อาคเนย์ - end

ตอนที่ 13 : 12 :: Painful feeling

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 29,530
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,554 ครั้ง
    1 ส.ค. 62




CHAPTER 12

PAINFUL FEELING

 

 

ผมเป็นได้ทุกอย่าง อะไรก็ได้ที่เขาอยากให้ผมเป็น

         

 

            อยากตบหน้าตัวเองแรงๆ เพื่อปลุกให้ตื่นจากฝัน

            แล้วพอรู้สึกเจ็บก็อยากหยิกแขนตัวเองซ้ำๆ เพื่อย้ำให้แน่ใจอีกรอบ มันเหมือนไม่ใช่ความจริงที่อาคเนย์ตัดสินใจก้าวเข้ามาในชีวิตผมอีกครั้งทั้งที่เคยหมดหวังไปแล้ว เมื่อก่อนอาจเคยก่นด่าว่าทำไมโชคชะตาถึงได้เล่นตลกกับผมนัก ตอนนี้เลยอยากถอนคำพูด ขอบคุณที่พาเขากลับมา...

            “ยิ้มอะไร” ผมสะดุ้ง หันไปมองยังเจ้าของคำถาม

            “เปล่า”

            “เหนื่อยมานานแล้วคืนนี้จิบเบียร์ชิลๆ กันหน่อยมั้ย” หลังก้าวขึ้นมาเรียนชั้นคลินิกเราก็แทบไม่รู้จักคำว่าเวลาว่างอีกเลย ทั้งเรียน ทั้งทำรายงาน แถมต้องตื่นมาราวน์วอร์ดตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า กว่าจะเลิกเวลาก็ปาไปเกือบหกโมงเย็น

            หากวันไหนมีเวลาหน่อยเพื่อนๆ ก็มักจะชวนกันออกไปผ่อนคลายความตึงเครียดด้วยการนั่งจิบเบียร์ ฟังเพลงเบาๆ ก่อนที่วันต่อมาจะต้องเผชิญหน้ากับศึกใหญ่เหมือนอย่างเคย

            “ไม่ล่ะ” แต่วันนี้ต่างจากทุกวัน ตรงที่ผมไม่ได้ตอบรับคำชวนนั้น

            “โหหห โดนปฏิเสธว่ะ ปกติพี่บูไม่เป็นแบบนี้” เรียนอยู่ปีเดียวกันแท้ๆ แต่ยังเรียกพี่อยู่ได้ เคยพูดไปหลายครั้งจนเหนื่อยสุดท้ายก็กลับมาเรียกเหมือนเดิม

            “ช่วงนี้อาจจะไม่ได้ออกไปไหนด้วย พอดีมีเพื่อนมาอยู่ที่ห้อง”

            “แล้วไง ต้องเทคแคร์เหรอ”

            “อืม”

            “เพื่อนหรือสาว?” ผมถึงกับส่ายหน้า อีกฝ่ายเลยหาเรื่องแซวต่อ “มีแฟนก็ดีเหมือนกันนะพี่ เวลาเรียนเหนื่อยๆ จะได้มีคนให้กอด ที่ผ่านมาพี่เล่นไม่สนใจใครเลย พอเห็นแบบนี้เลยหายห่วงหน่อย”

            “คิดเองเออเองเก่งนะมึง กูได้บอกเหรอว่าแฟน”

            “แค่มองตาก็รู้ใจแล้ว” ถึงกับหลุดเสียงหัวเราะออกมาหลังได้ยินประโยครู้ทัน “โอเค ช่วงนี้ไม่ว่างไม่เป็นไร เบื่อเมื่อไหร่ก็ค่อยชวนผมแล้วกัน”

            “เออ!” ผมคว้ากระเป๋า โบกมืออำลาอีกฝ่ายก่อนย่ำเท้าไปยังลานจอดรถ

            โชคดีเหลือเกินที่เดือนนี้ผมได้ทำงานในวอร์ดซึ่งมีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ดังนั้นจึงมีเวลาว่างพอจะสร้างความทรงจำที่ดีกับไอ้เนย์อยู่บ้าง

            หลังเพิ่งเจอกันในตอนเช้าเราก็ได้พูดคุยเพียงสั้นๆ สรุปก็คือช่วงดึกอาคเนย์จะเริ่มขนของบางส่วนและย้ายเข้ามาอยู่ร่วมห้องกับผม ยอมรับว่าฉุกละหุกนิดหน่อยแต่นั่นเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำเลยก็คือเปิดห้องปิดตายซึ่งเก็บความทรงจำในอดีตอีกครั้งเพื่อทำความสะอาด ก่อนที่มันจะกลายเป็นห้องนอนส่วนตัวของผู้มาเยือนในอีกไม่ช้า

            แต่บังเอิญเกิดผิดพลาดทางเทคนิคนิดหน่อยตรงที่ไอ้เนย์มาถึงห้องเร็วกว่ากำหนดหลายชั่วโมง

            “มีของแค่นี้เหรอ” ผมถามหลังเปิดประตูห้องพร้อมกับเชื้อเชิญให้คนตัวเล็กกว่าเข้ามาด้านใน

            “อืม”

            ภาพนี้ไม่ต่างจากเมื่อหลายปีก่อนเท่าไหร่ ตอนที่ผู้ชายอายุยี่สิบก้าวเท้าเข้ามาในห้องพร้อมกับกระเป๋าเดินทางหนึ่งใบ ถึงวันนี้มันก็ยังมีของสำคัญน้อยชิ้นเหลือเกิน

            “แล้วจะเข้าไปยังไง ล็อกซะแน่นขนาดนี้” เจ้าตัวถามพลางขมวดคิ้ว หลังหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องซึ่งถูกคล้องโซ่อย่างแน่นหนา แถมยังถูกตอกตะปูปิดทับไปอีกรอบ

            “โทษที ตอนแรกคิดว่ามึงจะมาดึกกว่านี้”

            “ไม่เคยคิดจะเปิดเข้าไปเลยหรือไง” เสียงบ่นงึมงำถามกลับ “ตอนนั้นกูก็เห็นมันล็อกอยู่แบบนี้”

            ตอนนั้นที่ว่าคงหมายถึงครั้งสุดท้ายที่เราเจอกัน

            “อือ คงเพราะกลัวจะทนไม่ไหวกลับเข้าไปในชีวิตมึงอีกล่ะมั้งกูถึงอยากลืม”

            “...”

