อาคเนย์ - end

ตอนที่ 10 : 09 :: Ain't no sunshine

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 39,066
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3,196 ครั้ง
    1 ส.ค. 62




CHAPTER 9

AIN’T NO SUNSHINE

 

 

กับคนบางคน...ความทรมานจากโรคร้าย

เจ็บปวดน้อยกว่าการจากลา

 

 

            ถ้าผมมีใครสักคนคอยรับฟังความดีใจที่เอ่อล้นในตอนนี้บ้างก็คงดี

            แต่พอจะหยิบมือถือแล้วกดโทรออก เพื่อบอกเล่าความรู้สึกที่ได้เจอกับไอ้เนย์อย่างใจคิด ในสมองก็เพิ่งตระหนักได้ว่าชีวิตที่เป็นอยู่ไม่เหลือใครให้รับฟังอีก เลยทำได้แค่เก็บความคิดเหล่านั้นเอาไว้ยังส่วนลึกแทน

รถไฟฟ้าขบวนนั้นเคลื่อนตัวออกจากชานชาลาไปนานแล้ว ส่วนอีกขบวนหนึ่งที่ผมโดยสารไปก็กำลังเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้าม

            มือที่เกาะไปบนราวจับชื้นไปด้วยเหงื่อ ภาพใบหน้าขาวของใครคนนั้นยังคงติดตรึง หลายอย่างในตัวมันเปลี่ยนไป แต่ก็ยังมีอีกหลายสิ่งที่ยังคงเป็นเหมือนเดิม วันนี้ผมเห็นไอ้เนย์ใส่เสื้อนิสิตอีกครั้ง ส่วนคนที่มากับมันสวมช็อปวิศวะสีกรมท่า จึงพอเดาได้ว่าตลอดสองปีที่ผ่านมาเจ้าตัวคงเดินทางตามหาความฝันใกล้จะสำเร็จแล้ว

            อีกไม่นานคงได้เป็นวิศวกรอย่างที่หวัง ส่วนผมก็จะได้เลือกทางของตัวเองเช่นกัน

            สองเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าเข้าไปในตัวอาคารแสนคุ้นตา ตรงทางเดินคับแคบพลุกพล่านไปด้วยเด็กในคณะ หลายคนวิ่งพล่านด้วยความรีบเร่ง ขณะที่อีกหลายๆ คนก็ก้มหน้าก้มตาดูโทรศัพท์มือถือ

            ปกติผมเป็นแบบนั้นเลย เพิ่งจะมีโอกาสได้เงยหน้ามองโลกกว้างอย่างชัดเจนก็ตอนนี้แหละ บางที...การจากลากับอะไรสักอย่างก็ไม่ได้เจ็บปวดถึงขนาดนั้น

            “ไอ้บู ทำไมยังไม่ขึ้นวอร์ดอีกวะ” เสียงแหบต่ำตะโกนตามหลังไม่หยุด ผมหันไปเผชิญหน้ากับคนที่กำลังวิ่งมาถึงตัว ไอ้ดล...

            “พอดีมีธุระต้องจัดการนิดหน่อยว่ะ ว่าแต่มึงเหอะมาทำอะไรตรงนี้” ปกติพวกปีสี่ต้องอยู่ที่โรงพยาบาลในช่วงเช้า ดังนั้นเลยไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอเพื่อนในเวลาดังกล่าว แต่ทุกอย่างก็ผิดพลาดไปซะหมด

            “กูแวะมาเอาหนังสือที่น้องรหัส เห็นหลังมึงไกลๆ เลยรีบวิ่งมาหานี่ไง”

            ในกลุ่มเรามีกันอยู่สี่คน ทว่ามันกลับเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่คอยโทรตามและลากผมให้เข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ พูดได้เต็มปากเลยว่า ชีวิตสองปีที่ผ่านมานี้ติดหนี้บุญคุณของมันมากจริงๆ

            “อ๋อ งั้นมึงรีบขึ้นวอร์ดก่อนเถอะ กูว่าจะเข้าไปทำธุระนิดหน่อย” ผมรีบตัดจบประเด็น แต่คนตรงหน้ากลับไม่ยอมขยับไปไหน

            “รีบขนาดนั้นเลยเหรอวะ แล้วมึงได้โหลดสไลด์ที่กูส่งให้หรือยัง บ่ายวันนี้มีเรียนเล็กเชอร์ด้วยมึงจำได้ป่ะ”

            “ดล”

            “คือมึงขาดเรียนบ่อยก็ควรกระตือรือร้นได้แล้วนะเว้ย อีกสองเดือนก็จะสอบแล้ว”

            “ดลมึงฟังก่อน มันไม่มีประโยชน์หรอก”

            “หมายความว่าไง”

            “กูจะลาออก”

            คงไม่มีเหตุผลที่ผมต้องปิดอีกแล้ว แม้จะรู้สึกผิดที่เหยียบย่ำความหวังดีของมันก็ตาม เข้าใจแล้ว...คำว่าแม้แต่วินาทีเดียวก็ไม่อยากทนมันเป็นยังไง

            “มึงล้อกูเล่นเหรอวะบู อีกไม่นานเราก็จะจบปีสี่กันอยู่แล้วนะเว้ย ที่กูเข็นมึงตื่นมาเข้าวอร์ด มาเข้าเล็กเชอร์ในทุกคาบ กูไม่ได้หวังเพื่อให้มึงตัดใจง่ายขนาดนี้นะ แล้วความพยายามที่ผ่านมาล่ะ มึงจะ...” ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายพูดจบผมรีบสวนกลับไปทันที

            “กูไม่ได้พยายาม กูแค่ฝืน...”

            “กูจำได้ ยังจำได้ดีตอนเข้ามาเรียนปีหนึ่ง มึงเป็นเพื่อนคนแรกของกู มึงเล่าความฝันทุกอย่างให้ฟัง หมอไม่ใช่สิ่งที่มึงต้องการจะเป็นเหรอ หรือตอนนี้มึงเจอทางที่มึงชอบมากกว่าแล้ว” ไอ้ดลพูดประโยคยืดยาวออกมาแทบไม่หายใจ แม้จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายังชอบคณะที่เรียนอยู่หรือเปล่า แต่พอเทียบกับความห่วยแตกของตัวเองผมก็รู้สึกละอายใจขึ้นมา

            “กูกำลังตามหาอยู่ เลยอยากออกไปให้เวลากับตัวเองดูบ้าง”

            “ไอ้บู”

            “มึงคิดดูสิ ตั้งแต่ปีสองกูก็ไม่ค่อยเข้าเรียน ถึงจะสอบได้ก็เหมือนกินแรงคนอื่นเวลาต้องเอาเล็กเชอร์ที่พยายามจดมาให้กูอ่าน พอปีสามกูก็โดนเรียกเข้าไปพบหลายรอบ ปีสี่กูไม่เข้าวอร์ด ความย่ำแย่ที่เป็นอยู่นี้มึงคิดว่ากูยังจะเป็นหมอได้อีกเหรอวะ”

            “นี่ไง มึงยังรู้ตัวเองเลยเพราะงั้นกลับมาตั้งใจตอนนี้ก็ยังทันนะ”

            ไอ้เพื่อนคนนี้ยังคงดึงดัน ต่อให้ผมเอาข้อเสียต่างๆ มาอ้างมันก็คงจะรั้งผมต่อไปสินะ

            กับไอ้ดลเราเป็นเพื่อนกันมานานสี่ปี ถึงแม้จะไม่ใช่เพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขไปซะทุกเรื่องแต่ก็พูดได้เต็มปากเลยว่าหากชีวิตในการเรียนคณะแพทย์ไม่มีณดล ก็ไม่มีบูรพาในวันนี้ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่อยากปกปิดความเลวร้ายที่ผ่านมากับเจ้าตัวอีก

            “กูมีความลับอย่างหนึ่งที่มึงไม่เคยรู้ ตอนแรกก็คิดว่าจะเก็บมันไว้ ภาพที่มึงมองกูจะได้ไม่เปลี่ยนไป แต่ในฐานะที่มึงคือเพื่อนที่กูสนิทที่สุดในคณะ กูเลยอยากบอกเล่าความจริงบางอย่างให้มึงได้รู้” คนตรงหน้านิ่งเงียบ จ้องมองผมราวกับจะรอฟังคำตอบจากปาก

            “วันนี้กูเจอไอ้เนย์”

            “จริงดิ!

