อาคเนย์ - end

ตอนที่ 12 : 11 :: The answer

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 30,292
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,509 ครั้ง
    1 ส.ค. 62




CHAPTER 11

THE ANSWER

 

 

เวลาเป็นสิ่งสมมติ ไม่มีอดีต ไม่มีปัจจุบัน ไม่มีอนาคต

ไม่มียี่สิบสี่ชั่วโมงที่หมุนวนในชีวิต

ไม่มีใครบอกได้หรอกว่านานแค่ไหนถึงจะได้รับการให้อภัย

 

 

            ไอ้เนย์

          ...

          เฮ้ยหันมาคุยกันหน่อยดิ งอนเป็นเด็กไปได้วะ

          มึงไม่ต้องมายุ่งกับกู เป็นเหี้ยไรเอาเบอร์กูไปให้คนอื่น

          ก็เห็นน้องเขาชอบมึง

          แล้วได้ถามกูยัง?

          ไม่ชอบก็แค่ปฏิเสธไปไง นี่คือเราจะโกรธกันด้วยเรื่องแค่นี้จริงเหรอ

          มันไม่ใช่แค่นี้เว้ยบู เป็นเพื่อนกันมาตั้งนานไม่เคยรู้หรือไงว่ากูคิดยังไง

          ขอโทษ ครั้งนี้คิดน้อยไปจริงๆ กลัวว่ามึงจะเหงาเพราะกูหนีไปมีแฟนเลยคิดแทนทุกอย่างหมด ต่อไปไม่ทำแล้ว…’

          กูไม่ได้เหงา ถ้ามึงยังเป็นเหมือนเดิม

          กูยังเหมือนเดิม จีนแทนที่มึงไม่ได้หรอก

          ทีนี้เข้าใจหรือยัง สำหรับกู...คนอื่นก็แทนที่มึงไม่ได้เหมือนกัน

 

            ในฝันนั้นทั้งมีความสุขและโอบล้อมไปด้วยความอบอุ่นอย่างน่าเหลือเชื่อ แตกต่างจากทุกคืนที่มีแต่ภาพของการจากลา ผมตื่นขึ้นมาตอนตีสี่ ฟ้ายังคงมืดสนิททว่ารอบกายไม่ได้หนาวเหน็บเท่าที่ผ่านมา

            สองเท้าก้าวลงจากเตียงตามความเคยชินเพื่อมุ่งหน้าไปยังห้องน้ำ ผมชอบนะ ตอนที่ได้กวักน้ำเย็นๆ ขึ้นมาลูบหน้าแล้วใช้เวลา ณ ขณะนั้นจ้องมองกระจก ทุกวันผมจะเห็นคนชื่อบูรพาค่อยๆ เปลี่ยนไป ดูเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แบกทุกอย่างไว้บนบ่า เหน็ดเหนื่อยกับการใช้ชีวิตแต่ก็ยังต้องมีชีวิต

            บางทีเหตุผลของการมีชีวิตอยู่อาจไม่ใช่การทำเพื่อตัวเองอีกแล้ว แต่เป็นการทำเพื่อคนอื่นมากกว่า

            หนึ่งเดือนหลังบอกลากับเพื่อนในวัยเด็ก ผมจมจ่อมกับความรู้สึกมากมายที่ประเดประดังเข้ามาไม่ขาดสาย เศร้า เสียใจ รู้สึกผิด ไร้ค่าและหมดสิ้นความหวัง ในฝันยังคงมีเขาอยู่ทุกคืนก่อนที่เช้าวันต่อมาภาพเหล่านั้นจะเลือนหายไป

            ในชีวิตจริงความเป็นไปได้ที่เราจะกลับมาอยู่ด้วยกันไม่หลงเหลืออยู่แล้ว ต่อให้ร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือดมันก็เปล่าประโยชน์ พอคิดได้อย่างนั้นจุดมุ่งหมายในชีวิตจึงเริ่มเปลี่ยนไป

            ไม่จำเป็นหรอกว่าบูรพาจะมีความสุขหรือไม่

            สิ่งสำคัญในตอนนี้ก็คือผมสามารถมอบความสุขให้คนอื่นได้แม้ตัวเองต้องทุกข์ทนไปจนตาย

            ผมเดินไปยังระเบียงหลังตื่นเต็มตา มือหนึ่งถือบุหรี่ ส่วนอีกมือกำโทรศัพท์มือถือไว้แน่น ในนี้มีข้อมูลของใครคนหนึ่งบันทึกเอาไว้ ซึ่งเราไม่ได้คุยกันนานจนผมแทบลืมเสียงของเธอไปด้วยซ้ำ

            “แม่...” ปลายสายกดรับ ดูเหมือนอีกฝ่ายจะตื่นเร็วเหมือนเดิม เพียงแต่น้ำเสียงที่ได้ยินไม่ได้เอื่อยเฉื่อยเหมือนที่ผ่านมา “วันนี้ผมเข้าไปหาที่บ้านนะครับ” เอ่ยสั้นๆ แค่นั้นก่อนกดวางสาย แล้วใช้เวลาที่เหลือเฝ้ารอดวงอาทิตย์ซึ่งกำลังโผล่โพ้นขอบฟ้า คิดว่าคงใช้เวลาพอๆ กับบุหรี่ที่จุดสูบจะหมดมวน

            พ่อไม่ให้ผมเหยียบไปที่บ้านเขาอีก ทว่าวันนี้แตกต่างกว่านิดหน่อยตรงที่อาจขอเป็นกรณีพิเศษด้วยการใช้สิทธิ์ของคำว่า ลูกไว้ต่อรอง ถึงไม่พอใจยังไงพ่อก็คงไม่กล้าฆ่าผมหรอก

            เก้าโมงรถยนต์เคลื่อนตัวจากคอนโดมุ่งหน้ากลับบ้าน ยังไม่ถึงจุดหมายดีผมก็เหยียบเบรก หยุดรถไว้ยังสถานที่เดิมที่มักมาเสมอ แล้วใช้เวลาครู่หนึ่งกับการมองเข้าไปในบ้านซึ่งถูกประกาศขาย เฝ้าแต่ภาวนาว่าเจ้าของเดิมจะกลับมาในสักวัน

            แต่กับวันนี้ วินาทีที่รถยนต์เคลื่อนผ่านรั้วบ้านแสนคุ้นเคย สายตากลับสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ป้ายประกาศขายถูกปลดลงแล้ว นั่นหมายความว่าบ้านหลังนี้ถูกครอบครองด้วยเจ้าของคนใหม่แล้วเรียบร้อย

            ใจหาย...แต่ก็ต้องทำใจ

            จะให้ทุกอย่างยังคงเดิมทั้งที่โลกยังหมุนไปข้างหน้านั้นเป็นไปไม่ได้

            พอคิดได้เท่านั้นผมก็สลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว ขับรถต่อไปข้างหน้าเพื่อรอคอยชีวิตใหม่ซึ่งกำลังมาถึง

