อาคเนย์ - end

ตอนที่ 15 : 14 :: The memory collector

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 29,494
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,474 ครั้ง
    1 ส.ค. 62




CHAPTER 14

THE MEMORY COLLECTOR

 

 

หากสมองของมนุษย์มีรูปร่างเป็นโหลแก้วสะสมความทรงจำ

เรื่องราวในโหลนั้นของผมคงมีแค่คุณ

 

 

            เราสามารถห้ามความรู้สึกของตัวเองอย่างเบ็ดเสร็จได้ด้วยเหรอ

            ความรู้สึกรัก โลภ โกรธ หรือหลง

            ถึงเราจะสั่งการให้หยุดความรู้สึกเหล่านั้นได้ แต่น้อยครั้งที่จะทำมันได้สำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ ยิ่งเป็นความรักด้วยแล้วยิ่งมองไม่เห็นทาง มันเอาแต่สั่งให้ผมกระโจนเข้าไปในกับดักจนสุดตัว ถึงต้องตายก็ยังทำ

อย่ารักกูเลย เป็นประโยคที่อาคเนย์ส่งถึงด้วยแววตาเศร้าหมอง และมันก็ทำให้ผมพูดอะไรไม่ออกซะดื้อๆ

บทสนทนาของเราจบลงด้วยความเงียบนานนับสิบนาที ก่อนที่คนตัวเล็กจะเป็นฝ่ายปลีกตัวเข้าห้อง ทิ้งผมให้จมจ่อมในห้องนั่งเล่นเพียงลำพัง

โทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งเดียวที่ผมหยิบขึ้นมาเปิด ใช้เวลาเลื่อนนิ้วดูรายชื่อผู้ติดต่อ ดูๆ แล้วผมแทบไม่มีใครให้โทรไประบายหรือปรึกษาได้เลย คนเดียวที่พอนึกถึงก็คือเพื่อนสนิทอย่างณดลซึ่งตอนนี้คงกำลังหัวยุ่งอยู่กับการทำงานต่างจังหวัด แต่เมื่อลองชั่งใจอยู่พักใหญ่แล้วผมเลยตัดสินใจลองเสี่ยงดู

[ไอ้บู ว่างหรือไงถึงโทรมาหาได้] ไม่ได้คุยกันนาน คำทักทายแรกเลยพุ่งจู่โจมซะยาวเหยียด

“คิดถึงมึง” ผมกรอกเสียงลงไป มันรู้อยู่แล้วถ้าไม่สุขหรือทุกข์มากๆ คงไม่ได้รับโทรศัพท์จากคนชื่อบูรพาเท่าไหร่ นานทีปีหนกว่าจะได้คุยกันเพราะหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ ส่วนทางนี้ก็ทุ่มเทอยู่กับการเรียนและกิจกรรมที่แบกเอาไว้จนเต็มบ่า

[เสียงหงอยมาเลยนะ มีอะไรหรือเปล่า]

“มึงว่างมั้ย คืนนี้ต้องอยู่เวรป่ะ”

[ไม่ๆ คุยมาได้เสมอ หรืออยากให้กูไปล่ะ กูจะได้รีบจองตั๋วเครื่องบินเลย]

“พูดเหมือนเป็นเมียน้อยกูเลยสัด” วินาทีต่อมาผมก็ได้ยินเสียงหัวเราะร่าจากปลายสาย

[แล้วไอ้เนย์เป็นไงบ้าง อาการมันดีขึ้นบ้างมั้ย] ไอ้ดลรู้อยู่แล้วว่าผมกับไอ้เนย์ตัดสินใจย้ายมาอยู่ด้วยกันเพื่อปลดล็อกความรู้สึกบางอย่างที่คั่งค้าง

“ยังเหมือนเดิม”

[แล้วมึงล่ะ ยังฝันร้ายอยู่ป่ะวะ]

“มีบ้าง แต่ลดลงกว่าแต่ก่อนเยอะ” คืนไหนที่ผมได้รับอนุญาตให้เข้ามานอนในห้องกับคนตัวเล็ก ถึงต้องนอนตรงพื้นแต่มันกลับช่วยให้ผมไม่เจอกับฝันร้ายอีกตลอดทั้งคืน

[ดีแล้ว ว่าแต่มึงเถอะมีอะไรอยากคุยกับกูมั้ย ฟังจากเสียงแล้วไม่ค่อยดีเลยว่ะ]

“ดล กูรู้สึกว่า...กูเผลอรักเนย์เข้าแล้ว”

            ผมรู้ว่าไม่ควร คนคนหนึ่งถูกทำร้ายอย่างหนักจนไม่น่าให้อภัยจะกลับมารักกันได้ยังไง จริงๆ ผมไม่โกรธเลยด้วยซ้ำถ้าเพื่อนมันจะหัวเราะเยาะใส่ ครั้งหนึ่งเคยเกลียดเข้าไส้ แต่พอเวลาผ่านไปกลับกลืนน้ำลายตัวเองซะงั้น

            [กูไม่แปลกใจ] ไอ้ดลตอบกลับ ไร้ซึ่งน้ำเสียงเย้ยหยันใดๆ

            “ทำไมคิดงั้นวะ”

            [เพราะเป็นมึงไง]

            “ตอนแรกกูเข้าใจว่าที่ผ่านมาแค่รู้สึกผิดกับไอ้เนย์ แต่การอยู่ด้วยกันทุกวันเหมือนได้เติมเต็มบางอย่างที่หายไปตั้งแต่เด็ก กูเริ่มอยากยืดเวลาให้นานขึ้น อยากเป็นทุกอย่างในชีวิตมัน อะไรก็ได้...ที่มันต้องการ”

            ผมในวัยคึกคะนอง จิตใจเต็มไปด้วยความแค้นและเกลียดชัง ค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างช้าๆ จากการเติบโตอย่างเจ็บปวด เป็นบูรพาที่โหยหาในสิ่งที่ขาด แล้ววันหนึ่งไอ้เนย์ก็กลับเข้ามา มันเติมเต็มทุกอย่างให้ผมก่อนความรู้สึกเหล่านั้นจะไม่หยุดแค่คำว่าเพื่อน

