ่นแอลกอฮอล์ที่คละคลุ้งอยู่ใกล้จมูกเป็นสัญญาณเตือนว่าอันตรายกำลังคืบคลานเข้ามา

ไอ้บูไม่เหมือนทุกครั้ง ไม่ว่าจะทะเลาะกันหนักหนาแค่ไหนมันก็จะไม่ทำเลวร้ายอย่างที่กลัว ทว่าวันนี้ทุกอย่างแตกต่างออกไปอันเนื่องมาจากความเมาผสมความแค้น

“ฮึก ปล่อยกูไอ้สัด”

“ที่ไม่อยากให้กูพาใครมานอนด้วย ไม่ใช่เพราะมึงหวงกูเหรอ”

“ไม่ใช่”

“เป็นมึงไม่ใช่หรือไงที่อยากนอนให้กูเอามาตลอด”

“อะ...ไอ้บูปล่อยกู”

ร่างกายถูกโยนกระแทกลงกับฟูกอย่างแรงจนรู้สึกสั่นสะท้าน ม่านสายตาปรากฏภาพของคนตัวสูงที่กำลังย่างสามขุมเข้ามาอย่างอุกอาจ ความกลัวนั้นผลักดันให้ผมตะเกียกตะกายลงจากเตียงอย่างไม่คิดชีวิต

“มึงจะไปไหน” แต่ไปไม่ได้ไกลก็ถูกมือหนาลากคอเสื้อกลับมายังจุดเดิมอีกครั้ง

“อึก”

“คิดว่ากูจะปล่อยมึงไปเหรอ”

“ไอ้บูมึงจะทำอะไร มึงอย่าทำกูเลยนะ” ผมขยับตัวหนีตามสัญชาตญาณ รู้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง

“กูเตือนมึงแล้ว ครั้งแรกไม่ฟังกูให้อภัย ครั้งที่สองกูยังใจดี แต่ครั้งนี้มึงชักจะก้าวล้ำชีวิตกูมากเกินไปแล้ว!

“แต่เรา...ตกลงกันแล้ว”

“กูไปตกลงกับมึงตอนไหน ห้องก็ห้องกู เงินกู ของกู มึงมีสิทธิ์อะไรในของพวกนี้บ้างกูถามหน่อย”

“ฮึก!

“ไอ้เหี้ยเอ๊ย กูแม่งเกลียดมึงฉิบหาย เมื่อไหร่มึงจะตายไปจากชีวิตกูสักทีวะ” สิ้นสุดคำพูดนั้นร่างสูงก็ขยับตัวขึ้นมานั่งคร่อมช่วงเอวของผมจนยากเกินจะขยับ สองแขนแม้พยายามปัดป่ายแต่กำลังก็ยังสู้คนที่ร่างกายสูงใหญ่กว่าไม่ได้ ที่สำคัญคือเท้าของผมตอนนี้ยังคงรู้สึกเจ็บชาอยู่เลยออกแรงได้ไม่มากเท่าที่ควร

“ปล่อยกูไอ้บู ปล่อย ฮึก...” ผมขอร้องปนเสียงสะอื้น ดิ้นรนขัดขืนอย่างสุดความสามารถ สุดท้ายก็โดนตบอีกหน เลยได้แต่ร้องครวญเสียงผะแผ่วด้วยความเจ็บปวด

ภาพในอดีตที่พยายามลืมมาตลอดฉายชัดเข้ามาในหัวจนร่างกายสั่นหงัก

 

อย่าทำอะไรกูเลย ให้กูกราบตีนมึงก็ได้

 

ประโยคขอร้องในอดีตซ้อนทับเข้ามาราวกับฝันร้าย ในวันนั้นไอ้บูตั้งใจจะข่มขืนผมแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ เพื่อแลกกับศักดิ์ศรีที่มีผมยอมคุกเข่าลง ก้มกราบมันอย่างอับจนหนทาง พร้อมกับทุกอย่างที่ได้พังทลายลงในวันนั้น ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความไว้เนื้อเชื่อใจ รวมถึงมิตรภาพของคำว่าเพื่อน

ไม่หลงเหลือสักอย่าง...