            ผมคิดว่าตัวเองได้ทำผิดพลาดไป ต่างคนเลยต่างเงียบ จนกระทั่งร่างบางหมดความอดทนเป็นฝ่ายลากกระเป๋าไปยังโซฟาห้องนั่งเล่นแทน

            ความอึดอัดหลังจากลากันยาวนานส่งผลให้ผมทำอะไรไม่ถูก มัวแต่งุ่นง่านจัดระเบียบความคิดสะเปะสะปะในหัว กว่าจะรู้ตัวว่าควรเปิดประตูห้องปิดตายตรงหน้าก็ใช้เวลาอยู่นาน

            กลิ่นฝุ่นมหาศาลปะทะเข้าจมูก ความมืดถูกแทนที่ด้วยแสงนวลจากหลอดไฟเพียงหนึ่งเดียวบนเพดาน ผมก้าวเท้าฉับไปยังเตียงเป็นอันดับแรก เอื้อมมือคว้ากล่องบรรจุนาฬิกาขึ้นมาไว้ในครอบครอง ตั้งใจจะเอามันไปเก็บไว้ในห้องส่วนตัว ทว่าร่างกายกลับปะทะเข้ากับคนตัวเล็กเสียก่อน

            “สภาพแม่งไม่น่าอยู่เลย” คนตรงหน้าบ่นงึมงำ

            “คืนนี้มึงไปนอนห้องกูก่อนเถอะ เดี๋ยวกูขอจัดการทำความสะอาดก่อน”

            “ไม่เป็นไรกูทำเอง ถ้าไม่เสร็จก็จะนอนโซฟา”

            “งั้นช่วยกันมั้ย”

            “อืม...” ทุกอย่างดูง่ายดายไปซะหมด จนผมไม่แน่ใจว่าอาคเนย์ในตอนนี้กำลังแปลงตัวเองเป็นคลื่นใต้น้ำที่รอวันปะทุอยู่หรือเปล่า

            “งั้นเริ่มจากเช็ดฝุ่นตามตู้กับเตียงก่อนมั้ย”

            คนฟังพยักหน้าพลางกวาดสายตามองรอบห้อง

            “ที่ผ่านมาขังทุกอย่างไว้ในสภาพนี้เหรอ”

            “มีบ้าง ในบางครั้งที่ทนไม่ไหวเลยนอนอยู่ในห้องนี้ แต่ก็...นานแล้วล่ะ” ผมเคยเป็นบูรพาที่ถูกคนทั้งโลกทอดทิ้ง กอดตัวเองอยู่ท่ามกลางความเย็นเยือก เอาแต่จ้องมองบาดแผลเหวอะหวะตรงข้อมือ และถึงแม้ว่าตอนนี้มันจะไม่เจ็บอีกแล้วร่องรอยเหล่านั้นก็ยังคงอยู่

            “หลังจากกันวันนั้น เคยร้องบ้างไห้มั้ย” ไอ้เนย์ถามอีก คราวนี้ผมฉีกยิ้มในสภาพริมฝีปากสั่นเทา

            “ไม่หรอก”

            “ไม่เคยร้องไห้เลยเหรอ”

            คราวนี้ผมไม่ตอบนอกจากจ้องมองใบหน้าขาว ก่อนความร้อนผ่าวบริเวณขอบตาจะค่อยๆ ทวีขึ้น ผมไม่รู้ว่าหน้าของตัวเองในตอนนี้บิดเบี้ยวแค่ไหน แต่เมื่อได้อยู่กับเขามันจึงอดไม่ได้ที่จะเผลอร้องไห้ออกมา

            “กูขอโทษเนย์ ที่ผ่านมา...กูขอโทษ” สุดท้ายผมไม่อาจฝืนตัวเองได้ นอกจากปล่อยน้ำตาไหลรินอาบหน้าอย่างไม่นึกอาย

            “เป็นแบบนี้เหมือนไม่ใช่มึงเลย”

            “กูไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจริงๆ กูเป็นคนยังไง” บางครั้งก้าวร้าว บางครั้งนิ่งเงียบ หากแต่บางทีกลับขี้แยเหมือนเด็กอนุบาล ทุกอย่างผสมปนเปเป็นคนที่ชื่อว่าบูรพา ซึ่งเผชิญกับความเป็นจริงมาแล้วหลากหลายรูปแบบ

            “ช่างเถอะ เวลานานขนาดนี้ มันต้องมีบางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง”

            “...”

            “ผ้าขนหนูเก่าๆ อยู่ไหน กูจะได้เริ่มทำความสะอาด” เนย์ไม่รอฟังคำตอบแต่รีบผละออกไป ทิ้งผมให้ยืนยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดหน้าแล้วบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าควรควบคุมอารมณ์ให้มากกว่าเดิม

            นาฬิกาถูกเก็บไว้ในส่วนลึกของลิ้นชัก จากนั้นผมจึงเริ่มต้นภารกิจทำความสะอาดครั้งใหญ่

            ถึงห้องจะเล็กและมีข้าวของไม่มากนัก แต่กลับใช้เวลาทำความสะอาดค่อนข้างนานเนื่องจากถูกปิดมานานแรมปี กว่าจะเสร็จสิ้นต่างคนต่างก็ใช้แรงไปไม่น้อย          

            เราสองคนนั่งพิงหลังตรงโซฟาในห้องนั่งเล่น เบื้องหน้าเปิดรายการทีวีทำลายความเงียบ แม้จะรู้ดีว่าตอนนี้ไม่มีใครจดจ่ออยู่กับมันเท่าไหร่ ส่วนอาหารเย็นที่ทำง่ายที่สุดคือข้าวกล่อง เพราะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการยัดไมโครเวฟ แถมไม่ต้องพิถีพิถันสามารถยกมากินหน้าทีวีได้เลย

            วันนี้เป็นวันแรกของการสร้างความทรงจำร่วมกัน...