            นี่แหละคือสิ่งที่จิตใจไม่สามารถควบคุมความรู้สึกได้โดยสมบูรณ์

รักคนที่ไม่ควรรัก หวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ วันหนึ่งผมอาจหายจากฝันร้าย เลิกเศร้ากับปมที่ติดค้างในใจ ขณะเดียวกันก็ปล่อยให้ความเจ็บปวดใหม่เข้ามาแทนที่โดยไม่ทันตั้งตัว

“ดล มึงว่ากูควรทำยังไงดีวะ กูกลัวไอ้เนย์ต้องอึดอัดกับความรู้สึกของกู”

[มาถามกูแล้วเคยถามตัวเองหรือยัง]

“เนย์ไม่อยากให้กูรัก มันไม่ต้องการ”

[เข้าใจ มันปฏิเสธมึงได้ แต่มึงปฏิเสธตัวเองได้ด้วยเหรอ]

“...”

[ไอ้บู โตจนป่านนี้แล้ว ชีวิตก็มีชีวิตเดียว ถ้ารักไปแล้วก็อย่าเสียใจที่ได้รักเลย ดูแลความรักของมึงให้ดีที่สุดเถอะ ดูแลโดยไม่ให้เขาลำบากใจ หลังจากนั้นจะเป็นยังไงก็ช่างแม่งให้หมด]

“...”

[รักมันไม่ใช่เรื่องยากเว้ย อีกอย่าง วันข้างหน้ามึงจะได้ไม่มานั่งเสียใจว่าทำไมถึงไม่ซื่อสัตย์กับตัวเอง]

ไอ้ดลไม่เคยเป็นที่ปรึกษาที่ดีด้านความรัก แต่มันเป็นเพื่อนที่เข้าใจผมที่สุด เราเรียนด้วยกันในช่วงสามปีแรก ทั้งคอยตามงานและลากเข้าเรียนเป็นประจำ นอกจากมิตรภาพของคำว่าเพื่อนแล้วผมก็ยังเป็นตัวภาระอันดับหนึ่งในช่วงเรียนแพทย์ชั้นพรีคลินิก

แต่ต่อจากนี้ผมจะเป็นบูรพาที่ดีขึ้นเพื่อมัน

“ขอบคุณมากไอ้ดล ถ้ามึงต้องการอะไร...ถ้ามึงเหงาเมื่อไหร่บอกกูได้เสมอ”

[แน่นอน]

“ขอบคุณสำหรับหลายปีที่เป็นเพื่อนกับกูนะ ดีใจที่มีมึงว่ะ”

[เหมือนกัน ดีใจนะที่มีเพื่อนชื่อบูรพา]

“...”

[ในที่สุดมึงก็รักใครเป็นสักที]

สายถูกตัดไป ผมนั่งจ้องหมายเลขโทรศัพท์ของคนทางไกลครู่ใหญ่ ก่อนลุกขึ้นเต็มความสูงเพื่อพาตัวเองไปหยุดยืนอยู่หน้าห้องของอาคเนย์

ก๊อกๆๆ

กำปั้นทุบลงบนบานประตูไม่แรงนัก พรุ่งนี้ผมจะเริ่มใหม่เพื่อเก็บความทรงจำที่ดีร่วมกัน แม้วันหนึ่งต้องจากผมก็จะไม่เสียใจอีก

“ขอเข้าไปข้างในได้มั้ย”

“อืม” หลังได้ยินเสียงตอบรับพึมพำผมจึงย่างเท้าเข้าไปภายใน

แสงไฟดวงใหญ่บนเพดานปิดอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นโคมไฟสีเหลืองนวลตรงหัวเตียงก็ทำหน้าที่ได้อย่างดี ไอ้เนย์ชันตัวขึ้นมา ร่างกายห่อหุ้มไปด้วยผ้าห่ม ดวงตาสองข้างปูดโปนราวกับผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก นี่ผมทำให้มันต้องร้องไห้เพียงลำพังอีกแล้ว

“ที่ผ่านมากูขอโทษที่ทำให้มึงต้องเจ็บ ขอโทษที่ทำให้ต้องร้องไห้ และขอโทษที่ต่อจากนี้อาจทำให้มึงลำบากใจ” น้ำเสียงที่เปล่งค่อนข้างสั่น ผมจดจ้องร่างบางบนเตียงด้วยสายตามุ่งมั่นก่อนได้รับคำตอบเป็นเสียงผะแผ่ว

“มึงขอโทษหลายรอบแล้ว”

“เนย์ ที่มึงบอกว่าไม่อยากให้กูรัก บอกตรงๆ กูทำไม่ได้หรอก”

“...”

“กูไม่ขอให้มึงรักตอบ แค่ขอให้กูได้รักมึงได้มั้ย”

“ถึงรู้ว่าวันหนึ่งกูต้องไปมึงก็ยังจะรักอยู่เหรอ”

“ใช่”

“มันจะเจ็บปวดเปล่าๆ รักข้างเดียวแม่งไม่ดีหรอก” อาคเนย์รู้ดีเพราะผ่านจุดนั้นมาแล้ว และรู้ซึ้งว่ามันแย่แค่ไหนที่ต้องใช้ชีวิตเพื่อรักใครคนหนึ่งโดยที่เขาไม่เคยหันมามอง

“กูยินยอมจะเจ็บ” ผมบอกอย่างแน่วแน่

“มันอาจเร็วไปที่จะพูดก็ได้ รอตอนที่มึงปลดล็อกความทรมานทุกอย่างออกก่อนมั้ย ถึงตอนนั้นมึงอาจได้คำตอบที่แน่ชัด และกูเชื่อว่าหากเวลาผ่านไปห้าหรือสิบปีข้างหน้ามึงจะเจอใครคนนั้น” ผมส่ายหัวกับสิ่งที่ได้ยิน ไม่ใช่เลย...

