อาคเนย์ - end

ตอนที่ 3 : 02 :: Half an eyesight

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 40,016
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3,277 ครั้ง
    1 ส.ค. 62




CHAPTER 2

HALF AN EYESIGHT

 

 

ตอนเด็กผมเคยตั้งคำถามว่าความรักคืออะไร

กระทั่งเติบโตถึงได้รู้ สำหรับบางคนแล้ว

มันอาจเป็นคำถามที่คงไม่มีคำตอบ

 

 

            คำว่า โดนเอาแล้วทิ้งแปรสภาพไม่ต่างจากมีดล่องหนที่พุ่งมาปักอกผมอย่างจัง

            หลายครั้งหลายหนที่พยายามหนีจากคำนี้ ผมฝังกลบมันไว้ข้างหลัง วิ่งหนีมาไกลแสนไกลเพื่อให้รู้ว่าสุดท้ายก็ยังมีคนขุดมันขึ้นมา ความเจ็บปวดในอดีตเป็นเหมือนตราบาปของชีวิตเพราะต่อให้พยายามแค่ไหนก็ไม่เคยหนีพ้นเสียที

            ถึงใครหลายคนจะเอาแต่พูดว่าอีกไม่นานก็คงผ่านไปได้ ทว่านั่นไม่ใช่กับชีวิตของคนชื่ออาคเนย์ เพราะผมไม่เคยผ่านมันไปได้เลย

            “เอาไงดีวะ”

            เพื่อนๆ เริ่มถามความเห็นหลังไอ้บูสลบไปต่อหน้าต่อตา

            ผมมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกยากเกินอธิบาย โลกทั้งใบหมุนเคว้งเต้ง มองดูสีหน้าของเพื่อนๆ ที่มองกลับมาด้วยความอารมณ์หลากหลาย พวกมันไม่เคยรู้แต่วันนี้ก็ได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ไม่ว่าจะสงสารเห็นใจหรือสมเพชจนอยากเอาไปโพนทะนาต่อ ผมก็ไม่แคร์อีกแล้ว

            “เนย์มึงได้ยินที่กูพูดมั้ย” เสียงของไอ้ดินปลุกภวังค์ที่กำลังจมดิ่งให้กลับมายังเหตุการณ์ปัจจุบันอีกครั้ง

            ผมหันไปมองหน้ามันครู่หนึ่งสลับกับคนที่นอนจมกองเลือด ก่อนตัดสินใจกัดฟันพูดสิ่งที่ต้องการออกไป

            “ให้มันตาย”

            “ไอ้เนย์...”

            “ให้มันตาย! จะทำยังไงก็ได้แต่มันต้องตาย!

            ร่างกายรู้สึกราวกับถูกฝังอยู่ในธารน้ำแข็ง มันเย็นเยียบจนหัวใจค่อยๆ เต้นช้าลง ทุกอย่างที่ทำมาผิดแผนไปหมด เพราะนอกจากมันไม่ยอมขอร้องเพื่อให้ไว้ชีวิตแล้ว กลับกลายเป็นผมที่ต้องกลับมาเจ็บปวดกับเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            “มันผิดกฎหมายนะเว้ย” ใครคนหนึ่งเถียงกลับ ผมเลยตวาดลั่น

            “ก่อนหน้าพวกมึงยังกระทืบมันได้เลย มันจะยากอะไรวะแค่ลงมือต่อ”

            “แต่...”

            “งั้นกูทำเอง กูจะทำ!

            จบประโยคนั้นผมจัดการเตะสวนเข้าไปที่ร่างสูงอย่างแรงจนเกิดเสียง ไอ้บูไม่รับรู้ความเจ็บปวดและความทรมานแล้ว แต่ผมก็ยังอยากฆ่ามันซ้ำๆ ให้ตายคาตีน

            “ไอ้เหี้ย...แม่งเอ๊ย...” สองเท้ายังคงพุ่งเป้าไปยังร่างท่วมเลือด ยิ่งทำก็ยิ่งเหนื่อย เหงื่อเม็ดโตเริ่มผุดซึมตามหน้าผากจนไหลหยดลงมา ผมไม่รู้ว่าควรทำยังไงให้สาสมกับสิ่งที่มันทำกับผม แต่ต่อให้ลงแรงทำร้ายอีกฝ่ายมากเท่าไหร่ในใจกลับรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าเดิม

            มันไม่ใช่เพราะรักข้างเดียวที่ทำให้รู้สึกเจ็บแค้นทรมาน แต่บูรพาทำกับผมมากกว่านั้น

            “ไอ้เนย์...” ผมไม่เคยเข้าใจตัวเอง ทำไมถึงได้ร้องไห้ ทำไมน้ำตาถึงไหลลงมาไม่หยุด

            อยากฆ่าให้ตาย ทว่าเสี้ยวหนึ่งก็ยังมีความกลัวปะปนอยู่ในนั้น

            “เฮ้ยมึงเอาตัวไอ้เนย์ออกมา!” หูสองข้างอื้ออึง เสียงของใครคนหนึ่งดังก้องในหู ก่อนความวุ่นวายจะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อผมถูกมือล่องหนของใครหลายคนรวบตัว และพยายามพาออกมาจากสถานการณ์ตึงเครียด

            “ปล่อยกู! กูบอกให้ปล่อยยังไงวะ”

            “โทรเรียกรถพยาบาล รีบโทรแล้วเราหนีกันเถอะ”

            ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงพริบตา ร่างของผมลอยหวือเพราะถูกใครคนหนึ่งจับอุ้มพาดบ่า ต่อให้พยายามออกแรงขัดขืนและอยากถลาเข้าไปเตะไอ้บูให้หนักกว่าเดิมมากแค่ไหนก็ทำได้แค่คิดในใจ เพราะร่างกายเหมือนจะไม่อำนวยเอาซะเลย

            น้ำตายังคงไหลไม่ขาดสาย เรี่ยวแรงที่ใช้ไปกับการทำร้ายศัตรูค่อยๆ หมดลงจนไหล่และขาทั้งสองข้างตกลู่ตามแรงโน้มถ่วง ผมไม่รู้ว่าเพื่อนจะพาผมหนีไปที่ไหน จริงๆ มันก็ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น ต่อให้ถูกจับข้อหาฆ่าคนตายยังไงมันก็ไม่ทุกข์ทรมานไปกว่าตอนนี้นักหรอก

            ผมชื่ออาคเนย์ มีความฝันในวัยเด็กคืออยากเป็นวิศวกรเหมือนพ่อ เติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุขท่ามกลางความอบอุ่นของคนในครอบครัว ได้รักกับคนที่อยากรักและสมหวังกับทุกอย่างที่ต้องการ

            แต่เมื่อไม่นานมานี้กลับเพิ่งตระหนักได้ถึงความจริงว่าตัวตนของอาคเนย์มันก็เป็นได้แค่ความฝันเท่านั้น

            ชีวิตผมแตกหักเกินกว่าจะประกอบใหม่ เป็นแก้วที่มีแต่รอยตำหนิ ไม่มีใครต้องการ ไร้ค่า และหลายต่อหลายครั้งก็อยากหายไปจากโลกนี้ ผมอยากทำมาตลอดแต่ที่ยังอยู่ไม่ใช่เพราะไม่มีความกล้าพอ

            ทว่า...ยังต้องการมีชีวิต

            เพื่อทำลายใครสักคน

 

 

 

 

 

 

 

            “เนย์ อาบน้ำเสร็จแล้วก็รีบลงมากินข้าวนะลูก”

            “...”

