อาคเนย์ - end

ตอนที่ 16 : 15 :: The only one

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 32,775
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,563 ครั้ง
    1 ส.ค. 62




CHAPTER 15

THE ONLY ONE

 

 

ขอโทษสำหรับทุกอย่าง

และขอบคุณที่ทำให้ผมรู้จักกับความรัก

 

 

            เพื่อนที่คณะแนะนำเพลงสำหรับฟังตอนอ่านหนังสือให้มีสมาธิอยู่หลายเพลง พอฟังวนซ้ำไปซ้ำมาจนเบื่อเลยเริ่มหาเพลงใหม่ๆ มาฟังแทน กระทั่งแอพพลิเคชั่นซาวน์คราวด์เปลี่ยนเพลงอัตโนมัติ ผมเลยมีโอกาสได้ฟัง Original Score ของหนังเรื่อง If Beale Street Could Talk เข้า

            ชีวิตคนเราพอต้องทำอะไรเดิมๆ กินอะไรเดิมๆ หรือฟังเพลงเดิมซ้ำๆ ล้วนต่างรู้สึกเบื่อหน่ายเป็นธรรมดา ทว่าเพลงนี้กลับไม่ใช่ความรู้สึกสูตรสำเร็จแบบนั้น เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมได้ฟัง ภาพของใครคนหนึ่งก็มักฉายชัดขึ้นมาในหัว

            ผมได้รู้จักความสวยงามของรัก พอๆ กับที่รู้จักผู้ชายชื่ออาคเนย์

            “เปิดเพลงนี้อีกแล้ว” ร่างบางซึ่งนั่งกดมือถืออยู่ตรงโซฟาบ่นพึมพำ

            “ชอบอ่ะ โรแมนติกดี”

            “ไม่เบื่อบ้างหรือไง”

            “ยัง ยังรักได้มากกว่านี้อีก” ผมหมายถึงทั้งตัวตนของเขาและบทเพลง

            เดือนมกราคมผันผ่าน ชีวิตในแต่ละวันของผมกับไอ้เนย์ก็ไม่มีอะไรพิเศษนัก ทว่าผมกลับรับรู้ถึงคุณค่าในแต่ละวินาทีที่เรายังคงอยู่ด้วยกัน อาจไม่ต้องทำอะไรสุดโต่ง เพราะบางวันก็แค่อยากนอนโง่ๆ อยู่ในห้อง หรือไม่ก็ตื่นขึ้นมากินนมพร่องมันเนยแล้วออกไปเรียน

            ช่วงวัยแห่งความโลดโผนถูกแทนที่ด้วยความเป็นผู้ใหญ่แสนสุขุม พอนึกย้อนกลับไปก็อดขำไม่ได้ว่าทำไมถึงได้หัวร้อนง่ายและใช้ชีวิตเสี่ยงตายซะขนาดนั้น

            “ขอนอนตักได้มั้ย” ผมขยับกายประชิดกับคนตรงหน้า ใบหน้าขาวเงยขึ้นมองครู่หนึ่งก่อนหลับตาลงอย่างช้าๆ เป็นการตอบตกลง

            ชีวิตมันง่ายแค่นี้ แค่นี้จริงๆ

            อาคเนย์ขยับตัวนั่งจนชิดกับโซฟาด้านหนึ่ง แบ่งพื้นที่อีกสามส่วนให้ผม หลังทิ้งตัวนั่งผมจึงค่อยๆ เอนหลังลงนอน หนุนศรีษะลงบนตักของคนตัวเล็ก

            “ถ้าง่วงก็นอน” มันบอกเสียงเอื่อย กดมือถือยุกยิกต่อไปโดยไม่คิดสบตา

            “มึงทำอะไรอยู่”

            “ตอบข้อความไอ้ปราชญ์ แม่งเพิ่งไปก่อเรื่องมา”

            “ยังไง” เนย์ไม่ค่อยเล่าเรื่องของเพื่อนๆ หรือคนรอบตัวให้ผมฟังเท่าไหร่ แต่กับเรื่องของไอ้ปราชญ์ นานทีปีหนถึงจะได้ยิน

            “หักอกสาว” ผมร้องอ้อในใจ ก่อนคนพูดจะขยายความเพิ่มเติม “คนนี้ดีมากเลยนะ”

            “บางทีความดีอาจไม่ใช่เหตุผลหลักของความรักก็ได้” เพราะเรียนรู้ว่าบางความรู้สึกก็ไม่สามารถแจกแจงรายละเอียดปลีกย่อยได้ว่าทำไม นอกจากจะลองกระโจนลงไปในห้วงของความไม่รู้ก่อน ถึงจะเข้าใจมันด้วยตัวเองในเวลาต่อมา

            “คงงั้นมั้ง”

            “มึงต้องไปอยู่เป็นเพื่อนไอ้ปราชญมั้ย”

            “ไปทำไม”

            “เผื่อมันเศร้าไง”

            “สรุปใครเพื่อนไอ้ปราชญ์กันแน่ กูหรือมึง เห็นห่วงมันจัง”

            “เปล่าแค่ถามเฉยๆ” ประโยคต่อมาขาดหาย ผมชั่งใจครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจบอกความจริง “แค่อยากรู้ว่าถ้ามึงไม่ต้องอยู่กับเพื่อน จะเป็นไปได้มั้ยที่มึงจะอยู่กับกู”

            “ที่นั่งอยู่นี่ไม่ได้อยู่ด้วยกันหรือไง”

            “แล้ววันเสาร์ล่ะ มึงว่างมั้ย” คนถูกถามก้มหน้ามอง แต่ไม่ยอมตอบคำนอกจากพยักหน้าให้ “งั้นไปบ้านกูกัน ไปลองขับรถดู”

            “อืม...”

            “เนย์”

            “อะไร”

            “อาคเนย์...”

            “มีอะไรก็พูดมา”

            “กูรักมึง”

            ผมพูดคำว่ารักอย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะผ่านทางคำพูด การแสดงออก สีหน้าและแววตา รวมถึงการกระทำต่างๆ ตรงข้ามกับอีกฝ่ายอย่างสิ้นเชิงตรงที่ไม่ว่าจะยังไง ผมก็ไม่เคยได้ยินคำว่า รักจากอาคเนย์เลย

 

 

 

 

 

 

 

            “สมุดบันทึกกูอยู่ไหน”

            “อยู่ที่กู ลองขับรถเสร็จแล้วจะคืนให้”

            “อืม”

            สมุดบันทึกที่ว่ามีหน้าปกเป็นสีขาว แต่ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนสีไปเล็กน้อยหลังผ่านการใช้งานมาอย่างหนักหน่วง มันมีเจ้าของชื่ออาคเนย์ ทำหน้าที่เป็นเหมือนเครื่องบันทึกความทรงจำ แค่เปลี่ยนจากภาพและเสียงเป็นตัวหนังสือเท่านั้น

            พี่หมอแนะนำว่าควรมีการบันทึกจำนวนครั้งของการทดลอง รวมถึงสังเกตอาการและความรู้สึกหลังผ่านสภาวะที่ยากลำบาก ดังนั้นนี่จึงเป็นหน้าที่ของไอ้เนย์ที่ต้องถ่ายทอดมันออกมาเพื่อให้จิตแพทย์ได้หาแนวทางการรักษา