ผมแค่อยากเป็นอาคเนย์ที่ยิ้มและหัวเราะได้เหมือนเก่า คิดถึงตอนที่ตัวเองเป็นเด็ก วิ่งเล่นในสนามหญ้า กินอิ่ม นอนหลับ ไม่ต้องกังวลกับฝันร้ายในทุกคืนซึ่งความคิดเหล่านี้ผมคงขอมากเกินไปเพราะมันไม่มีวันเกิดขึ้นอีกแล้ว

“ร้องไห้เหรอ”

“อย่า...ฮึก...กูยอมหมดเลย มะ...มึงจะพาใครมาก็ได้ ขอแค่อย่าทำร้ายกู” ไม่รู้ว่าสีหน้าที่แสดงออกตอนนี้ซีดเผือดขนาดไหน รู้แค่ว่ากลัวจับใจไม่ต่างจากเหตุการณ์ในอดีต

“มึงเอาแต่คิดว่าที่ผ่านมากูทำร้ายมึง แล้วเคยกลับมาขอโทษในสิ่งที่มึงทำกับกูบ้างมั้ย” น้ำเสียงที่อัดแน่นไปด้วยความกรุ่นโกรธเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นผะแผ่ว ดวงตาแข็งกร้าวซึ่งจ้องมองในคราแรกเองก็ค่อยๆ อ่อนแสงลง รับรู้ได้ถึงความอ่อนไหวและกลิ่นของแอลกอฮอล์คละคลุ้งเต็มจมูก

ผมไม่รู้ว่าควรตอบกลับแบบไหนนอกจากเม้มปากแน่น กะพริบตาถี่เพื่อไม่ให้น้ำตาร้อนๆ ไหลลงมา

“จำได้มั้ยว่ามึงทำลายอะไรที่กูรักไปบ้าง”

“นั่นเพราะมึงไม่เคยเชื่อใจกูเลยไง” ผมตอบกลับ รู้สึกเจ็บยอกไปทั้งอก

เป็นเพื่อนกันมาตั้งนาน พอถึงเวลาที่ต้องเชื่อใจใครสักคน ทำไมคนคนนั้นถึงไม่ใช่ผม

“มึงเคยทำอะไรให้กูรู้สึกเชื่อใจบ้างล่ะ”

“...”

“ที่ต้องเสียเพื่อนก็เพราะมึง คนที่กูรักต้องตายก็เพราะมึง ครอบครัวเขาต้องจมอยู่กับความทุกข์ก็เพราะมึง จะไม่ให้กูโกรธแค้นได้ยังไงวะ จะให้ทนมองมึงที่ยิ้มและหัวเราะอย่างมีความสุขขณะที่คนรอบข้างเอาแต่ร้องไห้แทบขาดใจได้ยังไง มึงบอกกูสิ”

น้ำเสียงของคนตรงหน้าสั่นเครือ แม้ไม่มีน้ำตาสักหยดแต่ก็รับรู้ได้ถึงความเสียใจที่แผ่ออกมา

“กะ...กูแค่ไม่อยากนึกถึงมัน ขอโทษ...”

สิ่งที่พยายามเค้นออกมาได้มากที่สุดคงมีเท่านี้

ผมไม่ได้อยากฟังเรื่องที่อยากลืมใจแทบขาด พอได้ยินเต็มสองรู้หูเรี่ยวแรงก็พลันอันตรธานหายไปหมด หลายปีมาแล้วที่วิ่งหนีมันแต่สุดท้ายคนที่ยัดเยียดความผิดทุกอย่างให้ผมก็ยังคงเป็นเขา

“คำขอโทษมึงมาช้าไปหลายปีเลยเนอะ” ไอ้บูแค่นหัวเราะ “กูรู้ว่ามึงคงไม่ได้รู้สึกรู้สากับความผิดของตัวเองเท่าไหร่หรอก แต่ถ้าไม่อยากให้กูทำอะไรก็ตอบคำถามกูมาตรงๆ”

“ได้ กูจะตอบ...จะตอบ...”