“รู้ได้ไงว่ากูจะเจอวะเนย์ ชั่วชีวิตนี้กูอาจรักมึงไปจนวันสุดท้ายก็ได้”

“ที่มึงรู้สึกกับกูบางทีมันอาจเป็นแค่ความรู้สึกผิด”

“มึงรับรู้ได้ว่ามันไม่ใช่!

“บูใจเย็นๆ ก่อน อีกสิบปีข้างหน้ามึงอาจได้เจอรักแท้ อาจจะอยากสร้างครอบครัวและมีลูกกับเขา มึงจะมีความสุขกับเรื่องง่ายๆ เพียงแค่นั่งกินข้าวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา หรือหลับสนิทโดยไม่ต้องฝันร้ายเมื่อมีเขาคอยนอนเคียงข้าง”

“...”

“กูไม่เชื่อเรื่องรักแท้มานานแล้ว มึงก็เห็นว่าครอบครัวกูเป็นยังไง ชีวิตของอาคเนย์ที่ฝัน...ยังมีหลายอย่างที่อยากทำ”

“แล้วถ้ามึงทำทุกอย่างที่ต้องการหมดแล้วล่ะ” ผมถามแทรกกลับ “มันจะมีวันนั้นมั้ยที่มึงหันกลับมามองกูบ้าง”

“ใครล่ะจะรู้อนาคต” เขาเบือนหน้าหนีไม่กล้าสบตากับผมโดยตรง “อย่าคาดหวังกับการมีอยู่ของกูเลย เพราะวันหนึ่งทุกอย่างบนโลกก็สูญหายอยู่ดี”

“ไม่มีอะไรหายเนย์”

“...”

“ไม่มีอะไรหาย”

 ความรักที่ผมมีต่อเขายังคงอยู่เหมือนเดิม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สายฝนโปรยกระหน่ำแทบทุกวันจนความเย็นของมันแผ่กระจายไปโดยรอบ ผมกลายเป็นคนชอบฟังเสียงน้ำและมักเฝ้ารอวันเสาร์อาทิตย์ แม้ช่วงหลังจะได้ขึ้นไปอยู่วอร์ดที่ต้องทำงานในวันเสาร์ครึ่งวัน แต่ผมก็ยังหาเวลามาอยู่กับไอ้เนย์จนได้

เพราะเรียนรู้แล้วว่าเวลาแต่ละวินาทีล้วนมีค่า เลยไม่อยากเสียมันไปโดยเปล่าประโยชน์

วันนี้ผมแวะไปหาแม่ ก่อนชวนคนตัวเล็กเดินเล่นตรงสวนสาธารณะของหมู่บ้าน ไม่นึกเลยว่าจะโชคร้ายที่ฝนดันตกลงมาซะก่อน ต่างคนเลยต่างวิ่งหากำบังหลบฝน ก่อนยืนตาละห้อยมองหยดน้ำเย็นเฉียบซึ่งตกลงมาจากหลังคาไม่ขาดช่วง

“ไม่รู้จะหยุดตกเมื่อไหร่” ไอ้เนย์บ่นพึมพำหน้ายับ

“หยุดยืนอยู่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน” บางทีประโยคปลอบใจอาจเหมาะกับสถานการณ์ตรงหน้าที่สุด

“มันไม่มีอะไรทำ ยืนอยู่เฉยๆ ก็น่าเบื่อ”

“งั้นกลับมั้ย วิ่งลุยฝนไป” ผมเสนอความคิด

“ไม่เอาอ่ะ วิ่งไปตัวก็เปียกหมดดิ”

“มึงจำได้มั้ยตอนที่เราอยู่ประถม เวลาฝนตกทีไรมึงจะวิ่งแจ้นออกไปเล่นน้ำทุกที” แล้วหลังจากนั้นแม่ของไอ้เนย์ก็จะกางร่มวิ่งตามพร้อมกับบ่นจนปากเปียกปากแฉะ

“เราไม่ใช่เด็กแล้วนะเว้ย จะให้เล่นเหมือนเมื่อก่อนได้ไง”

“นั่นเพราะเราบอกว่าตัวเองโตแล้วต่างหากเลยไม่ทำ มันดูตลก กลัวว่าจะป่วย คิดนั่นนี่ไปสารพัดทั้งที่จริงๆ แล้วคนเราก็แค่อยากมีความสุข”

ผมเคยห่วงว่าไอ้เนย์จะไม่สบายเมื่อเปียกฝน กลัวกับเรื่องเล็กน้อยจนกลายเป็นจำกัดสิทธิ์ของเขาจนไม่สามารถทำอะไรอย่างใจได้ เราโตเป็นผู้ใหญ่เพราะเวลาทำให้เราโต เคี่ยวกรำความรู้สึกให้ค่อยๆ เย็นชาขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ไม่อยากเป็นแบบนั้น...

ตอนนี้ผมมีความรัก มีความทรงจำและช่วงเวลาที่ดีกับเขา นี่ต่างหากคือเรื่องน่ายินดี

“เนย์ วิ่งกลับบ้านไปด้วยกันเถอะ”

คนฟังกลอกตาใช้ความคิด ไม่นานจึงหันกลับมาคลี่ยิ้มให้

“เอาก็เอา แต่เรามาแข่งกันมั้ย ใครถึงบ้านก่อนชนะ”

“เดี๋ยวมึงก็ล้มหรอก”

“มึงบอกเองหนิว่าตอนเด็กกูไม่กลัวฝน เพราะงั้นกูก็ไม่กลัวล้มเหมือนกัน อ่ะ! กูต่อให้มึงวิ่งล่วงหน้าไปยี่สิบเมตรเลย”

“มึงขาสั้นกว่ายังจะต่อให้อีก”

“ตอนกีฬาสีสมัยประถมมึงเคยวิ่งแพ้กู”

“ตอนนั้นกูไม่สบายเหอะ”

“ไม่รู้ล่ะ ถ้ามึงไม่รับข้อเสนอกูขอวิ่งไปก่อนแล้วกัน” พูดแค่นั้นคนตัวเล็กก็ก้าวเท้าออกจากที่กำบังอย่างเร็วรี่ น้ำฝนซึ่งเจิ่งนองอยู่บนพื้นถูกเหยียบจนสาดกระเซ็น แผ่นหลังของเขาห่างไกลจากระยะการมองเห็นไปเรื่อยๆ เป็นอาคเนย์คนเดิมที่ไม่ต่างจากในอดีต