            “เนย์ แล้วนั่นมึงจะไปไหน รถอยู่นี่” ในทุกๆ สุดสัปดาห์ของการกลับบ้าน ทั้งผมและอาคเนย์จะใช้เวลาช่วงสองหรือสามชั่วโมงแรกไปกับการช่วยแม่เตรียมอาหารและนั่งทานข้าวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา

            เมื่อท้องอิ่มจึงค่อยเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอย่างอื่นตามตารางที่แพลนไว้ ทว่าตอนนี้ไอ้ตัวเล็กกลับไม่ยอมเดินขึ้นรถ แต่กลับสาวเท้าไปอีกทางส่งผลให้ผมต้องตะโกนทักท้วงด้วยความสงสัย

            “กลับบ้าน”

            เจ้าตัวตอบกลับด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น ขณะสองเท้ายังไม่หยุดเคลื่อนไหว

            บ้านหลังข้างๆ ซึ่งเป็นความทรงจำตั้งแต่เด็กจนโตของไอ้เนย์อยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว แต่สภาพที่เห็นในตอนนี้ไม่เหมาะจะเดินเข้าไปด้วยซ้ำ

            “บ้านหลังนี้มีคนซื้อไปแล้ว มึงเข้าไปถือว่าบุกรุกนะ”

            “เหรอ” มันหันหน้ามาพลางฉีกยิ้มกวนๆ ใส่ “แล้วไงอ่ะ”

            “ได้เหรอวะ!

            เห็นทีจะไม่ทัน ในเมื่อมันได้ทำการปีนป่ายรั้วจนสามารถเข้าไปภายในพื้นที่ดังกล่าวได้สำเร็จ แต่จะให้ผมยืนอยู่ด้านนอกก็คงทำไม่ได้เลยร่วมด้วยช่วยกันกระทำความผิด รีบปีนรั้วตามขึ้นไปในที่สุด

            สนามหญ้าหน้าบ้านที่เคยเขียวชอุ่มบัดนี้แห้งระแหง ผลัดเปลี่ยนจากสีเขียวกลายเป็นเหลืองอมน้ำตาลเนื่องจากไม่มีคนคอยรดน้ำดูแลเหมือนในอดีต

            “มานั่งนี่สิ” อาคเนย์ไม่ต่างจากเด็กน้อยในวันวาน มันวิ่งวนไปรอบๆ อยู่พักหนึ่งก่อนจะนั่งจุมปุ๊กอยู่ตรงพื้นหญ้า พลางใช้มือตบพื้นปุๆ เป็นการเชิญชวน

            ผมไม่เคยขัดมันได้อยู่แล้วเลยทิ้งตัวลงนั่งข้างคนตัวเล็ก กวาดสายตามองพื้นที่โดยรอบ บ้านหลังนี้เปลี่ยนแปลงไปมากหลังไม่มีคนอาศัยมาหลายปี แม้จะมีเจ้าของใหม่ซื้อไปแล้วแต่ผมก็ไม่เคยเห็นพวกเขาย้ายเข้ามาจัดการหรือทำความสะอาดเลยสักครั้ง

            “คิดถึงบ้านหลังนี้เหรอ” ริมฝีปากเปล่งคำถาม

            “ก็ไม่ได้เข้ามานานแล้ว ปกติเวลามากินข้าวบ้านมึงทีไรกูก็ไม่เคยแวะมา”

            “เมื่อก่อนแม่มึงปลูกดอกไม้ไว้หน้าบ้านด้วยกูจำได้” ควาทรงจำอันสวยงามผุดเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ “ส่วนมึงก็ชอบวิ่งเล่นอยู่แถวนี้”

            “จำแต่ของกู มึงก็ชอบเอาบอลมาเตะตรงสนามหน้าบ้านกูบ่อยๆ ไม่ใช่หรือไง”

            “ก็มึงบอกว่าเล่นได้ ตกใจสุดคือเผลอทำกระจกห้องนั่งเล่นแตกไปสองบานเลย”

            “สาม”

            “หืม”

            “สามบาน รวมที่มึงเอาหัวโหม่งลูกบอลฉลองปิดเทอมด้วย”

            “จำโคตรแม่น”

            “จะให้ลืมได้ไงวะ แม่เล่นด่าจนหูชาที่ไม่ยอมห้ามมึง กูนี่ผิดทั้งขึ้นทั้งล่อง” คิดถึงตอนนั้นแล้วก็อดหัวเราะตามไม่ได้ เออว่ะ ปัญหามันเกิดจากผมแต่ไอ้เนย์จะต้องตามเช็ดตามล้างทุกครั้งไป นึกๆ ดูแล้วชีวิตของผมล้วนมีมันอยู่ในทุกช่วงของวัยเด็กจนโตเป็นวัยรุ่นจริงๆ

            “กูนึกว่ามึงจะลืมทุกอย่างที่เกี่ยวกับกูไปแล้วซะอีก”

            “ถ้าความทรงจำมันลืมง่าย คงไม่มีใครเจ็บปวดเพราะมันหรอก” คนพูดค่อยๆ เอนตัวลงนอนอย่างช้าๆ ปล่อยให้เส้นผม แผ่นหลัง และร่างกายสัมผัสกับพื้นหญ้าแห้ง สายตาทอดมองไปยังท้องฟ้านิ่งงัน “แต่ก็ดีที่อย่างน้อยกูก็เคยทำเรื่องบ้าบอไปกับมึง”

            “เนย์ ขอถามมึงหน่อยได้มั้ย” ผมยังอยู่ในท่านั่งขัดสมาธิ ภาพสะท้อนจากดวงตาถูกอีกฝ่ายดึงดูดไปทั้งหมด

            “อืม”

            “ตอนที่เรายังเป็นเพื่อนกัน มึง...รักอะไรในตัวกู” แม้รู้ว่าโลกในวัยมัธยมไม่ได้กว้างมากก็จริง แต่ถึงยังไงเราก็ต้องเจอกับคนที่ถูกใจมาไม่มากก็น้อย ผมเลยอยากรู้ว่าทำไมถึงต้องเป็นบูรพาที่อาคเนย์หลงรัก ทั้งที่ผมเองนั้นก็ไม่ได้มีอะไรที่ดีเหนือคนอื่นเลย

            “ต้องตอบว่ายังไงดี” เปลือกตาสีอ่อนปิดลง คล้ายกับไม่ต้องการให้ผมรับรู้ถึงความรู้สึกซึ่งอาจฉายสะท้อนให้เห็น“คงเป็นความคิดแบบเด็กๆ นั่นแหละ”

            “...”

            “มึงเป็นเพื่อนสนิท มึงเข้าใจกูทุกอย่าง เวลามีปัญหาอะไรถึงแม้ช่วยแก้ไขไม่ได้แต่ก็ไม่เคยหายไปไหน กูตกหลุมรักน้ำเสียง สีหน้าท่าทาง ความใส่ใจ ทุกอย่างที่เป็นมึงกูรักหมด”

“...”