            “ครั้งแรกในรอบสองปีที่เฝ้าตามหา มันได้เรียนวิศวะสมใจแล้วนะ แถมยังดูมีความสุขดีด้วย ที่ผ่านมามึงเอาแต่ถามว่าทำไมกูถึงได้เกลียดไอ้เนย์ฉิบหายแต่กลับยังตามหามัน นั่นเป็นเพราะกูยังติดค้างกับมันอยู่ไง”

            “แต่การเจอมันไม่ใช่เหตุผลที่มึงต้องลาออกป่ะวะ จะให้ชดใช้เรื่องที่มึงเคยต่อยตีกันเหมือนเด็กๆ น่ะเหรอ”

            “ไม่ใช่แค่นั้นหรอก”

            “มึงคิดให้ดีๆ ไอ้เนย์เจอสิ่งที่ตัวเองรัก แต่มึงกำลังจะหนีไปจากสิ่งที่เป็นความฝันของตัวเองเนี่ยนะ กูรู้...รู้ว่ามึงยังอยากเป็นหมอ รู้ว่า...”

          “ดล...กูทำให้คนที่ป่วยเป็น PTSD อย่างไอ้เนย์พยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง”

            “...!!

            “มึงคิดว่ากูจะเป็นหมอที่ดีได้อีกเหรอวะ”

            ผมไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ที่ได้เห็นปฏิกิริยาตอบสนองของคนตรงหน้า ดูเหมือนมันจะช็อกไปแล้ว ส่วนผมก็ไม่มีอะไรจะแก้ตัวนอกจากส่งยิ้ม เอื้อมมือไปตบบ่าแกร่งสองสามทีเป็นการตัดจบ

            “รีบขึ้นวอร์ดเถอะ ถ้ามีโอกาสก็มาเจอกันข้างนอกได้ ใช่ว่ากูจะหายไปตลอดซะเมื่อไหร่”

            “อืม” ไอ้ดลพยักหน้าหงึกหงักเหมือนยังดึงสติตัวเองกลับมาไม่ครบ ผมเห็นก็ทั้งรู้สึกขำและสงสาร แต่ก็จำต้องตัดใจทิ้งมันไว้แล้วเลือกหมุนตัวเดินผละออกมา

            เบื้องหน้าเป็นห้องของอาจารย์ที่ปรึกษา กระบวนการลาออกไม่มีอะไรมาก ง่ายกว่าสอบเข้าหลายล้านเท่านัก แค่ต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วจัดการเคาะมึงลงบนบานประตู ไม่นานผมก็ได้ยินเสียงอนุญาตของคนในห้องแว่วเข้าหูจึงไม่รอช้าเอื้อมมือไปหมุนลูกบิด ทว่ายังไม่ทันได้ออกแรงผลักผมก็ได้ยินเสียงของเพื่อนสนิทดังแหวกอากาศเข้ามา

            “บู” มันเรียกชื่อผม “อย่าลาออกเลย”

            “...”

            “เดินมาตั้งขนาดนี้แล้ว อย่าทิ้งความฝันของตัวเองเลยนะ”

            ผมไม่ได้ตอบนอกจากผลักประตูเข้าไปในห้อง

            รับรู้ได้เพียงอย่างเดียว...นั่นคือความขมปร่าของหยดน้ำตา

 

 

 

 

 

 

 

 

            ชีวิตที่ผ่านมาสองปีผมกลับบ้านแทบจะนับครั้งได้ อาจเป็นเพราะความมึนตึงระหว่างผมกับแม่ที่ยังคงแผ่กระจายออกมา ส่วนพ่อก็เป็นพวกไม่ละเอียดอ่อน เขาทำงานอย่างหนักกลับมาก็กินข้าวแล้วขึ้นห้องอาบน้ำ อ่านหนังสือนอนเหมือนทุกวัน ไม่มีเวลามาสังเกตความเปลี่ยนแปลงต่างๆ นักหรอก

            รู้ตัวอีกที เวลาสองปีก็ทำให้คำว่าครอบครัวดูห่างเหินเกินกว่าที่มันควรจะเป็นเสียแล้ว

            “วันนี้ทำไมถึงกลับบ้านได้ เรียนหนักไม่ใช่เหรอ”

            พ่อเป็นฝ่ายเริ่มต้นพูด ก่อนจะค่อยๆ ตักอาหารใส่จาน ลืมไปซะสนิทว่าตัวเองเคยอ้างอะไรไว้เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับบ้านบ่อยๆ

            “คือผมมีเรื่องสำคัญจะบอกพ่อกับแม่...” ผมไม่กลัวด้วยซ้ำว่าเขาจะโกรธหรือทะเลาะกันรุนแรงแค่ไหน เพราะมันคงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าที่ผ่านมาอีกแล้ว

            “มีอะไรก็พูดมาสิ”

            “ผมคิดเรื่องนี้มานาน วันนี้เลยตัดสินใจเข้าไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาว่าจะขอดร็อปเรียนไปก่อน”

            เสียงกระทบกันของช้อนและส้อมเงียบลง พลันสายตาสองคู่หันมามองผมเป็นจุดเดียว

            จากที่ตอนแรกตั้งใจจะลาออกและจบความยุ่งยากทุกอย่างลงซะ แต่ใบหน้าและน้ำเสียงคร่ำเครียดของไอ้ดลทำให้ผมกลับมาฉุกคิด บางทีผมอาจต้องการเวลาสำหรับตามหาอะไรบางอย่าง และเมื่อถึงจุดหนึ่งที่ได้คำตอบแล้ว ผมอาจจะกลับไปเรียนใหม่อีกครั้ง หรือไม่...ก็อาจไม่กลับไปในเดินเส้นทางเดิมอีกเลย

            “แกว่าไงนะ ช่วยอธิบายให้เข้าอีกที” พ่อยกมือขึ้นกอดอกพลางเอนหลังลงพนักเก้าอี้ ผมสบตากับเขาไม่มีหลบก่อนจะเอ่ยออกไปเต็มเสียง

            “ผมไม่มั่นใจว่าทางที่เรียนอยู่มันใช่หรือเปล่าเลยจะขอดร็อปไปก่อน”

            “แล้วก่อนจะทำอะไรลงไปทำไมถึงไม่ปรึกษาที่บ้าน”

            “กลัวว่าพอปรึกษาไปจะโดนห้าม”

            “มันเจ็บปวดขนาดนั้นเลยเหรอ ก่อนหน้านั้นแกเคยรักมันมากหนิ”

            “ตอนนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้วครับ ผมฝืนต่อไม่ไหว แม้แต่วินาทีเดียวก็ไม่อยากทนอีก”

            “มันเป็นเรื่องใหญ่นะบู แกเรียนปีสี่แล้ว จู่ๆ ก็จะหยุดเรียน ได้มองทางไหนเอาไว้มั้ย”

            “ยังเลยครับ”

            “อยากทำอะไรก็ทำ รู้ว่าชอบด้านไหนเมื่อไหร่ก็มาบอกด้วย ฉันมีหน้าที่แค่หาเงินเลี้ยงแกเท่านั้นแหละ” พูดจบพ่อก็กลับมานั่งกินข้าวต่อทว่าสีหน้ายังเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ที่ผ่านมาเขาไม่เคยเจ้ากี้เจ้าการกับผมอยู่แล้ว คราวนี้เลยผ่านไปได้ไม่ยากอย่างที่คิด

            โฟกัสสายตาของผมเลื่อนจากคนที่นั่งหัวโต๊ะไปยังฝั่งตรงข้าม ที่ซึ่งมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ ได้แต่คิดถึงความทรงจำเดิมๆ ตอนที่ได้กอดเขาและบอกเล่าทุกอย่างในใจให้ฟังซึ่งตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว มันเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่ บางทีอาจเป็นตอนนั้น...ตอนที่รู้ว่าผมทำเลวระยำกับไอ้เนย์ไว้มากแค่ไหน

            “แม่มีอะไรจะพูดกับผมมั้ย”

            “ถ้าบูตัดสินใจแล้วแม่ก็คงพูดอะไรไม่ได้”

            “แม่รู้สึกยังไงกับสิ่งที่ผมทำ”

            “...”