            ซึ่งมันมาพร้อมกับกฎของการอยู่ร่วมห้อง

            โพสต์อิตสีฟ้าถูกยื่นมาให้ตรงหน้า ตัวหนังสือขยุกขยุยของให้เนย์ไม่เปลี่ยนไปเลย ข้อความเหล่านี้ถูกเขียนเป็นข้อๆ เพื่อบอกสิ่งที่เราต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

 

            หนึ่ง ห้ามแตะเนื้อต้องตัวกันโดยไม่ได้รับอนุญาต

 

          “จับมือก็ไม่ได้เหรอ” ผมเงยหน้าถาม หลังอ่านข้อความในบรรทัดแรกจบ

            “ไม่ได้” และไอ้เนย์ก็ตอบกลับมาโดยแทบไม่เสียเวลาคิด

 

          สอง ห้ามก้าวก่ายชีวิตส่วนตัว เรื่องเพื่อน รวมถึงห้ามโผล่ไปที่มหาลัย

 

            “นั่นรวมถึงแฟนมึงด้วยใช่มั้ย” แม่งเอ๊ย...พูดเองก็เจ็บเอง ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมถึงรู้สึกไม่ดีทั้งที่เราไม่ได้เป็นอะไรกันเลย แม้แต่เพื่อนก็ไม่ใช่

            “กูยังไม่มีแฟน”

            “...!!” คำตอบของคนเคียงข้างไม่ต่างจากการจุดดอกไม้ไฟนับร้อยขึ้นในหัว จังหวะการเต้นของหัวใจเองก็ถี่ระรัวจนผลักให้ผมอยากรู้อยากเข้าไปอีก “แล้ว...แล้วคนชื่อปราชญ์ล่ะ มึงไม่ได้คบกันเหรอ”

            “ปราชญ์เป็นเพื่อน ที่ผ่านมากูไม่ได้สนใจเรื่องความรัก ความฝันต่างหากที่สำคัญ”

            “ดีใจว่ะ”

            “เกี่ยวอะไรกับมึง”

            “ไม่รู้แต่ดีใจ”

            ผมไม่ได้ยิ้มกว้างแบบนี้มานานเท่าไหร่แล้ว แม้เวลาที่ก้มลงอ่านข้อความถัดไปปากก็ยังคงค้างอยู่ท่าเดิม นี่หรือเปล่าที่เรียกว่ารอยยิ้มแห่งความสุขที่ไม่ได้สัมผัสมานาน

 

            สาม ห้ามยุ่งกับของส่วนตัว

         

            “กูสัญญาว่าจะไม่ยุ่งอะไรของมึง แต่ของในห้องนี้มึงใช้ของกูได้ทุกอย่างนะเนย์”

            “เออ”

 

          สี่ ห้ามโทรศัพท์หรือติดต่อหากัน

           

            “จะไม่ให้เบอร์กูเลยเหรอ”

            “ไม่”

            “ไลน์หรือเฟซบุ๊กอะไรก็ได้”

            “ไม่จำเป็นหรอกบู”

 

            ห้า ห้ามพาบุคคลหรือผู้หญิงเข้ามาในห้องไม่ว่ากรณีใดก็ตาม

 

            ข้อสุดท้ายทำได้ง่ายที่สุด

            “เนย์ ตั้งแต่มึงหายไป กูก็ไม่เคยนอนกับใครอีกเลย” เมื่อก่อนผมอาจเคยแหกกฎข้อนี้ด้วยความแค้นหรือเหตุผลห่าเหวอะไรก็ช่าง แต่มันจะไม่มีวันเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง “มึงรู้ดี...ถึงจะเริ่มต้นใหม่สักกี่ครั้ง กูก็รักใครไม่ได้อีก”

          “รู้เหรอว่าความรักจริงๆ คืออะไร”

            “ไม่รู้หรอก” จนป่านนี้ก็ยังนิยามความหมายของคำว่า รักไม่ได้ “มึงล่ะ รักของมึงเป็นแบบไหน”

            “เป็นแบบที่แม่กูมีให้ไง”

            “ไม่ดิ กูหมายถึงรักที่ไม่ได้มาจากครอบครัว ไม่ได้มาจากเพื่อน แต่เป็นรักที่มีให้กับใครสักคนต่างหาก”

            “งั้นยิ่งไม่รู้เข้าไปใหญ่ เพราะฝืนเข้าใจคำว่ารักผิดไปตั้งหลายปี”

            “นั่นเคยเป็นรักที่ให้กูหรือเปล่า”

            “ช่างเถอะ บางทีความรู้สึกพวกนี้อาจไม่จำเป็นกับชีวิตเราก็ได้”

            ประเด็นดังกล่าวถูกตัดจบ แม้รู้ดีว่ายังมีบางอย่างที่ค้างคา

            “ขอถามอะไรหน่อยได้มั้ย”

            “ถามอะไรอีกล่ะ เก็บไว้ถามวันอื่นบ้างก็ได้” ไอ้เนย์พูดพลางตักข้าวใส่ปากด้วยสีหน้าเย็นชา ผมจึงเฝ้ามองเสี้ยวหน้าได้รูปอย่างเงียบเชียบ กระเพาะอิ่มขึ้นมาซะดื้อๆ ความจริงแค่ได้เห็นว่าอีกฝ่ายนั่งอยู่ตรงนี้ ในระยะห่างเพียงไม่กี่เซ็นต์ ความรู้สึกก็เต็มตื้นจนกินอะไรไม่ลงอีก

            “กลัวว่าถ้าถามวันอื่นมึงก็อาจจะผลัดไปอีก”

            “งั้นก็ว่ามา”

            “ทำไมมึงถึงตัดสินใจย้ายมาอยู่กับกูที่ห้อง คงไม่ใช่เพราะข้อเสนอที่อาจช่วยให้มึงหายจาก PTSD อย่างเดียวใช่มั้ย” อาคเนย์อาจมีบางอย่างที่มากกว่านั้น แล้วสมองของผมมันก็มัวแต่คิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานาหากไม่ได้รับคำตอบ