            “นั่งก่อนสิบู” ทันทีที่ผมก้าวเข้ามาในบ้าน ประโยคทักทายแรกพลันดังก้องในโสตประสาท นานมาแล้วที่ผมไม่ได้เจอแม่ นานมาแล้วที่เราไม่ได้นั่งกินข้าวด้วยกันตรงโต๊ะอาหาร หรือล้มตัวลงนอนบนเตียงหลังใหญ่ในห้องส่วนตัว แต่ผมไม่เสียใจกับการสูญเสียสักนิด เพราะมันคือสิ่งที่ต้องชดใช้ตามกฎของโลกอยู่แล้ว

            “แม่เป็นไงบ้าง” ผมทิ้งตัวนั่งลงตรงโซฟาพลางถามกลับ ปกติเราคุยแค่โทรศัพท์กัน นานๆ ครั้งก็มาเจอบ้างเนื่องจากตัดกันไม่ขาด

            “ก็อย่างที่ลูกเห็น” คนตรงหน้าตอบอย่างเศร้าหมอง ง่วนอยู่กับการทำอะไรสักอย่างในครัว

            “แล้วพ่อล่ะครับ”

            “ยังเหมือนเดิม”

            “ผมเห็นป้ายประกาศขายบ้านไอ้เนย์ถูกปลด มีคนซื้อไปแล้วเหรอครับ” จังหวะที่กำลังเดินกลับมายังมุมนั่งเล่น แม่ชะงักค้างเล็กน้อยก่อนส่ายหัวไปมา

            “อันนี้แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ลูกผอมลงนะ” อีกฝ่ายเปลี่ยนเรื่องคล้ายกับไม่ต้องการให้เรารื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ อีก เธอวางจานอาหารว่างไว้ตรงหน้า เป็นของกินที่ผมชอบ...ก่อนนั่งลงยังฝั่งตรงข้าม

            “ช่วงนี้มีเรื่องให้เครียดนิดหน่อยครับ แม่เองก็ผอมลงนะ ผมไม่อยู่ก็ต้องดูแลตัวเองด้วยสิ” คนฟังพยักหน้าพร้อมกับส่งยิ้มฝืดเฝื่อนมาให้ ที่ผ่านมาเราต่างเจ็บด้วยกันทั้งคู่และในอนาคตผมก็อาจทำให้แม่รู้สึกแย่อีก แต่เอาตามจริงผมคิดว่าคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่าตอนนี้อีกแล้ว

            “แม่ ที่ผ่านมาผมขอโทษครับ ขอโทษจากใจจริงๆ ที่เป็นลูกไม่เอาไหน”

            “...”

            “ผมตัดสินใจแล้วว่าจะกลับไปเรียนหมอ” คิดว่าการเข้าประเด็นโดยเร็วที่สุดอาจดีกว่าในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ ตลกดี แม่ดูอึ้งหนักกว่าครั้งแรกที่ผมพูดถึงบ้านไอ้เนย์อีก

            “คิดดีแล้วใช่มั้ย”

            “ครับ หลังจากคิดอยู่นาน คงเพราะไม่มีทางไปด้วยมั้ง” ตลอดชีวิตที่ผ่านมาผมไม่เคยสนใจหรือมีความชอบด้านอื่นนอกจากการเป็นหมอ ทว่าพอมาถึงจุดเคว้งคว้างของชีวิต มันก็ไม่เจอทางไหนเลยที่เหมาะกับตัวเองนอกจากสิ่งนี้ “ก่อนหน้านั้นผมได้เจอกับไอ้เนย์ เราคุยกันถึงเรื่องที่ผ่านมาก่อนจะตัดสินใจจากกันด้วยดี ยอมรับว่ายังมีบางอย่างที่ค้างคาใจอยู่แต่คงทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้”

            ระหว่างพูดผมไม่ลืมหยิบสมุดโน้ตเล่มเล็กซึ่งพกติดตัวมาด้วย หน้าแรกมีรายละเอียดที่แม่ต้องรู้หลายอย่าง และผมอยากให้แม่ได้อ่านมัน

            “นี่เป็นเงินทั้งหมดที่ผมติดค้างพ่อกับแม่” สมุดถูกยื่นให้คนตรงหน้า “ถึงแม้ตอนนี้จะไม่มีเงินและยังอาศัยในคอนโดที่เป็นทรัพย์สินของที่บ้านอยู่ แต่ก็ตั้งใจว่าหลังจากเรียนจบและได้ทำงานผมจะชดใช้ให้ทุกบาททุกสตางค์”

            แม่มองมันอย่างไม่เข้าใจ สองคิ้วขมวดมุ่นครู่หนึ่งก่อนเงยหน้าสบตา

            “บู นี่หมายความว่าไง”

            “เงินที่แม่จ่ายค่าอาหาร ค่าเทอมตั้งแต่เกิดยันโต เงินค่ารถ ค่าคอนโดที่อาศัยอยู่ ผมจะจ่ายให้หมด”

            “ลูกคิดว่าแม่เลี้ยงลูกเพื่อหวังเงินเหรอ”

            “แล้วแม่ต้องการอะไรในเมื่อเราแทบไม่ได้เจอกัน ผมเลยไม่รู้ว่าควรตอบแทนแบบไหนให้คุ้มค่าที่สุด”

            “นี่เป็นความคิดของคนที่โตแล้วสินะ” น้ำเสียงของแม่เต็มไปด้วยความค่อนแขวะ

            “พ่อไม่ให้ผมเข้ามาเหยียบบ้านนี้ด้วยซ้ำ ส่วนแม่ก็จมอยู่กับความโกรธกับสิ่งที่ผมทำ ตลอดสองปีกว่าๆ ในหัวมันเลยจำได้แค่สิ่งที่มักได้รับจากแม่ในทุกเดือนนั่นก็คือเงิน”

            “...”

            “ตอนที่ผมจมอยู่กับความทุกข์ แม่ทอดทิ้งผม! เพราะผมเลวไงแม่เลยไม่อยากยอมรับ” ในความมืดของห้องสี่เหลี่ยมเดิมๆ ในใจยังคงเรียกร้องแต่อ้อมกอด แต่กลับคว้าได้เพียงความเย็นเยียบกับเงินในบัญชี

            ขอบตาสองข้างทวีความร้อนผ่าวทุกขณะ เราต่างนั่งนิ่ง ควบคุมร่างกายไม่ให้สั่นเทาสุดความสามารถ

            “ผมอยากเป็นคนที่ดีขึ้น แต่ดีสำหรับครอบครัวอาจเป็นเรื่องที่ผมทำได้ยากที่สุด” เพราะไม่เคยได้รับโอกาส จึงหาวิธีตอบแทนนอกเหนือจากเงินไม่ได้ นานมาแล้วผมเคยมีความคิด จะเป็นยังไงถ้าในวันแย่ๆ มีแม่คอยปลอบใจอยู่ข้างๆ แต่พอหันกลับมามองปัจจุบันในใจก็เลิกคาดหวังไปโดยปริยาย

            “แม่...ตอนนี้ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องชดใช้ความผิดที่เคยก่อยังไง มันมืดแปดด้านไปหมด ถึงแม้วันนี้ผมจะบอกว่าพร้อมก้าวไปข้างหน้ามันก็ยังมีหลายอย่างที่ติดค้าง”

            “...”