            “วันนี้ผมเจอไอ้เนย์โดยบังเอิญ มันได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียนแล้วนะ ถึงแม้วันนี้เราจะไม่ได้คุยกันแต่ผมก็จะหาโอกาสไปขอโทษมันให้ได้”

            “อย่าเลยบู” แทนที่จะได้รับการสนับสนุน สองหูกลับได้ยินเพียงเสียงร้องห้าม

            “ทำไม”

            “เนย์ไปมีชีวิตใหม่แล้ว”

            “แม่พูดแบบนี้หมายความว่าไง ผมก็แค่อยากขอโทษ ถ้าคิดว่าการที่ผมโผล่หน้าไปจะทำให้มันต้องเจ็บอีก แล้วผมล่ะ...” ยอมรับและเข้าใจดีที่ทุกอย่างเป็นแบบนี้ก็เพราะตัวเองซึ่งมันเป็นผลที่สมควรจะได้รับอยู่แล้ว แต่อีกใจหนึ่งมันก็อยากก้าวไปข้างหน้าบ้างเหมือนกัน

            ผมจมอยู่กับฝันร้ายและความรู้สึกผิดมาตลอดสองปี เฝ้าแต่ตามหาอาคเนย์เพื่อที่อย่างน้อยมันจะได้ปลดปล่อยความรู้สึกผิดในใจให้ ผมรู้ว่ามันดูเห็นแก่ตัว รู้ว่าไม่ควรฉุดมันกลับมาที่เดิมอีกแต่ผมก็ยังอยากจะทำ

            “อย่าไปเจอเนย์อีกเลยบู ถือว่าแม่ขอร้องแล้วกัน”

            “ถ้าผมไม่ไปแม่จะกลับมาเป็นคนเดิมมั้ย”

            “...” ยังคงเงียบ ไม่ได้รับคำตอบอย่างที่ควรเป็น และผมทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว

            “แม่ต้องการอะไร อยากให้ผมสำนึกหรือชดใช้แค่ไหนแม่บอกมาสิ”

            “อย่ามาขึ้นเสียงกับแม่นะบู!

            “ใจเย็นๆ นี่ทะเลาะอะไรกันอีก” พ่อเป็นฝ่ายเอ่ยแทรก เขาหันมามองเราทั้งคู่ด้วยสายตาตั้งคำถาม

            ตั้งแต่เกิดเรื่องมีแต่ผมกับแม่เท่านั้นที่รับรู้ ต่างคนต่างเหยียบมันไว้ทำราวกับทุกอย่างยังปกติดีทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่ามันไม่ใช่ ผมมองหน้าแม่อีกครั้ง และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจสิ่งที่ผมกำลังทำเลยได้แต่ส่ายหน้าไปมา

            “พ่อ”

            “บูขึ้นห้องไปก่อน” แม่รีบขัดทว่าผมไม่สนใจ ถ้ามันจะพังก็ขอให้เป็นวันนี้ได้มั้ย ให้มันเจ็บทีเดียว

            “ที่ไอ้เนย์พยายามฆ่าตัวตายมันเป็นเพราะผม”

            “...!!

            “ผมเคยทำร้ายมันสารพัด พูดจาสาดเสียเทเสีย แถมยังมีความคิดจะข่มขืนมันอีก ถึงไม่สำเร็จแต่ก็ทำให้อาการป่วยของมันกำเริบจนต้องเข้าไปนอนโรงบาลอยู่นาน เหตุผลที่มันย้ายบ้านไปก็เพราะผม เหตุผลที่มันลาออกจากคณะทิ้งอะไรต่างๆ ไว้มากมายก็เพราะผม ที่ผ่านมาผมเหยียบมันไว้และขี้ขลาดเกินกว่าจะบอก พ่อจะแจ้งตำรวจก็ได้ ดุด่าทุบตียังไงก็ได้...ผมจะยอมรับมันทั้งหมด” แม้จะช้าเกินไปก็ตาม

            “บูรพา” เสียงทุ้มเรียกชื่อด้วยท่าทีนิ่งสงบ นิ่งจนเหมือนกับพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวและกำลังพัดเข้ามาในไม่ช้า

            ทุกบริเวณเงียบสงัด ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีกนานนับสิบนาที ผมนับเลขในใจ เฝ้ารอฟังคำตัดสินจากอีกฝ่ายด้วยความทรมานจนกระทั่งในที่สุดผมก็ได้รับคำตอบ

            “ที่ผ่านมาแกจะทำอะไรผิดหรือเลวร้ายแค่ไหนฉันให้อภัยมาตลอด แต่กับเพื่อนที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็กทำไมถึงได้ทำร้ายกันลงคอ”

            “ผมขอโทษ”

            “กลับไปทบทวนตัวเองซะ เป็นคนที่ดีกว่านี้ได้เมื่อไหร่ค่อยกลับมาให้ฉันเห็นหน้า”

            นั่นเป็นคำตอบเดียวของพ่อก่อนเขาจะลุกออกจากโต๊ะอาหาร

            “ดูแลตัวเองด้วยนะครับ” ผมเอ่ยตามหลังอีกฝ่ายเบาๆ เป็นการปลดพันธนาการทุกอย่างออกไปจากใจ

            สองปีมาแล้วที่ขี้ขลาดจนรู้สึกเกลียดตัวเอง หัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ก็ไม่ได้ เฝ้าแต่ถามว่าชีวิตควรเดินไปทิศทางไหน คาดเดาไปต่างๆ นานาแต่ก็ไม่เคยกล้าพอจะบอกความจริงกับใคร พอวันนี้ได้คำตอบกลับรู้สึกโล่งอกอย่างน่าประหลาด มันแย่ที่ทำให้ทุกคนต้องเจ็บปวด แต่ผมหาทางออกที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว

            “ผมขอโทษนะแม่ สำหรับทุกอย่างเลย...”

            “...”

            “เอาแต่คิดว่าตอนเสียจีนไปมันเจ็บปวดที่สุดแล้ว ทั้งที่จริงๆ การเสียทุกคนไปต่างหากที่เจ็บปวดกว่า”

            ความแค้นและการกระทำในอดีตพรากทุกอย่างที่เคยเป็นของบูรพา ผมเสียอาคเนย์ เสียครอบครัว เสียความฝันและเพื่อนร่วมทาง ทั้งหมดโทษใครไม่ได้เลยนอกจากตัวเอง

            “คิดว่าคงต้องไปแล้ว ถ้าคิดถึง...ถ้าแม่คิดถึงก็โทรหาผมได้เสมอ”

            ผมไม่เคยตอบแทนอะไรแม่สักอย่าง ขนาดวันที่ต้องจากลาก็ยังทำให้เขาร้องไห้อยู่เลย

            อีกนานกว่าจะได้กลับบ้าน เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะรู้สึกว่าตัวเองดีพอ...

 

 

 

 

 

 

 

 

            ชีวิตของนายบูรพาเหมือนเจอทางตันอยู่ตรงหน้า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเดินไปทางไหนนอกจากหวนกลับไปยังจุดเดิมคือการจมอยู่ในอดีตที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ หนึ่งสัปดาห์ผ่านพ้น ผมนอนนิ่งๆ อยู่ในห้องนอนของตัวเอง มองดูท้องฟ้าจากหน้าต่างค่อยๆ เปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ จนหมดวัน

            แม่ไม่อยากให้ผมไปเจอไอ้เนย์ เลยพยายามฝืนตัวเองมาตลอดด้วยการปิดเครื่องมือสื่อสาร ไม่ติดต่อกับใครและขังตัวเองอยู่ในห้องแทน แต่ผมดันทนได้ไม่นานเมื่อวันหนึ่งฝันร้ายกลับมาเยือนอีกครั้ง จนเกิดความรู้สึกที่อยากหลุดออกจากวงโคจรนี้ไปสักที

            โทรศัพท์มือถือถูกเปิดหลังปิดไปนาน ข้อความมหาศาลเด้งขึ้นมาไม่หยุด ผมกวาดตามองข้อความที่ค้างตรงหน้า แต่ก็ไม่ได้ตอบใครสักคนนอกจากกดเข้าไปยังเว็บ Reg ของมหาลัยเพื่อเช็กตารางเรียนนิสิตในภาควิชานั้น

            เสร็จสรรพจึงหันมาอาบน้ำแต่งตัว วันใหม่ใกล้เข้ามาถึงแล้ว อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงพระอาทิตย์ก็คงโผล่โพ้นขอบฟ้า หวังว่าถึงตอนนั้นผมจะมีความกล้าพอกับการเผชิญหน้าอีกครั้ง

            ตอนเจอกันที่สถานีรถไฟ ผมสังเกตเห็นตราสัญลักษณ์ของคณะและมหาลัยที่ปักอยู่บนกระเป๋าเสื้อช็อปของผู้ชายที่มากับไอ้เนย์ เบาะแสที่พยายามหาเลยแคบลงกว่าเก่า ดังนั้นจึงไม่รีรอรีบขับรถไปยังมหาลัยดังกล่าวทันที

            ไอ้เนย์หนีมาเรียนในคณะใหม่ที่ไม่ไกลจากเดิมมาก แต่เพราะผมยังคงใช่รถยนต์เหมือนทุกวัน เลยทำให้ความเป็นไปได้ที่เราจะเจอกันโดยบังเอิญลดน้อยลงจนแทบเป็นศูนย์ หรือไม่เราก็คงเคยเจอกันมาก่อนแต่อีกฝ่ายพยายามหลบหน้าซะมากกว่า

            รถยนต์เคลื่อนตัวไปจอดยังลานจอดรถคณะวิศวะในเวลาเจ็ดโมงเช้า ผมปิดประตู ก้าวเท้ายาวๆ ไปดักรออยู่หน้าห้องที่คิดว่าอีกฝ่ายน่าจะใช้เรียนในช่วงแปดโมง นั่งอยู่อย่างนั้นพร้อมกับนับเลขในใจไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ...