            “มึงน่าจะรู้อยู่แล้ว”

            “กูไม่รู้หรอก ไม่อยากคิดไปเองด้วยซ้ำ”

            เสียงผ่อนลมหายใจดังผะแผ่ว กระทั่งใบหน้าได้รูปหันมาประสานสายตากัน ความสงสัยส่วนหนึ่งก็คลี่คลายลง

            “มึงฝันร้ายทุกคืนเลยไม่ใช่หรือไง”

            “อ๋อ” ผมพยักหน้าเข้าใจ “อยากให้กูหายนี่เอง”

            “นั่นมันส่วนหนึ่ง แต่มึงก็รู้ดีว่าเหตุผลที่ยังคงฝันร้ายเพราะรู้สึกติดค้างกูอยู่ แล้วถ้าสมมติกูหาย อย่างน้อย...ความรู้สึกผิดในใจของมึงก็จะลดลงตามไปด้วยไม่ใช่เหรอ”

            “...”

            “ที่ผ่านมามึงเจ็บเพราะไม่เคยชดใช้อะไรให้กูได้ นี่ไง กูมาให้มึงชดใช้แล้ว”

           

 

 

 

 

 

 

 

            ตีสี่เป็นเวลาที่ผมมักตื่นจากฝัน ร่างกายยังคงเคยชินกับอะไรเดิมๆ แม้หลายอย่างจะเริ่มเปลี่ยนไปบ้างก็ตาม

            ไอ้เนย์ครอบครองห้องนอนเล็กไปแล้ว และตอนนี้มันคงกำลังหลับสบาย ดังนั้นผมจึงไม่อยากรบกวนนอกจากค่อยๆ ย่างเท้าเข้าห้องน้ำอย่างเงียบเชียบ ก่อนออกมาเตรียมอาหารง่ายๆ ให้อีกฝ่ายได้กินรองท้องก่อนไปเรียน เพราะกว่าเจ้าตัวจะตื่นผมคงวิ่งวุ่นกับการราวน์วอร์ดคนไข้อยู่ที่โรงพยาบาล

            เราตกลงกันแล้วว่าจะไม่มีการไปรับไปส่ง หรือโผล่หัวไปยังมหาลัยเพื่อสานสัมพันธ์กับเพื่อนหรือคนรู้จัก คล้ายกับว่าโลกของบูรพากับอาคเนย์ถูกจำกัดกรอบอยู่เพียงในห้อง หรือหากต้องออกไปที่ไหน ที่นั่นก็จะมีแค่เราสองคนเท่านั้น ซึ่งเงื่อนไขนี้ก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่นัก         

            บูรพาอยู่ได้เสมอหากที่นั่นมีอาคเนย์

            ช่วงเย็นผมแวะซื้อกับข้าวอยู่สองสามอย่างกลับไปยังห้อง ตระเตรียมเทใส่ชามเพื่อรออุ่นอีกครั้งหลังคนตัวเล็กกลับมา ทว่าเวลาผันผ่านไปจนเกือบสี่ทุ่ม ห้องก็ยังไร้ซึ่งวี่แววของอีกฝ่ายจนอดเป็นห่วงไม่ได้

            ด้วยไม่มีเบอร์โทรติดต่อ ผมจึงเอาแต่เดินวนไปวนมาจนไม่เป็นอันทำอะไร จะต่อสายหาแม่ก็กลัวทำให้ท่านเป็นกังวลเลยหยุดความคิดไว้เท่านั้น

            ผมเกลียดการนับเลข เกลียดการเฝ้ารอ แต่ไม่สามารถฝืนตัวเองให้ปล่อยวางได้สักที

            แกรก!

            จนในที่สุดการรอคอยก็สิ้นสุดลงเมื่อไอ้เนย์ย่างเท้าเข้ามาในห้อง มันวางคีย์การ์ดไว้บนตู้วางรองเท้า ก่อนเดินไหล่ตกกลับมาในชุดช็อปวิศวะ ทั้งสีหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจนผมต้องเอ่ยทักท้วง

            “ไอ้เนย์ กลับมาเหนื่อยๆ กินข้าวด้วยกันก่อนสิ”

            “ไม่ล่ะ กูกินมาแล้ว กะจะอาบน้ำนอนเลย”

            “เนย์วันนี้...”

            พูดยังไม่ทันจบประโยคประตูห้องนอนเล็กๆ พลันปิดลง ปล่อยผมยืนนิ่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าว จ้องมองอาหารที่ซื้อรอไว้ครู่หนึ่งก่อนจะจับมันยัดตู้เย็นอย่างเงียบๆ

            สำหรับมื้อนี้ ผมเองก็ไม่หิวแล้วเหมือนกัน

 

 

 

 

 

 

 

            ผมสามารถเลิกบุหรี่ได้ตามคำแนะนำของหมอ ดังนั้นเลยอยากให้ไอ้เนย์ได้ลองเลิกบุหรี่ก่อนข้ามไปขั้นตอนอื่น ช่วงสัปดาห์แรกของการอยู่ร่วมห้องแม้จะไม่ค่อยได้คุยกันแต่ผมก็พยายามหาโอกาสซักถามให้มากที่สุด ไอ้เนย์อยู่ปีสามแล้ว ทั้งเรียนและรับงานพิเศษจนตารางเวลาแน่นขนัด

            ส่วนผมไม่ต้องพูดถึง จะว่างเฉพาะตอนเย็นกับวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น

            แต่ที่หนักกว่าคือคนตัวเล็กแทบไม่เปิดโอกาสให้เราได้มีเวลาส่วนตัวร่วมกันเลย บางวันไม่เมากลับมาก็หายหัว กลับดึกดื่นค่อนคืน ตอนเช้าเราไม่ค่อยคุยกันอยู่แล้วเพราะผมต้องรีบไปราวน์วอร์ด อาหารที่ทำไว้ให้ก็ไม่ถูกแตะแม้แต่นิดเดียว