ผมรีบเอ่ยอย่างลนลาน วินาทีนี้ไม่หวังอยากเอาคืนด้วยการใช้กำลังหรืออะไรอีกแล้ว สิ่งเดียวที่คิดอยู่ในหัวคือออกไปจากที่นี่ก่อนอีกฝ่ายจะสาดซัดเรื่องราวในอดีตมาทำร้ายกันอีก

กายสูงผละออกจากตัวผมอย่างง่ายดาย หลังได้รับอิสระผมรีบชันตัวขึ้นนั่ง กระเถิบกายไปจนติดกับหัวเตียงโดยอัตโนมัติ ขณะที่อีกฝ่ายลุกขึ้นเต็มความสูง ทอดสายตามองพลางเค้นเสียงแหบพร่า

“กูจะลืมทุกเรื่องที่มึงเคยทำและให้มันจบแค่วันนี้ เพราะงั้นถ้ามึงอยากจบก็ช่วยพูดความจริงกับกูด้วย”

“มึงถามกูมาได้เลย” หลังทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดไปเมื่อหลายปีก่อนเพื่อมีชีวิตรอด ผมก็ไม่เหลืออะไรให้น่าภูมิใจได้อีก ตอนนี้ต่อให้ไม่ต้องการให้รู้สึกอะไรผมก็จะพยายาม

“ทำไมหลังจากมึงฆ่าคนตายแล้วถึงไม่คิดจะขอโทษหรือพูดถึงมันอีก”

มีเรื่องราวมากมายบนโลกใบนี้ที่ผมพร้อมรับฟังมันทุกอย่าง แต่ขอเพียงเรื่องเดียวที่ไม่อยากพูดถึง ไม่อยากได้ยิน อยากปิดตายมันไว้แค่วันนั้นใจแทบขาด นั่นก็คือความจริงที่ผมเป็นสาเหตุให้ใครคนหนึ่งต้องตาย

“กูขอโทษ” สมองมันตื้อไปหมด กว่าจะหาลิ้นตัวเองเจอก็พูดได้เพียงประโยคสั้นๆ แค่ประโยคเดียว

“มึงตอบไม่ตรงคำถาม”

“เพราะกูไม่อยากพูดถึงมัน”

“มึงไม่ยอมจบเองนะเนย์ กูให้โอกาสแล้วแต่มึงไม่ยอมจบเอง”

ผมกลืนน้ำลายลงคออึกแล้วอึกเล่า จดจ้องไปยังคนตรงหน้าทั้งตัวสั่นเทิ้มเพื่อรวบรวมความกล้าย้อนถามอีกฝ่ายไปเหมือนกัน

“ถ้าในวันนั้น...วันนั้นเป็นกูที่ตาย มึงจะยังรักกูเหมือนที่รักเขามั้ย”

“กูไม่เคยรักมึง” บูรพาตอบกลับมาแทบไม่เสียเวลาคิด

“...”

“ต่อให้เป็นมึงที่ตายในวันนั้น กูก็ไม่มีทางรัก”

น่าจะยอมรับตั้งแต่แรกแล้วว่าผมกับบูไม่มีทางทำดีต่อกัน การกระทำเลวร้ายเมื่อหลายปีก่อนคือความทรงจำสีหม่นที่ยังคงตราตรึง เอาแต่ปลอบใจตัวเองว่าอีกไม่นานทุกอย่างคงดีขึ้น ถึงตอนนี้เข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้วว่าเวลาไม่เคยช่วยเยียวยาอะไรเลย และที่หนักกว่านั้นคือมันกำลังวนกลับมาทำร้ายผมเหมือนวันนั้นไม่มีผิดเพี้ยน