            “คนอย่างบูรพามีความสุขไม่ได้อีกแล้วใช่มั้ย”

            “...”

            “คนอย่างบูรพาไม่ดีพอสำหรับใครอีกแล้วใช่มั้ยครับ”

            ไม่หวังว่าจะได้รับคำตอบหรอก ก็แค่อยากพูดในสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจมาเนิ่นนาน ผมจดจ้องใบหน้าของคนอายุมากกว่า ฉีกยิ้มให้เธอ จากนั้นจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน

            “คิดว่าต้องกลับแล้วครับ ฝากบอกพ่อด้วยว่าผมจะกลับไปเรียนหมอแล้ว”

            “...”

            “บอกเขาว่าบูรพาจะก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง วันไหนที่ดีพอผมจะกลับมา”

            แม้ชั่วชีวิตนี้ไม่อาจรู้จักกับคำว่าความสุขอีกเลยก็ตาม

           

 

 

 

 

 

 

 

 

            เพื่อนร่วมรุ่นกำลังจะออกฝึกงานในฐานะเอ็กซ์เทิร์นอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ส่วนผมก็ง่วนอยู่กับการเตรียมเอกสารและความพร้อมสำหรับกลับไปเรียนปีสี่อีกครั้ง การหยุดเรียนนานถึงสองปีเพื่อคว้าได้แต่ความว่างเปล่านี่แม่งโคตรแย่ แต่เอาเถอะ ไม่ว่าจะรู้ตัวเร็วหรือช้าผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกัน

            กงล้อแห่งโชคชะตาพาชีวิตของผมกลับสู่เส้นทางอย่างที่ควรจะเป็นหลังไขว้เขวมาเนิ่นนาน

            สิงหาคม

            นักศึกษาแพทย์บูรพาได้มีโอกาสเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ในมหาลัยแห่งเดิม ที่นี่ผมได้พบปะกับผู้คนมากมาย ทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้อง แถมบางครั้งก็มักได้รับโทรศัพท์จากเพื่อน

            ไอ้ดลต้องไปฝึกงานไกลถึงขอนแก่น นานทีปีหนกว่าจะกลับมาเจอกัน ดังนั้นผมจึงต้องสร้างสัมพันธ์กับคนใหม่ๆ ก่อนได้รับตำแหน่งเป็นหัวโจกของเด็กปีสี่ ถึงแม้เราจะเรียนปีเดียวกันแต่ทุกคนกลับยังคงเรียกผมว่า พี่เหมือนในอดีต

 

 

            กันยายน

            มีชั่ววูบหนึ่งที่สมองสั่งการให้ผมไปหาอาคเนย์ แต่โชคดีที่สุดท้ายก็ได้สติไม่ทำอย่างนั้น หลายปีมานี้เราต่างทั้งพบและจากกันอยู่หลายหน ไม่โดยบังเอิญก็เกิดจากความตั้งใจ ทว่าทุกครั้งมักได้ผลลัพธ์ดังเดิมคือท้ายที่สุดเราก็ต้องจากกันอยู่ดี ดังนั้นการไม่พบ จึงไม่ทำให้รู้สึกเสียใจที่ต้องจากลาเท่าไหร่

 

 

            ตุลาคม

            ผมขอเปลี่ยนหมอที่รักษาอาการนอนฝันแต่เรื่องเดิมซ้ำๆ อาจด้วยวัยและอะไรหลายๆ อย่างทำให้ไม่สะดวกใจที่ต้องเปิดเปลือยทุกอย่างจนหมดเปลือกนัก ดังนั้นหลังจากตัดสินใจได้ไม่นานผมก็มีที่ปรึกษาคนใหม่ ความจริงไม่อยากเรียกเขาว่าหมอนักเพราะยิ่งทำให้หดหู่ตอนรู้ว่าตัวเองกำลังป่วย

            มันดีขึ้นไม่น้อยตรงที่ผมนอนหลับได้นานขึ้นแม้จะยังคงฝันอยู่ เรารู้ดีว่าสาเหตุเกิดจากอะไรทว่ากลับไม่สามารถแก้ปัญหาได้โดยตรง เลยหันไปจัดการด้วยวิธีอ้อมๆ

            “เลิกบุหรี่ได้มั้ย” หมอถามเสียงนุ่ม

            “ไม่” เป็นคำตอบเดียวที่ผมให้ได้ ไม่มีบุหรี่ก็เหมือนขาดตัวช่วยซึ่งคอยพยุงความรู้สึก แม่งโคตรตลกเลยที่ครั้งหนึ่งผมเคยบอกให้ไอ้เนย์เลิกสูบมัน หันกลับมาดูตัวเองในตอนนี้สิ ถ้าเลิกบุหรี่มันง่ายขนาดนั้นผมคงทำสำเร็จไปตั้งนานแล้ว

 

 

            พฤศจิกายน

            ชีวิตเด็กปีสี่วิ่งวุ่นตั้งแต่เช้ายันค่ำ ตื่นมาต้องขึ้นวอร์ดตามที่ได้รับมอบหมาย ช่วงกลางวันต้องเข้าเล็กเชอร์ ตามผลแล็ป รับจ้างแปลเอกสารวิชาการ วันไหนว่างหน่อยผมก็จะเสนอหน้าทำกิจกรรมเพื่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นการออกพื้นที่ให้ความรู้ ทำค่ายกิจกรรม จัดติวหนังสือให้กับรุ่นน้องปีหนึ่ง

            ผมเป็นที่ยอมรับ เป็นที่รักของทุกคน มีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่ได้เป็น

          ผมยังคงเกลียดตัวเอง...