            แฮม ไข่ดาว เบค่อน ถูกทำในตอนเช้าก่อนจะถูกเทลงถังขยะในตอนเย็น

            แต่ผมไม่เสียใจหรอก ยินดีด้วยซ้ำที่ได้สิ่งที่อยากทำอย่างเต็มที่ พรุ่งนี้เราอาจจะได้คุยกัน ส่วนวันหยุดเนย์อาจว่างพอออกไปข้างนอก หน้าที่ของผมคือปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างที่มันควรเป็น

            อย่างน้อย...การไม่เจ้ากี้เจ้าการกันมากนัก อาจช่วยให้มันยังอยู่กับผมนานขึ้นกว่าเดิม

 

 

 

 

 

 

            หนึ่งเดือนแล้วที่เราอยู่ร่วมห้องกัน

            ไม่มีอะไรคืบหน้า ทั้งอาการ PTSD หรือฝันร้ายที่ทำให้ผมวิตก วันนี้เลยอยากหาโอกาสคุยกันเล็กน้อย เผื่อจะได้ช่วยกันแก้ปัญหา

            อาคเนย์กลับถึงห้องตอนสองทุ่มเศษ สีหน้าดีขึ้น ไม่ได้ดูเหนื่อยล้าเหมือนทุกวัน ผมจึงมีความกล้าพอขอรบกวนเวลาสักเล็กน้อย

            “เนย์ กินข้าวยัง” คำถามแรกพุ่งจู่โจมคนตัวเล็ก

            “อืม มึงล่ะ” มันถามกลับ

            “ยัง พอดีมีเรื่องสำคัญที่อยากคุยกับมึงก่อนน่ะ”

            “ไว้ก่อนได้มั้ย ขออาบน้ำก่อน”

            “แป๊บเดียว มันสำคัญกับมึงมาก” คนฟังช่างใจเล็กน้อย สุดท้ายก็ตอบรับคำขอด้วยการทิ้งตัวลงนั่งโซฟา โดยไม่ลืมทิ้งระยะห่างระหว่างเราเอาไว้พอสมควร

            “มีอะไร”

            “เห็นว่ามึงยังไม่เลิกบุหรี่ กูคุยกับหมอมา บางทีการเลิกสูบมันอาจช่วยให้อาการของมึงดีขึ้น”

            “ไม่ล่ะ” ไอ้เนย์ปฏิเสธเสียงแข็ง “มันไม่ช่วยอะไรหรอก”

            “แต่มึงยังไม่ได้ลองเลย”

            “กูลองหลายอย่างแล้วบู ลองย้ายมาอยู่กับมึง แล้วดูดิ! ในตอนนี้มีอะไรเปลี่ยนแปลงมั้ย กูก็ยังไม่กล้าขับรถเหมือนเดิม ส่วนมึงพูดมาสิว่าตั้งแต่กูมาอยู่ด้วยมึงไม่เคยฝันร้ายอีก”

            “ทุกอย่างอาจต้องใช้เวลา อีกอย่างเรายังไม่ได้พยายามทำอะไรร่วมกันเลยสักอย่าง โอเคกูไม่ก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวมึง ไม่ยุ่งเรื่องเพื่อนของมึง แต่ขอได้มั้ย ให้เราได้ลองทำอะไรร่วมกันบ้าง”

            เวลาผ่านมานานนับเดือน เราอยู่เหมือนแค่ให้รู้ว่าอยู่ ยิ่งเมื่อลองนับประโยคสนทนาตอบตอบโต้ในแต่ละวันดูแล้วก็ยิ่งน้อย มันเลยไม่มีอะไรคืบหน้าสักที

            “แล้วกูต้องทำยังไงวะ”

            “เลิกบุหรี่ให้ได้ก่อน แล้วใช้เวลากินข้าวในตอนเย็นด้วยกัน กูขอแค่นี้ได้มั้ย”

            “จะพยายาม แต่วันไหนที่กูออกไปกับเพื่อนค่อยว่ากันอีกที” ยอมรับว่าค่อนข้างพอใจในคำตอบ ร่างกายเลยเผลอเอื้อมมือหมายจะลูบหัวอีกฝ่ายเป็นการขอบคุณ แต่กลับต้องชะงักค้างอยู่กับที่เมื่ออาคเนย์ผงะถอยไปด้านหลังด้วยความตกใจ

            “ทะ...โทษที กู...”

            “ช่างเถอะ กูไปอาบน้ำก่อนแล้วกัน”

            มือของผมยังคงสั่น นึกเสียใจปนเสียดายที่สุดท้ายคว้าได้เพียงอากาศ

 

 

 

 

 

 

 

            การเลิกบุหรี่โดยไม่ทรมานคือค่อยๆ ลดปริมาณลงทีละเล็กทีละน้อย หากปกติสูบวันละสองมวน ก็เปลี่ยนเป็นลองสูบวันละมวนแทน หมากฝรั่งสำหรับเลิกบุหรี่ผมซื้อมาไว้แล้ว หรือหากวันไหนที่ไอ้เนย์เริ่มเครียดก็ยังมีแผนสำรองอีกมากมายซึ่งทุกขั้นตอนนั้นมีหมอคอยดูแลอย่างใกล้ชิด

            วันนี้คนตัวเล็กกลับมาก่อนผม ทว่าสิ่งที่ไม่น่ายินดีเลยก็คือมันกำลังพ่นควันสีขาวขุ่นซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นของนิโคตินอยู่ตรงระเบียง หากจำไม่ผิด วันนี้มันมีตารางห้ามสูบไม่ใช่หรือไง

            “เนย์ มึงทำผิดเงื่อนไข”

            ร่างบางหันมามองผมแว๊บหนึ่งก่อนกลับไปจดจ่อกับท้องฟ้าตรงหน้า

            “วันนี้ขอได้มั้ย มีเรื่องเครียดนิดหน่อย”

            “มีอะไรก็ปรึกษากูได้” ผมย่างเท้าเข้าไปประชิด ทว่ากลับไม่สามารถสัมผัสได้แม้กระทั่งบ่าทั้งสองข้าง

            “กูเคยบอกแล้วไงว่าเราจะไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของกันและกัน”

            “โอเค ไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไร แต่ให้แค่วันนี้นะ”

