อาคเนย์ - end

ตอนที่ 2 : 01 :: Everything at once

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 46,220
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3,038 ครั้ง
    1 ส.ค. 62




CHAPTER 1

EVERYTHING AT ONCE

 

 

ผมไม่เคยรู้เลยว่า...การที่เรารู้สึกเกลียดใครสักคนมากๆ

มันจะกลายเป็นสัญญาณเตือนว่าคนคนนั้น

เริ่มมีความสำคัญกับเรามากขึ้นทุกที

 

 

รู้มั้ยว่ากูเคยรักอะไรมากที่สุดในโลก

ไม่รู้

คำตอบคือมึง

‘…’

แล้วรู้อีกหรือเปล่าว่ากูเกลียดอะไรที่สุดในโลก

ถามทำไม

กูอยากตอบ เพราะสิ่งที่อยู่ในหัวของกูก็คือมึง

 

            ภาพในวันวานเป็นเหมือนฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนผมจนชีวิตแทบไม่รู้จักกับคำว่าความสุข ทุกครั้งที่หลับตา หลายคราที่ละเมอ น้ำเสียงและแววตาแข็งกร้าวของไอ้บูยังคงฝังลึกในสมอง แม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านมาเนิ่นนานนับปีแล้วก็ตาม

“ต่อไปผมขอเช็คชื่อก่อนนะครับ”

            ความคิดในหัวถูกตีกระจายทันทีที่ได้ยินเสียงอาจารย์คุมแลปพูดขึ้น เขากวาดตามองนักศึกษาตรงหน้าครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มขานชื่อเด็กปีสองเซคที่ห้าซึ่งยืนเรียงแถวอยู่หน้าห้องปฏิบัติการทีละคน

            “กิตติศักดิ์”

            “มาครับ” แม่งเป็นภาพจำที่โคตรน่าเบื่อ แต่คงทำได้อย่างเดียวคือทนให้มันผ่านไป

            ผมไม่ได้มีความสุขกับการเรียนในคณะนี้มากนัก จริงๆ จะบอกว่าไม่ชอบเลยก็คงใช่ แต่คงไม่มีใครสนหรอกในเมื่อหาญกล้าถึงขนาดสอบเข้ามาได้แล้ว หน้าตาทางสังคมและอนาคตต่างหากที่ทุกคนสนใจ

            “วราภัทร”

            “มาครับ”

            คนข้างตัวขานรับ มันชื่อ อั๋นเป็นเพื่อนสนิทของผม ด้วยใบหน้าที่ดูไม่สู้คนบวกกับแว่นกรอบหนาที่เจ้าตัวเลือกหยิบมาสวมในทุกๆ วัน ทำให้เพื่อนๆ พากันตั้งฉายาให้มันว่าไอ้จืด แม้ความจริงแล้วไอ้อั๋นจะมีนิสัยตรงข้ามกับหน้าตาแบบสุดกู่ก็ตาม

            “อาคเนย์”

            “มาครับ” ผมตอบกลับเสียงเรียบ

            อาจารย์เงยหน้าขึ้นมองเล็กน้อยก่อนขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย

            “หน้าไปโดนอะไรมา”

            “อุบัติเห็นนิดหน่อยครับ”

            “อย่าให้มีปัญหาการทะเลาะวิวาทในคณะ เพราะถ้าเกิดเรื่องถึงที่ประชุมคุณอาจจะถูกสอบความประพฤติ”

            “ครับ” ผมตอบเป็นเชิงไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธกับสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อ ใครมองก็รู้แล้วว่าแผลบวมช้ำบนหน้าได้มาจากสาเหตุอะไร แถมบางคนก็เก่งกว่านั้นตรงที่รู้แม้กระทั่งว่าใครเป็นคนทำ

            “เมธากร” อาจารย์ก้มมองรายชื่อในกระดาษแล้วขานเรียกคนถัดไป

            “ครับ!” ไอ้นี่ก็เพื่อนในกลุ่มเหมือนกัน มันชื่อเม...นิสัยแม่งโคตรติสต์ บ้านเกิดจริงๆ อยู่ภูเก็ตแต่เพิ่งย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ เพียงลำพังหลังสอบเข้ามหาลัยได้

