อาคเนย์ - end

ตอนที่ 11 : 10 :: Boyhood

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 31,256
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,586 ครั้ง
    1 ส.ค. 62




CHAPTER 10

BOYHOOD

 

 

ร่างกายโรยรา ความทรงจำเริ่มขาดหาย

วันหนึ่งผมอาจกลายเป็นแค่ตาแก่ แต่เขายังอยู่ตรงนั้น

เป็นเด็กคนเดิมเสมอแม้จะผันผ่านกาลเวลาอันเนิ่นนาน

 

 

            ผ่านพ้นปีใหม่ไปได้ไม่ถึงสัปดาห์ทุกอย่างในชีวิตไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ผมยังคงนอนตื่นสาย ปล่อยให้เวลาแต่ละวินาทีไหลผ่านอย่างไร้ค่า อาจเพราะไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนคอยกำหนดดังนั้นกิจวัตรประจำวันของผมจึงซ้ำซากจำเจอยู่กับเรื่องไม่กี่เรื่อง

            หนึ่งนอน สองขับรถไฟที่บ้านหลังนั้น และสามทำร้ายตัวเอง

            บาดแผลบริเวณข้อมือยังไม่หายดี แต่ต่อให้พยายามกรีดแผลใหม่ให้ลึกกว่าเดิมแค่ไหน มันก็ไม่ทำให้ผมรู้สึกเจ็บอีกแล้ว จะว่าความรู้สึกด้านชาคงไม่ใช่ ไม่อย่างนั้นผมคงไม่ทรมานเพราะโหยหาใครบางคนมากมายขนาดนี้

            อาคเนย์...

            ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายังพอมีวิธีไหนอีกมั้ยที่สามารถลบชื่อนี้ออกไปจากหัว

            หลังความพยายามหลายครั้งหลายหนล้มเหลวไม่เป็นท่า ผมก็เริ่มถอดใจ ไม่อยากทำอะไรอีกแล้วนอกจากช่างแม่งมันให้หมด

            วันนี้เป็นอีกวันที่ต้องแบกร่างระโหยโรยแรงของตัวเองเดินลงเตียง อาบน้ำล้างหน้า เพื่อไปพบกับใครคนหนึ่งหลังได้รับการติดต่อมาจากทางไกล ตอนแรกผมก็ไม่อยากไปหรอก ปฏิเสธในทันทีที่ได้ยินคำชักชวนเลยด้วยซ้ำ ทว่าสุดท้ายกลับถูกคะยั้นคะยอจนต้องปล่อยเลยตามเลย

            หลังเรียนจบปีหก พี่โฟมก็ระหกระเหินไปใช้ทุนไกลถึงสงขลา นานครั้งกว่าจะกลับมาทีเลยทำให้เราไม่ได้เจอกันเท่าไหร่ ต่างคนก็ต่างใช้ชีวิตจนไม่มีเวลาสนใจคนรอบข้าง กว่าจะรู้ตัวผมก็ไม่เหลือใครให้อยู่เคียงข้างอีกแล้ว

            มนุษย์เราก็แปลกดียิ่งโตขึ้นก็ยิ่งโดดเดี่ยว ยิ่งเหงามากกว่าเดิม ผมยังจำได้ดีว่าช่วงชีวิตวัยเด็กรวมถึงมัธยมของตัวเองนั้นมีความสุขมากแค่ไหน ทั้งคนที่อยู่รอบกายและเพื่อนที่คอยรับฟังทุกอย่างซึ่งมีมากจนไม่อยากนับ พอเวลาผ่านไปอีกหน่อยชีวิตก็ก้าวเข้าสู่ช่วงมหาลัย ถึงแม้ไม่มีเพื่อนเยอะเหมือนในอดีตแต่ก็ยังมีคนรู้ใจไม่ปล่อยให้ต้องโดดเดี่ยวลำพัง

            ทว่าตอนนี้หันกลับมามองรอบกาย เวลาพรากทุกอย่างไปจากผม ไม่มีเพื่อน ไม่เหลือครอบครัว ได้แต่นอนกอดตัวเองแล้วข่มตาล้มตัวลงนอนในทุกคืนซ้ำๆ เฝ้าถามว่าเมื่อไหร่จะผ่านไปสักที

            เสื้อเชิ้ตสีขาวในตู้ถูกหยิบออกมาสวม กางเกง ถุงเท้า และรองเท้าคู่โปรดก็เช่นกัน วันนี้การไปพบกับรุ่นพี่อย่างโฟม สิ่งเดียวที่ต้องการคือผมอยากให้เขาเห็นว่าบูรพาคนนี้ยังคงมีความสุขดี

            ฉีกยิ้มให้กว้าง แต่งตัวให้หล่อ ฉีดน้ำหอมกลิ่นเดิมเหมือนในอดีต

            ก่อนออกไปก็ไม่ลืมเช็กความเรียบร้อยกับตัวเองในกระจก ภายนอก...ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย อย่างเดียวที่ไม่มีวันหวนคืนคือความแหลกสลายที่อยู่ภายใน

            “กลับเป็นคนเดิมไม่ได้แล้ว” ริมฝีปากฝืนยิ้มขื่น ก่อนละสายตาจากกระจกหมุนตัวออกจากห้องอย่างเงียบเชียบ

            เรานัดหมายกันในสถานที่แสนคุ้นเคย เป็นคาเฟ่ประจำที่ผมกับเพื่อนมักยึดเป็นฐานทัพอ่านหนังสือสมัยเรียนหมอ วันนี้ได้ก้าวย่างเข้ามาที่ร้านอีกครั้งความทรงจำเดิมๆ เลยพรั่งพรูออกมาไม่ขาด

            “ยินดีต้อนรับครับ”

            เสียงพนักงานของร้านเอ่ยทักทาย ผมจึงส่งยิ้มให้เขาพลางกวาดสายตามองไปโดยรอบ

            โซฟาแดงนั่นยังอยู่ที่เดิมเลย แมวสีขาวตาสองสีที่ชื่อนมสดนั่นก็ด้วย มันนั่งทำหยิ่งอยู่ตรงโซฟาตัวโปรดราวกับกำลังรอคอยให้ลูกค้าเข้าไปกอดและเล่น

            “นมสด” ผมเรียกชื่อมัน ค่อยๆ ย่างเท้าไปข้างหน้าเพื่อหวังจะลูบขนนุ่มนิ่ม ทว่ายังไม่ทันได้สัมผัสมันก็รีบกระโดดลงจากเบาะ พร้อมกับส่ายหางไปมาเป็นการเยาะเย้ย

            ตลกดี โลกเปลี่ยนไป แต่แมวตัวเดิมยังไม่เปลี่ยน...

            “ยังหยิ่งเหมือนเดิมเลยเนอะ” ผมหันไปคุยกับพนักงาน ดูเหมือนตอนนี้เด็กที่ร้านจะไม่ใช่ชุดเก่าอีกแล้ว เขาเลยไม่รู้จักผม แถมยังเกาหัวแกรกจนต้องเปลี่ยนเรื่องคุย “ขอเกอิชาร้อนแก้วนึงนะ”

            “ได้ครับ”

            ระหว่างรอผมเริ่มหาที่นั่งเหมาะๆ ตรงมุมหนึ่งของร้าน รอคอยก็แต่พี่โฟมที่ยังมาไม่ถึงสักที มันเลยค่อนข้างเบื่อที่ไม่มีอะไรทำ จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นก็ไม่มีใครให้ถามตอบพูดคุยอีก ดังนั้นสิ่งที่สามารถทำได้ในตอนนี้จึงเป็นการเก็บบรรยากาศที่มองเห็นในร้านเพื่อฆ่าเวลาแทน

            ร้านกาแฟนี้ค่อนข้างเล็ก แถมยังเป็นร้านประจำของเด็กคณะแพทย์ ไม่แปลกเลยที่จะรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตากับใครหลายๆ คน