“รอกูด้วย!” ผมตะโกนก้อง พาตัวเองปะทะกับสายฝนเย็นฉ่ำด้วยรอยยิ้ม

บูรพาและอาคเนย์ตอนอายุสิบขวบคือคนเดียวกับบูรพาและอาคเนย์ในวัยยี่สิบสี่ ดีใจเหลือเกินที่เรายังหลงเหลือความสดใสในวัยเด็ก ยังมีเสียงหัวเราะจากใจจริง ทั้งที่เคยคิดว่าบางสิ่งบางอย่างเมื่อเวลาผ่านไปแล้วคงพรากสิ่งเหล่านั้นไปพร้อมกันด้วย

ไม่จริงเลย อย่างน้อยก็ยังมีบางอย่างที่หลงเหลือ

เพื่อนในวัยเด็กของผม

“อาคเนย์!” สองเท้าย่ำต่อไปจนเกือบถึงตัวคนข้างหน้า

หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว!

“กูทันมึงแล้ว”

ไม่พูดเปล่าผมคว้ามือขาวของไอ้เนย์เอาไว้ มันหันมามอง ทั้งเนื้อทั้งตัวเปียกปอนไปด้วยหยาดฝนทว่าสีหน้าที่แสดงออกกลับเปี่ยมไปด้วยความสุข

“จับมือกูทำไมเนี่ย”

“อยากวิ่งไปพร้อมกับมึงมากกว่า”

“ไม่อยากชนะแล้วหรือไง”

“ไม่”

ชนะหรือแพ้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ การมีเขาอยู่เคียงข้างต่างหากที่ผมต้องการ

 

 

 

 

 

 

 

 

วันหยุดสัปดาห์ต่อมาผมพาไอ้เนย์กลับไปที่บ้านอีก วันนี้อากาศแจ่มใสไม่มีฝนตก เลยเหมาะอย่างยิ่งในการเริ่มต้นขับรถ เป็นนับครั้งไม่ถ้วนแล้วที่ไอ้เนย์ได้นั่งหลังพวงมาลัย ใช้พลังทั้งหมดไปกับการต่อสู้กับความหวาดกลัวจากจิตใต้สำนึก ถึงรู้ว่าสุดท้ายแล้วความพยายามยังคงล้มเหลวแต่มันไม่เคยร้องไห้อีก

เก่งแล้ว...

วันนี้เราขับรถได้ไกลขึ้นก่อนอาการของเขาจะกำเริบ แค่นี้ก็เพียงพอ

 

 

 

 

เดือนธันวาคมมาเยือนอีกหน บรรยากาศช่วงปลายปีเต็มไปด้วยความครึกครื้น ยิ่งครึ่งเดือนหลังตามห้าง แลนด์มาร์ก รวมถึงสถานที่ต่างๆ ล้วนประดับประดาไปด้วยแสงไฟอย่างสวยงาม

วันนี้ไอ้เนย์ต้องไปทำโปรเจ็กต์กับเพื่อน ส่วนผมรีบบึ่งรถกลับคอนโดหลังเลิกเรียนเพื่อรื้อค้นของอย่างหนึ่งซึ่งถูกเก็บไว้และไม่ถูกเปิดอีกหลังวันทำความสะอาดห้อง สิ่งนั้นคือนาฬิกาเรือนสวยที่ไอ้เนย์เคยซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด

นาฬิกามันตายไปนานแล้ว ผมเลยอยากซ่อมให้สามารถกลับมาเดินได้อีกครั้ง

นาฬิกาเหมือนกับชีวิต เมื่อหยุดเดินก็ไม่ต่างจากการหกล้ม นี่จึงเป็นเวลาที่ดีที่ผมจะเดินต่อไปสักที

พนักงานในช็อปบอกว่าการส่งซ่อมสินค้าหลุดประกันค่อนข้างใช้เวลาพอสมควร แต่ผมไม่คิดมาก ขอแค่มันสามารถกลับมาใช้งานได้ก่อนวันสิ้นปีก็พอ

ระหว่างนี้ชีวิตของเราทั้งคู่ยังคงดำเนินไปอย่างราบเรียบ ผมแทบไม่ฝันร้ายอีกเลย ส่วนคนตัวเล็กแม้ยังไม่สามารถขับรถได้เหมือนคนปกติ แต่ระยะทางที่เพิ่มขึ้นจากเดิมก็ถือเป็นเรื่องน่าพอใจไม่น้อย

25 ธันวาคม

“คนอื่นหยุดแต่เราต้องอยู่โรงบาล ชีวิตแม่งเศร้าอะไรขนาดนี้วะ” เพื่อนผมบ่นกระปอดกระแปด ดูเหมือนมันจะเซ็งจัดเพราะนัดกับแฟนเอาไว้ก่อนหน้านั้น

“เอาน่าเดี๋ยวก็เลิกแล้ว แค่อาจจะค่ำหน่อย”

“พี่บูไม่รู้ฤทธิ์แฟนผมซะแล้ว”

“เขาต้องเข้าใจดิ”

“เหอะ! ไม่มีทางอ่ะ ใครจะไปเหมือนพี่ โชคดีที่มีคนเข้าใจ”

“เกี่ยวอะไรกับกูวะ”

“ผมเห็นของกล่องขวัญที่พี่เตรียมไว้หรอก แอบกิ๊กกับใครไม่บอกน้องบอกนุ่งวะ”

“ไม่ใช่เรื่องของมึง”

“โอเค๊~” ไอ้เพื่อนหน้ากวนที่ยังคงเรียกผมว่า พี่เดินทำหน้าล้อเลียนไปอีกทาง

ของขวัญที่เตรียมไว้ไม่ได้มีเพื่อวันคริสต์มาสอย่างที่ใครหลายคนคิดหรอก แต่มันมีไว้เพื่อมอบให้ใครคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของวันเกิดวันนี้ต่างหาก