            “บูรพา”

            จู่ๆ ร่างกายก็แข็งค้างไปชั่วขณะ เมื่อได้ยินชื่อของใครคนหนึ่งดังก้องในโสตประสาท

            “บูรพา” คนอายุมากกว่าถามย้ำ เจ้าของใบหน้าซึ่งมีริ้วรอยตามวัยละสายตาจากสมุดรายชื่อ ก่อนเพ่งมองมายังพื้นที่ว่างข้างตัวผม

เหตุการณ์ดังกล่าวมันเกิดขึ้นซ้ำๆ จนกลายเป็นเรื่องชินชาของเซคเราไปแล้วล่ะ

            “นักศึกษาบูรพา ขาด!

            อาจารย์ถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย ขยับข้อมือขวาตวัดปลายปากกาสองครั้งเป็นเครื่องหมายกากบาท จากนั้นจึงเปลี่ยนไปขานชื่อนักศึกษาคนต่อไปทันที

            “วิจิตรา”

            “บูรพามาครับ!

            ผมหันไปมองยังต้นเสียง ก่อนสายตาจะโฟกัสไปยังร่างสูงของใครคนหนึ่งที่กำลังวิ่งกระหืดกระหอบมาแต่ไกล เสื้อกาวน์สีขาวถูกพาดไว้บนบ่าอย่างหมิ่นเหม่ มันแตกต่างจากทุกคน โดยเฉพาะผมสีแดงเพลิงซึ่งถูกย้อมให้รับกับใบหน้าหล่อเหลาอย่างเหมาะเจาะ

            ทุกคนในคณะแพทย์ล้วนรู้จักบูรพา อย่างหนึ่งที่จำได้ก็คงเป็นความมั่นหน้าที่ไม่มีใครกล้าเทียบมันได้อีก

            “คุณมาสาย ผมเช็กขาดไปแล้ว” เจ้าของวิชาเอ่ยประโยคซ้ำซากเป็นรอบที่ร้อย และคิดว่าบูรพาคงทำลายสถิติตัวเองไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีสิทธิ์สอบในสักเทอม   

            “ไม่เป็นไรครับ” แล้วน้ำเสียงที่ตอบกลับมาก็ไม่ต่างจากคำว่า ช่างแม่งสักเท่าไหร่

            “เรื่องสีผมที่เคยสั่งให้ย้อมกลับ ทำไมตอนนี้ถึงยังเหมือนเดิมอยู่อีก”

            “ผมจะรีบจัดการให้เร็วที่สุดครับ”

            ไอ้บูตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน ก้าวเท้าเดินมาหยุดตรงตำแหน่งที่มันมักยืนเป็นประจำ ซึ่งก็คือข้างๆ ผม

            “สายเป็นสันดาน”

            “อย่าเสือก”

            ผมหัวเราะร่วนในลำคอเมื่อได้ยินประโยคกระแทกกระทั้น

            “ถ้าจะหมกมุ่นแต่กับการเอาผู้หญิง มึงก็ไม่สมควรมาเรียนคณะนี้”

สงครามประสาทที่เกิดขึ้นแต่ละวันเริ่มต้นมาจากคำถามโง่ๆ ที่ว่า...ใครจะทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวดมากกว่ากัน วันนี้ผมเริ่มก่อน อีกวันไอ้บูอาจเป็นฝ่ายแก้แค้นคืน วนเวียนอยู่แบบนั้นไม่รู้จบ

ถามว่าเหนื่อยมั้ย คงตอบได้ว่าเหนื่อย...