            “อ้าวไอ้บู! ไม่เจอกันนานเลยนะเว้ย” แต่แล้วการรอคอยของผมก็ไม่น่าเบื่ออีกต่อไปเมื่อใครคนหนึ่งก้าวเข้ามาในร้าน

            ไอ้นี่มันเป็นเพื่อนร่วมรุ่นผม แม้จะไม่ได้อยู่แก๊งเดียวกันแต่ก็รู้จักกันดีเพราะเคยเรียนด้วยกัน ติวด้วยกัน ไปร้านเหล้าด้วยกัน ไม่คิดไม่ฝันว่าจะเจอกันโดยบังเอิญ

            “เป็นไงบ้าง ตอนนี้ย้ายไปเรียนที่ไหน หรือมีแพลนจะกลับมาเรียนที่คณะเหมือนเดิม” ผมยังไม่ทันได้เอ่ยทักทายก็ถูกคำถามต่อมาพุ่งเข้าใส่ แถมเจ้าตัวยังมีท่าทีตื่นเต้นรีบถลาเข้ามาประชิดอีกต่างหาก

            “ยัง...ไม่แน่ใจเลยว่ะ ช่วงนี้กูยังหาตัวเองไม่เจอ”

            ทุกคนในคณะคงรู้ดีว่าผมดร็อปเรียนไปด้วยปัญหาส่วนตัวซึ่งไม่ได้บอกเหตุผลเอาไว้ บางคนเดาว่าเรียนไม่รอด บ้างก็ว่าย้ายที่เรียนเพื่อตามไปแก้แค้นไอ้เนย์ต่อ ทว่าผมไม่คิดใส่ใจนอกจากปล่อยให้ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างที่มันควรเป็น

            “อืม เดี๋ยวสักวันก็เจอเองแหละ” อีกฝ่ายตบบ่าปลอบใจ

            “มึงล่ะเป็นไงบ้าง เรียนหนักมั้ย”

            “บอกเลยว่าปีห้าเป็นปีที่บัดซบมาก แต่ก็ทนๆ ไปอ่ะมึง อีกไม่กี่เดือนก็ผ่านแล้ว”

            “ต้องเลือกโรงบาลแล้วอ่ะดิ คิดไว้หรือยังว่าจะไปเป็นเอ็กซ์เทิร์นที่ไหน”

            “ใจจริงอยากอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ก็ปริมณฑลแหละ แต่ถ้าดวงมันไม่ได้ก็คงต้องปล่อยตามเวรตามกรรมไป” มันพูดด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก แต่ละคนก็มีความเครียด แต่สิ่งเดียวที่ต่างคือหากผ่านความเครียดนั้นไปพวกมันจะเจอกับอนาคต ส่วนผมยังมองไม่เห็นทาง

            “ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ขอให้มึงมีความสุขแล้วกัน ว่าแต่ไอ้ดลเป็นไงบ้าง” คราวนี้ผมถามถึงเพื่อนสนิทอีกครั้ง

            “ก็สภาพเดียวกันนั่นแหละ” ผมพยักหน้าให้กับคำตอบ ก่อนคนตรงหน้าจะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูแล้วตัดบทด้วยด้วยสีหน้าเร่งร้อน “เดี๋ยวกูรีบสั่งกาแฟก่อนนะ ตอนบ่ายต้องทำงานต่อ”

            “อืม”

            “ไว้เจอกันนะไอ้บู”

            เพื่อนร่วมคณะผละออกไป มันสั่งกาแฟครู่หนึ่งก่อนจะหันมาฉีกยิ้มส่งท้ายและไม่นานก็ลาจาก

            พอมานั่งทบทวนอีกครั้งตอนนี้ผมน่าจะเป็นคนเดียวในรุ่นที่สามารถเรียก ขี้แพ้ได้อย่างเต็มตัว อนาคตยังคงว่างเปล่า แม้จะอยากก้าวไปข้างหน้าสุดท้ายกลับพบว่ายังอยู่ที่เดิมเพราะความผิดพลาดในอดีตฉุดรั้งไม่ให้ไปไหน ยังคงติดค้างกับอาคเนย์อยู่

            “โทษทีที่มาช้า พอดีแวะไปเจอเพื่อนก่อนมาน่ะ” ความคิดเบื้องลึกถูกตีแตกกระจายเมื่อร่างสูงโปร่งของสายรหัสก้าวย่างเข้ามาในร้าน แถมยังรีบเอ่ยของโทษขอโพยทั้งที่ยังเดินไม่ถึงโต๊ะ

            “ไม่เป็นไร ผมไม่ได้มีธุระสำคัญอะไรอยู่แล้ว” ผมตอบกลับทันที ยังมีเวลาเหลือมากพอที่จะพูดคุยกันแบบไม่รู้จบ

            “มึงสั่งเครื่องดื่มยัง”

            “สั่งแล้ว พี่ก็ไปสั่งดิ” เจ้าตัวพยักหน้า เดินกลับไปยังเคาน์เตอร์ ใช้เวลาไม่กี่นาทีในการสั่งก่อนจะวกกลับมาทิ้งตัวลงนั่งยังฝั่งตรงข้าม ไม่คิดเลยว่าคำถามที่พุ่งจู่โจมเข้ามาในวินาทีนั้นจะเป็นเรื่องไม่ผมไม่อยากนึกถึง

            “ข้อมือเป็นอะไร” เพราะรู้ดีว่าบาดแผลฉกรรจ์จากการถูกกรีดซ้ำๆ เป็นภาพที่ดูไม่ดีนัก เลยเลือกหยิบผ้าก็อซออกมาพันไว้ให้พ้นสายตาของคนที่มองมา

            “ข้อมือเคล็ดนิดหน่อยน่ะ”

            “ทั้งสองข้างเลยเหรอ”

            “อืม”

            “ไหนเอามาดูหน่อย”

            “ยุ่งเก่งจังหวะ รีบเข้าประเด็นเลยที่นัดมามีเรื่องสำคัญอะไร” ผมรีบบ่ายเบี่ยงพร้อมกับปัดมือไปมา ไอ้พี่โฟมเลยถอนหายใจยาวเหยียดพลางส่ายหน้าใส่พัลวัน

            “นานๆ กูกลับกรุงเทพฯ ที อยากมาเจอคนในสายรหัสไม่ได้เหรอ”

            “ปกติกลับมาก็ไม่เคยนัดนี่หว่า” น้ำเสียงเรียบเอื่อยส่งผลให้คนตรงข้ามหรี่ตาลงเล็กน้อย เราต่างปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมัน ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับสู่สภาวะเดิมเมื่อพนักงานเอาเครื่องดื่มของคนอายุมากกว่ามาเสิร์ฟถึงโต๊ะ

            “แล้วนี่มีกำหนดมั้ยว่าจะกลับกี่โมง” สุดท้ายผมก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ

            “เป็นห่าอะไรมึง กูเพิ่งนั่งได้ไม่ถึงสิบนาทีไล่กูซะแล้ว”

            “เปล่า แค่ไม่อยากให้เวลามันเดินเร็ว ยังไม่รีบกลับได้มั้ยวะ อยู่ด้วยกันต่ออีกหน่อย” เพราะกลัวที่ต้องกลับไปยังห้อง เฝ้าแต่นับวันเวลาให้ผ่านไปในแต่ละวันอย่างทรมาน นานทีปีหนกว่าจะได้คุยกับใครสักคน ผมเลยอยากใช้เวลานั้นให้คุ้มค่าที่สุด

            “มึงมีปัญหาอะไรป่ะ”

            “ไม่มี”

            “ช่วงบ่ายสามกูนัดกับเพื่อนอีกคนไว้ อยู่ได้นานสุดก็บ่ายสองครึ่ง”

            แค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง...