            “เนย์”

            “ครับ” ผมขานรับแม่ จัดการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเชื่องช้า ไม่ได้เร่งรีบกุลีกุจอเหมือนเมื่อก่อน

            ตอนยังเป็นเด็กเวลาแม่หรือพ่อสั่งอะไรผมจะรีบทำเสมอ อยากให้เขารัก อยากเป็นที่ยอมรับและสมปรารถนาตามสิ่งที่ขอ อาคเนย์จึงเป็นเด็กดีของพ่อกับแม่ ไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง ไม่เคยกลับบ้านดึกดื่น ไม่เคยทำเกรดต่ำกว่ามาตรฐานและยังคงทำได้ดีเสมอเมื่อเลื่อนชั้นปีถัดไป

            อาคเนย์ทำทุกอย่างโดยไม่นึกฝืน แต่พอโตขึ้นเรื่องพวกนี้กลับกลายเป็นเรื่องยากมากๆ

            ผมไม่ได้อยากเป็นที่ยอมรับของคนในครอบครัวอีกแล้ว หรือจะพูดอีกอย่าง ผมไม่ได้อยากเป็นที่ยอมรับของคนทั้งโลก ความรู้สึกเดียวที่เหลืออยู่จึงมีแค่การใช้ชีวิตเพื่อแก้แค้นไปวันๆ

            “วันนี้ทำของโปรดให้ลูกด้วยน้า มีแกงเขียวหวาน แล้วก็ขนมจีนแบบที่ลูกชอบ”

            แม่ยังคงพูดด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นผมก้าวเท้าลงมาจากบันได แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี ใบหน้าของอีกฝ่ายมีริ้วรอยเพิ่มขึ้น นัยน์ตาคู่สวยเต็มไปด้วยความโศก แต่แม่ก็ยังเป็นแม่คนเดิม

            ผมทิ้งตัวนั่งลงตรงเก้าอี้ มองดูอาหารสองสามซึ่งวางอยู่บนโต๊ะครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นมามองยังฝั่งตรงข้าม แม่กำลังจ้องมองกลับด้วยใบหน้าคาดหวังว่าผมจะพูดเหมือนเดิมเมื่อครั้งยังเด็ก

            “น่ากินมากครับ” และใช่! ผมยังคงพูดประโยคนั้น

            “งั้นกินให้เยอะๆ นะ นานๆ ลูกจะกลับบ้านมาทีหนึ่ง นี่แม่ก็เตรียมขนมเอาไว้เต็มตู้เย็นเลย”

            “ครับ ผมจะกินเยอะๆ”

            “เรียนเป็นไงบ้าง มีปัญหาอะไรมั้ย” เราเริ่มจับช้อนและส้อม ตักอาหารใส่ปากได้เพียงคำเดียว บทสนทนาตามประสาคนในครอบครัวก็เริ่มขึ้น

            “ไม่มีครับ”

            “แม่รู้ว่าเนย์ไม่ได้ชอบเท่าไหร่ ถ้ารู้สึกไม่ไหวหรือไม่มีความสุขก็บอกได้นะ” เธอเป็นผู้ฟังที่ดีเสมอ ไม่ว่าผมจะเติบโตจนอายุมากแค่ไหนก็ตาม

            “ตอนนี้ผมยังไหวอยู่ คิดว่าคงเรียนจบได้ไม่ยาก”

            “ดีแล้ว เนย์จะได้มีชีวิตที่ดี” แม่ยังคงยิ้ม จ้องมองหน้าผมด้วยความภาคภูมิใจ

            ความจริงแล้วที่นั่งตรงหัวโต๊ะเป็นที่ของพ่อ เรากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันมาเกือบยี่สิบปี มีอะไรผมจะแชร์ให้เขาฟัง ทว่าตอนนี้พื้นที่หัวโต๊ะกลับมีแต่ความว่างเปล่า หลงเหลือคนรับฟังเรื่องราวในชีวิตของผมแค่คนเดียวซึ่งคิดว่ามันก็เพียงพอแล้ว

            “ตอนเช้าแม่ไปเยี่ยมบูที่โรงบาลอีกรอบ อาการก็ดีขึ้นแล้วล่ะ” หัวข้อบนโต๊ะอาหารถูกเปลี่ยนอีกครั้ง ผมชะงักมือ แต่สองหูยังคงตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ “เนย์ไปเยี่ยมเพื่อนบ้างหรือยังลูก”

            “ยังเลยครับ ช่วงนี้ผมค่อนข้างยุ่ง”

            “แม่เข้าใจ เลยฝากความห่วงใยของลูกถึงบูไปแล้ว”

            ไอ้บูนอนเป็นผักอยู่ที่โรงพยาบาลมาสามวัน ช่วงที่เกิดเรื่องใหม่ๆ ผมหนีกลับห้อง เช้าวันรุ่งขึ้นถึงได้รับสายจากแม่ที่น้ำเสียงดูร้อนรนเต็มที เท่าที่ฟังอาการก็ค่อนข้างหนัก อวัยวะภายในบอบช้ำบางจุดแต่ยังโชคดีที่ไม่มีกระดูกส่วนไหนหัก ทว่าก็ต้องใช้เวลาพักฟื้นไปอีกเป็นสัปดาห์

            จดหมายลาป่วยร่อนมาถึงอาจารย์ประจำวิชา มันเลยได้อภิสิทธิ์ไม่ต้องเข้าเรียนจนกว่าจะหายดี

            จู่ๆ ก็รู้สึกโกรธตัวเอง ทำไมผมไม่เตะให้แรงกว่านี้มันจะได้ตายๆ ไปซะ

            “ไปเยี่ยมบูคราวนี้แม่ก็ได้คุยกับแม่ณิแล้วนะ เรื่องที่จะขอให้ลูกไปพักอยู่กับบูน่ะ”

            “ผมไม่ไป” เมื่อฟังประโยคก่อนหน้าจบ อดไม่ได้ต้องรีบเถียงกลับทันที

            “ถ้าไม่ลำบากจริงๆ ก็คงไม่รบกวนหรอก ตอนนี้บ้านเรามีปัญหา แม่เองก็จะเริ่มหางานทำ” ที่ผ่านมาหลายสิบปีแม่ทำหน้าที่เป็นแม่บ้านคอยดูแลเรื่องทุกอย่างในครอบครัว พอขาดเสาหลักไปเราก็ต้องกลับมาดิ้นรนกันอีกครั้ง

            ถึงอีกไม่นานเราจะได้เงินก้อนใหญ่มาจากสินสมรสหลังจดทะเบียนหย่า แต่มันก็ไม่มากพออยู่ดี ลำพังค่าเทอมที่จ่ายไปกับคณะที่เรียนก็ทำเอาปาดเหงื่อไปหลายรอบแล้ว พ่อก็เสนอจะจ่ายเพียงครึ่งเดียวเพราะยังมีภาระที่ต้องดูแลอีกครอบครัวหนึ่ง

            ทุเรศสิ้นดี

            “แม่ไม่ต้องทำหรอก อยู่ดูแลบ้านเนี่ยแหละ ผมจะออกไปหางานพาร์ทไทม์ทำเอง”

            “...”

            “เรื่องที่อยู่ก็ไม่ต้องห่วง หอแถวมหาลัยราคาถูกๆ มีเยอะ มันไม่ได้ลำบากอะไรขนาดนั้น”

            “แต่ลูกเรียนหนักมากขึ้นทุกวัน ลำพังแค่เวลานอนยังแทบไม่มี จะเอาเวลาที่ไหนไปทำงานพาร์ทไทม์” เธอพูดอีก คราวนี้ผมเลยเถียงไม่ออก

            จะขอไปอยู่กับเพื่อนก็กลัวมันลำบาก ไอ้อั๋นอาศัยอยู่กับที่บ้านซึ่งเป็นครอบครัวใหญ่ ไอ้เมพาแฟนมาอยู่ที่ห้องแถมต้องการความเป็นส่วนตัว ส่วนไอ้ดินก็ไม่ได้สนิทถึงขนาดนั้น ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่จึงมีแค่การทำตามคำสั่งแม่

            ซึ่งนั่นก็ไม่ต่างจากการไล่ให้ไปลงนรก

            “แบบนี้ล่ะดีแล้ว ทางโน้นเขาใจดีไม่ให้เราช่วยออกสักบาท อีกอย่างลูกก็สนิทกับบูด้วย”

            ผมแค่นยิ้มเมื่อได้ยินคำว่าสนิทจากปากของคนตรงหน้า

            ที่ผ่านมาแม่ไม่เคยรู้เลย ไม่เคยสังเกตสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป อาจเพราะไม่มีใครคิดบอก เราต่างปิดมันเอาไว้เพื่อหวังว่ามันจะตายไปพร้อมกับตัวตนของผมและไอ้บูในสักวัน