            จวบจนเด็กกลุ่มหนึ่งเดินตรงมา ถึงแม้ผมจะไม่เห็นไอ้เนย์ในกลุ่มนั้นแต่มั่นใจว่าอีกไม่นานเจ้าตัวก็คงมาถึง จู่ๆ ก็รู้สึกละอายใจตัวเองขึ้นมา จิตใจเต็มเปี่ยมที่อยากเข้าไปทักหรือเอ่ยขอโทษจางหาย ผมรีบลุกขึ้นยืน พาตัวเองเดินหลบไปยังมุมหนึ่งอย่างเงียบเชียบแล้วเฝ้ามองภาพตรงหน้าไม่ละสายตา

            อาคเนย์อยู่ตรงนั้น แต่กลับไกลเกินเอื้อมถึง

 

            หมอบู

          อย่ามาตลก กูยังสอบเข้าไม่ได้เลย

          เอาน่า สักวันก็ได้เรียกอยู่ดี หมอบู...หมอบู...หมอบู

          แล้วกูต้องเรียกมึงว่าอะไร นายช่างเนย์เหรอ

          ก็เท่อยู่นะ

          สมกับเป็นลูกนายช่างใหญ่

          หมอบู

          นายช่างเนย์

          บูรพา

          อาคเนย์...

 

            คิดถึงวันเก่าๆ เหมือนกัน

            ไอ้เนย์ดูดีในชุดช็อปวิศวะ มีรอยยิ้มสดใส หัวเราะและดูสนุกสนานไม่ต่างจากอาคเนย์ในวันวาน พอไม่มีผมทุกอย่างก็ค่อยๆ กลับมาเป็นเหมือนเดิม พอไม่มีผม...ความสุขก็ไม่ได้หายากอีกต่อไป

            หลายคนทยอยเดินเข้าห้อง ผมมองเห็นคนตัวขาวเพียงไม่กี่วินาทีก่อนภาพตรงหน้าจะเหลือเพียงอากาศธาตุ แต่ก็ยังไม่หมดความพยายามด้วยการเฝ้ารออยู่อย่างนั้น จะให้เดินเข้าไปก็ไม่กล้า พอจะตัดใจเดินหนีก็ทำไม่ได้ เลยต้องยืนอยู่ตรงกลางระหว่างความสับสนไปเรื่อยๆ

            คาบนี้สองชั่วโมงผมนั่งรอ

            คาบต่อไปอีกสองผมก็ยังแอบตามเขา

            เวลาแต่ละวินาทีผันผ่านอย่างเชื่องช้า ผมเห็นไอ้เนย์กับผู้ชายคนนั้น คนที่เจอกันตรงรถไฟฟ้า ทั้งคู่อยู่ด้วยกันตลอดเวลา หัวเราะ กินข้าว อ่านหนังสือ ทุกอย่างเป็นไปโดยธรรมชาติจนอดถามตัวเองไม่ได้ว่าถ้าเป็นผมที่นั่งอยู่ตรงนั้น ยังจะมีโอกาสได้ยินเสียงหัวเราะของมันอยู่มั้ย

            หลังเลิกเรียนผมมองตามแผ่นหลังเล็กๆ เดินไปตามฟุตบาธอย่างใจเย็น รู้ตัวอีกทีสองขาก็ก้าวมาถึงสถานีรถไฟฟ้า โดยลืมไปเลยว่ารถของตัวเองยังคงจอดอยู่ที่คณะ

            ตอนนี้ไอ้เนย์เดินไปข้างหน้าไกลแล้ว ผมไม่มีเวลาสำหรับความลังเลเลยก้าวฉับๆ ตามหลังอีกฝ่ายพร้อมกับทิ้งระยะห่างเอาไว้ประมาณหนึ่งเพื่อไม่ให้มันรู้ตัว

            ถัดจากนี่ไปสองสถานีผมก็ตามมาจนถึงคาเฟ่แห่งหนึ่งที่อยู่ในซอยค่อนข้างลึก มันเป็นคาเฟ่สองชั้นตกแต่งในสไตล์วินเทจแต่ดูอบอุ่นด้วยแสงไฟสีเหลือง ผมปล่อยให้อาคเนย์เดินเข้าไปด้านในครู่หนึ่งก่อนถึงค่อยหาโอกาสตามไปเงียบๆ

            “ยินดีต้อนรับค่า” พนักงานเอ่ยทักทาย ผมกวาดตามองไปโดยรอบไม่เจอคนที่ตามหาจึงย่างเท้าขึ้นบันไดไปยังชั้นสองต่อ

            บรรยากาศด้านบนแตกต่างจากด้านล่างนิดหน่อยตรงที่มีแสงสีขาวซึ่งมองเห็นได้ชัดกว่า กลิ่นของขนมและอาหารก็เบาบางกว่ามาก และแน่นอนในระยะห่างออกไปไม่ถึงสิบเมตร ผมยังคงเห็นไอ้เนย์นั่งอยู่ตรงนั้น ตรงระเบียงแคบๆ ซึ่งยื่นออกมาจากตัวอาคารพร้อมกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งในชุดนักเรียนมัธยม

            “รับอะไรดีคะ”

            “เดี๋ยวผมขอดูก่อนแล้วกัน” พนักงานพยักหน้าเข้าใจ ส่วนผมเดินมาหยุดอยู่ตรงโต๊ะตัวเล็กๆ ซึ่งยังว่างอยู่ จากนั้นก็เฝ้ามองดูอีกฝ่ายจากทางด้านหลังพร้อมกับคำถามมากมายที่กำลังตีวนอยู่ในหัว จะเดินเข้าไปทักดีหรือแค่มองอยู่ห่างๆ สุดท้ายผมก็หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้

            ดูเหมือนไอ้เนย์จะมีอาชีพเสริมเป็นติวเตอร์ให้กับเด็กมอปลาย ไม่รู้ว่าได้เงินมากพอมั้ย แต่มันเป็นคนฉลาดคนหนึ่ง คิดดูแล้วกันขนาดไม่มีใจรักจะเรียนหมอมันยังสอบเข้ามาเรียนได้เลย

            “หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า...” ริมฝีปากเค้นเสียงนับเลขอีกครั้งขณะสายตายังคงจ้องมองคนที่นั่งอยู่ตรงระเบียง เมื่อก่อนผมอาจจะตัดพ้อว่าการรอคอยช่างยาวนาน จนกระทั่งชีวิตได้เรียนรู้อะไรที่หนักหนาสาหัสกว่า แม่งทำเอาไอ้ที่รอมาหนึ่งวันเป็นแค่เศษเสี้ยวที่เทียบไม่ได้ไปเลยทีเดียว

            ผมสั่งอาหารไปสองสามอย่างแต่ก็ปล่อยมันวางในจานอยู่อย่างนั้นเพราะกินไม่ลง จากเวลาหกโมงเย็นเคลื่อนผ่านเป็นหนึ่งทุ่ม สองทุ่ม ลูกค้าเก่าออกไป คนใหม่ก็เดินเข้ามาทว่าเราก็ยังอยู่ที่เดิมจนกระทั่งหน้าปัดนาฬิกาข้อมือหมุนไปที่สามทุ่มสิบนาที ช่วงเวลาที่เด็กผู้ชายคนนั้นเริ่มเก็บข้าวของและจากไปในไม่นาน

            ไอ้เนย์นั่งอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง ดูทั้งเหงาและโดดเดี่ยวไม่เหมือนตอนอยู่กับเพื่อนที่คณะแม้แต่น้อย ลึกๆ ผมอยากเดินเข้าไป พูดหรือเอ่ยทักทายอะไรก็ได้ อาจจะเป็น หวัดดี ไม่เจอกันนานเลยนะหรือพูดประโยคง่ายๆ อย่าง สบายดีมั้ย เพราะต่อให้อีกฝ่ายไม่ตอบกลับมาผมก็คงไม่เสียใจอีก

            “จะทำอะไร!” เสียงของใครสักคนดังก้อง

            ผมหันไปมองยังต้นเสียงก่อนจะพบว่าอีกฝ่ายกำลังคว้าข้อมือของผมเอาไว้ ไม่แน่ใจว่าก่อนหน้าสมองผลักดันให้ทำอะไรไปบ้าง กว่าจะรู้ตัวผมก็เกือบสัมผัสอาคเนย์ได้แล้ว

            “กูจะคุยกับไอ้เนย์” เมื่อถามมาผมก็ไม่รอช้าตอบกลับทันที

            “เนย์ไม่มีอะไรจะพูดกับมึงหรอก” เจ้าของคำพูดเอ่ยเสียงแข็ง มันไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นคนเดียวที่อยู่กับไอ้เนย์แทบจะตลอดเวลาและผมคิดว่าทั้งคู่กำลังคบกันอยู่