            “พูดเรื่องมึงดีกว่า สรุปว่าพร้อมจะกลับมาเรียนต่อหรือยัง” คำถามที่ได้ยินทำเอานิ่งไปพักหนึ่ง

            ผมไม่ค่อยเจอเพื่อนหรือคนรู้จักบ่อยนัก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีโอกาสพบปะพูดคุย ทุกคนต่างพุ่งประเด็นมาที่เรื่องดังกล่าวเป็นอันดับแรก บางทีมันก็เหนื่อยเกินไป...

            มันอาจเป็นเพราะความหวังดี หรืออาจเป็นแค่ความอยากรู้อยากเห็นของคนตั้งคำถาม แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลอะไรก็ล้วนทิ่มแทงความรู้สึกของผมทั้งนั้น

            “ความคิดที่จะกลับไปเรียนหมอมันหมดไปนานแล้ว ในอนาคตอาจจะ...ไปเรียนอย่างอื่น”

            “มึงจะหนีความฝันของตัวเองเหรอ”

            “ครั้งหนึ่งพี่เคยบอกหนิว่าคนอย่างผมเป็นหมอไม่ได้หรอก จำไม่ได้หรือไง”

            “ที่กูพูดเพราะโมโหที่มึงทำกับไอ้เนย์อย่างนั้นต่างหาก แต่เมื่อมึงโตขึ้น รู้สึกนึกคิดและปรับปรุงตัวแล้วก็ต้องให้โอกาสตัวเองด้วยนะเว้ย”

            “ผมเคย...เคยให้โอกาสตัวเองแล้ว” จู่ๆ ลำคอกลับรู้สึกแห้งผากราวกับกลืนทรายลงไปทั้งกำ กว่าจะเค้นเสียงออกมาได้ช่างยากลำบากเต็มที “แต่ก็อย่างที่เห็น”

            “เอาจริง ตั้งแต่มึงดร็อปเรียนไปกูก็ไม่เคยรู้เหตุผลจริงๆ ของมึงเลย ถึงตอนนี้...พอจะเล่าให้กูฟังได้มั้ยวะ” สีหน้าของพี่โฟมมีทั้งความกังวลและจริงจังผสมปนเปอยู่ในนั้น ยิ่งเมื่อได้ประสานสายตากันผมยิ่งเข้าใจ

            “ก็ไม่ได้อยากปิดหรอก แค่ที่ผ่านมาหาโอกาสไม่ได้สักที จะว่าไงดีวะ...” ท้ายประโยคแค่นเสียงหัวเราะ สมเพชตัวเองที่ต้องมาเล่าเหตุการณ์เลวร้ายที่เคยก่อ แต่วินาทีนี้ความรู้สึกต่างๆ ที่ประเดประดังเข้ามามันทำให้ผมกักเก็บเอาไว้ไม่ไหว

            ความเหงา โดดเดี่ยว ความรู้สึกผิด อ่อนแอ ไร้ค่า บอกเล่าความเป็นบูรพาในตอนนี้ได้ดีที่สุด

            “ถ้าไม่อยากเล่าก็ไม่ต้อง...”

            “ไม่เป็นไร ผมยินดีจะเล่า” ความทรงจำในวันวานถูกถ่ายทอดออกมาผ่านคำพูด ผมไม่รู้ว่าใช้เวลาไปนานเท่าไหร่กว่าจะเอ่ยแต่ละคำออกมา เรื่องราวของเด็กชายบูรพากับอาคเนย์ในวัยเด็กไม่ได้ถูกเอ่ยถึง แต่รีบตัดฉับไปที่เหตุการณ์อุบัติเหตุในคืนนั้น ก่อนจะเกิดผลพวงต่างๆ ตามมามากมาย

            “ที่มึงยังเดินหน้าต่อไปไม่ได้เพราะติดค้างกับไอ้เนย์อยู่ใช่มั้ย” หลังเผยความอัดอั้นที่เก็บเอาไว้เนิ่นนานให้อีกคนได้รับรู้ ผมจึงพยักหน้าให้กับการคาดคะเนของอีกฝ่าย “ถ้าติดค้างก็ไปหามันสิ เจอกันแล้วไม่ใช่เหรอ”

            “ถ้าผมไปเจอไอ้เนย์มันก็ต้องเจ็บปวดอีก”

            “แล้วมึงล่ะ อยู่แบบนี้ไม่เจ็บเหรอวะ”

            “...”

            “กลับไปเคลียร์กับมันซะ ปลดล็อกทุกอย่างในใจของมึง ชดใช้เท่าที่จะทำให้มันได้ กูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวิธีไหนดีที่สุด แต่การจากทั้งที่ทรมานอยู่อย่างนี้ไม่ใช่ผลดีแน่ และกูเชื่อว่าไอ้เนย์ก็คงรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน”

            “แล้วถ้าคราวนี้ผมไปเจอ เชื่อได้เหรอว่าต่อไปมันจะไม่หายไปอีก”

            ที่ผ่านมาเฝ้าแต่บอกตัวเอง ถึงไปเจอไม่ได้ คุยกันเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้ อย่างน้อยก็ยังดีที่รู้ว่ามันยังมีความสุข แต่ถ้าวันหนึ่งมันหายไป กลัวว่าชีวิตของผมคงไม่ต่างจากการเจอทางตันในเขาวงกตสักเท่าไหร่

            “ไม่มีอะไรรับประกันมึงได้อยู่แล้ว ทุกอย่างในชีวิตมีความเสี่ยงเสมอมึงไม่รู้เหรอ”

            “มีทางเลือกอื่นสำหรับผมในตอนนี้มั้ย” รอยยิ้มที่ส่งมอบให้คนตรงหน้าตอนนี้คงเจือไปด้วยความเศร้า

            “มี หนึ่งไปหาหมอซะ ถ้าไม่หายก็เลือกทางที่สองคือไปหาไอ้เนย์ แต่ถ้าไม่กล้ากูยังมีทางออกที่สามอยู่”

            “อะไร”

            “จมอยู่กับอดีตของมึงไง”

          นึกโกรธเหมือนกันว่าทำไมทางเลือกที่เหลืออยู่ถึงน้อยจังวะ แต่พอลองคิดดูดีๆ มันก็ไม่มีทางไหนที่ดีพอสำหรับคนเลวอย่างผมหรอก

            “บู...”

            “หืม?”

            “ขอถามอะไรหน่อยได้มั้ยวะ”

            “ว่ามาดิพี่”

            “มึงในตอนนี้...รักไอ้เนย์บ้างมั้ย”

            ผมหลุดหัวเราะ จ้องมองหน้าคนตรงข้ามนิ่งงัน

            “รักแบบไหนล่ะ ถ้าแบบเพื่อนผมคงพูดได้เต็มปากว่ารัก แต่ถ้าหมายถึงความรักอย่างนั้นผมไม่รู้หรอกว่ามันเป็นยังไง” อาจเพราะผ่านมานานเกินไป ด้านชาเกินกว่าจะรู้สึก “แต่สิ่งหนึ่งที่อัดแน่นอยู่ในอกมาตลอดหลายปี ผมรู้ดีเลย นั่นคือความรู้สึกผิดต่ออาคเนย์”

            “...”