           

 

            ธันวาคม

            วันเกิดของอาคเนย์ตรงกับวันคริสต์มาส ผมตื่นแต่เช้า แม้วันนี้ต้องไปโรงพยาบาลและใช้เวลาทั้งเรียนและทำงานอย่างหนัก แต่ก็ยังหาเวลาปลีกวิเวกเพื่อซื้อถุงเท้าซึ่งเป็นของขวัญที่มักมอบให้เพื่อนในวัยเด็กเช่นเคย

            ไอ้เนย์ในตอนนี้จะเป็นยังไง จะมีใครบ้างที่ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้

            ผมตั้งคำถามกับตัวเอง ก่อนได้คำตอบกลับมา เป็นเสียงสายฝนที่ตกผิดฤดู

           

 

            มกราคม

            วันปีใหม่ เพิ่งผ่านวันเกิดผมมาได้เพียงหนึ่งนาทีโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ปลายสายเป็นเสียงของคนคุ้นเคย แต่ที่แปลกก็คือดึกดื่นป่านนี้แม่ยังไม่ยอมนอนอีก

            “ครับ” ผมกรอกเสียงลงไป คงเป็นเพราะกำลังคาดหวังที่จะได้ยินอะไรบางอย่าง

            ทว่ากลับหยุดความคิดไว้แค่นั้น

            “บู สุขสันต์วันเกิดนะลูก” ประโยคนั้นส่งผลให้หัวใจเต้นกระหน่ำแทบไม่เป็นจังหวะ

            “ขอบคุณครับ ถึงมันจะผ่านมาแล้วก็เถอะ”

            “บูรพา...”

            “ครับ”

            “ถ้าลูกต้องการ ถ้าลูกคิดถึง...กลับมาที่บ้านของเราได้เสมอเลยนะ”

            ผมไม่ได้ต้องการของขวัญพิเศษใดๆ ในวันเกิด แต่แม่กลับมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้ด้วยความเต็มใจ นี่ใช่มั้ยแม่ รางวัลของการก้าวไปข้างหน้า

 

 

            กุมภาพันธ์

            นี่เป็นความพยายามครั้งที่สาม หลังมุ่งมั่นกับการเลิกบุหรี่แต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่าไปทั้งสองครั้ง คราวนี้ผมเริ่มใหม่ ทั้งซื้อหมากฝรั่งสำหรับเลิกบุหรี่รวมถึงฝังเข็มเพื่อช่วยให้ความเครียดลดลง มันดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ที่ผ่านมาผมเสพติดมัน หวังพึ่งว่านิโคตินจะช่วยให้ลืมเลือนความเจ็บปวดไปได้

            ทั้งที่จริงๆ แล้วมันคือการหนีปัญหา พอรู้สึกแย่เมื่อไหร่ก็จะคว้าบุหรี่ขึ้นมาสูบ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถผ่านพ้นปัญหาด้วยตัวเอง

            ผมไม่อยากหนีอีก อืม...ผมหมดทางหนีแล้วต่างหาก

 

 

            มีนาคม

            สมุดโน้ตเล่มโปรดที่ไม่ค่อยได้เขียนอะไรลงไปถูกเปิดอีกครั้ง ผมใช้เวลาบันทึกเป้าหมายต่างๆ ที่อยากให้เกิดขึ้นหลังจากนี้ด้วยความรู้สึกพลุ่งพล่าน มันคือเป้าหมายของการมีชีวิตอยู่หลังตื่นจากฝันร้ายซ้ำซากตลอดหลายปี

            1. ตั้งใจเรียน

          2. ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

          3. หาเงินให้ได้เยอะๆ แล้วแบ่งเงินหลังหักค่ากินอยู่เป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งให้พ่อกับแม่ อีกส่วนสำหรับบริจาค และส่วนสุดท้ายเก็บไว้สำหรับอาคเนย์และครอบครัวของเขา

          4. สร้างความสุขให้คนอื่น

          5. มีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่น

            ผมรู้ว่าชีวิตที่เหลืออยู่นี้ไม่อาจมีความสุขได้อีกแล้ว ดังนั้น...ขอแค่ทุกคนมีความสุขก็พอ

           

 

            เมษายน

            ก่อนวันหยุดยาวหลายคนต้องเคลียร์งานทุกอย่างที่คั่งค้าง ทั้งรายงาน พรีเซนต์ สารพัดที่กองสุมจนน่าปวดหัว คืนนี้เรานั่งจมจ่อมอยู่ด้วยกันในห้องสมุดคณะ กว่าจะแยกย้ายกลับห้องเวลาก็ปาไปเกือบตีสาม แต่ไม่ว่าจะต้องเจอกับความเครียดมากแค่ไหนผมก็มักได้ยินเสียงหัวเราะปลอบใจกลับมาเสมอ

          “วันหยุดนี้ปล่อยผีกันยาวๆ เลยนะ”

            “แน่นอน!

            ทุกคนมีวิธีผ่อนคลายความเครียดที่แตกต่าง ผมเองก็ด้วย นั่นคือการยิ้ม

            ยิ้มให้กับทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า แม้กระทั่งวินาทีที่เราโบกมือลากันตรงลานจอดรถผมก็ยังคงยิ้ม

            จวบจนวินาทีที่แทรกตัวเข้ามาในรถความรู้สึกเหล่านั้นก็ค่อยๆ เลือนหาย สองมือจับพวงมาลัยนิ่ง นับเลขไปเรื่อยๆ พร้อมกับผ่อนลมหายใจ นึกเจ็บปวดอยู่นิดหน่อยที่ตัดสินใจเลิกบุหรี่เพราะคืนนี้ต้องผ่านมันไปด้วยตัวเองอีกครั้ง

            ผมฟุบหน้าลง น้ำตาพรั่งพรูไม่ขาดสาย

            สะอึกสะอื้นอย่างนั้นเพียงลำพัง

            เดินมาข้างหน้าไกลมากแล้วนะบูรพา แต่ยังเจ็บปวดไม่ต่างจากอดีตเลย

 

 

            พฤษภาคม

            ครอบครัวกลับมาสมบูรณ์พร้อมอีกครั้งหลังได้รับโอกาสจากพ่อและแม่ หากมีเวลาว่างในหนึ่งสัปดาห์ ผมจะแวะไปที่บ้านเพื่อทานข้าว ทว่าวันนี้พิเศษกว่าเดิมเล็กน้อยตรงที่แม่มีแขกคนสำคัญมาเยี่ยมเยียน และผมไม่รู้มาก่อน

            “บู จำได้หรือเปล่า”     

            หน้าของเธอเหมือนใครคนหนึ่งที่ไม่ได้เจอมาเนิ่นนาน ณ จังหวะนั้นความรู้สึกต่างๆ พลันประเดประดังเข้ามาก่อนลำคอแห้งผากจะเค้นเสียงเอ่ยชื่ออีกฝ่ายออกไป

            “แม่ปริม”

            แม่ของเนย์

            “นึกว่าจะไม่ได้เจอซะแล้ว ยังหล่อเหมือนเดิมเลยนะบู” นั่นเป็นประโยคทักทายกลับ เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงอาทร คล้ายกับได้สลัดทิ้งอดีตย่ำแย่ของผมไปจนหมด ตรงข้ามกับผมที่รู้สึกละอายใจจนไม่กล้าสู้หน้า