            “ปราชญ์มึงทำอะไรวะ” แน่นอนว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่มีทางพ้นสายตาของคนตัวเล็กไปได้ เพราะท้ายที่สุดแล้วไอ้เนย์ก็เลือกเดินเข้ามาประชิดเพื่อเผชิญหน้ากับผมตรงๆ

            “มันจะทำอะไรมึงก็ไม่รู้”

            “เปล่า กูไม่ได้จะทำอะไร แค่อยากขอเวลาคุยกับมึงเท่านั้น” ผมไม่ได้สนใจผู้ชายแปลกหน้าคนนี้ แต่เลือกจดจ่อกับใบหน้าขาวและดวงตาดำขลับคู่เดิมไม่ลดละ

            “กูไม่มีอะไรจะคุยกับมึงหรอก” น้ำเสียงเรียบนิ่งเปิดปากเอ่ยอย่างเหนื่อยล้า “ได้เวลาต้องกลับแล้วว่ะ ไปกันเถอะปราชญ์” ร่างเล็กหยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพายก่อนตั้งท่าเดินผละออกไป ทว่าผมไวกว่านั้นรีบคว้าข้อมือมันเอาไว้พร้อมกับขอร้องเสียงแผ่ว

            “แป๊บเดียว...”

            “ขอโทษด้วยที่กูไม่มีเวลาว่างพอ”

            “กูหยุดเรียนหมอได้สักพักแล้วนะ”

            “...”

            “เลยอยากจะคุยกับมึงสักหน่อย” ผมฝืนยิ้ม ส่งสายตาไปให้อย่างคนจนตรอก “แป๊บเดียวจริงๆ”

            “งั้นปราชญ์ เดี๋ยวมึงลงไปรอที่รถก่อนนะ”

            “เนย์”

            “เดี๋ยวกูตามลงไป” มือหนาละจากเกาะกุมผมแล้วหมุนตัวเดินลงไปด้านล่าง คงเหลือเราเพียงสองคนที่ระเบียงแคบๆ แห่งนี้ ไอ้เนย์เอื้อมมือมาปิดประตูกระจกอย่างเงียบเชียบ มือติดสั่นเล็กน้อยหยิบบุหรี่ออกมามวนหนึ่งจากนั้นก็ทำการจุดสูบ

            สองปีผันผ่าน หลายอย่างเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ

            “มึงไม่สูบบุหรี่หนิ” ผมถามก่อนได้รับคำตอบเพียง แค่เคยสั้นๆ “กูคิดถึงตอนนั้นเลย ตอนที่เรายังเป็นเด็ก”

            “เข้าเรื่องเถอะว่ะ” บทสนทนาถูกตัดจบอย่างง่ายดาย ควันสีขาวพวยพุ่งจนทำให้มองภาพตรงหน้าไม่ชัด บางทีนี่อาจเป็นสิ่งที่เจ้าตัวกำลังทำเพื่อปกปิดความรู้สึกลึกๆ ของตัวเองอยู่

            “สองปีมานี้กูตามหามึงทุกวันเลย ไปที่บ้านมึงทุกวันและก็รู้สึกดีทุกครั้งที่ยังไม่มีคนซื้อไป เพราะหวังว่าสักวันมึงจะกลับมา” ทุกคำพูดที่เอ่ยล้วนมาจากความรู้สึกส่วนลึกที่ผมอยากบอกมันมาตลอด แม้อีกฝ่ายจะดูไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งที่ได้ยินเลยก็ตาม

            “ถ้ามึงยังขืนพูดแต่น้ำอยู่กูขอตัวกลับก่อนแล้วกัน”

            “อาการเป็นยังไงบ้าง” ผมยังไม่อยากให้มันไป อยากให้อยู่คุยกันต่ออีกสักหน่อย

            “หมายถึงอะไร”

            PTSD วันนั้นที่จีนตาย...”

            “กูก็ตายให้มึงแล้วไง” ประโยคก่อนหน้ากระแทกเข้ามาในอกอย่างจัง

            “...”

            “ต้องการอะไรวะบู กูให้มึงไปหมดแล้ว กูไม่มีอะไรให้มึงอีกแล้ว...” ถึงน้ำเสียงที่โพล่งออกมาจะแข็งกร้าว แต่แววตา ริมฝีปาก และฝ่ามือที่คีบบุหรี่กลับยังสังเกตได้ถึงความสั่นเทา

            “กูแค่อยากขอโทษ”

            ผมขยับตัวเข้าใกล้ ทว่าอีกฝ่ายกลับถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็ว รู้ดีว่าสิ่งที่เคยทำในอดีตเลวร้ายเกินกว่าจะให้อภัยแต่ผมก็ยังอยากให้มันรับรู้ว่าผมสำนึกผิดจริงๆ

            “ตั้งแต่มึงหายไปกูรู้สึกผิดอยู่ทุกวัน มันเหมือน...ฝันร้าย ฝันแบบที่มึงเคยฝันมาตลอดเลยได้แต่ตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่จะสิ้นสุดสักที มันคงเหมือนมึงตอนนั้น สามปีทรมานมากใช่มั้ย”

            “ใช่” น้ำเสียงสั่นเครือตอบกลับ

            “ขอโทษอาคเนย์ ขอโทษ...” ไทม์แมชชีนพาเรากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้แล้ว “มึงอยากให้กูชดใช้อะไรก็บอกมาได้เลย กูยินดีทำทุกอย่าง”

            “กูไม่ได้อยากขออะไรจากมึงบู ทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นกูยกโทษให้” ในใจกำลังเต้นลิงโลด ทว่าเพียงครู่เดียวก็เหมือนถูกมือล่องหนผลักลงไปในเหวลึกอย่างเลือดเย็น

          “เพราะงั้นมึงช่วยหายไปจากชีวิตกูเถอะ”

            “ทำไม”

            “มันจบแล้ว ไม่มีอะไรที่ติดค้างกันอีก การหายไปของมึงคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับกู”

            ได้แค่นี้ก็เกินพอยังจะคาดหวังอะไรอยู่อีก ตอนแรกคิดว่าจะถูกไล่ด้วยซ้ำแต่ไอ้เนย์ก็ยังใจดียืนคุยกับผมตั้งนาน อย่างน้อยคำตอบในวันนี้ก็มากพอจะช่วยปลดล็อกอะไรบางอย่างออกไปจากความรู้สึกสักที

            “กูเข้าใจ”

            “...”

            “รอว่าสักวันมึงจะได้เป็นนายช่างใหญ่อยู่นะ” ผมฉีกยิ้ม ถึงจะไม่สามารถเข้าไปทักหรือพูดคุยเหมือนในอดีตได้อีกแต่อย่างน้อยก็ยังรู้ว่าความสุขต้องอยู่ไม่ไกลแน่นอน

            “กูจะมาเจอมึงไม่ได้อีกแล้วใช่มั้ย” ผมถามต่อ

            “อือ”

            “จะคุยกับมึงไม่ได้”

            “อือ”

            “หัวเราะหรือร้องไห้กับมึงไม่ได้”

            “อือ” ไอ้เนย์ยังคงพยักหน้า สายตาทอดมองไปยังท้องฟ้ามืดมิดอย่างไร้จุดหมาย

            “เราจะไม่มีโอกาสกินข้าวด้วยกัน บอกเล่าความฝันให้ฟังเหมือนตอนเด็ก ไม่มีเค้กวันเกิด ไม่มีของขวัญ ไม่มีแม้แต่โอกาสให้กูได้แก้ตัวอะไรอีก”

            “อือ”

            “มึงเสียใจมั้ยที่มันเป็นแบบนี้”

            “ไม่ เพราะเป็นแบบนี้กูถึงมีความสุขดี”

            “งั้นก็เลิกบุหรี่ซะกูขอร้อง จะรักตัวเองก็รักให้ถึงที่สุดเถอะ” ไอ้เนย์ยอมทำตามคำสั่งอย่างว่าง่ายด้วยการกดปลายของมวนนิโคตินลงไปบนที่เขี่ยบุหรี่ ควันสีเทาขาวจางหาย และครั้งนี้ผมก็ได้มองหน้ามันเต็มตาสักที

            “อาคเนย์...อาคเนย์...อาคเนย์...”