“ความจริงแค่รักต่อให้มึงมีข้อเสียเป็นร้อยกูก็ยังมองว่ามันสวยงามอยู่ดี”

“ขอบคุณนะเนย์”

“ขอบคุณทำไม ความคิดแบบนั้นก็อยู่ได้แค่ตอนมัธยมเท่านั้นแหละ”

“แต่คงไม่ใช่กับกู” เมื่อวันหนึ่งที่ความรู้สึกของคนสองคนกลับตาลปัตร ไอ้เนย์เคยรัก ส่วนผมเพิ่งมารัก ผิดแค่ว่าจังหวะและโอกาสกลับไม่ตรงกันสักที

คนตัวเล็กไม่มีปฏิกิริยาใดตอบสนองนอกจากนอนหลับตานิ่ง ปล่อยให้ความเงียบได้ทำหน้าที่ของมัน ไม่รู้หรอกว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่สำหรับผม ช่วงเวลาที่ได้นั่งมองใบหน้าขาวสะอาดอยู่ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องฝืนใจอะไร

นาฬิกาข้อมือบ่งบอกว่าเวลาได้ผ่านไปเกือบยี่สิบนาทีแล้ว ทุกอย่างยังคงไร้ความเคลื่อนไหว ดูเหมือนไอ้เนย์จะจมลงสู่ภวังค์ พาตัวเองเข้าไปวิ่งเล่นในความฝันจนเผลอละเมอชื่อผมผะแผ่ว

“บู...บู...”

“มึงเป็นอะไรมั้ย” ผมอดไม่ได้เอื้อมมือไปเขย่าแขนอีกฝ่ายเบาๆ เป็นการปลุก

เปลือกตาสองข้างลืมขึ้น ดวงตาใสเคลือบหยดน้ำตาจนหัวใจสะท้าน หลังได้สติก็ไม่มีประโยคใดจากเจ้าตัวตอบกลับอีกนอกจากเม้มปากแน่นพลางลุกขึ้นยืน สองมือปัดเศษหญ้าตามกางเกงออกพัลวัน“ไปกันเถอะ”

            “เมื่อกี้โอเคใช่มั้ย มึงฝันร้ายหรือเปล่า”

            “เปล่า กูไม่ได้ฝันร้าย แค่หลับตาเฉยๆ แล้วก็จินตนาการ...แต่บังเอิญที่มันดันเป็นเรื่องของมึง”

            “แย่มากเลยเหรอวะ”

            คนฟังส่ายหัว ฉับพลันนั้นใบหน้าเรียบเฉยก็ค่อยๆ เผยรอยยิ้มให้เห็น

            “มันคือเรื่องที่ดี”

            ไม่ปล่อยให้ผมถามต่อกายบางรีบย่ำเท้าไปยังประตูรั้วไอ้เนย์เป็นคนคิดเร็วทำเร็ว บางครั้งผมก็ตามมันไม่ค่อยทันเท่าไหร่หรอกนอกจากวิ่งตามตูดเจ้าตัวต้อยๆ เหมือนเด็ก ผมชอบอาคเนย์ที่เป็นแบบนี้นะ ไม่เศร้าซึมกับทุกอย่างบนโลกตลอดเวลา ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความเกลียดชัง รู้จักยิ้มและหัวเราะจากใจจริงที่สำคัญยังรู้จักการให้อภัยตัวเองเมื่อเผลอทำผิดพลาดไปบ้าง

            ผมเองก็เช่นกัน...

            รถยนต์จอดสนิทบริเวณหน้าบ้าน เราหยุดยืนอยู่ตรงประตูฝั่งคนขับ

“เดี๋ยวรอกูปรับเบาะก่อน” ปกติผมจะเป็นฝ่ายเตรียมความพร้อมทุกอย่างให้ไอ้เนย์ก่อนเสมอ ซึ่งการขับรถทุกครั้งเราจะนั่งซ้อนกันอยู่บนเบาะตัวเดียวเพราะไม่มีความกล้าพอที่จะปล่อยให้คนตัวเล็กมาเสี่ยง

            “บู...” แต่มือบางกลับเลื่อนมาจับต้นแขน ส่งสายตาบางอย่างซึ่งอ่านไม่ออกมาให้

            “หืม”

            “อยากลอง” ไอ้เนย์พูดอย่างหนักแน่น

            “หมายถึงอะไร กูไม่เข้าใจ”

            “กูอยากลองขับเอง”

            “ไม่ได้ มันอันตราย เกิดมึงเป็นอะไรขึ้นมากูจะทำยังไง”

            “ที่ผ่านมากูก็ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ หนิ”

            “มันยังไม่ถึงขั้นที่จะปล่อยมึงได้ รอก่อนได้มั้ย” หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่ยอมหรอก ผมพยายามนึกถึงหลักจิตวิทยาที่พอจะใช้ในการพูดกับคนไข้มากมาย ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยเสียงของคนตรงหน้าก็แทรกขัดซะก่อน

            เนย์รู้ดีว่าผมคิดอะไร รู้ว่าผมกลัวแค่ไหน มันถึงได้ทำอย่างนี้

            “ถ้ามัวแต่รอแล้วเมื่อไหร่จะได้ทำล่ะ กูคิดว่าวันนี้ตัวเองพร้อมมากแล้ว”

            “มึงเชื่อกูเถอะ อย่าเพิ่งเลย”

            “แล้วมึงเคยเชื่อใจกูสักครั้งมั้ย”

            ผมพูดไม่ออก อาจจะจริงที่ผมรักเขามากเกินไปจนหลงลืมความเชื่อใจไปจนหมด อึดอัดเหมือนกันที่ในหัวเอาแต่คิดย้อนแย้งไปมา ผมอยากให้อาคเนย์หลุดพ้นจากความทรมาน แต่ขณะเดียวกันก็ยังกลัวว่าเขาจะไม่พร้อมกับการเผชิญหน้าด้วยตัวเอง

            ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาอาคเนย์มีบูรพามาตลอด พอวันหนึ่งได้ยินว่าเขาจะสู้มันด้วยตัวเองเลยอดเป็นห่วงไม่ได้

            “บู ตอนกูล้มมึงช่วยพลิกจักรยานกูขึ้นมา มึงคอยดันเบาะแล้วตะโกนบอกให้กูปั่นไปข้างหน้าด้วยตัวเอง และเพราะกูรู้ดีไงว่ายังไงมึงก็จะอยู่ตรงนี้ กูเลยไม่กลัวอะไรอีก”

            “อืม” คงถึงเวลาแล้ว ผลจะเป็นยังไงคิดว่าเขาคงยอมรับมันได้ทั้งหมด ผมเองก็ควรคิดแบบนั้นด้วย “มาลองดูสักตั้งเถอะ”

            ผมอยากเชื่อใจเขาให้มากกว่านี้ เหมือนที่เขาเองก็เชื่อใจยอมย้ายมาอยู่ด้วยกัน ทั้งที่ชาตินี้เราไม่จำเป็นต้องเจอกันก็ได้