            “ครับ ผมสนิทกับบู”

            “งั้นเนย์ช่วยแม่ได้มั้ย ไม่ต้องหางานทำ แค่ย้ายไปอยู่กับบู แม่ณิใจดีกับเรามาก ถ้าอนาคตลูกได้ดีเราจะได้ตอบแทนเขาทีหลัง”

            “แค่นี้ผมก็เหมือนตอบแทนให้ทั้งหมดแล้ว”

            “ลูกว่าไงนะ”

            “เปล่าครับ เรากินข้าวกันต่อเถอะ”

            บรรยากาศแสนเงียบเหงาของการกินข้าวยังคงดำเนินต่อไป รู้ดี...แม่พยายามอย่างมากเพื่อให้ผมรู้สึกถึงความอบอุ่นที่เคยมี ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่ามันไม่เหมือนเดิม

            “เขาเป็นไงบ้าง” เนิ่นนานเหมือนกันที่จมจ่อมกับสารพัดปัญหา กระทั่งนึกถึงใครคนหนึ่งเข้าเลยตัดสินใจถามออกไป

            “เขาเหรอ ไม่รู้สิ แม่ไม่ได้คุยกับเขาสักพักหนึ่งแล้ว”

เรากำลังพูดถึงพ่อ

“แม่เจอเขาได้ยังไง ตอนนั้น...ตอนที่เจอกันครั้งแรก” ตั้งแต่เล็กจนโต เราไม่เคยคุยกันถึงจุดเริ่มต้นของความรัก และผมก็ไม่ได้อยากรู้เท่าไหร่เพราะสนใจแต่ปัจจุบัน ทว่าวันนี้กลับอยากรู้ขึ้นมาเฉยเลย

“เราเจอกันที่มหาลัย ตอนนั้นเขาดังมากเลยนะ ใครๆ ก็ชอบ”

“แล้วแม่ชอบมั้ย”

“ชอบสิ ตั้งแต่ครั้งแรกเลย เขามีรถเบนซ์ด้วยนะ เป็นรถคันเก่าของคุณปู่ที่ตอนนี้ขายทิ้งไปแล้ว แต่สมัยนั้นมันเท่มากเลย”

“จริงๆ แล้วคนเรารักกันเพราะเหตุผลอะไรเหรอแม่”

“ก็หลายอย่าง”

“แล้วแม่กับเขาล่ะ หน้าตา ฐานะ หรืออะไร”

“ไม่รู้สิ”

แม่ยิ้ม ใช้ช้อนเขี่ยขนมจีนในจานไปมาราวกับว่ากำลังสลัดความเจ็บปวดทั้งหมดออก ผมไม่ได้อยากพูดถึงพ่อมากนัก แต่วันหนึ่งเราต่างตระหนักได้ว่ายังไงก็ต้องเดินหน้าต่อ แม้ความเจ็บลึกๆ จะไม่เลือนหาย เราก็คงต้องปล่อยให้มันติดอยู่ในความรู้สึกต่อไป

“แม่...ตอนนี้เขาไม่รักเราแล้ว”

“ครั้งหนึ่งเขาเคยรัก เนย์...มันเคยเกิดขึ้น”

“พ่อเคยทำให้ผมเชื่อในความรัก แต่ตอนนี้เขาก็ทำให้รู้ซึ้งว่าทุกอย่างไม่มีอะไรแน่นอน”

“สักวันลูกจะเจอคนที่ลูกรักและมองข้ามความเชื่อทุกอย่างเอง”

“ผมรักใครไม่ได้หรอกครับ”

“ลูกยังเด็กเกินกว่าจะพูดประโยคนี้นะ”

“อาจจะใช่ อาจเป็นอย่างนั้น”

ยังอายุน้อยเกินกว่าจะเข้าใจโลก แต่ยี่สิบปีที่ผ่านมาก็สอนอะไรหลายอย่าง ครั้งหนึ่งผมเคยมีความรักให้กับใครคนหนึ่ง เขาไม่ใช่คนในครอบครัว มันเป็นรักครั้งแรกและยังคงหยั่งรากลึกในความรู้สึก

จนวันนี้ผมก็ยังจำหน้าของเขาได้ดี จำรอยยิ้มและเสียงหัวเราะในวันวาน จำกลิ่นหอมของเสื้อผ้าเวลาที่เขาขยับเข้ามาใกล้ ทุกอย่างในวันนั้นสวยงามไปหมด

“แต่สำหรับตอนนี้ ผมคิดว่า...”

“...”

“ผมคงไม่รักใครอีกแล้ว”

            แม้ไม่รู้ว่าจะฝืนทำมันได้แค่ไหนก็ตาม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“เดี๋ยวแม่สองคนไปก่อนนะ ดูแลกันดีๆ ล่ะ”

คนอายุมากกว่าทั้งสองโบกมือลาก่อนประตูไม้สีขาวจะปิดลง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ประตูของความทรงจำในอดีตของผมถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง ภาพดังกล่าวไม่ชัดเท่าไหร่นัก ทว่าอารมณ์และความรู้สึกหดหู่กลับแผ่ขยายเป็นวงกว้าง

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก้มมองดูกระเป๋าเสื้อผ้าและของใช้หลายอย่างที่กองอยู่บนพื้น ก่อนตัดสินใจเริ่มต้นบทสนทนากับคนที่เกลียดที่สุด

“ห้องกูอยู่ไหน”

“เป็นขอทานเหรอ”

“อะไร” ผมหันขวับไปยังอีกฝ่าย

“ก่อนหน้าเคยพูดเต็มปากเต็มคำว่าจะไม่เหยียบมาที่ห้องกู ทำไมสุดท้ายถึงได้กลืนน้ำลายตัวเองได้วะ” อีกฝ่ายสวนกลับด้วยประโยคยาวเหยียด

“ถ้าแม่ไม่บังคับ คิดเหรอว่ากูอยากจะเหยียบเข้ามา”

“ไอ้ลูกแหง่”

“โทษที มึงก็ลูกแหง่พอกันแหละว้า”

“ปากดีฉิบหาย”

“ด่าตัวเองอยู่หรือไง”

“อยากเจ็บตัวเหรอวะ”

“ทำไม? แค้นเหรอที่กูทำมึงเจ็บวันนั้น” ผมจ้องมองคนตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า ใบหน้ารวมถึงร่างกายของไอ้บูมีร่องรอยจากการถูกทำร้าย และถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น มันก็คงไม่เหลือความเจ็บปวดเหมือนในวันแรกอีก

“กูไม่เคยแค้นแต่กูเกลียด และสาบานได้ว่ากูจะทำให้มึงเจ็บมากกว่าที่กูเจอ” มันกัดฟันชี้หน้าด่า

“ก็ทำให้เจ็บสิ”

“มึงอย่าท้านะไอ้เนย์”

“กูไม่เคยท้า รู้อยู่แล้วว่ามึงทำจริง มึงเป็นคนจริงเสมอหนิเพราะต่อให้ทำเหี้ยกับคนอื่นแค่ไหน ทำลายชีวิตของใครไปบ้างมึงก็ไม่เคยสนอยู่แล้ว”

“เออมึงพูดถูก ถ้าการทำลายสิ่งนั้นแล้วมันทำให้รู้สึกดีกูก็จะทำ ระวังตัวมึงไว้เถอะ”

“ขอบคุณที่เตือน แต่ตอนนี้กูไม่อยากเถียงกับมึงแล้ว สรุปห้องนอนกูอยู่ไหนกันแน่”

“ตรงพื้นนี่ไง นอนได้มั้ย”

“ได้ดิ กูนอนได้หมดแหละแค่ต้องโทรไปบอกแม่ก่อนว่ามึงพูดอะไรไว้บ้าง”

“คนอาศัยอย่างมึงจะเรียกร้องอะไรนักหนาวะ” ร่างสูงตอกกลับพร้อมเตะกระเป๋าจนล้มกลิ้ง ส่งผลให้ผมได้แต่กำหมัดแน่นเพื่อระงับอารมณ์กรุ่นโกรธซึ่งกำลังปะทุขึ้นในใจ