            “เป็นสิ่งเดียวที่ไม่สามารถชดใช้ด้วยวิธีใดได้”

 

 

 

 

 

 

 

            ผมมีคำถามอยู่ข้อหนึ่งซึ่งได้รับมาจากรุ่นพี่ในสายรหัส ก่อนมันจะกลายเป็นประเด็นที่วิ่งวนอยู่ในหัวไม่จางหาย แม้กระทั่งเวลาขับรถไปเรื่อยๆ ตอนนี้ก็ด้วย

            ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะจิตใต้สำนึกหรือความโหยหาที่มีมากล้นกันแน่ กว่าจะรู้ตัวผมก็ขับรถมาถึงมหาลัยที่ไอ้เนย์เรียนอยู่ซะแล้ว ผมไม่เคยห้ามตัวเองได้ เหมือนกับประตูห้องปิดตายที่ต่อให้หากุญแจมาล็อกแน่นหนาแค่ไหน สักวันหนึ่งก็ต้องถูกเปิดอยู่ดี

            รถยนต์เคลื่อนตัวเข้าไปจอดบริเวณลานกว้างของภาคคอมพิวเตอร์ ตารางเรียนของไอ้เนย์แม้ไม่ต้องเปิดผมยังคงจำได้ขึ้นใจ รู้ว่ามันเรียนอะไรอยู่ รู้ว่าต่อจากนี้มันจะไปไหน แต่กลับทำได้เพียงแค่เฝ้ามองโดยไม่ให้อีกฝ่ายรับรู้

            ก่อนหน้านั้นโฟมบอกว่าผมมีอยู่สามทางเลือกสำหรับชีวิต

            หนึ่งคือไปหาหมอ วิธีนี้ล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะมันไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น แต่ละวันผ่านไปอย่างยากลำบาก ยังคงฝันร้าย ต่อให้กินยาไปเท่าไหร่ผลลัพธ์ที่ได้ก็เหมือนเดิม

            สอง คือการกลับเข้าไปในชีวิตของอาคเนย์

            ทางเลือกนี้เป็นความคาดหวังเบื้องลึกที่อยากทำมาตลอด ทว่าเมื่อลองนำเหตุผลและความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นมาคาดคะเน เห็นทีผลลัพธ์จะยิ่งแย่กว่าเดิม ดังนั้นจึงเหลือทางเลือกสุดท้าย...

            ผมไม่ได้ตัดสินใจในทันทีว่าควรเลือกทางไหน นอกจากนั่งนิ่งอยู่ในรถที่ติดเครื่องยนต์ ใช้เวลาไปกับการจ้องมองความเป็นไปของคนโดยรอบผ่านกระจกใส ยังคงคิดอยู่ทุกวันอย่างไหนที่จะช่วยให้หลุดพ้นจากความรู้สึกผิดในอดีต ลองเปลี่ยนตัวเองแล้วแต่กลับยังอยู่จุดเดิม

            มองโลกในแง่ดี ก็ไม่รู้จะมองยังไงเพราะรอบข้างแม่งโคตรเหี้ย

            ยิ้มปลอบใจตัวเอง บอกซ้ำๆ กับประโยคเดิมจนเบื่อหน่ายว่าเดี๋ยวคงผ่านไป ทว่าสุดท้ายได้แต่ฝืนยิ้มแห้งคว้าได้เพียงความโดดเดี่ยว

            ผมมาถึงทางตันแล้ว เป็นครั้งแรกเลยที่หวาดกลัวกับการมีชีวิตอยู่มากมายขนาดนี้

            จีนตายเพราะผม เนย์ป่วยเพราะผม แม่จีนจากไป ครอบครัวของผมแตกแยก ทุกอย่างล้วนเป็นผลมาจากคนเพียงคนเดียว คนที่ชื่อ บูรพาขนาดนี้แล้วจะให้อภัยตัวเองได้ยังไง

            เวลาล่วงเลยจากบ่ายคล้อยเข้าสู่ช่วงเย็น รถยนต์ถูกดับเครื่องไปหลายชั่วโมงแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่ในรถเพื่อมองการเปลี่ยนแปลงของโลกตรงหน้า ก่อนตัวเลขหนึ่ง...สอง...สาม...สี่ จะถูกนับในใจเพื่อเฝ้ารอให้พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า

            หลายชั่วโมงให้หลังรถยนต์ถูกสตาร์ทอีกครั้งทั้งที่ยังจอดนิ่งสนิท ผมไม่ต่างจากคนบ้าที่ควบคุมแม้แต่ความคิดของตัวเองไม่ได้ ดังนั้นทุกอย่างที่ทำจึงเป็นไปโดยอัตโนมัติ

            เพลงโปรดซึ่งไม่ได้อัปเดตมาแรมปีดังคลอซ้ำไปซ้ำมา เวลานี้อาคเนย์คงกำลังเดินทางไปคาเฟ่ที่ไหนสักแห่งเพื่อทำหน้าที่เป็นติวเตอร์ ส่วนผมก็ต้องพยายามหักห้ามใจอย่างหนักเพื่อไม่ให้โผล่หน้าไปเจอเขา

            ก๊อกๆๆ

            ร่างกายสะดุ้งโหยง ชันตัวขึ้นมาจากพนักเบาะหลังได้ยินเสียงเคาะกระจกบางเบา นาฬิกาดิจิตอลบนหน้าปัดรถยนต์เคลื่อนไปที่หนึ่งทุ่มแล้ว ผมกะพริบตาถี่ ค่อยๆ ลดกระจกรถลงเพื่อเผชิญหน้ากับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งอยู่ในเครื่องแบบพนักงานรักษาความปลอดภัย

            “ครับ?” ประโยคสั้นๆ ติดแหบพร่าเล็กน้อยเอ่ยถามคนตรงหน้า

            “เห็นติดเครื่องยนต์อยู่นาน มีอะไรหรือเปล่า” เขาขมวดคิ้ว สายตาสอดส่องเข้ามาในรถด้วยความระแวดระวัง

            “อ๋อ...ไม่มีอะไรครับ แค่กำลังรอเพื่อนอยู่”

            “ตอนนี้ที่ตึกไม่น่ามีใครอยู่แล้วมั้ง ลงไปรอที่ห้องสมุดคณะก่อนมั้ย อยู่ตรงนี้มันค่อนข้างมืด” เขายื่นข้อเสนอ ทว่าผมรีบปฏิเสธทันที

            “ไม่เป็นไรครับ พอดีไม่กี่นาทีก่อนเพื่อนเพิ่งโทรมาบอกว่ากลับไปก่อนแล้ว”

            “อย่างนั้นเหรอ”

            “ขอบคุณมากนะครับลุง”

            ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายถามย้ำผมฉีกยิ้มจืดเจื่อนเป็นการสั่งลาก่อนจะขับรถออกไป ไม่รู้หรอกว่าต้องไปที่ไหน รู้อย่างเดียวคือยังไม่อยากกลับห้อง

            บรรยากาศช่วงนี้ไม่ร้อนและไม่หนาว รถยังคงติดอยู่แต่ยังโชคดีที่สายตาดันไปสบเข้ากับป้ายของร้านเหล้าแห่งหนึ่ง เลยไม่รอช้าเลี้ยวรถเข้าไปแม้ไม่แน่ใจว่าเวลานี้ทางร้านเปิดต้อนรับลูกค้าแล้วหรือยัง

            “ขอเบียร์ขวดนึงครับ”

            “สักครู่ครับ” ดีที่เขาไม่ไล่ให้กลับบ้านไปก่อน หลังทิ้งตัวลงตรงบาร์เครื่องดื่มพนักงานก็หันไปจัดการกับออเดอร์ที่ได้รับโดยไม่ปล่อยให้ผมต้องรอนาน

            ผมไม่เคยมาที่นี่เนื่องจากอยู่ในย่านมหาลัยของไอ้เนย์ มันเป็นร้านเล็กๆ โต๊ะจำนวนน้อย แถมผมยังเป็นลูกค้าเพียงคนเดียวที่ใช้บริการอยู่ ซึ่งมันก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะพอแอลกอฮอล์เข้าปากเมื่อไหร่ในหัวคงว่างเปล่าไม่นึกถึงอะไรอีก

            เบียร์ขวดแรกหมดลงผมจ่ายเงินซื้อขวดที่สองโดยไม่เสียเวลาคิด ขวดสองหมดก็สั่งขวดที่สามมา กระดกดื่มจนกว่าจะรู้สึกดี

            บรรยากาศโดยรอบค่อยๆ คึกคักขึ้นเนื่องจากแขกในร้านต่างทยอยเข้ามาใช้บริการ นอกจากความจอแจของผู้คนแล้วยังมีเสียงเพลงจากนักร้องตรงเวทีคอยสร้างความสนุกสนานไปพร้อมกันด้วย