            “ต้องเปิดกระจกรถไว้ตลอดนะ” ทันทีที่คนตรงหน้าแทรกตัวเข้าไปภายในรถ ผมไม่ลืมเอ่ยกำชับตามหลัง อย่างน้อยความปลอดภัยก็ต้องมาก่อนเสมอ

            เบาะรถถูกปรับให้เข้ากับผู้ขับขี่ กระจกถูกลดระดับลง อาคเนย์คาดเข็มขัดนิรภัยอย่างแน่นหนา โดยมีผมยืนมองอยู่ด้านนอก รอจนวินาทีที่มือติดสั่นน้อยๆ เลื่อนไปกดปุ่มสตาร์ทระบบอวัยวะในร่างกายของผมก็เหมือนถูกเปิดสวิตช์ไม่ต่างจากเครื่องยนต์ซึ่งกำลังทำงาน

            จังหวะการเต้นของหัวใจรัวกระหน่ำ การหายใจเริ่มถี่กระชั้น สองเท้าสั่นเทายืนแทบไม่มั่นคง นี่คืออาการที่อาคเนย์มักแสดงให้เห็นเมื่อนั่งหลังพวงมาลัย ทว่าตอนนี้ผมกลับเป็นซะเอง

            “มึงกลัวเหรอ” คนตัวเล็กหันมาถาม ไม่รู้ว่าตอนนี้สีหน้าของผมซีดเผือดขนาดไหน แต่ก็ยังทำใจดีสู้เสือเอ่ยบอกให้คนฟังสบายใจ

            “ไม่หรอก มึงนั่นแหละโอเคใช่มั้ย”

            “อืม” ใบหน้าขาวเรียบนิ่ง สองมือซึ่งจับพวงมาลัยไม่สั่นอีกแล้ว มีเพียงดวงตาคู่สวยเท่านั้นที่ไม่เคยโกหก ยังคงมีความกลัวปะปนอยู่ในนั้น

            คงไม่ทันแล้วใช่มั้ยหากจะบอกให้เขาหยุด ดังนั้นการเดินหน้าจึงเป็นทางเดียวที่เหลืออยู่

            “ตอนที่ปล่อยรถให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่าเพิ่งเหยียบนะ ปล่อยมันไปเรื่อยๆ กูจะเดินตามเอง” ไอ้เนย์พยักหน้าเข้าใจกระทั่งเท้าขวาละจากเบรกล้อรถยนต์ทั้งสี่ก็เริ่มเคลื่อนไปข้างหน้า

            “โฟกัสถนนด้วย”

            คนบนเบาะกัดปากตัวเองแน่นจนเลือดซิบ เข้าใจแล้วว่าต้องทรมานมากแค่ไหนในการเผชิญหน้ากับความกลัว ผมย่างเท้าให้เร็วขึ้นตามรถ สายตามองเข้าไปยังคนขับเพื่อสังเกตสีหน้าท่าทางไปพร้อมกัน

            “นั่นแหละดีแล้ว” คำชมเชยถูกส่งตรงให้คนตัวเล็ก

            เบื้องหน้าเป็นถนนภายในหมู่บ้าน โชคดีที่เวลานี้ไม่มีรถผ่านไปผ่านมาแม้แต่คันเดียว ความกังวลจึงถูกตัดทิ้งไปแล้วเรื่องหนึ่ง เมื่อระยะทางโดยคร่าวซึ่งกะจากสายตาผ่านไปแล้วประมาณหนึ่งร้อยเมตร คำสั่งที่สองจึงถูกส่งต่อ

            “คราวนี้ลองเหยียบคันเร่งดู รักษาระดับไว้ไม่เกิน 30กม./ชม. ไหวมั้ย”

            “จะ...จะลองดู”

            เหงื่อเริ่มผุดพรายตามกรอบหน้าเล็ก ไอ้เนย์พูดเสียงกุกกัก แต่ทั้งสายตา สองมือ และเท้าขวายังคงทำงานประสานกันเป็นอย่างดี

            ความเร็วของรถเพิ่มขึ้น สองเท้าของผมเปลี่ยนจากเดินเป็นวิ่ง ทุ่มความสนใจทั้งหมดไปยังเขา

            “เก่งมากอาคเนย์”

            “กู...”

            “เป็นอะไรมั้ย ถ้าไม่ไหวมึงหยุดได้นะ” เอ่ยพูดปนหอบจบอีกฝ่ายกลับส่ายหัว

            “กูคิดว่ากูทำได้ กูไม่กลัวอีกแล้ว กูไม่กลัวอีกแล้ว...มึงเชื่อใจกูใช่มั้ย” อาคเนย์หันหน้ามาประสานสายตากับผมเพียงเสี้ยววินาทีก่อนเปลี่ยนไปจดจ่อกับภาพตรงหน้าต่อ ทว่าผมรู้ดีเขายังรอฟังคำตอบจากผมอยู่

            “กูเชื่อมึง”

            “งั้นกูขอก้าวไปข้างหน้าด้วยตัวเองได้มั้ย”

            “ได้แล้วล่ะ...”

            สิ้นสุดประโยคนั้นรถยนต์ซึ่งขับคู่ขนานกับการวิ่งของผมก็ถูกเร่งความเร็วขึ้นจนทิ้งระยะห่างระหว่างเราทั้งคู่ ผมวิ่งตามหลังรถ วิ่งจนกว่าจะไม่ไหวและหมดแรง

            ไกลขึ้น ไกลขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มตามไม่ทัน

“นั่นไง ทำได้แล้ว!” ผมตะโกนตามหลัง ซึ่งเป็นประโยคเดียวกับที่เคยบอกกับเขาเมื่อครั้งยังเด็ก อาคเนย์กำลังเติบโตไปอีกขั้นหลังจากต้องเจ็บปวดจากการล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายครั้ง

            ขอบคุณจริงๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

ผมสอนเขาปั่นจักรยาน

ผมสอนเขาขับรถยนต์

แต่เขาสอนผมมากกว่านั้น

สองเท้ายังคงวิ่งย่ำไปข้างหน้า ภาพต่างๆไหลวนในหัวไม่ว่าดีหรือร้าย น้ำตามากมายไหลอาบดวงตา จำไม่ได้แล้วว่าเคยร้องไห้หนักที่สุดตอนไหน มันมากมายจนนับครั้งไม่ถ้วนทว่านี่คือครั้งแรก...