เหนื่อยแทบขาดใจ ทว่าผมก็ไม่สามารถหยุดได้ ไม่ใช่เพราะกลัวว่าตัวเองต้องแพ้ แต่ที่กลัวคือการต้องทนเจ็บปวดขณะที่อีกฝ่ายกำลังใช้ชีวิตอย่างมีความสุขต่างหาก

“แล้วไอ้พวกที่วันๆ ชอบหาเรื่องชาวบ้านนี่ดีนักหรือไง”

“ก็ดีกว่ามึงแล้วกัน ระวังไว้เถอะ พรุ่งนี้ผู้หญิงของมึงอาจกลายเป็นของกูอีกก็ได้”

            “ถ้าทำได้ก็เอาไปเลย กูเข้าใจว่าคนที่ไม่มีใครรักอย่างมึงคงโหยหามันมาก”

            “มึง...”

            คำพูดประโยคนั้นเสียดลึกเข้ามาในอก

            ผมกำหมัดแน่น พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกที่อยากซัดหมัดหนักๆ ใส่หน้าของมันเอาไว้

            “หึ! พอพูดความจริงมึงถึงกับเถียงไม่ออกเลยเหรอ”

            “มึงไม่มีวันเข้าใจหรอก...”

            “สองคนนั้นจะยืนคุยกันอีกนานมั้ย เข้าห้องได้แล้ว” อารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ในใจถูกกดทับกะทันหัน ผมพยายามสลัดมันทิ้ง จากนั้นก็ก้าวเท้าตามเพื่อนเข้าห้องไปติดๆ         

            “เปิดหนังสือไปหน้าเก้าสิบแปด แล้วดูเซลล์ที่มีเข้มปักอยู่บนกล้องว่าเหมือนในรูปหรือเปล่า”           

            ผมกับไอ้บูไม่ได้กระตือรือร้นกับการตั้งใจเรียนมากนัก นอกจากมองหยั่งเชิงกันอยู่ห่างๆ

            เราเป็นเด็กหลังห้อง ถึงสอบเข้ามาเรียนในคณะแพทย์ได้แต่คะแนนกลับอยู่ในอันดับท้ายๆ ที่ผ่านปีหนึ่งมาอย่างหืดจับก็เพราะเพื่อนคอยช่วยเหลือทั้งนั้น ทว่าตอนนี้เห็นทีว่าเพื่อนคงช่วยอะไรไม่ได้นอกจากมองอย่างเอือมระอา

            เทอมนี้ซวยหน่อยก็ตรงถูกจัดให้มานั่งทำแลปติดกัน เราเลยต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมากไม่ให้ถลาเข้าไปแลกหมัดก่อนหมดคาบ

            ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับไอ้บูค่อนข้างแปลกประหลาด เราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่จำความได้ บ้านอยู่ติดกัน แม่ๆ เองก็สนิทกันมาหลายสิบปี ทุกอย่างเหมือนจะดีไปหมดจนกระทั่งเกิดเรื่องขึ้นในช่วงมัธยมปลายปีหนึ่ง...

            เหตุการณ์นั้นเปลี่ยนเราจากรักเป็นเกลียด เปลี่ยนความสัมพันธ์แน่นแฟ้นจากเพื่อนเป็นศัตรู ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป คงเหลือแต่บูรพากับอาคเนย์คนใหม่ที่ไม่มีทางกลับมารักกันได้อีก

            “เมื่อวานแม่มึงมาที่บ้าน” ความเงียบเกาะกุมไปพักหนึ่ง เสียงทุ้มของคนเคียงข้างพลันแทรกขึ้น

            “แล้วไง”

            “ได้ข่าวว่าเขาจะหย่ากับพ่อของมึง”

            “...”

            ไม่มีคำตอบใดหลุดออกจากปาก บางทีการเห็นชีวิตครอบครัวของผมล่มจมคงเป็นความสุขของไอ้บูเหมือนกัน

            ที่ผ่านมาผมมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ มีพ่อแม่ลูกและความอบอุ่น สิบกว่าปีที่เติบโตขึ้นมาผมไม่เคยขาดอะไรเลยแม้กระทั่งความรัก โลกมักเข้าข้างผมเสมอจนวันหนึ่งเพิ่งได้รู้...