            จะพูดอะไรต่อดี รู้สึกเหมือนหาลิ้นตัวเองไม่เจอซะดื้อๆ

            “มานั่งคุยกับแม่ปริมหน่อยมั้ยบู เดี๋ยวแม่จะเข้าไปเตรียมกับข้าวในครัว” ผมกลืนน้ำลายลงคอ ได้แต่พยักหน้าจำยอมต่อสถานการณ์ที่ถูกบังคับ ย่างเท้าติดสั่นเข้าไปนั่งตรงโซฟาตรงข้ามกับผู้มาเยือน

            “สวัสดีครับ” ไม่พูดเปล่ารีบยกมือไหว้ไปพร้อมกันด้วย

            “เป็นไงบ้าง แม่ได้ข่าวว่าบูเรียนหมอหนักมากเลยใช่มั้ย ได้นอนพอหรือเปล่า” อยากร้องไห้...จะทำยังไงดี ในเมื่อเขาดีกับผมขนาดนี้

            “พะ...พอครับ” การไม่ได้เจออาคเนย์ว่านานแล้ว แต่การไม่ได้เจอแม่นั้นนานกว่า มันเลยอดกลัวว่าภาพเดิมๆ ของผมจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่เมื่อหวนนึกถึง “แล้ว...ที่มาวันนี้คือ...”

            “แค่อยากแวะมาหาแม่เรานั่นแหละ ไม่ได้ติดต่อมานาน แต่หลังจากชีวิตครอบครัวและอะไรหลายๆ อย่างอยู่ตัวแล้วคิดว่าคงจะดีถ้าเราได้เจอกันอีก บูว่าดีมั้ย”

            “ดีครับ”

            “ตอนนี้บูเรียนอยู่ปีอะไรแล้วลูก”

            “ใกล้จะจบปีสี่แล้วครับ”

            “อืม เนย์อยู่ปีสาม หัวนี่ยุ่งเชียว หน้ายับกลับบ้านมาทุกวัน” ทันทีที่ได้ยินเรื่องของใครอีกคน ในหัวของผมก็ไม่ต่างจากฟองสบู่ที่แตกกระจายอยู่ในอากาศ คงเพราะไม่นึกไม่ฝันว่าเธอจะพูดเรื่องนี้ให้คนที่เคยทำร้ายลูกชายของตัวเองฟัง

            “ระ...เหรอครับ” ผมยืดตัวตรง ใช้ความกล้าที่มีทั้งหมดสบตากับคนตรงหน้า “แม่ ที่ผ่านมาผมขอโทษ ถ้าอยากให้ผมชดใช้อะไรก็บอกมาได้ทั้งหมด ขอแค่...ให้ผมมีโอกาสได้ชดใช้กับสิ่งที่ครอบครัวแม่เสียไปได้มั้ยครับ”

            “ในเมื่อเริ่มใหม่ได้บูก็ถือว่าชดใช้ให้เนย์หมดแล้ว”

            น้ำเสียงที่ได้ยินไม่มีความโกรธเจือปนอยู่ในนั้นเลย ทว่ากลับผลักให้ความรู้สึกของผมปั่นป่วนกว่าเก่า ทำไม ทำไมไม่โกรธเกลียดหรือด่าอะไรเลย 

            “แค่นี้มันพอกับความเสียใจของแม่กับเนย์เหรอครับ”

            “แม่รู้ว่าบูยังเจ็บกับการกระทำในอดีตของตัวเองอยู่ แค่นี้ก็มากเกินพอแล้ว”

            “...”

            “ถามตัวเองสิ เวลาผ่านมาหลายปีขนาดนี้บูยังเจ็บอยู่เลย ยังต้องชดใช้อะไรอีก ให้โอกาสตัวเองมีความสุขบ้างเถอะนะ” ขอบตาร้อนผ่าว จู่ๆ ก็อยากร้องไห้ออกมา ที่ผ่านมาผมไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงความสุขเพราะคิดว่าตัวเองไม่สมควรได้รับมัน สิ่งเดียวที่ทำได้คือพยายามมอบสิ่งเหล่านี้ให้กับคนอื่นแทน

            “ไม่มีใครได้ดั่งใจกับทุกเรื่องหรอก บางครั้งมูฟออนได้แล้วก็ยังมีบางสิ่งติดค้างอยู่ ได้ยินว่าบูยังฝันถึงเนย์ อืม...จริงๆ เนย์ก็ยังไม่กล้าขับรถเหมือนเดิม เห็นมั้ยบางอย่างก็ไร้การเยียวยา”

            เพิ่งรู้ อาคเนย์ก็ยังสลัดความเลวร้ายในอดีตออกไปไม่หมด

            เราเจอกันครั้งสุดท้ายเมื่อปีก่อน หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้รับข่าวคราวของมันอีกเลย

            “เนย์ยังมีความสุขอยู่มั้ยครับ” ผมเอ่ยถามออกไป ด้วยคาดหวังว่าจะได้ยินคำตอบที่ทำให้ใจชื้น

            “ทั้งสุขและเศร้า”

            “มันควรมีความสุขมากกว่านี้”

            “นี่แหละมนุษย์”

            ลืมไปเลย เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์เลยต้องเผชิญกับทั้งความสุขและความเศร้า ผิดแค่ว่าชีวิตของบูรพาและอาคเนย์นั้นมีความเข้มข้นของความทุกข์มากกว่าคนทั่วไปเท่านั้น

            “ขอถามได้มั้ย” ต่างคนต่างนิ่งงันอยู่นาน สุดท้ายคนอายุมากกว่าก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบลง

            ผมจดจ้องไปยังใบหน้าที่ไม่ได้เปลี่ยนไปจากอดีตเพื่อรับฟังคำถามจากเธอ

            “ครับ”

            “ในตอนนี้บูพยายามมอบความสุขให้คนอื่น แล้วตัวของบูล่ะรู้สึกกับตัวเองยังไง”

            แทบไม่ต้องใช้เวลาคิด เพราะนับเป็นคำถามที่ง่ายที่สุดแล้ว

            “ผมเกลียดตัวเอง”

          เกลียดจนอยากฆ่าให้ตาย แต่พอคิดว่าไอ้ร่างเนื้อนี่สามารถทำประโยชน์ให้คนอื่นๆ ได้ผมก็ตัดสินใจมีชีวิตอยู่ต่อ อาจเพราะไม่อยากจากไปอย่างไร้ค่า ผมเลยต้องอยู่

            “เกลียดคนอื่นว่าหนักหนาแล้ว แต่ที่หนักยิ่งกว่าคือบูไม่รักแม้กระทั่งสิ่งที่ตัวเองเป็น”

            “ผมเหมือน...” พูดไม่ออกซะงั้น บางทีอาจไม่มีคำแก้ต่างใดที่ดีสำหรับสถานการณ์ตรงหน้าอีก

            “แม่เคยถามคำถามเดียวกันกับเนย์ รู้มั้ยเขาตอบว่ายังไง”

            “...” ผมส่ายหน้า

            “เขาเองก็เกลียดตัวเองเหมือนกัน”

            แม่พูดทั้งยังหัวเราะ ทว่าดวงตาสองข้างกลับเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ภายนอกคนอื่นมักมองเห็นว่าเราต่างเดินหน้ากันไปนานแล้ว ผมกลับไปเรียน มุ่งมั่นกับการทุ่มเทเวลาทั้งหมดเพื่อคนอื่น ส่วนไอ้เนย์ได้ทำตามความฝัน อยู่ได้โดยไม่มีผม

            หลายปีผ่านไป พยายามไปมากเท่าไหร่ ก็หลอกตัวเองมากขึ้นเท่านั้น...