ก่อนมาที่นี่ผมนอนไม่หลับ ในหัวเต็มไปด้วยความกังวลและยังรู้สึกกลัว ผมไม่ได้เข้มแข็งเหมือนที่ใครหลายคนเข้าใจ ไม่ได้มีกำแพงหนาอย่างที่พยายามสร้างขึ้น ความจริงแล้วมันเปราะบาง หลายครั้งที่มีคนทำลายมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแตกละเอียด แต่ผมก็ยังเก่งที่สามารถสร้างมันขึ้นมาใหม่เรื่อยๆ เพื่อปกปิดความแหลกละเอียดที่อยู่ภายใน

และคราวนี้ผมก็จะทำเหมือนเดิม เข้มแข็งให้เหมือนกับที่พยายามสร้างมา

คิดได้เท่านั้นจึงรีบกระแทกเท้าตรงดิ่งไปยังห้องนอนฝั่งขวา โดยมีไอ้บูตะโกนด่าตามหลังมาไม่ห่าง

“มึงจะทำอะไร”

ผมไม่ตอบ นอกจากกวาดตามองโดยรอบ เดาว่านี่คงเป็นห้องนอนของอีกฝ่ายไม่ผิดแน่ เพราะข้าวของทุกอย่างถูกวางไว้อย่างเป็นระเบียบ แต่หลังจากนี้ผมจะค่อยๆ ทำลายมันทีละชิ้น ทีละชิ้นเพื่อเอาของของตัวเองขึ้นมาวางแทน

เพล้ง!!

เสียงของแข็งตกกระแทกพื้นดังก้องไปทั้งบริเวณ หลังตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาทีในการกวาดเอาข้าวของทุกอย่างซึ่งอยู่บนตู้โชว์ออก เสียดายที่ทำได้ไม่เท่าไหร่เจ้าของเสียงทุ้มดันถลาเข้ามารั้งแขนไว้ด้วยสีหน้าเอาเรื่องซะก่อน

“ไอ้เหี้ยเนย์!

ผมไม่สนใจจัดการสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมแล้วเดินไปยังตู้เสื้อผ้า ดึงไม้แขวนเสื้อทั้งเชิ้ตรวมถึงกางเกงยี่ห้อแพงออกมากองทิ้งไว้ตรงพื้น โดยไม่ลืมเหยียบย่ำมันด้วยฝ่าเท้าจนกว่าจะพอใจ ก่อนจะถูกร่างหนาโถมตัวเข้ามารั้งไว้อีกครั้ง แล้วเหวี่ยงผมลงกับเตียงอย่างแรงจนรู้สึกเจ็บ

“มึงเป็นเหี้ยไรวะ!” ร่างสูงตะคอกจนคอแทบเป็นเอ็น สองมือตรึงร่างผมเอาไว้ยากเกินกว่าจะขยับ

“นี่ห้องกู กูจะทำอะไรก็ได้”

ผัวะ!!

กำปั้นหนักๆ ซัดเข้ามาที่ซีกหน้าด้านซ้ายจนชายิบ หูสองข้างอื้ออึงจนจับใจความเสียงสบถจากปากอีกฝ่ายแทบไม่ได้ ต้องใช้เวลาอยู่หลายนาทีกว่าจะรวบรวมสติที่กระจัดกระจายให้กลับมาอีกครั้ง ผมอาศัยเรี่ยวแรงที่เหลือทั้งหมดในการบิดข้อมือออกจากการเกาะกุมเพื่อตบหน้าอีกฝ่าย

แม้ความแรงจะไม่มากนักแต่ก็ยังคงรัวมือไม่ยั้งจนคนถูกกระทำผละออกไป ผมใช้จังหวะนั้นพยายามยันตัวขึ้น ทว่าก็เหมือนจะช้าไปก้าวหนึ่งเมื่อข้อเท้าขวาถูกมือหนาจับเอาไว้แน่น พร้อมกับกระตุกอย่างแรงจนร่างของผมไถลลงจากเตียง

หัวกระแทกพื้นจนเกิดเสียง พลันรู้สึกมึนงงจนจับจุดอะไรไม่ได้ ภาพตรงหน้าเดี๋ยวเบลอเดี๋ยวสว่างแต่ก็ยังกัดฟันร้องออกมาเท่าที่จะทำได้

“ปล่อยกู...ปล่อย...”

ในใจตอนนี้เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เนื้อตัวเย็นวาบตั้งแต่หัวจรดเท้าเนื่องจากประเมินอีกฝ่ายผิดไป ผมควรจะรู้ว่ากำลังเล่นกับอะไรแต่ก็มักแพ้ให้กับความใจร้อนของตัวเองจนได้ เรี่ยวแรงทั้งหมดแทบไม่หลงเหลือแม้แต่จะขัดขืนต่อต้าน ทำได้เพียงกระเถิบกายหนีตามสัญชาตญาณ สุดท้ายกลับไปไหนได้ไม่ไกลนัก

คนตัวสูงกว่าย่อเข่าลงนั่งตรงหน้า

“มะ...มึงจะทำอะไร จะ...ทำอะไรกู”

มันไม่ตอบ สองมือจับข้อเท้าข้างหนึ่งของผมไว้แน่นพร้อมกับออกแรงหักจนสุด

“โอ๊ยยยยยย!!

ผมร้องออกมาสุดเสียง เจ็บปวดแทบทนไม่ไหวเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายได้หักข้อเท้าของผมไปต่อหน้าต่อตา

“อึก...” ความเจ็บปวดแทรกซึมไปทั่วบริเวณ สุดท้ายเลยต้องสบถสาปแช่งในใจไม่ซ้ำคำ

“ไง ร้องออกมาอีกสิวะ ร้องจนกว่าคนข้างนอกจะได้ยิน”

“ฮึก...” ผมกัดฟันเก็บเสียงสะอื้นไว้ในลำคอ แม้มันจะไม่ได้ผลจนเผลอครางต่ำออกมาเป็นครั้งคราว

“เจ็บใช่มั้ย แต่รู้ไว้ซะว่านี่มันยังไม่ได้ครึ่งกับที่มึงทำกูเจ็บ!” ร่างสูงชันตัวลุกขึ้น ก่อนจะทั้งลากทั้งถูผมเข้าไปยังห้องน้ำ จากนั้นก็ออกแรงเตะเข้ามาที่ชายโครงแรงๆ อีกครั้งจนต้องงอตัวนอนกับพื้นเพื่อให้ผมหยุดนิ่ง

ไม่นานสายน้ำจากฝักบัวหยดแล้วหยดเล่าก็หล่นกระทบลงบนเสื้อผ้า ความเย็นชื้นที่แผ่ขยายออกมาส่งผลให้ร่างทั้งร่างสั่นหงักโดยอัตโนมัติ

“ไอ้เหี้ย...” ถึงจะเจ็บแค่ไหนก็ยังกลั้นใจก่นด่าคนเหนือร่าง พร้อมตั้งท่ายกมือเหวี่ยงใส่อีกฝ่ายแต่ก็ต้องชะงักค้างอยู่กลางอากาศเพราะหมดแรงซะก่อน

“กูเหี้ยไม่มากไปกว่ามึงหรอก”

“...”