            ทุกอย่างไม่มีอะไรเหมือนเดิม

            พ่อมีบ้านเล็ก จริงๆ ก็เกือบห้าปีได้แล้ว เขามีลูกกับผู้หญิงคนนั้น เป็นเด็กผู้ชายอายุสามขวบที่น่ารักน่าชังแต่ผมกลับเกลียดเข้าไส้ มันแย่งความรักของพ่อไปจากผม แย่งพ่อไปจากแม่ และอีกไม่นานเราก็จะเสียผู้ชายซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัวไป

            ควรรู้สึกยังไงดี ถึงวันนั้นอาจทำได้แค่ยิ้มและโบกมือให้พ่ออยู่หน้าบ้าน พร้อมกับเอ่ยประโยคสั้นๆ เป็นการสั่งลาว่าอย่ากลับมาอีก

            เพราะผมไม่ต้องการความรักจอมปลอมของเขาอีกต่อไปแล้ว

            “ก็ไม่ได้อยากเสือกหรอกนะ ถ้าแม่มึงไม่มาขอร้องแกมฝากฝังให้คนเหี้ยๆ อย่างมึงมาพักอยู่กับกูที่ห้อง”

            “ไม่ต้องห่วง กูไม่บากหน้าไปอยู่กับมึงหรอก”

            ปัญหานี้เพิ่งได้รับการพูดคุยเมื่ออาทิตย์ก่อน พ่อกับแม่กำลังทำเรื่องหย่า สินสมรสแบ่งกันคนละครึ่ง ค่าเลี้ยงดูผมพ่อเสนอเงินออกให้ครึ่งหนึ่งโดยจะทำการโอนเข้าบัญชีให้ทุกเดือน

            ถึงแม้ครอบครัวเราจะเหลือกันแค่สองคน ทว่าค่าใช้จ่ายก็ยังเท่าเดิมเลยตัดสินใจขายคอนโดที่ผมอยู่ เพื่อเปลี่ยนไปเช่าห้องถูกๆ แถวมหาลัยแทน

            เราตกลงกันแล้ว แต่ไม่คิดเลยว่าแม่จะบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากคนข้างบ้าน

            “ขอให้มันจริงอย่างที่ปากว่า เพราะกูโคตรขยะแขยงที่ต้องอยู่ร่วมห้องกับคนอย่างมึงเลย”

            “คิดเหรอว่ากูอยากอยู่ แค่ทุกวันนี้ก็อึดอัดฉิบหาย”

            “แล้วมึงคิดว่ากูไม่อึดอัดหรือไงวะ” ดูเหมือนไอ้บูจะเหลืออดเต็มทน

            การมีบ้านอยู่ใกล้แถมแม่ยังเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกันด้วยแล้ว มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ผมต้องปั้นหน้าบอกว่ายังเป็นเพื่อนรักกับไอ้บูอยู่ แม้จะเป็นการนัดเจอกันแค่เดือนละสองครั้ง แต่การทำดีและพูดจาเพราะๆ ต่อหน้าคนในครอบครัวกลับเป็นอะไรที่เหนือบ่ากว่าแรงของผมเหลือเกิน

            แม่ไม่เคยรู้ว่าหลายปีที่ผ่านมานี้ความรู้สึกของผมเปลี่ยนไปแค่ไหน อาจเพราะพยายามอย่างมากที่จะปกปิดมันเอาไว้ และฝืนทำเหมือนว่าทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม

            “เมื่อไหร่เรื่องระหว่างกูกับมึงจะจบสักที” คำถามนี้หลุดออกมาจากปากคนตัวสูงกว่า ผมมองหน้าอีกฝ่าย แค่นยิ้มสมเพชอย่างที่มักทำเสมอ

            “จบยังไง”

            “เลิกยุ่งกับกู เลิกแย่งผู้หญิงกู จะไปตายที่ไหนก็ไป”

            “ความจริงมันควรจบตั้งนานแล้ว แต่มึงไม่ใช่เหรอที่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้ จะโทษใครได้วะ”

            “มันเป็นความผิดของมึง”

            “มึงก็ดีแต่โทษคนอื่น ถามจริงๆ เถอะ ไม่เคยคิดสักนิดเลยเหรอว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันก็เป็นเพราะตัวมึงเองเหมือนกัน”

            “...”