เมื่อคืนผมได้คุยกับอาคเนย์ไว้แล้ว ดูเหมือนมันจะมีนัดปาร์ตี้กับเพื่อนซึ่งผมก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรนอกจากพยักหน้าอย่างเขาใจ ทางนี้เลยหวังแค่ว่าจะรอเขากลับมาหลังเที่ยงคืนเพื่อเป่าเค้กและมอบของขวัญให้

วันนี้ที่วอร์ดโรงพยาบาลยุ่งนิดหน่อย นักศึกษาแพทย์และหมอเลยต้องทำงานจนถึงสองทุ่ม กว่าจะกลับมาถึงคอนโดเวลาก็ปาไปสามทุ่มกว่า

ผมหยิบข้าวกล่องออกมากินรองท้องก่อนเป็นอันดับแรก ระหว่างนี้ก็ทำการประกอบต้นคริสต์มาสขนาดเล็กไปพร้อมกัน กระดิ่งสีแดงและหลอดไฟระยิบระยับถูกหยิบขึ้นมาประดับตกแต่ง เสร็จสรรพถึงค่อยวางกล่องของขวัญวันเกิดไว้ตรงใต้ต้นคริสต์มาส

            เวลาเกือบตีหนึ่งประตูห้องเปิดผ่างโดยฝีมือของคนตัวเล็ก มือสองข้างหอบหิ้วถุงใส่ของขวัญจำนวนมากกลับมา ไอ้เนย์ไม่ได้อยู่ในสภาพเมาแอ๋อย่างที่คิด และเมื่อเห็นผมมันก็รีบเอ่ยทันที

            “ขอโทษที กลับเลทนิดหน่อย”

            “ไม่เป็นไร มึงกินอะไรมาหรือยัง”

            “กินแล้ว”

            “ปวดหัวมั้ย”

            “ไม่ ก่อนหน้าแทบไม่ได้กินเหล้าเลย” ผมพยักหน้าเข้าใจ รีบถลาเข้าไปคว้าถุงใส่ของขวัญจากมือเล็กแล้วนำไปวางไว้ในห้อง

            ไอ้เนย์นั่งรออยู่ตรงโซฟาราวกับรู้ว่าผมจะทำอะไรต่อ ดังนั้นเลยไม่อยากเสียเวลาหันไปเปิดตู้เย็นแล้วหยิบเทียนหนึ่งเล่มซึ่งเป็นตัวเลขบ่งบอกอายุขึ้นจุด

            “แฮปปี้เบิร์ธเดย์ทูยู~” เป็นปีแรกหลังห่างหายจากการฉลองวันเกิดร่วมกัน แอบเขินนิดหน่อยที่ต้องร้องเพลงแต่ในเมื่อยังไม่ถูกล้อผมเลยร้องต่อจนจบ “แฮปปี้เบิร์ธเดย์ทูยู...แฮปปี้เบิร์ธเดย์อาคเนย์...แฮปปี้เบิร์ธเดย์ทูยู”

            เค้กก้อนเล็กเลื่อนไปวางตรงหน้าคนสำคัญ อาคเนย์ระบายยิ้มน่ารัก แล้วปิดเปลือกตาลงก่อนจะใช้เวลาเล็กน้อยไปกับการอธิษฐาน

            เทียนถูกเป่าจนดับในวินาทีต่อมา พร้อมกับประโยคขอบคุณด้วยแววตาน่าเอ็นดู

            “ยังไม่หมดนะ”

            “พอแล้วมั้ง”

            “มึงยังไม่เมาหนิ สนใจกินเบียร์ด้วยกันมั้ย”

            “เอาสิ”

            แน่นอนว่าหลังจากนั้นพื้นที่ตรงห้องนั่งเล่นก็เต็มไปด้วยกระป๋องเบียร์ เราดื่มมันสลับกับการจ้ำไปบนเค้ก ไม่รู้หรอกว่ามีทฤษฎีไหนบอกไว้ หากกินเค้กกับเบียร์พร้อมกันจะทำให้เมา เออจริงว่ะ แม่งเมาทุกที

            “เนย์...”

            “หืม” เจ้าของชื่อเอนหลังพิงพนักโซฟา ขานรับทั้งสภาพดวงตาสองข้างฉ่ำปรือ

            “กูมีของขวัญจะให้”

            “เบียร์กับเค้กไม่ใช่ของขวัญจากมึงหรือไง”

            “เปล่า ยังมีอีก...”

            กล่องสี่เหลี่ยมซึ่งหุ้มด้วยกระดาษห่อของขวัญสีแดงถูกหยิบขึ้นมา ผมยื่นให้เขาโดยไม่เหลือความลังเลใดๆ นอกจากทิ้งตัวลงนั่ง เฝ้าสังเกตสีหน้าและท่าทางของอีกฝ่ายอย่างลุ้นๆ

            กระดาษชั้นแรกถูกแกะออกอย่างทะนุถนอมราวกับต้องการรักษาสภาพสวยงามเอาไว้ ไอ้เนย์เม้มปากแน่น สนอกสนใจกับการแกะสก็อตเทปออกจากกล่องซึ่งเป็นปราการด่านที่สอง และในที่สุดมันก็ได้เห็นของขวัญที่ผมตั้งใจมอบให้

            “ถุงเท้าจากซานต้า” ผมบอกเสียงราบ

            มันอาจจะนานไปหน่อยที่เพิ่งเอามาให้ แต่นี่เป็นความทรงจำสิ่งเดียวที่ผมเคยหยิบยื่นให้เขาในวันสำคัญ

            “ชอบมั้ย” ถุงเท้าเล็กๆ สีแดง ถักมือด้วยไหมพรมและมีลายจุดสีขาวอยู่โดยรอบ ยิ่งดูก็ยิ่งน่ารัก แต่ไม่รู้ว่าอาคเนย์จะชอบหรือเปล่า

            “อื้ม”

            “ในนี้มีของขวัญที่ซานต้ามอบให้อีกอย่างด้วย ลองล้วงเข้าไปดูสิ”