“อยู่ทบทวนการกระทำของตัวเองซะ ถ้ายังกล้าเล่นกับกูข้อเท้าอีกข้างมึงหักแน่!” ไอ้บูกัดฟันพูดเสียงเหี้ยมเกรียมก่อนเดินออกไป

เสียงล็อกประตูจากทางด้านนอกแว่วเข้าโสตประสาท ส่งผลให้ความอดทนที่มีทั้งหมดขาดสะบั้นจนต้องแหกปากร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด แถมยังเจ็บใจที่ความพยายามของผมไม่ได้ทำให้มันรู้สึกระคายผิวด้วยซ้ำ

ลมหายใจจากที่ถี่กระชั้นในคราแรกเริ่มอ่อนลงแทบประคองสติไม่อยู่ ไม่เหลือแม้กระทั่งเรี่ยวแรงเพื่อผลักตัวเองให้เอื้อมมือขึ้นไปปิดวาล์วน้ำด้วยซ้ำ

ผมรู้ว่าการมาอยู่ที่นี่ต้องเจอกับอะไร รู้ว่าต้องตกนรกซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้จบแต่ก็ยังพาตัวเองเข้ามา ใจหนึ่งทั้งหวาดกลัวและหวาดหวั่น ขณะที่อีกใจหนึ่งกลับเอาแต่บอกตัวเองซ้ำๆ ว่าให้เข้มแข็งและเผชิญหน้า แต่มันคงดีกว่าถ้าผมไม่ต้องรู้สึกแบบนี้อีก

 

ถ้าผมไม่อยู่แม่จะเสียใจมั้ย

ทำไมพูดอย่างนั้น

ไม่รู้ บางทีถ้าผมจากไปเหมือนพ่อมันอาจจะดีกว่า

เนย์

ทำไมตอนเป็นเด็กผมถึงมีความสุขกว่านี้ หรือเพราะยังไม่โตพอที่จะรู้จักกับความเจ็บปวด

ลูกมีอะไรเล่าให้แม่ฟังได้นะ

ไม่มีครับ ก็แค่...พูดเรื่อยเปื่อยไปอย่างนั้น

 

ภาพของแม่ที่เดินเข้ามาในห้องนอนยังติดตรึงในความรู้สึก ตลอดหลายสิบปีที่เขาเฝ้าทะนุถนอมผมอย่างดี ตอนนี้อาคเนย์คนเดิมได้แตกหักไปหมดแล้ว บางครั้งบางทีผมตั้งคำถามถึงการมีชีวิตอยู่ ตั้งคำถามว่าทำไมมนุษย์ถึงต้องเจ็บปวด ตั้งคำถามกับโชคชะตาที่ดูไม่เป็นใจ สุดท้ายก็ได้คำตอบเหมือนเดิมคือไม่รู้

ผมอาจทำตัวเอง แต่บางทีคนอื่นก็อาจเป็นฝ่ายกระทำ

วนเวียนเป็นวัฏจักรแห่งความเจ็บปวด

            เสียงลมหายใจตอนนี้ค่อยๆ แผ่วเบาลงเรื่อยๆ จนคิดว่านี่อาจเป็นลมหายใจสุดท้าย

            ความเจ็บแผ่ซ่านไปทั่วเท้าจนลามไปถึงขาขวาทั้งหมด สักพักก็ไม่รู้สึกอะไร เสียงน้ำยังคงสาดลงบนร่างกายไม่ขาดสายให้ความรู้สึกหนาวยะเยือกราวกับน้ำแข็ง

บนโลกนี้ผมกลัวอยู่ไม่กี่อย่าง กลัวที่ต้องขับรถด้วยตัวเอง กลัวทำให้แม่เสียใจ กลัวอดีตที่เหมือนจุดดำมืดในชีวิต แต่ที่กลัวยิ่งกว่า...

คือกลัวว่าคนชื่อบูรพาจะยังมีความสุขขณะที่ผมจมปลักอยู่ในอดีต

            “ไอ้บู...”

            ชีวิตพังๆ ของคนชื่ออาคเนย์ไม่ได้มีทางเลือกมากนัก จะให้ตายตอนนี้ก็คงทำไม่ได้ โลกบังคับให้ผมต้องทนต่อความเจ็บปวดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะทนไม่ไหวในสักวัน

            เนิ่นนานที่ปล่อยให้ร่างกายนอนเปื่อยอยู่ตรงพื้น ผมได้สติหลังสายน้ำจากฝักบัวไหลช่วยชะล้างหัวใจขุ่นมัวออกไปจนหมด

            ยอมกัดฟันทนต่อความเจ็บที่กัดกินไปเกือบทั้งร่าง ค่อยๆ ขยับตัวและเปลี่ยนเป็นคลานไปบนพื้นอย่างเชื่องช้าเพื่อเอาตัวรอด หากแต่ความเหน็บหนาวจนร่างกายสั่นหงักกับเท้าที่ไม่อำนวยต่อการเคลื่อนไหวกลับเป็นอุปสรรคไปซะทุกอย่าง

            ถึงอย่างนั้นก็ยังพยายามเอื้อมมือไปข้างหน้ายึดเกาะกับกระเบื้อง ขยับกายทีละน้อยไปยังประตูเพื่อไขมันออกให้เร็วที่สุด

            แกรกๆ

            ลูกบิดถูกหมุนอยู่หลายครั้ง ทว่ามันกลับเปิดไม่ออกอย่างใจคิด

            “ไอ้เหี้ยบู! อึก...”

            ตอนนี้ทั้งมือและริมฝีปากสั่นเทาไม่หยุด ผมกัดปากจนเลือดซิบ ยอมปล่อยมือจากลูกบิดประตูซึ่งอยู่เหนือหัว กลับมากอบกุมข้อเท้าที่บวมแดงจนน่ากลัวอีกครั้ง

            “อึก...” อย่าให้กูรอดไป อย่าให้กูมีแรงฮึดสู้

            เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เป็นแบบนั้น ไอ้บูจะไม่ได้มีชีวิตแค่การนั่งเฉยๆ เพื่อเปิดทีวีดังกระหึ่มจนกลบเสียงร้องของผมอย่างที่กำลังทำอยู่เป็นแน่

            “ไอ้บู! ปล่อยกู ปล่อย!

            ความพยายามนับครั้งไม่ถ้วนต้องได้ผลในสักครั้ง

            ผมรวบรวมแรงที่มีอยู่แหกปากสลับกับหมุนลูกบิดประตูเรื่อยๆ จนกว่าคนด้านนอกจะรำคาญ เราเล่นสงครามประสาทกันแบบนี้เสมอ ผลัดกันทำร้ายกันไปมาตลอดหลายปี รู้ดีว่าอีกไม่นานมันก็ต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ        

            แต่สำหรับคราวนี้ผมคิดผิดถนัด

            ไม่มีเสียงตอบรับจากคนด้านนอก ไม่มีความช่วยเหลือ ไม่มีการตอบสนองกลับ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกทิ้งไว้นานแค่ไหนแต่ผมคงทนได้อีกไม่นาน  

            เรี่ยวแรงที่เหลือน้อยนิดเริ่มหมดลง ผมตัดใจปล่อยวางทุกอย่าง แต่สมองกลับคิดเรื่องราวต่างๆ สารพัดไม่นานเปลือกตาทั้งสองข้างก็ค่อยๆ ปิดลงอย่างคนหมดแรง ปล่อยให้ความเย็นเยียบเข้ามาเยือนทั่วทุกอณูผิว ในใจเฝ้าแต่ภาวนาว่าขอให้ทุกอย่างผ่านไปโดยไว ทว่าความจริงแล้วเวลากลับเชื่องช้าจนเหมือนหยุดเดิน

 

            เนย์อยากเป็นอะไร

          วิศวกรเหมือนพ่อครับ

          งั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องตั้งใจเรียนมากๆ

          งานของพ่อเงินเดือนเยอะมั้ยครับ

          เยอะ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับการที่ลูกมีความสุขกับมัน

          แล้วตอนนี้พ่อมีความสุขมั้ย

          แน่นอน พ่อมีความสุขกับทุกอย่างในตอนนี้เลย

 

            นั่นมันนานมาแล้ว เมื่อสิบกว่าปีก่อนตอนที่พ่อยังไม่นอกใจแม่

            ตอนที่พ่อยังไม่เจอผู้หญิงคนนั้น ไม่ได้แอบไปมีลูกและเลี้ยงดูอย่างดี ความสุขของพ่อเปลี่ยนไป เมื่อก่อนพ่อรักทั้งอาชีพการงานและครอบครัว แต่ตอนนี้หน้าที่การงานของพ่อเติบโตขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เขามีเงินเดือนที่สามารถใช้จ่ายอย่างไม่ขัดสนและเงินนั้นก็ยังคงถูกใช้กับครอบครัว

            เพียงแต่ว่า...

            มันไม่ใช่ครอบครัวที่มีผมกับแม่อยู่ในนั้น

 

          เนย์ พ่อไปก่อนนะ

          ‘…’

          อาคเนย์...