          “กูยังจำได้ จำได้ดีเลย...มึงเคยทำกูเจ็บแค่ไหน”

            แล้วมันผิดอะไรที่ผมจะตามจองล้างจองผลาญไม่ให้คนที่เกลียดแสนเกลียดอยู่อย่างสงบ ถึงรู้ว่าชีวิตคงไม่มีทางรู้จักกับความสุขอีกแล้ว แต่มันก็ดีไม่ใช่เหรอที่ใครอีกคนก็ต้องทนทุกข์กับความรู้สึกเดียวกัน

            นี่แหละคือความทรมาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ช่วงดึกของวันเดียวกัน ผมตัดสินใจออกมาแฮงก์เอาท์กับเพื่อนต่างคณะเพื่อหลีกเลี่ยงความจำเจในชีวิต

            ร้านเหล้าย่านมหาลัยยังคงคลาคล่ำไปด้วยผู้คน แต่ไม่รู้ว่าความรู้สึกของผมตายด้านหรือหมดความตื่นเต้นไปแล้วกันแน่ ถึงได้ไม่รู้สึกสนุกหรือคล้อยตามไปกับบรรยากาศรอบตัว แม้เสียงเพลงจะถูกเปิดบิลด์มาพักใหญ่แล้วก็ตาม

            “เป็นอะไรของมึงวะ ทำหน้าเหม็นเบื่ออยู่ได้”

            “เซ็ง”

            หลายคนวาดลวดลายบนฟลอร์ ในขณะที่เพื่อนร่วมโต๊ะหิ้วหญิงมาอวดอยู่ตรงหน้าทว่ากลับไม่มีผลใดๆ ต่อความรู้สึก คงมีอยู่อย่างเดียวคืออารมณ์เบื่อหน่ายซึ่งเกาะกุมอยู่ภายใน

            “ออกไปเต้นสิ”

            “ทำอย่างกับไม่รู้จักกู” ผมไม่ชอบเต้น ไม่ชอบเข้าหา มีแต่ให้คนเสนอมาอย่างเดียว

            “งั้นก็กระดกให้หมดแก้ว คืนนี้ยังอีกยาวไกลเว้ยเพื่อน”

            ผมมีก๊วนแก๊งต่างคณะที่มักจะเจอกันเฉพาะตอนสังสรรค์เท่านั้น นิสัยแต่ละคนก็คล้ายๆ กันคือเป็นพวกปาร์ตี้จัด ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ แต่ก็ยังเอาตัวรอดกับการเรียนโคตรมหาโหดในมหาลัยได้

            “เฮ้ยไอ้เนย์ คู่แค้นมึงมาว่ะ”

            นั่งกระดกเหล้าเข้าปากอยู่เกือบชั่วโมง ความสนใจทั้งหมดก็ถูกใครคนหนึ่งชักจูงไปในที่สุด

            จู่ๆ ความเบื่อหน่ายที่มีในคราแรกก็จางหาย แทนที่ด้วยความตื่นเต้นบางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ รู้แค่ว่ามันรู้สึกดี

            “โผล่มาคนเดียวซะด้วย นัดหญิงอีกแน่ๆ” เพื่อนร่วมโต๊ะเริ่มจับกลุ่มคุย ทุกสายตาเพ่งมองไปยังเจ้าของผมสีแดงเพลิงซึ่งยืนห่างจากเราไม่ไกลนัก

            ถึงจะเป็นแค่กลุ่มเพื่อนที่ชวนกันปาร์ตี้  ไม่ได้สนิทสนมอย่างลึกซึ้งจนรู้ตื้นลึกหนาบางในชีวิตของกันและกันไปซะทุกเรื่อง แต่กับเรื่องง่ายๆ อย่างความสัมพันธ์ทั้งรักทั้งเกลียดก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องปกปิด

            ใครต่างก็รู้ ผมกับบูรพาไม่มีทางญาติดีกัน

            “เอาไงดีไอ้เนย์ อยากหาอะไรทำแก้เซ็งมั้ย” คนเคียงข้างถามด้วยรอยยิ้ม ไอ้นี่ชื่อดิน เป็นทุกอย่างทั้งคนดี คนเลว เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และบางครั้งก็เห็นแก่ตัว ผมชอบมันนะ ตัวตนแบบนี้แหละที่แสดงถึงความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