ครั้งแรกที่ร้องไห้ออกมาเพราะความดีใจ

ผมมาส่งเขาถึงจุดหมายแล้ว

บูรพามาส่งอาคเนย์ตามสัญญาแล้ว

มีคำถามหนึ่งผุดขึ้นในหัว หากอาคเนย์ต้องจากไป วันใดวันหนึ่งเขาจะกลับมาหาผมมั้ย

 

 

 

 

 

 

 

            อาคเนย์ใกล้เรียนจบปีสาม ส่วนผมต้องเตรียมตัวสำหรับชีวิตปีห้าที่โคตรจะอาศัยความทรหดมหาศาล เราเลยไม่ค่อยมีเวลาออกไปข้างนอกเท่าไหร่นอกจากเจอกันในช่วงเย็น ส่วนช่วงสุดสัปดาห์หากมีเวลาพอผมก็จะพาเขาไปที่บ้านเพื่อฝึกขับรถ จนช่วงหลังมานี้เขาสามารถขับรถไปรับส่งผมจากบ้านถึงคอนโดได้

            ไม่น่าเชื่อว่าวันหนึ่งทั้งผมและเนย์จะสลัดทิ้งความทรมานในอดีตไปได้ด้วยกัน ไม่มีใครต้องฝันร้าย ไม่มีใครต้องเจ็บปวดและติดแหงกกับความทรงจำย่ำแย่ในวันวาน แต่ละวันที่ผันผ่านจึงมีแต่การเริ่มต้นและเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่

            “บู ทำไมวันนี้กลับเร็วจังวะ”

            ประตูห้องเปิดออก ฉุดให้ผมรีบหันไปมองยังต้นเสียง ก่อนจะเห็นไอ้เนย์พยายามถอดรองเท้าไว้ตรงชั้นวาง ส่วนผมกำลังแยกเสื้อผ้าที่เพิ่งได้รับจากแม่บ้านออกมาจัดระเบียบ ของไอ้เนย์อยู่ตะกร้าสีฟ้า ส่วนของผมเป็นสีขาว ตัวไหนที่รีดแล้วจะถูกแขวนไว้บนไม้แขวนเสื้อเสร็จสรรพ เหลือก็แค่จับยัดใส่ตู้

            ไอ้เนย์มีเสื้อช็อปวิศวะสองตัว หนึ่งคือที่มันใส่อยู่ กับสองอยู่ในมือผม

            “เพื่อนมันไม่ได้นัดไปไหนต่อเลยแยกย้ายอ่ะ มึงกินไรมายัง”

            “ยังเลย”

            “งั้นออกไปกินข้างนอกมั้ย หรือจะสั่งรูมเซอร์วิสดี”

            “โทรสั่งก็ได้ วันนี้เหนื่อยว่ะ ไม่อยากออกไปไหนเท่าไหร่”

            “โอเค งั้นขอกูเอาผ้าไปเก็บก่อนเดี๋ยวจัดการให้”

            “ไม่ต้องๆ เอาของกูมานี่ ส่วนมึงก็เก็บของตัวเองไป” ผมพยักหน้าเข้าใจ ยื่นเสื้อผ้าบนไม้แขวนส่งให้คนตัวเล็ก ก่อนแยกย้ายห้องใครห้องมัน

            ด้วยช่วงหลังมานี้เราไม่มีเวลาทำอาหารง่ายๆ ทางออกจึงมีแค่การโทรสั่งเท่านั้นเพราะค่อนข้างสะดวกและมีเวลาสำหรับทำอย่างอื่นเพิ่มขึ้น

            “ใกล้จบเทอมนี้แล้ว คิดหรือยังว่าจะไปฝึกงานที่ไหน” บทสนทนาบนโต๊ะกินข้าวเริ่มขึ้น เด็กวิศวะส่วนใหญ่ก็มักมีบริษัทที่ตัวเองอยากหาประสบการณ์เยอะแยะไปหมด แต่ผมคิดว่าไอ้เนย์อาจจะอยากได้บริษัทใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ มากกว่า

            “ตอนนี้ยังไม่ชัวร์ กูส่งใบสมัครไปหลายที่อยู่เหมือนกัน”

            “ใกล้จะได้เป็นนายช่างใหญ่แล้ว”

            “ตอนนี้ไม่ได้อยากเป็นนายช่างสักหน่อย”

            “โอเคมึงอยากเป็นอาจารย์ แต่นึกๆ ดูก็ใช้เวลาหลายปีเลยนะกว่าจะทำสำเร็จ”

            “กูไม่ได้สนใจแค่ปลายทางสักหน่อย ระหว่างทางก็ยังมีอะไรให้ทำอีกเยอะ ว่าแต่มึงเถอะ จบหมอแล้วจะเอายังไงกับชีวิตต่อ” อาคเนย์โยนคำถามกลับมายังผม

            “ก็...คิดว่าหลังใช้ทุนเสร็จจะกลับมาเป็นหมอที่โรงพยาบาลมหาลัยน่ะ ที่นี่มีเคสยากๆ เยอะเลย อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มบ้าง แต่ถ้ามีพลังเหลืออยู่ก็คงตั้งหน้าตั้งตาเรียนต่อ”

            “อนาคตถึงแม้จะวางแผนไว้แล้วแต่อะไรก็ไม่แน่นอน วันนี้มึงอาจชอบอย่างหนึ่ง วันข้างหน้าก็อาจจะเปลี่ยนใจ ถึงตอนนั้นไม่ต้องคิดหรอกว่าต้องทำยังไง แค่เลือกในสิ่งมึงมีความสุขก็พอ”

            “มึงก็เหมือนกัน”

            บทสนทนาบนโต๊ะอาหารจบลง ชีวิตเรียบง่ายยังคงดำเนินต่อ หนึ่งวันไม่มีอะไรตื่นเต้นมากนักแต่ผมมีความสุข มีความสุขดีที่ได้ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ในหนึ่งวันและทำมันสำเร็จ เช่น การล้างจาน ไม่ก็จัดโต๊ะหนังสือ

            “เนย์ นอนหรือยัง” หรือแม้แต่ตอนดึกผมก็ไม่ได้ต้องการอะไรมาก แค่เคาะประตูห้องเขา ทำเสียงอ้อนๆ เหมือนที่เคยทำจากนั้นก็ก้าวเท้าไปประชิดกับขอบเตียงที่ซึ่งมีคนตัวเล็กนอนหันหลังอยู่ตรงนั้น

            “มีอะไร”

            “คืนนี้ขอนอนกอดมึงได้มั้ย”

            “ฝันร้ายเหรอ” กายบางพลิกตัวกลับมา ความมืดทำให้ผมมองไม่เห็นสีหน้าของเขา แต่ถ้าจับจากน้ำเสียงเรียบนิ่งก็พอจะรู้ว่ามันไม่ได้โกรธที่ผมเข้ามาทำลายความสงบสุขถึงในห้อง

            “เปล่า แค่อยากนอนกอดมึง”

            “แล้วถ้ากูไม่อนุญาตล่ะ”

            “ก็ไม่ว่าอะไร”

            “กูจะได้อะไรตอบแทนบ้าง คำขอนี่มึงได้อยู่ฝ่ายเดียว”

            “พรุ่งนี้กูล้างจานเอง”

            “โอเค ดีล” ผมแทบหลุดหัวเราะหลังได้ยินคำว่า ดีลอย่างชัดถ้อยชัดคำ

            อาคเนย์ขยับตัวไปอีกฟากหนึ่งของเตียงเพื่อให้ผมสามารถคลานตามขึ้นมาขอแชร์พื้นที่ที่เหลือบนเตียงมีหมอนสองใบ แต่ผมกลับพยายามเบียดเบียนคนตัวเล็กด้วยการขอแชร์หมอนใบเดียวกับเขา

            เราใกล้กันจนรับรู้ได้ถึงลมหายใจ มันเลยอดไม่ได้รั้งร่างบางเข้ามาในอ้อมแขน กลิ่นของเขา ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านทุกตารางผิว กับเส้นผมนุ่มนิ่มชวนสัมผัส ทุกอย่างรวมกันเป็นอาคเนย์ คนที่ผมหลงรักจนหัวปักหัวปำ

            “เนย์...กูรักมึง”

            ประโยคเดิมๆ พร่ำบอกกับคนเคียงข้างนับครั้งไม่ถ้วน ทว่าที่ผ่านมาผมไม่เคยได้ยินคำว่ารักตอบกลับสักครั้ง

            “ที่มึงเคยพูดว่าวันหนึ่งกูจะเจอคนที่ใช่ ไม่รู้หรอกนะว่าอนาคตจะเป็นยังไง แต่กูอยากแต่งงานกับใครคนหนึ่งที่รักจริงๆ”

            “...”