            ดวงตาคู่สวยเริ่มเอ่อคลอด้วยน้ำตา ริมฝีปากเบะคว่ำจนเกือบร้องไห้ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นเจ้าตัวก็ยังล้วงมือลงไปในถุงเท้าตามที่ผมบอก ก่อนเขาจะหยิบแหวนวงหนึ่งขึ้นมาถือไว้

            ผมใช้เวลาคิดตลอดเดือนว่าอยากซื้ออะไรให้เขามากที่สุด กระทั่งบังเอิญเดินผ่านร้านเครื่องประดับร้านหนึ่งเลยลองเข้าไปดู ไม่คาดคิดหรอกว่าจะเจอเครื่องประดับที่ถูกใจหรือเปล่า แต่แล้วแหวนวงหนึ่งซึ่งอยู่บนตู้กระจกด้านหน้าสุดกลับดึงดูดความสนใจในเสี้ยววินาที จนจินตนาการไปว่าจะเป็นยังไงหากมันย้ายไปอยู่บนเรียวนิ้วของคนตัวเล็ก

            “ไม่แน่ใจว่ากะขนาดนิ้วผิดมั้ย แต่มึงจะใส่หรือไม่กูไม่ว่านะ”

            “ขอบคุณเว้ย แพงใช่มั้ยเนี่ย”

            “เป็นเงินจากการแปลงานวิชาการ”

            “แทนที่จะเอาไปซื้ออย่างอื่นให้ตัวเอง ไม่เห็นต้องทำขนาดนี้เลย”

            “กูเต็มใจ”

            คนเคียงข้างให้ความความสนใจกับแหวนในมืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดน้ำตาออกจากหน้าลวกๆ

            “มีข้อความสลักเอาไว้ด้วยเหรอ” ดูเหมือนมันจะเห็นแล้ว ใช่! ด้านในของแหวนผมตั้งใจสลักข้อความเอาไว้เพื่อหวังว่ามันจะเป็นแหวนวงเดียวที่มีอยู่บนโลก

          อาคเนย์

            คือข้อความนั้น

          “เนย์...กูรักมึง”

            และเขายังเป็นคนเดียวบนโลกใบนี้ที่ทำให้ผมเลิกเกลียดตัวเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

            31 ธันวาคม

            ตอนเช้าผมกลับบ้าน กินข้าวและทำบุญกับครอบครัว ก่อนจะขับรถวกกลับมาจัดคอนโดเพื่อต้อนรับวันปีใหม่ ไอ้เนย์ไม่ได้ออกไปไหนกับเพื่อนแต่ปักหลักอยู่กับผมที่ห้อง เราทำอาหารง่ายๆ กินกันในช่วงเย็น ส่วนขนมกินเล่น และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เตรียมไว้สำหรับช่วงดึกๆ

            ระเบียงคอนโดที่ปกติมีไว้เพียงเป็นพื้นที่สำหรับสูบบุหรี่เต็มไปด้วยของกิน โชคดีที่มีพรมผืนใหญ่อยู่เลยนำมาปูตรงพื้นและนั่งมองท้องฟ้าไปด้วยกันจนกว่าจะผ่านพ้นปีเก่า

            จุดนี้มักเห็นพลุสวยๆ จากแลนด์มาร์กของเมืองค่อนข้างชัด ผมเลยคาดหวังว่าไอ้เนย์จะชอบ

            เพลงที่คัดเลือกมาอย่างดีถูกเปิดคลอภายในห้อง ต่างคนต่างอาบน้ำแต่งตัวใหม่ ผมหยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวออกมาสวมคู่กับกางเกงยีนตัวโปรด นาฬิกาที่ส่งซ่อมกลับมาเดินอีกครั้ง คราวนี้มันถูกสวมบนข้อมือของผมเพื่อบอกให้รู้ว่าความรักของอาคเนย์ที่เคยมอบให้บูรพาในวัยสิบเจ็ดไม่เคยสูญเปล่า

            ผมรับรู้แล้วและอยากขอบคุณ การตอบแทนที่ดีที่สุดเลยเป็นการหยิบมันมาใส่

            หลังตัดใจละทิ้งเรื่องแย่ๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดในอดีตกับจีน หรือความเลวร้ายในคืนฝนตก ตอนนี้มันไม่เหลืออยู่แล้ว นาฬิกาไม่ใช่เครื่องหมายของความแค้นอีกต่อไป แต่คือการมีอยู่ของคนทุกคนในชีวิตของบูรพา

            ผมมีความรักครั้งแรกในวัยสิบหก

            และรู้จักความรักอย่างที่ผู้ชายคนหนึ่งมีให้ใครอีกคนอย่างลึกซึ้งตอนอายุยี่สิบสี่

            “จำเป็นต้องแต่งตัวจัดเต็มขนาดนี้มั้ย” ไอ้เนย์เกาะขอบประตูถามอย่างอยากรู้ ผมหัวเราะร่วน ตบพรมปุๆ สองสามทีเพื่อเชื้อเชิญคนตัวเล็กให้นั่งลงข้างกัน

            “วันพิเศษก็ต้องทำอะไรพิเศษสิ มานั่งนี่”

            “เตรียมพร้อมเลยนะมึง”

            “...?”

            “หมายถึงเบียร์”

            “อ๋อ ปีใหม่ก็ต้องคู่กับเบียร์สิ”

            “ก็...นะ ขอยังไม่นั่งได้มั้ยพอดีมีเรื่องต้องทำก่อน”

            “อะไร”

            “ไปเอาเค้กมาให้มึงเป่า อีกไม่กี่ชั่วโมงก็เลยวันเกิดแล้วเนี่ย”

            “โห ไม่เซอร์ไพรส์เลยว่ะ” ผมตอบติดตลกจนได้รับสีหน้าค่อนแขวะจากอีกฝ่ายกลับมา ท้องฟ้าในคืนนี้ไม่มีแม้แต่ดาวสักดวง แต่ก็ดีเหมือนกันเพราะท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่เรารอคอยมันคือพลุซึ่งจุดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองปีใหม่ต่างหาก

            พรึ่บ!