ภาพตรงหน้ามีเพียงใบหน้าของเขาที่อยู่ในความสนใจ เฝ้าถามกับตัวเองว่าตั้งแต่เล็กจนโตอะไรที่ทำให้ผมมีความสุขที่สุด และอะไรที่ทำให้ชีวิตพังๆ ต้องจมอยู่กับความทุกข์ หากพรุ่งนี้ยังมีชีวิตอยู่จะเป็นยังไง ต้องฝืนยิ้มและหัวเราะอย่างที่ผ่านมามั้ย

ยี่สิบกว่าปีมานี้ผมไม่เคยมีความกล้าพอจะเลือกเส้นทางในชีวิตด้วยตัวเองเลยสักครั้ง ชื่อแม่ก็ตั้งให้ นามสกุลเป็นของครอบครัว ศาสนาก็เป็นสิ่งที่สังคมกำหนด เข้าโรงเรียนอนุบาล ประถม มัธยมตามความคิดของผู้ใหญ่ ตอนจะเรียนมหาลัยก็ต้องมองความคาดหวังของที่บ้าน แถมที่ตลกกว่านั้นผมยังเห็นดีด้วยเพราะอยากตามคนที่ชอบมาเรียน

พอเริ่มมีความรักและอยากลองเลือกเองบ้างเขาก็ดันไม่เลือก

            “แล้ววันนั้นมึงมาเอากูทำไมวะ”

            คำถามมากมายตีวนอยู่ในหัว ตอนที่เราต่างเต็มใจให้มันเกิดขึ้นในครั้งแรก ผมวาดฝันเอาไว้อย่างสวยงามว่าสิ่งนั้นเรียกว่าความรัก สิ่งที่เราต่างเติมเต็มให้กันและกันได้ จูบของเขาอ่อนโยน อ้อมกอดของเขาอบอุ่น ทว่าหลังจากนั้นไม่นานกลับรู้สึกไม่ต่างจากการถูกถีบลงบนหุบเหวลึก

            วันนี้ผมพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมา

            “มึงจะถือสาอะไรกับความอยากรู้อยากลองในวัยเด็กวะ แถมยังเป็นมึงเองไม่ใช่เหรอที่เริ่มก่อน”

            “เพราะกูเข้าใจว่ามึงรักกูไง”

          “ตอนนี้มึงก็เข้าใจแล้วหนิ ต่อให้ไม่รัก ใครเสนอตัวมากูก็เอาหมดแหละ”

            “...”

            “มึงไม่ได้พิเศษกว่าใครเลย”

            แต่เขาก็เป็นคนเดิมที่ถีบผมกลับลงไปยังหลุมลึก

            เหนื่อยแล้ว เหนื่อยจริงๆ

            เหนื่อยที่ปล่อยให้มึงเหยียบย่ำบนความรู้สึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            และที่เจ็บที่สุด...คือเหนื่อยเหนือเกินที่เคยหลงรักมึง

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.936K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,364 ความคิดเห็น

  1. #3334 withmaBL (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 20:24
    เนย์ไม่ได้ฆ่าจริงๆใช่มั้ย
    #3,334
    0
  2. #3327 Mai_iee (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 มกราคม 2564 / 03:52
    กลับมาอ่านรอบที่สามความรู้สึกเราก็ยังเหมือนเดิมเลย:)
    #3,327
    0
  3. #3318 Turngporn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2563 / 01:59
    อ่านแล้วปวดใจไปกับเนย์เศร้าาาา
    #3,318
    0
  4. #3301 ผู้ชายที่ชอบทะเล (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 / 10:47

    เศร้ามากเลยเนอะ

    #3,301
    0
  5. #3263 Mareemintty (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2563 / 23:18
    แม่งเอ้ย
    #3,263
    0
  6. #3258 filmkung1616 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2563 / 01:37
    ไม่ได้อาานแล้วจุกนะ อ่านแล้วเหนื่อย แต่ยอมรับว่าไรท์แต่งดีมากกก
    #3,258
    0
  7. #3219 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 / 04:28