            “อยากอยู่กับเขา ใช้ชีวิตเรียบง่ายไปด้วยกันจนแก่ แล้วแต่ละวันก็ไม่ต้องทำอะไรมาก หลังกลับจากงานเราแค่นั่งกินข้าวเย็นด้วยกัน ดูทีวีรายการสนุกๆ สักชั่วโมง จากนั้นก็เข้านอนบนเตียงหลังเดียวกัน”

            “...”

            “กูแค่อยากกอดเขา กดจูบบนหน้าผาก เอ่ยบอกรักด้วยประโยคซ้ำซากแต่เขาก็ยินดีจะฟังมันอย่างไม่เบื่อหน่าย” เมื่อนึกถึงอนาคตวันข้างหน้าทีไร ชีวิตผมก็มีความหวังส่องสว่างขึ้นมาเสมอ “กูไม่อยากมีลูกแต่อยากอยู่กับเขาคนนั้นสองคน ไม่ต้องรวยจนซื้อของแพงได้ไม่จำกัด ขอแค่อยู่ในห้องหรือบ้านหลังเล็กๆ ก็มีความสุขแล้ว”

            “หวังน้อยจังวะ” หลังได้ยินความฝันจากเบื้องลึกของผม น้ำเสียงอู้อี้ของอาคเนย์ก็แทรกขึ้น

            “ไม่น้อยหรอก จริงๆ หวังมากไปด้วยซ้ำ เพราะเป็นสิ่งที่ได้มายากที่สุด”

            “...”

            “เนย์ มันจะต้องมีวันนึงที่มึงตัดสินใจไปจากกูใช่มั้ย” ผมพูดพลางกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ไม่อยากปล่อยเลย...

            “กูยังมีความฝันที่ต้องทำอีกเยอะเลยบู แต่ถ้าวันนึงที่กูรู้สึกว่าเรื่องของมึงเป็นความฝันที่กูอยากทำมากที่สุด เราอาจกลับมาเจอกันก็ได้”

            “รอนะ” ไม่ได้ขอให้สัญญา แต่แค่อยากบอกกับเขาอย่างที่ใจรู้สึกจริงๆ

            “อย่ารอเลย”

            “กูจะรอ ถึงแม้วันนั้นมึงจะเจอคนที่มึงรักกูก็ไม่เป็นไร”

            เพราะรู้แล้วว่าความสุขที่แท้จริงของตัวเอง มันคือการที่ได้เห็นคนที่รักยังยิ้มได้มากกว่า

 

 

 

 

 

 

 

            กลางเดือนมิถุนายนอากาศยังคงร้อนอบอ้าวเพราะฝนไม่ตก

            ผมตื่นขึ้นมาในตอนเช้า บิดขี้เกียจอยู่บนเตียงครู่ใหญ่ก่อนลากสังขารพาตัวเองไปยังห้องน้ำ จัดการล้างหน้า แปรงฟัน พร้อมกับเลือกเสื้อกาวน์สั้นที่อยู่ในตู้ขึ้นมาสวม

            อาหารเช้ายังไม่ได้เตรียม แต่มันคงเป็นอะไรง่ายๆ ที่ผมและไอ้เนย์ชอบนั่นแหละ

            แกรก!

            ประตูห้องถูกผลัก ภาพแรกที่เห็นคือร่างบางของใครคนหนึ่งซึ่งอยู่ในชุดไปรเวทกำลังยืนรออยู่ตรงห้องนั่งเล่น ความจริงมันคือภาพเดิมๆ ที่ผมมักเห็นเป็นประจำ ทว่าครานี้แตกต่างกว่าทุกวันตรงที่ข้างกายของเขามีกระเป๋าเดินทางใบหนึ่งวางอยู่ด้วย

            กระเป๋าใบเดิมกับที่อาคเนย์ลากเข้ามาในห้องเมื่อหนึ่งปีก่อน

            “เนย์ เอากระเป๋าออกมาทำไม” คิดไม่ออก คำถามเดียวที่ส่งถึงเขาได้คงมีแค่นี้

            “กูจะไปฝึกงาน”

            “ที่ไหน” เสียงเริ่มสั่นเครือ ขอบตาร้อนผ่าว

            “สิงคโปร์”

            “ต้องไปไกลขนาดนั้นเลยเหรอ”

            “ใช่แล้ว”

            น้ำตาร้อนๆ ไหลลงมาอย่างกลั้นไม่อยู่ คนตัวเล็กก็เช่นกัน

            “แล้วจะกลับมาเมื่อไหร่”

            “ไม่รู้สิ แต่คิดว่าตอนนี้...คงต้องไปสักที”

            “...”

            “มึงให้กูไปได้มั้ยบู”

            เพิ่งเข้าใจแล้วว่าร้องไห้โดยไม่มีเสียงสะอื้นเป็นยังไง มันราบเรียบ ไม่ได้ฟูมฟาย แม้มีความเจ็บปวดปะปนอยู่เล็กน้อยทว่าสิ่งที่เป็นอยู่นี้ขับเคลื่อนด้วยความเข้าใจ

            ผมไม่รู้หรอกว่าจะมอบอะไรให้เขาได้ นอกจากรอยยิ้มและคำอวยพร

            “ได้สิ โชคดีนะ”

            “เหมือนกัน ขอบคุณสำหรับที่ผ่านมา”

            “เนย์ กูรักมึง”

            และผมไม่เคยได้คำตอบจากเขา จวบจนกระเป๋าล้อลากครูดไปกับพื้นห้อง ร่างของใครคนหนึ่งก็ค่อยๆ เดินห่างออกไป หนึ่งเซนติเมตร สองเซนติเมตร สามเซนติเมตร...