            ไฟทุกดวงดับลง ทุกสิ่งรายรอบเข้าสู่ความมืด

            “ไม่ร้องได้มั้ย” เสียงคุ้นหูฉุดให้ผมหันกลับไปมองยังต้นเสียง ก่อนม่านสายตาจะปรากฏภาพของไอ้เนย์กำลังถือเค้กก้อนเล็กๆ เดินออกมา  

            “ไม่ต้องร้องก็ได้ ขอบคุณมากนะเนย์”

            ระยะห่างระหว่างเราลดลงทีละนิด แสงจากเทียนหนึ่งเล่มส่องสว่างจนสังเกตเห็นใบหน้าขาวของคนถือชัดเจนยิ่งกว่าเก่า กระทั่งคนตัวเล็กย่อเข่าลงจนอยู่ในระดับเดียวกัน ผมจึงส่งคำขอบคุณให้เขาผ่านสายตา           

            “มองทำไม อธิษฐานด้วยสิ”

            “โอเค”

            ขอให้อาคเนย์มีความสุข

            คือสิ่งเดียวที่อยากขอไม่ว่าเวลาจะผันผ่านไปอีกกี่ปีก็ตาม

            แสงเทียนดับลงแทนที่ด้วยแสงไฟภายในห้อง ฉับพลันนั้นช่วงเวลาแห่งการดื่มด่ำเบียร์และเค้กจึงเริ่มต้น พร้อมกับการพูดคุยเรื่องสารทุกข์สุขดิบทั่วไป แต่มีหัวข้อหนึ่งที่เราต่างให้ความสำคัญกับมัน

            “นาฬิกานี่...ยังไม่พังอีกเหรอ” ผมส่ายหน้าหลังได้ยินคำถาม

“มันเคยหยุดเดินไปหลายปี แต่เมื่อไม่นานมานี้กูเพิ่งเอาไปซ่อม”

“ไม่กลัวว่าจะต้องเจ็บกับความทรงจำร้ายๆ หรือไง”

“ไม่เลย มันคือสิ่งดีๆ ที่เคยได้รับต่างหาก ขอบคุณสำหรับของขวัญนะไอ้เนย์ อาจจะช้าไปหลายปีเลยแต่กูอยากขอบคุณจริงๆ”

“รู้สึกดีขึ้นมาเฉย เพราะรอบนี้กูไม่ได้ซื้ออะไรให้”

“เค้กไง”

“นี่ไม่ใช่ของขวัญซะหน่อย”

“เป็นอาคเนย์ที่มีความสุขก็ถือเป็นของขวัญสำหรับกูแล้ว”

“โคตรเลี่ยน”

แล้วเสียงหัวเราะของเราก็ดังประสานกัน เออว่ะ กลายเป็นคนพูดอะไรแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

ผมดับความเขินของตัวเองลงด้วยการเชื้อเชิญให้คนตัวเล็กดื่มเบียร์กระป๋องที่สาม จนเวลาเคลื่อนผ่านจากสามทุ่มเป็นสี่ทุ่ม ฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้ภาพตรงหน้าพร่าเบลอเล็กน้อย แต่กลับไม่มีใครยอมแพ้ไปซะก่อน

“อีกห้านาทีก็จะเที่ยงคืนแล้ว”

“อือ...”

“นึกถึงตอนเป็นเด็กที่เคยส่ง SMS ให้เพื่อนในห้องตอนปีใหม่ คืนนี้เราลองส่งข้อความหากันแบบนั้นดูมั้ย”

“เล่นเป็นเด็กไปได้” ได้เนย์ขัดทันที

“ก็อยากเป็นเด็กอ่ะ”

“แต่มึงไม่มีเบอร์โทรกู”

“แล้วขอได้มั้ย” ไหนๆ ก็แหกกฎที่เคยตั้งมาเกือบทุกข้อแล้ว

“มือถืออยู่ในห้อง”

“ไม่เป็นไรเดี๋ยวกูไปเอาให้”

“ไม่ต้อง ไอ้บู! บู!” ด้วยไม่อยากรอฟังคำปฏิเสธผมรีบวิ่งไปยังห้องนอน คว้าเอาโทรศัพท์เคสดำของไอ้เนย์ไว้ในมือก่อนวิ่งกลับมายื่นให้คนตรงระเบียงด้วยสีหน้าคาดหวัง

“แลกเบอร์กัน”

“มึงแม่งบ้าไปแล้ว” ปากบ่นแต่ก็ยอมปลดล็อกโทรศัพท์อย่างง่ายดาย “อ่ะ เอาไปกดเบอร์เอง”

หัวใจผมเต้นตึกตัก กดนิ้วลงไปบนตัวเลขซึ่งปรากฏบนหน้าจอทัชสกรีน เชื่อหรือเปล่า แม้แต่วินาทีที่กำลังตัดสินใจกดโทรออกผมยังนั่งแทบไม่ติดพื้น

Rrrr...!

เสียงเรียกจากโทรศัพท์ของผมแผดเสียงร้อง และในที่สุดเราก็มีเบอร์โทรของกันและกัน

“ใกล้เคาท์ดาวน์แล้ว มานับถอยหลังกันเถอะ” อาคเนย์ตัดอารมณ์ตื่นเต้นถึงขีดสุดของผมลง สายตาเปลี่ยนจากหน้าจอมือถือไปเป็นท้องฟ้าสีดำสนิท

“สิบ...” พวกเราเริ่มนับเลขไปพร้อมกัน

เก้า แปด เจ็ด หก ห้า สี่

สายตาสอดประสานนิ่ง ขยับริมฝีปากเอื้อนเอื่อยทีละคำ

“สาม”

“สอง”

“หนึ่ง”

ปุ้ง! ปุ้ง! ปุ้ง!