          จะไปก็ไป ไม่ต้องร่ำลาให้เสียเวลาหรอก

          มีความสุขมากๆ และดูแลแม่ให้ดี

          ‘…’

          พ่อต้องไปแล้ว ไว้เราเจอกันใหม่

 

            ผมรู้ว่าวันนั้นไม่มีทางมาถึง วันที่เราได้เจอกันแล้วพ่อกลับมาที่บ้าน ยืนอยู่หน้าประตูรั้ว ส่งยิ้มมาให้หลังเลิกงานพร้อมกับประโยคเรียบง่ายที่ว่า พ่อกลับมาแล้วไม่มีอีก...

            แกรก!

            เสียงลูกบิดประตูดังขึ้นเพราะถูกหมุนจากฝ่ามือหนาของใครอีกคน ผมปรือตามอง

            นั่นเป็นภาพของใครคนหนึ่งที่แสนเลือนราง เขายืนอยู่ตรงหน้าประตู ซึ่งผมรู้ดี...

            นั่นไม่ใช่พ่อ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            “จะแดกข้าวต้องให้กูประเคนถึงปากหรือไง เดินมา!

            เสียงตะคอกของไอ้บูดังก้องไปทั้งห้อง ฉุดให้ผมที่กำลังนั่งชันเข่าอยู่ตรงโซฟาต้องถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย

            ผมปวดหัว อาจเพราะถูกความเย็นจากการแช่น้ำเป็นเวลานาน ข้อเท้าข้างหนึ่งถูกพันด้วยผ้าพันแผลอย่างแน่นหนา ผมจำไม่ได้แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ใจเลยคือผมลืมตาขึ้นมาในโรงพยาบาล แล้วอีกวันต่อมาก็ถูกพากลับมายังห้องเดิมซึ่งเคยถูกขัง

            “กูไม่กิน” ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงไร้ซึ่งอารมณ์ มีเพียงกระเพาะเท่านั้นที่เอาแต่บีบตัวประท้วงความหิวเป็นครั้งคราว

            “มึงอยากตายใช่มั้ย กูบอกให้กินมึงก็ต้องกิน!

            “เป็นพ่อกูหรือไง”

            “ไอ้เนย์!

            “...”

            “ถ้ายังไม่เดินมา มึงได้เจ็บตัวกว่านี้แน่”

            “กูก็เจ็บอยู่แล้ว เจ็บอีกสักหน่อยจะเป็นไรไป”

            ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก ไอ้บูก็เอาแต่นั่งนิ่งไม่ไหวติง นานเหมือนกันก่อนผมจะเป็นฝ่ายยอมแพ้เดินกะโผลกกะเผลกไปยังโต๊ะกินข้าว แล้วจัดการทิ้งตัวลงนั่งยังฝั่งตรงข้ามกับอีกฝ่ายโดยไม่คิดมองหน้าให้เสียความรู้สึก

            สำหรับผมแล้วความเจ็บที่เกาะกินจิตใจในวันก่อนยังชัดเจนไม่มีลืม ทว่าตอนนี้ผมไม่แน่ใจว่าควรรู้สึกยังไงด้วยซ้ำ โกรธแค้น เสียใจ อยากเอาคืน มันคืออะไรกันแน่

            “กูจะย้ายออก” ผมเอ่ยออกไปหลังได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากตัวเองแล้ว

            เหมือนชีวิตของเราทั้งคู่กำลังดำเนินไปภายใต้คำสั่งของแม่ ซึ่งผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้น แม่ไม่เคยรู้ว่าความสัมพันธ์ของผมกับไอ้บูรุนแรงเกินกว่าจะกลับมารักกันได้ มิตรภาพในวัยเด็กหายไปพร้อมกับวันเวลาที่เติบโตขึ้น ต่อให้ใจอยากกลับไปเป็นเด็กแค่ไหน ผมก็ย้อนเวลากลับไปไม่ได้อยู่ดี

            ไม่มีบูรพากับอาคเนย์ในวันนั้น ไม่มีการก้าวเท้าย่างเตาะแตะหากัน ไม่มีของเล่นที่แชร์กันอย่างสนุก ภาพของเราที่อาศัยอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมมันไม่ได้เป็นหลักประกันที่ดีเลยว่าเราจะรักกันมากขึ้น

            “แม่มึงยอมหรือไง” คนตรงหน้าเอ่ยถาม พลางใช้ส้อมเขี่ยผักในจานไปมา

            “กูจะไม่บอกแม่ แต่จะย้ายออกไปเงียบๆ ทิ้งของบางอย่างเอาไว้ที่นี่และจะกลับมาครั้งคราวตอนที่แม่แวะมาเยี่ยม” สร้างสถานการณ์เหมือนว่ายังอยู่ด้วยกันทั้งที่ความจริงต่างคนก็ต่างใช้ชีวิตมันคงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

            “เหอะ! รีบไสหัวไปก็ดี”

            “กูจะเริ่มขนของอาทิตย์หน้า ระหว่างอยู่ที่ห้องนี้ก็ต่างคนต่างอยู่”

            “มึงบอกตัวเองดีกว่ามั้ย อย่าแส่หาเรื่องกูให้มาก”

            “กูจะไม่ยุ่งอะไรกับมึงเลยแต่มีข้อยกเว้นอยู่อย่าง”

            “อะไร”

            “อย่าพาผู้หญิงมานอนที่ห้องตอนที่กูยังอยู่” เราต่างไม่ชอบให้ใครล้ำเส้น แต่กับเรื่องบางเรื่องอาจเป็นสิ่งที่ยินยอมไม่ได้ ผมไม่ได้อยากตื่นขึ้นมาเจอผู้หญิงของมันในตอนเช้า หรือได้ยินเสียงครางลั่นห้องในตอนกลางดึก      

            “มึงยุ่งอะไรด้วยนี่ห้องกู กูจะทำอะไรก็ได้”

            “ตราบใดที่ยังไม่ย้าย กูก็มีสิทธิ์ในห้องนี้เหมือนกัน”

            “ใครบอกมึงวะ ไอ้หน้าด้าน”

            “กูบอก!         

            “มึงเป็นแม่กูหรือไง ถ้าไม่ใช่ก็หุบปากซะ” จบประโยคนั้นไอ้บูก็ตั้งหน้าตั้งตาตักข้าวเข้าปากเพื่อเบี่ยงประเด็น มีเพียงผมที่ยังคงนิ่งเงียบคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่ลำพัง จนกระทั่งใบหน้าของมันเงยขึ้นมองพร้อมกับตวาดเสียงใส่

            “กินสิวะ หรือมึงจะให้กูจับยัดปาก”

            ผมก้มมองข้าวในจาน ท้องหิว แต่กลับไม่อยากกินขึ้นมาดื้อๆ ความคิดที่พันกันยุ่งเหยิงในหัวผลักความสงสัยที่มีมาตลอดหลายปีออกมา         

            “กูไม่เคยถามมึงเลย ทำไม...มึงถึงทำกับกูขนาดนี้วะ”

            ไอ้บูเงยหน้าสบตา ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง

            “มึงน่าจะถามตัวเองมากกว่า เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันก็เป็นเพราะมึง”

            “มึงรู้ดีว่ามันคืออุบัติเหตุ” ทำไมผมถึงเป็นคนเดียวที่ถูกยัดเยียดความผิดทุกอย่าง ทำไมถึงไม่มีใครเข้าใจว่าคนที่เจ็บปวดมากที่สุดก็คือผม ไม่มีเลย

            “ไม่ใช่! มันเป็นเพราะมึง เป็นความผิดของมึง”

            “มึงก็ผิดด้วยเหมือนกัน”

            “ว่าไงนะ! มึงกล้าพูดได้ยังไงว่ากูผิด ทั้งหมดมันเริ่มต้นจากมึงไม่ใช่เหรอ รักกูมากสินะ”

            “...”

            “แต่กับกูอ่ะแม่งยิ่งรู้สึกขยะแขยงมึงฉิบหายเลยว่ะ โคตรสกปรก”

ตุบ! เพล้ง!!