            จริงๆ เราต่างมีสิ่งหนึ่งที่มักฉุดให้กลับมาอยู่จุดเดิมเสมอ มันคือภาพจำในอดีตที่ยังไม่ถูกปลดล็อก

            “แม่ครับ ผม...ฝากอะไรถึงเนย์ได้มั้ย” ไม่ว่าจะเดินต่อไปหรืออยู่ที่เดิมมันก็ต้องเจ็บอยู่ดี

            “ได้สิ”

            “ผมยังจำครั้งสุดท้ายที่เราเจอกันได้ เราเล่าเรื่องการปั่นจักรยานในวัยเด็กให้กันฟัง ถึงตอนนั้นจะได้รับคำตอบแล้วแต่ก็อยากถามย้ำอีกครั้ง”

            “...”

            “กลับมาปั่นจักรยานด้วยกันอีกได้มั้ย”

 

 

 

 

 

 

 

            ผมแม่งบ้า!

            คิดวนเวียนแต่กับเรื่องของไอ้เนย์ซ้ำๆ มานับสัปดาห์ ยิ่งรู้ว่ามันยังไม่หายจากอาการป่วยที่เผชิญอยู่ผมก็ยิ่งกังวล แม่ปริมไม่ได้แวะมาหาที่บ้านเราอีก ดังนั้นผมจึงไม่ได้คำตอบของคำถามในวันนั้น ยังดีที่แม่ทิ้งที่อยู่เอาไว้ทว่าผมก็ยังใช้เวลาชั่งน้ำหนักกับเรื่องดังกล่าวอยู่หลายวัน

            ไปหรือไม่ไปดี ถ้าไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น

            ผมนอนไม่หลับมาหลายคืน หลังทิ้งหัวลงหมอนก็ได้แต่พลิกตัวไปมา คืนนี้ก็เช่นกัน

            ไฟในห้องถูกปิดสนิท ความมืดคืบคลานเข้ามา ผมกอดตัวเองบนเตียงหลังกว้าง จินตนาการภาพที่ชีวิตที่ไม่มีอาคเนย์อยู่อย่างนั้น ก่อนจะรับรู้ถึงน้ำตาที่กำลังไหลเอ่อจนเปื้อนหมอน

            ให้ฝันถึงมันไปตลอดแต่ไม่มีโอกาสได้พบกันอีก แม่งทรมานยิ่งกว่าการกรีดข้อมือเป็นร้อยๆ แผล

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ผมจึงค่อยๆ ชันตัวขึ้นมาเปิดไฟในห้อง จัดการคว้าปากกาและกระดาษออกมาเขียนอะไรบางอย่าง ตอนนี้ผมไม่กล้าไปเจอหน้าไอ้เนย์ก็จริง แต่หวังว่าตัวหนังสืออาจพอช่วยได้

            จะเริ่มยังไงดี นิ่งงันนับสิบนาที ก่อนเริ่มเขียนๆ ลบๆ อยู่อย่างนั้นราวกับเด็กหัดเขียนเรียงความ ทั้งพอใจและไม่พอใจ รู้ตัวอีกทีกองกระดาษซึ่งถูกขยำทิ้งก็กองอยู่เต็มพื้นไปหมด

            ช่วงเวลาตอนตีสามหัวสมองเริ่มโล่ง จู่ๆ ภาพนาฬิกาข้อมือในห้องปิดตายก็ผุดขึ้นมาในหัว จึงไม่รอช้าคว้าเครื่องมืองัดแงะเพื่อเปิดห้องนั้นอีกครั้ง

            ความรู้สึกและบรรยากาศยามย่างเท้าเข้าไปภายในไม่ต่างจากปีก่อนเมื่อมันเต็มไปด้วยความคิดถึง โหยหา รวมถึงเจ็บปวด ข้าวของทุกอย่างยังอยู่ตำแหน่งเดิม แต่ที่ใจต้องการมากที่สุดกลับเป็นนาฬิกาเรือนเดิมที่หยุดเดินไปนานแล้ว ครั้งแรกคือตอนอุบัติเหตุซึ่งพรากจีนไปจากโลก

            ครั้งที่สองคือหลังจากไอ้เนย์ก้าวไปข้างหน้าโดยไม่หวนกลับ

            และหลังจากนั้นมันก็ไม่เคลื่อนไหวอีกเลย ซึ่งไม่ต่างจากชีวิตของผู้ครอบครองในตอนนี้เท่าไหร่นัก คงจะดีหากสามารถทำให้มันกลับมาใช้การได้อีก คงจะดีหากชีวิตที่เหลือต่อจากนี้ไม่จมอยู่กับความเจ็บปวดเกินเยียวยา

            สองขาทรุดตัวลงนั่งตรงพื้น วางกระดาษกับปากกาไว้ตรงขอบเตียง ใช้เวลาในช่วงแรกไปกับการจดจ้องนาฬิกาเรือนสวย นั่งจินตนาการว่าหากเข็มยาวและเข็นสั้นเคลื่อนที่มันจะผ่านไปกี่วินาทีแล้ว และหากเวลาหมุนย้อนได้ในวันที่ไม่มีนาฬิกาเรือนนี้อยู่ชีวิตของทุกคนจะเป็นยังไง

            ทำไมคนเราชอบโหยหาแต่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้อยู่เรื่อย

            อาจเพราะการคิดถึงอดีตง่ายกว่าการทำอนาคตให้เป็นอย่างหวัง ผมเลยชอบโหยหาและตั้งคำถามกับเรื่องที่ผ่านมาเนิ่นนาน แล้วถ้ากลับกันล่ะ...จะเป็นยังไงหากผมตัดสินใจเริ่มใหม่

            และนั่นก็นำมาซึ่งข้อความในบรรทัดแรกๆ ของจดหมายที่ตั้งใจส่งถึงเขา

 

            หวัดดีอาคเนย์

          นี่เป็นข้อความจากอดีตเพราะกว่าจะถึงมือคุณมันก็คงผ่านไปแล้วหลายชั่วโมง ไม่ก็หลายวัน ก่อนอื่นผมขอแนะนำตัวเล็กน้อยเผื่อคุณยังไม่รู้ ผมชื่อบูรพา ทวีชลทรัพย์ ผมยังเป็นนักศึกษาแม้อายุจะมากแล้ว คุณอาจจะสงสัยว่าทำไมคนไม่รู้จักกันถึงเขียนจดหมายส่งมาให้ จุดประสงค์ไม่มีอะไรมาก แค่อยากเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาของตัวเองให้คุณฟังเผื่อมันจะช่วยในการตัดสินใจอะไรบางอย่างของคุณเท่านั้น