            สิ่งสุดท้ายที่ได้รับก่อนปิดประตูลง นั่นคือรอยยิ้มทั้งน้ำตาของอาคเนย์

แข้งขามันอ่อนแรงจนทรงตัวไม่อยู่ ผมทรุดตรงลงตรงโซฟา ซบหน้าลงกับฝ่ามือแล้วใช้เวลาทั้งหมดไปกับการร้องไห้ เขาจากไปแล้ว แต่อย่างน้อยความทรงจำระหว่างเราก็ยังอยู่ และผมไม่เสียใจที่มันเคยเกิดขึ้น

เพลง If Beale Street Could Talk บรรเลงขึ้นในหัว เพลงเดิมที่มักฟังเพื่อนึกถึงเขา

อาคเนย์ไม่ได้จากไปตัวเปล่า

แต่ทิ้งข้อความบางอย่างเอาไว้ เป็นสมุดบันทึกเล็กๆ เล่มแสนคุ้นตา ผมหยิบมันขึ้นมาเปิดอ่านด้วยมือสั่นเทา

แค่เห็นแว๊บแรกก็รู้ได้ในทันทีว่าสิ่งนี้มีไว้สำหรับบันทึกความรู้สึกของอีกฝ่ายหลังต้องเผชิญหน้ากับการขับรถด้วยตัวเอง

            บันทึกแต่ละหน้าคือจำนวนครั้งที่เขาต้องต่อสู้กับความทรมาน ตัวหนังสือมหาศาลจึงถ่ายทอดทุกอย่างทั้งหมด ผมเปิดอ่านทีละหน้าแม้สายตาจะพร่ามัวเต็มที ยิ่งอ่านก็ยิ่งเข้าใจทุกอย่างถ่องแท้ ทุกเสี้ยวของอาคเนย์ที่ไม่เคยบอก ไม่เคยอธิบาย วันนี้ผมรับรู้มันทั้งหมด

            กระทั่งเปิดมาที่หน้าหนึ่ง หน้าที่ฉุดให้ผมจมจ่อมอยู่เนิ่นนาน

            วันที่อาคเนย์ขับรถได้ครั้งแรก

 

            ร้องไห้หนักที่สุดในชีวิต น้ำตาไหลไม่หยุด มันไม่ได้เกิดจากความเสียใจแต่เป็นความดีใจท่วมท้น

          แขนและขาสั่นเทา กัดปากจนได้กลิ่นคาวเลือด น้ำตามากมายไหลอาบน้ำ แต่ยังไม่ยอมหยุดรถ ตรงข้ามกลับเหยียบคันเร่งขึ้นอีกนิดเพื่อจะได้ไปให้ไกลกว่าเดิม

          ไม่มีความกลัวอยู่ในใจอีกแล้ว มีแต่ความภูมิใจที่สามารถผ่านเรื่องยากที่สุดไปได้อีกเรื่อง

          ด้านหลังกระจกมองเห็นใครคนหนึ่งอยู่ตรงนั้น ถึงระยะทางระหว่างเราจะห่างออกไปเรื่อยๆ แต่ก็จำได้ดี นั่นรักแรกของผม เพื่อนคนแรก คนที่เป็นทุกอย่างตั้งแต่เด็กยันโต

          เขาสอนผมปั่นจักรยาน สอนผมขับรถยนต์ สอน...ให้รู้ว่าความรักสามารถเกิดขึ้นได้ซ้ำๆ แม้เราจะบอกว่าเลิกศรัทธากับมันไปนานแล้วก็ตาม

          ครั้งหนึ่งผมเคยตั้งคำถามว่าคนเราจะสามารถกลับมารักคนคนเดิมที่เคยรักได้มั้ย ตอนนี้คงได้คำตอบแล้ว...

          ผู้ชายที่ชื่อบูรพา

          รู้คำตอบของคำถามนี้ดี เพราะเรามักใจตรงกันเสมอ

           

            ข้อความจบลงเพียงเท่านี้

ผมร้องไห้หนักกว่าเก่า พอๆ กับความรู้สึกหนึ่งที่เอ่อล้นจนทรมาน

รัก

            ผมรักอาคเนย์

            รักอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ไม่เคยเสียใจที่จุดจบของการเดินทางเป็นเพียงการจากลา เพราะตระหนักได้แล้วว่าครั้งหนึ่ง...ผมเคยมีความรักที่งดงามเพียงใด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

           

            6 ปีต่อมา...

วันซวย

ตอนรีบๆ มักจะเจองานเข้าอยู่เสมอทว่าวันนี้หนักหน่อยตรงที่ยางรถเกิดแตกกะทันหัน ผมเลยเผลอขับรถหักหลบจนชนเสาไฟฟ้าเข้า ดีที่ไม่เป็นอะไรเพราะสามารถประคองพวงมาลัยรถอย่างมีสติ หลังประเมินความเสียหายจากสายตาแล้ว จึงรีบโทรเรียกประกันให้มาจัดการโดยเร็ว

            Rrrr..!

            โทรศััพท์แผดเสียงร้อง ผมล้วงมือควานหาในกระเป๋าก่อนจะเห็นชื่อเพื่อนร่วมงานปรากฏอยู่บนหน้าจอ

            “บูรพาครับ

            [อยู่ไหนแล้ว ทุกคนรอคุณอยู่]

            ขอโทษที พอดีเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย กำลังจะไปแล้วครับ”

            แทบไม่รอฟังปลายสายตอบกลับผมก็รีบกดวางขณะสองเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่ลดละ ระยะทางจากตรงนี้ไปโรงพยาบาลไม่ไกลนัก แต่ในเวลาเร่งด่วนขนาดนี้อาจไม่ทัน เลยต้องพึ่งพามอเตอร์ไซค์รับจ้างซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแทน

            ผมยืนอยู่ตรงฟุตบาธฟากหนึ่งเพื่อรอสัญญาณไฟ

            กระทั่งไฟเขียวปรากฏ จึงไม่รอช้าย่ำเท้าเดินไปบนทางม้าลายพร้อมกับผู้คนมากหน้าหลายตา ส่วนมากก็จะเป็นนักศึกษามหาลัยที่ผมทำงานอยู่ แต่ไม่คิดเลยว่าเพียงเสี้ยววินาทีที่กำลังกวาดตามอง ผมจะสังเกตเห็นใครคนหนึ่งกำลังเดินปะปนกับผู้คนอยู่เบื้องหน้า

            เขาโดดเด่นกว่าใครๆดวงตากลมโต ริมฝีปากจิ้มลิ้ม กับจมูกโด่งรั้นราวกับคนดื้อ ยังจำได้ไม่มีวันลืม...

            หนึ่งก้าว

            สองก้าว

            สามก้าว...

อาคเนย์

            เขาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าและกำลังขยับเข้าใกล้ผมทีละน้อย

ในที่สุดสายตาของเราก็ประสานกันโดยบังเอิญต่างคนต่างทำหน้านิ่งเหมือนคิดอะไรไม่ออกไม่มีรอยยิ้มให้กัน ไม่มีการก้มหัวหลบหลีก เราแค่มอง...มองดูอยู่เฉยๆ พร้อมกับเท้าสองคู่ที่ยังไม่หยุดก้าวเดิน

ในระยะที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งเดินสวนกันเราทำได้แค่มอง...