            “น้อง ขอเบียร์อีกขวด” เงินในกระเป๋าถูกควักวางบนโต๊ะ

            “จะไหวเหรอพี่ เรียกเพื่อนมาสแตนบายรอก่อนผมถึงจะขายให้”

            “ที่ร้านมีกฎข้อนี้ด้วยหรือไง”

            “ครับ เจ้าของร้านบอกไม่ให้ขายเครื่องดื่มกับคนเมาแล้วสร้างภาระ”

            “ขอเบียร์สองขวด...” ยังไม่ทันที่ผมจะต่อรองกับบาร์เทนเดอร์ เสียงของผู้ชายคนหนึ่งกลับขัดจังหวะซะก่อน ความจริงผมคงไม่เสียเวลาใส่ใจอะไรเลยหากเสียงที่ได้ยินนั้นไม่คุ้นเคยถึงขนาดต้องหันไปมองยังต้นเสียง

            ต่อให้เมาแค่ไหนก็ยังจำได้อยู่ดี แต่ไม่เคยคิดว่าเขาจะปรากฏตัวอยู่ตรงนี้

            “ไอ้เนย์” ร่างกายตอบสนองอัตโนมัติด้วยการเรียกชื่อของคนที่นั่งถัดออกไปเพียงสองเก้าอี้ ดูเหมือนมันจะตกใจไม่น้อยคงเพราะไม่คาดคิดว่าเราจะบังเอิญเจอกัน

“ขอโทษนะครับเรารู้จักกันด้วยเหรอ”

สีหน้าตกใจในคราแรกไม่หลงเหลืออยู่แล้ว มีเพียงความเฉยชาที่ตอบกลับมาเท่านั้น ซึ่งแม่งโคตรได้ผลเพราะการกระทำของมันทำให้ผมรู้สึกชาวาบตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า

พยายามตั้งนานเพื่อไม่ให้มันรู้สึกแย่ แต่สุดท้ายทุกอย่างก็พังหมด

“อืม...ขอโทษด้วยครับ” ผมไม่รู้จะแก้ไขความผิดพลาดของการเจอกันในคืนนี้ได้ยังไง บางทีอาจเป็นคำว่าขอโทษ คำเดียวที่ต่อให้พูดนับล้านครั้งก็คงไร้ความหมาย

คงจะดีหากสามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้

“ผมเมามาก...”

คงจะดีที่ไม่ได้ทำร้ายเขา

“เลยจำคนผิดไป”

            คงจะดีหากเวลาหยุดเราไว้แค่ตอนนั้น ตอนที่คำว่ามิตรภาพยังไม่ถูกทำลายลง

            “เนย์ ไปนั่งตรงโน้นเถอะ”

            จมจ่อมกับความดำมืดในหัวได้ไม่เท่าไหร่ ความสนใจทั้งหมดก็ย้ายไปยังผู้ชายร่างสูงซึ่งมากับอาคเนย์ แม้มีโอกาสคุยกันแค่ครั้งเดียวและเวลาผ่านไปนานเกือบปีแล้วผมก็ยังจำได้ขึ้นใจ

            ทางเลือกสามข้อที่โฟมได้บอกเอาไว้ ผมคิดอยู่หลายตลบกว่าจะได้คำตอบเมื่อหลายชั่วโมงก่อน ทว่าวินาทีนี้มันยิ่งตอกย้ำชัดเจนกว่าครั้งไหนๆ ต่อให้ผ่านมันไปไม่ได้ก็อย่าดึงให้คนอื่นต้องติดอยู่กับความเจ็บปวดด้วยเลย

            “ไม่ต้องย้ายหรอก ผมกำลัง...จะกลับพอดี”

            เราเคยบอกลากันแล้ว ดังนั้นคืนนี้คงไม่จำเป็นต้องพูดกันอีก

            มันคงไม่ดีหรอกหากเราต้องเอ่ยลากันซ้ำๆ ไม่ไปไหนสักที สิ่งที่ต้องทำคงมีแค่ลุกจากเก้าอี้แล้วเดินออกไปเงียบๆ เท่านั้น

            ทว่าการทรงตัวอันย่ำแย่จากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์รั้งให้ผมก้าวไปไหนได้ไม่ไกล เพราะวินาทีต่อมาร่างกายก็ล้มลงกับพื้นราวกับโลกทั้งใบไร้แรงโน้มถ่วง

            ตุบ!!

            “เฮ้ย! คุณลูกค้า” เสียงโหวกเหวกโวยวายนานขึ้น รอบข้างเต็มไปด้วยความวุ่นวายซึ่งผมไม่อยากสนใจอะไรทั้งนั้นเนื่องจากในหัวมีแต่คนชื่ออาคเนย์เพียงอย่างเดียว

            สองตาพร้อมจะปิดอยู่รอมร่อแต่ก็ยังฝืนลืมขึ้น กอบโกยออกซิเจนเข้าไปให้มากที่สุดเพื่อจะได้ไม่หลับแต่กลับทำได้ยากเต็มที มีเพียงความรู้สึกเคว้งคว้างราวกับล่องลอยอยู่ในอากาศเท่านั้นที่อัดแน่นอยู่ในอก น้ำตาเม็ดใสไหลรินไปกับกลิ่นแอลกอฮอล์ซึ่งเจือจางอยู่ทั่วบริเวณ

            ผมพยายามยันตัวเองขึ้นมาจากพื้นทว่าร่างกายกลับอ่อนแรงเกินกว่าจะพยุงให้ลุกขึ้นนั่งได้ เลยปล่อยให้พนักงานในร้านที่อยู่ใกล้ๆ ช่วยประคองในที่สุด

            “ขอบ...คุณ” ถ้อยคำที่เอ่ยออกไปบางเบาแทบกลืนหายไปในลำคอ

            “ไหวมั้ยครับ ให้เราเรียกแท็กซี่ให้มั้ย”

            “ไม่เป็นไร...ผม...” กลับเองได้...

            ไม่รู้ว่าได้เอ่ยประโยคที่คิดจนจบมั้ย เนื่องจากความพร่าเบลอค่อยๆ เข้ามาแทนที่ภาพในม่านสายตา สติสัมปชัญญะไม่ครบถ้วน ขณะเดียวกันสองหูก็ยังคงได้ยินคำถามมากมายจากอีกฝ่ายอย่างไม่ปะติดปะต่อ

            “ให้เรียกคนรู้จักมารับมั้ยครับ คุณอยากติดต่อใครมั้ย”

            “ไม่มี”

            “ไม่มีเลยเหรอครับ”

            “ไม่มีใครเลย...” นอกจากตัวเอง

            หลายปีที่ผ่านมา ต่อให้มีทุกคนก็ต้องจากไปอยู่ดี

            “เอาไงดีเนี่ย เดี๋ยวรอก่อนนะผมจะไปเรียกผู้จัดการ” ไม่รอให้ตอบเขาก็พยุงผมกลับไปนั่งเก้าอี้ ปล่อยให้ฟุบหน้าลงเคาน์เตอร์บาร์เพียงลำพัง น้ำตา...ยังคงไหลไม่หยุดจนบางทีก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่าร้องไห้ด้วยสาเหตุอะไรกันแน่ แม่งโคตรขี้แพ้เลยว่ะ

            “เดี๋ยวผมพากลับเอง”

            “...!!

            ใครคนหนึ่งเดินเข้ามาประชิดกายในระยะเวลาอันสั้น ผมกัดฟัน เงยหน้ามองตามเสียงนั้น   

            ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นก่อนจะขยับน้อยๆ คล้ายต้องการพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายเขากลับไม่พูดออกมานอกจากรั้งแขนข้างหนึ่งของผมขึ้น

            นั่นคือภาพสุดท้ายก่อนสมองจะถูกสับสวิตช์

            อาคเนย์

            แม้ในความฝันผมก็ยังมองเห็นคนคนเดิมเสมอ...