ไม่ปล่อยให้คนที่ด่าฉอดๆ ได้ตั้งตัว มือผมคว้าจานข้าวขึ้นและเป็นวินาทีที่มันถูกปาออกไปใส่หน้าของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว จนเกิดเสียงของแข็งระหว่างหน้าผากกับจานเซรามิกกระทบกันอย่างแรง

ไอ้บูนิ่งงัน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ มันใช้ปลายนิ้วแตะตรงหน้าผากซึ่งมีรอยเลือดสีแดงฉานไหลจากปากแผล ก่อนกัดฟันพูดทั้งที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยเศษข้าว

“มึงกล้า...”

“ทำไมกูจะไม่กล้า กูทำได้มากกว่านี้อีก”

กายสูงถลาเข้ามาชกหน้าผมอย่างแรงเป็นการเอาคืน แล้วคิดเหรอว่าผมจะยอม เลยจัดการซัดหมัดหนักๆ ตอบกลับไปเช่นกัน ผมไม่กลัวว่าข้าวของในห้องนี้จะเละเทะและพังพินาศแค่ไหน รู้อย่างเดียวคือต้องทำให้มันเจ็บเหมือนกับที่ผมเจอ

เสียงหมัดหนักๆ กระทบหน้าอย่างต่อเนื่อง ผมมึนงง ไอ้บูก็เหมือนกัน แต่แย่หน่อยที่มันแข็งแรงกว่า ประกอบกับข้อเท้าที่เจ็บก่อนหน้านั้นทำให้เรี่ยวแรงที่พยายามต่อต้านขัดขืนลดน้อยลง

มือหนากระชากผมออกมาจากเก้าอี้ เท้าข้างหนึ่งย่ำเขย่งไปบนพื้นนำพาเอาความเจ็บชาแล่นพล่านไปทั้งร่าง ขณะที่สติอันน้อยนิดนั้นไม่สามารถประมวลผลอะไรได้

รู้ตัวอีกทีร่างกายก็ลอยหวือก่อนจะกระแทกกับขอบอ่างล้างจานโดยไม่ทันตั้งตัว

            “อึก!” ผมตะเกียกตะกายสุดแรงเพื่อเอาชีวิตรอด

            ในช่วงที่เวลาหมุนผ่านไปเร็วในความคิด ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างปุบปับ แต่สิ่งหนึ่งที่รับรู้ได้คือมือหนาของไอ้บูกำลังกดหัวของผมกระแทกลงบนเคาน์เตอร์อ่างล้างจานอยู่หลายครั้งหลายครา ซึ่งต่อให้พยายามใช้มือทั้งสองข้างดันตัวเองขึ้นมากแค่ไหนแต่มันก็เหมือนจะไร้ผลไปซะทุกครั้ง      

            ร่างกายเริ่มต่อต้าน ดิ้นทุรนทุรายเพราะเจ็บจนไม่เหลือเรี่ยวแรง เลือดแดงข้นไหลอาบหน้าแต่ดูเหมือนว่าคนที่ทำร้ายผมยังไม่สาแก่ใจสักที

            ตุบ! ตุบ!

             “แม่งเอ๊ย!” เสียงสบถดังลั่น

            ก่อนอาการดิ้นทุรนทุรายในช่วงแรกจะค่อยๆ สงบลง เปลือกตาสองข้างปิดสนิท ร่างกายช่วงบนชาดิกไม่เหลือเรี่ยวแรงแม้แต่จะพยุงตัว กระทั่งล้มลงไปนอนกองกับพื้นทันทีที่ถูกปล่อยเป็นอิสระ

            ผมสูดลมหายใจเข้าปอดถี่กระชั้นเพื่อทดแทนพลังงานที่เสียไป ใบหน้าและลำคอเปียกโชกไปด้วยเลือด สองหูอื้ออึงพักใหญ่กว่าจะได้ยินเสียงคุ้นเคยออกคำสั่ง

            “ลืมตาขึ้น!

            “...”

            “กูบอกให้มึงลืมตา” ผมไม่ได้ต่อต้านแต่กลับทำตามอย่างง่ายดาย พยายามอย่างมากที่จะเปิดเปลือกตาเหนียวหนืดขึ้นแม้พร่าเบลอแค่ไหนสุดท้ายก็ยังเห็นใครคนหนึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้า

            “ทีนี้มึงยังจะเก่งกับกูอีกมั้ย”

            ได้ยินเท่านั้นผมกลับทำได้แค่มอง...    

            “นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่มึงมีโอกาสได้ทำร้ายกู”

            “...”

            “ถ้าไม่อยากเจ็บตัวอีกมึงก็ต้องเชื่อฟัง ก่อนย้ายออก กูจะอยู่กับมึงในห้องนี้โดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ไม่ทำดีต่อกัน ไม่หึงหวง ไม่แสดงความรัก กูรู้ว่ามึงคิดยังไง...แต่บอกไว้ตรงนี้แล้วช่วยจำใส่สมองของตัวเองไว้ด้วย ไม่ต้องมารู้สึกกับกู!

            ผมรับฟังถ้อยคำเหล่านั้นเงียบๆ โดยไม่ส่งเสียงเล็ดลอดใดๆ ออกมา

            “พูดง่ายๆ คือชีวิตมึงกับกูไม่ได้เกี่ยวข้องกัน เราอยู่คนละโลก กูไม่ยุ่งกับมึง ส่วนมึงก็อย่าเสือกเรื่องของกูให้มาก พูดแค่นี้หวังว่าจะเข้าใจ” จบประโยคนั้นร่างกายก็ถูกฝ่าเท้าถีบส่งเป็นการทิ้งท้ายก่อนจะผละออก  

            ตอนที่ไอ้บูพูดคำว่าขยะแขยงหัวใจมันเจ็บไปหมด

            ยอมรับว่าทนฟังแทบไม่ได้ เลยเผลอหยิบจานขึ้นมาปาใส่หน้า รู้สึกเหมือนเป็นตัวอะไรไม่รู้ที่ไร้ค่าและมันโคตรทรมานทุกครั้งเวลาที่ได้นึกถึง

            ผมฝืนเปลือกตามองภาพตรงหน้าอย่างยากลำบาก เพดานสีขาวยังเป็นสิ่งเดียวที่มองเห็น

            ไม่นานมันก็ถูกบดบังอีกครั้งจากน้ำใสๆ ที่เอ่อคลออยู่ตรงขอบ ผมไม่อยากร้องไห้หรืออ่อนแอแต่บางครั้งความรู้สึกที่ถูกกดเอาไว้ภายในมันก็เป็นสิ่งที่เกินควบคุม

            ทำได้เพียงแค่ปล่อยน้ำตาให้ไหลรินปะปนไปกับหยดน้ำบนใบหน้า ถ้าให้ผมทำตามข้อตกลงก็คงไม่ใช่เรื่องยากเพราะเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์มันไม่นานถึงขนาดฝืนทำไม่ได้

            จะไม่หึงหวง

            ไม่ทำดีต่อกัน

            ไม่แสดงความรัก         

            ทำเหมือนอีกฝ่ายเป็นเพียงอากาศธาตุ

            ผมทำได้หมด ทว่ามีเพียงข้อเดียวที่ไม่สามารถทำได้ นั่นคือการไม่รู้สึกอะไร

            นี่คือความจริงที่ถูกกดเอาไว้และผมยังคงหลอกตัวเองตลอดเวลา ถึงทุกอย่างจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหนในใจก็หนีมันไม่ได้อยู่ดี ครั้งหนึ่ง...ผมรักบูรพาหัวปักหัวปำ และต่อมาจากรักก็แปรเปลี่ยนเป็นเกลียด จะไม่ให้รู้สึกอะไรเลยได้ไง...