          อดีตของผมไม่ดีนัก จึงพยายามละทิ้งทุกอย่างเพื่อเริ่มต้นใหม่ จำไม่ได้แล้วว่าระหว่างที่เดินทางอยู่ได้โยนอะไรทิ้งไว้ข้างหลังบ้าง บางทีอาจเป็นความทรงจำทั้งสวยงามและเลวร้าย แต่เมื่อไม่นานมานี้ผมเพิ่งได้รู้ความจริงเกี่ยวกับปัจจุบันของคุณ และผมก็นึกได้ทันทีว่ายังมีบางอย่างที่เราต่างลืมไม่ได้เหมือนกัน

          คุณยังขับรถด้วยตัวเองไม่ได้ใช่มั้ยครับ ส่วนผมก็ยังฝันถึงใครคนหนึ่งอยู่เสมอ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผมอยากละทิ้งไว้ข้างหลังมากที่สุด แต่มันกลับเป็นสิ่งเดียวที่ยังอยู่

          แล้วคุณเคยสงสัยมั้ยว่าทำไมความรู้สึกนั้นถึงยังไม่หายไป?

          ทำไมถึงยังเจ็บปวดแม้เวลาจะผ่านไปนานแล้ว ทำไมถึงยังกลัว ทำไมการรักษาทางการแพทย์ไม่ว่าจะเป็นยา การสะกดจิต หรือแม้แต่การฝังเข็มไม่ช่วยอะไรเลย ผมลองมาหมดทุกอย่างซึ่งคิดว่าคุณก็คงเหมือนกัน แต่มันไม่หาย

          ดังนั้น...จะเป็นอะไรมั้ยหากวันหนึ่งเราได้ทำความรู้จักกันใหม่ในตัวตนที่แตกต่างจากอดีต ซึ่งผมหวังว่าการกลับมาเจอกันของเราจะปลดล็อกบางอย่างในใจของคุณไปได้ ไม่จำเป็นต้องรักผม ไม่จำเป็นต้องกลับไปรู้สึกเหมือนตอนยังเด็ก เพราะคิดว่าคุณและผมในตอนนี้ต่างไม่รู้จักกันและกันอย่างแท้จริง

          มันอาจน่าเบื่อนิดหน่อยตรงที่เราต้องพบและจากกันอยู่ซ้ำๆ ไม่ไปไหนสักที แต่นี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่วังวนทุกอย่างจะจบลง ผมยังอยู่ที่ห้องเดิม ส่วนห้องเล็กๆ ของคุณก็ยังอยู่

          เพราะงั้นช่วยตอบกลับมาได้มั้ยครับ ไม่ว่าตอบรับหรือปฏิเสธ “จะเป็นไปได้มั้ยที่เราจะกลับมาสร้างความทรงจำร่วมกัน”

บูรพา

 

            แล้วข้อความเหล่านั้นก็ถูกส่งให้แม่ของอาคเนย์ในอีกเช้าวันต่อมา...

            กระทั่งผ่านไปนานนับสัปดาห์ผมก็ยังไม่ได้รับการตอบกลับ คล้ายกับว่าจดหมายฉบับนั้นไม่เคยมีอยู่

            ผมยังใช้ชีวิตปกติต่อไป แต่ก็อดไม่ได้ที่จะพะวงถึงมัน วันนี้ต้องราวน์วอร์ดเช้าผมเลยไม่มีเวลายัดอะไรลงท้องนอกจากอาบน้ำแต่งตัวแล้วคว้ากระเป๋าซึ่งบรรจุของสำคัญขึ้นสะพายบ่าลวกๆ

            แกรก!

            ไม่คิดไม่ฝันว่าหลังเปิดประตูออกไปด้านนอก ผมจะพบกับใครคนหนึ่งซึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้ว

            “โทษที ไม่กล้าเคาะ”

            นั่นเป็นประโยคแรกซึ่งเอ่ยทักทาย ร่างกายผมนิ่งงัน จดจ้องนัยน์ตาคู่เดิมซึ่งทอดมองมาไม่กะพริบ ปีครึ่งที่ไม่ได้เจอกันอาคเนย์แทบไม่เปลี่ยนไปเลย หรือนี่คือความฝันกันแน่

            “กูได้อ่านจดหมายที่มึงฝากแม่มาให้แล้ว”

            เมื่อเปิดปากเอ่ยอีกประโยคผมก็รู้ในทันทีว่าภาพตรงหน้าได้เกิดขึ้นจริง

            “ขะ...เข้ามาก่อนสิ” เสียงที่เค้นออกมาจากลำคอแหบพร่า ผมเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อยเพื่อเปิดประตูให้กว้างขึ้น ทว่าเจ้าตัวกลับไม่ขยับเขยื้อน นอกจากเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย

            “ยัง จนกว่าจะพูดเงื่อนไขที่กำหนดไว้ก่อน”

            “ว่ามาสิ”

            “กูตัดสินใจยอมรับข้อเสนอที่มึงยื่นให้ นั่นทำให้เราต้องอยู่ด้วยกันที่นี่โดยไม่มีระยะเวลากำหนด”

            “...”

            “หากโชคร้าย วันไหนที่ใจของกูทนไม่ไหววันนั้นกูก็จะไป มึงยอมรับเงื่อนไขนี้ได้มั้ย”

            “อืม” ผมตอบรับเพียงเสี้ยววินาที

            “แต่ถ้าโชคดีกูหายจาก PTSD ขึ้นมาจริงๆ กูก็จะไปอย่างไม่มีเงื่อนไขเหมือนเดิม สิ่งที่อยากให้มึงยอมรับก็คืออย่ารั้ง...หากวันนั้นมาถึง มึงยอมรับได้หรือเปล่า”

            นั่นหมายความว่าไม่ว่าหายหรือไม่ อาคเนย์ก็ต้องไปอยู่ดี

            แต่บูรพาในจุดนี้ไม่มีอะไรต้องเสียอีกแล้ว น้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นอย่างสุดความสามารถไหลลงมาในที่สุด ผมเดินไปข้างหน้าด้วยสองขาสั่นเทา ในระยะห่างเพียงไม่กี่เซนติเมตรหัวใจทั้งดวงคล้ายกำลังหลุดออกจากอก