 

 

 

 

 

 

 

 

            ร่างกายรู้สึกเจ็บหลังถูกทุ่มลงบนเตียงอย่างไม่ถนอม สติทุกอย่างเริ่มกลับคืนมาทีละน้อยก่อนจะพยายามลืมเปลือกตาขึ้น บรรยากาศโดยรอบแสนคุ้นเคย ฝ้าเพดาน ของใช้ รวมไปถึงข้าวของระเกะระกะตามพื้นบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่านี่คือห้องของผม

            “ไอ้เนย์ กลับกันเถอะ” ผมได้ยินประโยคทุ้มต่ำของใครคนหนึ่งในโสตประสาทจึงรีบชันตัวขึ้นโดยอัตโนมัติ ตอนนั้นเองที่สายตาประสานเข้ากับคนตัวเล็กซึ่งนั่งอยู่ขอบเตียง แววตากลมเต็มไปด้วยความเฉยชา ใบหน้าไร้สีเลือด ทว่าก็ยังจำได้ดีว่าเป็นใคร

            “มึงรออยู่ห้องนั่งเล่นก่อนนะ กูขอจัดการอะไรนิดหน่อย”

            “มึงไม่จำเป็นต้องคุยกับมันอีกแล้ว จำไม่ได้เหรอ ที่มึงยังขับรถไม่ได้ก็เพราะมัน ที่ยังฝันร้ายในบางครั้งก็เพราะมัน”

            “ปราชญ์...” คนพูดกดเสียงต่ำเล็กน้อยก่อนร่างสูงตรงหน้าจะหมุนตัวเดินออกไปอย่างไม่พอใจ

            บอกตามตรงว่าไม่แน่ใจ สิ่งที่เห็นนี้คือความจริงหรือความฝันอันยาวนานของผมกันแน่ เลยได้แต่นั่งนิ่ง กะพริบตาถี่เพื่อมองอีกฝ่ายซึ่งกำลังจดจ่อกับการคลายผ้าพันแผลบริเวณข้อมือของผมออก

            ฝ่ามือขาวนั้นอบอุ่น รู้สึกได้ถึงความแผ่วเบาเมื่อสัมผัส กลิ่นประจำตัวแสนคุ้นเคย กับลมหายใจกรุ่นๆ ซึ่งเป่ารดอยู่ตรงหน้า

            ไม่ใช่ความฝัน ไม่ใช่จินตนาการ หากแต่เป็นความจริง

            “เนย์อย่า!” เมื่อคิดได้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรสมองก็สั่งการให้รีบแย้ง ไอ้เนย์หยุดกึกหลังเห็นริ้วเลือดเกรอะกรัง ผมห้ามไม่ทันซะแล้ว...

            “ทำเองเหรอ” มันถามด้วยสีหน้านิ่งเฉยราวกับไม่อยากใส่ใจ ทว่าสองมือกลับค่อยๆ ปลดเปลื้องผ้าที่ห่อหุ้มบาดแผลบริเวณข้อมือออกมาทีละน้อย

            “เปล่า”

            “แล้วใครทำ หรือเป็นเพราะกู” ใบหน้าขาวก้มเล็กน้อย ดวงตาหลุบต่ำไม่กล้าสบตากันตรงๆ

            “มันไม่ได้เจ็บอีกแล้ว” ผมบอกตามจริง แม้ไม่บอกว่าใครทำแต่อาคเนย์รู้ดีอยู่แก่ใจ

            “บางรอยแผลยังไม่แห้งหนิ”

            “มันไม่ได้เจ็บอีกแล้ว...” ยังคงเอ่ยย้ำประโยคเดิมๆ “ร่างกายกูแม่งไม่รู้สึกอะไรหรอก ต่อให้กรีดเพิ่มอีกสิบแผล โดนรุมกระทืบสักกี่ตีน โดนต่อยอีกสักกี่หมัดกูก็ไม่รู้สึก มันเหมือนมึงที่ไม่ว่าจะยังไงก็คงไม่มีทางรู้สึกอะไรกับกูแล้วใช่มั้ย” ความชินชาน่ากลัวกว่าความเกลียดชังหลายเท่า กว่าจะรู้ตัวผมก็กลายเป็นใครไม่รู้สำหรับมันในที่สุด

            “บู กูให้อภัยมึงนานแล้วนะ มีแต่มึงให้อภัยตัวเองได้หรือเปล่า”

            “แต่คำว่าให้อภัยของมึงมันหมายถึงการไม่มีกูในชีวิตอีก”

            “นั่นดีที่สุดแล้วไม่ใช่เหรอวะ”

            “แม้มึงจะยังไม่หายจาก PTSD น่ะเหรอ”

            สิ่งที่ได้ยินจากปากของไอ้ปราชญ์ตอกย้ำให้ใจรู้สึกผิดเป็นเท่าทวี หลายปีผ่านไปผมเพิ่งรู้ว่าการก้าวไปข้างหน้ายังคงทิ้งรอยแผลไว้กับคนถูกกระทำ และไอ้เนย์ยังต้องเจ็บปวดซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น

            “ไม่ใช่เรื่องของมึง” ผ้าพันแผลที่พันอยู่ถูกแกะออกจนหมด เจ้าตัวจึงละสายตาจากข้อมือแล้วหันมาเผชิญหน้ากันตรงๆ “ใช้ชีวิตของมึงที่ไม่มีกูอย่างมีความสุขเถอะ”

            ผมแค่นหัวเราะทันที

            “เป็นกู...จะมีความสุขได้ด้วยเหรอ ไม่กล้ามีหรอก”

            “กูยังมีได้เลย”

            “ที่ผ่านมามึงมีความสุขจริงๆ ใช่มั้ย ในเมื่อมึงยังนอนฝันร้ายถึงกู ยังไม่หายป่วย จริงๆ บอกว่าเกลียดมาเลยก็ได้นะ กูคงรู้สึกดีกว่าที่เป็นอยู่” ให้ผมรู้ว่ามันต้องทรมานยังไง ให้มันตอกย้ำว่าทุกอย่างเป็นเพราะคนเหี้ยๆ เพียงคนเดียว

            “กูไม่ได้เกลียดมึง ยอมรับว่าบางครั้งแม้เรื่องในอดีตจะทำให้รู้สึกทรมานแต่มันไม่ได้หนักหนาอีกแล้ว กูเริ่มมองเห็นอนาคต มีสิ่งที่อยากทำ มีคนที่รัก ไม่ได้ผูกติดกับความแค้นหรือตัวตนของมึงอีก”

            “...”

            “เพราะงั้นก้าวไปข้างหน้าแล้วทิ้งกูไว้ในอดีตได้มั้ย”

            “กูพยายามแล้ว” น้ำเสียงตอบกลับสั่นเครือ ที่ผ่านมาพยายามอย่างถึงที่สุด

            ผมไม่สามารถทิ้งอดีตเพื่อก้าวต่อในปัจจุบัน ไม่สามารถตัดขาดจากการกระทำโง่เง่าในอดีต

            “พยายามใหม่”

            “กูไปไหนไม่ได้เพราะติดค้างมึง เนย์ ถ้ามึงอยากให้กูชดใช้อะไรก็บอกมาได้เสมอ แล้วเรากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้มั้ย” ผมขอทั้งที่รู้ว่าไม่มีหวัง เอาแต่เรียกร้องอย่างคนเห็นแก่ตัว

            ไม่มีคำตอบใดหลุดออกมาจากปากคนตรงหน้า ทุกอย่างเงียบนิ่งราวกับโลกหยุดหมุน หนึ่ง...สอง...สาม ผมเริ่มนับเลขในใจรอจนกว่าจะได้ยินทางออกที่เจ้าตัวหยิบยื่นให้