            ทุกอย่างที่เป็นเขา จะไม่ให้รู้สึกอะไรเลยเหรอ

            เขาที่รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลา เวลายิ้มทีไรก็ทำให้โลกทั้งใบสดใสไปหมด

            เขาที่เคยสนิทสนมเมื่อตอนยังเล็ก เล่นด้วยกัน คุยด้วยกัน ร้องเพลงด้วยกันไปจนถึงเช้า

            เขาที่มักยื่นกล่องของขวัญมาให้พร้อมกับร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ด้วยกันในวันเทศกาล

            เขาที่คอยเดินเคียงข้าง จับมือไปด้วยกันไม่ว่าวันนั้นเราจะมีความสุขหรือความทุกข์ก็ตาม

            เขาที่ฝันว่าอยากเรียนหมอและตั้งใจจะสอบให้ได้ ผมเลยต้องตามมาเรียนด้วยทั้งที่ไม่รักเอาเสียเลย

            เขาที่ทำให้เข้าใจว่ารักคืออะไร และทำให้ผมอยากมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อเรียนรู้มันไปนานๆ

            แต่ตอนที่เขามีแฟนคนแรก กลับไม่เคยรับรู้เลยว่ายังมีใครอีกคนกำลังยืนร้องไห้อยู่เพียงลำพัง

            พอแฟนคนแรกเลิกรากันไป เขาก็มีความรักเบ่งบานในหัวใจกับใครอีกหลายคน

            พยายามแล้ว ห้ามแล้ว แต่เลิกสนใจไม่ได้

            อยากเป็นที่รักเหมือนคนอื่นแต่กลับทำได้แค่จินตนาการ

            ผมเป็นทุกอย่างให้เขาได้ ฝืนทำทุกอย่างเพื่อเขาได้ เพียงเพื่อให้ตัวเองได้ขยับเข้าใกล้ขึ้นอีกนิด ทว่าความจริงแล้วมันก็แค่ความฝันลมๆ แล้งๆ ของคนเพียงคนเดียว

            เสียดายเหลือเกิน ในช่วงเวลาตั้งแต่เกิดยันโตเรามีกันและกันมาตลอด แต่กาลเวลาเปลี่ยนไป ทุกอย่างเปลี่ยนไป เขาเองก็ด้วย มีเพียงผมที่เหมือนเดิมคือยัง รู้สึก

            ถึงใครคนนั้น...

            เคยคิดถึงความทรงจำดีๆ ของเราสักเสี้ยวหนึ่งมั้ย

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.277K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,363 ความคิดเห็น

  1. #3333 withmaBL (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 20:16
    บูรังเกียจเนย์จริงๆหรอ
    #3,333
    0
  2. #3317 Turngporn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2563 / 01:47
    มันดาร์คขนาดนี้จะกลับมารักกันได้ยังไงไรท์โหดเกินไปมั้ยไรท์สงสารบูอ่ะ😭😭😭😭😭
    #3,317
    0
  3. #3300 ผู้ชายที่ชอบทะเล (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 / 08:53
    ทำไมมันดาร์คโหมดแบบนี้
    #3,300
    0
  4. #3267 KatCher (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 13:07
    ทำไมรุนแรงกันจังเลย งื้ออออ!!! สงสาร
    #3,267
    0
  5. #3257 filmkung1616 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2563 / 01:22
    อาจจะไม่ค่อยสงสารเท่าไหร่ เพราะเป็นคนที่ถ้าเขาไม่เอา ก็คือจะไม่รั้งและไม่รอ เคยร้องไห้เพราะคนที่รักมาก แต่ตื่นมาก็ปกติเลย ไม่เอาก็คือไม่เอา555
    #3,257
    0
  6. #3244 Wannasa55 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2563 / 01:50
    น้ำตาไหลถึงตีน
    #3,244
    0
  7. #3218 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 / 00:10

    จงจำไว้ ว่ารักใคร อย่าทำให้ใจต้องเจ็บ และโปรดจงจำไว้ ทำไมถึงเสียใจ เพราะเราทำตัวเราเอง

    รักก็คือรัก หลงก็คือหลง ถ้าถามชาวประมงก็คงไม่เช้าใจ เพราะฉันนั้นเป็นวาฬที่เกย ตื้นน้ำตาย ใจสลายแหลกลงไปในทะเล

    Take care คับ

    #3,218
    0
  8. #3203 Sanhathai_sk (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 00:09
    ฉันร้องไห้เหมียนหมา
    #3,203
    1
    • #3203-1 Bowiizzazee(จากตอนที่ 3)
      27 มิถุนายน 2563 / 13:59
      เหมียนหมาด้วยคนค่ะ
      #3203-1
  9. #3193 lalie2 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 02:26
    กอดน้อนเนย์แน่นๆ
    #3,193
    0
  10. #3192 bbbbell (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 01:26

    โอ้ยยย อึนหนักมากก

    #3,192
    0
  11. #3185 แอบแม่มาอ่าน (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2563 / 17:42

    โคตรเจ่บ;—;

    #3,185
    0
  12. #3148 YWDF (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 10:37
    เจ็บนะครับ ผมเจ็บมากค่ะ อรั่กกกกก ร้องบอกเลย!!
    #3,148
    0
  13. #3133 pathaimars (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 / 20:43
    ถ้าแกยังคิดอยู่แบบนี้เรื่อยๆก็ไม่ทีวันหลุดพ้นจากอดีตที่เน่าเฟะหรอก

    เห็นคุณค่าในตัวเองให้มากหน่อยดิ่วะ ชีวิตแกไม่ใช่ไม่เหลืออะไรเลยนะแกยังเหลือแม่ที่คอยให้กำลังใจแกเสมอโอ้โหถ้าเรามีแม่แบบนี้เราจะตอบแทนทุกอย่างที่เราสามารถทำได้เลย
    #3,133
    0
  14. #3127 Kkkk (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 / 15:10

    อ่านไปร้องไห้ไป

    #3,127
    0
  15. #3095 syn1/9 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 03:29
    ร้องไห้แล้ว ;____;
    #3,095
    0
  16. #3065 AlexiZz (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 16:24
    ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมคุยกันแล้วจะเข้าใจกันได้ยังไง

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 28 พฤษภาคม 2563 / 16:13
    #3,065
    0
  17. #3054 P_earn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 02:57
    มันไม่สามารถรักกันได้จริงๆอะ พอเถอะ
    เจ็บตัวทั้งคู่ ทำไปเพื่ออะไรวะเนย์
    #3,054
    0
  18. #3039 Londar (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 15:55
    เออบูก้น่าสงสาร เพราะบูไม่ได้ทำไรผิดเลย คนมันไม่รักอ่ะ เอาจิงเลยสงสารทั้งคู่
    #3,039
    0
  19. #3038 Londar (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 15:54
    โอ๊ยดราม่าอ่ะ สงสารเนย์
    #3,038
    0
  20. #3023 กรอบเลือด (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 19:34
    สงสารบู
    #3,023
    0
  21. #2997 น้องเกรียนรี่ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 เมษายน 2563 / 22:20
    บอกได้คำเดียว จะร้อง
    #2,997
    0
  22. #2980 kaim123456 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 17:54
    เนย์เลิกยุ่งกับบูเถอะ ทำไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา คนมันไม่ได้มีใจตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เขาเห็นเป็นแค่เพื่อน อย่าเอาตัวเองไปจ่มอยู่กับเขาขนาดนั้นดิ ไม่ใช่ไม่เหลือใครสักหน่อย เนย์ยังเหลือแม่อะ ออกมาตั้งตัว ทำตัวให้ดีไม่ดีกว่าหรอ อยู่ไปแบบนี้ก็มีแต่ตัวเองที่จะเจ็บปวด
    #2,980
    0
  23. #2970 SeWanwi (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 เมษายน 2563 / 22:06
    แยกย้ายกันไปหาหมอนะ มีแต่เจ็บตัว
    #2,970
    0
  24. #2918 elle000 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 01:35
    ยิ่งเอาคืนเขา ตัวเองยิ่งเจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ
    #2,918
    0
  25. #2855 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:25
    อยากให้เนย์เลิกยุ่งกับบูอะ ช่างเค้าเถอะ
    #2,855
    0
  26. #2819 สมศรี (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 มกราคม 2563 / 08:38

    แก จากที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ แค่ตรงนี้นะ คือแบบ แล้วบูผิดอะไรวะ งง ทั้งๆทีเนย์แม่งเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเองตลอด โคตรพาล อิเวน

    #2,819
    2
    • #2819-1 Nrm-p(จากตอนที่ 3)
      6 มกราคม 2563 / 23:59
      น่าจะแค้นที่บู ไปเอาเนย์ แล้วทิ้งหรือป่าว
      #2819-1
    • #2819-2 Nop_2547(จากตอนที่ 3)
      23 เมษายน 2563 / 21:22
      แค้นแหละ
      #2819-2