            “อืม”

            ท่ามกลางความขมุกขมัวของควันบุหรี่ ผมมองอะไรไม่ชัดเลยแม้กระทั่งอนาคตของเรา

 

 

 

 

 

 

 

            สองเดือนหลังใช้ชีวิตร่วมกันมีหลายอย่างเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น หนึ่งเลยคือเรามีเวลาพูดคุยและทานข้าวเย็นด้วยกันบ่อยครั้ง ได้นั่งดูหนังเรื่องโปรดด้วยกันที่ห้องนั่งเล่น และเรื่องน่ายินดีที่สุดคืออาการอยากบุหรี่ของไอ้เนย์น้อยลงจนตอนนี้มันแทบไม่แตะอีกเลย

            “เย็นนี้ไม่ต้องรอกินข้าวนะ กูจะออกไปปาร์ตี้กับเพื่อน”

            “แล้วจะกลับดึกมั้ย กูจะได้รอ”

            “ไม่ต้องรอหรอก กูยังไม่รู้เลยว่าเพื่อนมันจะกลับกี่โมง”

            “ยังไงก็ดูแลตัวเองแล้วกัน” ผมบอกด้วยความเป็นห่วง แม้ที่ผ่านมาเจ้าตัวจะไม่เคยกลับห้องในสภาพเมาหัวราน้ำแต่ลึกๆ ก็ไม่อยากให้มันไปกับเพื่อนอยู่ดี

            “รู้แล้ว...”

            สองทุ่มไอ้ปราชญ์มารับอาคเนย์ถึงหน้าคอนโด ส่วนผมนอนไม่หลับเลยโทรหาแม่ครู่หนึ่งก่อนใช้เวลาทั้งหมดไปกับการอ่านหนังสืออยู่ในห้อง รอคอยก็แต่คนตัวเล็กที่จะกลับมาเมื่อไหร่

            แกรก!

            ตีสามครึ่งผมได้ยินเสียงดังกุกกักของประตู ช่างใจอยู่ไม่กี่นาทีจึงตัดสินใจเดินออกไปดูว่าคนตัวเล็กยังโอเคอยู่หรือเปล่า

            “ไหนมึงบอกว่าเลิกได้แล้วไง” ภาพที่เห็นทำเอาสติที่เหลืออยู่ขาดผึง

            รีบสับเท้าไปยังระเบียงซึ่งมีใครคนหนึ่งยืนอยู่ จังหวะนั้นผมคว้าข้อมือเล็กข้างที่คีบบุหรี่ขึ้นมาพร้อมกับออกแรงบีบเค้นแน่นจนเกิดริ้วแดงบนผิวขาว ไอ้เนย์ตกใจพยายามสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม แต่มันสู้แรงของผมไม่ไหวเลยยื้อยุดกันอยู่นาน

            “อย่ามาจับตัวกู!” เจ้าของร่างบางตวาดลั่น ผมจึงได้สติรีบดึงมือออก เพราะยั้งตัวเองไม่อยู่จนเผลอทำลายข้อตกลงที่เคยพูดไว้จนหมด

            “มึงกำลังทำลายความพยายามของตัวเองอยู่นะเนย์”

            “แล้วไงวะ กูเลิกสูบแล้วไง แม่งไม่เห็นมีเหี้ยไรดีขึ้นเลย”

            “...”

            “กูยังกลัวอยู่เลยบู ยิ่งตอนที่ได้ลองจับพวงมาลัยรถ ภาพของจีนก็ผุดขึ้นมาในหัวจนกูอยากอ้วก มันโคตรอึดอัดเลยนะเว้ยที่ต่อให้พยายามอีกกี่ครั้งมันก็ไม่หายสักที”

            “ใช่ว่าทุกอย่างจะดีขึ้นในเร็ววันซะเมื่อไหร่”

            “กูเริ่มทนไม่ได้แล้วว่ะ บางทีเดินไปข้างหน้าโดยที่สลัดทิ้งบางอย่างไปไม่ได้อาจเป็นสิ่งที่โชคชะตากำหนดไว้แล้วก็ได้”

            “แล้วมึงจะไปจากกูทั้งอย่างนี้เหรอ”  

            ไร้ซึ่งคำตอบจากปากของคนตัวเล็ก ที่หนักกว่านั้นคือมันยังพยายามจะสูบบุหรี่มวนนั้นต่อ

            “เนย์ ทิ้งมันซะแล้วไปอาบน้ำนอน”

            “...”

“กูจะนับหนึ่งถึงสามทิ้งบุหรี่ในมือลง” ผมกัดฟันพูด แต่ไอ้เนย์กลับใจแข็งเกินกว่าจะยอมทำตามคำสั่ง “หนึ่ง...สอง...สาม”

ขวับ!

เพียงเสี้ยววินาทีบุหรี่ยี่ห้อหรูก็ถูกริบมาอยู่ในกำมือ ก่อนมันจะถูกส่งเข้าปากเป็นการตัดรำคาญ ผมเคี้ยวมันทั้งที่ยังติดไฟ ปล่อยให้ความร้อนลุกลามไปทั่วโพรงปาก

ไอ้บูรพาตอนนี้ไม่ต่างจากคนโง่ที่เอาแต่ทำเรื่องสิ้นคิด รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวกับทุกอย่างจนอยากร้องไห้

“ไอ้บูมึงทำอะไรคายออกมา!” ดวงตาของอาคเนย์เบิกโพลง มันปราดเข้ามาประชิดตัว พร้อมเอื้อมมือสั่นเทาพยายามล้วงเอาสิ่งแปลกปลอมออกจากปากของผม

“ไอ้เหี้ยมึงมันโง่!

แรงบีบเค้นจากคนตัวเล็กส่งผลให้ริมฝีปากยอมคายเศษซากบุหรี่ที่มอดดับลงบนพื้นในที่สุด และถึงแม้ว่าจะเป็นอย่างนั้น ความร้อนที่ยังไหลวนในโพรงปากยังคงเป็นอุปสรรคกับการเปล่งเสียงอยู่ดี

            สองขาของผมอ่อนแรงจนทรุดตัวลงกับพื้น ไอ้เนย์ทิ้งตัวลงตาม ระดมกำปั้นทุบอกผมทั้งสีหน้าแดงก่ำ

            “กูเกลียดตัวเองฉิบหาย”

            “...”