            “มึงอยากรู้ป่ะว่ากูคิดอะไรอยู่ตอนที่ตัดสินใจว่าจะซิ่วและไปจากชีวิตของมึง” อาคเนย์เปลี่ยนประเด็น ผมเลยระบายยิ้ม พยักหน้าทั้งที่หวาดกลัวว่าเราต้องจากลากันในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า

            “เล่ามาสิ”

            เจ็บปวดแค่ไหนก็อยากจะฟัง

            “คืนนั้นเป็นวันเกิดของกู มึงพาเพื่อนมานั่งที่โต๊ะแล้วจากนั้นก็แฉความโสมมทุกอย่างในชีวิต” ภาพสีหม่นย้อนกลับมาในทันทีที่คนตัวเล็กพูดประโยคนั้นจบ ผมอยากดึงทึ้งหัวตัวเองให้สาสมกับการกระทำย่ำแย่ที่เคยก่อ “แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลหรอก”

            คนเล่าขยายความต่อ ส่วนผมยังนิ่งนั่งพร้อมความรู้สึกรังเกียจตัวเอง

            “กูนั่งแท็กซี่ไปหาพ่อ เขามีบ้านหลังใหญ่อยู่กับลูกและเมียที่กำลังท้อง มึงคิดดูดิ เขาแม่ง...จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าวันนั้นเป็นวันเกิดของกูอ่ะ หลายอย่างเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ กูสูญเสียทุกอย่างทั้งมึง ทั้งพ่อ แต่ยังดีที่มีแม่ให้กอด”

            “...”

            “เรานอนอยู่ด้วยกันในความมืด แม่เล่านิทานให้ฟัง เป็นเรื่องของกูในวัยเด็ก” ใบหน้าขาวเงยขึ้น สบตากันอีกครั้งแม้จะสั่นไหวเกินควบคุม “บูรพา มึงจำตอนนั้นได้มั้ย เมื่อก่อนเราต่างมีจักรยานคู่ใจ ของกูสีแดงส่วนของมึงสีฟ้า มึงปั่นจักรยานสองล้อได้ก่อนเลยล้อกูใหญ่ที่กูยังทำแบบมึงไม่ได้”

            “อืม กูไม่เคยลืม”

            คิดถึงตอนนั้น ตอนที่เรายังเป็นเด็ก ตอนที่เรายังเป็นเพื่อนกันได้อยู่

            นานมาแล้วเมื่อหลายสิบปีก่อน วัยเด็กของเรามีเรื่องน่าตื่นเต้นไม่มาก หนึ่งของเล่น สองการ์ตูนที่อ่านยังไม่แตก และสามจักรยานคันแรกในชีวิต แม่ซื้อให้เราพร้อมกัน ตอนนั้นมันมีล้อเล็กๆ ช่วยพยุงแต่ผมเก่งจึงสามารถปั่นแบบสองล้อได้ก่อน

            จำไม่ได้ว่ารู้สึกยังไง คงเป็นความภูมิใจเล็กๆ ล่ะมั้งที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่ไปอีกขั้น

            “กูก็อยากทำเหมือนมึงนะ แต่เพราะกลัวเลยไม่กล้าสักที จนวันนึงแม่ตัดสินใจถอดล้อพยุงออก มึงรู้มั้ยว่ากูคิดอะไร อย่างแรกเลยคือดีใจที่จะได้ทำแบบมึงแล้ว แต่อีกใจหนึ่งก็ยังหวาดกลัวว่ามันจะล้ม”

            “...”

            “นั่นแหละ สุดท้ายก็ล้มจริงๆ ล้มจนร้องไห้อยู่อย่างนั้น ทั้งเข่าและข้อศอกกูมีแต่แผล ส่วนมึงนอกจากไม่ช่วยแล้วยังหัวเราะล้อเลียนจนกูหมดความอดทนไม่ปั่นมันอีก” วัยเด็กเหมือนกับภาพยนตร์ม้วนหนึ่ง แม้จะสะดุดไปบ้างทว่าภาพกลับยังคงชัดเจน นึกไม่ถึงเลยว่าจนกระทั่งวันนี้ไอ้เนย์ยังคงจำมันได้

            ส่วนผม ไม่ว่าจะเป็นตอนไหน ยังรักหรือเกลียดชัง ความทรงจำดีๆ ในอดีตนั้นก็ยังคงอยู่

            “แต่ในที่สุดมึงก็กลับมาปั่นมันไม่ใช่เหรอ” ผมตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มเจือจาง

            “ใช่ กูกลับมาปั่นอีกครั้งเพราะมึงเดินมาขอโทษ แล้วบอกจะเป็นคนสอนกูเอง”

            “พอถึงเวลาลองปั่นจริงมึงก็ล้มอีก แถมร้องไห้หนักกว่าเก่า แล้วไงต่อ...” คราวนี้แทนที่จะพูดภาพเหล่านั้นออกมาด้วยตัวเอง ผมกลับเลือกให้คนตรงหน้าเป็นฝ่ายพูดมันออกมามากกว่า

            “จักรยานสีแดงถูกพลิกขึ้น มึงบอกให้กูลองอีกครั้งพร้อมกับช่วยประคองทางด้านหลัง เราเริ่มนับหนึ่งถึงสามแล้วออกแรงดันออกไป มือของมึงไม่ยอมปล่อยจากรถแต่ยังคงวิ่งตามจักรยานที่กูปั่น”

            “...”

            “มองตรงหน้าสิ มึงพูดแบบนั้น กูเลยมองถนนตาไม่กะพริบ ขณะเดียวกันสองเท้ายังคงปั่นไปด้วยเพราะมั่นใจว่ายังไงมึงก็ไม่มีทางปล่อยมือและล้มลงเหมือนที่ผ่านมา”

            ผมยังคงตั้งใจฟังอย่างจดจ่อพร้อมกะพริบตาถี่เพื่อไม่ให้น้ำตาร้อนๆ ไหลลงมา

            “นั่นไง ทำได้แล้ว! จำได้ขึ้นใจเลย มึงตะโกนเสียงดังลั่นก่อนกูจะหันกลับไปมองข้างหลัง มึงไม่ได้ประคองจักรยานให้อีกแล้ว แต่เป็นกูต่างหากที่สามารถปั่นได้ด้วยตัวเอง”

            ดีใจด้วยอาคเนย์

            “มึงรู้แล้วใช่มั้ยบู กูปั่นจักรยานคันนั้นได้ก็เพราะมึง”

            “...”

            “และที่กูตัดสินใจเดินไปข้างหน้ามันก็เป็นเพราะมึงเหมือนกัน”

            “ขะ...ขอโทษที่รั้งมึงไว้นะ”

            เข้าใจอย่างถ่องแท้ในตอนนี้ เป็นผมที่ส่งผลให้เกิดการตัดสินใจหลายอย่างในชีวิตของอาคเนย์

            “เราเคยเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของกันและกันในวัยเด็ก แต่พอโตขึ้น โลกหมุนไปข้างหน้า มึงอย่าลืมสิว่าตอนนี้เราไม่ได้เกี่ยวข้องกันอีก”

            “...”