            ความเหงา โดดเดี่ยว หวาดกลัว เลือนหายไปจากใจเมื่อได้อยู่กับเขา ผมคงเป็นคนโง่มากแน่หากส่ายหน้าปฏิเสธกับคำขอนั้น ขณะเดียวกันกลับไม่สามารถหยุดตัวเองไว้ได้ กว่าจะรู้ตัวสองแขนก็คว้าตัวคนตรงหน้าเข้ามาในอ้อมกอดแนบแน่น

            น้ำตามากมายพรั่งพรูไม่ขาดสาย

            “ได้ทุกอย่าง...ทุกอย่างที่มึงต้องการเนย์”

            ต่อให้รู้ว่าท้ายที่สุดแล้วต้องจากกัน ผมก็ยินดีเจ็บปวดกับมันด้วยความเต็มใจ

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.509K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,364 ความคิดเห็น

  1. #3340 withmaBL (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:51
    ทั้งสองคนขาดกันไม่ได้จริงๆใช่มั้ย ขนาดต่อให้ toxic ขนาดไหนก็ยังปล่อยกันไม่ได้เลย
    #3,340
    0
  2. #3326 laiiiii (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 มกราคม 2564 / 10:32
    https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-03.png so saddddddddd
    #3,326
    0
  3. #3321 Turngporn (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2563 / 04:24

    จุกหน่วง😭😭😭😭😢😢😢😭😭
    #3,321
    0
  4. #3308 ผู้ชายที่ชอบทะเล (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2563 / 09:31
    เนย์ใจอ่อนแล้ว ฟ้าเปิดแล้ว
    #3,308
    0
  5. #3275 KatCher (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 21:14
    ร้องไห้ บูทำให้เนย์รักให้ได้อีกครั้งนะ
    #3,275
    0
  6. #3254 yooyang (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 08:50
    ไม่มีทางที่จะปลดล็อกเลยใช่มั้ยครส.คนอ่านเนี่ย ชั้นก็ดิ่งตามตัวละครไปหมด
    #3,254
    0
  7. #3242 touktickmeena (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2563 / 00:18
    ร้องไห้ไปหายฉากมาก กับตอนนี้ คือด้วยเรื่องครอบครัวด้วย มันเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนมาก
    #3,242
    0
  8. #3226 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 / 13:36

    ปากบอกว่ารัก ใจบอกว่าแคร์ สุดท้ายไม่เหลียวแลปล่อยฉันเกยตื้นตาย

    Take care คับ

    #3,226
    0
  9. #3195 bbbbell (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 21:29

    โอ๊ยยยย ฮืออออ ความรู้สึกคืออึนหนักมากกก

    #3,195
    0
  10. #3188 แอบแม่มาอ่าน (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2563 / 01:04

    โอโห้้้้้้้้ตอนพิษรักก็น้ำตานองอย่างงี้เลย แงงงงงงงงงง

    #3,188
    0
  11. #3160 YWDF (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 07:59
    กี่ตอนกี่ตอน ก็ได้แค่ร้องอร้ากกกกกกกก
    #3,160
    0
  12. #3152 TaiTan_Nitipakon (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 14:35
    รอบที่เท่าไหร่แล้วที่ร้องไห้ไปกับบู อยากจะบอกว่านายน่าสงสารมากอ่ะ
    #3,152
    0
  13. #3122 ttawan21 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 / 00:45
    บู สงสารบูทำไมไม่มีคนเคียงข้างเลย

    โดดเดี่ยวมาก//คนอ่านตาบวมแน้วว
    #3,122
    0
  14. #3119 mi_sato.xx (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 01:32
    โอ๊ยยย

    เจ็บไปถึงหัวใจ

    ทำไมยังทน(วะคนอ่านเนี่ย😹)
    #3,119
    0
  15. #3115 เดือนสี่ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2563 / 13:20
    สงสารบูตอนที่เจ็บปวดแต่ไม่มีครอบครัวอยู่ข้างๆเลย ในวันที่ต้องการใครซักคนยังไม่มีใครเข้าใจเลย โดดเดี่ยว ตัวคนเดียว เจ็บปวดไปหมดเลย
    #3,115
    0
  16. #3113 PraeChayanin (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2563 / 04:21
    ณ จุดนี้คือไม่ชอบครอบครัวบู

    เห็นด้วยที่ตอบแทนพวกเขาด้วยเงิน เพราะเขาให้แค่เงินกับเรา
    #3,113
    0
  17. #3106 The Sir (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 19:06
    มาเริ่มต้น กันอีกรอบน่ะทั้ง2. คน
    #3,106
    0
  18. #3064 P_earn (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 16:00
    บูน่าสงสารตรงที่โดดเดี่ยว แต่เนย์ยังมีแม่
    ทางนี้เชียร์ให้ทั้งคู่มีกันและกันอยู่นะ
    #3,064
    0
  19. #3048 Londar (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 19:16
    มันต้องเข้มแข็งขนาดไหนกันนะ
    ขอให้ปลดล๊อคกันได้ทั้งคู่เลย
    #3,048
    0
  20. #3026 กรอบเลือด (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 21:41
    เนย์-โคตรเข้มแข็งเลยว่ะ
    #3,026
    0
  21. #3022 june6270 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 12:13
    โอ้ยยยย เจ็บไปทั้งหัวใจ
    #3,022
    0
  22. #3012 1443 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 14:23

    แง่ ร้องห้ายยยย T_T

    #3,012
    0
  23. #2996 pui101127 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 เมษายน 2563 / 18:54
    เราร้องไห้จนตาบวม สงสารทั้งสองคนจับใจเลยตอนนี้ ขอให้ทุกอย่างดีขึ้น ถึงจะไม่ได้อยู่ด้วยกันในวันข้างหน้าก็ขอให้ทั้งคู่ปลดล็อกความเจ็บปวดจากอดีตด้วยเถอะค่ะ
    #2,996
    0
  24. #2959 parida666 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 เมษายน 2563 / 14:16

    โอ๊ย...เจ็บไปทั้งหัวใจทําไมยังทน แงงงงง...ร้องไห้ไม่ไหวแล้ว

    #2,959
    0
  25. #2931 elle000 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 03:41
    เห้อ เจ็บอีกแล้ว
    #2,931
    0
  26. #2826 KYLM_ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 มกราคม 2563 / 04:27
    บูยังยึดติดว่าตัวเองเป็นคนที่ทำให้เนย์ป่วยหนักกว่าเดิมเลยยังยึดติดด้วยรึเปล่า เป็นกำลังใจให้ทั้งสองคนเลยผ่านมันไปให้ได้นะลูก ทางนี้คือร้องไห้ทุกตอนเลยช่วยด้วยฮือออ ส่วนทางพ่อกับแม่บูคือเราก็เข้าใจว่าผิดหวังแต่ทิ้งคนๆนึงไว้ให้จมกับความผิดนี่มันน่าเศร้านะ
    #2,826
    1
    • #2826-1 rangsiya3633340(จากตอนที่ 12)
      5 เมษายน 2563 / 16:08
      ++++++
      #2826-1