            “เพราะมึงกูถึงเป็นแบบนี้บู”

            “กูขอโทษ...”

          “เพราะมึงกูถึงต้องทรมานขนาดนี้”

            “ขอโทษ”

            เพื่อชดใช้ให้กับสิ่งที่ทำลงไป ไม่ว่าเขาอยากให้ผมเป็นอะไร ไม่ว่าเขาต้องการสิ่งไหน บูรพาจะทำทุกอย่างเพื่อแลกกับการที่อาคเนย์ไม่ต้องทุกข์ทนในวังวนนี้อีก

            “เนย์อย่าร้อง กูเจ็บ...”

            แผลกรีดข้อมือ ความร้อนจากบุหรี่ ไม่มีอะไรเจ็บปวดเท่ากับการเห็นอีกฝ่ายต้องทุกข์ทนอยู่ตรงหน้า ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาทั้งมันไม่เคยกล่าวโทษผม หนำซ้ำยังเอาแต่พูดว่าไม่ถือโทษโกรธกันแล้วทั้งๆ ที่แม่งเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ

            “เจ็บจนจะตายอยู่แล้ว”

 





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.554K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,363 ความคิดเห็น

  1. #3322 Turngporn (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2563 / 04:40
    มาม่าเซเว่นยังขายไม่หมดอีกเฮ้อกินมาม่าท้องอืดหมดล้าววว
    #3,322
    0
  2. #3309 ผู้ชายที่ชอบทะเล (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2563 / 16:51
    ต่างคนต่างแบบ มันพูดไม่ออก มันเต็มไปหมด มันหน่วงมาก
    #3,309
    0
  3. #3256 Nielongforever9 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 23:12

    ตอนแต่งไรท์ร้องไห้ปะเนี่ยขนาดนี่เป็นคนร้องยากยังคลอเบ้าเลย

    #3,256
    0
  4. #3227 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 / 14:10

    อืมไรท์ผม.....ไม่มีไรจะพูด

    Take care คับ

    #3,227
    0
  5. #3161 YWDF (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 08:24
    เฮ้อออ
    #3,161
    0
  6. #3070 ketsakarnza2547 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 09:51
    อยากกอดทั้งสองคนนนนนน
    #3,070
    1
    • #3070-1 H2O ที่แปลว่าน้ำ(จากตอนที่ 13)
      19 กุมภาพันธ์ 2564 / 08:33
      หรืออาจเป็นเพราะเนย์พยายามจะชนะมันจนกลายเป็นกดดันตัวเองหรือเปล่า นอกเรื่อง เค้ากลับมาอยู่ด้วยกันแล้ววววววว ขอให้ทั้งคู่ดีขึ้นไวๆนะ
      #3070-1
  7. #2886 okami4207 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 3 มีนาคม 2563 / 21:12

    อ่านไปอ่านมารู้สึกว่าเรากับบูรพามีอะไรหลายๆอย่างเหมือนกัน เราเกิดสิ้นปีเหมือนกัน ครั้งหนึ่งเราเคยจมกับอดีต เคยเดินทางตรงแต่มันกลับเป็นวงกลมสะงั้น บูโชคดีที่ยังมีโอกาศได้แก้ตัวแต่เราไม่...ไม่มีโอกาศที่จะแก้ตัวไม่มีโอกาศที่จะได้พูดเราเจอหน้ากันทุกวันแต่เราไม่เคยสบตากันเรื่องของเรามันไม่ใช่ความรักในรูปแฟนมันบอกยากนะแต่มันก็เป็นความรักในแบบที่เรายังหาคำตอบไม่ได้ละมั้ง มันสายเกินไปแล้วเรื่องของเรามันจบไปนานแล้ว4ปีมานี้เรายังอยู่ที่เดิมเรามูฟออนไม่ได้วะ มันคงจะดีถ้าเธอบังเอิญมาอ่านเรื่องนี้(ขอโทษที่เพ้อในนี้นะคะ)

    #2,886
    6
    • #2886-5 Beethitinan(จากตอนที่ 13)
      24 พฤษภาคม 2563 / 14:16
      กอดนะคุณ
      #2886-5
    • #2886-6 แอบแม่มาอ่าน (จากตอนที่ 13)
      11 มิถุนายน 2563 / 01:17
      กอดๆนะคะ 🥺🤟🏻💖
      #2886-6
  8. #2777 pcy921 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 / 01:54
    มาอยู่ด้วยกันนี่ดีขึ้นแน่เหรอคะ กลัวใจ
    #2,777
    0
  9. #2759 mileyduchess (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 / 23:56
    ยิ่งอ่านยิ่งสงสาร
    #2,759
    0
  10. #2696 Saguramio (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 / 12:20