            ผมอยากเรียกชื่อมันย้ำๆ อีกครั้งให้แน่ใจว่านี่ไม่ใช่ความฝัน เราได้เจอกันแล้วแม้จะต้องปล่อยให้ทุกอย่างจบลงก็ตาม

          “ลาก่อนบูรพา”

          “ลาก่อนอาคเนย์”

            ผมสูญเสียเพื่อนในวัยเด็กของตัวเองไปเพราะความแค้นและโง่เขลา และผม...ไม่มีทางได้เขาคืนมาอีกต่อไป พูดได้เต็มปากเลยว่า การจากลาครั้งนี้แหละเจ็บกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

            มันเป็นการจากลาที่อาจเรียกได้ว่า ตลอดกาล

 

 

 

 

            กุมภาพันธ์

            สามวันหลังการจากลาผมจมดิ่งลงเรื่อยๆ ในผืนน้ำที่มองไม่เห็น ต่อให้ตะเกียกตะกายแค่ไหนก็ไม่สามารถพาตัวเองขึ้นมาได้สำเร็จ ผมยังคงฝันร้ายดังนั้นเลยต้องใช้ยานอนหลับเป็นตัวช่วย มันบรรเทาความเจ็บปวดไปได้มากแต่เมื่อตื่นขึ้นมาก็หนีความจริงไม่ได้อยู่ดี

            เพื่อนที่คณะแพทย์คงจะสอบบ่อยเหมือนเดิม ผมส่งข้อความเป็นกำลังใจไปให้พวกมัน แต่กลับได้รับสายจากเพื่อนต่างคณะในสามชั่วโมงต่อมา มันบอกว่าไม่นานก็เรียนจบและเตรียมพร้อมสำหรับการออกไปทำงานแล้วเลยไม่ได้ออกไปไหนมาไหนด้วยกันอีก

            นั่นแหละ ทุกชีวิตย่อมมีทางของตัวเอง ส่วนผมก็ทำได้แค่ยินดีกับความสำเร็จของทุกคนอยู่ตรงนี้

           

 

            มีนาคม

            ผมยังคงฝันร้าย ฝันซ้ำๆ แม้จะเจอคนที่ตามหามานานแล้ว วันนี้บรรยากาศรอบข้างเริ่มแปลกไป เหงาว่ะ เหงาเหี้ยๆ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงให้คลายความรู้สึกเหล่านี้นอกจากล้มตัวลงนอนบนเตียง ผมมันคนไร้ประโยชน์ เอาแต่ผลาญเงินที่พ่อแม่หามาให้ในบัญชีทุกวัน ส่วนเรื่องความหวังและความฝันต่างๆ ก็ค่อยๆ หายไปเหมือนกับเงินในบัญชีนั้นด้วย

 

 

            เมษายน

            ผมขับรถออกจากคอนโดแต่เช้ามืด เปิดเพลงโปรดของตัวเองฟังในรถเพื่อไปหยุดตรงรั้วบ้านของใครคนหนึ่ง มันถูกปิดประกาศขายมายาวนานถึงสองปีแต่ก็ยังไม่มีใครซื้อ ไม่รู้หรอกว่ามองแล้วได้อะไร มองไปก็ไม่มีความหวังรออยู่ด้วยซ้ำแต่ก็ยังจะทำ

            ถัดไปอีกไม่กี่ก้าวคือบ้านของผม บ้านที่เติบโตมาตั้งแต่เด็ก ผมไม่ได้มาที่นี่หลายเดือนแล้ว แม่ก็โทรมาบ้างแต่เรากลับคุยกันเพียงสั้นๆ ส่วนพ่อยิ่งไม่ต้องพูดถึง คล้ายกับเขาได้ตัดผมออกจากชีวิตไปโดยสมบูรณ์ซึ่งมันก็สมควรแล้ว คนเลวๆ จะมาหวังให้ตัวเองได้รับการปฏิบัติที่ดีอีกทำไม

 

 

            พฤษภาคม

            กอดของแม่เป็นยังไงผมจำไม่ได้แล้ว...

 

 

            มิถุนายน

            ผมคิดถึงอาคเนย์

            ไม่รู้ว่าเป็นความรู้สึกแบบไหน แต่มันวูบโหวงไปหมด ในฝันผมไม่เคยสัมผัสตัวของมันได้ ไม่เคยได้กอด ได้อธิบายนอกเสียจากกล่าวประโยคบอกลาสั้นๆ เหมือนวันนั้น

            ผมพยายามมาตลอด หลายต่อหลายครั้งที่บอกให้ตัวเองเดินไปข้างหน้าแล้วหลงลืมอดีตไปทว่าสุดท้ายกลับต้องเผชิญกับความล้มเหลว ทั้งที่ไอ้เนย์ปลดพันธนาการนั้นออกให้ผมไปนานแล้ว และเราไม่มีอะไรให้ติดค้างกันอีก บางที...บางทีความผิดของผมอาจต้องชดใช้ด้วยชีวิตที่เหลือก็เป็นได้

 

 

            กรกฎาคม

            “อาคเนย์ อาคเนย์ อาคเนย์...”

            ผมเรียกหาเขา มองดูท้องฟ้าของเช้าวันมันด้วยใจวูบโหวง แทบจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ขับรถออกไปข้างนอกคือตอนไหน เพื่อนๆ เริ่มแยกย้าย โซเชียลมีเดียทุกอย่างรกร้างคล้ายกับไม่มีผู้ใช้งาน จากที่เมื่อก่อนต้องส่งข้อความหากันทุกวันก็เป็นต้องอันยุติลง

            ชีวิตในแต่ละวันของผมวนลูป ตื่นขึ้นมาจากฝันร้าย ล้างหน้า แปรงฟัน โทรเรียกฟู้ดเซอร์วิสให้มาส่งถึงห้อง กินเสร็จก็ล้มตัวลงนอน นอนไปจนถึงบ่าย จากนั้นก็ลุกขึ้นมาใช้เวลาถามตัวเองจนพระอาทิตย์ตก

            ผมถามซ้ำๆ มีชีวิตไปเพื่ออะไร?

 

 

            สิงหาคม

            เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในตอนเช้ามืด ผมกดรับเสียงงัวเงีย ปลายสายเป็นพี่ของจีน เธอโทรมาบอกกับผม แม่จีนจากไปแล้วนั่นเป็นครั้งแรกในรอบเดือนที่ผมออกจากห้อง สวมเชิ้ตแขนยาวสีดำที่รีดมาอย่างดี ในมือถือพวงหรีดที่แวะซื้อระหว่างทางไปให้ ผมไม่ได้ถามเหตุผลที่เธอจากไปนอกจากนั่งนิ่ง

            กล่าวลาอย่างที่มนุษย์ทุกคนบนโลกเอ่ยให้กันในวันสุดท้าย...

 

 

            กันยายน

            ในลิ้นชักชั้นวางทีวีมีโซ่และกุญแจขนาดใหญ่วางอยู่ เมื่อก่อนผมเคยใช้ล็อกประตูเพื่อขังไอ้เนย์เอาไว้ในห้อง ตอนนี้อาจได้หยิบมันมาใช้อีกครั้ง

            ผมอยากเดินไปข้างหน้า ต่อให้เจ็บแค่ไหนก็อยากจะไป เลยไม่รีรอเก็บของทุกอย่างที่เกี่ยวกับไอ้เนย์รวมไปถึงนาฬิกาข้อมือที่มันให้ใส่กล่อง วางมันไว้บนเตียงสีขาว จากนั้นจึงจัดการล็อกกลอนแล้วคล้องโซ่ต่อเป็นชั้นที่สอง ลูกกุญแจถูกทิ้งลงชักโครก จะไม่มีใครเปิดเข้าไปในห้องนั้นได้อีก

            ห้องที่มีแต่ความทรงจำ

 

 

            ตุลาคม

            โซ่เส้นที่สามถูกคล้องตรงประตูอย่างแน่นหนาหลังผมพยายามจะไขเข้าไปในห้องนั้นช่วงกลางดึกเพราะอยากได้นาฬิกาเรือนนั้นกลับมา ดีที่ทำไม่สำเร็จและรู้ตัวซะก่อน ผมคงเดินไปข้างหน้าไม่ได้เลยหากยังคิดถึงอาคเนย์อยู่ ต่อให้อยากเจอ อยากพูดคุยแค่ไหนก็ต้องเตือนตัวเองไว้ เขาควรได้เจอสิ่งดีๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาหันกลับมามองข้างหลังอีกแล้ว

            ให้เป็นผมเถอะ เป็นผมที่เจ็บปวดเพียงคนเดียว

 

 

            พฤศจิกายน

            มีโอกาสได้หยิบหนังสือตอนเรียนปีหนึ่งขึ้นมา อ่านข้อความเก่าๆ ที่เคยอยู่ในมือถือ เมื่อก่อนเพื่อนมันเล่นมุกได้กากฉิบหาย มองย้อนกลับไปก็ตลกตัวเอง นั่งขำกับพวกมันได้ยังไง ตอนนี้คงใกล้จะเรียนจบปีห้ากันแล้ว ชีวิตที่ทุ่มเทและเสียสละเพื่อเป็นหมอนี่ดีจริงๆ

            ผมได้คุยกับพ่อแล้วนะ ดีใจจนน้ำตาแทบไหล เขาบอกว่ารู้ความจริงที่แม่แอบส่งเงินให้แล้ว ดังนั้นหลังจากนี้ผมต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง

            นายบูรพากับชีวิตที่พังไม่เป็นท่า มีมรดกตกทอดเป็นคอนโดห้องหนึ่ง เรียนไม่จบปริญญาตรี หมดแพชชั่นและเป้าหมายในชีวิต พยายามเดินไปข้างหน้าแต่อดีตที่เลวร้ายกลับฉุดรั้งให้กลับมาอยู่ที่เก่า

            “อาคเนย์ อาคเนย์ อาคเนย์”

            ครั้งหนึ่งผมเคยทำร้ายเขา

            “อาคเนย์...”