และเดินผ่านไป

มันคงไม่มีใครรู้สึกดีแน่ถ้าต้องเริ่มต้นใหม่กับเรื่องเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาและไม่ไปไหนสักที

แต่สำหรับเรื่องของบูรพากับอาคเนย์ เรากลับไม่อยากไปไหน

ไม่ได้อยากให้เป็นหนังที่จบแบบ Happy Ending

แต่อยากให้มันเป็นหนังที่ฉายซ้ำ วนไปวนมาไม่รู้จบต่างหาก

อาคเนย์กลายเป็นบุคคลสูญหายไปหลายปีแต่ผมรู้ดีว่าที่ผ่านมาเขาคงอยู่ที่ไหนสักแห่งเพื่อทำตามความฝันให้สำเร็จ วันนี้เขากลับมาแล้ว

กลับมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างทั้งการแต่งตัวและทรงผม ทว่าสิ่งหนึ่งที่ยังเหมือนเดิมและไม่เคยเปลี่ยนไปก็คือ...เขาไม่เคยทิ้งแหวนวงนั้น แหวนที่ผมเคยมอบให้ในวันเกิดเมื่อหกปีก่อน

ขอบคุณที่สวมมันไว้บนนิ้วของคุณ

อาคเนย์...

ผมรักเขา รักเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะรักได้

 





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.563K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,363 ความคิดเห็น

  1. #3342 withmaBL (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 22:21
    ถ้าทั้งสองคนไม่ได้อยากไปไหน แสดงว่าก็ยังอยู่ด้วยกันใช่มั้ย
    #3,342
    0
  2. #3312 ผู้ชายที่ชอบทะเล (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2563 / 21:59
    เป็นซีรโรแมนติกที่ไม่หวือหวา เรียบง่าย แต่แอบขรึม ๆ ดำ ๆ หน่อย ๆ
    #3,312
    0
  3. #3277 KatCher (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 22:57
    งื้ออออ ฉากนี้ภาพปกนิยายใช่ไหม!!!! รอเขากลับมารู้จักและรักกันอีกครั้ง
    #3,277
    0
  4. #3251 mxsquer (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2563 / 21:01
    cry a lot w/ BGM - If Beale Street Could talk
    #3,251
    1
    • #3251-1 1027(จากตอนที่ 16)
      19 ตุลาคม 2563 / 07:22
      เเงงงงง~ ทำไมเราไม่เจอง่ะ
      #3251-1
  5. #3246 touktickmeena (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2563 / 03:12
    เจ็บกับคำว่า อย่ารอเลย ทุกครั้งที่อ่าน เหมือนร่างกายตอบสนอง ทุกครั้งที่อ่านเลย
    #3,246
    0
  6. #3234 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 / 15:44

    เธอเป็นมากกว่ารัก เพราะเธอนั้นคือครึ่งชีวิต ฉันใช้เวลาทั้งชีวิต เพื่อตามหาและรอคอยเธอมาแสนนาน และสุดท้ายก็เจอว่าเธอคือทุกอย่างที่เติมเต็มหัวใจ จากนี้ทุกลมกายใจฉันคือเธอ.....

    Take care คับ

    #3,234
    0
  7. #3231 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 / 03:11

    มีใครคนนึงที่อยู่ข้างๆ

    ด้วยความอ้างว้างเธอรู้หรือไม่

    เสียงคงเบาจนอาจไม่ได้ยิน......

    ...อยากมีสักครั้งที่ได้บอกเธอ

    ว่าความรักฉันเป็นของเธอ หมดหัวใจ🎶

    รู้สึกว่าความอึดอัดของผมจะลดลงแล้วนะไรเตอร์

    Take care คับ

    #3,231
    0
  8. #3189 แอบแม่มาอ่าน (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2563 / 15:13

    เป็นอะไรที่โคตรจะดี โคตรจะเรียลแบบไม่พยามที่จะทำให้มันจบแฮปปี้ภาษาที่ดีมากๆมันสัมผัสได้ในทุกคำที่อยากจะสื่อเหมือนเขาทั้งสองมีตัวตนอยู่จริงๆมันดีมาก มากจริงๆ

    #3,189
    0
  9. #3165 YWDF (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 10:23

    Thank you
    #3,165
    1
    • #3165-1 YWDF(จากตอนที่ 16)
      1 มิถุนายน 2563 / 10:24

      ใส่ผิด 5555555
      #3165-1
  10. #3164 YWDF (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 10:22

    Happy ending คืออะไร ไม่อยากถามอีกต่อไป 555555 ขอบคุณนะคะ อ่านร้ายเดียงสาจบ ก็อ่านเรื่องนี้ต่อจนจบ ;-; อ่านแต่ละเรื่องไปเรื่อยๆ ถถถถถ
    #3,164
    0
  11. #3016 wasinxxL (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 22:40
    ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆนะคะ
    #3,016
    0
  12. #3003 Pae29 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 02:50

    ชอบความเป็นบูรพาอย่างหนึ่งตรงที่ รัก ก็บอกว่ารัก บอกเสมอ บอกซ้ำๆ บอกไปตามความรู้สึกจริง ชอบ งื้อออออ

    #3,003
    0
  13. #2964 Anna (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 เมษายน 2563 / 18:39

    จบแบบนี้ดีที่สุดแล้ว ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆนะค่ะ

    #2,964
    0
  14. #2961 mymaimai (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 เมษายน 2563 / 23:34
    มีความสุขได้แล้วนะ ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆนะคะ
    #2,961
    0
  15. #2881 Theday.B (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 / 04:29
    สักวันหนึ่งคงได้กลับมาเจอกันจริงๆแหละ
    #2,881
    0
  16. #2837 nyklnphw (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 14 มกราคม 2563 / 06:03
    แอบคิดว่าน้องไปตั้งแต่ขับรถแล้วอ่ะ ที่บูบอกว่าส่งน้องได้แล้ว ร้องไห้เป็นบ้า
    #2,837
    0
  17. #2828 KYLM_ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 มกราคม 2563 / 05:23
    จบแบบนี้คงดีที่สุดแล้วเนอะ มีความสุขกันได้แล้ว
    #2,828
    0
  18. #2780 pcy921 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 / 08:11
    มันคงเป็นวันที่ทั้งสองคนจะกลับมายิ้มให้กันได้เหมือนเดิม
    #2,780
    0
  19. #2762 mileyduchess (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 / 01:16
    ฮือ สวยงาม
    #2,762
    0
  20. #2687 Pinky-1187 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2562 / 19:47
    ขอบคุณพวกเธอทั้งสองคนนะ...... ที่ทำให้เรารู้ว่าความรักที่ดี...... มันเป็นยังไง:)
    #2,687
    0
  21. #2668 mamaew1921 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2562 / 22:21
    ขอบคุณที่มีนิยายดีดีให้อ่านคะ
    #2,668
    0
  22. #2629 Srptt (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 22:16
    นี่สินะ ความรัก
    #2,629
    0
  23. #2619 Fernnn2207 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 12:40
    ความรักที่ดีควรปล่อยเค้าไม่ตามหาฝันทำสิ่งที่เค้าต้องการ
    #2,619
    0
  24. #2603 wonnybum (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 กันยายน 2562 / 04:40
    ความเจ็บปวดนี่ทำให้เราเสียเวลาของความสุขเยอะมากจริงๆ
    #2,603
    0
  25. #2511 Jjapinya (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2562 / 20:36
    แค่นี้แหละ สวยงามแล้ว
    #2,511
    0