    โอ้ยยยยยจะร้องไห้ตาม

    #2,696
    0
  11. #2678 Mmeee.a (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2562 / 03:56
    ทำอะไรไม่ได้นอกจากขอให้ทั้งคู่หายจากบาดแผลในอดีตได้เร็วๆนะ
    #2,678
    0
  12. #2666 ครีม เด็กรัตนโกสินทร์ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2562 / 12:49
    เนย์บอกว่าตั้งแต่ย้ายมาอาการของทั้งสองคนก็ยังไม่ดีขึ้น แหมก็ดูพวกเทอทำสิ ห่างเหินกันขนาดนี้มันคงจะหายหรอกนะ ก่อนหน้านี้เราก็โกรธบูมากเหมือนกันที่ทำกับเนย์ขนาดนั้น แต่บางทีการให้อภัยแล้วกับไปเริ่มต้นใหม่ ใช้ชีวิตร่วมกัน มันอาจจะเป็นทางออกที่ดีก็ได้นี่นา
    #2,666
    0
  13. #2653 Kim Hyo Wook (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2562 / 00:03
    เตือนนักอ่านนะคะ ควรใช้คำสุภาพเวลาพิมพ์ รู้ค่ะว่าอินมาก แต่อย่าหยาบคายดีกว่าค่ะ
    #2,653
    0
  14. #2600 wonnybum (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 กันยายน 2562 / 03:00
    จริงถ้าทั้งคู่ปลดล้อคตัวเองได้และใจตรงกันเรื่องมันคงง่ายขึ้น แต่นี่บูไม่รู้คิดยังไงนี่สิ เพราะสิ่งที่เนย์ขาดคือความรัก
    #2,600
    0
  15. #2596 magical.mee (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 กันยายน 2562 / 00:45
    เห็นหลายเม้นท์เลยที่บอกว่าไม่อยากให้กลับมาอยู่ด้วยกัน เอาจริงแล้วเราก็ไม่รู้หรอกว่าแบบไหนมันดีกว่ากันเพราะเราก็ไม่เคยเจอความเจ็บปวดแบบนี้ แต่ถ้าเอาตามครส.เรา เราก็สงสารบูนางนะ ไม่รู้อะ คิดว่านางสำนึกได้แล้ว ได้รับความเจ็บปวดแล้ว เราว่าคนเราก็ต้องมีผิดพลาดกันบ้าง เราเชียร์ให้จบแบบhappyอะ อยากให้มีความสุขกันทุกฝ่ายมากกว่า
    #2,596
    0
  16. #2571 Honery (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 16:11
    เห็นมีเม้นท์แย้งเต็มเลยว่าไม่ควรกลับมาอยู่ด้วยกัน แต่ไม่รู้สิ อ่านถึงตอนนี้ยังเดาไม่ออกเลยว่าจะ happy end หรือ bad end แต่เชื่อว่าตัวละครมีเหตุผลของเขา ไม่เคยอยู่ในจุดนั้นก็ไม่รู้จะตัดสินแทนยังไง เลยเป็นผู้ชมแบบที่ผ่านมาตั้งแต่แรก มีอารมณ์ร่วม เจ็บปวด ร้องไห้ แต่ไม่ก้าวก่ายอยากให้ตัวละครเป็นเหมือนที่เราต้องการ ขอบคุณที่แต่งเรื่องนี้จริงๆค่ะ ไม่รู้ไรท์จะได้อ่านรึเปล่า แต่อยากบอกว่าคุณสร้างตัวละครสองตัวนี้ให้มีชีวิตแล้วจริงๆ มีความรู้สึกสมจริงจนเราที่เป็นคนอ่านไม่กล้าจะบังคับควบคุมเขาสองคนให้ทำตามใจเรา ได้แต่ลุ้นและหวังว่าสุดท้ายแล้วทุกตัวละครจะหลุดจากความทรมาน และมูพออนจากอดีตได้
    #2,571
    0
  17. #2496 gkf;sdfk (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2562 / 14:16

    รำคาญ จะกลับมาอยู่ด้วยกันเพื่อ ก่อนหน้านี้มันก็ดีอยู่แล้ว ต่างคนต่างอยู่ เป็นเราเราสบายใจกว่านะ ทำท่าทางเป็นห่่่่่่วงจะเป็นจะตายเห็นแล้วอยากจะอ้วก ก่อนทำไม่คิด-สัส

    เอาจริงๆนะ ให้กลับมาอยุ่ด้วยกันทำไม มาเพื่อรักษาอาการ มาเพื่อให้โอกาสได้หลุดพ้น ฯลฯ เราอ่านแล้วอึดอัด อาการที่เป็นเราว่ายิ่งแย่กว่าเดิม เข้าใจว่าสุดท้ายก็กลับมารักกัน แต่ทำร้ายกันไปมาจนเกินเยียวยาแล้วอ่ะ(สำหรับเรา) ไม่รู้สิมันเจ็บจนไม่รู้สึกอะไรไม่อยากยึดอะไรไว้แล้ว ก็ทำกันขนาดนั้น เราให้อภัยได้ แต่ให้กลับมาดูแลมาให้โอกาสมาเยียวยากันแบบนี้ เป็นเราเราไม่ทำอ่ะ

    #2,496
    0
  18. #2487 Sirikandadechhom (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 09:15
    หน่วงงงงงงงสุดดดดดดด
    #2,487
    0
  19. #2477 lemonBluery (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 / 13:37
    เฮ้อมมมม อึดอัดมากเลย อารมแบบติดอยู่ตรงที่เดิมจะไปไหนก็ไปไม่ได้ ทั้งสองคน
    #2,477
    0
  20. #2433 OhsehunB29 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2562 / 14:50
    อิเ-้ยยยย กูอยากกอดเขาาา
    #2,433
    0
  21. #2413 fayfai2302 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 22:20
    อึ้งไปเลย คิดไม่ออกแล้ว ฮือ
    #2,413
    0
  22. #2345 maybunny (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2562 / 00:16
    ไม่มีใครมูฟออนได้ซักคน เอาไงดีล่ะ เฮ้อ
    #2,345
    0
  23. #2262 _sosora_ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 11:58
    สู้ๆนะทั้ง 2 คนเลย
    #2,262
    0
  24. #2220 H A M S T E R (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 17:48
    ยังคงไม่เห็นด้วยกับการกลับมาอยู่ด้วยกัน เข้าใจเรื่องการเยียวยาโรค แต่เราก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่ดี มันไม่ใช่แค่การเผชิญหน้ากับฝันร้าย แต่เป็นฝันร้านที่หนักมากสำหรับเนย์ ส่วนตัวเรามองว่าเนย์มี trauma ถึง 2 เรื่องเลยนะ ทั้งเรื่องขับรถ ทั้งเรื่องถูกข่มขืน มันไม่ใช่เรื่องง่ายแล้วจบแค่มาอยู่ร่วมห้องกับบูอะ
    #2,220
    0
  25. #1989 malakay (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 06:43
    บางเรื่องที่ฝังใจไม่ใช่จะอยากลืมก็ทำได้เนอะ อาจจะยากแต่ลองเปิดใจคุยกัน ยอมรับแล้วก็เรีบนรู้ที่จะอยู่กับมันโดยไม่ให้มาทำลายชีวิตเรา
    #1,989
    0