            แต่ครั้งนี้ผมขาดเขาไม่ได้จริงๆ...

 

 

            25 ธันวาคม

            วันเกิดอาคเนย์ ผมแอบไปที่คณะวิศวะแต่ก็เป็นเพียงครู่เดียว กว่าจะรู้สึกตัวว่าเริ่มล้ำเส้นถึงได้รีบขับรถกลับมา ผมไม่ได้เจอหน้าของไอ้เนย์มาเกือบปีแล้วนับตั้งแต่เอ่ยลาที่ระเบียงในวันนั้น

            ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะฉลองวันเกิดกับใครที่ไหนบ้าง แต่ทุกๆ ปีผมจะให้ถุงเท้าเป็นของขวัญเหมือนอย่างเคย ถุงกระดาษสีหวานถูกแกะออก ผมล้วงมือลงไป หยิบถุงเท้าสีแดงคู่หนึ่งออกมาแขวนไว้ตรงต้นคริสต์มาสที่เพิ่งประกอบเสร็จเมื่อคืน

            “แฮปปี้เบิร์ธเดย์อาคเนย์ มีความสุขมากๆ นะเว้ย”

            ผมทิ้งตัวนั่งขัดสมาธิ มองดูถุงเท้าที่ถูกห้อยอยู่ตรงหน้าเนิ่นนาน ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปจนถึงตีหนึ่งถึงได้ล้มตัวลงนอนบนพื้น

            ต่อให้ต้องเจอกับฝันร้าย ซานตาคลอสก็จะพามึงกลับมาชวนกูวิ่งเล่นในอดีตอยู่ดี

 

 

            31 ธันวาคม

            ปีนี้ไม่มีปาร์ตี้ แต่ก็มีคำอวยพรจากทุกคนผ่านเข้ามาทางช่องแชต ผมพิมพ์ขอบคุณสั้นๆ กลับไป

            ตอนนี้ใกล้เที่ยงคืนแล้ว ผมหยิบเบียร์ออกจากตู้เย็น นั่งจิบมันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพ้นวันเกิดและปีใหม่มาเยือนอีกครั้ง แอลกอฮอล์ช่วยให้ผ่อนคลายขึ้น มันมากพอที่ทำให้ผมไม่ต้องร้องไห้อีก

            ปุ้ง! ปุ้ง!

            พลุถูกจุดขึ้นฟ้าเป็นสัญญาณของการเฉลิมฉลอง นอกหน้าต่างเต็มไปด้วยสีสัน บรรยากาศของเมืองใหญ่คึกคักกว่าทุกวัน ผมได้แต่นั่งมองภาพเหล่านั้นจนกว่าแสงที่กระจายอยู่บนฟ้าจะเลือนหายไป

            กล่องของขวัญที่ถูกห่ออย่างดีถูกดึงมาตรงหน้า ผมซื้อมันด้วยตัวเอง แต่ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นเวลาที่ได้แกะ

            “สวัสดีปีใหม่บูรพา”

            ผมยิ้มให้ตัวเอง หยิบของขวัญที่ได้ออกมาจากกล่อง

            พินิจพิจารณามันอยู่อย่างนั้น ของตรงหน้าเป็นอุปกรณ์การช่างที่สั่งเอาไว้ จุดประสงค์ที่ต้องการมีอยู่อย่างเดียวนั่นคือคืนนี้ผมจะกลับไปเปิดห้องปิดตายที่ไอ้เนย์เคยอยู่อีกครั้ง

            “ขอแค่วันเดียว วันเดียวเท่านั้น...”

            หลังตัดสินใจขังความทรงจำทุกอย่างของคนชื่อ อาคเนย์เอาไว้ ผมก็ไม่เคยเปิดมันอีกเลยแม้บางคืนจะต้องต่อสู้กับความต้องการจากเบื้องลึกจนแทบคลั่ง เฝ้าแต่บอกว่าการไม่หวนนึกถึงมันจะทำให้เดินหน้าต่อไปได้ แต่วันนี้ผมขอแค่วันเดียว

            ตุบ! ตุบ! ตุบ!

            อุปกรณ์งัดแงะและทุบทำลายถูกหยิบมาใช้ เพียงไม่นานพันธนาการทุกอย่างทั้งโซ่ตรวนรวมถึงกุญแจก็คลายออก ก่อนผมจะพาตัวเองก้าวเข้าไปภายในเพื่อมองอดีตที่ผ่านพ้นอีกครา

            กลิ่นคละคลุ้งของฝุ่นหนาที่จับตัวกระแทกเข้าจมูกเป็นอย่างแรก ยังดีที่หลอดไฟยังคงใช้การได้เพราะเมื่อแสงสว่างมาเยือน ผมก็ใช้เวลาที่มีทั้งหมดไปกับการเดินสำรวจห้องเล็กๆ เพียงลำพัง

            อาคเนย์เคยนั่งอยู่ตรงนี้

            ส่วนกล่องใหญ่ยักษ์นี่ก็ใช้เก็บอัลบั้มรูปสมัยเด็กของเรา

            มันอบอวลไปด้วยความสุขและความเศร้า ทะเลาะกันก็ที่นี่ ร้องไห้จนแทบบ้าก็ตรงนี้ ภาพทุกภาพราวกับถูกบันทึกเอาไว้ไม่ขาดตกบกพร่อง

            สองเท้าเยื้องย่างไปโดยรอบ ใช้เวลาจมจ่อมอยู่ตามมุมต่างๆ เนิ่นนานก่อนจะหมุนวนกลับมายังเตียงอีกครั้ง ตรงหน้ามีกล่องแห่งความทรงจำอย่างหนึ่งวางอยู่ที่เดิม ชั่งใจอยู่นานว่าจะหยิบขึ้นมาดูหรือปล่อยไปดีทว่าสุดท้ายก็ได้คำตอบ

            ผมไม่เห็นนาฬิกาเรือนนี้มานานมากแล้ว ดังนั้นหลังจากเปิดกล่องเลยรู้สึกใจหายไม่น้อย ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมเสียอย่างเดียวคือเข็มบนหน้าปัดไม่ได้หมุนอีก เวลาหยุดชะงักที่บ่ายสองสิบเจ็ดนาที เหมือนกับความสัมพันธ์ของเราที่หยุดลงไม่มีผิดเพี้ยน

            อยากลองใส่ดูคือความคิดที่แว๊บเข้ามาในหัว

            ของขวัญที่อาคเนย์เคยสัญญาว่าจะซื้อให้กำลังอยู่ในมือ และผมก็บรรจงสวมมันอย่างช้าๆ มองดูรายละเอียดบนตัวเรือนคล้ายกับต้องการสลักทุกอย่างที่เกี่ยวกับเราเอาไว้

            ร่างกายค่อยๆ ทิ้งตัวนอนบนเตียงซึ่งเต็มไปด้วยฝุ่นเขรอะ ปล่อยน้ำตาให้ไหลลงมาเงียบเชียบ สายตาสองข้างยังคงจดจ้องดูนาฬิกาเรือนสวยสลับกับรอยแผลเป็นบนข้อมืออีกข้าง

            เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะผมเอง ไม่มีใครผิดนอกจากผม

            ตลอดระยะเวลาเกือบปีที่ผ่านมานับตั้งแต่บอกลากับอาคเนย์ โลกของผมรับรู้ได้แต่ความเจ็บปวด และมักทรมานทุกครั้งเวลาที่รู้สึกโหยหาอยากเจออีกฝ่าย ซึ่งคงไม่ดีแน่ๆ หากไอ้เนย์ต้องมาเจอหน้าผมซ้ำๆ ราวกับฝันร้ายที่ตามหลอกหลอน

            ดังนั้นผมจึงหาทางออกให้กับตัวเอง

            ผมไม่ได้อยากตาย แต่การกรีดข้อมือวันละแผลทำให้ร่างกายได้เผชิญกับความเจ็บปวด เลือดสีแดงฉานไหลออกมาแต่ไม่นานก็ทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้ ความเจ็บจากการทำร้ายตัวเองช่วยให้ผมลืมความร้าวรานของการไม่มีอาคเนย์อยู่

            237 วันที่ไม่ได้เจอ ผมมีแผลบนข้อมือ 237 แผล

            ทั้งรอยเก่าและใหม่ถูกเฉือนซ้ำอยู่อย่างนั้น

           

            หมอบู...