    เหมือนดูคนเลวๆสองคนทะเลาะกันนะไรท์ปมคงลึกมากไม่คิดว่าไรท์จะผูกเรื่องออกมาแบบนี้เจ็บว่ะ

    Take care คับ

    #3,219
    0
  8. #3168 trois.z (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 17:22
    อะไรที่ทำให้เนย์รักบูขนาดที่ยอมเค้าทุกอย่าง พยายามทุกทางเพื่อให้เค้ารักทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าเค้าไม่ได้รู้สึกอะไรกับตัวเองเลย คิดว่าเนย์ควรตัดใจแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่เดี๋ยวนี้ แต่คงยากหน่อยเพราะเรียนที่เดียวกับ แม่ๆรู้จักกัน แต่เชื่อเถอะว่าห่างๆกับบูอะไรๆมันก็จะดีขึ้น การอยู่กับความรู้สึกเจ็บปวดทุกวันๆสุขภาพจิตจะแย่ แล้วเป็นตัวเองนี่แหละที่จะพังเอง ถ้าไม่รีบออกจากสถานการณ์แบบนี้
    #3,168
    0
  9. #3149 YWDF (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 13:13
    เอาจริง ทำได้แค่

    เฮ้ออออออ~~
    #3,149
    0
  10. #3142 Error_ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 04:58
    หน่วง และเหนื่อยไปหมด ;(
    #3,142
    0
  11. #3134 pathaimars (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 00:28
    พอค่ะ!!! มูฟออนไปสะหาคนใหม่ให้เรื่องจบๆสักทีอ่านแล้วเหนื่อยแทน!!! ปล.ขอโทษนะคะพอดีอินไปนิดแหะๆ
    #3,134
    0
  12. #3128 Kkkk (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 / 15:45

    พอเถอะ!!!!เหนื่อยแทน

    #3,128
    0
  13. #3107 PraeChayanin (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2563 / 00:06
    อื้อหือออ
    #3,107
    0
  14. #3096 syn1/9 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 03:42
    ;_____;
    #3,096
    0
  15. #3083 swp_kream (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 00:48
    ร้ายเดียงสาก็เศร้าพอแล้ว
    แต่พอเจอเรื่องนี้คือจุก,หน่วงแต่มันร้องไม่ออก
    #3,083
    0
  16. #3058 P_earn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 14:42
    เหนื่อยจัง ควรอ่านต่อไหม
    #3,058
    0
  17. #3055 Saaree6612 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 10:01
    เลวพอๆกัน ไม่รู้จะสงสารใครดี
    #3,055
    0
  18. #3040 Londar (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 16:12
    หน่วงมากจิงๆ
    #3,040
    0
  19. #3031 Soraya27012545 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 21:01
    ทำไมหน่วงแบบนี้
    #3,031
    0
  20. #3024 กรอบเลือด (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 19:43
    เนย์อย่างเอาแต่ใจ สงสารบู
    #3,024
    0
  21. #2995 pui101127 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 เมษายน 2563 / 07:28
    เนย์ เดินออกมาเถอะลูก ไม่รักก็คือไม่รัก อย่าพยายามทำให้ตัวเองเจ็บไปมากกว่านี้เลย😭
    #2,995
    0
  22. #2993 Nop_2547 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 22:02
    บู-อย่ากลับมานะ-.....
    #2,993
    0
  23. #2988 catsxswa (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 12:17
    จุกแทนเลยอะโอ้โห
    #2,988
    0
  24. #2981 kaim123456 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 18:13
    เหนื่อยก็พอเถอะเนย์ ต่างคนต่างอยู่ จะได้ไม่ต้องเจ็บปวด
    #2,981
    0
  25. #2971 SeWanwi (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 เมษายน 2563 / 22:15
    บู-มานี่ /ทุบหลัง
    #2,971
    0