พลุมากมายมหาศาลถูกจุดเต็มฟ้า สะเก็ดไฟสีแดง ส้ม เหลือง กระจายตัวก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีสันละลานตาดึงความสนใจของอาคเนย์ไปจนหมด ท้องฟ้าคืนนี้สวยกว่าคืนไหนๆ ก็จริง แต่ผมกลับไม่ทำอย่างนั้นนอกจากจ้องมองเสี้ยวหน้าของเขาอย่างเงียบเชียบ

บันทึกทุกภาพที่มองเห็นเอาไว้เพียงลำพัง

เวลาล่วงเลยเกือบสิบนาที ท้องฟ้าที่เคยเต็มไปด้วยแสงไฟกลับมามืดสนิทอีกครั้ง ผมเลยใช้จังหวะนี้พิมพ์ข้อความส่งให้อีกฝ่ายในวันปีใหม่

 

บูรพา - 00.12

ผมนึกถึงตัวเอง...ตัวเองในอีกสิบปีข้างหน้า

ถึงตอนนั้น คุณยังจะรักผมได้อยู่มั้ย

 

ไอ้เนย์ก้มหน้าเปิดอ่านโดยไม่ยอมสบตากับผม เพราะมัวแต่พิมพ์อะไรบางอย่างยุกยิก ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นผมก็ได้รับข้อความจากเขา

 

อาคเนย์ 00.16

นั่นอยู่ที่คุณ

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.474K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,364 ความคิดเห็น

  1. #3352 25391839 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 มีนาคม 2564 / 16:26
    ชั้นรักเรื่องนี้มากๆ
    #3,352
    0
  2. #3346 H2O ที่แปลว่าน้ำ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 / 10:01
    ที่จริงก็เขินตั้งแต่เค้านั่งซ้อนกันขับรถแล้วนะ แต่เจอตอนนี้เข้าไป ชั้นตายก็ได้😚😚😚😚😚
    #3,346
    0
  3. #3341 withmaBL (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 22:11
    ใช่มั้ย!!! เขายังรักอยู่ใช่มั้ย
    #3,341
    0
  4. #3311 ผู้ชายที่ชอบทะเล (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2563 / 21:35
    เขินนนนนนนนนน
    #3,311
    0
  5. #3283 joomtorain_ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 12 กันยายน 2563 / 17:57
    นั่นอยู่ที่คุณ เพราะผมรักคุณ(อยู่แล้ว) :)
    #3,283
    0
  6. #3276 KatCher (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 22:29
    ร้องไห้กับประโยคสุดท้าย ใกล้เป็นจริงแล้วนะบู ฮึก!
    #3,276
    0
  7. #3245 touktickmeena (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2563 / 02:23
    ความหวังเรี่มมา โอ้ยยย ตอนนี้ร้องไห้เพราะมีความสุข
    #3,245
    0
  8. #3230 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 / 18:00

    อยู่ๆก็มาหวานใส

    เอาอกเอาใขจกับฉันฝ

    Take care คับ

    #3,230
    0
  9. #3163 YWDF (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 09:40
    ร้อง อร้ากกก ทุกตอน อร้ากคำเดียว แต่หลายอารมณ์ 555555
    #3,163
    0
  10. #3116 เดือนสี่ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2563 / 16:36
    ตอนนี้น่ารักมาก อบอุ่นมาก ขอให้มีความสุขนะ
    #3,116
    0
  11. #3066 P_earn (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 23:18
    มีความสุขกันได้แล้ว ทั้งคู่เลย
    ผ่านมันไปด้วยกันนะบูและเนย์
    #3,066
    0
  12. #3050 Londar (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 20:05
    ฮือมันเริ่มมีสีเพิ่มขึ้นมาแล้วว ตาบวมไปหมดเลยก่อนหน้านี้
    #3,050
    0
  13. #3002 Pae29 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 02:31

    บูรพาเว่อร์ชั่น อ่อนโยน ทำใจบางมาก กรี๊ดดดดดดด น่ารักกกก

    #3,002
    0
  14. #2960 parida666 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 11 เมษายน 2563 / 17:15

    เริ่มมีความหวังของความสุขขึ้นมาบ้างแล้วสิ 😊

    #2,960
    0
  15. #2932 elle000 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 13:21
    แง น่ารักจังเลย
    #2,932
    0
  16. #2904 jellybear (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 21 มีนาคม 2563 / 14:57
    ใจฟูมากมีความสุขกันได้แล้วนะ
    #2,904
    0
  17. #2827 KYLM_ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 มกราคม 2563 / 05:06
    เจ็บกันมาเยอะแล้วมีความสุขกันซักทีนะลูก อนาคจจะเป็นยังไงก็ทำได้แค่รอดูกันเนอะ
    #2,827
    0
  18. #2811 SUNTae (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2562 / 04:12
    ฮืออออออออ มันอบอุ่นขึ้นมาบ้างแล้วจริงๆใช่มั้ย ตาบวมไปหมดแล้ว ม
    แล้วมาอ่านคืนก่อนเค้าดาวน์ อินๆไปเลยค่ะ
    #2,811
    0
  19. #2790 Goi9972 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 / 08:51
    มีหวังแล้วโว้ยยยย
    #2,790
    0
  20. #2779 pcy921 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 / 02:29
    ถือว่ายังพอมีหวังเนอะ
    #2,779
    0
  21. #2761 mileyduchess (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 / 00:40
    เป็นตอนที่อ่านแล้วใจฟูที่สุดแล้ว
    #2,761
    0
  22. #2654 Kim Hyo Wook (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2562 / 00:40
    บางคอมเมนต์แยกด้วยนะคะว่านี่นิยายค่ะ ไม่ใช่ชีวิตจริง อย่าอินเกินค่าาาา
    #2,654
    0
  23. #2628 Srptt (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 22:02
    ฮรือออออออ
    #2,628
    0
  24. #2618 Fernnn2207 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 12:16
    เนย์เปิดใจแล้ววววววว อย่าปล่อยรักดีดีหลุดมือไปนะบูร
    #2,618
    0
  25. #2602 wonnybum (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 11 กันยายน 2562 / 04:03
    แปลว่าเนย์ยอมรับใช่มั๊ย อยากจะกรี๊ดดังๆแทนบู สติยังเหลือมั๊ยตอนอ่านข้อความจบ
    #2,602
    0