          อะไร ยังไม่ได้เป็น

          เดี๋ยวก็ได้เป็นแล้ว

          ‘…’

          อีกสิบปีข้างหน้า พอถูกเรียกว่านายแพทย์บูรพามันคงโคตรเท่เลยเนอะ

          ทำอาชีพอะไรก็เท่ทั้งนั้นแหละ

          ไม่นะ สำหรับมึง

            ‘…’

            เป็นหมอน่ะเท่ที่สุดแล้ว

           

            มึงผิดหวังในตัวกูมั้ยเนย์ ผิดหวังที่กูไม่ได้ทำตามสิ่งที่เราเคยคุยกันไว้

            แต่จะทำยังไง ผมก้าวผ่านความรู้สึกผิดในใจเมื่อหลายปีก่อนไปไม่ได้สักที ต้องทำยังไง...

            ปีใหม่เริ่มขึ้นแล้ว แปลกดีหลายสิ่งรอบตัวยังอยู่เหมือนเดิม

            ผมปิดเปลือกตาลง กอดตัวเองแนบแน่นเพื่อกล่อมให้หลับเหมือนทุกๆ วัน แผลบนข้อมือพวกนี้มันทำให้ผมเจ็บ ใช่ เจ็บจริง

            แต่เทียบไม่ได้เลยกับความยาวนานของการจากลากับใครสักคน

            พยายามแล้ว...

            ผมลองเดินไปข้างหน้าแล้ว แต่สุดท้ายกลับพบว่าเส้นทางที่เดินไปนั้นเป็นวงกลม

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.196K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,363 ความคิดเห็น

  1. #3338 withmaBL (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:35
    เรารู้นะว่ามันแย่จริงๆแต่สุดท้ายก็ยังหวังให้เขากลับมาคู่กันอยู่ดี
    #3,338
    0
  2. #3306 ผู้ชายที่ชอบทะเล (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2563 / 07:10
    ถ้านี่เป็นทูตสวรรค์นี่ก็เห็นใจบูรพามากเลยนะ แต่เทียบกับสิ่งที่ทำไว้ มันเกินจะให้อภัยจริง ๆ
    #3,306
    0
  3. #3297 wanwisa127 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2563 / 14:17
    เนย์ยังมีเเม่ที่คอยรักและให้กำลังใจเเต่บูไม่มีใครเลย เด็กคนนึงที่ต้องคอยสู้กับฝันร้ายเพียงคนเดียวมันทรมารจริงๆนะ
    #3,297
    0
  4. #3296 wanwisa127 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2563 / 14:14
    กว่าจะจบตอนทรมานมากเลยไรท์😭😭😭😭
    #3,296
    0
  5. #3294 NongBarth (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 / 12:22
    อยากจะสงสาร
    #3,294
    0
  6. #3285 Gingjaa (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 กันยายน 2563 / 16:20
    สงสารก็สงสาร โกรธก็โกรธ ทำไมมันเป็นแบบนี้ ร้องไห้ตาบวมแล้ว คนนึงที่พยายามฆ่าตัวตาย แม้จะหายแต่ก็ยังไม่ลืม อีกคนที่กรีดแขนเพื่อย้ำความเจ็บปวด สองร้อยกว่าแผลมันไม่น้อยเลย และยิ่งทำให้ไม่ลืม ต่างคนต่างทรมาน ฮืออออออออ 😭😭
    #3,285
    0
  7. #3273 KatCher (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 18:28
    เจ็บปวดเท่า ๆ กัน เฮ้ออออ เมื่อทั้งสองคนจะได้เริ่มต้นกันใหม่ อยากได้ยินคำว่า "ยินดีที่ได้รู้จักกัน" ใหม่จัง
    #3,273
    0
  8. #3268 Mareemintty (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 13:57
    บีบใจเหลือเกิน
    #3,268
    0
  9. #3247 thxficam (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2563 / 13:38
    ต่างคนต่างป่วยล่ะทีนี้ คนนึงหาย คนนึงเป็น
    #3,247
    0
  10. #3236 Nielongforever9 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 / 22:37

    ทำไมสงสารบูรว่ะเห้อิ

    #3,236
    0
  11. #3224 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2563 / 10:57

    เจ็บนี้อีกนาน สำนึกได้ก็ดีแล้ว บูรพา

    Take care คับ

    #3,224
    0
  12. #3205 Bea1_ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 04:17
    ลุกขึ้นเถอะนะอยากเห็นนายเข็มแข็ง
    #3,205
    0
  13. #3183 aernnrea (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2563 / 19:25
    ตั้งแต่อ่านมา น้ำตาก็ไหลไม่หยุด
    #3,183
    0
  14. #3176 trois.z (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2563 / 12:46
    เกลียดแม่อีกจีนมากที่สุด เป็นตัวต้นเรื่องที่ทำให้ความสัมพันธ์มันบานปลายจนแก้ไขไม่ได้ โกหกเพื่อให้ตัวเองสบายใจ แต่คนที่ได้รับผลกระทบเหมือนตายทั้งเป็น บูก็ไม่เฉลียวใจอะไรเลย ตราหน้าว่าเป็นฆาตกรๆ อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ไม่รู้จักนิสัยจริงๆของเนย์เลยเหรอ ถ้าอยากฆ่าจีนจริงๆ คนดีๆที่ไหนต้องชีวิตตัวเองมาเสี่ยงด้วยอะ ตอนนี้ก็ชดใช้กรรมไปเถอะ
    #3,176
    0
  15. #3173 WhanMii. (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 22:16
    ไม่สงสาร ไม่สะใจ แต่แค่รู้สึกว่า อืม มันก็สมควรแล้ว ก่อนที่บูจะเกลียดเนย์ บูไม่ควรสักแต่ว่าสิ่งที่แม่จีนพูดมาเป็นความจริงทั้งหมดดิ เธอสองคนเป็นเพื่อนกันมาตั้งนาน ไม่ตะหงิดบ้างเหรอว่าเพื่อนเรามันคงไม่ทำแบบนี้หรอก รักจีนอะรักได้ เข้าใจว่ารักอีจีนมากกกก แต่สตินะ ถ้าตอนนั้นคุณให้โอกาสเนย์ ไม่ตราหน้าว่าเขาเป็นฆาตกร เชื่อใจเพื่อน มันก็จะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ แล้วคิดไหม ว่าถ้าเนย์อยากฆ่าจีน เนย์คงไมาเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงหรอกจ้ะ ใด ๆ ก็คือกูเกลียดแม่อีจีนมาก
    #3,173
    0
  16. #3159 Error_ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 02:56

    เศร้าจังว่ะ ;(
    #3,159
    0
  17. #3157 YWDF (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 23:15

    แต่ทางนี้ยังนอนร้องไห้

    แงงงงงงงง ม่ะดือม่ะไหว
    #3,157
    0
  18. #3110 427799 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2563 / 02:01
    โกดก็โกดสงสารก็สงสาร แต่ชั้นก็ยังโกดแกอยู่ดีอะบูรพา
    #3,110
    0
  19. #3105 The Sir (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 14:45
    ร้องไห้เป็นบ้าแทนบูบ่ะ
    #3,105
    0
  20. #3089 hellokittyy66 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 04:09
    ผิดที่แม่อิจีนไม่ยอมบอกความจริงอ่ะ สงสาร
    #3,089
    1
    • #3089-1 WhanMii.(จากตอนที่ 10)
      3 มิถุนายน 2563 / 22:11
      จริงงง
      #3089-1
  21. #3069 ketsakarnza2547 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 09:17
    เข้มแข็งน่ะบูรพา
    #3,069
    0
  22. #3062 P_earn (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 00:38
    ไม่รู้นะว่าบูรักเนย์ไหม หรือแค่ผูกพัน
    แต่ตอนนี้เราอยากให้บูรักตัวเองนะ สู้ๆนะบูเข้มแข็งได้แล้ว
    #3,062
    0
  23. #3059 Saaree6612 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 14:44
    ทุกอย่างล้วนมาจากการกระทำของตัวเองทั้งนั้น บูรพา แค่ก็อดสงสารไม่ได้จริง หน่วงงงงเกินนน
    #3,059
    0
  24. #3046 Londar (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 / 18:29
    ดิ่งมาก ซึมเศร้าจิงๆ บูต้องมูฟออนนะ ดิ่งอะไรขนาดนนี้ ฮือออ
    #3,046
    0
  25. #3011 1443 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 13:42

    ง่ะ เริ่มสงสารบูรพาแล้วนะ

    #3,011
    0