            “ให้กูทำไง” ผมถามกลับ จิตใจเต้นเร่าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

            “จัดมันเลย ถือว่าเอาคืนที่มันทำหน้ามึงพัง”

            “เดี๋ยวอีกวันมันก็โผล่มาซัดกูอีก”

            “ก็เอาให้เข็ดไปเลยไง ให้สาสมกับที่มึงเกลียดมัน”

            ไอ้ดินไม่เคยรู้ว่าผมกับไอ้บูแตกหักกันเพราะเรื่องอะไร มันรู้อย่างเดียวเลยคืออดีตของเรานั้นย่ำแย่เกินกว่าจะจินตนาการ และผมก็เลือกระบายความรู้สึกนั้นออกมาผ่านความโกรธแค้นและชิงชัง

            “แล้วมึงว่ากูควรทำยังไง”

            “ทำไมต้องถามวะ อยากทำอะไรมึงทำเลย หรือจะให้กูออกตัวก่อน”

            แน่นอนว่าผมไม่ขัดความหวังดีของเพื่อน นอกจากพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตแล้วปล่อยให้อีกฝ่ายออกตัวจัดการ สิบนาทีให้หลังผมถูกเรียกมายังหลังร้าน สองขาเดินไปยังมุมหนึ่งของกำแพง ก่อนจะเห็นเห็นเพื่อนร่วมกลุ่มที่แสนคุ้นเคยยืนรออยู่ก่อนแล้ว

            บรรยากาศด้านนอกต่างจากด้านในลิบลับ ทว่าแสงสลัวในบริเวณนี้ก็พอจะช่วยไม่ให้ใครสงสัยมากนัก

            “ไง”

            “ถึงตามึงแล้ว” ทุกคนหลบทางให้ผมย่างเท้าไปหาคนที่นอนกองกับพื้น

            กลิ่นคาวเลือดผสมรวมกับความสกปรกแผ่ซ่านในจมูก ผมหรี่ตามองสภาพคนที่ถูกลากมาซ้อมจนอยู่ในสภาพร่อแร่ เสื้อผ้าแบรนด์เนมอย่างดีตอนนี้ไม่ต่างจากเศษผ้าขี้ริ้ว

            ผมอยากหัวเราะกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า แต่กลับหัวเราะไม่ออก

            “เป็นไงมึง ยังไม่ตายนี่หว่า” ผมใช้เท้าเขี่ยคนที่นอนหอบหายใจถี่กระชั้น ใบหน้าซึ่งกลบไปด้วยเลือดหันมามอง แววตาเคียดแค้นจนสังเกตได้

            มันก็ไม่ต่างจากความรู้สึกของผมในวันนั้น...

            “เป็นแค่หมาลอบกัด...อย่างมึง กูสมเพชว่ะ” คนถูกกระทำกัดฟันพูดแม้ร่างกายจะอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถกระดิกตัวได้แล้วก็ตาม

            ผมย่อเข่าลงมา เอื้อมมือไปจับลำคอแกร่งไว้เหมือนที่ครั้งหนึ่งมันเคยทำกับผม ก่อนถามประโยคที่คั่งค้างอยู่ในความรู้สึก

            “เจ็บมั้ย”

            “...”

            “แต่เชื่อเถอะว่านี่ยังไม่ถึงครึ่งกับที่มึงเคยทำ”

            “มึงสมควรโดน”

            “งั้นมึงก็สมควรโดนเหมือนกัน ที่นี่มีแต่คนของกู ถ้ามึงยังไม่อยากตายตอนนี้ก็พูดขอร้องกูซะ! เผื่อกูจะใจดีปล่อยมึงไป”

            แต่จนแล้วจนรอดไอ้บูก็ไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมา นั่นยิ่งทำให้ผมโกรธหนักกว่าเก่า

            “พูดสิวะ! ขอร้องกูเหมือนที่กูเคยขอ”

            “...”