            “บู...จักรยานสีแดงคันนั้นมันไม่ได้ต้องการคนพยุงอีกแล้ว ถึงต้องล้มหรือเจ็บอีกกี่ครั้งกูก็จะลุกขึ้นมาปั่นมันด้วยตัวเอง มึงก็เหมือนกัน”

            ผ้าพันแผลถูกแกะออกจนหมด สัมผัสบางเบาจากนิ้วมือที่ลูบไปตามรอยนั้นคล้ายกับการปลอบประโลมทว่าไม่นานทุกอย่างพลันจางหาย กายบางลุกขึ้นยืน นำพาเอาความหนาวยะเยือกเข้ามาในอก

            ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้ม เป็นยิ้มจากใจจริงซึ่งเจือไปด้วยความโหยหา แต่เราต่างสูญเสียมันไปพร้อมกับความไร้เดียงสาในวัยเยาว์

            “ถึงจะเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งอย่างน้อยกูก็ดีใจที่ได้รักมึงนะบู ถึงกูจะเสียใจที่ไม่สามารถโอบกอดมึงได้อีกแล้ว แต่ก็ยังดีใจที่ครั้งหนึ่งเราเคยมีกัน”

            น้ำตาของเราทั้งคู่ไหลอาบน้ำ ผมหมดสิ้นเรี่ยวแรง นั่งตัวสั่นอยู่ตรงเตียงนอนหลังกว้าง

            “แล้วมันจะเป็นไปไม่ได้เลยเหรอวะเนย์ที่กูจะช่วยประคองมึงตอนล้ม ทางข้างหน้ามันขรุขระแค่ไหน ให้เป็นกูได้มั้ยที่ช่วยมึงจนกว่าจะเจอทางที่ดีกว่านี้”

            “...”

            “เนย์!

            ไม่มีคำตอบใดเอ่ยกลับมา นอกจากมองดูเพื่อนในวัยเด็กเดินผละห่างออกไปอย่างเงียบเชียบ ก่อนจากมันก็ยังไม่ลืมหันมาโบกมือให้พร้อมกับประตูตรงหน้าซึ่งกำลังปิดลง

            คิดถึงบูรพากับอาคเนย์ในความทรงจำเหลือเกิน

            ตลอดเวลาสามปีที่เฝ้าแต่ตั้งคำถามว่ามันเป็นไปได้มั้ยที่เราจะกลับมารักกันได้อีก ตอนนี้ผมได้คำตอบแล้ว เด็กชายข้างบ้านที่ปั่นจักรยานสีแดงในวันนั้น ได้เดินทางออกไปโดยไม่มีวันหวนคืน...

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.586K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,362 ความคิดเห็น

  1. #3339 withmaBL (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:43
    เริ่มใหม่ได้มั้ย มันยาก แต่เรายังหวังอยู่เลยว่ะ
    #3,339
    0
  2. #3307 ผู้ชายที่ชอบทะเล (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2563 / 08:29
    หน่วงไปหมด 😭
    #3,307
    0
  3. #3287 warmmae5 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 กันยายน 2563 / 19:13
    คนที่เจ็บก่อน ก็ดูน่าสงสาร
    แต่พอเจอคนที่เจ็บทีหลัง กลับรู้สึกสงสารยิ่งกว่า
    #3,287
    0
  4. #3274 KatCher (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 19:57
    ไม่มีทางที่เขาสองคนจะได้เริ่มต้นกันใหม่เลย เศร้า น้ำตาไหล
    #3,274
    0
  5. #3225 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 / 11:49

    เกลียดมันก็เกลียด วงสารก็สงสารเฮ้อ บูรพา ก้าวไปข้างหน้าให้ได้โว้ย

    Take care คับ

    #3,225
    0
  6. #3211 สุดารัตน์? พรมวิชัย (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 22:05

    คือร้องไห้มาหลายตอนแล้ว พอเถอะไม่ไหวแล้ว 2,3 ตอนที่ผ่านมาสงสารเนย์เกลียดบู มาถึงตอนนี่รู้สึกสงสารบูที่ยังคงจมอยู่กับความรู้สึกผิด หวังว่าการได้เจอเนย์ในครั้งนี้จะเป็นการปลดปล่อยบูให้สามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้นะ

    #3,211
    0
  7. #3206 Bea1_ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 10:04
    แกต้องเดินต่อไปได้เเล้วนะบู
    #3,206
    0
  8. #3177 trois.z (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2563 / 16:09
    เคลียร์แล้วก็กลับไปเริ่มต้นใหม่นะบู เนย์เค้ายืนได้ด้วยตัวเองแล้ว เค้าเข้มแข็งแล้วนะ
    #3,177
    0
  9. #3174 WhanMii. (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 23:04
    จักรยานคันนี้ ไม่ต้องมีคนคอยพยุงช่วยแล้วนะ
    #3,174
    0
  10. #3158 YWDF (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 23:53
    อร้ากกกกกกก ทำได้แค่ตะโกน ;-;
    #3,158
    0
  11. #3150 TaiTan_Nitipakon (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 13:45
    หน่วงมาก อ่านไปก็นํ้าตาคลอ หน่วงที่สุดเท่าที่อ่านมาทุกเรื่อง
    #3,150
    0
  12. #3131 Kkkk (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 / 01:39

    อ่านแล้วเครียดแทนโอ้ย

    #3,131
    0
  13. #3104 เดือนสี่ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 17:54
    อ่าาา เศร้าเลย หน่วงไปเลยตอนนี่;-;
    #3,104
    0
  14. #3082 killer005 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 20:05
    ผมไม่เข้าใจระบบความคิดของคนที่บอกว่า happy ending

    ไรท์ก็บอกแล้วนะว่ามันแนวดราม่าอ่ะ = =
    #3,082
    0
  15. #3047 Londar (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 18:55
    หน่วง อ่ะหน่วงมากๆ อยากให้บูผ่านมันไปให้ได้นะ
    #3,047
    0
  16. #2975 thanawadee13 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 00:37

    ฮืออ ไม่ไหวแล้วมันหน่วงอะไรขนาดนี้ รักกันได้มั้ย พลีสสส แฮปปี้เอนดิ้งได้มั้ย

    #2,975
    0
  17. #2947 เฟอโรไฟตา (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 01:05
    ดันทุรังมากแค่ไหน รั้งมากเท่าไหร่ สุดท้ายก็เป็นได้แค่ความทรงจำ แก้ไขอะไรไม่ได้ จะเดินต่อไปก็ยากลำบาก หน่วงจัง;-;
    #2,947
    0
  18. #2941 25391839 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 22:04
    บีบหัวใจมาก

    อ่านแล้วหลับไม่ลงเลย
    #2,941
    0
  19. #2911 Tharnz (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 มีนาคม 2563 / 01:06
    ไม่สงสารทั้งบูทั้งเนย์ แต่สงสารคนอ่านนี่หล่ะ เหมียนหมาเข้าไปทุกที น้ำตาแตกทุกตอนนนนน
    #2,911
    3
    • #2911-2 killer005(จากตอนที่ 11)
      14 พฤษภาคม 2563 / 20:06
      อืม...ใช่ 555
      #2911-2
    • #2911-3 KatCher(จากตอนที่ 11)
      26 สิงหาคม 2563 / 19:58
      555555
      #2911-3
  20. #2880 Theday.B (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 / 03:36
    เสียดายเวลามากกกก มูบออนเถอะ
    #2,880
    0
  21. #2825 KYLM_ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 มกราคม 2563 / 04:07
    บูยังติดอยู่กับอดีตอยู่เลย สงสารบูแต่ก็เข้าใจเนย์จริงอะๆ ส่วนทางคนอ่านอย่่างฉันคือร้องไห้เหมียนหมาแล้วฮืออออ
    #2,825
    0
  22. #2775 pcy921 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 / 01:24
    ตอนนี้เนย์เขาไม่ได้ต้องการจักรยานแล้วค่ะเขาขับเครื่องบินเจ็ทแล้ว เลิกยึดติดเถอะนะคะ
    #2,775
    1
    • #2775-1 killer005(จากตอนที่ 11)
      14 พฤษภาคม 2563 / 20:06
      เกือบดีล่ะ

      เกือบดีแล้ว
      #2775-1
  23. #2757 mileyduchess (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 / 23:07
    สงสารบูมาก อยากกอด บูควรก้าวไปข้างหน้าได้แล้ว
    #2,757
    0
  24. #2743 Bammiiee (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 / 11:38
    แงงงงงง จะทำยังไงดีคะ อึดอัด
    #2,743
    0
  25. #2727 Kamobee (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 / 20:29

    ร้องจนปวดหัวไปหมด.....
    แต่ก็อ่านต่อ...
    #2,727
    0