            “เร็วสิ! แล้วกูจะช่วยมึง” พูดไปผมก็ยิ่งออกแรกบีบคออีกฝ่ายแน่นขึ้น จนนานเข้าทนไม่ไหวต้องยื้อคอเสื้อของมันเอาไว้แล้วเหวี่ยงร่างชุ่มเลือดกระแทกกับกำแพงด้วยความเดือดดาล

            ตุบ!

            ไอ้บูล้มลงไปกองกับพื้นอีกรอบ แต่ริมฝีปากกลับยังแค่นยิ้ม ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ผมไม่เคยเห็นมานานแล้ว

            ความรู้สึกหนาวยะเยือกเข้ามาแทนที่ความร้อนรุ่มในอก ผมถอยหลังไปสองก้าว มองดูแววตาคู่คมที่จดจ้องไม่กะพริบ
            “ในเมื่อมึงไม่ขอร้องกูก็คงปล่อยมึงไปไม่ได้” เพื่อนผมที่ยืนอยู่ตรงนี้ไม่ต่างจากหมาป่า มันเมา รู้สึกกระหายเลือดและอยากกระทืบใครสักคนจนกว่าจะพอใจ ซึ่งผมมั่นใจว่าถ้าไอ้บูไม่เจ็บปางตายก็คงไม่มีใครหยุด “กูฝากจัดการให้ด้วย”

            ผมหมุนตัวกะเดินกลับเข้าไปในร้าน เปิดโอกาสให้เพื่อนในกลุ่มได้จัดการในสิ่งที่พวกมันอยากทำ ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวไปข้างหน้าเสียงทุ้มติดแหบพร่ากลับรั้งเรียกผมเอาไว้

            “เนย์”

            ดวงตาคู่นั้นจ้องมองมาไม่คาดเคลื่อน

            และผมกลัว...

            นี่เป็นความรู้สึกลึกๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อได้มองหน้าของคนบนพื้น อาการเริ่มเหมือนคนน้ำท่วมปาก ไม่รู้จะพูดหรือด่าประโยคไหนกลับไปนอกจากยืนนิ่ง รอคอยว่าเมื่อไหร่อีกฝ่ายจะสาดซัดคำเจ็บๆ ออกมา ซึ่งแน่นอนว่าคนชื่อบูรพาไม่เคยปล่อยให้ผมต้องรอนานเลยสักครั้ง

            “อยากทำอะไรก็ทำ เพราะมึงไม่ได้สำคัญถึงขนาดที่กูต้องขอร้อง”

            ผมกำลังคาดหวังอะไรอยู่

            “จะตายก็ช่างแม่ง ยังไงมึงก็ลบอดีตไม่ได้อยู่ดี”

            ทั้งที่รู้สึกเต็มอกว่าความรักของเรา

          “สุดท้ายมึงก็เป็นได้แค่คนที่โดนกูเอาแล้วทิ้งเท่านั้นแหละอาคเนย์”

          เป็นเพียงอดีตที่ไม่มีวันหวนคืน

 

 

 

อย่างที่หลายคนรู้กันดี จิตติเคยเขียนนิยายเรื่องนี้ใช้ชื่อ Damage พิษรัก เมื่อปี 2014
แต่เนื่องจากว่าเนื้อเรื่องไม่มีความสมเหตุสมผลเท่าที่ควรเลยเอากลับมาปัดฝุ่นใหม่
ซึ่งบอกเลยว่าเปลี่ยนใหม่ทั้งเรื่องจริงๆ เหมือนเอาโครงเรื่องมา ส่วนดีเทลในเรื่องนั้นเปลี่ยนเกือบทั้งหมด
รวมไปถึงครึ่งหลังที่รื้อเขียนใหม่ด้วย ยังไงฝากติดตามอาคเนย์ในเวอร์ชั่น 2018 ด้วยนะคะ

#อาคเนย์


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.038K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,362 ความคิดเห็น

  1. #3332 withmaBL (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 19:59
    ทำไมบูเป็นงี้
    #3,332
    0
  2. #3316 Turngporn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2563 / 23:26
    ปวดใจแทนเนย์แค่สองตอนก็กินมาม่าจนท้องอืดตาบวมจะไหวมั้ยฮีตรูเนี่ยยย
    #3,316
    0
  3. #3260 Bell_Kwan (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2563 / 18:04
    ฮือออออออ สงสารเนย์
    #3,260
    0
  4. #3217 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 23:00

    ทั้งรักทั้งแค้น ชีวิตเหมือนโดนทำร้ายหยั่งรากฝังลึกลงใจกลางหัวใจที่ยากแก่การลบล้าง

    Take care คับ

    #3,217
    0
  5. #3146 YWDF (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 08:38
    ได้ไงงงง!!?
    #3,146
    0
  6. #3081 swp_kream (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 18:46
    เริ่มจากคำว่าเพื่อน
    —ได้คุย—ได้คบ—ได้รัก—ได้เอา—เลิกกัน—เกลียดกัน—จบลงที่คำว่าศัตรู
    #3,081
    0
  7. #3074 Chonlatan (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 20:07
    😶😶😶😶😶😶
    #3,074
    0
  8. #3052 Saaree6612 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 20:48
    เอาแล้วทิ้ง!? เลวอ่ะ
    #3,052
    0
  9. #3013 MATINEEMAY (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 14:10
    นึกภาพไม่ออกเลยว่าเขาจะรักกันได้ยังไง...เจ็บหัวใจไปหมดแล้วลูก😭
    #3,013
    0
  10. #3009 1443 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 10:30

    ดาร์คมาก ถูกใจฝุดๆ

    #3,009
    0
  11. #2979 kaim123456 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 16:44
    เอ้าาาาา ทำไมบูทำกับเนย์แบบนี้~
    #2,979
    0
  12. #2969 SeWanwi (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 เมษายน 2563 / 21:53
    โอ้ย เจ็บไปทั้งหัวจัยยยยทำไมยังทน
    #2,969
    0
  13. #2952 ลิลลี่ สตาร์ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 เมษายน 2563 / 02:27
    อิบูอิเลว
    #2,952
    0
  14. #2948 nuunaoppo5599 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 19:49
    รู้สึกเหมือนกลับไปอ่านร้ายเดียงสาเอ๊ะยังไง😎
    #2,948
    0
  15. #2917 elle000 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 01:20
    ฮืออออ เจ็บใจ
    #2,917
    0
  16. #2910 Poompong-62442 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 04:19
    แรงมากอะบู ค่ตใจร้าย
    #2,910
    0
  17. #2876 mrkonnsw (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:44

    รู้สึกว่าตัวเองเสพติดความเจ็บปวด 555

    #2,876
    0
  18. #2854 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 มกราคม 2563 / 22:58
    โหบูแรงนะ
    #2,854
    0
  19. #2849 OOHAPINYA (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 มกราคม 2563 / 08:18
    นังบู!!!!!!! ฉันจะเฆี่ยนเทอ!!!!!!
    #2,849
    0
  20. #2841 Jupitersadd (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 มกราคม 2563 / 17:28
    บูรพา โอ้ย
    #2,841
    0
  21. #2814 KYLM_ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 มกราคม 2563 / 06:04
    โอ้ยยยไม่คิดว่าจะเพราะเรื่องนี้ อิบูแงง
    #2,814
    0
  22. #2809 M.S. CRAZY (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2562 / 02:55
    ตอนแรกเฉยๆ ไม่คิดว่าจะมีอะไร เพราะนี่เคยอ่านร้ายเดียวสามาแล้ว แต่พอมาเจอประโยคสุดท้ายคือหายใจเฮือกเลยอ่ะ อยากเข้าไปร่วมวงกระทืบบูอีกคน😂😂😂
    #2,809
    0
  23. #2795 HEART A. (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2562 / 00:38
    อ้ากกกกก
    #2,795
    0
  24. #2794 HEART A. (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2562 / 00:38
    อ้ากกกกก
    #2,794
    0
  25. #2766 pcy921 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 / 23:04
    อมกกกกก
    #2,766
    0